FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน เตรียมเดินหน้าจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์โดยตรง หวังวางเป็นเจ้าภาพบูรณาการแผนงาน แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ ขับเคลื่อนพัฒนาจากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  
    
                                นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในการเป็นประธานและร่วมการเสวนาในงานมหกรรม 2 ทศวรรษคืนชีวิตให้แผ่นดิน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง  จ.ชลบุรี ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าการทำเกษตรกรรมในลักษณะดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต         เป็นทางออกในการลดหนี้ มีรายได้ต่อเนื่องที่เหมาะสม  อีกทั้งยังถือเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติและพื้นที่การเกษตรเสี่อมโทรมหลายล้านไร่ที่เกิดจากการใช้สารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

                                โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรอินทรีย์เช่นเดียวกัน ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และเตรียมการที่จะจัดตั้งหน่วยงานดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์โดยตรง  อาจมีการบริหารในรูปแบบองค์กรหรือสำนัก เพื่อทำหน้าที่บูรณาการทั้งในส่วนของแผนงาน  แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ  ตลอดจนการวางกลยุทธ์และแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานในลักษณะนี้จะทำให้     มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวที่จะขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวให้เกิดความก้าวหน้า               กลุ่มเกษตรกรที่เดิมมีการสร้างเครือข่ายระหว่างกันอยู่แล้วก็จะได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นจากภาครัฐ ทั้งด้านการอบรม  การติดตามผล  และการนำไปใช้ประโยชน์   รวมถึงการต่อยอดสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน      ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน  ได้ร่วมกันผลักดันและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สมกับที่ได้รับการประกาศเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย

                                “ การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เกษตรกรทำการเกษตรอย่าง     รู้เท่าทัน มีการสร้างองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ที่ตนเองหรือกลุ่มได้พบเจอแล้วนำมาถ่ายทอดให้กับเครือข่าย เป็นแนวทางที่นำชีวิตหวนคืนสู่การพึ่งพาตนเอง  ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายฝ่าย      ทั้งภาควิชาการ คือ สถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชน และสื่อสารมวลชน มีความตื่นตัวและ     ขานรับแนวคิดข้างต้นอย่างต่อเนื่องแพร่หลายมากขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงจะเร่งเตรียมความพร้อมจัดตั้งองค์กร เพื่อดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์และผลักดันเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด” นายประพัฒน์ กล่าว
 
    
  วันที่ : 17/March/2008  
ที่มา: www.moac.go.th
อ่าน:278 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขานโรตารี่ สนใจติดต่อ 089-8118807 
64.213.88.83: 2553/02/20 10:47:38
ขานโรตารี่ และ เลื่อยยนต์ สนใจติดต่อ 089-8118807  หรือไปที่ บิ๊กเค แทรค์เตอร์ บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา 
อ่าน:880 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม มุ่งเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดและราคายางพารา  ขณะนี้พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ราคาตลาดล่วงหน้าของยางแผ่นรมครัวชั้น 3 ในช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 อยู่ที่กิโลกรัมละ     80-90 บาท สูงกว่าในช่วงปลายปี 2549 ถึงกลางปี 2550 จึงจูงใจให้เกษตรกรกรีดยางเพิ่มขึ้น และมีการบำรุงดูแลรักษาดี จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะสูงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมของผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย           อย่างไรก็ดี  แม้ว่าไทยจะผู้ผลิตและส่งออกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ 90 % ของผลผลิตทั้งหมดส่งออกในรูปของยางดิบ ที่เหลือจำนวน 10 % นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางใช้ในประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  

                                กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง  เพื่อใช้ในประเทศให้มากขึ้น จากเดิม 10 % เป็น 20 %  โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง  ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและสิทธิพิเศษอื่นๆ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายลดการส่งออกยางดิบให้เหลือ 60% และอีก 40 %  แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางส่งออก  โดยมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อต่อยอดและขยายผลการใช้ยางในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะเป็นรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นอีกนับหลายแสนล้านบาท

                                “ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย สร้างรายได้เข้าประเทศในภาพรวมปีละไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรไม่กี่ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ราคายางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศตื่นตัวสนใจปลูกยางพารามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืน เพราะยางพาราเมื่อปลูกแล้วสามารถ        เก็บผลผลิตได้นานหลายสิบปี  ส่งผลให้ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศมากกว่า 14 ล้านไร่ ทั้งในภาคใต้ ตะวันออก เหนือและภาคอีสาน  เป็นพื้นที่ที่เปิดกรีดได้แล้วประมาณ 11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน  92,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83  คิดเป็นผลผลิตรวม 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5  หากนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากเกษตรกรจะมีรายเพิ่มขึ้นแล้ว ไทยจะเป็นผู้นำการส่งออกยางแผ่นดิบและผลิตภัณฑ์ยางในเวทีการค้าโลกในอนาคตอีกด้วย”  นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 10/April/2008  
from: moac.go.th
อ่าน:403 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง

คณะสำรวจผลผลิตมัน 4 สมาคมคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตปี 2550/51 ไว้ที่ 27.619 ล้านตันหัวมันสด หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1 ล้านตัน ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง จากความต้องการใช้มันในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลหัวมันสดไม่ต่ำกว่า 1.50 บาท มันเส้นราคาน่าจะวิ่งขึ้นไปถึง 4 บาท
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลการสำรวจภาวะการผลิตการค้ามันสำปะหลังประจำปี 2550/2551 ของคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมัน สำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และมูลนิธิสถาบันพัฒนามัน สำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยออกสำรวจในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 36 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา
ผลปรากฏ หากดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหัวมันสำปะหลัง คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งสิ้น 7.302 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2549/2550) ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 7.201 ล้านไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3.782 ตัน จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังปีนี้เท่ากับ 27.619 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผลผลิต 26.411 ล้านตัน
โดยจังหวัดที่มีผลผลิตหัวมันสดเกินกว่า 500,000 ตันขึ้นไป ได้แก่ กำแพงเพชร 1,629,320 ตัน, พิษณุโลก 637,256 ตัน, นครสวรรค์ 902,429 ตัน, อุทัยธานี 751,253 ตัน, อุดรธานี 644,540 ตัน, บุรีรัมย์ 731,038 ตัน, กาฬสินธุ์ 1,009,056 ตัน, ขอนแก่น 760,989 ตัน, ชัยภูมิ 1,329,967 ตัน, นครราชสีมา 7,263,167 ตัน, ฉะเชิงเทรา 1,120,464 ตัน, สระแก้ว 1,347,320 ตัน, จันทบุรี 1,016,756 ตัน, ชลบุรี 1,285,836 ตัน และกาญจนบุรี 1,141,089 ตัน
แหล่งข่าวในวงการค้ามันสำปะหลัง ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลผลิตหัวมันสดที่ปริมาณ 27.619 ล้านตันว่า ผลผลิตที่ออกมายัง "ต่ำกว่า" ความต้องการที่คาดว่า จะมีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาหัวมันสดในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า สหภาพยุโรป จะมีความต้องการมันเม็ดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน, จีน ต้องการมันเส้นไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน และโรงงานอาหารสัตว์ภายในประเทศจะใช้มันอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 ล้านตัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้มันเส้น-มันเม็ดไปแล้วถึง 7 ล้านตัน หรือ 15 ล้านตันหัวมันสด
ในขณะที่อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้มันไม่ต่ำกว่า 15 ล้านตัน เนื่องจากราคาแป้งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากมาตลอด ทั้งหมดนี้ทำให้วงการค้ามันสำปะหลังคาดการณ์ว่า ราคามันในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2551 ไม่น่าจะต่ำกว่า 1.50 บาท ขณะที่ราคามันปัจจุบันอยู่ระหว่าง 1.90-2 บาท ส่วนมันเส้นราคาน่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4 บาท

from: http://agro.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1251&Itemid=113
อ่าน:331 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ข้าวแพงไม่กี่เดือน ราคาตกอีกแล้ว แถมโดนกดราคา เศร้า
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
นึกว่าจะได้มีตังเยอะๆกะเค้าบ้าง ราคาลดลงอีกแล้ว ตอนเอาไปขาย คนซื้อก็บอกว่า ข้าวชื้น กดราคาอีกสงสารพ่อจัง เซ็งประเทศไทย
อ่าน:2021 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง  
    
  นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ  นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศพร้อมอนุมัติงบประมาณรอบแรก 300 ล้านบาท  เพื่อใช้จัดซื้อปุ๋ย 20,000 ตัน  และเป็นการตรวจสอบราคาที่แท้จริงในตลาด  เพื่อใช้พิจารณาจัดซื้อปุ๋ยรอบต่อไป  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะสรุปความต้องการปุ๋ยของเกษตรกรแต่ละสูตร เพื่อจัดซื้อเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

                สำหรับงบประมาณ 300 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติ จาก 10%  ของวงเงินที่ขอ  เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทดลองตลาดก่อนนั้น  โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาแหล่งเงินทุน ว่าจะใช้เงินกู้รัฐบาลหรือเงินจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้  ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อ  ให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการปุ๋ยแต่ละสูตรเพื่อเร่งจัดซื้อให้เร็วที่สุด  โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเรื่องการจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างการแข่งขันกดดันราคาในท้องตลาดให้ลดลงได้ในที่สุด  

                “ก่อนหน้านี้  กระทรวงเกษตรฯ  และกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกผู้จำหน่ายปุ๋ยในประเทศมาเจรจา  โดยผู้ประกอบการตกลงจะปรับลดราคาลง  200 – 1,000  บาทต่อตัน  แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการได้ลดเพียง  200  บาทต่อตัน  ส่วนปุ๋ยที่จะลดราคา  1  พันบาทต่อตันนั้น  เป็นปุ๋ยสูตรที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้  กระทรวงเกษตรฯ  จึงตัดสินใจนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศเพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร”  นายสมศักดิ์กล่าว

                นายสมศักดิ์  กล่าวว่า  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อต่อไป  ส่วนที่  ครม.  อนุมัติงบฯ  300  ล้านบาท  เป็นเพียงการทดลองนำร่องเพื่อหยั่งราคาของประเทศผู้ผลิตว่าจะขายสินค้าในราคาเท่าไร  และความต้องการของเกษตรกรมีจำนวนเท่าไร  รูปแบบจะเป็นอย่างไร  เพื่อที่จะได้นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการสั่งซื้อปุ๋ยล็อตใหญ่ที่จะมีขึ้นในอนาคต
 
    
  วันที่ : 09/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:280 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หจก. แต้กีกวง ขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
หจก. แต้กีกวง (TAEKEWUNG Ltd.,Partnership) 859หมู่2 ถนนแจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร (66)-45315-469 มือถือ081-762-3071 โทรสาร (66)45-315-748 A_K_P_MEE@HOTMAIL.COM เรื่อง : แนะนำขนส่งสินค้า ทาง หจก. แต้กีกวง ได้ดำเนินธุรกิจในการขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)พร้อมบริการชิปปิ้ง รับบรรทุกสินค้าข้ามภาคเช่น อีสานปลายทางภาคเหนือ หรือภาคอีสานลงใต้ เป็นต้น บริการ Export - Import service, Logistics service provider, บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โกดังเก็บสินค้า งานบริการผ่านพิธีการศุลกากร บริการเครนยกตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ประเทศลาว ด่านมุกดาหาร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่าน โดยขอแจ้งรายละเอียดการติดต่อประสานงานดังนี้ คุณเอกชัย และคุณเปีย email address:kanungnit_pear@hotmail.com ฝ่ายจัดส่งมือถือ 081-762-3071 , 081-762-3078 โทร (66)-45315-469 โทรสาร (66)-45-315-748 ทาง หจก. แต้กีกวง ทำการบรรทุกสินค้าโดยมีประกันภัยสินค้าเต็มมูลค่าสินค้า น้ำหนักในการบรรทุกสินค้า - ประเภทรถบรรทุก รถสิบล้อ 15 – 16 ตัน - ประเภทรถพ่วง 28-30 ตัน - ประเภทรถเทรลเลอร์ 28-30 ตัน - รถปิ๊กอั๊พ ทางห้างฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านและขอขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้
อ่าน:1180 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ยูคอม ประยุกต์ใช้บรอดแบนด์-มือถือ หนุนเกษตร
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ยูคอม ต่อยอดความพร้อม เครือข่ายบรอดแบนด์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากบริษัทในเครือ หนุนโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ช่วยเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้า 6-12 เดือน

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือยูคอม กล่าวว่า ยูคอมและบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้นำโครงข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง ของบริษัท ยูไอเอช และโครงข่ายจีพีอาร์เอส รวมทั้งพื้นที่สถานีเครือข่ายดีแทค มาใช้ในโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

สำหรับโครงการนี้จะสนับสนุนให้สามารถประมวลผลข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มของแสง ความกดอากาศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และวางแผนการเกษตรให้กับเกษตรกรล่วงหน้าระยะยาว 6 เดือน-12 เดือน

โดยจะติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าอุตุนิยมวิทยาในสถานีเครือข่าย 200 แห่งของดีแทค ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมงบสนับสนุนพัฒนาอุปกรณ์ประมาณ 5 ล้านบาท และไม่คิดค่าใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัด ผ่านระบบเครือข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง

สำหรับการรายงานผลทั้งในรูปแบบกราฟ ตารางและสรุปข้อมูลอุตุนิยมวิทยานั้นจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ของสถาบันที่อยู่ระหว่างการจัดทำ โดยจะอัพเดทข้อมูลทุก 10 นาทีในทุกพื้นที่ ให้เกษตรกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า โครงการโทรมาตรนี้จะเก็บข้อมูลดังกล่าวและอัพเดททุก 10 นาทีให้เจ้าหน้าที่หรือเกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้ที่เวบไซต์ของสถาบัน พร้อมทั้งเตรียมปรับรูปแบบให้เกษตรกรอ่านได้ง่ายขึ้นต่อไป

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเกษตรกร 50%-60% ของประชากรทั้งหมด และมีผลผลิตทางการเกษตร 10% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของประเทศ หรือไม่ถึง 1 ล้านล้านบาทจาก 7 ล้านล้านบาทต่อปี เนื่องจากผลผลิตเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม หรือบางพื้นที่เกิดฝนแล้ง

ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มยูคอมแล้ว บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้สนับสนุนงบประมาณเท่ากัน ช่วยโครงการในเขตภาคเหนือและภาคใต้ตอนบน.

ข่าว : สำนักข่าวไทย
อ่าน:361 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่วยกระสอบปุ๋ยเปล่า มีพลาสติกรองใน  ขนาด 23x34 นิ้ว
117.47.12.146: 2553/02/20 10:47:38

จำหน่วยกระสอบปุ๋ยเปล่า มีพลาสติกรองใน  ขนาด 23x34 นิ้ว

สนใจติดต่อ  089-1334873


อ่าน:347 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยแพงมาก
125.24.15.195: 2553/02/20 10:47:38
ตอนนี้ปุ๋ยแพงมาก ๆ เห็นบอกว่ารัฐจะมีปุ๋ยมาจำหน่ายไม่เห็นมีมาซะที
อ่าน:1874 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา
202.91.19.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.
    
“เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.

                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมของคณะกรรมการปุ๋ยที่ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับปัญหาราคาปุ๋ยแพงในขณะนี้  ได้มีข้อสรุปร่วมกัน 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1 การคงโครงสร้างอัตราการกำหนดราคาปุ๋ยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันในสัดส่วนค่าต้นทุนปุ๋ย 95 % ค่าการบริหารจัดการและค่าบรรจุ  5 % นำมารวมกับผลต่างก็คือกำไรอีก 2% เนื่องจากปริมาณปุ๋ยที่นำเข้ามาในแต่ละล๊อตมีจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดผลต่างด้านราคาเพียง 2 % จึงมีความเหมาะสม เนื่องจากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยแต่ละล็อตมีจำนวนมาก การคิดผลต่างกำไรอัตรา 2 % นั้น ทั้งสองกระทรวงก็เห็นพ้องกันว่ามีความเหมาะสมแล้ว 

                                2. การพิจารณาในส่วนที่มาของราคาปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การคิดราคาต้นทุน โดยจากการตรวจสอบที่มาของราคาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียสูตร 46 -0 – 0 ของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ไม่ต่างกัน อยู่ประมาณ 12,000 บาท/ตัน ในขณะที่การนำเข้าปุ๋ยสูตรอื่น ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 16-20-0  และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งเป็นปุ๋ยสูตรที่เกษตรกรใช้เป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงเกษตรฯ พบข้อมูลว่าปุ๋ยทั้งสองสูตรนั้นมีส่วนต่างของที่มา ระหว่างราคาที่ทางกระทรวงเกษตรฯตรวจสอบ กับราคา CIF ในใบอินวอยส์ที่บริษัทผู้นำเข้านำเสนอมีราคาที่ต่างกัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลราคาปุ๋ย  ซึ่งถือเป็นสินค้าควบคุมเพื่อหาแนวทางในการเจรจาปรับลดราคาปุ๋ยกับเอกชนผู้นำเข้า โดยจะเร่งดำเนินการหารือร่วมกับเอกชนผู้นำเข้าปุ๋ยโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้คาดว่าจะมีการหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องการปรับลดราคาและแก้ปัญหาราคาปุ๋ยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้า

                                3.  ทางกระทรวงพาณิชย์ จะเร่งดำเนินการเช็คสต๊อคปุ๋ยอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาที่ดำเนินการสั่งซื้อ  และปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการค้ากำไรปุ๋ยเกินควรหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะสามารถทราบสาเหตุของการที่ทำให้ราคาปุ๋ยขยับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และประเด็นสุดท้าย คือ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานเรื่องปุ๋ยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการร่วมกันตรวจสอบปริมาณความต้องการการใช้ปุ๋ยภายในประเทศ และช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยมาก เพื่อป้องกันปุ๋ยขาดตลาด

                                “จากข้อมูลราคาปุ๋ยที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจพบ พบข้อสังเกตว่าราคาปุ๋ยปี 2550 กับปัจจุบันมีความต่างกันมาก จากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยสูตร  16-20-0  ในปีผ่านมามีการนำเข้า 4 แสนกว่าตัน ราคาต้นทุนตันละ 8,177 บาท เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการ 5% และกำไร 2 % แล้ว ราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 บาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาปุ๋ยขายปลีกอยู่ที่ตันละ 17,700 เมื่อนำมาขายให้แก่เกษตรกรอยู่ที่ตันละ 18,000 ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน ส่วนข้อมูลการนำเข้าปุ๋ยสูตร 15-15-15  ปีที่แล้วจำนวน 3.6 แสนตัน เฉลี่ยต้นทุนตันละ 14,517 บาท  เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการและกำไรจะอยู่ที่ 16,000/ตัน  แต่ปัจจุบันราคาปุ๋ยสูตร 15-15-15 อยู่ที่ 19,300 บาท และขายให้แก่เกษตรกรในราคา 19,500 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป็นราคาที่มีความผิดปกติและไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ” นายสมศักดิ์ กล่าว

                                ทั้งนี้ หากผลการเจรจากับเอกชนนำเข้าปุ๋ย ซึ่งมีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ประมาณ 3 – 4 รายไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ หรือเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับความเดือนร้อน กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการเสริมที่จะนำเข้าปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตปุ๋ยโดยตรง เพื่อนำเข้าปุ๋ยราคาที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปริมาณปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตเองได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
    
วันที่ : 20/March/2008
moac.go.th
อ่าน:337 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน
113.53.161.124: 2553/02/20 10:47:38
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยอินทรีย

สินค้าแต่ละชนิดมีหลายแบบหลายขนาดให้เลือกตามความต้องการ อาทิเช่น...
เฟอร์นิเจอร์ สำนักงาน โต๊ะทำงาน โต๊ะคอมพิวเตอร์ โต๊ะอเนกประสงค์ ตู้เอกสาร ตู้ล็อคเกอร์ เก้าอี้สำนักงาน เก้าอี้ชนิดต่างๆ กระดานไวท์บอร์ด ชั้นวางของ ฉากกั้นห้อง  รับซ่อมเก้าอี้ โซฟา เปลี่ยนกุญแจ และอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์สำนักงานทุกชนิด

เยี่ยมชมสินค้าและสั่งซื้อ ได้ที่.. http://www.dfurmax.com
 
ติดต่อ  K.supoj T: 089-6163113,086-3699844

E-MAIL : supoj_fur@hotmail.com
อ่าน:1979 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความ...
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการค้าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร  
    
  นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสัมมนา เรื่องพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่าพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการผลิต การนำ หรือสั่ง ขาย และนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยได้เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติบางส่วนในการควบคุมปุ๋ยเคมี และมีการควบคุมปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเดิมไม่มีความควบคุมผู้ประกอบการเกี่ยวกับปุ๋ยดังกล่าว ต้องประกอบกิจการภายใต้พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดให้มีการสัมมนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบัญญัติและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ให้ผู้ประกอบการกิจการได้รับทราบและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องต่อไป ในการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 400 คน  

from: moac.go.th
อ่าน:692 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการขายปุ๋ย
222.123.171.108: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการขายปุ๋ยที่ยังไม่ได้อัดเม็ดไม่ทราบมีใครสนใจบ้างค่ะติดต่อ
คุณเบ็นซ์
081-5340833
คุณต้อง
081-5338810
อ่าน:1276 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
ขายต้นกล้าตะกู ขนาดพร้อมปลูกลงดิน ราคาถูกคุณภาพดี 
125.24.128.236: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์!!
ปลูกง่าย ต้นทุนต่ำ ให้ผลตอบแทนงาม!!

ขายส่งต้นกล้าต้นตะกูพันธุ์ดีราคาถูกจำนวนมาก รับสินค้าได้ทันที
ราคาตั้งแต่ 15 บาท ( ต้นพร้อมปลูกลงดิน 
ติดต่อด่วนได้ทุกวันที่ 
คุณทักษิณ เบอร์ 087-599-0452
E-Mail. tagu9999@hotmail.com
อ่าน:1018 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตและจำหน่าย ไคติน-ไคโตซาน สารสกัดจากธรรมชาติ 100%
124.121.238.31: 2553/02/20 10:47:38
สินวัฒนา ไคโตซาน ผลิตและจำหน่ายสารไคติน-ไคโตซาน ใช้ได้ทั้ง พืช สัตว์ และคนฯลฯ  ประสบการณ์ผลิตและจำหน่ายมากว่า 10 ปี มีผลการทดลองใช้จริงจากเกษตรกร และผลรับรองการผลิตจากหน่วยงานสถาบันต่างๆ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 081-9342822 หรือ www.sinwattanachitosan.com
อ่าน:2225 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ดินเกษตร(ดินผสมปุ๋ยอินทรีย์)
118.174.199.128: 2553/02/20 10:47:38
ดินเกษตรที่ใช้สำหรับใส่ถุงเพาะชำมีขาย(ราคาส่ง)ที่ไหนบ้างอยู่ภาคอีสาน  ตอนนี้ผสมเองใช้ ปุ๋ยคอก+หน้าดิน+แกลบเผา แต่เหนื่อยมาก
อ่าน:583 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ทั่วประเทศ
58.9.95.25: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู (พันธุ์ก้านแดง)ไม้โตเร็ว พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ คุณภาพใกล้เคียงไม้สัก
ไม้ตะกูอยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่า ไม้กระทุ่มหรืกระทุ่มบก (ภาคกลางและภาคเหนือ) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้) ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ แตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย
ไม้ตะกูสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี
การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง
นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

มีกล้าพันธุ์ต้นตะกู จำหน่ายทั้งส่งและปลีก  รวมทั้งประกันราคารับซื้อคืนผลผลิต
สนใจดูรายเอียดเพิ่มเติม  หรือติดต่อตัวแทนจำหน่าย (ตามที่อยู่ในเวปไซด์)
www.tagoo.igetweb.com
1. คุณธนิตศักย์  จันทร์เจนระวี
   79/10 หมู่ 2 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
   โทร  086 670 5983 แฟกซ์  053 115 711
2. คุณสราวุฒิ  วรพงษ์ 
    อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 
    โทร 084 040 9739
3. คุณทินกร  สุขสุวรรณ
    49/24 ถนนเจษฏาบดินทร์ ต.ท่าอิฐ
    อ.เมือง  จ.อุตรดิตถ์ 53000
    โทร  081 474 1747, 055 411 663
4. คุณประเชาวน์  เชาวน์จันทร์ทุ่ง
   120/16 หมู่บ้านแกรนด์เฮ้าส์ ถนนบ้านเหล่า ต.หมากแข้ง
   อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
  โทร 086 2419421, 042 240992
5. คุณดายุทธ  รักมะณี
    26 บ้านน้อยหัวคู หมู่ 7 ต.ขมิ้น
    อ.เมือง จ.สกลนคร 47220
    โทร  081 911 1764
6. คุณรัชรุจ บุญครอง
   21 ซอยพิชิตรังสรรค์ ถนนพิชิตรังสรรค์ ต.ในเมือง
   อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000
  โทร  085 011 8603
7. คุณสามารถ  สิงหรา
    242 หมู่ 4 ต.กันจุ 
    อ. บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ 67160
    โทร  089 022 7684  
8. คุณบรรจงสิทธิ์  วิญญรัตน์
    70/1 ซอยทางไผ่ 1 ถนนริมน้ำ ต.ท่าประดู่
    อ.เมือง  จ.ระยอง 21000
    โทร  089 121 9954 
สำนักงานใหญ่
บริษัท  แกรนด์บิซ จำกัด
36/51 หมู่ 2 ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
โทร  084 0123451,  086 789 8845
คุณวรภัทร  ทรวงแสวง
อ่าน:1027 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า
58.10.90.129: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี  
    
  กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกร โดยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสร้างรายได้ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ประกอบกับความต้องการพืชพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งจัดเตรียมพันธุ์อ้อย และพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตพืชทั้ง 2 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะพื้นที่มีศักยภาพเหมาะสมปลูก ควบคู่ไปกับเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนการผลิตเอทานอล และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากพืชพลังงาน โดยตั้งเป้าภายใน 1 ปี จะสามารถสนับสนุนให้มีการนำผลผลิตอ้อย และมันสำปะหลังอย่างน้อยร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งหมดไปผลิตเป็นเอทานอล จากนั้นใน “4 ปีข้างหน้าจะผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นโอเปคของไทย” เพื่อสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประเทศต่อไป “ในเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯจะเร่งหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการใช้เอทานอล แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล และมาตรการเรื่องพลังงานทดแทนทั้งระบบ จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนการผลิตและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการทำ Zoning ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงานผลิตเอทานอลในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ภาคเอกชนที่ลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าจะมีผลผลิตที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงผลผลิตมันสำปะหลัง และอ้อยกับภาคการบริโภคอีกด้วย” นายธีระชัย กล่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการจัดทำบัญชีฟาร์ม และบัญชีครัวเรือนกับสมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรทราบสถานะทางการเงินของตน และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคต ส่วนเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินนั้น ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวม และประเมินผลดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงานใน 4 หัวข้อได้แก่ 1)มาตรการที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงาน 2)แผนงานการพักชำระหนี้ในปีงบประมาณ 2551 3)ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และ 4)แนวทางแก้ไขปัญหา-อุปสรรคที่เกิดขึ้น จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาวิเคราะห์และประเมินผลจัดทำแผนบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน  
    
  วันที่ : 03/March/2008  
www.moac.go.th
อ่าน:398 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยยูเรีย46-0-0นำเข้าราคาดีครับ
117.47.89.128: 2553/02/20 10:47:38
เป็นบริษัทนำเข้าปุ๋ยยูเรีย46-0-0ถูกต้องตามกฎหมาย ปุ๋ยยูเรียหายากราคาแพง มานำเข้ากับบริษัทผมดีกว่าครับและราคาดีมากๆครับเริ่มที่ 1,000ขึ้นไปครับสนใจติดต่อ ที่คุณ สราวุธ 0848161007 ตลอดเวลาครับ
อ่าน:3756 | ความคิดเห็น:20 | แสดงความคิดเห็น
ได้เวลา อาละวาด! ปุ๋ยปลอม ซาตาน วงการเกษตร
202.91.19.192: 2553/02/20 10:47:38
เดลินิวส์  


                เข้าสู่ฤดูฝนก็เป็นช่วงเวลาแห่งการทำการเกษตร-ปลูกพืชพรรณต่าง ๆ อย่างเต็มที่ตามฤดูกาล โดยเฉพาะการทำนา-ปลูกข้าว เป็นช่วงที่เกษตรกรเริ่มต้นประกอบสัมมาอาชีพหลักของตนด้วยความมุ่งหวังในผลผลิตที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย รายได้ที่จะตามมาอย่างพอเพียง แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นช่วงที่ต้อง “เสี่ยง” เพราะก็เป็นจังหวะเหมาะของ “มิจฉาชีพวงการเกษตร”


“ปุ๋ยปลอม” ก็เป็นหนึ่งอย่างที่มักอาละวาดในช่วงนี้ !?!

“ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบปุ๋ยปลอม นอกจากนี้ได้ เตรียมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ปุ๋ย ต่อที่ประชุม ครม. โดยแก้ไขนิยามคำว่าปุ๋ยให้ มีความชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากคำนิยามของกฎหมายเก่าไม่ชัดเจน ทำให้มีการ หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้”...เป็นการระบุของ ธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตร เมื่อหลายวันก่อน
 

                ทั้งนี้ รมว.เกษตรรัฐบาลขิงแก่รายนี้ยังบอกอีกว่า...ปัจจุบันในประเทศไทยมีการใช้ปุ๋ยเคมี 1,147 สูตร แต่ละปีมีเกษตรกรใช้ 3.45 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท ขณะที่สารเคมีป้องกัน-กำจัดศัตรูพืช มีการใช้ประมาณ 300 ชนิด ประมาณ 5,000 ตัน มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อมีการใช้ปุ๋ยเคมีมากก็ทำให้การแข่งขันสูง จนเกิด “ปุ๋ยปลอมปนไม่ได้มาตรฐาน” ที่มีเกษตรกรร้องเรียนเข้ามามาก


นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า “ปุ๋ยปลอม” อาละวาดอีกแล้ว...

                ทั้ง ๆ ที่ตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตรา 62 ผู้ใดผลิตปุ๋ยเคมีปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 5 หมื่นบาทถึง 5 แสนบาท มาตรา 63 ผู้ใดขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำ หรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งปุ๋ยเคมีปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 3 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาท

แต่ปุ๋ยปลอมก็อาละวาดทำร้ายเกษตรกรมาตลอด ?!? 

                เรื่องของปุ๋ยนั้นก็อย่างที่ทราบว่าปกติแบ่งเป็น 2 ประเภทคือปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ โดย ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยจากวัสดุเหลือใช้ที่เป็นอินทรียสาร จะเป็นกลุ่ม “ปุ๋ยอินทรีย์”

                ขณะที่ “ปุ๋ยเคมี” นั้นได้จากการผลิตหรือสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรมจากธาตุต่าง ๆ มีทั้งแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเดี่ยว ที่เป็นปุ๋ยพวกแอมโมเนียมซัลเฟต โพแทสเซียมคลอไรด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี มีธาตุอาหารคือไนโตร เจน (N) หรือฟอสฟอรัส (P) หรือโพแทสเซียม (K) และปุ๋ยผสม ที่นำเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้เป็นปุ๋ยที่มีปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหาร N-P-K ตามที่ต้องการ

                แม้กระแสเกษตรปลอดสารจะมาแรง แต่ในความเป็นจริงแล้วปัจจุบัน นี้การใช้ปุ๋ยเคมีก็ยังมีปริมาณที่สูงมาก ดังตัวเลขที่มีการระบุในตอนต้น ซึ่งแหล่งข่าวที่ทำธุรกิจขายปุ๋ยรายย่อยรายหนึ่งบอกว่า...ปุ๋ยเคมีที่ขายกันอยู่ทุกวันนี้มี 3 ประเภทหลัก ๆ คือ ปุ๋ยที่ใช้ในนาข้าว, ปุ๋ยที่ใช้สำหรับผัก และปุ๋ยที่ใช้ในสวนหรือในไร่

                สูตรปุ๋ยนาข้าวก็เช่นสูตร 16-20-0 และ 46-0-0 ตอนนี้ราคาลูกละ (50 กิโลกรัม) ประมาณ 530 บาท ส่วนปุ๋ยที่ใช้สำหรับผักกับปุ๋ยที่ใช้ในสวนในไร่ ก็เช่นสูตร 25-7-7, 15-15-15 และ 16-16-16 ราคาลูกละประมาณ 680 บาท หรือถ้าคิดเป็นกิโลกรัมก็จะตกประมาณกิโลกรัมละ 15-20 บาท ทั้งนี้ แม้ปุ๋ยเคมีจะราคาสูง แต่ผลกำไรจากการขายจะอยู่ที่ประมาณลูกละ 5-10 บาท และจากความต้องการใช้ปุ๋ยที่มีมากก็ทำให้เกิดผู้ค้าขึ้นมากมาย ก็ทำให้เกิดการแข่งขัน-การตัดราคากันมาก ก็ยิ่งทำให้ผลกำไรลดลงไปอีก

“นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำปุ๋ยปลอมขายให้แก่เกษตรกร เพื่อต้องการให้กำไรขยับขึ้นมาเป็นลูกละ 20-30 บาท เพื่อที่จะได้กำไรมากขึ้น โดยมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง”

                แหล่งข่าวรายนี้ยังบอกต่อไปว่า...“ปุ๋ยปลอม” นั้นจะมีอยู่ 4 แบบคือ 1.ปุ๋ยจริงแต่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่ระบุไว้ข้างกระสอบ เป็นปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพ-ไม่ได้มาตรฐาน, 2.ปุ๋ยน้ำหนักไม่ครบ น้ำหนักน้อยกว่าที่ระบุไว้ข้างกระสอบ, 3.ปุ๋ยผสมระหว่างปุ๋ยจริงกับวัสดุที่ไม่มีธาตุอาหาร และ 4.ปุ๋ยเทียม ใช้วัสดุคล้ายคลึงกับปุ๋ยจริงล้วน ๆ


                เมื่อใช้ปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานหรือปุ๋ยปลอมในการปลูกพืช ก็จะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพลดลงหรือไม่มีคุณภาพ เพราะมีสารที่ไม่ตรงหรือไม่มีสารที่พืชต้องการ หรืออาจต้องใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากกว่าปุ๋ยจริงเป็นเท่าตัวเพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ เกษตรกรจึงไม่ควรเห็นแก่ของถูก

 

“ระวังปุ๋ยที่ราคาต่ำกว่าปกติลูกละ 10-20 บาทให้ดี !!”

 

                พร้อมกันนี้ผู้ค้าปุ๋ยรายนี้ยังแนะนำว่า...เกษตรกรควรซื้อปุ๋ยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น อ.ต.ก., ธ.ก.ส., ชสท. หรือจากร้านค้าที่คุ้นเคยและไว้ใจได้ โดยเวลาซื้อนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ 1.บอกสูตร ตรา จำนวนที่ต้องการ, 2.ตรวจสอบข้อความบน กระสอบว่าเป็นปุ๋ยที่ต้องการหรือไม่, 3.ตรวจสภาพกระสอบว่าไม่มีรอยฉีกขาด หรือรอยเย็บใหม่, 4.ตรวจสอบว่าแต่ละกระสอบมีน้ำหนักครบ, 5.ขอเอกสารกำกับปุ๋ยพร้อมใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย

 

“ไม่ควรซื้อปุ๋ยจากผู้ค้าเร่แปลกหน้า อย่าซื้อปุ๋ยโดยไม่ตรวจสอบเพราะเห็นว่าราคาถูก ควรตรวจสอบราคากลางของปุ๋ยจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนจะซื้อ เพื่อป้องกันถูกหลอก”...แหล่งข่าวกล่าว

 

“หากพบจะมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด”...เป็นเสียงฮึ่มฮั่มจาก รมว.เกษตร เกี่ยวกับ “ปุ๋ยปลอม-ซาตานวงการเกษตร” ซึ่งก็ถูกแล้ว ควรแล้ว และหวังว่าจะเข้มงวด-เอาจริงกันจริง ๆ อย่างที่ฮึ่ม ๆ

 

โดยเฉพาะที่มีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นกับผู้ค้าขี้โกง !!!.
อ่าน:826 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
มิจฉาชีพหลอกขายปุ๋ยถูก เชิดเงินชาวบ้านกว่าแสนบาท
202.91.19.192: 2553/02/20 10:47:38
อุตรดิตถ์ 3 พ.ค. - เช้าวันนี้ นางร้อม ผากิม อายุ 51 ปี บ้านเลขที่ 60/1หมู่ 3 พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลบ้านโคก อ.บ้านโคก จ.อุตรดิตถ์ รวม 7 คน ได้เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ต.ชลิต ทองเชื้อเดช พนักงานสอบสวน สภ.บ้านโคก หลังจากถูกชายวัยกลางคนชื่อ “ป็อบ”อ้างว่า เป็นพนักขายบริษัทจำหน่ายปุ๋ยแห่งหนึ่งจากกรุงเทพฯ มานำเสนอขายปุ๋ยยูเรียราคาถูก สำหรับใส่ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เช่น ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ตามห้างร้านจำหน่ายกระสอบขนาด 50 กิโลกรัม กระสอบละ 1,300 บาท แต่ของบริษัทของนายป็อบขาย 770 บาท สูตร 16-20-0 ร้านค้าจำหน่ายกระสอบละ 990 บาท บริษัทดังกล่าวขาย 580 บาท และสูตร 15-15-15 ร้านค้าจำหน่าย 900 บาท บริษัทขายเพียง 700 บาท ราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบครึ่ง  

มีชาวบ้านหลงเชื่อสั่งซื้อปุ๋ยทั้งหมด 208 กระสอบ เป็นเงิน 1,237,780 บาท แต่จนบัดนี้ชาวบ้านยังไม่ได้รับปุ๋ยที่สั่งซื้อและไม่สามารถติดต่อชายที่อ้างว่าเป็นพนักงายขายปุ๋ยได้เพราะปิดบริษัท แต่ระหว่างเก็บของเพื่อหลบหนีมีคนถ่ายภาพไว้ได้จึงนำมามอบให้ตำรวจด้วย ซึ่งหลังจากรับแจ้งความและสอบสวนชาวบ้านทั้งหมด พ.ต.ต.ชลิต ได้ประสานไปยังงานทะเบียนอำเภอบ้านโคก เพื่อตรวจสอบรายชื่อและภาพถ่าย พบว่าชื่อ นายธนทัศน์ จิตสง่า อายุ  45 ปี บ้านเลขที่ 85/3 หมู่ 9 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. ผู้เสียหายทุกคนต่างยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับที่มาหลอกขายปุ๋ยราคาถูก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเตรียมดำเนินคดีต่อไป. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-03 11:29:16 

MCOT.net
อ่าน:972 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน
124.121.241.101: 2553/02/20 10:47:38
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่... 
  คุณ สุธาสินี 086-993-4111 /02-9446851
อ่าน:397 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แฉเอเย่นต์ขายปุ๋ยปลอมแห่งใหญ่อยู่ที่จ.กาฬสินธุ์
202.91.19.192: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรจังหวัดสกลนคร เผย เอเย่นต์จำหน่ายปุ๋ยปลอมแห่งใหญ่อยู่ที่ อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ พร้อมประสานไปเกษตรอำเภอ-เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์เร่งช่วยตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยในพื้นที่ เผยปุ๋ยปลอมจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดกระสอบ 400บาทล่อใจเกษตรกร


จากกรณีที่ นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุว่ามีปุ๋ยปลอมระบาดในพื้นที่ภาคอีสานและล่าสุดได้มีการตรวจยึดปุ๋ยจำนวน 300 กระสอบในเขต อ.สว่างดินแดน จ.สกลนคร พร้อมกับมีการจับกุม นายพงษ์ธร ดายังหยุด อายุ 39 ปี นางพัชรินทร์ สิงห์งอย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 209 หมู่ 8 ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม สองสามีภรรยา และนายเปลี่ยน อุตส่าห์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 141 หมู่ 4 ต.ทุ่งแก อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสถิตย์ แสนคำ เกษตรจังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า การจับกุมผู้ต้องหาลักลอบจำหน่ายปุ๋ยปลอมเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. วันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากนายมานพ เตียวสุวรรณ เจ้าของร้าน เอ็นกรุ๊ปการเกษตร เลขที่ 5/16 ม.1 ถนนเลี่ยงเมือง ค.2 ต.เนินพระ อ.เมือง จ.ระยอง ซึ่งเป็นผู้จดทะเบียนต่อกรมวิชาการเกษตร ผลิตปุ๋ยเคมี "ตราอินทรีย์เพชร" ตามใบอนุญาตเลขที่ 1627/2550 ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.สว่างดินแดน ว่า มีผู้ลักลอบผลิตและจำหน่ายปุ๋ยตราอินทรีย์เพชร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากตน และนำมาจำหน่ายในเขตพื้นที่ อ.สว่างดินแดน และแจ้งว่าผู้กระทำความผิดได้นัดหมายนำปุ๋ยส่งมอบให้แก่ลูกค้า ที่บริเวณบ้านโนนค้อ ต.สว่างดินแดน อ.สว่างแดนดิน 

จากการตรวจสอบพบปุ๋ยเคมีตราอินทรีย์เพชร จำนวน 300 กระสอบๆ ละ 50 กก.รวมน้ำหนัก 15,000 กก.หรือ 15 ตัน ซึ่งนายพงษ์ธร ผู้ที่มารับสินค้าระบุว่า ได้สั่งซื้อปุ๋ยเคมีทั้งหมด 300 กระสอบ จากนายมงคล คานสี เจ้าของร้าน ธนวัฒน์การเกษตร อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ เพื่อจะนำไปส่งให้ลูกค้า และอ้างว่าไม่ทราบว่าปุ๋ยเคมีทั้งหมดเป็นปุ๋ยปลอม ในขณะที่ นายมานพ ยืนยันว่าปุ๋ยทั้งหมดเป็นปุ๋ยปลอม โดยไม่ได้อนุญาตให้ผู้อื่นผลิต 

เกษตรจังหวัดสกลนคร กล่าวต่อว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร ได้เก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีจำนวน 5 ตัวอย่างและส่งให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ขอนแก่น วิเคราะห์ธาตุอาหารไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้แจ้งไปยังเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ช่วยตรวจสอบแหล่งที่มาของปุ๋ยปลอม รวมทั้งได้แจ้งไปยังเกษตรอำเภอ เกษตรตำบลทุกแห่งในการออกตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ย โดยให้รายงานตรงมายังเกษตรจังหวัดภายในสิ้นเดือน เม.ย.และให้รายงานผู้บังคับบัญชาในท้องที่หากตรวจสอบพบว่ามีปุ๋ยปลอมระบาดในพื้นที่ 

"สาเหตุที่ปุ๋ยปลอมระบาด ก็เนื่องมาจากสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ซึ่งก็อาจจะมีผู้ไม่หวังดี หรือพ่อค้าบางรายอาจจะนำวัสดุการเกษตรหรือปุ๋ยปลอมมาจำหน่ายโดยตรงให้กับเกษตรในราคาถูก โดยจากการสอบถามทราบว่าราคาปุ๋ยปลอมจำหน่ายอยู่ที่กระสอบละ 700-800 บาท แต่หากเป็นปุ๋ยเคมีที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดที่มีคุณภาพจะอยู่ที่กระสอบละ 1,100-1,200 บาท ทำให้เกษตรกรตกเป็นเหยื่อหลงซื้อปุ๋ยปลอม" 

ด้าน พ.ต.ท.วีรยุทธ์ ใบภักดี พนักงานสอบสวน (สบ.3) สภ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เจ้าของคดี เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าดำเนินการจับกุม ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันผลิตเพื่อการค้า มีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และผลิตมีไว้เพื่อขายซึ่งปุ๋ยเคมีปลอม โดยมีโทษสูงสุดคือจำคุกตั้ง 5-15 ปี ปรับตั้งแต่ 2 แสน - 2 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นโทษหนักเนื่องจากเพิ่งมีการปรับปรุง พ.ร.บ.ปุ๋ย ปี พ.ศ. 2550 ทำให้ผู้กระทำผิดรับโทษหนัก 

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายพงษ์ ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบว่าเป็นปุ๋ยปลอม แต่ยอมรับว่าได้นำปุ๋ยมาจำหน่ายประมาณ 3-4 ครั้ง โดยการเข้าไปติดต่อกับเกษตรกรโดยตรงตามหมู่บ้านต่างๆ ส่วนปุ๋ยที่รับมาจะได้กำไรกระสอบละ 60 บาท แต่จากการสอบสวนพยานหลักฐานเจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อและมีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิด จึงได้แจ้งข้อหาและได้ยื่นฝากขังชั่วคราวที่ศาลจังหวัดแดนดินผลัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลการจับกุมเอเย่นต์รายใหญ่ต่อไป 

ข่าวจาก www.komchadluek.net 
 
 http://www.esanclick.com/news.php?Category=esb&No=640
อ่าน:2460 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
มหาสารคาม ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ
125.24.58.100: 2553/02/20 10:47:38
มหาสารคาม - ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ ต้องตากข้าวไว้บนคันนา และถนนทางเข้าหมู่บ้าน ด้านโรงสีไม่รับซื้อข้าวอ้างความชื้นสูง
       
       เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ข้าวที่กำลังใกล้เก็บเกี่ยวถูกฝนและลมทำให้ข้าวล้ม และเน่าจากการทับกันของข้าว เกษตรกรต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำไปตากไว้บนคันนา บางส่วนที่สีแล้วก็นำไปตากไว้บนถนนตามหมู่บ้าน เพื่อลดความชื้น ก่อนนำไปบรรจุกระสอบเก็บไว้เพื่อรอขาย
อ่าน:4427 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
บริการรถรับจ้าง รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนส่ง ขนย้าย แพ็คกิ้ง ทั่วไทย
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
รถรับจ้าง AA ***Yard Service 24 hours รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนย้าย ขนส่ง แพ็คกิ้ง ทั่วไทย *** จะขน จะย้าย อะไร เราบริการให้ 24 ชั่วโมง*** ยาร์ดเซอร์วิส   24 ชั่วโมง  เราเป็นธุรกิจด้านบริการ  รถปิคอัพ   รถ  4 ล้อใหญ่   รถ 6 ล้อหลายขนาด ให้เลือกใช้งาน  ย้ายบ้าน ย้ายห้อง ย้ายสำนักงาน ขนส่งสินค้าทุกชนิด  แพ็คกิ้ง  เราภูมิใจขอเสนอการบริการที่สุภาพ ซื่อสัตย์ ราคาพิเศษ เรามีหัวหน้างานที่ใส่ใจดูแลคุณ พร้อมทีมงานขนย้ายไว้คอยให้เรียกใช้บริการ
(ราคาเริ่มต้นที่ 400 บาท)

- บริการรถขนส่งสินค้าทุกชนิด
- บริการรถขนย้ายที่อยู่อาศัย, สำนักงาน
- บริการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์
- บริการขนอุปกรณ์งานแสดงสินค้า
- บริการแพ็คกิ้ง
- บริการถอด - ประกอบเฟอร์นิเจอร์น็อกดาวน์
- บริการพนักงานยกของ
- บริการทั่วกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

NEW !!! โปรโมชั่นพิเศษขอแสดงความขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจใช้บริการของเรา  เมื่อ ขนย้าย  หรือ  ขนส่ง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดต่าง ๆ   ในอัตราพิเศษสุด   กิโลเมตรละ   12 บาท นับจากจุดขึ้นของจนถึงจุดลงของ    สำหรับระยะทางตั้งแต่  600 กิโลเมตรขึ้นไป  เรามีส่วนลดค่าขนส่งอัตราพิเศษสุด  ขอเชิญท่านสอบถามรายละเอียดได้ทางหมายเลข  Hotline  (โปรโมชั่นนี้เฉพาะรถปิคอัพเท่านั้น)

เช่น จาก กรุงเทพ ไป ระยอง ระยะทางทั้งหมดจนถึงจุดลงของ 160 กิโลเมตร ในราคาเพียง 1,920บาท เท่านั้น
*** นอกเหนือจากนี้ ท่านสามารถสอบถามและตกลงราคาพิเศษได้อีก

Yard Service 24 Hours
รับงานประเภทแบบขนส่งทั่วไป , แบบรับเหมาทั้งคัน , แบบเหมาเป็นเที่ยว

HOTLINE : 089-076-5588  Fax :  02-736-8391 http://www.tarad.com/yardservice24hours/
อ่าน:464 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายมูลไก่ไข่คุณภาพราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทรายแกลบไม่มีโซดาไฟ ที่จ.นครปฐมโทร.081-9797345 
222.123.79.44: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย ปลีกและส่ง มูลไก่ไข่  มูลเป็นไข่
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345
ชื่อบัญชี   วรรณโณ  แซ่กว้าง   เลขที่บัญชี  251-2-48081-3  ธนาคารกสิกรไทย  สาขาพุนพินประเภทบัญชีออมทรัพย์  
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อ่าน:307 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน ของ สตีฟ จ็อบส
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
อ่านแล้วชอบมากเลยเอามาฝากครับ

สตีฟ จ็อบส (CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio)

ถอดความโดย : กิตติ สิงหาปัด

เป็นการปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน
ผมไปอ่านพบบทความนี้ในนิตยสาร Fortune ฉบับ September 5, 2005
ฟอร์จูนไดเขียนในข้อความโปรยก่อนบทความว่า

ปกติการปาฐกถาพิเศษ
ในวันรับปริญญามักจะเป็นอะไรที่ฟังสบาย ๆ แล้วก็ผ่านไป
แต่ปาฐกถาพิเศษของ Jobs ที่ Stanford ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
เพราะหลังจากวันนั้นก็คนพูดถึงอย่างมากมาย
ไม่เฉพาะในหมู่บัณฑิต ของสแตนด์ฟอร์ดเท่านั้น
แต่มีการโพสตเข้าไปในเวบไซด์ต่างๆ ส่งอีเมลให้คนรู้จักอ่าน
ถกเถียงในเวบล็อก คนที่ไม่ไดอ่านก็ถามหากันมาก
จนฟอร์จูนต้องเอามาตีพิมพแม้จะผ่านมาแล้วถึง 4 เดือนก็ตาม



" ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีรับปริญญา
ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง่จบปริญญาครับ
จะว่าไปแล้วการมาที่นี่ในวันนี้ถือว่าทําใหผมได้อยู่ใกลกับคําว่าไดปริญญามากที่สุด
วันนี้ผมอยากจะบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตผมให้ฟัง สามเรื่อง
เป็นแค่เรื่องของชีวิตผมเองเท่านั้น
จริง ๆ นะครับ ไม่ไดเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

เรื่องแรก... เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา
ซึ่งมันเป็นคล้าย ๆ การต่อเชื่อมจุดให้เป็นรูปร่าง
ผมดร็อปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนไดเพียง 6 เดือน
แตก็ยังเตร็ดเตร่อยูในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกมาจริง ๆ
ถามว่าทําไมผมถึงดร็อป ...

บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ผมยังไมเกิดด้วยซ้ําไป
แมของผมเป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน
เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้องการเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า
จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น

ตอนแรกผูที่จะรับผมไปอุปการะนั้นเป็นคู่ของทนายความกับภรรยา
แต่ปรากฏว่าตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง
ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมในขณะนี้
ตอนนั้นท่านทั้งสองอยูในรายชื่อถัดไปที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง
พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของทาน แตปัญหาก็คือ..พอแมผมไม้ได้จบมหาวิทยาลัย

ในหนแรกแมผมจะไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอม
เพราะพ่อแมผมให้สัญญาว่าจะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน

17 ปต่อมาผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง ๆ แต่ผมดันไปเลือกมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงพอ ๆ กับที่นี่
ด้วยเงินเก็บของพ่อแม่ผมซึ่งท่านก็เป็นคนระดับทํางานธรรมดา
หมดไปกับ่เห็นว่า มันจะคุ้มกับค่าเล่าเรียนยังไง
ผมไม่รูว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ทางออกกับผม

ผมใชเงินที่พ่อแมสะสมมาทั้งชีวิตหมดไปในหกเดือนที่ Reed
ในที่สุดผมตัดสินใจดรอปโดยมั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจริง ๆ
ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างกลัว แตเมื่อมองกลับไป
การตัดสินใจดรอปเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
การดรอปทําใหผมไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ
แต่ในขณะเดียวกันกลับทําใหผมไดเข้าเรียนวิชาที่ผมสนใจ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดนะครับ
ผมไม่มีหอพัก ต้องสิงในห้องของเพื่อน ผมต้องเก็บกระป๋องโค้กไปคืนที่ร้าน
เพื่อเอาเงินมัดจํากระป๋องละ 5เซ็นต ไปซื้อข้าวประทังชีวิต
และทุก ๆ วันอาทิตยผมต้องเดินข้ามเมืองถึง 7 ไมล
เพื่อที่จะไดกินอาหารดี ๆซักมื้อที่โบสถ์พราหมณ
และมีหลายอย่างที่ผมอาจจะก้าวพลาดไปโดยบังเอิญเพราะความอยากรูอยากเห็น
หรือโดยสัญชาตญาณ ได้ให้บทเรียนที่มิอาจประเมินค่าได้กับผม

ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่อง
มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกไดว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy)
ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได ป้ายหรือโปสเตอรต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย
จะถูกออกแบบอย่างสวยงาม
ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชาปกติ
หลังจากดรอปไว ผมได้เรียนรูตัวอักษร serif และ sans serif
ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่าง ๆ กัน
ให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวยงาม มีที่มาที่ไป
และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตรก็สอนเราไมได มันสุดยอดจริงๆ

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในแมคอินทอชเครื่องแรก
นั่นแหละวิชาที่เรียนตอนดรอปถึงช่วยได้จริง ๆ

ทุกท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนทที่สวยงาม

ในตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่มีเครื่องแมคอย่างที่เราเห็นในวันนี้
และความจริงก็คือถ้าวินโดวส์ไม่ลอกเราในวันนั้น
พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัวฟอนท์อย่างนี้ก็ได

ทั้งหมดเกิดขึ้นไดเพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้นทีเดียวจริง ๆ
แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อเชื่อมจุดเปนรูปร่างไดเมื่อผมอยูที่ Reed
แตเมื่อตอนสิบปีผ่านไปทุกอย่างก็เห็นได้ชัด

ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถต่อจุดใหเป็นรูปร่างไดโดยการมองไปข้างหน้า
เราจะทําไดก็ต่อเมื่อนึกถึงเวลาเราเชื่อมจุดเป็นรูปต่าง ๆ
ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อมาแล้วเราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก)
ฉะนั้นขอให้เชื่อว่าจุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า

เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่างไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่น ตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรมอะไรก็ได
วิธีคิดแบบนี้ไม่ทําให้ผมผิดหวังท้อแท แต่กลับสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย

เรื่องที่สอง... ที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ
ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักที่จะทําตั้งแต่วัยหนุ่ม

วอซ (StephenWozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผม
เริ่มทําคอมพิวเตอรแอปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแมผมตอนผมอายุ 20
เราทํางานกันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ป
แอปเปิลที่เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพยถึง 2,000 ล้านเหรียญ
มีพนักงานกวา 4,000 คน
เราเพิ่งสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช ตอนผมเพิ่งย่างสามสิบ
แตผมกลับถูกไล่ออก

หลายคนอาจสงสัยว่าผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมาได้ยังไง
คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และเติบโต
เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมาร่วมบริหาร
แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพักัวิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกัน
หนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา
และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมาเป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไปใหญ่โต
สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผมมลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย



ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทําอะไรอยู่หลายเดือน
ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความเป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไป ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส
ช่วงหลังผมได้พบกับ David Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP)
และ Bob Noyce (หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น

คนทั่วไปมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของผม
จนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่แล้ว
แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิดอะไรบางอย่างได
ผมยังรักในสิ่งที่ผมทํา สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิล
ไม่ได้ทําให้ความรักของผมกับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย
ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แตผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แตถ้ามามองตอนนี้ การออกจากแอปเปิล
กลับถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม
กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสียจากการที่เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม
ผมกลายเป็นคนที่จะไม่มั่นใจกับอะไรมากจนเกินไป
และที่สําคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเอง
ให้เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุด
ช่วงหนึ่งของชีวิต


ในช่วง 5 ปหลังจากนั้นผมเริ่มทําบริษัทใหมชื่อ NeXT และอีกบริษัทหนึ่งคือ Pixar
และพบรักกับหญิงสาวคนที่เปนภรรยาผมตอนนี้
Pixar ได้ผลิตหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นดืวยคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก คือ Toy Story
และปัจจุบันนี้ Pixarก็เป็นสตูดิโอที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในโลก
และเหตุการณซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกจุดหนึ่งก็มาถึง
แอปเปิลซื้อกิจการ NeXT และผมก็กลับแอปเปิล
และสิ่งที่ผมสร้างไวที่NeXT ก็กลายมาเป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคฟื้นฟู
และผมก็ไดแต่งงานกับ Laurene

"ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล
ถือว่าเป็นการให้ยาที่แรงสุด ๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไข
บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทําใหผมก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทํา
พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ความจริงมันก็คล้าย ๆ กับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ
จะว่าไปแลทางเดียวที่จะนงานที่ยิ่งใหญมีความหมาย

และการที่จะทําใหการทํางานที่ยิ่งใหญให้ประสบความสําเร็จก็คือ
การรักในสิ่งที่ทํา ...
ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด
คุณจะรู้ไดด้วยใจคุณเองเมื่อคุณค้นพบมัน และมันจะทําให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้นจงค้นหา ต่อไป"

เรื่องที่สาม... ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย
เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคําพูดของคน ๆหนึ่งพูดไว้ว่า
 “ ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน”
ผมประทับใจมาก และตลอด 30 ปตั้งแต่นั้นมา
ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม
ผมอยากทําอะไร และวันนี้จะทําอะไรบ้าง
ถ้าเมื่อไหรก็ตามที่คําตอบออกมาว่าไม่รู้จะทําอะไรติดต่อกันหลายๆ วัน
ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว

การระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็ว ๆนี้เป็นอาวุธที่สําคัญที่สุดที่ผมใช
ในยามต้องตัดสินใจเรื่องสําคัญ ๆ ในชีวิต
เพราะเกือบจะทุกอย่างไม๋ว๋าจะเป้นความคาดหวังต๋าง ๆ จากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ
การกลัวการเสียหน้า หรือล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น
เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทําให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่น
เป็นความสําคัญที่สุดเท่านั้น

การระลึกว่า คุณกําลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลุดพ้น
จากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง
ชีวิตคุณมีแต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง

เมื่อปีที่แล้วผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทําสแกนผมราว เจ็ดโมงครึ่ง
และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ ตับอ่อน
ผมเองไม่รูแม้กระทั่งว่าตับอ่อนคืออะไร
หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา
และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน
หมอแนะนําว่าให้กลับบ้านและจัดการอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
พูดแบบชาวบ้านก็คือหมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง
มันหมายความว่าคุณต้องรีบคุยกับลูกในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหนา
หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจากไป
และหมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ไปแล้ว

ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งและต้องตายเร็ว ๆนี้ทั้งวัน
จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง
หมอใชกลองสองภายในสอดผานลําคอ ผานกระเพาะ ลงลําไสเล็ก
และใชเข็มเล็ก ๆ เจาะกอนเนื้อเล็ก ๆ ในตับออนออกมาตรวจ
ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยูแตภรรยาผมบอกภายหลังวา
เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อผานกลองจุลทรรศนอีกครั้งหนึ่งก็พบวา
ผมเปนมะเร็งแบบที่พบไดนอยมาก
คือ เปนชนิดที่รักษาไดดวยการผาตัด
และผมก็เขารับการผาตัดรักษาจนหายดีแลวในตอนนี้

นี่ถือวาเปนการเขาใกลความตายมากที่สุดของผม
และผมก็หวังวามันจะรักษาสถิติที่ใกลที่ สุดไปอีกหลายสิบปขางหนา
ดวย การที่ผมผานชวงเวลานั้นมาไดก็ทําใหผมเลาใหพวกคุณฟงไดอยางเต็มที่
ไมใชเพียงแคความคิดเชิงหลักการอยางเดียว

ไมมีใครอยากตายหรอกครับ แมแตคนที่อยากไปสวรรคก็ไมตองการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น
แต ทุกคนตองตายครับ ไมมีใครหลีกพนความตายได
และมันก็ควรจะเปนอยางนั้น
เพราะผมถือวา ความตายนาจะเปนสิ่งประดิษฐที่ดีที่สุดของชีวิต
ความตายทําใหชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง
มันเปนการกําจัดคนเกาเพื่อเปดทางใหคนใหม
ตอนนี้คนใหมคือพวกคุณทั้งหลาย และจะคอย ๆ แกไปใน
ที่สุดและจะถูกกําจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เปนนิยายไปหนอย แตก็เปนความจริงนะครับ

ชีวิตของพวกคุณมีจํากัดครับ จงอยาเสียเวลาใชชีวิตอยูบนชีวิตของคนอื่น
อยาตกอยูในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอยาง
ซึ่งทําใหเราดํารงชีวิตอยูบนความคิดของคนอื่น
อยาใหความคิดของคนอื่นมากดความตองการที่แทจริงภายในใจของเรา
สิ่ งที่สําคัญนะครับ จงมีความกลาหาญที่จะกาวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง
ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น


ตอนผมหนุ่ม ๆ มีสิ่งพิมพที่เรียกว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น
คนที่ทํามันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร
คือที่ Menlo Park ใน Whole Earth Catalog มีบทกวีดี ๆเพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตเยอะ
ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 กอนที่จะมีพีซี
เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทําขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด
 มันก็คล้าย ๆ กับ Google ฉบับหนังสือนั่นแหละ
คือเกิดก่อน Google 35 ป มันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคําสอน ข้อคิดเตือนใจดี ๆ มากมาย

Stewart ออก Catalog หลายฉบับแต่ทุกอย่างก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด
มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่า ๆ กับพวกคุณนี่แหละ
ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็นรูปถ่ายถนน ในชนบทยามเชา
เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว
ด้านล่างของภาพเขียนวา “Stay Hungry. Stay Foolish”
มันเป็นเหมือนการกล่าวอําลาของพวกเขาด้วย
“จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอจงเป็นคนที่โง่อยูเสมอ” เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา
และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง
ผมขอให้พวกคุณจงเป็นคนที่ Stay Hungry และ Stay Foolish .."

ขอบคุณครับ
อ่าน:396 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ปาล์มน้ำมัน ยางพารา  ภาคใต้ เป็นที่ยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน
115.67.151.253: 2553/02/20 10:47:38
บ.ไอออนิค จำกัด  ภาคใต้   รัฐบาลร่วมลงทุน(สสว.) มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์  ไทย  วิจัยพัฒนา (r&d)
 ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น ปาล์มน้ำมันมีความสมบูรณ์ ลูกดก ทะลายมาก
ปาล์มน้ำมันมีแปลงที่ประสบความสำเร็จให้ดู ที่สุราษ / กระบี่
รับดูแลทั้งระบบ    50ไร่ อัพ
  4 รอบการใช้หรือ 18 เดือน เห็นผลทันตา    
www.tarad.com/wungkasat
  เกษตรแผนใหม่
   ให้คำปรึกษา
  เอนก 0894283487
อ่าน:3402 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
กรีนไลฟ์ จำหน่ายปุ๋ย อินทรีย์ เคมีผสมอินทรีย์ ชีวภาพ
124.121.189.201: 2553/02/20 10:47:38

บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรากรีนไลฟ์
   * กรีนไลฟ์เม็ด เคมีผสมอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยสูตร
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค ปุ๋ยอินทรีย์เต็มประสิทธิภาพ
   * สารเสริมประสิทธิภาพในพืช เร่งดอก เร่งออกรวง เร่งน้ำยาง เร่งหัวใญ่

ต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย
 ติดต่อ เปรมยุดา 086-892-3393
อ่าน:9014 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ชาวนาภาคอีสานแห่พัฒนา “ข้าวหอมมะลิ 105”
58.10.90.61: 2553/02/20 10:47:38
ชาวนาภาคอิสานแห่ร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพ “ข้าวหอมมะลิ105” เพียบ เกษตรฯเร่งบูรณาการพัฒนาให้ทันฤดูปลูกปี 51 เป้าหมายกว่า  2 แสนไร่  พร้อมดันเข้าสู่แปลง GAP นำร่อง 2,000 ราย ส.ป.ก.เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ยืมลงทุนผลิตสินค้าข้าว วงเงิน 400 ล้านบาท

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ร่วมกับกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้ความร่วมมือไตรภาคี ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และยโสธร ขณะนี้มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ซึ่งฤดูปลูกข้าวปี 2551 นี้ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิได้ทันและครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 200,000 ไร่ เกษตรกรไม่น้อยกว่า 20,000 ราย

เบื้องต้นได้เตรียมผลักดันเกษตรกรในโครงการฯ ให้เร่งพัฒนาแปลงปลูกข้าวเข้าสู่ระบบการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม(GAP) นำร่อง 2,000 ราย โดย ส.ป.ก.จะจัดตั้งศูนย์เรียนเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ ประมาณ 1,000 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าว พร้อมวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้น  กรมพัฒนาที่ดิน  กรมชลประทาน  และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จะร่วมกันบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น  โดยอาจขุดบ่อน้ำ  50 ไร่  ในพื้นที่  เพื่อทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตาม ฤดูปลูกข้าวปีนี้เกษตรกรในโครงการฯ ทั้งหมดต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่ 100 % ซึ่งกรมการข้าวพร้อมที่จะสนับสนุนข้าวหอมมะลิพันธุ์คัดกว่า 3,000 ตัน ให้เกษตรกรไปปลูกเพื่อตัดปัญหาข้าวพันธุ์อื่นปนเปื้อน จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและตรงตามความต้องการของตลาดด้วย

“นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร หรือเซ็นทรัลแล็ป(CENTRAL LAB) ยังจะเข้ามาสุ่มตรวจพันธุ์ข้าว สุ่มตรวจสอบตัวอย่างดินและวิเคราะห์สารพิษตกค้างด้วย เพื่อช่วยพัฒนาและยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิในโครงการฯ ให้มีคุณภาพ และเพิ่มจุดแข็งให้กับสินค้าข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันการส่งออกข้าวได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีมูลค่าการส่งออกปีละ 80,000-100,000 ล้านบาท”  ศ.ดร.ธีระ

ทางด้านนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้เตรียมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 1 ต่อปี  ไว้ให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมไปลงทุน วงเงินรวมทั้งสิ้น 850   ล้านบาท ในส่วนของการผลิตสินค้าข้าว ส.ป.ก.ได้กำหนดวงเงินกู้ไว้ประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะกู้เงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรในโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ยื่นขอกู้เงินเข้ามาแล้วประมาณ  280 ล้านบาท เหลือวงเงินกู้ยืมอีกประมาณ 120 ล้านบาท

“การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยปรับโครงสร้างการผลิตข้าวของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินรายแปลงให้สามารถผลิตสินค้าข้าวได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยทางด้านอาหาร(Food Safety)  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรับซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายการผลิตเชื่อมโยงกับตลาด  และนำไปสู่การขยายช่องทางการส่งออกข้าวในอนาคต” นายอนันต์ กล่าว

ข้อมูลจาก: http://www.moac.go.th
อ่าน:305 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ 
58.10.90.66: 2553/02/20 10:47:38
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ เน้นเด็กเยาวชนเดินตามคำขวัญ “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”
    
            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานวันเด็กแห่งชาติ  ภายใต้ชื่องาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี  ตั้งแต่ 08.00 – 15.00 น. โดย ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานในพิธีเปิด 

                พิธีเปิดงานเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ด้วยขบวน Mascot ผัก ผลไม้ และสัตว์ต่างๆ ที่แสนน่ารัก ตามด้วยขบวนเด็กๆ ในชุดสาวเหนือ / รองเง็ง / ลิเกฮูลู / สาวบ้านแต้ / ชุดเอกลักษณ์ไทย ที่สวยงามน่ารัก  นำท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะ  เข้าสู่บริเวณทำพิธีเปิดงาน

                 ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” มีใจความสำคัญ ดังนี้ “การจัดงานในวันนี้ เพื่อให้เด็กไทยเกิดจิตสำนึกและตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่คู่คนไทยมาตั้งแต่อดีต ทำให้คนไทยได้บริโภคอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ และส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศสำคัญที่ส่งผลผลิตการเกษตรไปสู่ชาวโลก  สำหรับการจัดงานในวันนี้ เด็กๆ จะได้ศึกษาเรียนรู้ “พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกรมาโดยตลอด  ขอให้เด็กๆ ทุกคนจดจำคำขวัญประจำปี 2551 ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่ว่า หากปฏิบัติได้ตามคำขวัญนี้ จะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จและความก้าวหน้าตามที่ทุกคนปรารถนา”

                หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กดเครื่องเล่น Paper Shoot และ Co2  ถูกยิงขึ้นสูง ตามด้วยบับเบิลบอลหลายร้อยใบกระจายตัวลงมา  เป็นสัญลักษณ์ว่างาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ได้เริ่มขึ้นแล้ว

                ศ.ดร.ธีระ  กล่าวต่อกับสื่อมวลชนว่า “ กิจกรรมมากมายที่แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดมาในวันนี้ ตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์  ให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่   มุ่งหวังที่จะให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านสติปัญญา  การดำรงชีวิตประจำวัน  เสริมสร้างคุณภาพชีวิต  ให้เด็กและเยาวชนมีคุณธรรม รู้จักรับผิดชอบในทุกๆด้าน ส่งให้เกิดทรัพยากรบุคคลที่มีพละกำลังและความเข้มแข็งต่อไปในวันข้างหน้า”

                บริเวณสนามหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  พร้อมด้วยแท่นสักการะและสมุดลงนามไว้อาลัย 

นิทรรศการ  กิจกรรมต่างๆ เกมส์  การแข่งขัน  ของ 18 หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดภายใน

เตนท์เต็มพื้นที่บริเวณลานจอดรถของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อาทิเช่น  กรมชลประทานจัดแสดงแบบจำลองกังหันน้ำชัยพัฒนาที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย  การจัดแสดงเรือขุดลำแรกของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  และขอเชิญชวนเด็กและเยาวชนร่วมกัน “ปลูกต้นไม้เพื่อถวายพ่อแห่งแผ่นดิน”

 

นิทรรศการฝนหลวงพระราชทานแบบซุปเปอร์แซนวิช ของสำนักฝนหลวง,  นิทรรศการเรื่องการทำบัญชีกับ

เศรษฐกิจพอเพียง , แบบจำลองเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ , พระกรณียกิจด้านการประมง , นิทรรศการจุดกำเนิดอาชีพพระราชทาน “การเลี้ยงโคนม” ,  กรมประมง ยก Touch Pool ขนาดใหญ่  จัดแสดงสัตว์น้ำจืด  สัตว์น้ำเค็ม  ปลาสวยงามที่หาดูยากมาให้ชม  มีพันธุ์ปลาสวยงามแจก  ,  กรมวิชาการเกษตร จัดนิทรรศการรื่อง “พืชพลังงานทดแทน” , กรมส่งเสริมการเกษตร สาธิต การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  , กิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยมือตนเอง ในกิจกรรม   “สีสันปั้นแต่ง”  ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ , สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)  นำช่างฝีมือจากศิลปาชีพ มาสาธิตและสอนการปั้นตุ๊กตาชาววัง และประดิษฐ์ดอกไม้จากผ้า

นิทรรศการที่เด็กควรมาศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง คือ  แสดงเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องของความหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจเหมาะสำหรับเด็กที่จะมาศึกษาเรียนรู้  รวมถึงนิทรรศการภาวะโลกร้อนที่บอกกล่าวถึงภัยร้อนที่จะเกิดขึ้น  จะเกิดภัยพิบัติอะไรบ้าง  จะช่วยกันป้องกันอย่างไร   เด็กจะได้พบกับสาระความรู้จากห้องสมุดเคลื่อนที่ 

                เวทีกลางของงานจัดกิจกรรมสนุก ๆ กับครอบครัวดารา มี “อภิรดี  ภวภูตานนท์ และน้องเบลล์”  และ “ฝันดี  จรรยาธนากรและลูกชาย”  จะมาเล่นเกมส์สนุกสนานเสริมสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กกินผัก  โยงไปถึงความรัก  ความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก  สาธิตวิธีการสอนให้สัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์แสนรู้ และเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนนำสัตว์เลี้ยงแสนรู้  แสนรัก  เก่งกล้าทุกชนิด  มาประกวดชิงรางวัล   

                นอกจากเด็กๆจะได้หอบของรางวัลกลับบ้าน จากการเล่นเกมส์ การแข่งขัน การตอบปัญหา ซึ่งของรางวัลของแต่ละหน่วยงานมีมากกว่า 1,000 ชิ้น รวมไปถึงของแจก เช่น พันธุ์ปลาสวยงาม  พันธุ์พืช  สมุดอนุรักษ์ท้องทะเลไทย   สารเร่ง พด.  ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  และอื่นๆอีกมากมายแล้ว   ตลอดงานเด็กๆ จะอิ่มอร่อยไปกับอาหารหลากหลายชนิด ขนม  นม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้  ที่เตรียมไว้เป็นจำนวนมาก

เด็กทุกคนที่เข้าไปในบริเวณงานจะได้รับแจกบัตรชิงโชคคนละ 1 ใบ เพื่อนำไปจับรางวัลใหญ่ เช่น รถจักรยาน  พัดลม  หม้อหุงข้าว  อุปกรณ์กีฬา    อุปกรณ์เครื่องเขียน เป็นต้น  ซึ่งเราจะจับรางวัลทุกๆ 15 นาที โดยจะประกาศให้ทราบเป็นระยะๆ

 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  นอกจากจะปลุกกระแสความเป็นเกษตรกรให้ซึมซับไปกับเด็กและเยาวชนแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คาดหวังว่าสาระต่างๆ ที่เด็กได้มาเรียนรู้ มาสัมผัส พบเห็น จะช่วย สร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้เด็กมีการพัฒนาทั้งด้านสติปัญญา  ร่างกาย  จิตใจ  เพื่อเป็นพลเมืองผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเป็นพละกำลังที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติต่อไป

Content from: www.moac.go.th
อ่าน:352 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่าย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,300/ตัน ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
117.47.84.170: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรยุคใหม่ใส่ใจธรรมชาติของดิน-ปุ๋ย-สิ่งแวดล้อม
ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เพื่อนเกษตรยุคใหม่

จำหน่าย ปลีกและส่ง มูลไก่ไข่  มูลเป็นไข่
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

ราคาขายส่ง  1,300/ตัน   1.30ส.ต /กิโลกรัม
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
โอนเงินพร้อมรับสินค้า

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345 
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อ่าน:356 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการทำธุรกิจขายปุ๋ยสำหรับนาข้าวค่ะ
203.146.35.50: 2553/02/20 10:47:38
แถวบ้านทำนากันสวนใหญ่และหาซื้อปุ๋ยยาก เพราะเป็นตำบลเล็กๆ ก็เลยอยากเป็นตัวแทนจำหน่าย ท่านใดพอจะแนะนำมือใหม่บ้างค่ะ

อ่าน:629 | ความคิดเห็น:11 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ และเคมีทุกสูตร คุณภาพดีราคาถูก ตราม้าคู่กระต่าย
117.47.91.133: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ และเคมีทุกสูตร คุณภาพดีราคาถูก ไม่ผ่านเซล์
 

จัดจำหน่ายปุ๋ยจาก บ. เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด

รับรองคุณภาพปุ๋ยแท้  ราคาผู้ผลิต

จัดส่งฟรีทั่วประเทศ.....ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 
อ่าน:562 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่
58.10.90.66: 2553/02/20 10:47:38
   เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่ มกอช.เร่งพัฒนาระบบรับรองพร้อมยื่นสมัครเข้าสู่บัญชีประเทศที่ 3 ของอียู หวังส่งออกสินค้าอินทรีย์ไทยตีตลาดยุโรปคล่องขึ้น
    
นายจรัลธาดา    กรรณสูต   ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำ  ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ปี 2551-2552 โดยมีแผนเร่งส่งเสริมเพื่อขยายพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักผลไม้ สมุนไพร กุ้ง ปลา เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม และไข่อินทรีย์ มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 200,000 ไร่ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 6 ด้าน คือ  1. มุ่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้า   2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและ   กลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ได้สินค้าที่ผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับ   3. เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และยังมุ่งส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง(Contract farming) ด้วย   4. เร่งประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การขยายช่องทางการตลาด 5.เร่งวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกิด  การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และ6.สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบบูรณาการ

“ปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยมีกว่า 140,900 ไร่ หรือประมาณ 0.103 % ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ และเป็นอันดับที่ 71 ของโลก โดยปี 2549 ประเทศไทยมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ    920 ล้านบาท และปี 2550 ประมาณ 1,000 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลัก คือ สหภาพยุโรป(EU) และสหรัฐอเมริกา โดยมีข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นสินค้าส่งออกมากที่สุด  รองลงมา คือ ผัก ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ อนาคตผลไม้เมืองร้อนอินทรีย์ถือว่ามีโอกาสในการขยายตลาดค่อนข้างสูง  เช่น มะม่วง เสาวรส มะพร้าว  ซึ่งผู้นำเข้าของประเทศอิตาลีมีความต้องการที่จะนำเข้าเป็นจำนวนมาก” นายจรัลธาดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์(Commerce Intelligence of Moc : CIM) นับเป็นโอกาสที่ดี หากมีการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์(Website)ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์  อาทิ  มกอช.ที่เป็นหน่วยงานกำหนดและประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ และเป็นหน่วยรับรองระบบงานด้านเกษตรอินทรีย์ด้วย ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านพืช กรมประมงรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมส่งเสริมการเลี้ยงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ และกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านปศุสัตว์ มีกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน              ซึ่งเว็บไซต์ของหน่วยงานดังกล่าว น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน         การรับรอง และการตลาดด้วย

ด้านนายมนตรี  กฤษณีไพบูลย์  รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้มกอช.จัดทำโครงการพัฒนาระบบการตรวจรับรองด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น อียู และสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการนำเข้าสินค้าอินทรีย์สูงถึง 97 % โดยขณะนี้ประเทศไทยได้ทำหนังสือแจ้งคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อยื่นขอสมัครอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 (Third Country list) ของอียู       ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว ได้แก่ อาร์เจนติน่า คอสตาริก้า สวิสเซอร์แลนด์ อิสราเอล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย  อนาคตหากไทยสามารถเข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 ได้ คาดว่าจะมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปจำหน่ายในตลาดยุโรปมากขึ้น โดยใช้ระบบการตรวจรับรองของไทยเอง

“การเป็นประเทศในบัญชีประเทศที่ 3 ของอียู   อาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี  เนื่องจากต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเงื่อนไข และกฎระเบียบของอียู   เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีความทัดเทียมและสอดคล้องกับการปฏิบัติและข้อบังคับของอียู  นอกจากนั้น มกอช.ยังได้เร่งศึกษาเปรียบเทียบระบบการตรวจรับรองระหว่างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย กับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่กระบวนการประเมินความเท่าเทียมกันและให้การยอมรับซึ่งกันระดับรัฐบาลต่อไปด้วย” นายมนตรี กล่าว

