FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
​เกษตรอินทรีย์ ทาง​เลือก​ใน​การ​แข่งขันสำหรับธุรกิจขนาดย่อม
Update: ././. .:.:. - Views: 3456 | Ans: 0
ข้อมูลจาก: http://www.newswit.com/news/2007-07-17/0807-c62885aeeed7aaa1a76601ff0d6ca2b1/

กระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม สำนักงาน​ความร่วมมือทางวิชา​การของ​เยอรมัน ​หรือ GTZ มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำมหาวิทยาลัย​แม่​โจ้ สำนักงานมาตรฐาน​เกษตรอินทรีย์ สมาคม​การค้า​เกษตรอินทรีย์​ไทย ​และสหกรณ์กรีน​เนท ​ได้ร่วมกันจัด​เวที​เสวนา​การ​เพิ่มประสิทธิภาพ​เชิง​เศรษฐนิ​เวศ ครั้งที่ 5 ขึ้น ​เมื่อ​เร็วๆ นี้ ​ในหัวข้อ “อุตสาหกรรม​เกษตรอินทรีย์​ไทย...ภูมิปัญญา​และนวัตกรรม” ​เพื่อ​เป็น​เวที​แลก​เปลี่ยน​ความรู้ ประสบ​การณ์ ​และข้อคิด​เห็นของบุคคลต่างๆ ที่มีบทบาทหน้าที่หลัก​ใน​การพัฒนาผลิตภัณฑ์​และ​การตลาดของ​เกษตรอินทรีย์ ​โดยมีประ​เด็นที่​ให้​ความสำคัญต่อ​การนำภูมิปัญญา​ไทยมาผสานกับ​เทค​โน​โล ยี กับกระบวน​การจัด​การ ก่อ​ให้​เกิดนวัตกรรม ​เพื่อ​การพัฒนา​การผลิต​และ​การค้าสินค้า​เกษตรอินทรีย์ของ​ไทยต่อ​ไป
​ในภาพ จากซ้าย
1. คุณสมชัย ​เพียรสถาพร
รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม
2. รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ

ประธานกรรม​การบริหารสาขาวิชาส่ง​เสริม​การ​เกษตร​และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุ​โขทัยธรรมาธิราช
3. คุณสัณหจุฑา จิราธิวัฒน์
ประธาน มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ
4. ดร..มิชชา​เอล บันสฮัฟ
อุปทูต
สหพันธสาธารณรัฐ​เยอรมนี ประจำประ​เทศ​ไทย
5. ดร.รุ่ง​เรือง อิศรางกูร ณ อยุธยา
ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่า​การกระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์
6. นายบัวร์คาร์ด ​เร้า​เชลบัค
​ผู้อำนวย​การกลุ่มงาน​เสริมสร้างประสิทธิภาพ​เชิง​เศรษฐนิ​เวศ, GTZ
7. นายปรา​โมทย์ ขลิบ​เงิน
รองอธิ​การบดีฝ่ายทรัพย์สิน​และกิจ​การพิ​เศษ มหาวิทยาลัย​แม่​โจ้
ท่องเที่ยวโครงการหลวง จ.เชียงราย
Update: ././. .:.:. - Views: 1758 | Ans: 0
จาก: http://www.chiangraifocus.com/travelroute_crRoyalproject.php

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง หรือ ที่เราเรียกกันว่า "โครงการหลวง" เริ่มต้นจากโครงการหลวงดอยอ่างขางเป็นแห่งแรก ตามแนวพระราชดำริของในหลวง ว่า "ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง"
จนมาในปัจจุบัน โครงการหลวงทั้งหมด กระจายอยู่ใน 5 จังหวัดของภาคเหนือ อันได้แก่ เชียงใหม่ ,เชียงราย ,แม่ฮ่องสอน ,พะเยา และ ลำพูน โดยมีอยู่ทั้งสิ้น 36 โครงการ สำหรับ จ.เชียงราย มีโครงการหลวงทั้งหมด 6 โครงการ ดังนี้
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน


ราษฎร ในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด และฝิ่น แต่ขาดความรู้และความเข้าใจในเรื่องการเกษตร นอกจากมีการบุกรุกผืนป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอยแล้ว ยังไม่รู้จักการดูแลรักษาแหล่งน้ำอันเป็นทรัพยากรสำคัญ จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาทุกปี กระทั่งปี พ.ศ. 2525 ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำรินจึงได้ถูกจัดขึ้นในพื้นที่ 50 ไร่ ครอบคลุม 4 หมู่บ้าน ประชากรมีชาวเขาเผ่ามูเซอ และคนพื้นเมืองอาศัยอยู่ โดยจัดหาแนวทางการทำมาหากินให้กับชาวบ้านทดแทนการปลูกฝิ่น อาทิ พืชไร่ ผัก ผลไม้เมืองหนาว ที่ให้ผลคุ้มค่ากว่า ซึ่งเมื่อปฏิบัติตามแนวทางโครงการหลวง ชาวบ้านจึงมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเช่นทุกวันนี้
ลักษณะพื้นที่

ส่วนใหญ่เป็นภูเขาชันประมาณ 95 % มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 700-1,000 เมตร มีแหล่งน้ำขนาดเล็ก คือ ลำห้วยน้ำริน ลำห้วยแม่โถน้อย ลำห้วยสาขาของแม่โถไหลจากทิศเหนือไปทิศใต้ลงไปสู่แม่น้ำลาวเรื่อยลงสู่แม่น้ำโขง มีพื้นที่รับผิดชอบ 19.03 ตารางกิโลเมตร หรือ 11,890.90 ไร่ จำนวน 6 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 8 บ้านเมืองน้อย บ้านห้วยน้าริน บ้านดอยมด และหมู่ที่ 10 บ้านดอยม่วง บ้านแสนเจริญ บ้านแม่ขะต๋าน มี 287 ครัวเรือน ประชากร 1,345 คน ประกอบด้วยชาวเขาเผ่ามูเซอ กะเหรี่ยง และคนเมือง

ลักษณะภูมิอากาศ

มีอุณหภูมิเฉลี่ย 20.5 องศาเซลเซียส และมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,400 มิลลิเมตรต่อปี

วัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ชมวัฒนธรรมของชนเผ่า ประเพณีปี๋ใหม่ของชนเผ่ามูเซอ พิธีการเลี้ยงชา พิธีเลี้ยงขวัญใต้เตียน การตำข้าวโดยใช้ครกกระเดื่อง งานศิลปวัฒนธรรมการทอผ้ากี่เอวแบบกระเหรี่ยง ของกลุ่มแม่บ้านขะต๋าน การผลิตไม้กวาดดอกหญ้าของกลุ่มแม่บ้านเมืองน้อย แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ใกล้เคียง

อาทิ บ่อน้ำร้อนธรรมชาติแม่ขะจาน น้ำตกเมืองน้อยซึ่งมีสายน้ำไหลลัดเลาะผ่านหน้าผาสูงชันประมาณ 10 เมตร ตกลงสู่แผ่นหิน เกิดละอองน้ำปลิวอยู่ตลอดเวลา จากน้ำตกแห่งนี้สามารถเดินลัดเลาะสู่น้ำตกห้วยม่วง ซึ่งเป็นเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม บริเวณโดยรอบเป็นป่าดงดิบธรรมชาติ

กิจกรรมท่องเที่ยว

- ชมแปลงวิจัยเกษตรภายในศูนย์ อาทิ เฟิร์นหนัง เฟิร์นเขากวาง สาวรส บ๊วย (ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม ออกผลประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน)
- ชมแปลงเกษตรชาวบ้าน อาทิ แปลงตุ่มเงินตุ่มทอง แปลงสตอเบอรี่ (ออกผลช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์)
- เที่ยวปีใหม่มูเซอ ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี - พิธีเรียกขวัญ หรือใต้เตียน เป็นพิธีทำบุญของสมาชิกในหมู่บ้าน (เลือกวันได้ตามความสะดวก)
- พิธีเลี้ยงชา ช่วงประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
- ชมหัตถกรรมของชาวเขา อาทิ การตำข้าว การทอผ้า การทำเครื่องเงินแบบกรรมวิธีโบราณ ฯลฯ

