FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
ขายปุ๋ยมูลขี้หมู บรรจุถุง 30 กก
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 544 | Ans: 3
ขายปุ๋ยขี้หมูราคาถูก
ซึ่งบรจุถุงไว้ถุงละ30 กก. สำหรับ เกษตรกร
อยู่ จ.ขอนแก่น ติดต่อสอบถามราคาได้ครับ

ติดต่อ : คุณเฉลิมชัย Chalermchai Tullayadechap
ที่อยู่ : ขอนแก่น , บ้านไผ่ , บ้านลาน
โทรศัพท์มือถือ : 089-621-3188
อีเมลล์ : jiuzhaigou@hotmail.com
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดเปิดจำหน่ายปุ๋ยเคมีเต็มสูตรราคาส่งหน้าโรงงาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2575 | Ans: 2
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร 

เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                                                                

                                                                                                        ราคาขายส่ง / กระสอบ

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง                                     650    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง                           650   บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง                             650    บาท

 

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0                                     890   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15                                  980   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9                                     980   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8                                   820   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0                                   980   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18                                   980    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27                                      1100   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21                                       1150   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7                                    1020    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24                                     1280    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0                                     890    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8                                    980    บาท

***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลางเหมาะสำหรับร้านค้าหรือเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทีละมากๆ

***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้***

        เงื่อนไข

1.    ราคานี้เป็นราคาเงินสด

2.    ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว

3.    บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า

4.    แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน

5.    จัดส่งฟรี

****สั่งในจำนวนมากบริษัทมีส่วนลดให้แก่ผู้ซื้ออีกราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาสอบถามก่อนดีที่สุด****

 ติดต่อสอบถาม  คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด ตัวจริงครับ ขอย้ำ


ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนิคมสหกรณ์ดงเย็น มุกดาหาร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 19129 | Ans: 2
รูปแบบการสาธิตอาชีพเกษตรผสมผสาน

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนิคมสหกรณ์ดงเย็น อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เป็นอีกหนึ่งศูนย์เรียนรู้ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดตั้งขึ้นมา มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ กิจกรรมภายในศูนย์ฯแห่งนี้จะเน้นรูปแบบการสาธิตวิธีการประกอบอาชีพ ด้านเกษตรผสมผสาน มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น   6 ส่วน ประกอบด้วย สระน้ำ 10 ไร่ เพื่อเลี้ยงปลา พื้นที่เลี้ยงสัตว์ 3 ไร่ ปลูกพืชไร่พืชสวน 73 ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัวและเห็ด 3 ไร่ จัดเป็นป่าชุมชน 10 ไร่ และอาคารสำนักงาน 1 ไร่  
 
ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกเกษตรกรรุ่นแรก ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ดงเย็น และสมาชิกนิคมสหกรณ์คำอาฮวน จำนวน 30 คน ที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือ มีที่ดินทำกินน้อยไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ ได้มีโอกาสเข้ามารับการศึกษาอบรมภาคทฤษฎีและฝึกการปฏิบัติจริงในแปลงสาธิตภายในศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นระยะเวลา 60 วัน 
ภูชี้ฟ้าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้น
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 7566 | Ans: 2
ข้อมูลทั่วไป : 
ภูชี้ฟ้าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากดอยผาตั้ง 25 กม. อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็นหมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง ยามเช้าในฤดูหนาวจะมี ทะลหมอก และอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยวหรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบริเวณภูชี้ฟ้า บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แซมด้วยทุ่งโคลงเคลง ที่มีดอกสีชมพูอมม่วงซึ่งจะบานระหว่างเดือน กรกฎาคม – มกราคม 


--------------------------------------------------------------------------------
การเดินทาง : 
ทางรถยนต์
1. การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย - เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง - ปางค่า ระยะทาง 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นลูกรังถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กิโลเมตร 

2. ใช้เส้นทาง 1021 เทิง - เชียงคำ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตกภูซาง (1093) บ้านฮวก อีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร แล้วเดินทางเท้าต่ออีก 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว ทางเดินเท้ามีความสูงชันมาก 

ทางรถโดยสาร
จากสถานีขนส่งเชียงราย มีรถโดยสารไปยังภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง รถออกเวลา 12.30 น. รายละเอียดติดต่อ บ.สหกิจ โทร 0-5371-1654 

จุลสารวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา ฉบับที่ 50/2551 สำหรับสมาชิก สสว.
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2444 | Ans: 1
สำหรับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่ สสว. จะขอแจ้งแก่ท่านในขณะนี้ คือ จุลสารวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา เรื่อง เตือนภัย : พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 กับผลกระทบต่อภาคการผลิต (ตอนที่ 2) : ฉบับที่ 50/2551 โดยเข้าที่เว็บไซต์ http://www.sme.go.th/wsi/IFRAME/journals_2551_50.html เลือกคลิกปุ่มดาวน์โหลดจะอยู่ด้านขวา ตรงกลาง คลิกดาวน์โหลด

ซึ่งจัดทำโดยโครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) สสว.    
สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่   http://www.sme.go.th/wsi/ 


และสามารถดาวน์โหลดเอกสารย้อนหลังได้ที่
http://www.sme.go.th/wsi/IFRAME/journals_nologin1-2_3.html 
ซึ่ง สสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับประโยชน์จากจุลสารดังกล่าว

-------------------------------------------------------------------------------------------

เตือนภัย: พระราชมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 (ตอนที่ 2) จบ ฉบับที่ 50/2551
โดย โครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW)
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 
 
พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 กับผลกระทบต่อ ภาคการผลิต

                    จากจุลสารฉบับที่แล้วที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลและความสำคัญของ พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ให้ได้รับทราบพอสังเขปแล้วนั้น     จะเห็นว่า พ.ร.บ.นี้จะมีเรื่องของ “มาตรฐานบังคับ” และ “มาตรฐานทั่วไป” สำหรับสินค้าจากภาคเกษตร ปศุสัตว์ และ ประมง รวมไปถึงการนำสินค้าดังกล่าวไปผลิตเป็นอาหารเป็นเรื่องสำคัญ   ซึ่งทั้ง “มาตรฐานบังคับ” และ มาตรฐานทั่วไป” นั้น   กำหนดให้คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณานำเสนอต่อรัฐมนตรีพิจารณาออกเป็นกฎกระทรวง    
 
 
download คลิกลิงค์ด้านล่างนะครับ
ยินดีต้อนรับสู่กระดาน ไม้ผล,ผัก,ออแกนนิค
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1054 | Ans: 3
ยินดีต้อนรับสู่กระดาน ไม้ผล,ผัก,ออแกนนิค
เครื่องทำปุ๋ยอัดเม็ด ซื้อได้ที่ไหนคะ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 765 | Ans: 6
เครื่องทำปุ๋ยอัดเม็ด ซื้อได้ที่ไหน ราคาประมาณเท่าไหร่คะ