Content From: http://www.moac.go.th
อ่าน:333 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
กลุมวิจัยปฐพีวิทยา สํานักวิจัยพัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร
สับปะรด [Ananas comosus
L. (Merr)]เป นผลไม สํ าคั ญทาง
เศรษฐกิจของประเทศ มี มูลคาการสง
ออกปละประมาณ 14,000-20,000 ลาน
บาท พื้นที่ปลูกสับปะรดสวนใหญเปน
ที่ลาดเท ดินเนื้อหยาบ เชน ดินรวน ดิน
รวนปนทราย หรือดินทราย ถาการจัด
การดิ นไม ถู กตองจะทําใหดินสูญเสี ย
ธาตุอาหารไดงาย โดยเฉพาะธาตุ
อาหารไนโตรเจนและโพแทสเซียมซึ่ งเปนธาตุอาหารที่จําเป นและมี ความสําคัญตอการใหผลผลิตและคุณ
ภาพของสับปะรด สับปะรดตองการปุยไนโตรเจน 6-9 กรัมNตอตน ปุยฟอสฟอรัส 2-4 กรัมP2O5ตอตน
และปุยโพแทสเซียม 8-12 กรัมK2Oตอตน ขึ้นกับวิธีการปลูกและระดับความอุดมสมบูรณของดิน ในพื้นที่
เพาะปลูกประมาณ 1 ลานไร มีพื้นที่เก็บเกี่ยวปละ 5-6 แสนไร ใหผลผลิต 1.8-2.6 ลานตันตอป ผลผลิตเฉลี่ย
ของเกษตรกรประมาณ 4 ตันตอไร ขณะที่ผลผลิตจากงานวิจัยและทดสอบในแหลงปลูกตาง ๆ ไดประมาณ
8.53-16.81 ตันตอไร
การปลูกสับปะรด
1. การใชหนอหรือจุกปลูก (plant crop) ปลูกแถวคูระยะปลูก 30x50x(80-90) เซนติเมตร ปลูกได
ประมาณ 7500-8500 ตนตอไร
2. การใชตนตอ(ratoon crop) โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลสับปะรดแลว ใชมีดตัดตนสับปะรดระดับ
เหนือดิน 20-30 เซนติเมตร และตัดใบใหเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร แลวใชปุยสูตร 46-0-0
หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 7-15 กรัม/ตน ใสบริเวณกาบใบลางเพื่อเรงการเจริญเติบโตของ
หนอ และคัดเลือกใหเหลือเพียงตนเดียว ผลผลิตที่ไดจากการใชหนอปลูกหรือจุกจะสูงกวา
การใชตนตอ ประมาณ 20 เปอรเซ็นต แตการใชตนตอจะไดรับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง
กวาการใชหนอปลูก เนื่องจากไม ตองมีคาใชจ ายในการเตรี ยมดินและคาหนอพันธุ รวมทั้งคา
ปลูก
การใหปุยสับปะรด
1. การใชหนอปลูก สามารถเลือกใหปุย
วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังนี้
1.1 การใหปุยทางดินรวมกับการให
ปุยทางกาบใบ
- ใหปุยรองพื้นกอนปลูก โดย
ใชปุยสูตร 16-20-0 อัตรา
10-15 กรัมตอตน
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 2 ครั้ง ครั้งแรกใหที่ระยะ 1-3 เดือนหลังปลูกและครั้งที่
สองใหปุยหางจากครั้งแรก 2-3 เดือน โดยใชปุยสูตร 12-6-15 หรือ 12-4-18 หรือ 15-5-
20 หรือ 13-13-21 ครั้งละ 10-15 กรัมตอตน
1.2 การใหปุยเฉพาะทางกาบใบเพียงอยางเดียว
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 3 ครั้งหลังปลูก 1, 3 และ 6 เดือน โดยใชปุยสูตรตาง ๆ เชน
เดียวกับขอ 1.1
1.3 การใหปุยทางดินรวมกับการพนปุยน้ําทางใบ
- ใหปุยรองพื้นหรือใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 1 ครั้งหลังปลูกได 1-3 เดือน โดย ใชปุย
สูตรตางๆ เชนเดียวกับขอ 1.1 ในอัตรา 10-15 กรัมตอตน
- พนปุยน้ําทางใบ อัตรา 1000 ลิตรตอไร เดือนละ 1 ครั้ง จนตนสับปะรดไดขนาดที่จะบังคับ
ดอกได (ปุยน้ํา ประกอบดวย แอมโมเนียมซัลเฟต 30 กิโลกรัม โพแทสเซียมคลอไรด 10
กิโลกรัม แมกนีเซียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม เหล็กซัลเฟต 3 กิโลกรัม สังกะสีซัลเฟต 0.5
กิโลกรัม และบอแรกซ 0.1 กิโลกรัม ละลายน้ํา 1000 ลิตร)
2. การใชตนตอปลูก
ใหปุยทางกาบใบของตนตอที่เลือกไว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกหลังจากเลือกตนตอ และครั้งที่2 ที่
ระยะหลังจากครั้งแรก 4 เดือน โดยใชปุยเคมีสูตร 12-6-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 15 กรัมตอตน
ในชวงการเจริญเติบโต ถาใบสับปะรดแสดงอาการขาดธาตุอาหาร/ใบสับปะรดมีสีเขียวซีดจาง ให
ใชปุยเคมีสูตร 23-0-30 ผสมน้ํา(เขมขน 5%) อัตรา 75 มิลลิลิตรตอตน ฉีดพนทางใบ 3 ครั้งที่ระยะกอนบังคับ
ดอก 30 วัน 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน
ปญหาไนเทรตในผลสับปะรด
มีไนเทรตตกคาง ไมมีไนเทรตตกคาง
ผลสั บปะรดมีปริมาณไนเทรตสู ง เป นปญหาการเกิ ดกระปองดํา(detinning) ในอุตสาหกรรม
สับปะรดกระปองของไทย ดังนั้นการรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรของโรงงานสับปะรดในประเทศ กําหนด
มาตรฐานปริมาณไนเทรตในผลสับปะรดขั้นต่ําตองไมเกิน 25 มิลลิกรัมตอลิตร ในป 2536 พบปญหาสาร
ไนเตรทตกคางในผลเกินมาตรฐานเฉลี่ย 8.12 เปอรเซ็นต
จากการศึกษาวิจัยพบวา การสะสมไนเทรตในผลสับปะรด เป นผลมาจากการปฏิบัติในไรของ
เกษตรกรเปนสวนใหญ เชน การใสปุยไนโตรเจน ในปริมาณที่มากเกินความจําเปน การใสปุยไนโตรเจน
หลังบังคับดอก การทําลายจุกสับปะรด และการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยว 15-30 วัน เปนตน ซึ่งสงผลให
กระบวนการใชไนโตรเจนของพืชไมสมบูรณ ทําใหเกิดการสะสมไนเทรตในผล อีกทั้งปจจัยทางดานภูมิ
อากาศก็มี ผลตอการสะสมปริมาณไนเทรต คือ กอนเก็บเกี่ยวสับปะรดถาอากาศมีความเขมของแสงแดดต่ํา
จะมีผลใหประสิทธิภาพของไนเทรตรีดักเทสลดลง ทําใหมีปริมาณไนเทรตสูงเชนกัน
ผลสับปะรดที่มีปริ มาณกรดซิ ตริกและโพแทสเซียมไนเทรตสูง เมื่อบรรจุกระปองจะทําให ผิวภาย
ในของกระปองกลายเปนสีดํา (detinning) มากกวาผลสับปะรดที่มีระดับความเปนกรดและปริมาณไนเทรต
ต่ํา
การปองกันการตกคางของไนเทรตในผลสับปะรด
1. ใชปุยตามคําแนะนําไมควรใชปุยสูงเกินอัตราแนะนํา (N อัตรา 6-9 กรัมตอตน, P อัตรา 2-4
กรัม P2O5ตอตน, K อัตรา 8-12 กรัม K2O ตอตน) หรือ N-P-K อัตรา 8-4-12 กรัม N-P2O5-K2O
ตอตน
2. หามทําลายจุกสับปะรด
3. งดการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยวประมาณ 15-30 วัน
4. หามใชปุยไนโตรเจนหลังบังคับดอก
ในแหลงที่เคยพบไนเทรตตกคางในผลสับปะรดสูงเกินมาตรฐาน แนะนําใหดําเนินการแกไขดังนี้
1. ใชธาตุโมลิบดินัมอัตรา 5 มิลลิกรัมตอตน (ธาตุโมลิบดินัมอัตรา 50 กรัมตอไร  หรือ
ใชสารละลายโซเดียมโมลิบเดท 4% อัตรา 1.25 ลิตรตอไร พนทางใบหลังบังคับดอก
ในระยะดอกแดง
2. ใชปุยอินทรีย 2-4 ตัน/ไร ชวงปลูก เนื่องจากในปุยอินทรียมีธาตุอาหารรอง(Mg, Ca)
และธาตุอาหารเสริม(Cu, Zn, Mn และ Fe เปนตน). หรืออาจใช แมกนีเซียมซัลเฟต
27% MgO อัตรา 95 กก./ไร หรือแมกนีเซียมคลอไรด 20%MgO อัตรา 125 กก./ไร
หรือโพแทสเซียมคลอไรด 60%K2O อัตรา 70.8 กก./ไร หลังการชักนําการออกดอก
สับปะรดแลว 75 วัน

Content from: http://www.doa.go.th in pdf format
อ่าน:770 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
อาหารพืชทางใบ พาวเวอร์ไลฟ์
222.123.104.196: 2553/02/20 10:47:38
หัวข้อ : สุดยอดอาหารพืชทางใบ
ข้อความ : อาหารพืชชนิดน้ำ ตรา พาวเวอร์ไลฟ์ 
คุณสมบัติ 
อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ มีสารอาหาร ชนิดพิเศษ มีคุณภาพสูง ประกอปด้วยวัติถุดิบทางธรรมชาติที่ได้จากการค้นคว้าทดลอง ตามแนววิทยาศาสตร์การเกษตรแผนใหม่ ซึ่งเป็นส่วนประกอปสำคัญ ในการเจริญเติบโตของพืชอย่างยิ่ง มีส่วนเพื่มเติมจากธาตุอาหารหลัก N-P-K 
ที่ใช้กันมาแต่เดิม อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ อุดมด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างครบครัน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเริม วิตามิน กรดอะมิโน สารสกัดพิเศษจากธรรมชาติ 
เช่น สะเดา สาตะใคร้หอม ข่า ฯลฯ ช่วยทำให้ดินร่วนซุย เป็นผลดีต่อดินในระยะยาวอีกด้วย 
คือช่วยเร่งการเจริญเติบโต สะสมอาหาร ทำให้พืชแข็งแรง 
ประสิทธิภาพ 
อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ มีส่วนประกอปทางกายภาพที่สามารถโอบอุ้มน้ำและเก็บกักธาตุอาหารที่จำเป้นสำหรับพืชให้อยู่ในดินได้ตามกำหนดเวลา และพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่สูญเปล่าไปตั้งแต่แรก นอกจากนี้คุณสมบัติพิเศษ ของสารสกัดพิเศษจากธรรมชาติจะก่อให้เกิดปฏิกริยาภายในลำต้นอย่างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ เช่นกระบวนการสังเคราะห์แสง การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ระบบการลำเลียง การแผ่ขยายราก และอื่นๆ ทำให้พืชเจริญเติบโตในทุกๆด้าน อย่างมีประสิทธิภาพ 
ประสิทธิผล 
จากการศึกาการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืชเป็นประจำเวลานานๆพบว่า ทำให้พืชเจริญเติบโต ให้ผลผลิต ปริมาณ คุณภาพ รสชาติ และสีสัน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในทางลบมาก 
เนื่องจากก่อให้เกิดความเป็นกรดด่างในเนื้อดิน ธาตุอาหารในดินขาดความสมดุลบางอย่างมากเกินไป หรือไม่มีเลย เกิดดินสภาพแข็ง ขาดคุณสมบัติที่จะช่วยอุ้มน้ำหรือพยุงแร่ธาตุอาหารในดิน 
ที่มีไม่ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาการของพืชในทุกๆด้าน นอกจากนี้สารเคมี ยังส่งผมกระทบอย่างใหญ่หลวง ทั้งต่อพืช สัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม 

“อาหารพืชชนิดน้ำพาวเวอร์ไลฟ์” ที่อุดมด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่สำคัญ และจำเป็นตามกำหนดเวลาพัฒนาการของต้นไม้ ปราศจากสารพิษ และเคมีสังเคราะห์ทั้งหมดมีส่วนประกอปของวัตถุดิบทางธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกษตรแผนใหม่ ดังนั้นจากผลการใช้ อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ จึงช่วยแก้ปัญหาต่างๆของเกษตรได้ครบวงจร ช่วยเพื่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยเพื่มรายได้ ที่สำคัญ อย่างยิ่งคือ ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและในน้ำ ให้กลับคืนมา พร้อมความอุดมสมบูรณ์ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 
อาหารพืชชนิดน้ำ ตรา พาวเวอร์ไลฟ์ 

เป็นอาหารพืชชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ ปรับปรุงแต่งด้วยขึ้นด้วยกรรมวิธีตามแนววิทยาศาสตร์แผนใหม่ มีคุณสมบัติพิเศษผสมกับน้ำได้ดี เนื่องจากมีส่วนประกอป ของสารคีเลทเชิงซ้อน ทำให้ไม่เกิดการตกตะกอนส่งผลให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารต่างๆไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด 

ส่วนประกอปที่สำคัญ 

1. ธาตุอาหาร N,P2O5 ,K2O ,Ca ,Mg ,S ,Fe ,Zn ,Cu ,Mn ,B ,Ci..............6-10% 
2. โปรตีน ................................................................................3-5% 
3. วิตามินบีรวม...........................................................40-70 มิลลิลิคร / 200มิลลิลิตร 
4. กรดอะมิโนธรรมชาติ................................................................................16ชนิด 
5. สารสกัดพิเศษจากธรรมชาติ..............................................30-50 มิลลิลิตร/200มิลลิลิตร 

คำแนะนำ 
1. อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ หลังจากผสมน้ำตามอัตตราส่วนที่กำหนดแล้ว สามารถฉีดพ่นในทุกส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช โดนเฉพาะใบ บริเวณใต้ใบจะมีปากใบเป็นจำนวนมาก สามารถดูดซับแร่ธาตุให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
2. ไม้ผลช่วงระหว่างที่ออกดอกควรงดใช้ เพราะอาจทำให้ลัดใบอ่อนได้ในพืชไม้ผลบางชนิด 
3. ขณะที่พืชกำลังให้ผลผลิตอาจให้อาหารพืชด้วย วิธีการรดทางราก โดย ใช้ปริมาณเข้มข้นกว่าเดิม2-3เท่า 
4. พืชขนาดเล็ก ไม่ควรใช้ปริมาณมาก อาจทำให้ขอบใบใหม้ได้ เนื่องจากความเข้มข้นของธาตุอาหาร 
5. ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมพัดไม่แรง ไม่มีฝนตก 
6. ขณะที่พ่นพืชต้องไม่เหี่ยวเฉา หรือขาดน้ำ 
7. เก็บรักษาในที่ร่ม 
คุณประโยชน์ 
1. ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคแมลง เมื่อใช้ตั้งแต่เริ่มแรก และต่อเนื่องประจำ จะช่วยลดปริมาณหนอนแมลง ศัตรูพืชลงไปได้มาก 
2. มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยโอบอุ้มธาตุอาหารต่างๆไว้ได้นานทำให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ไปใช้ได้มากกว่า 
3. ช่วยเร่งการออกดอก ติดผลได้ก่อนกำหนด และสามารถให้ผลผลิตก่อนฤดูกาล 
4. ช่วยเพื่มผลผลิตได้สุงกว่าปกติมาก ทั้งขนาดปริมาณ คุณภาพ รสชาติและสีสัน 
5. ช่วยร่นอายุการเก็บเกี่ยว ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากกว่าปกติ ทั้งยังยืดระยะเวลาการเก็บรักษาพืชผลได้นานขึ้นอีกด้วย 
6. ลดการเสื่อมโทรม และระยะเวลาการพักฟื้นของพืช เพราะมีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์หล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา 
7. สามารถเพื่มการงอกของเมล็ดหรือท่อนพันธ์ โดนแช่หรือชุบก่อนปลูก 
8. ช่วยเพื่มความสมบูรณ์ในดิน ทำให้ดินร่วนซุย 
9. ช่วยให้พืชที่ปลูกใหม่อายุน้อย ฟิ้นตัวและเติบโตได้ไว 
10. สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพื่มรายได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะประหยัดทั้ง ปุ๋ยและยากำจัดแมลง 
วิทยาศาตร์การเกษตรแผนใหม่ 

จากการศึกษาค้นคว้าทดลอง เรื่องพืชพันธุ์ต่างๆ ตามแนววิทยาศาตร์ การเกษตรแผนใหม่ พบว่า นอกจากพืชจะต้องการธาตุอารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) , ฟอสฟอรัส (P) , โปรแทสเซี่ยม (K) แล้ว พืชยังต้องการวิตามิน ,กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆอีกมากมาย ในปริมาณและสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปของพืชตและชนิด ผลการวิจัยได้พบว่าพืชเกือบทุกชนิด 
ต้องการ 
ไนโตรเจน (N) โดยเฉลี่ยเพียง 1.5% 
ฟอสฟอรัส (P) โดยเฉลี่ยเพียง 0.5% 
โปรแทสเซี่ยม (K) โดยเฉลี่ยเพียง 1.0% 
ฉะนั้นการที่เราให้ธาตุอาหารตามสูตรเดิมคือ15-15-15 , 16-16-16 , 46-0-0 ฯลฯ 
จึงเป้นการให้ธาตุอาหารหลักเกินความจำเป็น ทำให้มีสารตกค้างอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก ก่อใก้เกิดการสะสมของแร่ธาตุทำให้เกิดปฏิกริยากัน เป็นสาเหตุให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง มีผลเสียหายต่อดินในระยะยาว อนาคตพื้นดินบริเวณนั้นก็จะไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกอีกต่อไป 

ด้วยความเจริญก้าวหน้าวิทยาศาตร์การเกษตรแผนใหม่ จึงได้มีการคิดค้นปรับปรุง ปุ๋ยที่ใช้ในปัจจุบัน ให้มีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโต การเพื่มผลผลิตของพืชมากที่สุด และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดด้วย นั้นคือการผลิต อารหารพืช ซึ่งมีแร่ธาตุอาหารครบทุกชนิดที่พืต้องการ 
ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง โดยเน้นในปริมาณที่เหมาะสม ตลอดอายุการเจริญเติบโตของพืช ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และอีกประการหนึ่งส่วนผสมในการผลิตอาหารพืชขะต้องเป็นสารอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติสามารถกักเก็บน้ำและแร่ธาตุหล่อเลี้ยงพืชได้นานและยังมีสารอินทรีย์ที่มีประโยนช์ต่อพืชในอนาคตไม่ทำให้ดินเสื่อสภาพอีกด้วย 

จากหลักการดังกล่าว เราได้จึงได้ผลิตอาหารเสริมพืช ชนิดน้ำ “ตราพาวเวอร์ไลฟ์” ขึ้น ซึ่งมีคุณสมบัติ ทุกข้อ ตามแนววิทยาศาตร์เกษตรแผนใหม่ และแจกจ่ายไปในเกษตรกรหลายภูมิภาคได้ทดลอง ปรากฏว่า อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ ให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก ทั้งปริมาณและคุณภาพ คือ จำนวน น้ำหนัก ขนาด รสชาติ และสีสัน เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถเพื่มรายได้ให้อีกหลายเท่าตัว และยังไม่ส่งผลกระทบต่อดินและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 
อัตราการใช้ ไม้ล้มลุก 1-2cc. ต่อน้ำ20ลิตร 
ไม้ผลยืนต้น 2-4cc. ต่อน้ำ20ลิตร 
ติดต่อ คุณพฤธา ศุภฤกษ์โกศล 0841431144,0863779002บริษัทด้วยกันตลอดไปจำกัด จันทบุรี plusmania@gmail.com
อ่าน:420 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร ภายในเดือน ก.ย. 51 ได้ที่ทำกินครบทุกครัวเรือนๆ ละ 15 ไร่ พร้อมเปิดทางเลือกสร้างอาชีพ  

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวแล้วจำนวน 2,299 ราย  ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจริง จำนวน 2,274 ราย ปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้จัดตั้งศูนย์จัดหาที่ดินทำกินโครงการสิรินธร(จ.ก.ส.)ขึ้น  2 ศูนย์ พร้อมประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อจัดซื้อที่ดินในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร สิรินธร บุณฑริก นาจะหลวย เดชอุดม  โขงเจียม ตระการพืชผล ตาลสุม ม่วงสามสิบ ทุ่งศรีอุดม และนาเยีย เพื่อนำมาจัดสรรให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่  ราคาไร่ละไม่เกิน 32,000 บาท

ปัจจุบันมีราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมาเสนอขายที่ดินให้โครงการฯแล้ว จำนวน 795 ราย รวมเนื้อที่กว่า 16,086.06 ไร่ มีทั้งที่ดินที่มีโฉนด ที่ดินที่มี น.ส.3  และ น.ส.3ก  จากการสำรวจความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ พบว่ามีความสนใจในที่ดินที่เสนอขาย 299 ราย เนื้อที่ 3,675 ไร่ ขณะเดียวกันยังมีการจับคู่แมชชิ่ง(Matching)ระหว่างผู้เสนอขายที่ดิน 153 ราย กับผู้ได้รับผลกระทบ 234 ราย เนื้อที่ประมาณ 2,880.31 ไร่ด้วย ซึ่งคณะกรรมปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.)อุบลราชธานีได้อนุมัติจัดซื้อที่ดินไปแล้ว 367 แปลง เนื้อที่ 7,633 ไร่ รองรับผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 643 ราย  

ด้านนายสถิตย์พงษ์  สุดชูเกียรติ  รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ส่วนที่เหลือ  ส.ป.ก.จะเร่งจัดหาที่ดินและจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้ราษฎรผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครบโดยเร็ว คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2551 นี้ ซึ่งหลังจากจัดราษฎรลงแปลงแล้ว จะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ สปก.4-01ค ให้ พร้อมเร่งฟื้นฟูอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่เดือดร้อน โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของราษฎรเป็นหลัก 

  “เบื้องต้นคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินฯ ได้วางกรอบและกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตร สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากการจัดซื้อที่ดินของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะมอบกลับคืนให้ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละรายในรูปโครงการแผนพัฒนาที่ดิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัว สามารถดำรงชีพอยู่ได้และมีความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ” นายสถิตย์พงษ์ กล่าว
     
  วันที่ : 15/January/2008  

http://www.moac.go.th
อ่าน:375 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การใส่ปุ๋ยต้นฤดูฝนเตรียมรับฤดูกรีดยาง
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
การใส่ปุ๋ยบำรุงยางพาราช่วงที่เหมาะสมควรจะเป็นช่วงต้นฤดูฝน ทั้งยางพาราเล็กหรือเปิดกรีดแล้ว เหตุผลเนื่องจากปุ๋ยเป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญที่จะให้ยางเติบโตเร็วและช่วยเพิ่มผลผลิต และให้ได้ประสิทธิภาพควรเลือกให้ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของยางพารา รวมถึงชนิดของดินและแหล่งปลูก ตามอัตรา วิธีการและเวลาที่เหมาะสม
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีดในระยะ 1-2 ปีแรก ใส่ปีละ 3 ครั้ง  ระยะ 3-6 ปี ใส่ปีละ 2 ครั้ง โดยใส่บริเวณรอบๆ โคนต้นยางพาราในรัศมีตามแนวทรงพุ่มใบแล้วกลบ หรือ ขุดหลุมใส่ให้หลุมลึกประมาณ 5-10 ซม.จำนวนสองหลุมต่อต้น(พื้นที่ลาดชัด)ใช้สูตรตามกรมวิชาการเกษตรแนะนำ เขตปลูกยางใหม่ใช้สูตร 20-10-12 เขตปลูกยางเดิมใช้ 20-8-20 โดยอัตราที่ใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ถ้าเป็นดินร่วนทรายจะต้องการปริมาณธาตุอาหารมากกว่าดินร่วนเหนียว
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราสำหรับต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว ใส่ปุ๋ยดูแล 2 ครั้งคือช่วง ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนโดยใส่บริเวณกึ่งกลางแถวยางแล้วกลบ สูตรที่แนะนำ 30-5-18 หรือสูตร 29-5-18 
การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอโดยเฉพาะเขตปลูกยางใหม่เพราะดินส่วนใหญ่จะมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากภูมิอากาศเป็นเขตร้อนทำให้อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเกิดขึ้นรวดเร็ว

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/article/view.php?No=24&ArticleType=0
อ่าน:1559 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการคนรุ่นใหม่ขายเคมีเกษตร
203.153.170.224: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการรับสมัครคนรุ่นใหม่ขายเคมีเกษตร ทางเรานำเข้าเคมีเกษตรจากต่างประเทศมาจำหน่าย เพียงแต่ท่านสามารถขายสินค้าได้ ทางเราจะเป็นผู้ผลิตสินค้า และ เป็นโกดังเก็บของให้กับท่านโดยท่านไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการสต๊อกสินค้า และ เจ้าหน้าที่ในการดูแลสินค้า สนใจกรุณาติดต่อ 081-903-2563 บอส หรือ ไม้ดอกคลอง15 www.maidokklong15.com
อ่าน:19087 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร แนะนำระบบใหม่ อำนวยความสะดวกมากขึ้นสำหรับผู้ขายสินค้า หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ คลิกอ่านรายละเอียดนะครับ
125.24.31.197: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตรได้สร้างระบบรองรับ ให้ผู้ต้องการจะแนะนำผลิตภัณฑ์ สามารถเพิ่มสินค้าของท่าน ขึ้นบนหน้าแรก ของเว็บไซต์ฟาร์มเกษตรได้ทันที

สามารถเข้าไปจัดการเพิ่มรายละเอียดสินค้าของท่านได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ "ช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน" ที่
http://www.farmkaset.com/webadmin

ข้อแนะนำ
1. ควรเตรียบข้อความรายละเอียดสินค้าของท่านให้เรียบร้อย
2. เตรียบรูปของสินค้าไว้ จำนวนกี่รูปก็ได้ ตามความต้องการของท่าน และเหมาะสมกับเนื้อหา ขนาดรูปที่เราแนะนำ คือขนาด กว้างไม่เกิน 400 พิกเซล จะทำให้สวยงามและเหมาะสมที่จะแสดงบนเทมเพลตของเว็บไซต์นี้
3. เตรียมรูปขนาด 90 x 90 พิกเซล ไว้ 1 รูปเพื่อเป็น ไอคอน แสดงบนหน้าแรกของ FarmKaset.com 
4. เริ่มเข้าไปเพิ่มข้อมูลได้เลยที่ http://www.farmkaset.com/webadmin ซึ่งวิธีใช้งานง่ายมากๆ และมีวิธีใช้งาน สำหรับผู้เริ่มทำครั้งแรกอยู่ด้านล่างของหน้าเพิ่มข้อมูล (หน้าเดียวกันเลย เลือนลงไปดูวิธีใช้งาน วิธีแทรกรูปภาพด้านล่างได้ทันที)
5. เสร็จเรียบร้อย ก็ตรวจสอบบทความของท่าน บนหน้าแรกของ FarmKaset.com ได้เลย
6. มีปัญหาในการใช้งาน สอบถามได้ที่ info@farmkaset.com
7. ขอบคุณครับ