ของฝาก

- ผ้าทอกี่เอวแบบกะเหรี่ยง
- เครื่องเงินโบราณ
- มีดแบบมูเซอ
- ไม้กวาดดอกหญ้า

ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก

1. เรือนพักรับรองของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน สามารถพักได้ คน อัตราค่าที่พัก 50 บาท/ คน /คืน
2. ที่พักแบบ Home Stay สัมผัสชีวิตชนเผ่ามูเซอ บ้านห้วยน้ำริน อัตราค่าที่พัก 60 บาท/ คน/ คืน
3. เกสท์เฮ้าส์บ้านเมืองน้อย สามารถพัก ได้ 50 คน อัตราค่าที่พัก 100บาท/ คน /คืน
4. บริเวณจุดกางเต็นท์ ภายในบริเวณศูนย์ และสวนสน อัตราค่าที่พัก 50 บาท
5. เต็นท์บริการ ขนาด 2 คน ราคา 100 บาท/หลัง/คืน ถุงนอนราคา 20 บาท /หลัง/คืน
6. มีร้านอาหารบริการภายในศูนย์

การเดินทาง

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำรินห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 72 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 118 เส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย เลี้ยวขวาระหว่างหลัก กม.ที่ 63-64 ต่อไปอีก 9 กม. ถึงศูนย์ฯ ห้วยน้ำริน

หมายเหตุ ใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท หรือใช้บริการรถยนต์รับจ้าง จุดจอด ณ คิดรถเวียงกาหลง บริเวณสี่แยกตลาดธานินทร์ ราคาค่าโดยสารประมาณคนละ 35 บาท หากติดต่อเหมาจากเชียงใหม่ถึงศูนย์ ราคาประมาณ 1,000 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำริน บ้านห้วยน้ำริน หมู่ 8 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
โทร / แฟ็กซ์ 053-609586, 081-0306417
โฮมเพจ / เว็บไซต์ : http://www.doikham.com 
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ..
Update: ././. .:.:. - Views: 529 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ งานชลประทาน หวังสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์งานชลประทานสู่ชุมชน  
    
  ครั้งที่ 377/2551 16 พฤษภาคม 2551 กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ งานชลประทาน หวังสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์งานชลประทานสู่ชุมชน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานรับมอบสื่อวีดีทัศน์และเอกสารประกอบการฝึกอบรมจาก นายวีระ อัครพุทธิพร กรรมการมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เพื่อส่งมอบต่อให้ นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน นำไปใช้เป็นสื่อประกอบการฝึกอบรมในโครงการ “โคคา-โคลา ยุวชลกรเรียนรู้งานชลประทาน” หลังจากร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยโครงการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนทั่วประเทศ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบการบูรณาการ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่กรมชลประทานสร้างขึ้น และยังเป็นการปลูกฝังให้เกิดจิตสำนึกที่ดี โดยเน้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมีโอกาสพบปะเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน รวมทั้งมีส่วนร่วมในกิจกรรมชลประทานด้านต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ยุวชลกรได้ เข้าใจงานชลประทานอย่างถูกต้อง จนเป็นส่วนหนึ่งของกรมชลประทานที่สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ความรู้ ความสำคัญของงานชลประทานไปสู่ชุมชนของตนเองได้อย่างถูกต้อง นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า กรมชลประทานได้ดำเนินงานเกี่ยวกับยุวชลกรเรียนรู้งานชลประทานนั้น มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในปี 2551 นี้ ถือเป็นปีแรกที่ภาคเอกชน คือ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เข้ามาร่วมดำเนินการในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จะสนับสนุนเสื้อและหมวก สื่อการเรียนการสอน และอุปกรณ์การเรียน ด้านความรู้เกี่ยวกับงานชลประทานเบื้องต้น บทบาทหน้าที่ การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และการสร้างสมดุลนิเวศ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา โรงงานของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยที่ดำเนินงานโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการชลประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม ที่ทำให้งานชลประทานสนองตอบความต้องการและเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กรมชลประทานตั้งเป้ายุวชลกรเรียนรู้งานชลประทานในปีนี้ ไม่น้อยกว่า 9,999 คน โดยจะคัดเลือกนักเรียนอายุ 13 – 18 ปี เข้ารับการฝึกอบรมเป็นยุวชลกร ซึ่งจะทำการอบรมในเขตพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการปฏิบัติการคันคูน้ำ และโรงเรือนในเขตพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการปฏิบัติการคันคูน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด  

From: moac.go.th
กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศ ปี 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาขาด..
Update: ././. .:.:. - Views: 890 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศ ปี 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนเมล็ดกาแฟ  พร้อมป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับเกษตรกร

                                นายอภิชาติ  จงสกุล  โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่า   ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศปี  2551  ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์   ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2551  เห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟตามข้อผูกพันองค์การการค้าโลก  (WTO)  ปริมาณกาแฟ  ในโควตา  5.25  ตัน  โดยมีภาษีในโควตาร้อยละ  30  และภาษีนอกโควตาร้อยละ  90   แต่ขณะนี้มีบริษัทควอลิตี้  คอฟฟี่  โปรดักส์  จำกัด  ได้เสนอข้อเรียกร้องผ่านทางคณะอนุกรรมการพืชสวน ขอให้พิจารณาเปิดตลาดเพื่อนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ   เพื่อแก้ไขการขาดแคลนเมล็ดกาแฟดิบสำหรับผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟสำหรับบริโภคภายในประเทศ  เนื่องจากได้ประมาณการความต้องการใช้เมล็ดกาแฟดิบเพื่อการแปรรูปใช้ภายในประเทศปี  2551  คาดว่าจะมีความต้องการใช้  40,000  ตัน  ซึ่งคณะอนุกรรมการพืชสวน ได้มีมติเห็นชอบให้นำเข้าเมล็ดกาแฟบัสต้ าในปี 2551  จำนวน ไม่เกิน 20,000 ตัน            ในอัตราภาษีร้อยละ 15   และให้นำเข้าแต่ละครั้งไม่เกิน 5,000 ตัน  โดยมีระยะเวลานำเข้าตั้งแต่พฤษภาคม – ตุลาคม 2551   ทั้งนี้  จากการหารือคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์  เห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก  และเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟของไทยหากมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบจากต่างประเทศ  จึงเห็นควรให้คณะอนุกรรมการพืชสวนทบทวนรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ  ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณาอีกครั้ง
 “ธีระชัย” ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนของปี 2551 ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ...
Update: ././. .:.:. - Views: 629 | Ans: 0
 “ธีระชัย” ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนของปี 2551 ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 39.89 จากปี 2550 โดยเฉพาะในกลุ่มพืชพลังงาน คาดมีแนวโน้มราคาและผลผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง  
    
  นายธีระชัย  แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนเมษายน  2551 ว่า  จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าภาพรวมราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงมาก ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาประจำเดือนเมษายน  2551  เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน  2550  เพิ่มขึ้นร้อยละ  39.89 เนื่องจากมีสินค้าเกษตรกรส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น  ได้แก่  ข้าว  นาปี  ข้าวนาปรัง  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  มันสำปะหลัง  ถั่วเหลือง  ปาล์มน้ำมัน  ยางพารา  สุกร  ไก่เนื้อ  และไข่ไก่  ราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ  76.41,  99.38,  21.88,  83.47,  66.35,  55.49,  12.77,  55.04,  19.92  และ  34.59  ตามลำดับ  ส่วนสินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่  อ้อยโรงงาน สับปะรด  และกุ้งขาวแวนนาไมลดลงร้อยละ  14.48,  3.51  และ  3.70  ตามลำดับ

                นายธีระชัย   กล่าวว่า   ในด้านของพืชพลังงานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา  ราคาอ้อยโรงงานเกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศตันละ  590  บาท  เพิ่มขึ้นจากตันละ  586  บาท  ของเดือนมีนาคม ร้อยละ  0.68  แต่ลดลงจากตันละ 663  บาท  ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ร้อยละ  11.01  คาดว่าในปี  2551  นี้ จะมีผลผลิตอ้อยรวมทั้งประเทศประมาณ  72.34  ล้านตัน  มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต  69.14 ล้านตัน  คิดเป็นร้อยละ 4.63   ในส่วนของมันสำปะหลัง         ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.23  บาท  โดยราคาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 2.20 บาท  ของเดือนมีนาคมร้อยละ  1.36 และเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 1.21 บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ร้อยละ 84.30 ระดับราคายังคงเพิ่มและอยู่ในระดับสูง คาดว่าในปี  2551  จะมีผลผลิตมันสำปะหลังรวมทั้งประเทศประมาณ  27.90 ล้านตัน  มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต  26.78  ล้านตัน  คิดเป็นร้อยละ 4.18 โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน  และ พฤศจิกายน – ธันวาคม 