ขอบคุณค่ะ
ขายเมล็ดพันธุ์ ต้นตะกูพันธุ์ก้านแดง และต้นกล้าพันธุ์จำนวนมาก 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 325 | Ans: 0
ขายเมล็ดพันธุ์ ต้นตะกูพันธุ์ก้านแดง และต้นกล้าพันธุ์จำนวนมาก สนใจติดต่อคุณไก่..081-2839267

พี่ๆใช้ปุ๋ยยี่ห้ออะไรกันคะ (กำลังทำวิจัย ส่งอาจารย์ช่วยหน่อยนะคะ)
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1043 | Ans: 7
พี่ๆที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ ใช้ปุ๋ยอะไรกันคะ และเพราะอะไรถึงเลือกใช้ปุ๋ยชนิดนั้น?
เป็นคำถามแบบเปิดค่ะ อยากให้พี่ๆช่วยอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้พี่เลือกซื้อมาใช้

เช่น 

ใช้ปุ๋ยเคมีตรากระต่าย เพราะมั่นใจในชื่อเสียงของบริษัท...

ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตรา xxx เพราะเห็นเพื่อนบ้านใช้แล้ว ได้ผลเหมือนกัน และพบว่าคุณภาพดินดีขึ้น...

รบกวนขอข้อมูลด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

ขานโรตารี่ สนใจติดต่อ 089-8118807 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 865 | Ans: 1
ขานโรตารี่ และ เลื่อยยนต์ สนใจติดต่อ 089-8118807  หรือไปที่ บิ๊กเค แทรค์เตอร์ บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา 
เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1025 | Ans: 1
 เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน “สมศักดิ์”เตรียมตัดเชือกแหล่งนำเข้าปุ๋ย  
    
  นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้น่าจะได้รับหนังสือยืนยันการปรับลดราคาภาษีปุ๋ยจากประเทศจีนที่มีแนวโน้มว่าทางการจีนจะปรับลดเหลือ 0 % อย่างไรก็ตาม หากจีนไม่สามารถปรับลดภาษีปุ๋ยลงได้ หรือเมื่อคำนวณราคาเมื่อนำเข้ามายังประเทศไทยแล้วมีราคาที่แพงกว่าอีก 2 ประเทศ คือ รัสเซีย และยูเครน ที่ได้เสนอราคาถูกกว่าราคาตามท้องตลาดประมาณ 3 – 4 พันบาท/ตัน ก็จะตัดสินใจเลือกนำเข้าปุ๋ยจากประเทศที่ถูกที่สุด โดยมีการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยให้ตรงตามมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตรด้วย สำหรับการเบิกจ่ายเงินที่จะนำมาซื้อปุ๋ยราคาถูกมาจำหน่ายสู่เกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นเงินสำรองในการซื้อปุ๋ยก่อนแล้วนำมาจำหน่ายผ่านชุมนุมสหกรณ์ โดยมีการซื้อขายในระบบเงินสดให้แก่เกษตรกรตามคุณสมบัติที่เป็นเกษตรกรรายย่อยและมีรายได้น้อยเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น ก็ได้มีการหารือถึงการเพิ่มกำลังการผลิต การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และจำนวนข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกจำนวน 2.1 ล้านตัน จะเก็บไว้เป็นหลักประกันความมั่นคงในด้านอาหารของประเทศ จะไม่มีการนำออกมาจำหน่าย ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องบริหารจัดการในเรื่องข้าวถุงให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนในประเทศ โดยอาจจะมีการซื้อข้าวใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ด้วย นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบราคาปุ๋ยที่มีการนำเข้าจากอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท ซึ่งเมื่อคิดรวมค่าบริหารจัดการ ค่าบรรจุภัณฑ์และกำไรแล้วน่าจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1 หมื่นต้นๆ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาในท้องตลาดที่ภาคเอกชนขายสูงถึง 17,000 – 18,000 บาท /ตัน ที่อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีการค้ากำไรเกินควร  

From: moac.go.th
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นตะกูราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ด 800 / กก. T.087-999-6296
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 19593 | Ans: 4
โครงการ  ”ปลูกไม้มงคลต้นตะกู”   มหาเศรษฐีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทุกภาคส่วนหันมาปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ “ ตะกู ” ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าไบโอชีวมวล อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกต้นตะกูเชิงธุรกิจ แนะนำให้ข้อมูลการเพาะเมล็ดกล้า, การปลูกต้นตะกู และแหล่งขายไม้ตะกู
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า  ต้นกล้าตะกู (พันธุ์ก้านแดง) และเมล็ดพันธุ์ ราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ดราคา 800 / กก.   ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับต้นตะกู  ติดต่อ  คุณพลอย Tel. 087-999-6296, 086-411-0768

จำหน่ายปุ๋ยเคมียูเรีย 46-0-0 ตรากระต่าย ราคาส่งโรงงาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1481 | Ans: 9
ต้องการขาจำหน่ายปุ๋ยเคมี ยูเรีย 46 - 0 -0ตรากระต่าย จำนวนมากในราคาส่งจากโรงงาน มีบริการจัดส่งให้ ติดต่อขอรายละเอียดและใบเสนอราคาได้ที่