ช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน
"ความรู้ด้านเกษตรกรรม สู่เพื่อนเกษตรกร" อย่าปล่อยให้ความรู้ด้านเกษตรกรรม ที่ท่านมีอยู่ ติดอยู่กับตัวท่านเพียงคนเดียว ฟาร์มเกษตร ได้ริเริ่มเปิดโครงการ "ช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน" เพื่ออยากให้ทุกคนในวงการเกษตร ได้เผยแพร่ความรู้ที่ท่านมีอยู่ ให้กับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน โดยไม่จำกัดว่าเป็นความรู้แขนงใดๆ ขอให้เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมเท่านั้น เพื่อให้พวกเราทุกคน ได้มีส่วนผลักดันองค์ความรู้ทางการเกษตร ให้วงการเกษตรกรรมไทย ได้พัฒนาไปพร้อมๆกัน 
* อย่ากังวล ว่าสิ่งที่ท่านอยากเขียนนั้น เป็นเพียงความรู้เพียงน้อยนิด ใครๆก็รู้ เพราะเราเชื่อว่า มีอีกหลายคนไม่รู้ และอยากรู้สิ่งที่ท่านเขียน
* ไม่ต้องเขิน(นะจ๊ะ) ที่จะเล่าถึงประวัติของตัวท่านเอง แล้วเลือกไว้ในหัวข้อ "เกษตรกรตัวอย่าง" เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชมที่สุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เว็บไซต์ฟาร์มเกษตร ต้องการสนับสนุนหัวข้อนี้มากที่สุด
* ถึงแม้จะเป็นความรู้ทั่วไป เราก็สามารถเขียนได้ เพราะยังมีอีกหลายคน อาจจะยังไม่เคยรู้ หากนำแหล่งข้อมูลมาจากที่อื่น หรือเว็บไซต์อื่น ให้ทำลิงค์กลับไปยังเว็บไซต์เจ้าของข้อมูล หรืออ้างถึงแหล่งที่มา ของข้อมูลต้นฉบับด้วยนะจ๊ะ
* เกษตรกร เท่ห์สุดๆ
อ่าน:1855 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หมากเม่า "ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
58.9.107.3: 2553/02/20 10:47:38
"ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
PhuPhanPhet - Leading MaMao Market

หมากเม่า (มะเม่า เม่าเสี้ยน มัดเซ) เป็นผลไม้ชั้นนำในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ส่วนภาคอื่นๆ เรียกว่า "เม่า"  ชื่อวิทยาศาสตร์  Antidesma velutinosum Blume ในวงศ์ Stilaginaceae. เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม และผลจะสุกในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 
  
ประโยชน์ “หมากเม่า” 
1. ผลดิบสีเขียวอ่อน ประกอบอาหารคล้ายส้มตำเม่า 
2. ผลแก่สีแดงมีรสเปรี้ยว ส่วนผลแก่จัดสีดำม่วง จะมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผลไม้สด 
3. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบายและบำรุงสายตา ใบสดนำมาอังไฟเพื่อใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว เปลือกต้นเม่าใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบ 
4. ผลหมากเม่าสุก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด  แคลเซียม เหล็ก สังกะสี  วิตามิน B1 B2 C และ E
5. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น น้ำผลไม้  ไวน์เม่า แยม กวน  สีธรรมชาติผสมอาหาร ฯลฯ 
6. น้ำเม่าสกัดเข้มข้น 100%  มีสารอาหาร วิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมทั้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
7.ไวน์หมากเม่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง 
8.กัมมาลและคณะ (2546) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียของสมุนไพรไทย 5 ชนิด คือ มะเม่า ฟ้าทลายโจร หญ้าแห้วหมู ผักเป็ดแดง และสายน้ำผึ้ง พบว่า มะเม่า สายน้ำผึ้ง และหญ้าแห้วหมู มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ได้ 

หจก.ภูพานเพชร มีทั้งต้นพันธุ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป
หมากเม่า “ภูพานเพชร “
1. ลักษณะเด่น หมากเม่า สายพันธุ์ "ภูพานเพชร"  
    *  ต้นสูงประมาณ 12 - 15 เมตร
    *  ลักษณะใบ กว้างมนใหญ่ มีทั้งใบยาว และใบสั้น
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 15 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่ 
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ 
 2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานเพชร”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานเพชร”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.3  แยมหมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.4  น้ำผลไม้เข้มข้น หมากเม่า "ภูพานเพชร"
 

หมากเม่า “ภูพานทอง”
1. ลักษณะเด่น หมากเม่าสายพันธุ์ "ภูพานทอง"  
    *  ต้นสูงประมาณ 10 - 12 เมตร
    *  ลักษณะใบ แคบเล็กยาว ใบห่าง
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 12 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานทอง”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานทอง”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานทอง" 
    2.3 แยมหมากเม่า "ภูพานทอง"
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้นหมากเม่า "ภูพานทอง"
 
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม

www.phuphanphet.com

Tel: 081 839 0015  คุณเอมอร สาระขันธ์
อ่าน:1861 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ยางพาราดอทคอม แนะนำเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันโรคใบร่วง
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
สาเหตุการเกิดโรค เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทรา

ลักษณะอาการที่เกิด ใบยางจะร่วงทั้งที่ใบยังเขียวสด และใบเหลือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศลักษณะที่เด่นชัดคือ ก้านใบมีรอยช้ำสีดำ ตรงกึ่งกลางรอยช้ำจะปรากฏหยดน้ำยาง สีขาวเกาะอยู่เมื่อนำใบยางที่ร่วงนำมาสะบัดไปมาเบาๆ ใบย่อยจะหลุดร่วงบางครั้งบนแผ่นใบจะเป็นแผล มีลักษณะช้ำ ฉ่ำน้ำ ขนาดแผลไม่แน่นอน ฝักยางจะเน่าดำและไม่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ ส่วนต้นยางอ่อน เชื้อจะเข้าทำลายบริเวณยอดอ่อน ทำให้ยอดเน่าแล้วลุกลามเข้าทำลายก้านใบและแผ่นใบ ทำให้ต้นยางยืนต้นตาย

การแพร่ระบาด เชื้อราจะแพร่ระบาดโดยลมพัดพาสปอร์ไป โรคจะระบาดมากในสภาพอากาศเย็น มีฝนตกชุก และความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วันและมีแสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน พบมากในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุม ในภาคใต้ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก

การป้องกันกำจัด
-ปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรค
-ควรกำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกลดความชื้นในสวนยาง
-ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อรา เช่น ทุเรียน ส้ม พริกไทย ร่วมในสวนยาง
-การใช้สารเคมีสำหรับต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปี ฉีดพ่นพุ่มใบยางด้วยยาเอพรอน 35% SD หรืออาลีเอท 80%WP ในอัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ก่อนฤดู โรคระบาดทุก 7วัน
-นำยูเรีย (46-0-0)อัตรา 5% ผสมสารจัดใบฉีดพ่นพุ่มใยยางก่อนฤดูกาลระบาด ในช่วงเย็นทุก 3 วัน
-ในต้นยางใหญ่ การใช้สารเคมีป้องกันไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แนะนำให้หยุดกรีดยางระหว่างที่เกิดโรคระบาด แล้วใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์ 

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/activity/view.php?No=2
อ่าน:1258 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตภัณฑ์หมากเม่าแปรรูปภูพานเพชร ไวน์หมากเม่าภูพานเพชร แยมหมากเม่าภูพานเพชร น้ำหมากเม่าภูพานเพชร
58.9.107.3: 2553/02/20 10:47:38
"ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
PhuPhanPhet - Leading MaMao Market

หมากเม่า (มะเม่า เม่าเสี้ยน มัดเซ) เป็นผลไม้ชั้นนำในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ส่วนภาคอื่นๆ เรียกว่า "เม่า"  ชื่อวิทยาศาสตร์  Antidesma velutinosum Blume ในวงศ์ Stilaginaceae. เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม และผลจะสุกในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 
  
ประโยชน์ “หมากเม่า” 
1. ผลดิบสีเขียวอ่อน ประกอบอาหารคล้ายส้มตำเม่า 
2. ผลแก่สีแดงมีรสเปรี้ยว ส่วนผลแก่จัดสีดำม่วง จะมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผลไม้สด 
3. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบายและบำรุงสายตา ใบสดนำมาอังไฟเพื่อใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว เปลือกต้นเม่าใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบ 
4. ผลหมากเม่าสุก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด  แคลเซียม เหล็ก สังกะสี  วิตามิน B1 B2 C และ E
5. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น น้ำผลไม้  ไวน์เม่า แยม กวน  สีธรรมชาติผสมอาหาร ฯลฯ 
6. น้ำเม่าสกัดเข้มข้น 100%  มีสารอาหาร วิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมทั้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
7.ไวน์หมากเม่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง 
8.กัมมาลและคณะ (2546) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียของสมุนไพรไทย 5 ชนิด คือ มะเม่า ฟ้าทลายโจร หญ้าแห้วหมู ผักเป็ดแดง และสายน้ำผึ้ง พบว่า มะเม่า สายน้ำผึ้ง และหญ้าแห้วหมู มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ได้ 

หจก.ภูพานเพชร มีทั้งต้นพันธุ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป
หมากเม่า “ภูพานเพชร “
1. ลักษณะเด่น หมากเม่า สายพันธุ์ "ภูพานเพชร"  
    *  ต้นสูงประมาณ 12 - 15 เมตร
    *  ลักษณะใบ กว้างมนใหญ่ มีทั้งใบยาว และใบสั้น
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 15 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่ 
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ 
 2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานเพชร”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานเพชร”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.3  แยมหมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.4  น้ำผลไม้เข้มข้น หมากเม่า "ภูพานเพชร"
 

หมากเม่า “ภูพานทอง”
1. ลักษณะเด่น หมากเม่าสายพันธุ์ "ภูพานทอง"  
    *  ต้นสูงประมาณ 10 - 12 เมตร
    *  ลักษณะใบ แคบเล็กยาว ใบห่าง
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 12 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานทอง”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานทอง”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานทอง" 
    2.3 แยมหมากเม่า "ภูพานทอง"
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้นหมากเม่า "ภูพานทอง"
 
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม

www.phuphanphet.com

Tel: 081 839 0015  คุณเอมอร สาระขันธ์
อ่าน:480 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นตะกูราคาถูกเริ่มต้นที่ 1._ เมล็ด 800 / กก. T.087-999-6296
61.91.240.178: 2553/02/20 10:47:38
โครงการ  ”ปลูกไม้มงคลต้นตะกู”   มหาเศรษฐีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทุกภาคส่วนหันมาปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ “ ตะกู ” ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าไบโอชีวมวล อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกต้นตะกูเชิงธุรกิจ แนะนำให้ข้อมูลการเพาะเมล็ดกล้า, การปลูกต้นตะกู และแหล่งขายไม้ตะกู

ปลูกต้นไม้กันดีกว่า  ต้นกล้า (พันธุ์ก้านแดง) และเมล็ดพันธุ์ต้นตะกู  ราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ดราคา 800 / กก.   ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับต้นตะกู  


คุณพลอย Tel. 087-999-6296, 086-411-0768
อ่าน:2232 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยเคมีสูตรในราคาส่ง
125.27.211.226: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยเคมีสูตรในราคาส่ง




ต้องการขายปุ๋ยเคมีสูตรจำนวนมากในราคาส่งจากโรงงาน มีบริการจัดส่งให้ ติดต่อขอรายละเอียดและใบเสนอราคาได้ที่

คุณต้น 085-0394566

 



อ่าน:459 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยปลากับพืชทุกชนิด
117.47.111.103: 2553/02/20 10:47:38
หจก. พรจันทร์มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป 
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำชีวภาพ  ตราชาวประมง เป็นปุ๋ยปลาสกัดเข้มข้น สามารถปรับปรุงดินให้มีคุณภาพจากการทำการเกษตรติดต่อมาเป็นเวลายาวนานคืนความสมบูรณ์แก่ดิน มีส่วนประกอบของกากส่าเหล้าที่มีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ตามความ ต้องการของพืช มีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลาย เหมาะสมกับพืชทุกชนิด เช่นไม้ดอกไม้ประดับไม้ผลปาล์มน้ำมันยางพารา ปุ๋ยปลายังวิจัยพบว่า ทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว แข็งแรงต้านทานโรค เช่นโรครากเน่าโคนเน่า ในทุเรียนได้อีกด้วยเป็นต้น  
ราคาอยู่ที่ลิตร ละ40 บาท มีตั้งแต่ 1 ลิตร  5 ลิตร 20 ลิตร มีทั้งราคาส่งและปลีก แต่ถ้าราคาส่งจะอยู่ประมาณ30 กว่าบาท อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อมานะครับ ขอบคุณครับ
สนใจติดต่อ คุณปอ คุณอัญชรี 077-541347’544473 อ.หลังสวน จ.ชุมพร 
หรือ คุณวิรัตน์ หมวดแทน 089-6455239 
คุณสามารถ 083-1062524
อ่าน:7367 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ไม่ใช่เพียงแค่ เคมีเกษตร เชิญเยี่ยม www.cropmaster.net
58.9.101.93: 2553/02/20 10:47:38
เชิญเยี่ยม www.cropmaster.net 
เคมีเกษตรคุณภาพ ราคาประหยัด ราคาปลีก/ส่ง

รวมถึงชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืชและแมลงปลอดสารพิษเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ เชิญเข้าชมเวปไซด์ของ บริษัทคร็อพมาสเตอร์ จำกัด
อ่าน:580 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
117.47.134.183: 2553/02/20 10:47:38
ข่าวดีสำหรับผู้สนใจ   

หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 
ขอเสนอทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา เกษตรชาวบ้าน เกรด A พิเศษ
คุณสมบัติ
• เป็นปุ๋ยรองพื้น
• ปรับสภาพดินที่ใช้ปุ๋ยเคมีมานานหลายปี
• เพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช
• สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้

สินค้าของเรามีจำหน่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศ
โอกาสดี !! เพียงท่านโทรติดต่อหาเรา คุณคือ
คนสำคัญของเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา
สนใจสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในร้านหรือเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อได้ที่
หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย
433/151 ม. 2 ต. ศิลา อ.เมือง จ. ขอนแก่น 40000
คุณปุ๊กกี้ 085-0005379, 043343731
(http://www.geocities.com/thaifertilize/) 
(E-mail:Thaifertilize@yahoo.com// 
ขออภัยที่รบกวนเวลาของท่าน
อ่าน:653 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-9797345 
117.47.200.245: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อ่าน:5682 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
อยากได้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงนกคทา 
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
อยากได้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงนกคทา และไข่นกคทา
อ่าน:2114 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มีเรื่องมาเผาคุณปริมครับ
202.91.18.192: 2553/02/20 10:47:38
มีอยู่วันนึง ผมนั่งคุยกับคุณปริมทาง MSN คุณปริมบอกว่าจะส่ง Link ของ products ให้ดู แต่พอเปิด link แล้ว สิงที่เห็นก็เป็นอย่างในรูปครับ

(สงสัยจะหิวจนตาลาย 555)
อ่าน:2309 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด 
58.10.90.155: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด หวั่นกระทบผลผลิตปาล์มในประเทศที่จะออกสู่ตลาดช่วงมีนาคม พร้อมสร้างโอกาสกระตุ้นการบริโภคน้ำมันรำข้าว เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค  
    
  ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร เปิดเผยว่า  ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงปริมาณการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าในส่วนของปริมาณการผลิตปาล์มที่กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่ามีปริมาณการผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศนั้น แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาน้ำมันปาล์มบริโภคที่สูงขึ้น จึงได้มีข้อสรุปร่วมกันที่จะมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มต่างประเทศจำนวนไม่เกิน 3 หมื่นตัน เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือนร้อน ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องปกป้องราคาน้ำมันปาล์มดิบของเกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาปาล์มดิบอยู่ที่ 6.50 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเข้าน้ำมันปาล์มให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม หรืออย่างช้าที่สุดภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตปาล์มที่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งมาตรการนำเข้าปาล์มถือเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้น และจะมีการนำเข้าเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น จึงไม่น่าจะกระทบต่อผลผลิตปาล์มและราคาน้ำมันปาล์มของเกษตรกร 

                                นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงแนวทางในการเพิ่มปริมาณความต้องการการบริโภคน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค  เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน โดยเฉพาะน้ำมันรำข้าว ที่สามารถใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการบริโภคน้ำมันรำข้าวอยู่ประมาณ 5 % ของส่วนแบ่งตลาด  ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มมีถึง 60 %  ดังนั้น หากมีการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนให้หันมาบริโภคน้ำมันรำข้าวเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันรำข้าวซึ่งมีศักยภาพเพียงพอต่อการรองรับความต้องการของตลาด ขณะนี้ราคาน้ำมันรำข้าวปัจจุบันอยู่ที่ 42 บาท/ลิตร ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มซึ่งอยู่ที่ 41 บาท/ลิตร

                                ด้านนายมณฑล  เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือได้ว่าราคาปาล์มอยู่ในระดับที่ดีและมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายโครงการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยจากงบประมาณกองทุนน้ำมัน และจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่เกษตรกรนำไปลงทุน ก็คาดว่าจะสามารถไปสู่เป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม 2.5 ล้านไร่ใน 5 ปี ได้ไม่ยากนัก  
 
    
  วันที่ : 16/January/2008  
from: http://www.moac.go.th
อ่าน:368 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เยี่ยมไร่อ้อยของท่านนายกสมาคมชาวไร่อ้อยมุกดาหาร
113.53.174.68: 2553/02/20 10:47:38
วันที่ 27 พฤษภาคม 2009 เวลา 9:00 น. - 11.30 น. ฟาร์มเกษตรไปพบปะเยี่ยมชมไร่อ้อย ของคุณวิละ สุดวิเศษ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยมุกดาหาร ซึ่งเป็นลูกค้าของเราในเขตอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
อ่าน:730 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้ กับกลุ่มเกษตรกรบ้านอีเก้ง
113.53.174.68: 2553/02/20 10:47:38
วันที่ 27 พฤษภาคม ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับพืช กับกลุ่มเกษตรกรบ้านอีเก้ง อำเภอพนา จ.อำนาจเจริญ
อ่าน:2026 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขาย KUBOTA ZL3202DTM  4X4 + โรตารี่ ราคา 185,000
125.27.181.42: 2553/02/20 10:47:38
ขาย KUBOTA ZL3202DTM  4X4 + โรตารี่ ราคา 185,000 Tel 081-704-6462

ชมภาพที่นี่ 
http://upload.mwake.com/v3.php?id=Gc/NKOkHk0cWJ.jpg
อ่าน:810 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
จุดเริ่มต้นในสมัยโบราณ

การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในดินแดนแถบ Fertile Crescent โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศซีเรียและตอนใต้ของอิรักในปัจจุบัน เมื่อช่วงประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล คนในสมัยนั้นเริ่มมีการคัดเลือกพืชอาหารที่มีลักษณะตามความต้องการเพื่อนำไปเพาะปลูก

ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ระบบเกษตรกรรมขนาดเล็กได้แพร่เข้าไปสู่อียิปต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งปรากฏหลักฐานในการขุดค้นแหล่งโบราณคดี Mehrgarh ในภูมิภาค Balochistan จนถึงเมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ในอียิปต์เริ่มมีการทำเกษตรกรรมขนาดกลางบนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และในช่วงเวลานี้ในภูมิภาคตะวันออกไกลก็มีการพัฒนาทางเกษตรกรรมในรูปแบบเฉพาะตน โดยจะเน้นเพาะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชผลหลักมากกว่าข้าวสาลี

From: http://th.wikipedia.org
อ่าน:337 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เยี่ยมไร่อ้อยของคุณพ่อเฉวียน จังหวัดอุดรธานี
113.53.168.72: 2553/02/20 10:47:38
คุณพ่อเฉวียนเป็นสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กุมภวาปี ที่ได้เข้าร่วมชมแปลงสาธิตที่บริษัทน้ำตาลมิตรผลสุพรรณบุรี กับฟาร์มเกษตร ทางพ่อเฉวียนได้สั้งซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรานกอินทรีคู่ สูตรเพอร์เฟค-ซี กระสอบสีแดง ไปทดลองใช้ 15 ตันในปีนี้ จากปกติทางพ่อเฉวียนจะใช้ปุ๋ยประมาณปีละ 60 ตัน และได้ผลเป็นที่พอใจ ท่านจึงแจ้งทางฟาร์มเกษตร และบริษัทไอออนิค ให้เข้าไปเยี่ยมชม จึงได้เก็บภาพมาฝาก
อ่าน:1493 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลง
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติในการพัฒนาข้าว

ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตรว่า การลงนามในครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านข้าวของหน่วยงานทั้งสองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างมีระบบและสอดคล้องกัน โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งอธิบดีของทั้ง 2 หน่วยงานจะผลัดกันเป็นประธานและดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี โดยในวาระแรก นายทรงศักดิ์  วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นประธาน 

สำหรับสาระสำคัญในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงานที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม มี 6 ประเด็นด้วยกัน คือ 

1. การประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งสอง ได้แก่ สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว กับส่วนส่งเสริมการผลิตข้าว สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ของกรมส่งเสริมการเกษตร 

2. การบริหารแผนงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวและชาวนา 

3. การสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน โดยสนับสนุนการขยายเมล็ดพันธุ์  วัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิตรวมถึงงบประมาณตามโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการศูนย์ข้าวชุมชนที่มีอยู่เดิมและจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างประสิทธิภาพ

4. การรับรองแหล่งผลิตข้าวตามระบบจัดการคุณภาพ (GAP) โดยมีการตรวจรับรองแปลงเกษตรกร ออกหนังสือรับรอง จัดการอบรมให้ความรู้ จัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร ตามระบบGAP และการให้คำปรึกษา 

5. การเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าวและภัยธรรมชาติ โดยมีการประเมินสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวระดับภูมิภาคและระดับประเทศ 

6. ระบบข้อมูลและรายงาน โดยกรมการข้าวจะมีหน้าที่นำข้อมูลด้านข้าวและชาวนาจากระบบจัดเก็บของกรมส่งเสริมการเกษตรมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการผลิตและดำเนินการในกิจกรรมโครงการ รวมทั้งมีหน้าที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีการผลิตข้าว
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:643 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เตรียมแผนรับมือก่อนถึงฤดูกระเทียม หอม สู่ตลาด
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
   เกษตรฯ เตรียมแผนรับมือก่อนถึงฤดูกระเทียม หอม สู่ตลาด สั่งการหน่วยงานระดับพื้นที่เร่งสำรวจพื้นที่ปลูก/ผลผลิตจริงกำหนดแผนระยะเร่งด่วนก่อนราคาดิ่ง เน้นเสริมความรู้ผู้บริโภคการบริโภคหอมกระเทียมเพื่อกระตุ้นการซื้อ
    
  

ครั้งที่  130/2551

16  มกราคม 2551

 

                                ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้มีการนำเสนอการวางแผนผลผลิตสินค้าเกษตรก่อนที่จะออกสู่ตลาด  โดยมีการคาดการณ์สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านราคาจากปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น หรือจากปัจจัยผันผวนของตลาดต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งมีสินค้า 2 ชนิดที่มีการหารือร่วมกัน คือ กระเทียม และหอม ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานสถานการณ์กระเทียมในปี 2551 ว่าจะมีผลผลิตประมาณ 82,000 – 85,000 ตันจากพื้นที่ปลูกประมาณ 82,000 ไร่  ขณะที่ปริมาณผลผลิตในปี 2549 – 2550 มีอยู่ประมาณ 74,711 ตันในพื้นที่ 79,324  ซึ่งเป็นผลจาก 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ พยายามรักษาสมดุลของราคาเกษตรทำให้เกษตรกรไม่ประสบปัญหาด้านราคา จึงหันมาปลูกกระเทียมมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นเวลานานทำให้กระเทียมเจริญเติบโตได้ดี  จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 – 30 %  ซึ่งอาจมีผลต่อราคาของกระเทียมที่เกษตรกรขายได้ และอาจทำให้เกษตรกรประสบภาวะเรื่องราคาผลผลิตกระเทียมในปี 2551

                                ดังนั้น   กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องเร่งจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาล่วงหน้า ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกกระเทียมทำการสำรวจพื้นที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกรวมทั้งประมาณการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ถึงประมาณ 80 % ของผลผลิตทั้งหมด ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร ให้เข้มงวดเรื่องการตรวจการนำเข้าสินค้าทั้งในเรื่องความปลอดภัยของสินค้านำเข้า ถิ่นกำเนิดสินค้า และใบสำแดงราคาที่เป็นจริง ซึ่งจะสามารถสกัดกั้นปริมาณการนำเข้ากระเทียมได้อีกทางหนึ่ง โดยปัจจุบันแต่ละปีมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนประมาณ 4 – 6 หมี่นตัน/ปี

                                ศ.ดร. ธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับผลผลิตหอมซึ่งปริมาณผลผลิตในปี 2551 จะไม่ต่างจากปีที่แล้วมากนัก อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นตัน  แต่เนื่องจากตลาดต่างประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาผลผลิตมากเช่นเดียวกัน และมีการทำลายหอมเพื่อรักษาระดับราคาหอมในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น จากที่ไทยเคยส่งออกหอมไปยังประเทศญี่ปุ่นประมาณ 6,000 – 8,000 ตันในแต่ละปี ก็จะต้องประสบปัญหาต่อการส่งออกหอมของไทย ซึ่งจำเป็นจะต้องวางมาตรการในการระบายผลผลิตในส่วนนี้ออกจากแหล่งผลิตให้เร็วที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม  โดยมาตรการหนึ่งที่จะช่วยระบายผลผลิต คือ การให้ความรู้ด้านสรรพคุณ และคุณประโยชน์ของกระเทียม และหอม ไปยังผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นปริมาณความต้องการของตลาด  ซึ่งได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักวิจัยการเกษตร หาข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน  อย่างไรก็ตาม จะมีการรวบรวมปัญหาและแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาหอม และกระเทียม เพื่อหารือในที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการผลิต และการตลาดหอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม และมันฝรั่งในเร็วๆ นี้ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด.
    