          อย่างไรก็ดี ในต้นปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดจำนวนมากแต่ปริมาณยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในส่วนของความต้องการเพื่อการส่งออก  การใช้ทดแทนข้าวโพดฯ  ในการผลิตอาหาร     สัตว์และความต้องการของโรงงานผลิตเอทานอล แนวโน้มราคาผลผลิตฤดูใหม่คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี เช่นเดียวกับที่ผ่านมา           สำหรับเดือนพฤษภาคม  2551  คาดว่าราคายังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป  โดยสัปดาห์ที่  2  ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย  กิโลกรัมละ 2.09 บาท

            สำหรับปาล์มน้ำมัน ราคาปาล์มน้ำมันเฉลี่ยเดือนเมษายน  2551  อยู่ที่กิโลกรัมละ 4.83 บาท ราคาลดลงจากกิโลกรัมละ 4.85 บาท ของเดือนก่อน ร้อยละ 0.14 แต่เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 3.19 บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 51.41 คาดว่าในปี 2551 นี้จะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมทั้งประเทศประมาณ 7.87 ล้านตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต 6.38 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 23.21 โดยจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี สำหรับภาวะการค้า ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ โรงงานผลิตไบโอดีเซลที่เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งมีผลทำให้ราคาผลปาล์มในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย  อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ราคาเดือนพฤษภาคม  2551  คาดว่า  ระดับราคาจะปรับตัวลดลงไม่มากนักหรือยังทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน            โดยสัปดาห์ที่  2  ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย  กิโลกรัมละ 4.18 บาท
 
from: moac.go.th
ขายเมล็ดพันธุ์ตะกูก้านแดง เป็นเมล็ดพันธุ์เก็บจากต้นแม่พันธุ์ในเดือนธันวาคม ราคาเริ่มต้น 600 บาท
Update: ././. .:.:. - Views: 1478 | Ans: 0
ประกาศใหม่

                ประกาศราคาเมล็ดพันธ์ตะกูปรับปรุงล่าสุด23/12/51 
1.ราคาจำหน่ายผลตะกูสุก ราคากิโลกรัมละ 1,200 บาท ส่งถึงที่บ้านพร้อมส่งบ้านเพาะได้ประมาณ 500,000 ต้น ได้ประมาณ 6-7 ลูกใหญ่เท่าไข่ไก่ 
2.ราคาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตะกูแห้ง ราคากิโลกรัมละ 2,000-2,500 บาท ส่งถึงที่บ้านพร้อมส่งบ้านเพาะได้ประมาณ 1,000,000 ต้น 
3. ขายเริ่มตั้งแต่ 1/2 กิโลกรัมขึ้นไป 
      3.1 ผลสุก1/2 กิโลกรัมละ 600 บาท 
      3.2 เมล็ดพันธุ์ตะกูแห้ง 1/2 กิโลกรัมละ 1000 - 1200 บาท 
4. สั่งเมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรมแถม 1/2 กิโลกรัม 
5. สั่ง 50 กิโลกรัมคิดราคาพิเศษ 
     5.1 สั่ง เมล็ดพันธุ์ตะกูสุกยังไม่แห้ง50 กิโลกรัมขึ้นไป คิดกิโลกรัมละ 900 บาท 
     5.2 สั่งเมล็ดพันธ์ตะกูแห้ง 50 กิโลกรัมขึ้นไป คิดกิโลกรัมละ 1700 - 2300 บาท 
สนใจติดต่อ 086-4201568(CAT), 083-5817587(D-tac) http://www.takoothai.com 
      ชำระเงินผ่านบัญชีธนาคาร, Paysbuy, หรือเก็บเงินปลายทาง โดยท่านสามารถตรวจสอบการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ผ่านหน้าเวปได้เลยเพราะว่าหลังจากส่งสินค้าเราจะแจ้งหมายเลขตรวจสอบพัสดุสินค้าให้ท่านทันที ส่ง EMS 
      เมล็ดพันธุ์เก็บไว้ในเดือนธันวาคม 2551 รับประกันคุณภาพ


เกษตรฯ ผุด 3 แผนรับมือฤดูน้ำล่วงหน้า ด้านกรมชลฯ ยันแผ่นดินไหวที่จีน ไม่กระทบ..
Update: ././. .:.:. - Views: 361 | Ans: 0
เกษตรฯ ผุด 3 แผนรับมือฤดูน้ำล่วงหน้า ด้านกรมชลฯ ยันแผ่นดินไหวที่จีน ไม่กระทบโครงสร้างเขื่อนในประเทศ  
    
                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติว่า       ที่ประชุมได้มีการหารือ

แผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูฝน ปี 2551  ซึ่งคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย 2-3 ลูก และปริมาณฝนรวมเฉลี่ยจะสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย และบางช่วงโดยเฉพาะในระยะต้นและปลายฤดูจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันหลายวัน  และ ในช่วงระหว่างวันที่ 15 – 19 พค.จะมีพายุพัดเข้าสู่ประเทศพม่า และอาจส่งผลต่อประมาณฝนในประเทศไทยได้ จึงได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยเฉพาะกรมชลประทานประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด โดยแบ่งมาตรการดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังเกิดภัย โดยเฉพาะการช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรและอาชีพของเกษตรกร ซึ่งได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติขึ้นมา 1 ชุด ในการดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

                                ด้านนายธีระ  วงศ์สมุทร อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ความรุนแรง 7.8 ริกเตอร์ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทานสำรวจสภาพเขื่อนทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ และจากการรายงานสภาพเขื่อนทั่วประเทศไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวแต่อย่างใด เนื่องจากเขื่อนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเขื่อนดิน จึงมีความยืดหยุ่นสูง  ขณะเดียวกัน ในการก่อสร้างได้มีการทดสอบสภาพเขื่อนที่ทนแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นที่จุดของแต่ละเขื่อนได้ขนาด 7 ริกเตอร์  

                                แต่อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมหากเขื่อนได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะการอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ และการระบายน้ำออกจากเขื่อนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ และพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งขณะนี้ได้มีการวางแผนไว้แล้ว 2 แหล่งเก็บน้ำ คือ เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และคลองมะเดื่อ จ.นครนายก รวมถึงอยู่ระหว่างการศึกษาที่เขื่อนแควน้อยฯ ซึ่งโครงการต่อๆ ของกรมชลประทานต้องมีการเตรียมแผนรองรับแผ่นดินไหวควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน 
 
From: moac.go.th
มาขายยากำจัดแมลง สารกำจัดเชื้อรา อาหารเสริมต่างๆ และวัสดุปลูกสแฟกนั่มมอสค่ะ
Update: ././. .:.:. - Views: 629 | Ans: 0
ร้านขายยาออนไลน์ จัดส่งทั่วประเทศค่ะ ลองคลิกไปดูนะคะ http://ladyslipper.bloggang.com 

มีปัญหาเรื่องยาหรือโรคต้นไม้ สอบถามได้ค่ะ 
ขายต้นชุมแสง192นิ้ว
Update: ././. .:.:. - Views: 1178 | Ans: 0
ขายต้นชุมแสง วัดรอบต้นได้ 192นิ้ว   ถ้าท่านสนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-903-2563 www.maidokklong15.com
ขายต้นสบู่ดำ  ทั้งเล็กและใหญ่   ถ้าท่านสนใจกรุณาติดต่อ 
081-903-2563 
และต้นสามเหลี่ยมคอแดง มีหลายขนาดให้เลือก
ขายปุ๋ยอินทรียื ขี้ไก่อัดเม็ด คุณภาพสูง 100%
Update: ././. .:.:. - Views: 822 | Ans: 0
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดคุณภาพสูงจริงๆ ราคาถูก ขายโดยโรงงานตรง ไม่ผ่านนายหน้า ติดต่อและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com หรือติดต่อ 081-6601290 
ปุ๋ยเม็ดสกัดเพอร์เฟค ซี (ตรานกอินทรีคู่) สูตรสีแดง และปุ๋ยเม็ดสกัดวันเดอร์ สูตรสีเขียว
Update: ././. .:.:. - Views: 832 | Ans: 0
ปุ๋ยเม็ดสกัดเพอร์เฟค ซี (ตรานกอินทรีคู่) สูตรสีแดง

