โพแทสเซียมกับการยืดปล้องอ้อย:...
👤
โดย: Admin
📅
2026-02-07 08:52:25
🌐
1.20.185.188
โพแทสเซียมกับการยืดปล้องอ้อย: กลไกแรงดันออสโมติกและการขยายเซลล์ที่กำหนดน้ำหนักลำ
บทคัดย่อ
การเพิ่มน้ำหนักลำอ้อยในระยะ 90 วันขึ้นไปเป็นผลของการขยายเซลล์ (cell expansion) และการยืดปล้อง (internode elongation) ซึ่งถูกควบคุมโดยแรงดันเต่ง (turgor pressure) และการจัดสรรคาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม (K) มีบทบาทหลักในการควบคุมศักย์ออสโมติก การลำเลียงซูโครส และเสถียรภาพเอนไซม์ อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของ K จะไม่แสดงเต็มที่ หากช่วงก่อนหน้าไม่ได้สร้างฐานใบและ Carbon Supply อย่างเพียงพอ บทความนี้จึงวิเคราะห์กลไกการยืดปล้องควบคู่กับการจัดการโภชนาการสามระยะ ได้แก่ ฮิวมิค FK → FK-1 → FK-3S เพื่อเพิ่มน้ำหนักลำและค่า CCS อย่างเป็นระบบ
บทนำ
อ้อยเป็นพืช C4 ที่มีศักยภาพการสังเคราะห์แสงสูง การเพิ่มน้ำหนักลำไม่ได้เกิดจากโพแทสเซียมเพียงตัวเดียว แต่เป็นผลของห่วงโซ่กลไกตั้งแต่รากดูดใช้ธาตุอาหาร ใบสร้างน้ำตาล และลำทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสม หากขาดช่วง “สร้างใบ” แล้วเร่งโพแทสเซียมทันที การยืดปล้องอาจไม่เต็มศักยภาพเพราะ Carbon Supply จำกัด ดังนั้นการจัดการต้องมีลำดับเวลา
กลไกหลักของการยืดปล้องอ้อย
1) แรงดันออสโมติกและแรงดันเต่ง
K⁺ เป็นไอออนหลักที่ควบคุมศักย์ออสโมติกในไซโทพลาซึมและแวคิวโอล เมื่อความเข้มข้น K ภายในเซลล์สูง น้ำจะเคลื่อนเข้าสู่เซลล์ เกิดแรงดันเต่งที่ผลักดันผนังเซลล์ให้ขยาย ปล้องจึงยืดยาวและเส้นผ่านศูนย์กลางเพิ่มขึ้น
2) การคลายตัวของผนังเซลล์
การขยายเซลล์ต้องอาศัยเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์และปรับโครงสร้างผนังเซลล์ โพแทสเซียมช่วยรักษาสมดุล pH และเสถียรภาพเอนไซม์ ทำให้กระบวนการคลายผนังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
3) การลำเลียงซูโครสผ่านโฟลเอ็ม
K มีบทบาทในการโหลดและขนส่งน้ำตาลจากใบสู่ลำ เมื่อการลำเลียงมีประสิทธิภาพ คาร์โบไฮเดรตจะถูกใช้ทั้งเพื่อขยายเซลล์และสะสมซูโครส เพิ่มน้ำหนักลำและค่า CCS
การจัดการเชิงระบบ 3 ระยะ เพื่อให้ K ทำงานเต็มศักยภาพ
ระยะที่ 1: วางฐานราก (0–45 วัน)
ใช้ ฮิวมิค FK (เสริมฟูลวิค) อัตรา 10–20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นหรือราดโคน เพื่อเพิ่ม CEC การคีเลชัน และประสิทธิภาพดูดใช้ธาตุอาหาร ลดการสูญเสีย K ในดิน
ผลลัพธ์: รากแข็งแรง รองรับการดูด K ปริมาณสูงในระยะต่อไป
ระยะที่ 2: สร้าง Carbon Supply (45–90 วัน)
ใช้ FK-1 (N-P-K + Mg + Zn)
ผสมถุง N-P-K 25–50 กรัม และถุง Mg+Zn 25–50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ
เหตุผลเชิงกลไก:
N → เพิ่มโปรตีนและเอนไซม์ตรึงคาร์บอน
Mg → เพิ่มประสิทธิภาพคลอโรฟิลล์
Zn → สนับสนุนเอนไซม์
K ในสูตรสมดุล → ควบคุมปากใบ
ผลลัพธ์: เพิ่ม Carbon Gain และสร้างน้ำตาลเพียงพอสำหรับการสะสมในลำ
ระยะที่ 3: เร่งยืดปล้องและสะสมซูโครส (90 วันขึ้นไป)
ใช้ FK-3S (5-10-40 + Mg + Zn)
ผสมถุงละ 25–50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ
เหตุผล:
K 40% → เพิ่มแรงดันเต่งและการขยายปล้อง
สนับสนุนการลำเลียงซูโครส
Mg และ Zn → คงเสถียรภาพการสังเคราะห์แสงปลายฤดู
ผลลัพธ์: เพิ่มน้ำหนักลำ ความยาวปล้อง และค่า CCS
สรุปเชิงระบบ
โพแทสเซียมคือ “ตัวเร่งการขยายลำ” แต่ต้องมีน้ำตาลจากใบเป็นวัตถุดิบ และต้องมีรากที่ดูดธาตุได้เต็มที่
ฮิวมิค FK → เพิ่มประสิทธิภาพราก
FK-1 → เพิ่มการผลิตน้ำตาล
FK-3S → เปลี่ยนน้ำตาลเป็นน้ำหนักและความหวาน
เมื่อจัดลำดับถูกต้อง การยืดปล้องจะไม่ใช่เพียงการเพิ่มความยาว แต่เป็นการเพิ่มมวลชีวภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นเหตุเป็นผลค่ะ
เอกสารอ้างอิง
Taiz, L., Zeiger, E. Plant Physiology and Development.
Marschner, P. Mineral Nutrition of Higher Plants.
Cakmak, I. Potassium and crop quality.
Römheld, V., Kirkby, E.A. Research on potassium in agriculture.
#อ้อย #โพแทสเซียม #ยืดปล้อง #เพิ่มน้ำหนักลำ #ค่าCCS #โภชนาการพืช #CarbonPartitioning #ฮิวมิคFK #FK1 #FK3S