คุณต้น 085-0394566

ขายมูลไส้เดือน น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยชั้นดีสำหรับคนรักต้นไม้ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2903 | Ans: 1
มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุ 1 Kg ร่อนเอาวัสดุแปลกปลอมออก ความชื้นประมาณ 35-40 % เม็ดละเอียด เนื้อสวย เหมาะสำหรับงานเล็กๆ เช่นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กระถางทั่วไป  มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุ 5 Kg ร่อนเอาวัสดุแปลกปลอมออก ความชื้นประมาณ 35-40 % เม็ดละเอียด เนื้อสวย เหมาะสำหรับงานสวนหย่อม  มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุกระสอบละ 50 Kg  เหมาะสำหรับงานขนาดใหญ่  ราคา 30 บาท : Kg 
น้ำหมักมูลไส้เดือน (Worm Tea) สูตรเติมอากาศ ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร ราคาขวดละ 30 บาท 
ขายราคาพิเศษ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปจำหน่าย  รายละเอียดเพิ่มเติม http://wormworkshop.pantown.com 
โทร. 086-539-6464(อดิศักดิ์)
อ้อยราคาไม่ดี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1997 | Ans: 3
อ้อยราคาไม่ดีเลย ปวดหัวจริงๆ
ขายปุ๋ยชีวภาพ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 510 | Ans: 1
สินค้าแนะนำสำหรับเกษตรชีวภาพ 
1. ปุ๋ยน้ำ Happy M-1 
ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร ปุ๋ยน้ำ Happy M-1 (สำหรับพืชทุกชนิด) ราคา 650.00 บาท/ขวด 
2. สารปรับปรุงดิน Happy Tree 
เป็นสารบำรุงดินที่ช่วยให้ดินร่วนซุย ดินมีการถ่ายเทอากาศได้ดี ราคา 130.00 บาท/ถุง 
3. Happy Glue แฮ็ปปี้ กลู 
สารจับใบช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูดซึม ราคา 286.00 บาท/แกลลอน 
4. Happy Protector แฮ็ปปี้ โพรเทคเตอร์ 
สมุนไพรกลั่นควบคุมแมลง - หนอน ราคา 520.00 บาท/ขวด 
5. ปุ๋ยน้ำ Happy Rice (สำหรับข้าวโดยเฉพาะ) 
เป็นอาหารทางใบ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว ราคา 1,040.00 บาท/ขวด 
6.แฮ็ปปี้ แอนติรา (HAPPY ANTIRA) 
สมุนไพรสกัด ควบคุมและกำจัดโรคพืช ราคา 800.00 บาท / ขวด 

สนใจรายละเอียดและวิธีการใช่ติดต่อกลับ 04-1395817 หรือแจ่งไว้ในกระทู้นี้เลยนะคะ 
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดปุ๋ยเคมีเต็มสูตรราคาส่งหน้าโรงงาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 404 | Ans: 1
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร 

เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                                                                

                                                                                                        ราคาขายส่ง / กระสอบ

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง                                     600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราปาล์มทอง                                  600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรายางทอง                                     600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง                           600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง                             600    บาท

 

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15                                  950    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8                                   800    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0                                   950    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18                                   980    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27                                      1050    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21                                       1100    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7                                    990    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24                                     1250    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8                                    950    บาท

***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลาง

***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้***

        เงื่อนไข

1.    ราคานี้เป็นราคาเงินสด

2.    ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว

3.    บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า

4.    แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน

5.    จัดส่งฟรี

****สั่งในจำนวนมากบริษัทมีส่วนลดให้แก่ผู้ซื้ออีกราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาสอบถามก่อนดีที่สุด****

 ติดต่อสอบถาม  คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด



3 หน่วยงานหนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อ ผลิตปุ๋ยหมักจากมูลโคปรับปรุงดิน... 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3782 | Ans: 2
กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดรวม 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมปศุสัตว์และกรมพัฒนาที่ดิน บูรณาการร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่และพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์โคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้ระบบการสร้าง ธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่ ประจำปี 2551 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการระบบโลจิสติกส์และการตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรของรัฐบาล เบื้องต้นได้สนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ รวมกลุ่มจัดตั้งและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้เลี้ยงโคเนื้อแล้วทั้งสิ้น 1,498 กลุ่ม สมาชิก 19,227 ราย 
 
ในด้านของ ส.ป.ก.นั้นได้ปล่อย สินเชื่อกองทุนปฏิรูปที่ดิน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนแล้ว วงเงินรวมกว่า 643.13 ล้านบาท โคเนื้อ 58,946 ตัว อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดที่ดิน 379,829 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 834 กลุ่ม สมาชิก 11,542 ราย สินเชื่อกองทุนฯ จำนวน 373.09 ล้านบาท โคเนื้อ 27,102 ตัว กระจายอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 212,410 ไร่ และปัจจุบันได้นำวิสาหกิจชุมชนภาคใต้มาพบปะกับเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อให้เกิดการเจรจาซื้อขายโคเพื่อนำไปเลี้ยงในสวนปาล์มน้ำมัน ล่าสุดได้มีการนัดหมาย  ส่งมอบและเคลื่อนย้ายโคเนื้อ เข้าสู่สวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ เป้าหมายไม่น้อยกว่า 1,000 ตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 406 | Ans: 0
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
เราขาย รับสมัคร ผู้แทนฝ่ายขายปุ๋ยประจำจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศ - วัย- วุฒิการศึกษา – งานฟรีแลนด์ ไม่ผูกมัด มีประสบการณ์ยิ่งดี    ควรมียานพาหนะเป็นของตนเองงานจะคล่อง ต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด   มีออร์เดอร์ลูกค้าเก่า เป็นลูกค้าเงินสด จังหวัดละ 5,000 – 7,000 กระสอบ กว่า 4 ปี ที่เราทำตลาดขายตรงกับเกษตรกร ยอดจำหน่ายปีละ หลายหมื่นตัน ทำให้สินค้าของเรามีชื่อเสียงอย่างมากกับเกษตรกรโดยตรง แต่เรา ยังไม่วางหน้าร้านเลย ปี 2551 นี้เราต้องการหาเอเย่น ประจำจังหวัดเพื่อกระจายสินค้า..............โอกาสดีเพียงท่านรีบโทรหาเรา หจก.เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย เจ้าของและเป็นผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A พิเศษ มาตรฐาน Q ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายมา 4 ปี ลูกค้าตอบรับทั่วประเทศ รับสินค้าโดยตรงจากโรงงาน ราคาหน้าโรงงาน เพราะเรามีโรงงานผลิตสินค้าเอง โอกาสดีที่สุด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติอต่อ สายด่วน 085-0005379 , 043-343731 คุณปุ๊ก ผจก.ฝ่ายการตลาด หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 433/151 ม.2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000  สนใจติดต่อคุณ : ปุ๊กกี้ e-mail : thaifertilize@yahoo.com  หรือดูรายละเอียดที่เว็ปไซต์  http://www.geocities.com/thaifertilize 
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความ...
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 678 | Ans: 1
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการค้าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร  
    
  นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสัมมนา เรื่องพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่าพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการผลิต การนำ หรือสั่ง ขาย และนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยได้เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติบางส่วนในการควบคุมปุ๋ยเคมี และมีการควบคุมปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเดิมไม่มีความควบคุมผู้ประกอบการเกี่ยวกับปุ๋ยดังกล่าว ต้องประกอบกิจการภายใต้พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดให้มีการสัมมนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบัญญัติและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ให้ผู้ประกอบการกิจการได้รับทราบและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องต่อไป ในการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 400 คน  

from: moac.go.th
ขุดดินหลังบ้าน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 408 | Ans: 1
"คุณกำลังขุดดินหลังบ้านอยู่รึปล่าว?"