เร่งโต แตกกอ
อาหารพืชครบถ้วน เพิ่มปริมาณ และคุณภาพผลผลิต เพิ่มความต้านทานโรคและแมลง

ไนโตรเจนสูง (N): ช่วยสร้างอาหาร ส่งเสริมการเจริญเติบโต เพิ่มความเขียว ระบบรากทำงานเต็มที่

กรดอะมีโน: สร้างฮอร์โมน ทำให้พืชสมบูรณ์ทุกระยะ

จุลินทรีย์: เพิ่มการย่อยสลาย ช่วยปลดปล่อยธาตุอาหาร และปรับปรุงโครงสร้างดิน

ใช้สำหรับ
- เร่งโตแตกกอในนาข้าว ทำให้ข้าวแตกกอใหญ่ ใบตั้งตรง ต้านทานโรค
- ใส่มันมันปะหลังอายุ 1 เดือน - สองเดือน เพื่อเร่งให้แตกตอ และใบเขียวสมบูรณ์
- พืชผักกินใบ เช่นกับกาด ผักบุ้ง และผักอื่นๆ

ปุ๋ยเม็ดสกัดวันเดอร์ (ตรานกอินทรีคู่) สูตรสีเขียว

เตรียมดิน บำรุงต้น ส่งเสริมการเจริญเติบโต
เขียวนาน ใบตั้งตรง ต้นแข็งแรง ผลผลิตดี

3T เทคโนโลยี เม็ดปุ๋ย 3 ชั้น

T1: เคลือบชั้นนอกสุด ด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง 3 กลุ่ม ในการย้อยแป้ง โปรตีน และเส้นใย

T2: ชั้นที่สองเป็นธาตุอาหารสกัดปลดปล่อยเร็ว ที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และนำไปใช้ได้ทันที

T3: ธาตุอาหารปลดปล่อยช้า คุณภาพสูง กรดอะมิโน และอินทรีย์วัตถุ

ใช้สำหรับ
ยางพารา ก่อนเปิดกรีด, นาข้าวช่วงไถกลบและช่วงตั้งท้อง, ปาล์มน้ำมัน, มันสัมปะหลัง, พืชผัก ผลไม้ต่างๆ

ทำความเข้าใจกับ การปลดปล่อยธาตุอาหาร ของปุ๋ยสามชนิด


จากกราฟ แสดงให้เห็น (รูปภาพที่แนบมาด้านล่าง)
เส้นสีแดง เป็นประสิทธิภาพการปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยเคมี
เส้นสีเขียว เป็นประสิทธิภาพการปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยเม็ดสกัดวันเดอร์
เส้นสีน้ำเงิน เป็นประสิทธิภาพการปล่อยธาตุอาหารของปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป
ให้เราลองพิจารณากราฟเส้นสีแดง ของปุ๋ยเคมี จะเห็นได้ว่าเมื่อท่านได้ทำการใส่ปุ๋ยเคมีลงในพืช จะเห็นผลได้ชัดเจน ภายในช่วง 3-11 วัน จากนั้น พืชผักที่ได้รับปุ๋ยเคมี ก็จะได้รับธาตุอาหารน้อยลงไป ตามกราฟ ความเขียวจะลดลง หรือกลับสู่สภาพเดิม หลังจากสองสัปดาห์และต่อๆไป และสังเกตุได้ว่า ปีต่อๆไป ท่านต้องใส่ปุ๋ยเคมี ในปริมาณมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

มาดูในส่วนของกราฟเส้นสีเขียว ของปุ๋ยเม็ดสกัดวันเด้อร์ จาก กราฟ แสดงให้เราเห็นว่า หลังจากใส่ปุ๋ย จะเห็นผลช้ากว่าปุ๋ยเคมี คือเริ่มเห็นผลชัดเจนเต็มที่ประมาณ 7 วันหลังจากใส่ แต่ช่วงที่ต้นไม้ ได้รับธาตุอาหารจะนานกว่า ไปจนถึงประมาณ สามถึงสี่สัปดาห์ ธาตุอาหารจึงค่อยลดลงไป แต่ลดลงไปไม่มากเท่าปุ๋ยเคมี เนืองจาก ปุ๋ยเม็ดสกัดวันเด้อร์ มีเทคโนโลยี 3T ที่นอกจากให้ธาตุอาหารแล้ว ยังมีการปรับปรุงจุลินทรีย์ และบำรุงดินด้วย

และสุดท้ายกราฟเส้นสีน้ำเงิน ของปุ๋ยอินทรีย์ เป็นที่แน่นอน และทราบกันอยู่ทั่วไปว่า ปุ๋ยอินทรีย์จะเห็นผลได้ช้า หลังจากใส่แต่จะทำให้ดินดีขึ้นตลอด และในปีถัดไป ดินก็จะมีธาตุอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ เหมาะกับการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน



สนใจผลิตภัณฑ์ หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย

ติดต่อ ฟาร์มเกษตร
คุณ ปิยะมาศ

โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com
กระทรวงเกษตรฯ สั่งการ ส.ป.ก. ลุยพลิกโฉมนาข้าว 1 ล้านไร่ ในพื้นที่ 18 จังหวัด
Update: ././. .:.:. - Views: 363 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ สั่งการ ส.ป.ก. ลุยพลิกโฉมนาข้าว 1 ล้านไร่ ในพื้นที่ 18 จังหวัด มุ่งใช้แผนปรับลด 4 ความสิ้นเปลืองยุคต้นทุนแพง วางเป้าหมายเกษตรกร 50,000 ครอบครัว ลดรายจ่ายภาพรวมได้ 510 ล้านบาท  
    
  นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์ราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบันจะส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตอันเป็นผลมาจากภาวะราคาน้ำมันก็เพิ่มสูงขึ้นคู่ขนานกันไปด้วย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงสั่งการให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัด อาทิ กลุ่มเกษตรกร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน องค์การบริหารส่วนตำบล สถาบันการศึกษา ฯลฯ ขับเคลื่อน “โครงการพลิกโฉมนาข้าว เขตปฏิรูปที่ดิน 1 ล้านไร่” ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน รวม 18 จังหวัด ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในมิติลดรายจ่ายมาปรับใช้กับอาชีพการทำนา เน้นไปที่การจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ทรัพยากรที่ดินต่อหน่วยเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน นายสมพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า โครงการพลิกโฉมนาข้าวฯ จะเป็นการสร้างพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เกษตรกรยอมรับระบบการผลิตที่เหมาะสมอันเอื้อประโยชน์ต่อตนเองในอนาคตบนพื้นฐานของศักยภาพผืนดินรายแปลง โดยปรับลด 4 ความสิ้นเปลืองสำคัญ ได้แก่ ความสิ้นเปลืองด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้วยการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวบริสุทธิ์ที่มีคุณภาพ อัตราการงอกสูง ป้องกันรายจ่ายสูญเปล่าจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มากเกินไปหรือเมล็ดพันธุ์ด้อยคุณภาพ รวมทั้งปรับลดความสิ้นเปลืองด้านการปรับปรุงโครงสร้างผืนดิน ด้วยการเตรียมดินที่เหมาะสม ควบคู่กับไถกลบหรือหมักฟางข้าวในนาแทนการเผาฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว และปรับลดความสิ้นเปลืองการใช้ปุ๋ยเคมี โดยดูแลตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้น้ำมีสภาพความเป็นกรด ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ หรือหากจะต้องใช้ปุ๋ยเคมีก็ต้องคัดเลือกให้ตรงกับความต้องการของข้าว ซึ่งในส่วนนี้ต้องให้ความรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรจากการใช้ปุ๋ยแบบครอบจักรวาลมาเป็นการใช้ตามความจำเป็นรายแปลง ตลอดจนปรับลดความสิ้นเปลืองด้านการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่ไม่ตรงกับโรคข้าวและเกินความจำเป็น รวมทั้งศึกษาแนวทางให้ธรรมชาติดูแลธรรมชาติด้วยกันเอง ด้วยการใช้วิธีปล่อยแมลงกำจัดศัตรูพืช และเฝ้าระวังศัตรูข้าวด้วยการสำรวจและควบคุมอย่างสม่ำเสมอ “โครงการพลิกโฉมนาข้าว เขตปฏิรูปที่ดิน 1 ล้านไร่ จะเริ่มในพื้นที่ชุมชนนำร่องขนาด 500 ไร่ ใน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี และจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจข้าวในเขตปฏิรูปที่ดิน” เพื่อเป็นแกนนำการเปลี่ยนแปลงประจำตำบลเป้าหมายทุกตำบล รวมทั้งขยายผลองค์ความรู้ผ่านกลไกของชุมชนและองค์กรสนับสนุนทุกภาคส่วน ซึ่งเกษตรกรแต่ละรายที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ระบบการผลิตบนพื้นฐานของศักยภาพที่ดินรายแปลง จะสามารถลดรายจ่ายลงได้ประมาณ 510 บาท/ไร่/ฤดูกาล คาดว่าในภาพรวมจะช่วยลดความสิ้นเปลืองยุคต้นทุนแพงให้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ 50,000 ครอบครัว ในพื้นที่ 18 จังหวัด ได้ถึง 510 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างความตระหนักของกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนด้วย” นายสมพัฒน์ กล่าว  