   วันที่ : 16/January/2008
www.moac.go.th
อ่าน:297 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
คาดหมายสถานการณ์ วันที่ 18-24 มกราคม 2551
202.183.252.154: 2553/02/20 10:47:38
คาดหมายสถานการณ์
วันที่ 18-24 มกราคม 2551
การคาดหมายลักษณะอากาศตามแผนที่ผิวพื้นวันที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 07.00 น.
(ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา)

ในระยะนี้ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค. มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้นและมีหมอกหนาเพิ่มมากขึ้นในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. ทำให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างและคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง หลังจากนั้นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง 
อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.เป็นต้นไป 
ข้อควรระวัง   ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย 
ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ ในระยะ 7 วันข้างหน้า 
 
ภาคเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีหมอกในตอนเช้า อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเพิ่มความระมัดระวังโดยเปิดไฟหน้ารถเพื่อเป็นที่สังเกต สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผล เกษตรกรควรให้น้ำอย่างพอเพียง เพราะหากขาดน้ำจะทำให้ดอกและผลอ่อนร่วงหล่น การติดผลลดลง     
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค.อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และในช่วงวันที่ 20-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า เนื่องจากระยะนี้มีหมอกหนาในบางพื้นที่ ดังนั้นจึงควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ในช่วงนี้สภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังการเกิดอัคคีภัย โดยทำแนวกันไฟรอบพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย รวมทั้งควรดับไฟให้สนิททุกครั้งหลังใช้งาน    
 
ภาคกลาง     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็น และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า สำหรับบริเวณที่มีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่าปกติ ผู้ขับขี่ยานพาหนะควรใช้ความระมัดระวัง เกษตรกรควรวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช 
   
ภาคตะวันออก     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็นทางตอนบนของภาคกับมีลมแรง และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกในตอนเช้า ผู้ที่สัญจรบนท้องถนนควรใช้ความระมัดระวังขณะอยู่ในบริเวณที่มีหมอกหนา สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผลอ่อน เกษตรกรควรดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอ เพราะหากขาดน้ำจะทำให้การติดผลลดลง อนึ่ง ควรระมัดระวังโรคทางเดินอาหารที่อาจระบาดในช่วงนี้     

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองกระจาย และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ทางตอนล่างของภาคตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ บริเวณตอนบนของภาคอากาศแห้ง สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะแตกใบอ่อน เช่น ทุเรียน และมังคุด เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรต่างๆซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบและยอดอ่อนเสียหาย ส่วนทางตอนล่างของภาคซึ่งมีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ต่อไป ส่วนชาวสวนยางพาราควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่นโรคหน้ากรีดยาง และโรคราสีชมพู โดยดูแลบริเวณสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวน อนึ่ง ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง บริเวณเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งควรระมัดระวังความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว ส่วนชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง 
   
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)     
       คำพยากรณ์ รวมอยู่ในส่วนของ ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)แล้ว   


ข่าวเตือนภัยศัตรูพืชระบาดประจำวันที่  14-20 มกราคม 2551 

โรคไหม้ข้าว 
ในช่วงนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังระวังโรคไหม้ข้าวระบาดเนื่องจากจะมีหมอกลงในช่วงเช้าทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ ใช้พันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคและใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ ซึ่งสภาพดังกล่าวเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ระบาดในระยะต่างๆซึ่งจะระบาดได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอและออกรวง ถ้าเป็นในระยะคอรวง ในขณะที่ข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราสาเหตุของโรคนี้เข้าทำลายเมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นกับข้าวในระยะแก่ใกล้เก็บเกี่ยว คอรวงจะมีรอยแผลช้ำสีน้ำตาล ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหาย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไหม้ ขอให้เกษตรกรที่จะปลูกข้าวปฏิบัติ ตามคำแนะนำของ กรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้
1     สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอถ้าพบอาการของโรคไหม้ข้าวควรให้ปฏิบัติดังนี
1.1 .  ใช้เชื้อบีเอส (บาซิลลัส  ซับทีลิส   ฉีดพ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก
1.2 . ใช้เชื้อเชื้อไตรโครเดอร์มาอัตรา 1 กก./ น้ำ 200 ลิตรฉีดพ่น
2 .ถ้ามีความจำเป็นให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายขยายเป็นวงกว้างออกไปสำหรับสารเคมีที่ใช้ได้แก่  อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี  ผสมน้ำ 20 ลิตร บลาสติซิดิน-เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 10-16 กรัม ผสมน้ำ 20ลิตร  ควรพ่นในแปลงข้าวที่มีประวัติว่าเคยมีโรคระบาดมาก่อน  การใช้สารเคมีฉีดพ่นซ้ำกันหลายครั้ง  เชื้อราจะต้านทานสารเคมีหรือดื้อยา  ดังนั้น  เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อต้านทานสารเคมี  จึงควรเลือกใช้สารเคมีบางชนิดฉีดพ่นสลับกัน  ทั้งนี้ในการใช้สารเคมีควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึง ความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้และสภาพแวดล้อม
ในฤดูถัดไป
1.หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในเดือน พฤศจิกายน  - ต้นเดือนธันวาคม เพราะข้าวจะอยู่ ในระยะคอรวง ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไหม้ สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกข้าวคือ กลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ช่วงที่หลีกเลี่ยงควรปลูกพืชบำรุงดินได้แก่พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว  เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับข้าวในฤดูต่อไป   และยังตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืชได้อีกด้วย
2.ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ ได้แก่ กข 9  กข 11  กข 21  สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90  และคลองหลวง 1 
3.เชื้อไตรโครเดอร์มาที่เจริญบนเมล็ดธัญพืช อัตรา 1 กิโลกรัม /น้ำ 200 ลิตร / เมล็ดข้าว 500กก.ขยำเอาสปอร์ออก และคลุกเมล็ดข้าวนำไปแช่บ่มเตรียมปลูก 
4.ไม่ควรหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อับลม เป็นตัวส่งเสริมให้เชื้อราแพร่กระจายและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้ตามคำแนะนำของราชการ 
5.ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง วิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้างแต่จะช่วยไม่ให้ข้าว อ่อนแอต่อโรค 
6.เพิ่มปริมาณซิลิก้าให้แก่ต้นข้าว เพื่อต้านทานต่อโรค โดยใช้ปุ๋ยหมักและแคลเซี่ยม 
7. นอกจากการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีการต่างๆแล้ว อาจใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์ เช่น เบโนมิลผสมกับไธแรมหรือคาร์ซูก้าไมซิน คลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือแช่เมล็ดในสารละลายเคมีนาน 24 ชั่วโมง ก่อนปลูก

http://www.moac.go.th
อ่าน:341 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
บทความใหม่ ไฮโดรโพนิกส์ ( Hydroponics)  
113.53.171.27: 2553/02/20 10:47:38
อ่านบทความ ไฮโดรโพนิกส์ ( Hydroponics)  ได้ตามลิงค์ด้านล่างนะครับ
อ่าน:27081 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างเกษตรกรเป็นแนวร่วมตั้งเป้า 1 แสนคนต่อปี รองรับการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 2 แสนไร่ในปี 2552
    
นายรุ่งเรือง  อิศรางกูร  ณ อยุธยา  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “เกษตรอินทรีย์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก” ว่า ขณะนี้ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีเพิ่มมากขึ้นถึง 20 %/ ปี  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งมูลค่าการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ของโลกในปี 2549 สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายยังสูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปถึง 20 – 30 %  ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไทยยังมีสัดส่วนน้อยมาก  จากตัวเลขในปี 2549 มีพื้นที่เพาะปลูก 140,963 ไร่ หรือร้อยละ 0.103 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น และเมื่อเทียบกับประเทศจีนและอินเดียพบว่า ประเทศไทยยังเติบโตช้ากว่ามาก  โดยพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 71 ของโลกจากจำนวน 85 ประเทศที่มีการจัดอันดับ

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2548 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 970 ล้านบาท โดยส่งไปจำหน่ายที่สหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก  ส่วนสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกเป็นหลัก ได้แก่ ข้าวอินทรีย์  ขณะที่ผัก และผลไม้ ก็เพิ่งเริ่มได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีอัตราการเติบโตที่เร็วก็ตาม 

นายรุ่งเรือง กล่าวต่อไปอีกว่า  กระทรวงเกษตรฯ พยายามเร่งผลักดันการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องในการทำเกษตรอินทรีย์ และการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่มุ่งทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองเป็นหลัก และผลผลิตก็ไม่ได้มีหน่วยงานมาตรวจรับรองมาตรฐาน เนื่องจากเป็นการผลิตที่มุ่งบริโภคในครัวเรือน แต่เมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้มีเครือข่ายและมีการผลิตเหลือการบริโภคก็ต้องมีการจำหน่ายเป็นการค้า ก็จำเป็นจะต้องทำให้เกิดระบบและมีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร ในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เข้าไปเชื่อมโยงและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย โดยผ่านปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปี 2550 ที่มีการสนับสนุนปราชญ์ชาวบ้านรวม 40 ศูนย์ พัฒนาเกษตรกรได้กว่า 23,000 คน และในปี 2551 จะสนับสนุนให้เพิ่มขึ้นเป็น 129 ศูนย์ครอบคลุมเกษตรกร 75,000 ราย เพื่อให้การผลิตที่ได้จากกลุ่มเกษตรกรรายย่อยมีมาตรฐานรองรับสามารถเข้าสู่ตลาดในซุปเปอร์มาเก็ตได้

นอกจากนี้  การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในภาพรวม ยังได้มีการจัดตั้งอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ขึ้นประกอบด้วยองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นเจ้าภาพหลักในการเชื่อมโยงส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน รวมถึงยังได้ร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ปี 2551 – 2552 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 6 ด้านประกอบด้วย 1. ด้านมาตรฐานและระบบการรับรองที่ต้องได้รับการยอมรับในระดับสากล 2. ด้านการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรเครือข่าย 3.ด้านระบบเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาด 4. ด้านการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การตลาด 5. ด้านการวิจัยและพัฒนา และ 6. ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความชัดเจนขึ้น เป็นรูปธรรม และสามารถขยายพื้นที่เป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ให้เป็น 2 แสนไร่ได้ในปี 2552
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:553 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งแผนตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก หอมใหญ่ 
58.10.90.158: 2553/02/20 10:47:38
 เกษตรฯ เร่งแผนตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก หอมใหญ่ เพื่อระบายผลผลิตส่วนเกิน 8 พันตัน พร้อมประสานด่านกักกันตามชายแดนเคร่งครัดหวั่นลักลอบการนำเข้า
    
                                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ในระหว่างเร่งการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าและส่งออก และสถานการณ์ผลผลิตหอมหัวใหญ่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปีนี้ไม่สามารถส่งออกผลผลิตประมาณ 8,000 ตันที่เคยไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เหมือนทุกปีที่ผ่านมา  ในเบื้องต้นจึงได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการรับทราบสถานการณ์หอมใหญ่ร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการระบายผลผลิตไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงการระบายผลผลิตภายในประเทศ

                                ขณะเดียวกัน จะประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกหอมรายใหญ่จำนวน 4 ราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น  องค์กรเกษตรกร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์  และตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ ที่จะไปประชุมร่วมกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการผลผลิตหอมหัวใหญ่ ทั้งในด้านการส่งออก การจัดสัดส่วนการนำเข้าเพื่อไม่ให้กระทบกับผลผลิตหอมใหญ่ที่จะออกสู่ตลาด และแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออก กรณีที่จะต้องมีการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งข้อสรุปทั้งหมดที่ได้จะมีการนำเสนอสู่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาด กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง พิจารณาก่อนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาก่อนที่หอมหัวใหญ่จะประสบปัญหาด้านราคาโดยเร็วที่สุด

                                “จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตหอมหัวใหญ่ในปีนี้ที่จะออกสู่ตลาดประมาณ 52,771 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่จากปัญหาการส่งออกที่ไม่สามารถส่งไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เช่นเดิม และยังไม่มีแนวโน้มในการสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาตลาดใหม่ๆ ผ่านทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ  เพื่อเป็นช่องทางในการระบายผลผลิตอีกทางหนึ่ง  ประกอบกับมาตรการควบคุมและตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าหอมใหญ่ตามด่านชายแดนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ด่าน จ.มุกดาหาร ด่าน จ.เชียงรายทั้ง 3 ด่าน คือ เชียงแสน เชียงของ และแม่สาย โดยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะช่วยป้องกันปริมาณผลผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดด้วย” นายพินิจ กล่าว

 

.............................
    
   วันที่ : 22/January/2008
From: moac.go.th
อ่าน:300 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์  "โพเทนส์" ปุ๋ยเม็ดสกัด 3 ชั้น ผลผลิตงอกงาม
58.9.99.103: 2553/02/20 10:47:38
ลดต้นทุน ผลผลิตดี ทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมี
ปุ๋ยเม็ดสกัด 3 ชั้น โพเทนส์ สูตร1 ใช้ในการบำรุงต้น เตรียมดิน ส่งเสริมการเจริญเติบโต
- ชั้นนอก เคลือบด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ช่วยให้พืชสามารถใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารในดินได้ดียิ่งขึ้น
- ชั้นกลาง ประกอบด้วยธาตุอาหารสกัดที่พืชต้องการครบถ้วน
- ชั้นใน ธาตุอาหารพืชคุณภาพสูง

ปุ๋ยเม็ดสกัด โพเทนส์ สูตร2 ช่วยเพิ่มการออกผล เช่นเพิ่มปริมาณน้ำยางในยางพารา เพิ่มปริมาณน้ำมันของต้นปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
- ชั้นนอก เคลือบด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ช่วยในการย่อยแป้ง โปรตีนและเส้นใย
- ชั้นกลาง ประกอบด้วยธาตุอาหารสกัดที่พืชใช้ในการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ
- ชั้นใน อินทรีย์วัตถุสำหรับการขนส่งแป้ง และน้ำตาล
อ่าน:20522 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งน้ำท่วม คาดแล้วเสร็จใน 2 เดือน
58.10.90.126: 2553/02/20 10:47:38
 เกษตรฯ เร่งจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งน้ำท่วม คาดแล้วเสร็จใน 2 เดือน พร้อมเดินแผนบริหารน้ำ-การปลูกพืช-ฝนหลวงรับแล้งปี’51

                                ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมยังอยู่ในภาวะปกติ แม้ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศจะน้อยกว่าปี 2550 อยู่ประมาณ 6% ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2550/2551 ตั้งแต่ 1 พย. 50 – 30 เม.ย.51 จำนวน 20,661ล้าน ลบ.ม. ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 8,550 ล้าน ลบ.ม.จากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์รวมกัน จำนวน 7,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จำนวน 550 ล้าน ลบ.ม. และจากลุ่มน้ำแม่กลอง จำนวน 1,000 ล้าน ลบ.ม. โดยได้ประสานกับแต่ละจังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่จะได้รับการจัดสรรน้ำสามารถได้รับน้ำอย่างเพียงพอในการปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งความคืบหน้าในการปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศขณะนี้ดำเนินการแล้ว 9.47 ล้านไร่ จากพื้นที่เป้าหมาย 11.90 ล้านไร่  และบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาดำเนินการแล้ว 5.36 ล้านไร่ จากเป้าหมาย 5.83 ล้านไร่

                                  ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในปีนี้จะไม่ประสบปัญหา แต่เนื่องจากยังมีพื้นที่บางส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่อาจจะประสบปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน จะได้มีการประสานกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรไม่ให้มีการขยายพื้นที่ไปยังบริเวณที่น้ำ ไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง พื้นที่ที่เกิดปัญหาหมอกควัน หรือในพื้นที่ที่มีการประสานขอความช่วยเหลือมา เช่น จังหวัดสระแก้ว ชลบุรี ที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ปลูกผลไม้ภาคตะวันออกอยู่มาก รวมถึงในพื้นที่นาปรังนอกเขตชลประทานในภาคกลางด้วย

                                ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในปี 2550 ที่ได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้นจำนวน 2 พันล้านนั้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 615 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณบางส่วนดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติจากทางจังหวัดแล้วจำนวน 186 ล้าน และกระทรวงเกษตรฯ ได้รับการจัดสรรวงเงินจากสำนักงบประมาณ งวดแรกจำนวน 266 ล้าน และงวดที่ 2 จำนวน 19.5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการจัดสรรเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนงบประมาณที่ได้เสนอ ครม.อนุมัติเพิ่มเติมเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2549 ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยหนาว ที่ครม.ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 976 ล้านบาทนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
    
   วันที่ : 23/January/2008

From moac.go.th
อ่าน:285 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
มีใบมันสำปะหลังแห้งขาย(ป่น)
203.147.0.44: 2553/02/20 10:47:38
มีใบมันสำปะหลังแห้งป่นขาย โปรตีน 20 ค่าสารสี660 mg/kg  สนใจโทรสอบถามข้อมูลได้ครับ...โดม 081-1726700(e-mail dome_brich@yahoo.com)
อ่าน:841 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน 
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน  
    
                                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการดำเนินงานโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน  กับสาธารณรัฐประชาชนจีน  ญี่ปุ่น  และสาธารณรัฐเกาหลีว่า  ตามที่โครงการนำร่อง               เพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East  Asia  Emergency Rice  Reserve : EAERR)  จะจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ ครั้งที่ 9  ขึ้นในระหว่างวันที่  24 - 25  มกราคม  2551  ณ   เมืองเซียะเหมิน  สาธารณรัฐประชาชนจีน  ดังนั้นทางคณะกรรมการฯ  จึงได้หารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมดังกล่าว   โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น  คือ  1)  ร่างข้อตกลง ASEAN Plus Three  Emergency Rice  Reserve (APTERR)  ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องแหล่งกำเนิดข้าว  เนื่องจากญี่ปุ่นและเกาหลีเสนอให้ตัดเรื่องแหล่งกำเนิดข้าวออก  แต่จากการหารือในครั้งนี้   ที่ประชุม มีมติให้คงเรื่องดังกล่าวไว้   พร้อมทั้งยืนยันว่าข้าวที่จะนำมาใช้ในโครงการสำรองข้าวต้องเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวในประเทศอาเซียน+3  และไทยไม่สนับสนุนให้มีการนำข้าวจากนอกภูมิภาคอาเซียนมาใช้ในการบริจาค  เนื่องจากกังวลว่าข้าวจากนอกภูมิภาคอาจจะเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ  และการกระทำดังกล่าวอาจจะทำลายโครงสร้างของชาวนาในภูมิภาคอาเซียนเพราะจะทำให้ราคาข้าวในภูมิภาคมีราคาถูกลง  ดังนั้น ประเทศไทยจึงเสนอให้ประเทศผู้บริจาคพิจารณาซื้อข้าวจากใน             พื้นที่มาใช้ในการบริจาคเพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งแล้ว  ยังเป็นการส่งเสริมชาวนาในประเทศดังกล่าวให้มีแหล่งจำหน่ายข้าวเพิ่มขึ้นด้วย  ซึ่งแนวคิดดังกล่าวของไทยได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกจำนวนมาก  ยกเว้นเกาหลีและญี่ปุ่น  ดังนั้น  จึงจำเป็นจะต้องมีการเจรจาต่อไปเพื่อหาข้อยุติที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกประเทศ    2)  การจัดหาสถานที่ตั้งองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    เนื่องจากโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก  จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    จึงจำเป็นต้องมีสถานที่ตั้งองค์กร

ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง   และจากการหารือ  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ไทยเสนอตัวเป็นสถานที่ตั้งองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารวบรวมข้อมูลด้านความพร้อมและศักยภาพของไทยเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพิจารณาต่อไป 
 
    
  วันที่ : 15/January/2008  

จาก http://www.moac.go.th
อ่าน:306 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการรถ สิบล้อ ขนส่งปุ๋ยจาก สุพรรณ ไปอำนาจเจริญ
203.152.57.5: ././. .:.:.
ต้องการรถ สิบล้อ ขนส่งปุ๋ยจาก สุพรรณ ไปอำนาจเจริญ
อ่าน:321 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
แนะเกษตรกรใช้ปุ๋ยผสมผสาน ระหว่าง ‘ปุ๋ยเคมีและอินทรีย์’
58.10.90.194: ././. .:.:.
ปัจจุบันเกษตรกรยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพราะการปลูกพืชให้ได้ผลดีต้องรู้จักใช้ปุ๋ยผสมผสานอย่างเหมาะสม “ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี”
 
มิใช่เลือกใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
 
นายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์ หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำการใช้ปุ๋ยว่า....
 
เริ่มต้นเกษตรกรควรเรียนรู้และเข้าใจถึงความต้องการของพืชว่าในแต่ละระยะการเติบโตต้องการธาตุอาหารใดในปริมาณเท่าใด เช่น ระยะแรกอาจใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับการตั้งตัวของต้นกล้า พอถึงระยะที่พืชต้องให้ผลผลิตก็อาจจะหันมาใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารสูงเมื่อเปรียบเทียบต่อหน่วยน้ำหนัก และพืชสามารถดึงธาตุอาหารเหล่านั้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้ทันที เป็นต้น
 
ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อได้เปรียบเสียเปรียบของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดิน นั้น ข้อได้เปรียบของปุ๋ยอินทรีย์คือ ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และธาตุอาหารพืชของดินดีขึ้น อยู่ในดินได้นานและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะพวกที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสียเปรียบของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมีในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่พืช ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมีเมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยต่อน้ำหนักของธาตุอาหาร อีกทั้งยังหายาก หากต้องการใช้ในปริมาณมาก
 
สำหรับปุ๋ยเคมี มีข้อได้เปรียบปุ๋ยอินทรีย์ในแง่ปริมาณธาตุอาหารต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ยสูงใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูกเมื่อคิดเป็นราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร การขนส่งและเก็บรักษาสะดวก หาซื้อได้ง่าย ในขณะที่ข้อเสียเปรียบของปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน กล่าวคือไม่ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย เหมือนปุ๋ยอินทรีย์ และหากเกษตร  กรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนีย เป็นปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องใช้ปูนขาวช่วยแก้ความเป็นกรดในดิน และต้องเข้าใจว่าปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใช้ในอัตราสูงหรือใส่โคนต้นพืชจะเกิดอันตรายแก่พืชและการงอกของเมล็ด
 
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีล้วนมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น แต่ปุ๋ยทั้งสองชนิดก็มีบทบาทร่วมกันที่จะช่วยสนับสนุนและสร้างประโยชน์ที่ดีที่สุดในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้น การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงควรเป็นนโยบายที่สำคัญในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้ดินได้ธาตุอาหารพืชอย่างครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม และมีโครงสร้างดินที่ดี ถือเป็นระบบการผลิตแบบเกษตรยั่งยืนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรไทย
 
อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชโดยการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรควรทราบลักษณะและคุณสมบัติของดินในแปลงของตนเอง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงดินได้อย่างเหมาะสม จากนั้นพิจารณาดูว่าในดินมีธาตุอาหารพืชชนิดใดบ้าง การปลูกพืชต้องเพิ่มเติมธาตุอาหารพืชในปริมาณเท่าใด เพื่อจะได้พิจารณาการใช้ปุ๋ยในแบบผสมผสานได้อย่างเหมาะสม หรืออย่างน้อยควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ทุก 3-5 ปี เพื่อจะได้รับคำแนะนำจากการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ช่วยให้จัดการดินและปุ๋ยได้ถูกต้อง และลดต้นทุนการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

จาก: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=123598&NewsType=1&Template=1
อ่าน:435 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปีนี้หน้าฝนมาเร็วกว่าปกติ
125.27.212.91: ././. .:.:.
ที่ภาคอิสานตอนนี้พื้นดินชุ่มชื้นมากค่ะ  ได้ได้ยินข่าวจากทีวีว่า ปีนี้ฤดูฝนจะมาเร็วกว่าปกติ น่าดีใจจังจะได้ทำนาเร็ว ๆ ได้ผลผลิตเยอะ ๆ สาธุ
อ่าน:20798 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ราคาข้าวถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
203.152.57.5: ././. .:.:.
ใครเก็บไว้ ก็รีบๆขายนะครับ เร็วๆนี้ ทั้งไทย และเวียดน้ำ เพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นมหาศาล ราคากำลังจะลดลงมามากๆเลย
อ่าน:26338 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรทฤษฎีใหม่ คืออะไร
125.25.199.135: ././. .:.:.
ไทยเวย์-ออนทัวร์ สร้างมิติใหม่ ของการใช้ปุ๋ยในรูปแบบของสารอาหารแท้จริงที่พืชต้องการ ลดการขนส่ง ปุ๋ยกระสอบ ที่มีปูนขาว ดิน และสารปั้นเม็ด ซี่งสิ้นเปลืองค่าขนส่ง เกือบครึ่งหนึ่งของราคาปุ๋ยที่แท้จริง เกษตรกร จะประหยัดเงิน ที่ต้องจ่ายให้ปุ๋ยเคมี ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นค่าขนส่ง ผลิตภัณฑ์เกษตร ของเรามีจำหน่ายทั่วประเทศ หาซื้อได้ตามหัวเมืองทุกแห่ง พร้อมบริการ ฮ๊อทไลน์ ไขปัญหาเกษตร และ ข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์ โครงการ ไทยเวย์-ออนทัวร์ สัญจรไปยังเกษตรในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริม การเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ ประหยัด และ มีประสิทธ์ภาพ เผยแพร่ ความรู้ และ ความเข้าใจในการเพิ่มผลผลิตเกษตร เยี่ยมชมสวนเกษตร ที่นำทฤษฎีใหม่ไปใช้แล้ว มาให้ดูให้ชมกันเป็นตัวอย่าง ท่านสามารถเยี่ยมชมได้ ตามบล๊อก ต่าง ๆ ของ ไทยเวย์ ด้วยนะครับ
อ่าน:540 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดานพักผ่อน และจุดประสงค์ของกระดานครับ
58.10.90.194: ././. .:.:.
เหตุผล ที่เปิดกระดานนี้ขึ้นมา ก็เพราะคิดว่า บางทีพวกเราที่ทำงานเป็นเกษตรกร หรืออื่นๆเกี่ยวกับการเกษตร อยากจะพูดคุยกัน แต่ก็ไม่ได้อยากจะคุยอะไรที่เป็นสาระ อยากชวนคุยกันเล่นๆ มากกว่า ก็เลยเปิดกระดานนี้ขึ้นมาครับ 

และผมขออนุญาติถือโอกาสนี้ เปิดประเด็นแรกเลยนะครับ ผมอยากให้เรามาแลกเปลี่ยนกันว่า ก่อนที่คุณ จะเข้ามาทำอาชีพ เกี่ยวกับการเกษตร คุณเคยทำงานด้านอื่นๆ เกี่ยวกับอะไรมาก่อนหน้านี้ หรือเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่ต้น ครับ เผื่อว่าวันหน้าวันหลัง พวกเรามีใครอยากรู้อะไร เกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้ จะได้ถามๆกันเป็นความรู้ครับผม 

ผมขอตอบของตัวผมเองก่อนเลยแล้วกันครับผม ตัวผมเป็นพนักงาน หรือเป็นลูกจ้างบริษัท ที่ทำงานเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศครับ แต่อยากทำอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรมากกว่า เพราะได้ซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ และคุณพ่อ ก็เป็นเกษตรกร เลยหันมาศึกษา และเริ่มทำมาจนถึงวันนี้ครับ
อ่าน:430 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
อยากได้วิธีการหมักปุ๋ย
203.144.211.51: ././. .:.:.
มีขั้นตอนยังไงบ้างคะ จำทำใช้เองค่ะ
อ่าน:1048 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
กรมส่งเสริมการส่งออกกำหนดจัดฝึกอบรม หลักสูตร “ความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก” โดยผ่านระบบ e-Learning
125.26.161.189: ././. .:.:.
กรมส่งเสริมการส่งออกกำหนดจัดฝึกอบรม หลักสูตร “ความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก” โดยผ่านระบบ e-Learning ซึ่งขอให้ท่านศึกษารายละเอียดก่อนสมัครเข้าเรียน โดยมีรายละเอียดหลักสูตรดังนี้

1. วัตถุประสงค์
     1. เพื่อเผยแพร่และเสริมสร้างความรู้ที่จำเป็นในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจส่งออก อย่างถูกต้องและเป็นระบบสากลให้แก่ผู้สนใจประกอบธุรกิจส่งออก โดยครอบคลุมเนื้อหาสาระสำคัญต่างๆที่เป็นหัวใจสำคัญของการประกอบธุรกิจส่ง ออกโดยรวม รวมทั้งการให้ข้อมูลบริการต่างๆ ที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้ดำเนินการให้การสนับสนุนและเป็นประโยชน์อย่าง ยิ่งต่อผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจส่งออกต่อไป
     2. เพื่อให้ผู้สนใจประกอบธุรกิจส่งออกมีโอกาสศึกษาได้เองโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้ศึกษาได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา
     3. เพื่อให้ผู้สนใจประกอบธุรกิจส่งออกในภูมิภาคมีโอกาสในการเรียนรู้เรื่องการส่งออกเพิ่มขึ้น..