ผมก็เป็นคนนึง ที่เคยทำงานหนักเหมือนขุดดินหลังบ้านตัวเอง ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เพราะได้อ่านนานมาแล้ว แต่ยังคงจำสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างว่า มีชายชาวยุโรปคนหนึ่ง ได้เดินทางไปหาหมอดูชื่อดัง และชายยุโรปผู้นั้น ได้ถามหมอดูว่า "ทำอย่างไร ผมจะประสบผลสำเร็จ และมีฐานะร่ำรวย" หมอดูตอบว่า "หากท่านทำงานหนักที่สุด ท่านจะเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ และร่ำรวยที่สุด" หลังจากได้ยินเช่นนั้นแล้ว ชายชาวยุโรปผู้นี้ ก็รีบร้อนกลับบ้าน และคว้าจอบขึ้นมา เดินไปหลังบ้านและมีจุดมุ่งหมายว่า เค้าจะขุดดินหลังบ้านของเค้าเอง ให้ลึกที่สุด และทำทั้งวันทั้งคืน เท่าที่เค้าจะพอมีแรงทำได้ จนวันหนึ่ง เค้าอ่อนแรงลง จนไม่สามารถขุดต่อไปได้ และพบว่า เค้าก็ยังไม่ร่ำรวยขึ้น อย่างที่หมดดูทำนาย ซักที ทั้งๆที่เค้าก็ทำงานอย่างหนักที่สุดแล้ว 

บางที หลายๆคน รวมถึงตัวผมเองด้วย ก็ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวัน โดยการตั้งใจทำงานหนัก แต่เหมือนการขุดดินหลังบ้าน บางครั้งเราไม่รู้ตัวเลย และอาจจะภาคภูมิใจ กับการขุดดินของเรา จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อาจไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นถึงสิบปี กว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลัง "ขุดดินหลังบ้าน" เมื่อรู้ว่า ความรู้ความสามารถ ที่เราสั่งสมมา ใช้ไม่ได้ หรือต่อยอดไม่ได้เลยในวันนี้ ต่างกับ อาซิ่ม อาม่า ที่ขายของ ขายข้าว และได้เพิ่ม Skill ในการขาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เศรษฐกิจไม่ดีทำไง ช่วงไม่มีลูกค้า ดำรงชีวิตยังไง แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองทุกวัน

หากเราได้ลองเสียเวลาคิด ไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะเลือกทำ หรือ ไม่ทำอะไร จะพบว่า เราจะใช้เวลาในการทำงานให้เป็นผลสำเร็จได้เร็วกว่า ที่เราจะลงมือทำเลยในทั้นที ตอนผมทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็น Pre-sales ผมมีหัวหน้า คนหนึ่งชื่อพี่ต่อ และพี่ต่อเคยพูดกับทุกๆคนในทีมว่า "อย่าทำตัว Busy" ซึ่งคำว่าอย่าทำตัว Busy ของพี่ต่อ ผมก็ได้พี่เคน มาช่วยอธิบายว่า งานที่เข้ามาจากทางฝ่าย Sales เราเป็น Pre-sales เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะแต่ละงานนั้น มีโอกาสไม่เท่ากัน เราต้องศึกษาและ ปรึกษาคนในทีม เลือกทำเฉพาะงาน หรือโปรเจค ที่เรามีโอกาสจะชนะได้ ส่วนงานที่ไม่มีโอกาสเลย เราต้องตัดทิ้ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ผลอะไร จะทำให้เป็นการเพิ่มงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็คือเหมือนขุดดินหลังบ้านนั้นเอง

ที่ผมนั่งเขียนอยู่ ผมกำลังขุดดินหลังบ้านรึปล่าว?
ก.เกษตรฯ  เร่งขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน  หวังแก้ปัญหาปุ๋ยแพง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 501 | Ans: 2
ก.เกษตรฯ  เร่งขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน  หวังแก้ปัญหาปุ๋ยแพง  ตั้งเป้าปี 51 ผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ได้กว่า 5  หมื่นตัน พร้อมเตรียมเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน

                  นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ   ชุมชน”  ว่า  จากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็น             อย่างมาก    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมพัฒนาที่ดิน  ได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากการที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงขึ้น     โดยได้ดำเนินการส่งเสริม   สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตภาคการเกษตรเคมีเป็นระบบเกษตรที่ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร   รวมทั้งสร้างเครือข่ายขยายผลให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญในการผลิตและใช้              ปุ๋ยอินทรีย์  เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี    ฟื้นฟูปรับปรุงทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์    และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน     นอกจากนี้  กรมพัฒนาที่ดินยังได้ดำเนินโครงการโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  ชุมชน  ซึ่งได้รับงบประมาณจากงบบูรณาการจังหวัด (CEO) อย่างต่อเนื่อง  โดยมีเป้าหมายจัดสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชน   จำนวน   362   โรง  ในพื้นที่  45  จังหวัด   โดยกรมพัฒนาที่ดินจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านวิชาการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์      และให้การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์      รวมทั้งบูรณาการ   ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและกลุ่มเกษตรกรผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์     ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชน  ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน     

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  ผลการดำเนินงานในปัจจุบันมีโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ดำเนินการผลิตแล้ว จำนวน   323  โรง   คิดเป็น 90%  สำหรับแผนการผลิตในปี  2551  ตั้งเป้าที่จะผลิตปุ๋ยหมักให้ได้ประมาณ  51,000  ตัน   และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ   ประมาณ   1.5  ล้านลิตร   ทั้งนี้ โรงงานส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เต็มตามศักยภาพของกำลังการผลิต       เนื่องจากปัจจัยหลายประการ   เช่น    ปัญหาการขาดวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์    กลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ด้านวิธีการผลิต    การบริหารจัดการโรงงานและขาดความรู้ในด้านการหาตลาด  เป็นต้น  สำหรับโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังไม่เริ่มดำเนินการผลิต   มีจำนวน   39   โรง   คิดเป็น10 %   ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ    คือ  ไม่มีไฟฟ้าขนาด  3 เฟส     ขาดเงินทุนหมุนเวียน     กลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  เป็นต้น    ทั้งนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว  เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง   และคาดว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้  จะช่วยสร้าง              ความเข้าใจในการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  ชุมชน     เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนโยบายการดำเนินงานอย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน    สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชนทุกโรง  และทำให้แต่ละโรงปุ๋ยสามารถขยายเป้าหมายการผลิตให้ได้มากที่สุดเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน

 
 