from: moac.go.th
Leading Private AgroForestry Management System Tagoo
Update: ././. .:.:. - Views: 775 | Ans: 0
Leading Private AgroForestry Management System Tagoo

TaGoo KanDaeng Variety (Anthocephalus Chinensis)

1. Scope of Services 
    * Planting & Maintenance 5 year (Land Prepartion, Seedling, Planting, Replacing, Weed/Pest/Insect Control, Fire Protection)
     * Design Water Supply System

2. Project Area - Thailand, Laos, Cambodia

Please visit our website for more details: 

http://www.agroforestrysystem.com

http://tree.igetweb.com

Email:  agroforests@yahoo.com
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ” 
Update: ././. .:.:. - Views: 429 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ” เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ  
    
  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2551 โดยในส่วนกลางจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2551 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เน้นแก้ไขปัญหาและให้บริการด้านการเกษตรทุกสาขาแก่เกษตรกร โดยเฉพาะปีนี้ปัจจัยการผลิตมีราคาสูง จึงนำเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าวมาถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรใน 56 จังหวัด นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิด“โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” เนื่องในวันคล้ายวันประสูติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมด้วยคณะข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และเกษตรกรจาก 56 จังหวัด จำนวนกว่า 20,000 คน เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิม พระเกียรติฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องในวโรกาสอันเป็นมิ่งมงคลวันคล้ายวันประสูติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดจัด “โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ” ขึ้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรที่มีปัญหาด้านการเกษตรสามารถเข้าถึงการบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรในคราวเดียวกัน รวมทั้งเพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาปัจจัยการผลิตราคาแพง โดยถือเป็นความร่วมมือกันในหลายหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ กำหนดเปิดให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2551 โดยจะมีการจัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ ในส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2551 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1. ส่วนการให้บริการโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นการให้บริการความรู้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับเกษตรแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว โดยมีหน่วยงานภายในสังกัดของ /กระทรวงเกษตร... กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ประกอบด้วย คลินิกเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ ได้แก่ คลินิกพืช (กรมวิชาการเกษตร) / คลินิกพืช (กรมการข้าว) / คลินิกดิน (กรมพัฒนาที่ดิน) / คลินิกสัตว์ (กรมปศุสัตว์) / คลินิกประมง (กรมประมง) / คลินิกบัญชี (กรมตรวจบัญชีสหกรณ์) / คลินิกชลประมาน (กรมชลประทาน) / คลินิกสหกรณ์ (กรมส่งเสริมสหกรณ์) / คลินิกกฎหมาย (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และคลินิกเสริม ได้แก่ คลินิกบริหารศัตรูพืช / คลินิกพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง / คลินิกจักรกลการเกษตร / คลินิกหม่อนไหม 2. ส่วนการแสดงนิทรรศการและการสาธิตโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว เป็นการแสดงนิทรรศการความเป็นมา ผลการดำเนินงานของโครงการ การสาธิตการแปรรูปอาหาร และงานหัตถกรรมต่างๆ 3. ส่วนการถ่ายทอดความรู้เรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการลดต้นทุนเรื่องต่างๆ ในการผลิตข้าว โดยเน้นให้มีรูปแบบเป็นสถานีถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อต่างๆ จำนวน 5 สถานี ได้แก่ สถานีที่ 1 การจัดการเมล็ดพันธุ์ สถานีที่ 2 พลิกฟื้นผืนนาไทย สถานีที่ 3 การใช้ปุ๋ย เอ็น-พี-เค แบบสั่งตัด สถานีที่ 4 บริหารศัตรูพืช สถานีที่ 5 เตาเผาแกลบมหัศจรรย์ 4. ส่วนมหกรรมการจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากวิสาหกิจชุมชน เป็นการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ และร้านอาหารเพื่อบริการผู้มาร่วมงาน รวมกว่า 150 ร้าน อนึ่ง โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ ในส่วนกลาง พร้อมเปิดให้บริการและถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2551 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.00 น. โดย ผู้เข้าเยี่ยมชมงานนอกจากจะได้รับความรู้ด้านการเกษตรที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังจะได้พบกับกิจกรรมบันเทิงจากคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดัง ซึ่งผู้สนใจเข้าร่วมงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดรถบริการรับ – ส่ง จำนวน 3 จุด ดังนี้ จุดที่ 1 บริเวณหน้าสระน้ำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุดที่ 2 บริเวณหน้านวนคร จุดที่ 3 หน้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยให้บริการวันละ 4 เที่ยว  

from: moac.go.th
ก.เกษตรฯ พิจารณามาตรการส่งเสริมเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุน...
Update: ././. .:.:. - Views: 413 | Ans: 0
ก.เกษตรฯ พิจารณามาตรการส่งเสริมเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาอาชีพการเกษตรให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน  
    
  นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดินและปุ๋ย โดยมี ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอนโยบายเกี่ยวกับดินและปุ๋ยและสารบำรุงดินอื่นๆให้มีความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศชาติ รวมทั้งประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาค เอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาดินและปุ๋ยเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ นายยุคล กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีและเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ โดยใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้เร่งรัดพัฒนา 2 โปรแกรม ได้แก่ โปรแกรมดินไทยและธาตุอาหารพืช และโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลดใช้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่พอดี และช่วยลดรายจ่าย โดยจะดำเนินการอบรมและติดตั้งโปรแกรมพร้อมให้คำแนะนำ ณ สำนักพัฒนาที่ดินเขต สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 800 แห่งทุกอำเภอทั่วประเทศ รวมทั้งจัดทำข้อมูลสำหรับหมอดินอาสาประจำตำบลทุกตำบล จัดฝึกอบรมนักวิชาการของ อบต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีเครื่องมืออุปกรณ์ พร้อมติดตั้งโปรแกรมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน รวมถึงการตรวจวิเคราะห์ดินในพื้นที่เป้าหมายเพิ่มเติม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการกรอบนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อใช้บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยจะดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมเกษตรกรให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในระบบการผลิต สนับสนุน เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพให้มีมาตรฐาน ฟื้นฟูและพัฒนาโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ให้สามารถขับเคลื่อนดำเนินงานผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐาน ส่งเสริมไถกลบตอซังพืช ส่งเสริมการใช้พืชปุ๋ยสดในการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งรณรงค์จัดการเศษวัสดุเหลือใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ได้มอบหมายกรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุน รณรงค์ ส่งเสริมและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ตามมาตรฐานท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสู่มาตรฐาน ตามที่หน่วยงานภาครัฐกำหนดไว้ เพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี รวมทั้งเร่งรัดการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยงานเพื่อสนับสนุนนโยบายด้านปุ๋ยอินทรีย์ ได้บรรลุความ สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป  