รายละเอียดเพิ่มเติมคลิกลิงค์ด้านล่าง
อ่าน:1120 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ รายงานปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมเผยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 8 หน่วยขึ้นบิน
203.152.57.5: ././. .:.:.
 ก.เกษตรฯ รายงานปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมเผยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 8 หน่วยขึ้นบินทำการระหว่าง 8 – 14 ก.พ. 51 ช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง
    
                  นายจรัลธาดา  กรรณสูต  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานถึงการปฏิบัติการฝนหลวงของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงระหว่างวันที่ 1 – 7 กุมภาพันธ์ 2551  จำนวน 3 ศูนย์  ได้แก่ ศูนย์ฯ ภาคเหนือตอนบน (หน่วยฯ เชียงใหม่), ศูนย์ฯ ภาคกลาง (หน่วยฯ นครสวรรค์) และศูนย์ฯ ภาคใต้ตอนบน (หน่วยฯ หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) พร้อมกับจะจัดตั้งศูนย์ฯ ภาคตะวันออก (หน่วยฯ ระยอง) ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ว่าทางหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงได้ดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และได้กำหนดพื้นที่การปฏิบัติการฝนหลวงดังนี้ 1) เน้นเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำ (ต่ำกว่า 30% ของความจุอ่างในช่วงต้นปี 2551 มีจำนวน 1 อ่าง คือ ภาคเหนือตอนบน  (เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 27%)  2) เน้นการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ต่าง ๆที่มีผู้ขอรับบริการฝนหลวงในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี จังหวัดตราด และจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ส่วนผลการปฏิบัติฝนหลวงในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา  การขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง  มีการขึ้นบิน  จำนวน 3 วัน  เที่ยวบินรวม  12  เที่ยวบิน  ชั่วโมงบินรวม  15:05  ชั่วโมง  ดังนี้  หน่วยฯ นครสวรรค์  ขึ้นบิน  3  วัน  12  เที่ยวบิน  15:05  ชั่วโมงบิน  หน่วยฯ เชียงใหม่   และหน่วยฯ หัวหินงใหเหขอรับบริการฝนหลวงในน้ำเป  ไม่ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง  เนื่องจากสภาพอากาศต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม  ลมชื้นบนมีกำลังแรงและมีฝนตกพรำ  ส่วนผลการปฏิบัติงาน  ในวันที่ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง  มีฝนตกรวม  11  สถานี  พื้นที่  5  จังหวัดได้แก่  จังหวัด  นครสวรรค์  ชัยนาท  ลพบุรี  และปทุมธานี

                สำหรับข้อมูลปริมาณน้ำฝนของประเทศ มีรายละเอียดดังนี้  มีฝนตกเล็กน้อย ถึง ปานกลาง  ถึง หนักมาก  วัดได้ ณ สถานีวัดฝน 105 สถานี  โดยมีฝนตกกระจายทั่วไปทั้งประเทศ  ส่วนการคาดการณ์สภาพอากาศ ในช่วงระหว่างวันที่ 7-12 กุมภาพันธ์ 2551 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน  จะแผ่ลงมาปกคุลมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้  ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกเล็กน้อยและอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา ส่วนคลื่นลมในอ่าวไทย โดยเฉพาะทางตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปจะมีกลังแรงขึ้นจากนั้นบริเวณความกดอากาศสูงจะมีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงทำให้มีอากาศหนาวเย็นกับมีหมอกหนาในบางพื้นที่  และตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์  2551 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้

                นายจรัลธาดา    กล่าวต่อว่า สำหรับแผนปฏิบัติการฝนหลวง  ช่วงระหว่างวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์  2551  สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร  ได้มีการวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละศูนย์  ดังนี้  1. ศูนย์ฯ ภาคเหนือตอนบน (หน่วยฯ เชียงใหม่)  รับผิดชอบพื้นที่เป้าหมาย  จำนวน  7  จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดเชียงใหม่  ตาก  เชียงราย  ลำพูน  ลำปาง  พะเยา  และแม่ฮ่องสอน  2.  ศูนย์ฯ ภาคกลาง (หน่วยฯ นครสวรรค์)  รับผิดชอบพื้นที่เป้าหมาย  จำนวน  14  จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดนครสวรรค์  อุทัยธานี  ลพบุรี  ชัยนาท  สระบุรี  สิงห์บุรี  พระนครศรีอยุธยา  อ่างทอง  กาญจนบุรี    ปทุมธานี  สุพรรณบุรี  กรุงเทพฯ  นนทบุรี  และนครปฐม  3.  ศูนย์ฯ ภาคใต้ตอนบน (หน่วยฯ หัวหิน)  รับผิดชอบพื้นที่เป้าหมาย  5  จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เพชรบุรี  ราชบุรี  สมุทรสาคร  และสมุทรสงคราม  4.  ศูนย์ฯ ภาคตะวันออก  จะมีการจัดตั้งหน่วยฯ  ระยอง  ตั้งแต่วันที่  11  กุมภาพันธ์  2551  เป็นต้นไป  โดยจะรับผิดชอบพื้นที่เป้าหมาย  จำนวน  8  จังหวัด  ได้แก่  จังหวัดระยอง  ชลบุรี  จันทบุรี  ตราด  ปราจีนบุรี  ฉะเชิงเทรา  สระแก้ว  และนครนายก
    
   วันที่ : 12/February/2008
from: moac.go.th
อ่าน:321 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เตือนซื้อปุ๋ยระวังของปลอม หลอกขายในราคาต่ำผิดปกติ
202.91.19.192: ././. .:.:.
เตือนเกษตรกรให้ระวังปุ๋ยปลอม พืชได้รับแร่ธาตุไม่ครบถ้วน โดยให้ซื้อปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยชีวภาพกับพ่อค้าหรือร้านค้าที่เชื่อถือได้ หากมีข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพหรือปุ๋ยปลอมให้ติดต่อสำนักงานเกษตรจังหวัด
อ่าน:23282 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
รมช.เกษตรฯเชื่อปุ๋ยปลอมระบาดกว่าแสนตัน สั่งตรวจ รง.ผลิตปุ๋ยปลอมไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาถูกกว่าท้องตลาด
202.91.19.192: ././. .:.:.
นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตามตรวจสอบปุ๋ย และสารเคมีเกษตรปลอมไม่ได้คุณภาพมาตรฐานว่า กรมวิชาการเกษตรรายงานเบื้องต้นว่า จะมีปุ๋ยเคมีปลอมระบาดในพื้นที่ต่างๆ มากกว่า 1 แสนตัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรซื้อปุ๋ยและยากำจัดวัชพืชเพื่อเตรียมการเพาะปลูกข้าว จึงเป็นโอกาสที่พ่อค้าหรือผู้ผลิตปุ๋ยเคมีปลอมจะฉวยโอกาสในช่วงนี้จำหน่ายปุ๋ยไม่มีคุณภาพ และไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น เพื่อป้องปรามผู้กระทำผิดและฝ่าฝืนกฎหมาย ได้สั่งการให้คณะทำงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ย และคณะทำงานปฏิบัติการตรวจสอบปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตร เร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 และ พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2551 นอกจากนี้ ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานชุดคณะทำงานระดับจังหวัด ให้เริ่มต้นปฏิบัติการตรวจสอบผู้จำหน่ายปุ๋ย และวัตถุอันตรายทางการเกษตร รวมทั้งสุ่มเก็บตัวอย่างปุ๋ยเคมีในท้องตลาด ส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน ตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้ (2 พ.ค.51) เป็นต้นไป 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า แหล่งที่คาดว่าจะมีการผลิตปุ๋ยเคมีปลอมอยู่ในเขตภาคกลาง ประมาณ 4-5 จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ใกล้กับวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตปุ๋ย เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี ราชบุรี ปทุมธานี เป็นต้น โดยเป้าหมายการตรวจสอบจะมุ่งไปที่โรงงานผลิตและบรรจุถุงปุ๋ยเป็นหลัก เพราะเป็นแหล่งกระจายปุ๋ยเคมีไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยในภาคกลางมีประมาณ 10 โรงงานใหญ่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเป็นนักธุรกิจที่ฉวยโอกาสในช่วงปุ๋ยราคาแพง ผลิตปุ๋ยปลอมไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคาถูกกว่าท้องตลาด
อ่าน:610 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ททท.รุกท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังเพิ่มยอด"ญี่ปุ่น"เที่ยวไทย
125.24.23.128: ././. .:.:.
"บ้านเราขายเป็นกิโล ขายเป็นหวี แต่ที่ญี่ปุ่นเขาจะขายเป็นลูก อย่างมังคุดลูกละ 220 เยน กล้วยหอมทองลูกละ 320 เยน คิดเป็นเงินไทยลูกละเกือบร้อย แล้วคนญี่ปุ่นชอบผลไม้ไทยมาก ขณะที่การนำเข้าผลไม้ประเทศเขาค่อยข้างลำบาก เพราะการเข้มงวดในการตรวจสอบ 
  

   "ทำไมเราไม่ทำตลาดท่องเที่ยวเชิงเกษตรล่ะ พาเที่ยวสวนผลไม้ เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้ทั้งเงินตราเข้าประเทศและการได้ทานผลไม้สด ๆ จากสวน  ถ้าเขารู้ว่าตรงไหนดีน่าสนใจก็จะบอกกันปากต่อปาก เพราะคนญี่ปุ่นการสื่อสารเขาเร็วมาก ยิ่งตอนนี้รัฐมนตรีเกษตรและรัฐมนตรีท่องเที่ยวมาจากพรรคเดียวกันก็น่าจะง่ายในเรื่องการประสานงานด้านนโยบาย" 

 ความเห็นของ"พิมใจ มัตสึโมโต" กรรมการผู้จัดการบริษัท พี.เค.สยาม จำกัด  ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกผักและผลไม้ไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเผยถึงแนวทางการแก้วิกฤติการท่องเที่ยวไทยที่อยู่ภาวะซบเซาอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา 

 ทีมงาน"ท่องโลกเกษตร"มีโอกาสสนทนากับผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)"สรรเสริญ เงารังษี"ถึงความเป็นไปได้ในประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่า จากข้อมูลตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในปี 2550 ที่ผ่านมาพบว่า เป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจำนวน 1,248,700 คน มากเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทั้งหมดที่เดินทางมาประเทศไทยและยังทำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงถึง 42,545.88 ล้านบาท

  ดังนั้นททท.จึงให้ความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวในกลุ่มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน ตามนโยบายของฯพณฯวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯและผู้บริหารระดับสูงของททท.

 "จากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมงาน จาต้า เวิลด์ เทรเวล แฟร์ 2008(JATA World Traval Fair 2008) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมา ทางททท.ได้จัดให้มีการพบปะกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นเพื่อให้ข้อมูลและสร้างความมั่นใจต่อความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น" 

  ผอ.ภูมิภาคเอเชียตะวันออกย้ำด้วยว่านอกจากนั้นแล้วยังได้ประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ในปี 2552 โดยเฉพาะการเปิดตัวปี Visit Thailand Year 2009 ในวันที่ 8 ตุลาคม 2551ที่จะถึงนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งททท.ได้เชิญผู้ประกอบการนำเที่ยวและสื่อมวลชนจากทุกภูมิภาคทั่วโลกเข้าร่วมงานอีกด้วย  โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหลักที่สำคัญของประเทศไทย 

 สอดรับมุมมองของ"จรัญ อ้นมี" ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวประจำโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นที่ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการพานักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเที่ยวชมสวนผลไม้ ได้รับประทานผลไม้สด ๆ จากสวน รวมถึงชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนไทย โดยอาจจะเน้นพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯก่อนเพื่อสะดวกในเรื่องของการเดินทาง 

 "ตอนนี้กำลังเตรียมแผนงานกันอยู่ว่าจะใช้เส้นทางไหนบ้าง แต่คงไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก เหมาะสำหรับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวช่วงสั้น ๆ 3-5 วัน เบื้องต้นน่าจะเป็นแถวจังหวัดทางภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี เพราะมีสวนผลไม้เยอะแล้งก็ใกล้พัทยาด้วย หรือไม่ก็มาทางแถบราชบุรี เพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองส่งไปขายญี่ปุ่น ช่วงแรกอาจจะร่วมกับทางสำนักงานกรุงเทพฯเพื่อเป็นการนำร่องก่อน"จรัญเผย 

 ผอ.สำนักงานการท่องเที่ยวประจำโอซาก้า ยอมรับว่าแม้สถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราจะได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่น แต่สิ่งที่พวกเขากังวลก็คือในเรื่องความปลอดภัย ซึ่งถ้าสามารถขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้ เพิ่มความมั่นใจให้กับพวกเขาเชื่อว่าคนญี่ปุ่นจะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น

 "คนญี่ปุ่นชอบความสะดวกสบาย แพงไม่ว่าแต่ขอให้สะดวกสบาย มีความปลอดภัยสูง ผลไม้ก็ต้องปลอดสารเคมี คนญี่ปุ่นจะให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพมาก ถ้าเราทำในสิ่งเหล่านี้ได้ การเชิญชวนให้คนญี่ญี่ปุ่นมาเที่ยวไทยก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะคนญี่ปุ่นชอบเมืองไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว"จรัญกล่าวย้ำ

  ด้าน เยียรยง ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสำนักงานกรุงเทพมหานคร ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯและ 5 จังหวัดในเขตปริมณฑลกล่าวเสริมว่า พื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลนั้นมีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นโครงการนำร่องท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเชิงวัฒนธรรม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับผู้เดินทางมาเที่ยวในช่วงเวลาสั้น ๆ 3-5 วัน โดย 1-2 วันแรกจะเที่ยวชมสถานที่สำคัญ ๆ ในกรุงเทพฯ ก่อนจะพาไปสัมผัส ลิ้มรสชาติผลไม้สด ๆ จากสวนในช่วง 1-2 วันสุดท้ายก่อนกลับ ซึ่งมีอยู่มากมายใกล้กรุงเทพฯหรือไม่ก็ชมวิถีชีวิตคนริมน้ำเจ้าพระยา สัมผัสแสงระยิบระยับของหิ้งห้อยยามค่ำคืน เป็นต้น 

 นับเป็นอีกก้าวของการท่องเที่ยวไทยที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยการชูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อให้พากเขาได้รับรู้ถึงต้นน้ำภาคการผลิตก่อนถึงมือผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันผลไม้ไทยได้รับการต้อนรับจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

     ****************************** 

บายไลน์ - สุรัตน์ อัตตะ  
 
อ่าน:1681 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายสูตรทำแชมพู สบู่สมุนไพร สบู่ขัดตัว และอื่นๆ จำนวนมาก
58.8.139.177: ././. .:.:.
จำหน่ายสูตรการทำแชมพู สบู่สมุนไพร สบู่ขัดตัว สบู่เหลวฟอกตัว  ครีมนวดผม น้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดรองเท้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ดินผสมปลูกต้นไม้ พิมเสนน้ำ ยาดมส้มมือ น้ำมันมวย ยาหม่อง เทียนหอมไล่ยุง เทียนเจล ฮอร์โมนพืชเร่งดอก-ผล ปุ๋ยปลา ฮอร์โมนไข่ และอื่นๆ อีกมากมายฯลฯ มากกว่า 65 สูตร หนาเกือบ 200 หน้า ราคาหนังสือเพียงเล่มละ 450.-บาท สามารถนำไปทำใช้เองหรือทำจำหน่ายได้เลย ภายในเล่มบอกวิธีทำโดยละเอียดแต่ละสูตร และบอกสถานที่ซื้อสารเคมีและบรรจุภัณฑ์

สนใจโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางนา เลขที่บัญชี 130-5731273 ชื่อบัญชี จารุพงษ์ สุวรรณ บัญชีออมทรัพย์ โอนเงิน450.-บาทรวมค่าจัดส่งทาง ปณ.แล้วทางลงทะเบียน

เมื่อโอนเงินแล้ว ช่วยโทรมาแจ้งสถานที่จัดส่งสินค้า ทางเบอร์ 089-6617375 087-3596395
อ่าน:517 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
บทความใหม่: ระบบ Hal-Q ของศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล
113.53.163.65: ././. .:.:.
ประเทศไทยมีประชากรมุสลิมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นความจำเป็นในการบริโภคอาหารฮาลาลจึงมีปริมาณมากเช่นกัน ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นผู้นำในการพัฒนางานทางด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลในระดับ โลก....

อ่านต่อคลิกลิงค์ด้านล่าง
อ่าน:1451 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ดินเปรี้ยว แก้ปัญหาดินเปรี้ยวด้วย สารปรับสภาพดิน ไฮ-แมกก้า
125.26.195.14: ././. .:.:.
ไฮ - แมกกา ตรานกอินทรีคู่
สารปรับสภาพดิน ราคาคลิกที่นี่
แก้เปรี้ยว ช่วยเขียว เยียวยาดิน
ขนาด 25 กก.

ส่วนประกอบ
แคลเซียมออกไซต์           35%
แมกนีเซียมออกไซต์         25%
ซิลิกอนไดออกไซต์           10%

·        แก้ปัญหาการขาดธาตุอาหาร แคลเซียม แมกนีเซียม และซิลิกอน ในดิน
·        เพิ่มค่าการดูดซับ และความสามารถการแลกเปลี่ยน CEC ของดิน
·        เพิ่มการสังเคราะห์แสง การสร้างสารเขียว และการแบ่งเซลล์ของพืช
·        เพิ่มความสามารถการทำงานของจุลินทรีย์ ปัองกันโรค และแมลงเข้าทำลาย

สนใจผลิตภัณฑ์ หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย

ติดต่อ ฟาร์มเกษตร
คุณ ปิยะมาศ

โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com
อ่าน:1103 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายเม็ดฟิลเลอร์ดำและขาว สำหรับผสมปุ๋ย
117.47.59.81: ././. .:.:.
ขายฟิลเลอร์ดำ  ฟิลเลอร์ขาว  เม็ดสารปรับสภาพดินและน้ำ เม็ดสวยขนาดดี รับรองไม่มีฝุ่นและความชื้น  และโดโรไมท์ผง  ธีรพงษ์ 087-0727884(โรงงานผลิต)
อ่าน:1237 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนภาคเอกชนตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิต
203.144.211.51: ././. .:.:.
กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนภาคเอกชนตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิต หวังสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา  
    
  นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปืดโรงงานไต๋ รับเบอร์ ซึ่งเป็นโรงงานรับซื้อยางถ้วย ขี้ยาง เพื่อนำไปผลิตยางแท่งเพื่อการส่งออก ของนายเกียรติศักดิ์ ตั้งเจริญสุทธิชัย ตั้งอยู่ที่ ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ว่า ภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ พืชที่สร้างรายได้ด้านไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด มะม่วง ลองกอง ส่วนพืชไร่ ได้แก่ สับปะรด อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ซึ่งภาคตะวันออกนั้นจะมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 1.87 ล้านไร่ โดยที่จังหวัดระยองจะมีพื้นที่ปลูกยางพารามากที่สุดรองลงมา ได้แก่ จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ตามลำดับ นายสมพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยผลิตยางพาราปีละ 3.05 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 3 แสนกว่าตัน ที่เหลือส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา ปีละประมาณ 2 ล้านกว่าตัน สำหรับจังหวัดระยอง มีพื้นที่ปลูกยาง 7.35 แสนไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 5.6 แสนไร่ ผลผลิต 1.4 แสนตัน/ปี ทำรายได้ปีละไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท ทั้งที่จะผลผลิตในประเทศทั้งหมด 3.05 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 3 แสนกว่าตัน และส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา ปีละประมาณ 2 ล้านกว่าตัน “ยางนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างอาชีพและรายได้ ให้กับเกษตรกรในภาคตะวันออกเป็นอย่างมาก นอกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยหน่วยงานในสังกัด อาทิ สถาบันวิจัยยาง กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ฯลฯ จะให้การสนับสนุนในด้านวิชาการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต การรวมกลุ่มเกษตรกร การแปรรูป และด้านการตลาดแล้ว ยังได้ให้การสนับสนุนและได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการส่งเสริมด้านการตลาด และการพัฒนาด้านการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานในระดับสากล ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยางในการมีตลาดรองรับผลผลิตเพิ่มขึ้น อันจะเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นายสมพัฒน์ กล่าว  
from: moac.go.th
อ่าน:362 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กำจัดหอยเชอรี่ ด้วยกินรี สารกำจัดหอยเชอรี่ ประสิทธิภาพสูงปลอดสารพิษ ตามสไตล์ฟาร์มเกษตร
125.26.143.215: ././. .:.:.
ตุ่ง.. ตุง.. ตุ๊งงงง

ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ  ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ
หลังจากที่ท่านได้ลดข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวปน ด้วย ICKIT 2 ชุดย่อสลายตอซังฟางข้าว ที่ลดข้าวดีดได้มากกว่า 70% โดยไม่ต้องเผา เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว อย่าลืมดูแลนาข้าวของท่าน โดยวิถีเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดสารพิษ เพื่อการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนต่อไปนะคะ

ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง!! "รับกินรี สารกำจัดหอยเชอรี่ คุณภาพสูง ปลอดภัยต่อคนและสัตว์เลี้ยงเพิ่มมั้ยคะ"
กินรี สารกำจัดหอยเชอรี่ สูตร ยู-ล่า ปลอดสารพิษ
ขนาด 10 กก.
ฉับไว ออกฤทธิ์ภายใน 2-3 ชั่วโมง
    * ออกฤทธิ์ 3 ขั้นตอน ในสูตรเดียว
    * ใช้ได้ทั้ง น้ำขุ่น น้ำใส
    * ไม่มีสารพิษตกค้าง ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
    * สกัดจากกากชา

ขอบคุณที่ใช้สินค้าและบริการค่ะ
ตุ๊ง.. ตุง.. ตุ่งงงง

อ้างอิง
กินรี สารกำจัดหอยเชอรี่ ปลอดสารพิษ http://www.farmkaset.org/home.aspx#ginari
ลดข้าวดีด ชุดย่อยสลายตอซังฟางข้าว http://www.farmkaset.org/home.aspx#ickit2

สนใจผลิตภัณฑ์ หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ ฟาร์มเกษตร
คุณ ปิยะมาศ
โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.
แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com
อ่าน:8564 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่องส่งชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการกวาดล้างปุ๋ยปลอมต่อเนื่อง ผล 1 เดือน พบปลอม 48 ตัวอย่าง
203.152.57.5: ././. .:.:.
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่องส่งชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการกวาดล้างปุ๋ยปลอมต่อเนื่อง ผล 1 เดือน พบปลอม 48 ตัวอย่าง พร้อมหอบข้อมูลเข้าถก ครม. หวังหน่วยงานเกี่ยวข้องร่วมมือเชื่อมโยงกฎหมาย เอาผิดผู้ผลิต ปุ๋ยปลอมแบบถอนราก  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อติดตาม ตรวจสอบ ปุ๋ยและสารเคมีเกษตรปลอมไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน ว่า จากการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการด้านปุ๋ยและสารเคมีขึ้น 2 ชุด ประกอบด้วยคณะทำงานปฏิบัติการ ตรวจสอบปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตร และคณะทำงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ย นั้น มีการปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องควบคู่ไปกับการทำงานปกติของสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตร โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2551- ปัจจุบัน มีการเก็บตัวอย่างปุ๋ยจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการแจ้งเบาะแส จำนวน 52 ตัวอย่าง ตรวจสอบพบว่าเป็นปุ๋ยปลอม จำนวน 48 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 92.3 โดยโรงงานผลิตปุ๋ยปลอมรายใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี 1 โรง กาญจนบุรี 5 โรง ราชบุรี 1 โรง นนทบุรี 1 โรง นครปฐม 1 โรง และกำแพงเพชร 1 โรง ซึ่งได้ทำการอายัดปุ๋ยปลอมเหล่านั้นไปแล้ว จำนวนกว่า 100 ตัน พร้อมทั้งสั่งการให้นิติกรส่งดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย และพักใบอนุญาต รวมถึงขยายผลตรวจสอบไปยังกลุ่มผู้สั่งซื้อปุ๋ยจากโรงงานข้างต้น ซึ่งพบว่าหนึ่งในจำนวนนั้นมีกลุ่มสหกรณ์การตลาดหลายแห่งเป็นผู้สั่งซื้อปุ๋ยปลอมดังกล่าวด้วย จึงได้ประสานและประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มผู้สั่งซื้อทั้งรายใหญ่และรายย่อยทั่วประเทศ ให้มีการตรวจสอบอย่างรัดกุมก่อนนำไปจำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับผลผลิต และไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการผลิตหรือจำหน่ายปุ๋ยปลอม แต่อย่างไรก็ดี ทางคณะกรรมการฯ ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของลิขสิทธิ์ปุ๋ยที่ถูกทำปลอมในการเข้าแจ้งความกับกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินการช่วยเหลืออีกช่องทางหนึ่งด้วย นายธีระชัย กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานของคณะทำงานทั้งสองชุดอาจประสบปัญหาในด้านข้อกฎหมายและการบังคับใช้อยู่บ้าง เนื่องจากผู้กระทำความผิดบางรายเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ หรือมีการปิดบังอำพรางเจ้าของโรงงานที่กระทำความผิดที่แท้จริงเอาไว้ ดังนั้น จึงจะรวบรวมข้อมูลอุปสรรคต่างๆ เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการที่จะเชื่อมโยงความร่วมมือ ข้อกฎหมายหรือระเบียบที่กระทรวงอื่นๆ มีอำนาจหน้าที่ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนปฏิบัติการตรวจสอบและเอาผิดกับผู้ผลิตปุ๋ยปลอมได้อย่างเต็มที่ อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงิน กฎหมายโรงงาน กฎหมายทางด้านพาณิชย์ ฯลฯ ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการดำเนินงานของคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อติดตามตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรปลอม ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน ที่กำลังอยู่ในระหว่างประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย และคาดว่าจะจัดตั้งขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ จะช่วยเอื้อประโยชน์ให้การตรวจจับปุ๋ยปลอม และการดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืนเกิดประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นการบูรณาการบุคลากรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเข้าด้วยกัน “นอกจากจะเดินหน้าตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ผลิตปุ๋ยปลอมแล้ว ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร จะเร่งขยายจำนวนร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ได้มาตรฐานคุณภาพ (Q) อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายปัจจัยทางการผลิตที่เกษตรกรจะมั่นใจและเชื่อถือได้ในคุณภาพ ส่วนฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูเริ่มต้นแห่งการเพาะปลูกนี้ นอกจากจะต้องตรวจสอบเรื่องปุ๋ยปลอมแล้ว เกษตรกรยังต้องระวังในเรื่องของยาปราบวัชพืชที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะส่งคณะทำงานลงพื้นที่และสืบทราบเบาะแสอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่อีกด้วย” นายธีระชัย กล่าว  
อ่าน:1126 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
+++จำหน่ายหมูย่างเมืองตรัง หมูย่างตรัง บริการส่งถึงกรุงเทพ+++
113.53.166.122: ././. .:.:.
จำหน่ายหมูย่างเมืองตรัง
หมูย่างตรัง สูตรของทางร้านเป็นสูตรไม่หวานมากนัก
รสชาติออกหวานเค็ม อร่อย กลมกล่อม ไม่หวานเลี่ยน
และด้วยรสชาตินี้เอง ทำให้หมูย่างของเรา ได้จำหน่ายส่งถึงต่างประเทศ
และทางร้านจะมีบริการส่ง ให้ลูกค้าที่อยู่กรุงเทพโดยทางเครื่องบิน
สำหรับงานจัดเลี้ยง งานพิธี ต่าง ๆ หรือไหว้เจ้าตรุษจีน แก้บน ต่าง ๆ
นอกจากนี้ทางร้านเรา ยังมีเค้กตรัง ขนมของฝากจากเมืองตรังอื่น ๆ
ไว้คอยบริการจำหน่ายทั้งปลีก - ส่ง
แวะชมได้ที่ www.aroi-at-trang.com
หรือโทรสอบถามได้ที่ 081-5418336 
อ่าน:6727 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายสูตรทำแชมพู สบู่สมุนไพร สบู่ขัดตัว และอื่นๆ จำนวนมาก
58.8.139.177: ././. .:.:.
จำหน่ายสูตรการทำแชมพู สบู่สมุนไพร สบู่ขัดตัว สบู่เหลวฟอกตัว  ครีมนวดผม น้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดรองเท้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ดินผสมปลูกต้นไม้ พิมเสนน้ำ ยาดมส้มมือ น้ำมันมวย ยาหม่อง เทียนหอมไล่ยุง เทียนเจล ฮอร์โมนพืชเร่งดอก-ผล ปุ๋ยปลา ฮอร์โมนไข่ และอื่นๆ อีกมากมายฯลฯ มากกว่า 65 สูตร หนาเกือบ 200 หน้า ราคาหนังสือเพียงเล่มละ 450.-บาท สามารถนำไปทำใช้เองหรือทำจำหน่ายได้เลย ภายในเล่มบอกวิธีทำโดยละเอียดแต่ละสูตร และบอกสถานที่ซื้อสารเคมีและบรรจุภัณฑ์

สนใจโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางนา เลขที่บัญชี 130-5731273 ชื่อบัญชี จารุพงษ์ สุวรรณ บัญชีออมทรัพย์ โอนเงิน450.-บาทรวมค่าจัดส่งทาง ปณ.แล้วทางลงทะเบียน

เมื่อโอนเงินแล้ว ช่วยโทรมาแจ้งสถานที่จัดส่งสินค้า ทางเบอร์ 089-6617375 087-3596395
อ่าน:1147 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวปน ข้าววัชพืช
125.26.143.215: ././. .:.:.
ข้าววัชพืช "weedy rice"

โดย ดร.จรรยา มณีโชติ
กลุ่มวิจัยวัชพืช  สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช
กรมวิชาการเกษตร
.
ข้อมูลนี้คัดมาจาก: http://kpp-rsc.ricethailand.go.th/weedyrice/weedy%20rice1.htm

ข้าววัชพืช
ปัจจุบัน ชาวนาในเขตภาคกลางจนถึงเหนือตอนล่าง กำลังประสบกับวัชพืชชนิดใหม่ที่มีลักษณะเหมือนต้นข้าวจนแยกไม่ออก
ในระยะต้นกล้า วัชพืชชนิดนี้มีชื่อเรียกต่างๆกันในแต่ละท้องถิ่นตามลักษณะภายนอกที่ปรากฏว่า “ข้าวหาง ข้าวนก ข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าวลาย หรือ ข้าวแดง”   ซึ่งข้าวเหล่านี้จัดเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว มีชื่อสามัญ ว่า “ข้าววัชพืช” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
“weedy rice”  ในระยะเริ่มต้นของการ ระบาด ข้าววัชพืชจะแฝงตัวเข้ามาในนาข้าวเพียงไม่กี่ต้น หากไม่มีการกำจัดในระยะเวลา
2-3 ฤดู เท่านั้น ข้าววัชพืชสามารถเพิ่มจำนวนเป็นหลายล้านต้นปกคลุมจนมองไม่เห็นต้นข้าว

ประวัติการระบาดของข้าววัชพืช
พบการระบาดรุนแรงครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ปีพ.ศ. 2544 ในนาหว่านน้ำตม ที่ตำบลเขาสามสิบหาบ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และในนาหว่านข้าวแห้ง ในเขตจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี พื้นที่การระบาดเริ่มต้นเพียง 500 ไร่ และขยาย
วงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2549  ข้าววัชพืชกลายเป็นปัญหาร้ายแรงที่พบในพื้นที่ทำนาหว่านน้ำตมจำนวนหลาย
แสนไร่ ทั่วเขตภาคกลางจนถึงเหนือตอนล่าง รวม 21 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง ชัยนาท อยุธยา นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี นครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก นอกจากนั้น ยังแพร่กระจายไปสู่แหล่งปลูกข้าวคุณภาพ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และหนองคาย

ข้าววัชพืช..มาจากไหน?
ข้าววัชพืช เกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวป่าที่พบทั่วไปในธรรมชาติ กับข้าวปลูก เกิดเป็นลูกผสมที่มีการกระจายตัวของลูกหลาน
ออกเป็นหลายลักษณะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ชาวนาไม่ต้องการ คือ เปลือกเมล็ดสีดำหรือลายน้ำตาลแดง เมล็ดข้าวสารมีสีแดง ปลายเมล็ดมีหางและเมื่อสุกแก่เมล็ดจะร่วงก่อนเก็บเกี่ยวข้าว

ชนิดของข้าววัชพืช
ข้าววัชพืชสามารถจำแนกตามความแตกต่างทางลักษณะภายนอกเป็น 3 ชนิด คือ ข้าวหาง ข้าวดีด และข้าวแดง ชนิดที่เป็นปัญหา
ร้ายแรงของชาวนาคือ ข้าวหาง และ ข้าวดีด เพราะเป็นข้าววัชพืชชนิดร่วงก่อนเกี่ยว เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และสูงข่มข้าวปลูก
ในระยะแตกกอ ข้าวหางและข้าวดีดจะออกดอกและเมล็ดจะสุกแก่ก่อนก่อนปลูกข้าวประมาณ 2 สัปดาห์ ชาวนาไม่สามารถ
เก็บเกี่ยวได ้เพราะเมล็ดร่วงเกือบหมด ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย 10-100 % ขึ้นอยู่กับความหนาแน่น ของข้าวหาง และข้าวดีด บางแปลงที่มีความหนาแน่นมาก ใน 1 ตารางเมตร มีข้าวหาง 800 ต้น เหลือต้นข้าวจริงเพียง 2 ต้น ชาวนาไม่สามารถ เก็บเกี่ยวได้ ทำให้ผลผลิตเสียหาย 100% ส่วนข้าวแดงนั้นเป็นข้าววัชพืชชนิดเมล็ดไม่ร่วง ชาวนาสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ผลผลิตจึงไม่เสียหาย แต่คุณภาพ

ข้าว ลดลง เพราะเมล็ดขาวสารแดงที่ปนอยู่ ชาวนาถูกโรงสีตัดราคาเกวียนละ 200 - 800 บาท ตามเปอร์เซ็นต์ของข้าวแดงที่ปน เพื่อชดเชยผลผลิตที่จะต้องเสียไปบางส่วน เพื่อจะขัดเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงออก
ให้เป็นเมล็ดข้าวสารสีขาว ซึ่งบางครั้งในรายที่มีข้าววัชพืชปนเป็นจำนวนมาก โรงสีจะไม่รับซื้อ ชาวนาต้องนำไปขายเป็นข้าวเลี้ยงเป็ด และไก่ ในราคาถูกถังละ 30 - 50 บาท
---------------------------------------------------------------

ฟาร์มเกษตรนำเสนอสินค้า

ชุดย่อยสลายตอซังฟางข้าว ไอซี-คิท ลดข้าวดีดได้มากกว่า 70%  

ไอซี-คิท ชุดย่อยสลายตอซังฟางข้าว ชุด 2 ขวด
ขนาด 1 ลิตร x 2 ขวด/ชุด

ชุดย่อยสลาย เฉพาะเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร

ลดข้าวดีดมากกว่า 70%

- รวดเร็วในการย่อยสลายตอซังฟางข้าว ภายใน 5-7 วัน โดยไม่ต้องเผา

- ปรับสภาพดินในนาข้าว สามารถไถพรวนได้ง่าย

- เพิ่มจุลธาตุอาหารให้แก่นาข้าวหลังการเก็บเกี่ยว

- สามารถลดปัญหาข้าวดีด และข้าววัชพืชอื่น ๆ ในนาข้าวได้

 
สนใจผลิตภัณฑ์ หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย

ติดต่อ ฟาร์มเกษตร
คุณ ปิยะมาศ

โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com

หรือคลิกที่ลิงค์ด้านล่าง เพื่อดูราคา และข้อมูลสินค้า
อ่าน:4342 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาต้นทุนการเลี้ยงโคนมเพิ่มสูง หันมา...
202.91.18.205: ././. .:.:.
กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาต้นทุนการเลี้ยงโคนมเพิ่มสูง หันมาให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนม ช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างจริงจัง  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานใน        พิธีเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของชุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ว่า ชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ ปี 2511 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ดูแลช่วยเหลือ สหกรณ์สมาชิกและเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคนม  รวมถึงอุตสาหกรรมนมทั้งระบบ ปัจจุบันมีสหกรณ์โคนมผู้เป็นสมาชิก รวม 90 แห่ง     มีเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคนมเป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมทั่วประเทศประมาณ 19,351 ครอบครัว สามารถผลิตน้ำนมดิบรวมได้ปริมาณ 1,576.59 ตัน/วัน อย่างไรก็ตาม ระบบอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นม โดยเฉพาะปัญหาด้านต้นทุน การเลี้ยงโคนมที่สูงอย่างต่อเนื่อง จากราคาอาหารสัตว์ น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยเฉลี่ยกว่า 80 % ทั่วประเทศ เป็นฟาร์มขนาดเล็ก ยังต้องประสบปัญหาจากการเลี้ยงโคนมอยู่กิโลกรัมละ 2.17 บาท

                “กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมยังคงต้องประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องและได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักในเรื่องราคาจำหน่ายน้ำนมดิบ  และต้นทุนการเลี้ยงโคนม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะปัญหาในเรื่อง การกำหนดราคารับซื้อน้ำนมดิบของเกษตรกร         ผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งจะต้องพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และในส่วนของเกษตรกรจะต้องหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนม และต้นทุนการผลิตอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาสามารถดำเนินได้อย่างลุล่วงและยั่งยืนในที่สุด อย่างไรก็ตาม ชุมนุมสหกรณ์มีความประสงค์จะขอกู้เงินจากกองทุนสหกรณ์ฯ วงเงิน 300 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาพัฒนาและบริหารจัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหา ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่น่ามีปัญหาหากพิจารณาแล้วไม่ขัดต่อระเบียบและข้อกำหนด ซึ่งจะได้นำเรื่องนี้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
 
From: moac.go.th
อ่าน:802 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายแม่ปุ๋ย 21-0-0 จำนวนมากตันละ 8,000 085-1789876 
115.67.206.3: ././. .:.:.
ขายแม่ปุ๋ย 21-0-0 จำนวนมากตันละ 8,000 085-1789876 
อ่าน:3634 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล (BioMass Fuel Power Plant) ออกแบบ จำหน่าย ติดตั้งด้วยระบบ Turnkey Engineering
58.9.91.190: ././. .:.:.
บริษัท ทรอปิคอลเอเซีย จำกัด 
  
"ผู้เชี่ยวชาญด้าน การออกแบบ ผลิตและจำหน่าย เครื่องจักรกลการเกษตร ด้วยระบบบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ" 
  
 *  โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล (BioMass Fuel Power Plant) 
  
 *  โรงงานสกัดน้ำมันไบโอดีเซล จากวัตถุดิบการเกษตร (BioDiesel) 
  
 *  โรงงานสกัดน้ำมันไบโอดีเซล จากยางรถยนต์ใช้แล้ว 
  
สนใจลงทุนตั้งโรงงาน  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเวป

www.biomassfuelpower.com 

Email: sanchaitropical2@yahoo.com หรือ

Email: biomassfuelpower@gmail.com

อ่าน:22458 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
รับผลิตฮิวมิคแอซีดปรับปรุงดิน และเร่งการเจริญเติบโต สนใจกรุณษติดต่อ 081-903-2563บอส www.maidokklong15.com
118.173.218.120: ././. .:.:.
รับผลิตฮิวมิคแอซีดปรับปรุงดินและเร่งการเจริญเติบโต ในนาข้าว ไม้ผม ไม้ดอกไม้ประดับ พืชไร่ สนใจกรุณาติดต่อ 81-903-2563 บอส www.maidokklong15.com
อ่าน:832 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการซื้อปั้มยาเคมีพลาสติกหรือสแตนเลส 081-903-2563
118.173.218.120: ././. .:.:.
ต้องการซื้อปั้มยาเคมีพลาสติกหรือสแตนเลส 081-903-2563
อ่าน:25044 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
โคขุน...'ไทยแบล็ค' ลูกผสมพันธุ์ใหม่ให้เนื้อมาก
125.24.39.151: ././. .:.:.
เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ “เปิบ” อาหารคุณภาพเยี่ยม อีกทั้งผลักดันไทยให้ก้าวขึ้นสู่การเป็น “ครัวของโลก” กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเร่งสร้างโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค” ขึ้น สำหรับส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงเป็นอาชีพ

น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกกับ “หลายชีวิต” ว่า โคไทยแบล็ค หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า “วัวดำ” เกิด จากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ แองกัส (Angus) ลักษณะ ไม่มีเขา (Poll) ขนเรียบ สีดำตลอดทั้งตัว ลำตัวขนาดไม่ใหญ่นัก ทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดี โคเพศผู้ เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักเฉลี่ย 800-900 กก. เพศเมีย 600-700 กก. เจริญเติบโตและผสมพันธุ์ได้เร็ว

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในการสร้างจะใช้แม่โคพื้นเมือง อายุ 400-600 วัน ซึ่ง ผ่านการตรวจหายีนไขมันแทรกเนื้อ (TG5) การเจริญเติบโต พื้นที่หน้าตัดสันนอก โดย ภาคเหนือ ใช้ขาวลำพูน อีสาน พันธุ์พื้นเมืองอีสาน กลาง พันธุ์โคลาน และ ภาคใต้ พันธุ์โคชน 

น.สพ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ ผอ.สำนักเทคโนโลยี ชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ เล่าถึงการสร้างสายพันธุ์ว่า ในปี'49 ได้นำน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์แองกัส จากประเทศออสเตรเลีย และอเมริกา มาผสมเทียมกับแม่โค เกษตรกรในโครงการ ด้วยเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน วิธีดังกล่าวทำให้ได้ไข่ที่พร้อมผสมพันธุ์จำนวน 6-20 ฟอง จากเดิมได้เพียงแค่ 1 ฟอง จากนั้นคัดเลือกลูกโคที่มีความสมบูรณ์แต่ละรุ่น สำหรับใช้เป็นแม่โค 

กระทั่งปัจจุบัน สามารถสร้าง “วัวดำ” พันธุ์ใหม่ที่ โตเร็ว ทนทานต่อโรคอาทิ คอบวม ระบบทางเดินหายใจ มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง ผสมติดง่าย ให้เนื้อมาก เปอร์เซ็นต์ซาก (Carcass Percentage) อาทิ พื้นที่หน้าตัดสันนอกเฉลี่ย 13.65 ตร.นิ้ว ความหนาไขมันสันหลัง 0.27 นิ้ว ไขมันแทรกเนื้อ 1 เปอร์เซ็นต์ ความหนาไขมันสะโพก 0.38 นิ้ว กระดูกเล็ก เนื้อไหล่กว้างใหญ่ และมี น้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.34 กก./วัน ในช่วงระยะเวลาขุน 

และ...คุณสมบัติเหล่านี้ ไม่ด้อยไปกว่าสายพันธุ์แท้จากบ้านเกิด ดังนั้น ไทยแบล็คจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกของตลาดโคขุน ที่สามารถทดแทนการนำเข้าได้ดีในอนาคต 

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด ได้ที่ โทร. 0-2501-2116 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา เตียว
อ่าน:16581 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สปก.ทุ่มสองพันล้าน พัฒนาศูนย์เรียนรู้ทั่วประเทศ 
125.24.37.228: ././. .:.:.
นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ปี'52 นี้ กระทรวงเกษตรฯ จัดสรรงบ 2,047.94 ล้านบาท เพื่อใช้ขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ โดยมีนโยบายมอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งขับเคลื่อนภารกิจ 3 ด้าน ได้แก่ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปเกษตรกร และการปฏิรูปการจัดการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ และยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างสมดุล 

ด้านนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ ส.ป.ก. เผยว่า ได้กำหนดแผนงานวางระบบการถือครองและกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดิน โดยจะเร่งจัดที่ดินทำกินจำนวน 1.5 ล้านไร่ รองรับเกษตรกรกว่า 100,000 รายทั่วประเทศ เร่งปรับปรุงหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินรายแปลง (เอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ค) จำนวน 300,000 ฉบับ เร่งจัดที่ดินชุมชน 500 ชุมชน เกษตรกรเป้าหมาย 65,000 ราย พร้อมประสานความร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยเครือข่าย จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ฯรายตำบล จำนวน 250 ตำบล ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 5 ล้านไร่ ทำแผนเร่งส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อม จำนวน 200 ตำบล คิดเป็นพื้นที่ 6,000 ไร่ 

นอกจากนี้ ยังได้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร โดยมุ่งที่การใช้ศูนย์บริการประชาชนเคลื่อนที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 800 ตำบล เร่งขยายผลการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และนิคมเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบกับเกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษา เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ โดยเน้นให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างมูลค่าที่ทำกิน ทั้งยังช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้เกษตรกรเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 4,500 บาท/เดือน
 
อ่าน:2412 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ธรรมชาติสมดุลในสวนปาล์ม เอาน้ำเสียผสมขี้หมูป่าแทนปุ๋ย
125.24.30.6: ././. .:.:.
จาก: http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=114558

เศรษฐกิจพอเพียง...คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล อันจะเป็น ภูมิคุ้มกันในตัว ซึ่งเป็นวิถีทางให้คนทุกเพศวัย ทุกระดับสาขาวิชาชีพสามารถยึดเป็นแนวปฏิบัติ...!!!

และ.....ท่ามกลางวิกฤติของสังคมและเศรษฐกิจ แม้จะอยู่ท่ามกลางสภาวะราคาพืชผลที่ขึ้นๆลงๆไม่มีความแน่นอนนี้ หากรู้จักนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้...ก็สามารถพาครอบครัว ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

...ลุงบัวไล แสนอุบล วัย 51 ปี จบการศึกษาเพียงแค่ ป.4 หันเหชีวิตจากภูมิลำเนาจังหวัดสกลนคร ถิ่นอีสานเหนือ มาใช้ชีวิตเป็นชาวสวนปาล์มที่ตำบลคลองยา อำเภออ่าวลึก กระบี่ ซึ่งถือเป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ ประสบความสำเร็จตามวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง เล่าถึงความเป็นมาว่า....

...เมื่อปี 2527 เริ่มจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเพื่อลงทุนในการทำสวนปาล์มมูลค่า 1.4 แสนบาทต่อแปลง (แปลงละ 25 ไร่) ล้มลุกคลุกคลานกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตและราคาผลปาล์มที่ขึ้นๆลงๆ แต่ก็ไม่เคยทำให้หมดหวัง

โดยบอกถึงปรัชญาในการทำงานและอยู่ในสังคมว่า “...การที่จะประกอบกิจการใดๆ ให้เจริญเป็นผลดีนั้น ย่อมต้องมีความอุตสาหะ พากเพียร ความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน อดกลั้น เป็นรากฐานสำคัญ อีกที่ขาดไม่ได้คือ ต้องมีจิตเมตตากรุณาไม่เบียดเบียนผู้อื่น พร้อมที่จะบำเพ็ญประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวมตามโอกาสอีกด้วย”

...เมื่อปี 2537 ลุงบัวไล...จึงปิ๊งไอเดียแล้วนำ หมูป่ามาเลี้ยงในสวนปาล์ม ด้วย ความคิดในการเลียนแบบธรรมชาติว่ามันสามารถอยู่ในสวนปาล์มได้อย่าง มีความสุขเหมือนอยู่ในป่า เพราะหมูป่าชอบอยู่กันเป็นฝูงและชอบอยู่ในที่โล่ง อาหารก็สามารถหาได้เองตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผลปาล์มร่วง หญ้าในสวน ผักตบชวา ต้นกล้วย

...ขณะเดียวกัน หมูป่ายังช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ ความสมบูรณ์ของดิน พรวนดินให้มีความร่วนอยู่เสมอ เกิดความอุดมสมบูรณ์ ให้กับต้นปาล์มโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ย เป็นความประหยัดและพอเพียงที่แทบไม่ต้องลงทุน จากหมูป่าที่ลงทุนเพียง 10 ตัว ปัจจุบันเพิ่มประชากร กว่า 50 ตัว ต่อ มาปี 2549 มีการสร้างโรงงานสกัดผลปาล์มมาตั้งอยู่ในละแวกไม่ไกลจากสวนปาล์ม ภายหลังมีการถ่ายเทน้ำเสียออกมาไม่น้อย ตอนนั้นเกิดวิตกเช่นกันเลยส่งตัวอย่างน้ำให้ เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญนำไปวิเคราะห์

....เมื่อรู้ผลว่าไม่กระทบและไม่มีความเสี่ยงต่อต้นปาล์ม...เลยนำวิกฤติ มาแปรสภาพเป็นโอกาส บวกกับความกล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยง จึงต่อท่อน้ำเสียจากบ่อพักน้ำเสียจากโรงงานสูบฉีดเข้าไปยัง สวนปาล์มผสมผสาน กับ ขี้หมูป่า ที่เลี้ยงตามธรรมชาติ....แทนการใช้ปุ๋ยยี่ห้อดัง

ทำไปสักระยะก็เห็นผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี ผลปาล์มดกให้น้ำหนักดี จากเดิมต่อแปลง 25 ไร่ ให้ผลผลิต 2-3 ตันต่อปี แต่เมื่อใช้น้ำเสียและมูลหมูป่าให้ผลผลิตเพิ่มเป็นเท่าตัว 5 ตันต่อปี ทำให้รายได้ ก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ที่สำคัญคือ ไม่ต้องควักกระเป๋าซื้อปุ๋ย...ได้ประโยชน์เกินคุ้ม

เมื่อต้นเดือนกันยายน 2551 ที่ผ่านมา นายชรินทร์ แกล้วทนงค์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ได้ประกาศยกย่องให้ สวน ปาล์มของลุงบัวไลเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ต.คลองยา ด้านการเลี้ยงหมูป่าและการใช้น้ำเสียจากโรงงาน แทนการใช้ปุ๋ยในสวนปาล์ม

ปัจจุบัน....เนื้อที่ 62 ไร่ ของ สวนปาล์มของลุงบัวไล ได้ เป็นต้นแบบให้กับครอบครัวและชุมชนในละแวกใกล้เคียง ได้เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้ และเป็นเวทีให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและเรียนรู้ระบบการดำเนิน งาน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ซึ่งได้ขยายฐานไปยังชุมชนต่างๆทั้งใกล้และไกล รวมถึงต่างชาติ อย่าง ประเทศเยอรมนี ก็เคยมาลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ความลงตัวที่สมดุลกับวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง...

...หากชาวสวนปาล์มสนใจจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ....แวะหา บัวไล ได้ที่ 6/3 บ้านหมู่ 1 ตำบลคลองยา...หรือกริ๊งกร๊าง 0-7563-4582 ในเวลาที่เหมาะสม.

รัตนา เตชะเสาวภาคย์
อ่าน:2948 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หนุนอีสานปลูกยาง 2.5 ล้านไร่ เปิดแหล่งรับซื้อ บุรีรัมย์ หนองคาย 
58.9.142.112: ././. .:.:.
From: http://www.thairath.co.th/news.php?section=agriculture&content=112971

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่ไทยได้เสนอต่อที่ประชุมยางโลกซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกคือไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียที่ว่าประเทศไทยมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกยาง 4 แสนไร่ เพื่อหันมาปลูกปาล์มนั้น ส่งผลให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่

โดยแต่ละปีจะมีการนำเข้ายางพาราจากประเทศไทยประมาณ 830,000 ตัน จากปริมาณการส่งออกทั้งประเทศ 2,700,000 ตัน หรือ 1 ใน 3 เกิดความไม่แน่ใจ พร้อมทั้งเตรียมหาแหล่งรับซื้อที่ใหม่โดยมุ่งไปที่ประเทศเวียดนาม ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงเดินทางเข้าพบกับรัฐมนตรีเกษตรจีนที่กำกับดูแลยาง และสมาคมอุตสาหกรรมยางจีนที่ขณะนี้กำลังประสบปัญหาการซื้อวัตถุดิบป้อนโรงงาน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ในการเจรจาดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาผันผวนเพราะมีการเก็งราคา รวมทั้งซื้อขายลมโดยไม่มีการส่งมอบจริง และยังสร้างความมั่นใจว่าปริมาณผลผลิตยางไทยยังมีคุณภาพ มีเพียงพอต่อความต้องการใช้ เพราะไทยได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่แถบภาคอีสานปลูกยางเพิ่มขึ้นอีก 2.5 ล้านไร่ ซึ่งผลผลิตจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในปี'54 และเมื่อผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาด จะไม่มีปัญหาเรื่องราคาอย่างแน่นอน เพราะได้เตรียมแหล่งรับซื้อผลิตผล ไว้ 2 จุด ซึ่งอยู่ ในจังหวัดบุรีรัมย์ และหนองคาย

อย่างไรก็ตาม ยังได้เสนอให้ผู้ที่ลงทุนในสมาคมยางจีน เข้ามาลงทุนทำอุตสาหกรรมฯในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งคาดว่าต่อไปในอนาคตผลิตผลจากฝั่งลาว และเขมร ที่ประเทศเวียดนามเข้าไปลงทุน จะถูกส่งมาแปรรูปทางด้านบริเวณนี้และจะส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่และภายใน ประเทศดีขึ้นอย่างแน่นอน

“การไปในครั้งนี้ยังได้เยี่ยม สนง.ที่ดูมาตรฐานของยางจีนที่ใช้ระบบ CCC รับรองมาตรฐาน เพื่อต่อไปไทยจะได้นำระบบดังกล่าวมาทำระบบมาตรฐานอย่างที่จีนใช้ นำมากำหนดเทียบเคียงร่วมกัน โดยเจ้าหน้าที่ของไทยจะเป็นผู้ตรวจสอบดูแลระบบทั้งหมด” นายสมชายกล่าว.
อ่าน:1073 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน













© FarmKaset.ORG