    
  วันที่ : 24/April/2008  

from: moac.go.th
เกษตรฯ ชงเหลียวหลังดูแลเกษตรกรผู้ผลิตข้าว หวั่นเกษตรกรหดหายถาวร 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 673 | Ans: 0
เกษตรฯ ชงเหลียวหลังดูแลเกษตรกรผู้ผลิตข้าว หวั่นเกษตรกรหดหายถาวร หันหาจุดคุ้มทุนกำหนดราคาข้าวเปลือกแทนข้าวสาร เพื่อสร้างระดับราคาให้คงเสถียรภาพในระยะยาว  
    
                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง สถานการณ์ข้าวไทย ว่า ขณะที่ราคาข้าวพุ่งสูงขื้น ซึ่งเป็นราคาของข้าวสารเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้ส่งออกต้องพิจารณาถึงรายได้ของเกษตรกรที่เป็นต้นทางการผลิต นั่นคือ การกำหนดจุดคุ้มทุนที่ราคาข้าวเปลือกซึ่งจะเป็นผลกำไรจากการลงทุนจริงของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้  ไม่ว่าจะเป็นการนำวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่เป็นเครื่องทุ่นแรงให้แก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำนา จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ที่ส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้น  การจะกำหนดราคาที่จะเป็นธรรมต่อเกษตรกรและข้าวขายได้ราคาหรือไม่นั้น ควรพิจารณากันที่ราคาข้าวเปลือกเป็นหลัก หากนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วสามารถจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้นไปอีก ก็จะย้อนกลับมาเป็นผลกำไรให้เกษตรกรอย่างแท้จริง  ซึ่งการกำหนดราคานั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของกระทรวงเกษตรฯ

                                สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเร่งสนับสนุนการผลิต ทั้งการเพิ่มปริมาณและคุณภาพรองรับความต้องการของตลาดโลกที่มีความต้องการข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันการหดหายของประชากรภาคเกษตรที่นับจะลดน้อยลงก่อนจะกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ ขณะเดียวกัน จะให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตในเรื่องแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์วิกฤตอาหารโลกและพืชพลังงาน ที่จะอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยผลิต และตลาด โดยประมาณสัปดาห์หน้าจะเริ่มมีการประชุมเพื่อกำหนดแผนการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ส่วนในเรื่องการจัดสรรที่ดินเพื่อทำการเกษตร ซึ่งขณะนี้พบว่าได้เริ่มมีปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้าว และปลูกพืชชนิดอื่นมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น รวมถึงที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ที่มีพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ประมาณ 1 ล้านไร่ มาปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสมทางด้านการเกษตร ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกัน เพื่อทำพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ โดยการให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเช่าในราคาถูกและสามารถนำไปเพาะปลูกที่มีความเหมาะสมและสร้างให้เกิดรายได้ต่อไป
 
    
  วันที่ : 24/April/2008  
from : moac.go.th
ขายและรับสมัครตัวแทน รายได้งาม ตัวแทนปุ๋ยกำไรเบื้องต้นกระสอบละ 70 บาท
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 323 | Ans: 0
ทางเลือกใหม่ปุ๋ยของเกษตรกร ปุ๋ยจีไลฟ์ ราคากระสอบละ 690 บาท
   การปลูกพืชซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินก็จะค่อยๆหมดไป ทั้งที่ติดไปกับผลผลิตและการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงต้องเติมปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  หากเป็นการเพาะปลูกเพื่อขาย ก็ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงมากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้น้อยลงได้จึงคุ้มค่าในการผลิต สภาวะตลาดปุ๋ยในปัจจุบันนี้มีราคาที่สูงมาก เพราะราคาสารเคมีที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยแพงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน  
บ. จีไลฟ์ ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรา กรีนไลฟ์ ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ประสิทธิภาพดี เร่งการเจริญเติบโต ป้องกันพืช โดยลองหันมาใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จีไลฟ์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึง“คุณภาพของปุ๋ย” เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกษตรกรไทยได้นำปุ๋ยราคาถูก และ ดีมีคุณภาพไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กรีนไลฟ์ปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์
-ราคาถูกกว่าเคมี
-ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
-มีจุลินทรีย์ ที่ดีต่อพืช ช่วยตรึงแร่ธาตุและสารอาหาร และป้องกันโรคพืช
-เพิ่มปริมาณเม็ดดิน
-ปรับสภาพดินให้ดี ร่วนซุย กรด-ด่าง พอเหมาะ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ปุ๋ยกรีนไลฟ์
เป็นปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แท้ผสมแร่ธาตุต่างๆประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆครบถ้วน อินทรียวัตถุได้จากพืช มูลสัตว์ และกระดูกป่น ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และต้นผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยทำให้คงคุณสมบัติของสารเคมีอย่างครบถ้วนจากธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร 
ปุ๋ยกรีนไลฟ์ 
เป็นปุ๋ยที่ได้นำแม่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ แร่ธาตุต่างๆมาผสมกันและเคลือบเม็ดปุ๋ยทั้งหมดด้วยไตรโคซาน เพื่อเพิ่มคุณภาพปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนี้
กลุ่มธาตุอาหารหลัก
ไนโตรเจน(N) -ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ต้นใบเขียว ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
ฟอสฟอรัส(P) -กระตุ้นการเจริญเติบโตในระยะยาว ช่วยสะสมอาหาร น้ำตาลในต้นพืช
โปรตัสเซียม(K) -สร้างแป้งและน้ำตาล กระตุ้นการออกดอก ติดผลดก

ธาตุอาหารได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยูเรีย, 21-0-0 แอมโมเนียซัลเฟต, 18-46-0 ไดแอมโมเนียฟอสเฟต 0-0-60 โปรตัสเซียมคลอไรด์

กรีนไลฟ์ สูตร 1 เตรียมดิน บำรุงต้น เพิ่มการเจริญเติบโต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 680 บาท
กรีนไลฟ์ สูตร 2 บำรุงดอก เพิ่มผลผลิต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 750 บาท

ติดต่อ สราลัย 08-6892-3393 saralai_center@hotmail.com
ปุ๋ยแพงมาก
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1859 | Ans: 2
ตอนนี้ปุ๋ยแพงมาก ๆ เห็นบอกว่ารัฐจะมีปุ๋ยมาจำหน่ายไม่เห็นมีมาซะที
จำหน่วยกระสอบปุ๋ยเปล่า มีพลาสติกรองใน  ขนาด 23x34 นิ้ว
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 335 | Ans: 1