from: moac.go.th
“ธีระชัย” มองวิกฤตพลังงานโลก เป็นโอกาสพืชพลังงานของไทย พร้อมเดินหน้าเพิ่ม..
Update: ././. .:.:. - Views: 459 | Ans: 0
“ธีระชัย” มองวิกฤตพลังงานโลก เป็นโอกาสพืชพลังงานของไทย พร้อมเดินหน้าเพิ่มผลผลิตต่อไร่และส่งเสริมปลูกพืชน้ำมันในภาคอีสาน หวังนำไทยเป็นโอเปคพืชพลังงานของโลกรองจากบราซิล  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นโอเปคพืชพลังงานของโลกรองจากบราซิลว่า จากปัญหาวิกฤตพลังงานที่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายผลักดันให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตอ้อยและมันสำปะหลังในระดับสูง เป็นแหล่งผลิตพืชพลังงานทดแทนของประเทศ และวางเป้าหมายต่อเนื่องสู่การเป็นโอเปคพืชพลังงานรองจากประเทศบราซิล ปัจจุบันการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ แบ่งเป็น น้ำมันเบนซิน ประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท/วัน หรือประมาณ 219,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ประมาณการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 50 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือ ประมาณ 547,500 ล้านบาทต่อปี รัฐบาลจึงมีนโยบายพืชพลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม จากแผนการผลิตน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ตั้งแต่ปี 2551 – 2554 จำนวน 0.40 – 8.50 ล้านลิตรต่อปี จะมีผลทำให้ลดการนำเข้าน้ำมันได้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,380-93,075 ล้านบาทต่อปี และในกรณีผลิตเอทานอล 1.50 – 3.00 ล้านลิตรต่อวัน จะสามารถประหยัดเงินจากการนำเข้าเชื้อเพลิงได้ประมาณ 16,425 – 32,850 ล้านบาทต่อปี รวมเงินที่ สามารประหยัดได้จากการใช้พืชพลังงานทดแทน รวม 20,805 – 125,925 ล้านบาท ต่อปี ในส่วนของพื้นที่ปลูก มันสำปะหลัง ให้คงพื้นที่ปลูกที่ 7.4 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่จาก 3.7 ตันเป็น 4.7 ตัน ในส่วนอ้อยโรงงาน คงพื้นที่ปลูกที่ 6.0 ล้านไร่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ จาก 11.0 ตัน เป็น 12ตัน สำหรับปาล์มน้ำมัน ขยายพื้นที่ปลูกจาก 3.0 ล้านไร่ เป็น 5.5 ล้านไร่ ในเขตนาร้าง ไร่ร้าง และพื้นที่เสื่อมโทรม เพิ่มผลผลิตต่อไร่จาก 3.0 ตัน เป็น 3.5 ตัน “ไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของอ้อยและมันสำปะหลัง บราซิลเจริญรุ่งเรืองมากทางด้านพืชพลังงานทดแทนและส่งไปจำหน่ายทั่วโลก โดยเฉพาะการในการผลิตเอทานอล ในขณะเดียวกันไทยน่าจะเป็นประเทศที่ 2 รองจาก บราซิลเพราะประเทศอื่นไม่ได้ส่งเสริมกันอย่างเต็มที่ และพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชดังกล่าว คณะรัฐมนตรีมีมติชัดเจน โดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนงบประมาณ เพื่อผลักดันพืชพลังงานวงเงิน 25,000 ล้านบาท ทั้งได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรนำพันธุ์อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันพันธุ์ดี ที่ให้ผลผลิตสูง เร่งทำการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการปลูกให้กับเกษตรกรโดยเร็ว พืชพลังงานถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯที่จะขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯพร้อมที่จะเดินหน้าอย่างจริงจัง” นายธีระชัย กล่าว  

from: moac.go.th
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นตะกูราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บ. เมล็ด 800/กก. T.087-859-9299
Update: ././. .:.:. - Views: 705 | Ans: 0
โครงการ  ”ปลูกไม้มงคลต้นตะกู”   มหาเศรษฐีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทุกภาคส่วนหันมาปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ “ ตะกู ” ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าไบโอชีวมวล อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกต้นตะกูเชิงธุรกิจ 
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า  ต้นกล้าตะกู และเมล็ด  (พันธุ์ก้านแดง) ราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ดราคา 800 / กก.   ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับต้นตะกู  แนะนำข้อมูลการเพาะเมล็ด, การปลูกต้นตะกู และแหล่งขายไม้ตะกู  ติดต่อคุณพลอย Tel. 087-859-9299, 089-273-1596
ททท.รุกท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังเพิ่มยอด"ญี่ปุ่น"เที่ยวไทย
Update: ././. .:.:. - Views: 1695 | Ans: 0
"บ้านเราขายเป็นกิโล ขายเป็นหวี แต่ที่ญี่ปุ่นเขาจะขายเป็นลูก อย่างมังคุดลูกละ 220 เยน กล้วยหอมทองลูกละ 320 เยน คิดเป็นเงินไทยลูกละเกือบร้อย แล้วคนญี่ปุ่นชอบผลไม้ไทยมาก ขณะที่การนำเข้าผลไม้ประเทศเขาค่อยข้างลำบาก เพราะการเข้มงวดในการตรวจสอบ 
  

   "ทำไมเราไม่ทำตลาดท่องเที่ยวเชิงเกษตรล่ะ พาเที่ยวสวนผลไม้ เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ทั้งเงินตราเข้าประเทศและการได้ทานผลไม้สด ๆ จากสวน  ถ้าเขารู้ว่าตรงไหนดีน่าสนใจก็จะบอกกันปากต่อปาก เพราะคนญี่ปุ่นการสื่อสารเขาเร็วมาก ยิ่งตอนนี้รัฐมนตรีเกษตรและรัฐมนตรีท่องเที่ยวมาจากพรรคเดียวกันก็น่าจะง่ายในเรื่องการประสานงานด้านนโยบาย" 

 ความเห็นของ"พิมใจ มัตสึโมโต" กรรมการผู้จัดการบริษัท พี.เค.สยาม จำกัด  ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกผักและผลไม้ไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเผยถึงแนวทางการแก้วิกฤติการท่องเที่ยวไทยที่อยู่ภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา 

 ทีมงาน"ท่องโลกเกษตร"มีโอกาสสนทนากับผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)"สรรเสริญ เงารังษี"ถึงความเป็นไปได้ในประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่า จากข้อมูลตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในปี 2550 ที่ผ่านมาพบว่า เป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจำนวน 1,248,700 คน มากเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทั้งหมดที่เดินทางมาประเทศไทยและยังทำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงถึง 42,545.88 ล้านบาท

  ดังนั้นททท.จึงให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในกลุ่มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน ตามนโยบายของฯพณฯวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯและผู้บริหารระดับสูงของททท.

 "จากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมงาน จาต้า เวิลด์ เทรเวล แฟร์ 2008(JATA World Traval Fair 2008) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมา ทางททท.ได้จัดให้มีการพบปะกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นเพื่อให้ข้อมูลและสร้างความมั่นใจต่อความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น" 

  ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออกย้ำด้วยว่านอกจากนั้นแล้วยังได้ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ในปี 2552 โดยเฉพาะการเปิดตัวปี Visit Thailand Year 2009 ในวันที่ 8 ตุลาคม 2551ที่จะถึงนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งททท.ได้เชิญผู้ประกอบการนำเที่ยวและสื่อมวลชนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วมงานอีกด้วย  โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของประเทศไทย 

 สอดรับมุมมองของ"จรัญ อ้นมี" ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวประจำโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นที่ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการพานักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเที่ยวชมสวนผลไม้ ได้รับประทานผลไม้สด ๆ จากสวน รวมถึงชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนไทย โดยอาจจะเน้นพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯก่อนเพื่อสะดวกในเรื่องของการเดินทาง 

 "ตอนนี้กำลังเตรียมแผนงานกันอยู่ว่าจะใช้เส้นทางไหนบ้าง แต่คงไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวช่วงสั้น ๆ 3-5 วัน เบื้องต้นน่าจะเป็นแถวจังหวัดทางภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี เพราะมีสวนผลไม้เยอะแล้งก็ใกล้พัทยาด้วย หรือไม่ก็มาทางแถบราชบุรี เพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองส่งไปขายญี่ปุ่น ช่วงแรกอาจจะร่วมกับทางสำนักงานกรุงเทพฯเพื่อเป็นการนำร่องก่อน"จรัญเผย 

 ผอ.สำนักงานการท่องเที่ยวประจำโอซาก้า ยอมรับว่าแม้สถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราจะได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่น แต่สิ่งที่พวกเขากังวลก็คือในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งถ้าสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ เพิ่มความมั่นใจให้กับพวกเขาเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น

 "คนญี่ปุ่นชอบความสะดวกสบาย แพงไม่ว่าแต่ขอให้สะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูง ผลไม้ก็ต้องปลอดสารเคมี คนญี่ปุ่นจะให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพมาก ถ้าเราทำในสิ่งเหล่านี้ได้ การเชิญชวนให้คนญี่ญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะคนญี่ปุ่นชอบเมืองไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว"จรัญกล่าวย้ำ

  ด้าน เยียรยง ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสำนักงานกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯและ 5 จังหวัดในเขตปริมณฑลกล่าวเสริมว่า พื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นโครงการนำร่องท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้เดินทางมาเที่ยวในช่วงเวลาสั้น ๆ 3-5 วัน โดย 1-2 วันแรกจะเที่ยวชมสถานที่สำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ ก่อนจะพาไปสัมผัส ลิ้มรสชาติผลไม้สด ๆ จากสวนในช่วง 1-2 วันสุดท้ายก่อนกลับ ซึ่งมีอยู่มากมายใกล้กรุงเทพฯหรือไม่ก็ชมวิถีชีวิตคนริมน้ำเจ้าพระยา สัมผัสแสงระยิบระยับของหิ้งห้อยยามค่ำคืน เป็นต้น 

 นับเป็นอีกก้าวของการท่องเที่ยวไทยที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยการชูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้พากเขาได้รับรู้ถึงต้นน้ำภาคการผลิตก่อนถึงมือผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันผลไม้ไทยได้รับการต้อนรับจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

     ****************************** 

บายไลน์ - สุรัตน์ อัตตะ  
 
ขายถุงดำเพาะชำ และพลาสติกคลุมแปลง
Update: ././. .:.:. - Views: 446 | Ans: 0
รับผลิตพลาสติกทุกชนิด  ถุงดำเพาะชำ  ถาดหลุมเพาะเมล็ด  พลาสติกกรีนเฮาส์  พลาสติกอบพืชทำให้  ออกรากเร็ว  พลาสติกแผ่น  
พลาสติกม้วน พลาสติกปูเทคอนกรีต  มีทั้งเกรดหลอมรีไซเคิลราคาถูก   
เกรดผสมเม็ดใหม่บวกรีไซเคิล 
 และเม็ดพลาสติกใหม่ล้วน   และรับผลิตตามลูกค้าสั่ง  ถ้าท่านสนใจกรุณาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-903-2563 www.maidokklong15.com
จำหน่ายไส้เดือนพันธุ์ AF พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราคาถูกจำนวนมาก
Update: ././. .:.:. - Views: 12187 | Ans: 0
จำหน่ายไส้เดือนพันธุ์AF พ่อพันธุแม่พันธุ์ราคาถูกจำนวนมาก  กิโลกรัมละ 700 บาท เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ลูกดก พร้อมแนะนำวิธีการเลี้ยงง่ายๆแต่ได้ผลจริง หรือถ้าสนใจมาศึกษาวิธีการเลี้ยง ทางฟาร์มของเราก็ยินดีค่ะ อยู่ที่ราชบุรีค่ะ
สนใจติดต่อ  คุณนก 086-3936542  ขอบคุณค่ะ
แนะนำผลงานเด่นๆ ด้านการวิจัยเกษตร (พืช) ของศูนย์พันธุวิสวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC)
Update: ././. .:.:. - Views: 1977 | Ans: 0
ลองดูตามลิงค์นี้นะครับ

http://www.biotec.or.th/biotechnology-th/BIOTEC-Output-list.asp?FilestrPath=งานวิจัยด้านการเกษตร%20(พืช)

มีผลงานวิจัย ที่น่าสนใจหลายๆด้านครับ
ยกตัวอย่างเช่น
- การวิจัยพัฒนาอ้อยพันธุ์ดี
- พันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
- เทคโนโลยีการสร้างกล้วยไม้ลูกผสมที่ไม่เป็นหมัน
- การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 สำหรับนาปรัง
- มะละกอต้านทานไวรัสใบด่างจุดวงแหวน
- การถ่ายทอดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วมฉับพลัน สู่เกษตรกร
- การถ่ายทอดพันธุ์ข้าวแก้วเกษตรต้านทานโรคไหม้สู่เกษตรกร
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้นสักเสาชิงช้า
- โครงการจัดการเชื้อพันธุกรรมพริกและการพัฒนาพันธุ์พริกเผ็ด
- การค้นพบยีนความหอมในข้าวและแนวทางการใช้ประโยชน์
- การรวบรวมเชื้อพันธุกรรมและการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพด
- การปรับปรุงพันธุ์พริกต้านทานโรคแอนแทรกโนส
- เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่เหมาะสมกับขุมชน
- เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการป้องกันและกำจัดโรคใบขาวในอ้อย
- การปรับปรุงพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวลูกผสมต้านทานไวรัส
- การเก็บรวบรวมพันธุ์ชาของประเทศไทย
- เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศต้านทานโรค
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกับการผลิตท่อนพันธุ์ขิงและหัวปทุมมาปลอดโรค
- การปรับปรุงพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทนน้ำท่วมฉับพลัน
- พันธุ์ถั่วเหลืองต้านทานโรคราสนิม

และยังมีอีกเยอะเลยครับ ทั้งหมดนี้ BIOTEC เตรียมไว้ให้ดาวน์โหลด ในรูปแบบ .pdf เปิดด้วยโปรแกรม Acrobat reader หรือ Adobe reader นะครับ สำหรับคนที่ยังไม่มี ก็ดาวน์โหลดได้ที่
http://www.adobe.com/products/acrobat/readstep2.html
เป็นซอฟท์แวร์ฟรีครับ
กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนภาคเอกชนตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิต
Update: ././. .:.:. - Views: 369 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนภาคเอกชนตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิต หวังสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา  
    
  นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปืดโรงงานไต๋ รับเบอร์ ซึ่งเป็นโรงงานรับซื้อยางถ้วย ขี้ยาง เพื่อนำไปผลิตยางแท่งเพื่อการส่งออก ของนายเกียรติศักดิ์ ตั้งเจริญสุทธิชัย ตั้งอยู่ที่ ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ พืชที่สร้างรายได้ด้านไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด มะม่วง ลองกอง ส่วนพืชไร่ ได้แก่ สับปะรด อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งภาคตะวันออกนั้นจะมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 1.87 ล้านไร่ โดยที่จังหวัดระยองจะมีพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดรองลงมา ได้แก่ จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ตามลำดับ นายสมพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยผลิตยางพาราปีละ 3.05 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 3 แสนกว่าตัน ที่เหลือส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา ปีละประมาณ 2 ล้านกว่าตัน สำหรับจังหวัดระยอง มีพื้นที่ปลูกยาง 7.35 แสนไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 5.6 แสนไร่ ผลผลิต 1.4 แสนตัน/ปี ทำรายได้ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท ทั้งที่จะผลผลิตในประเทศทั้งหมด 3.05 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 3 แสนกว่าตัน และส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา ปีละประมาณ 2 ล้านกว่าตัน “ยางนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ ให้กับเกษตรกรในภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก นอกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยหน่วยงานในสังกัด อาทิ สถาบันวิจัยยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ฯลฯ จะให้การสนับสนุนในด้านวิชาการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร การแปรรูป และด้านการตลาดแล้ว ยังได้ให้การสนับสนุนและได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการส่งเสริมด้านการตลาด และการพัฒนาด้านการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานในระดับสากล ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในการมีตลาดรองรับผลผลิตเพิ่มขึ้น อันจะเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายสมพัฒน์ กล่าว  
from: moac.go.th
แนะนำลักษณะประจำของมันสำปะหลัง ที่นิยมปลูก
Update: ././. .:.:. - Views: 18050 | Ans: 0
ตามตารางนะครับ
ควบคุมเข้ม พ.ร.บ.พันธุ์พืช มอบป้าย 'ร้านค้าฯคุณภาพ' 
Update: ././. .:.:. - Views: 1326 | Ans: 0
นายพาโชค พงษ์พานิช นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย เผยว่า ปัจจุบันภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับพระราชบัญญัติพันธุ์พืชอย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ฐานะทางเศรษฐกิจก็ยังขึ้นอยู่กับภาคการเกษตร แต่ในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรไทยมักประสบกับปัญหาเรื่องพันธุ์พืชอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่ต้น กอ หน่อ เหง้า กิ่ง แขนง ตา ราก ดอก หรือผล ซึ่งมักจะมีผู้ฉกฉวยโอกาส นำเมล็ดพันธุ์ปลอม ลอกเลียนแบบ หรือที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกร จนทำให้เกิดความเสียหาย 

“จากเดิม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2518 ได้แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2535 และแก้ไขอีกครั้งเป็นฉบับที่ 3 ในปี พ.ศ. 2550 ทำให้ภาครัฐสามารถเข้าดำเนินการควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ที่จัดจำหน่ายในท้องตลาดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 อย่างจริงจัง โดยการออกประกาศกำหนดเมล็ดพันธุ์ควบคุมอันมีข้อกำหนด 37 ชนิด แบ่งเป็นพืชไร่ 9 ชนิด และเมล็ดพันธุ์พืชผักอีก 28 ชนิด โดยมีการควบคุมผู้ประกอบการให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีมาตรฐาน และมีการรับรองโดยกรมวิชาการเกษตรเท่านั้น” นายพาโชคกล่าว

นายกสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ฯยังได้ส่งเสริมให้ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ขอป้าย “ร้านค้าเมล็ดพันธุ์ คุณภาพ” เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้ซื้อเมล็ดพันธุ์อีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะเริ่มมอบป้ายในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ณ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สมาคมฯ โทรศัพท์ 0-2955-1710. 
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล (BioMass Fuel Power Plant) ออกแบบ จำหน่าย ติดตั้งด้วยระบบ Turnkey Engineering
Update: ././. .:.:. - Views: 22463 | Ans: 0
บริษัท ทรอปิคอลเอเซีย จำกัด 
  
"ผู้เชี่ยวชาญด้าน การออกแบบ ผลิตและจำหน่าย เครื่องจักรกลการเกษตร ด้วยระบบบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ" 
  
 *  โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล (BioMass Fuel Power Plant) 
  
 *  โรงงานสกัดน้ำมันไบโอดีเซล จากวัตถุดิบการเกษตร (BioDiesel) 
  
 *  โรงงานสกัดน้ำมันไบโอดีเซล จากยางรถยนต์ใช้แล้ว 
  
สนใจลงทุนตั้งโรงงาน  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเวป

www.biomassfuelpower.com 

Email: sanchaitropical2@yahoo.com หรือ

Email: biomassfuelpower@gmail.com

รับผลิตฮิวมิคแอซีดปรับปรุงดิน และเร่งการเจริญเติบโต สนใจกรุณษติดต่อ 081-903-2563บอส www.maidokklong15.com
Update: ././. .:.:. - Views: 836 | Ans: 0
รับผลิตฮิวมิคแอซีดปรับปรุงดินและเร่งการเจริญเติบโต ในนาข้าว ไม้ผม ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่ สนใจกรุณาติดต่อ 81-903-2563 บอส www.maidokklong15.com
ต้องการซื้อปั้มยาเคมีพลาสติกหรือสแตนเลส 081-903-2563
Update: ././. .:.:. - Views: 25050 | Ans: 0
ต้องการซื้อปั้มยาเคมีพลาสติกหรือสแตนเลส 081-903-2563
โคขุน...'ไทยแบล็ค' ลูกผสมพันธุ์ใหม่ให้เนื้อมาก
Update: ././. .:.:. - Views: 16586 | Ans: 0
เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ “เปิบ” อาหารคุณภาพเยี่ยม อีกทั้งผลักดันไทยให้ก้าวขึ้นสู่การเป็น “ครัวของโลก” กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเร่งสร้างโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค” ขึ้น สำหรับส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงเป็นอาชีพ

น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า โคไทยแบล็ค หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “วัวดำ” เกิด จากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ แองกัส (Angus) ลักษณะ ไม่มีเขา (Poll) ขนเรียบ สีดำตลอดทั้งตัว ลำตัวขนาดไม่ใหญ่นัก ทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดี โคเพศผู้ เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักเฉลี่ย 800-900 กก. เพศเมีย 600-700 กก. เจริญเติบโตและผสมพันธุ์ได้เร็ว

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในการสร้างจะใช้แม่โคพื้นเมือง อายุ 400-600 วัน ซึ่ง ผ่านการตรวจหายีนไขมันแทรกเนื้อ (TG5) การเจริญเติบโต พื้นที่หน้าตัดสันนอก โดย ภาคเหนือ ใช้ขาวลำพูน อีสาน พันธุ์พื้นเมืองอีสาน กลาง พันธุ์โคลาน และ ภาคใต้ พันธุ์โคชน 

น.สพ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ ผอ.สำนักเทคโนโลยี ชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ เล่าถึงการสร้างสายพันธุ์ว่า ในปี'49 ได้นำน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์แองกัส จากประเทศออสเตรเลีย และอเมริกา มาผสมเทียมกับแม่โค เกษตรกรในโครงการ ด้วยเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน วิธีดังกล่าวทำให้ได้ไข่ที่พร้อมผสมพันธุ์จำนวน 6-20 ฟอง จากเดิมได้เพียงแค่ 1 ฟอง จากนั้นคัดเลือกลูกโคที่มีความสมบูรณ์แต่ละรุ่น สำหรับใช้เป็นแม่โค 

กระทั่งปัจจุบัน สามารถสร้าง “วัวดำ” พันธุ์ใหม่ที่ โตเร็ว ทนทานต่อโรคอาทิ คอบวม ระบบทางเดินหายใจ มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง ผสมติดง่าย ให้เนื้อมาก เปอร์เซ็นต์ซาก (Carcass Percentage) อาทิ พื้นที่หน้าตัดสันนอกเฉลี่ย 13.65 ตร.นิ้ว ความหนาไขมันสันหลัง 0.27 นิ้ว ไขมันแทรกเนื้อ 1 เปอร์เซ็นต์ ความหนาไขมันสะโพก 0.38 นิ้ว กระดูกเล็ก เนื้อไหล่กว้างใหญ่ และมี น้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.34 กก./วัน ในช่วงระยะเวลาขุน 

และ...คุณสมบัติเหล่านี้ ไม่ด้อยไปกว่าสายพันธุ์แท้จากบ้านเกิด ดังนั้น ไทยแบล็คจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกของตลาดโคขุน ที่สามารถทดแทนการนำเข้าได้ดีในอนาคต 

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่ โทร. 0-2501-2116 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว
รับสมัครเซลฟรีแลนด์ และตัวแทนจำหน่ายเคมีเกษตร สนใจกรุณาติดต่อ 081-903-2563
Update: ././. .:.:. - Views: 540 | Ans: 0
รับสมัครเซลฟรีแลนด์ และ ตัวแทนจำหน่าย ขายเคมีเกษตรยาฆ่าแมลง  วิตามินB1เร่งรากเพิ่มรากฝอยรากแขนงจำนวนมาก  ฮอร์โมน-อาหารเสริม เร่งการเจริญเติบโตทำให้ใบเขียวเข้ม  เร่งดอก  เร่งผลทำให้เนื้อแน่น
 เนื้อหวานผลไม่กลวง  และรับผลิตฮอร์โมน-อาหารเสริม 
ตามลูกค้าสั่ง ราคาไม่แพง คุณภาพดี และรับสั่งเคมีเกษตรจาก
ต่างประเทศ ถ้าท่านสนใจกรุณาสอบถามรายละเอียดได้ที่ 
081-903-2563 บอส   www.maidokklong15.com
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน













© FarmKaset.ORG