จำหน่วยกระสอบปุ๋ยเปล่า มีพลาสติกรองใน  ขนาด 23x34 นิ้ว

สนใจติดต่อ  089-1334873


เปิดจองยูเรียนำเข้า
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 318 | Ans: 2
สินค้ามาถึงภายในวันที่16-18 ก.ค นี้ราคา20,500บาท/ตัน มี25,000ตัน เริ่มต้นที่5,000ตันขึ้นไปครับ ติดต่อ สราวุธ 0848161007
ทางเลือกใหม่ปุ๋ยของเกษตรกร ปุ๋ยจีไลฟ์ ราคากระสอบละ 680 บาท
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 409 | Ans: 0

   การปลูกพืชซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินก็จะค่อยๆหมดไป ทั้งที่ติดไปกับผลผลิตและการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงต้องเติมปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  หากเป็นการเพาะปลูกเพื่อขาย ก็ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงมากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้น้อยลงได้จึงคุ้มค่าในการผลิต สภาวะตลาดปุ๋ยในปัจจุบันนี้มีราคาที่สูงมาก เพราะราคาสารเคมีที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยแพงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน  
บ. จีไลฟ์ ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรา กรีนไลฟ์ ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ประสิทธิภาพดี เร่งการเจริญเติบโต ป้องกันพืช โดยลองหันมาใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จีไลฟ์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึง“คุณภาพของปุ๋ย” เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกษตรกรไทยได้นำปุ๋ยราคาถูก และ ดีมีคุณภาพไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กรีนไลฟ์ปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์
-ราคาถูกกว่าเคมี
-ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
-มีจุลินทรีย์ ที่ดีต่อพืช ช่วยตรึงแร่ธาตุและสารอาหาร และป้องกันโรคพืช
-เพิ่มปริมาณเม็ดดิน
-ปรับสภาพดินให้ดี ร่วนซุย กรด-ด่าง พอเหมาะ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ปุ๋ยกรีนไลฟ์
เป็นปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แท้ผสมแร่ธาตุต่างๆประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆครบถ้วน อินทรียวัตถุได้จากพืช มูลสัตว์ และกระดูกป่น ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และต้นผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยทำให้คงคุณสมบัติของสารเคมีอย่างครบถ้วนจากธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร 
ปุ๋ยกรีนไลฟ์ 
เป็นปุ๋ยที่ได้นำแม่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ แร่ธาตุต่างๆมาผสมกันและเคลือบเม็ดปุ๋ยทั้งหมดด้วยไตรโคซาน เพื่อเพิ่มคุณภาพปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนี้
กลุ่มธาตุอาหารหลัก
ไนโตรเจน(N) -ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ต้นใบเขียว ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
ฟอสฟอรัส(P) -กระตุ้นการเจริญเติบโตในระยะยาว ช่วยสะสมอาหาร น้ำตาลในต้นพืช
โปรตัสเซียม(K) -สร้างแป้งและน้ำตาล กระตุ้นการออกดอก ติดผลดก

ธาตุอาหารได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยูเรีย, 21-0-0 แอมโมเนียซัลเฟต, 18-46-0 ไดแอมโมเนียฟอสเฟต 0-0-60 โปรตัสเซียมคลอไรด์

กรีนไลฟ์ สูตร 1 เตรียมดิน บำรุงต้น เพิ่มการเจริญเติบโต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 680 บาท
กรีนไลฟ์ สูตร 2 บำรุงดอก เพิ่มผลผลิต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 750 บาท

แนะนำบอร์ด และจุดประสงค์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1918 | Ans: 2
เกษตรกรผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดนโกง โดนหลอกมา มาประกาศไว้ได้ในที่นี้เลยนะครับ เพื่อเป็นตัวอย่าง หรือกรณีศึกษา ให้เพื่อนเกษตรกรท่านอื่นๆ ได้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ จะได้รู้ทันกลโกงของพวกมิจฉาชีพ และผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธ์ ที่จะมาหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบพวกเราเกษตรกรครับ หรืออย่างน้อยก็ได้ระบายให้เพือนๆฟังก็ยังดีครับ
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 311 | Ans: 0
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
เราขาย รับสมัคร ผู้แทนฝ่ายขายปุ๋ยประจำจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศ - วัย- วุฒิการศึกษา – งานฟรีแลนด์ ไม่ผูกมัด มีประสบการณ์ยิ่งดี    ควรมียานพาหนะเป็นของตนเองงานจะคล่อง ต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด   มีออร์เดอร์ลูกค้าเก่า เป็นลูกค้าเงินสด จังหวัดละ 5,000 – 7,000 กระสอบ กว่า 4 ปี ที่เราทำตลาดขายตรงกับเกษตรกร ยอดจำหน่ายปีละ หลายหมื่นตัน ทำให้สินค้าของเรามีชื่อเสียงอย่างมากกับเกษตรกรโดยตรง แต่เรา ยังไม่วางหน้าร้านเลย ปี 2551 นี้เราต้องการหาเอเย่น ประจำจังหวัดเพื่อกระจายสินค้า..............โอกาสดีเพียงท่านรีบโทรหาเรา หจก.เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย เจ้าของและเป็นผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A พิเศษ มาตรฐาน Q ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายมา 4 ปี ลูกค้าตอบรับทั่วประเทศ รับสินค้าโดยตรงจากโรงงาน ราคาหน้าโรงงาน เพราะเรามีโรงงานผลิตสินค้าเอง โอกาสดีที่สุด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติอต่อ สายด่วน 085-0005379 , 043-343731 คุณปุ๊ก ผจก.ฝ่ายการตลาด หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 433/151 ม.2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000  สนใจติดต่อคุณ : ปุ๊กกี้ e-mail : thaifertilize@yahoo.com  หรือดูรายละเอียดที่เว็ปไซต์  http://www.geocities.com/thaifertilize 
กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ...
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 20975 | Ans: 3
   กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ศูนย์ข้าวชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัด โรงเรียนเกษตรกร โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และอบต.ทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้พื้นที่นาข้าว 8.5 ล้านไร่ ต้องใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
   
   นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ว่า ได้มีการเร่งรัดให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว ร่วมกันทำแผนส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ในการใช้ปุ๋ยเคมี อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ “ลดปุ๋ยเคมี ใช้แต่พอดี ช่วยลดรายจ่าย” ซึ่งในปี 2551 นี้ จะดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 8.5 ล้านไร่ และจะขยายผลสู่พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวโพด เป็นลำดับต่อไป โดยขณะนี้โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับข้าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ของ 4 หน่วยงานหลักรวม 345 คน เพื่อเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป คาดว่าจะอบรมเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้านนายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า วิธีการเผยแพร่โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสู่เกษตรกรแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก คือ จัดทำ CD-ROM โปรแกรมดังกล่าวไปติดตั้ง ที่หน่วยงานในสังกัดของทั้ง 4 กรมตามที่กล่าวไปข้างต้นทั่วประเทศ พร้อมกับติดตั้งให้กับองค์การบริหาร ส่วนตำบลทุกตำบล และโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชนจำนวน 56 แห่ง ส่วนรูปแบบที่สอง จัดทำเป็นข้อมูลแผนที่ติดไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 800 แห่ง โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน 500 แห่ง หมอดินตำบล 7,225 ตำบล ศูนย์ข้าวชุมชน 270 แห่ง 27 จังหวัด และโรงเรียนเกษตรกร 56 จังหวัด ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ได้มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ส่งผลให้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร/เกษตรอินทรีย์ในกลุ่มที่ปลูกข้าว จำนวน 10,000 กลุ่ม เกษตรกรเป้าหมาย 500,000 ราย รวมพื้นที่ 8 ล้านไร่ ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าวรับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนและโรงเรียนเกษตรกร รวมพื้นที่ 500,000 ไร่ เกษตรกร 25,200 ราย โดยมีกรมวิชาการเกษตรร่วมเป็นวิทยากรสนับสนุน นอกจากนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินในพื้นที่นาของเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี สุรินทร์ ลพบุรี ชัยนาท ชลบุรี ราชบุรีและพัทลุง เพื่อติดตามและประเมินผลการทำงาน
ข้าวแพงไม่กี่เดือน ราคาตกอีกแล้ว แถมโดนกดราคา เศร้า
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2008 | Ans: 9
นึกว่าจะได้มีตังเยอะๆกะเค้าบ้าง ราคาลดลงอีกแล้ว ตอนเอาไปขาย คนซื้อก็บอกว่า ข้าวชื้น กดราคาอีกสงสารพ่อจัง เซ็งประเทศไทย
** รับสมัครตัวแทนปุ๋ย ทั่วประเทศ**
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1746 | Ans: 4
บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ย ตรากรีนไลฟ์
   *กรีนไลฟ์เม็ด เคมีเสริมสูตร ทดแทนปุ๋ยสูตร แก้ปัญหาปุ๋ยแพง
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค อินทรีย์สกัดอัดเม็ดเต็มประสิทธิภาพ
   * ชีวภาพน้ำ อาหารเริมทางใบ ป้องกันและกำจัดโรคพืช

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  ตัวแทนละ 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย

สาขาและจุดประสานงานทั่วประเทศ
   * สำนักงานใหญ่ รามคำแหง
   * สาขาพระราม 2
   * สาขาศรีราชา ชลบุรี
   * สาขาหาดใหญ่ สงขลา
   * สาขาหมากแข้ง อุดรธานี
   * เซ็นเตอร์ พิษณุโลก

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ
เปรมยุดา 086-892-3393
saralai_center@hotmail.com



สอบถามเกี่ยวกับการปลูกยางที่ใต้กับที่อิสาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3011 | Ans: 14
อยากสอบถามผู้รู้นะคะ ว่าระหว่างการปลูกยางที่ใต้ กับที่อิสาน ปลูกที่ไหนดีกว่ากัน เพราะตอนนี้เห็นชาวใต้ นิยมมาซื้อสวนยางที่อิสานเทนทำที่ภาคใต้นะค่ะ 
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 287 | Ans: 0
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป รองรับตลาดที่อาจจะผันผวนในอนาคต
    
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้าวเหนียวมีราคาสูงขึ้น จากตันละ 7,000 บาท เป็น 12,000 – 13,000 บาท โดยเฉพาะใกล้ช่วงกีฬาโอลิมปิกที่จะมีการสั่งซื้อข้าวเหนียวจากประเทศจีนมากขึ้น จึงทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเหนียวและขยายพื้นที่ปลูกกันเป็นจำนวนมากตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้กลไกตลาดเดินได้ตามปกติและไม่กระทบกับราคาข้าวเหนียวจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เตรียมหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านการผลิต และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดให้มีปริมาณการผลิตที่เหมาะสม โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่จะหารือร่วมกันในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป มากกว่าการส่งออกเป็นเพียงวัตถุดิบเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งการขยายการส่งออกข้าวเหนียวไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ จากตลาดเดิมที่มีการส่งออกในปัจจุบันได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน ที่มีตัวเลขการส่งออกประมาณ 2 แสนตัน/ปี ...................................
    
   วันที่ : 31/January/2008
รมช.ธีระชัย สั่งลุย หยุดผู้ค้าผู้ผลิตปุ๋ยปลอมหลังพบมีการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในท้องตลาดจำนวนมาก  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 315 | Ans: 0
“รมช.ธีระชัย” สั่งลุยตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ระดมสารวัตรเกษตร อาสาสมัครทุกหน่วยงานในสังกัด ประสานกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอุตสาหกรรม หยุดผู้ค้าผู้ผลิตปุ๋ยปลอมหลังพบมีการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในท้องตลาดจำนวนมาก  
    
  นายธีระชัย  แสนแก้ว  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจติดตามและตรวจสอบปุ๋ยปลอมว่า  จากกรณีที่มีปุ๋ยปลอมระบาดในท้องตลาด กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้น 1 ชุด เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาปุ๋ยปลอมและสารเคมีปลอมระบาด โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและวิชาการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและรัดกุมที่สุด นอกจากนี้ได้ตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  คณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย อัยการจังหวัด  ตลอดจนเจ้าหน้าและอาสาสมัครในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดูแล ติดตามและตรวจตราร้านค้าหรือผู้ผลิตปุ๋ยเคมีในพื้นที่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกษตรกร  โดยจะจัดให้มีการประชุมผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน และฝึกอบรมเกษตรกรในทุกจังหวัด เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยกับเกษตรกร

                “ปัญหาที่พบในขณะนี้ คือ การบังคับใช้กฎหมายของกรมวิชาการเกษตร อาทิ พ.ร.บ.ปุ๋ย       พ.ศ. 2518 และพ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 ซึ่งยังไม่เข็มแข็ง ทำให้การดำเนินคดีกับผู้ค้า และ ผู้ผลิตปุ๋ยปลอมไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร แนวทางการแก้ไขได้หารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม      เพื่อจะได้นำกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมมาใช้ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดด้วย เพราะโรงงานผลิตปุ๋ยจะมีการใช้วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องจักรกลต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรเพิ่มความเข็มงวด กวดขันและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดให้มากขึ้น และได้สั่งการให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ อาทิ กรมส่งเสริมการเกาตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมปศุสัตว์ ให้มีการสนธิกำลังของสารวัตรเกษตร อาสาสมัคร พนังงานการเกษตรในระดับพื้นที่  เพื่อเป็นหูเป็นตาร่วมกันป้องปรามการกระทำผิดของผู้ผลิตปุ๋ยปลอมและไม่ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้มีการนำปุ๋ยดังกล่าวมาจำหน่ายในท้องตลาดได้” นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 18/April/2008  
from moac.go.th
เรียนท่านที่เดือดร้อนของ พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3378 | Ans: 40
ผมเป็นผู้ประกอปการ รายหนึ่ง ที่ได้ผลกระทบจาการออกกฎหมาย พรบปุ๋ย 2518 (ฉบับ2)
เนื่องจากพรบ.ปุ๋ย2550ฉบับนี้ได้มีผลกระทบกับผู้ประกอปการ ดังนี้พรบ.ปุ๋ย2500กำหนดหนดว่าต้องมีการแจ้งที่อยู่ผู้ผลิต ผมว่ามันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ค้ารายใหญ่ อีกไม่นานก็จะมีการลัดวงจรมากมาย การค้าขายก็จะไม่เป็นระบบ ไม่มีเงินหมุนเวียน ในท้องถิ่น
 เช่น นายดำ เป็นผู้ผลิต ส่งให้นายแดง จากนนั้นนายแดงส่งให้นายเขียวหรือนายเขียวอาจจะส่งให้นายเหลืองอีกที หากเป็นเช่นนี้ตามพรบ.ปุ๋ย2550ผู้ขายจะต้องพิมพ์และแจ้งหมายเลขที่อยู่ผู่ผลิตด้วย หากเป็น เช่นนี้ก็จะทำให้ระบบการค้าเสียไปด้วยเนื่องจากใครก็สามารถซื้อที่โรงงานผลิตได้เพราะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป (จริงๆแล้วต้องออกให้โรงงานที่ดัดแปลงแล้วก็บรรจุภัณฑ์) และที่สำคัญจะทำให้การเจริญเติบโตของปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก จริงแล้วๆปัญหามันมีมากมายกว่านี้ แต่สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอปการเล็กๆและทำอาชีพนี้อยุ่จะเข้าใจ 
1.พรบ.ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้ารายใหญ่
2.พรบ.ฉบับนี้บีบให้การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพน้อยลง เพราะปุ๋ยเคมี มีสูตรที่แน่นอน(ทำไมไม่ตามไปตรวจถึงต่างประเทศเลยหละ)
3.กระทบกระเทือนผู้ค้าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแน่นอน เพราะการขอเป็นไปได้ยากเพราะสิ่งที่คุณตั้งกฎเกณฑ์มามันเกินภูมิปัญญาชาวบ้านส่วนใหญ่
          นี้คือเหตุผลหลักๆและเป็นหลักใหญ่ๆด้วย หรือบางท่านบางรายอาจมีเหตุผลมากกว่านี้อีก ที่ทำให้การ ประกอปอาชีพที่สุจริตลำบาก คิดดูซิครับเวลาจัดประชุม เสนอญัติเคยเอาผู้ประกอปการที่มีผลกระทบหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดนตรงไปเสนอด้วยก็ไม่มี กฏหมายเจตนาดีแต่การกระทำไม่ใช่  จึงอยากจะเชิญท่านๆทั้งหลายที่มีปัญหานี้ร่วมกันมาร่วมตัวกันเพื่อจะเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้หรือแปลญัติกฎหมายใหม่เพื่อให้มีความเป็นธรรมทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ หรือไม่ก็รวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง เนื่องด้วยมีเหตุจากว่า กฎหมายพรบ.ปุ๋ยฉบับนี้ ขัดต่อเสรีภาพการทำการค้าของบุคคลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในมาตรา12 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้ค้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ สารอินทรีย์และชีวภาพ  กฎหมายเจตตนาดี แต่วิธีการนำมาบังคับใช้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้มันมีทางออกสำหรับผู้ประกอปการรายเล็กๆบ้าง
 เรื่อง ขอแจ้งเตือนผู้อาจตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงธุรกิจ สารพัดแชร์ ลูกโซ่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์เว็บ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1053 | Ans: 1
แจ้งเตือน การหลอกลวง สารพัน แชร์ลูกโซ่

เรื่อง ขอแจ้งเตือนผู้อาจตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงธุรกิจ สารพัดแชร์ ลูกโซ่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์เว็บ


เนื่องจากปัจจุบันได้มีการกระทำความผิดของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก โดยการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในลักษณะของแชร์ เช่น ธุรกิจแชร์ซื้อขายข้าวสาร ธุรกิจแชร์ซื้อขายแฟนไชร์ก๋วยเตี๋ยว ธุรกิจแชร์ลงทุนในเว็บไซต์ และการชักชวนให้ร่วมลงทุนในหลากรูปแบบมากมาย

กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม รู้สึกเป็นห่วงต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงขอแจ้งเตือน และให้ข้อมูล ข้อพึงระวังที่สามารถสังเกตเอง แก่พี่น้องประชาชน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1. พิจารณาจากจำนวนสินค้า หรือสิ่งของที่ได้รับจากการร่วมลงทุนในธุรกิจ หากมีการซื้อขายแต่ว่าไม่ได้รับสินค้า หรือสิ่งของใดในการร่วมลงทุน ให้ระวังไว้ว่า ท่านอาจกำลังตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวง

2. หากได้รับสินค้าจากการลงทุนทำธุรกิจแชร์ แต่สินค้าที่ได้มาในการลงทุนไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ต้องเสียไป เช่น การฉ้อโกงธุรกิจแชร์น้ำมันเครื่อง หรือธุรกิจแชร์อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ จะถูกหลอกให้ร่วมลงทุน แล้วต้องหาลูกค้ารายอื่นๆ เข้ามาร่วมลงทุนต่อๆกันไป โดยแต่ละรายต้องลงทุนไปจำนวนเงิน 20 000 บาท แต่ได้สินค้าตอบแทนมาเพียง อุปกรณ์ล้างรถ และกระป๋องน้ำยาขัดรถ ราคารวมประมาณ1 500 บาทเมื่อพิจารณาจะเห็นได้ทันทีว่า ไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ชำระไป ซึ่งการกระทำโดยการให้สิ่งตอบแทนที่ไม่คุ้มกับราคานี้ เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ให้มีลักษณะดูเสมือนว่าเป็นการซื้อขายกันจริงเท่านั้น

3. ในกรณีการชักชวนทำธุรกิจที่ไม่มีสินค้า แต่แอบแฝงมาในรูปแบบของบริการหรือมีลักษณะ ที่ไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น ชักชวนลงทุนทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในจัดทำเว็บไซต์ โดยจะมีการชักชวนประชาชนว่าเป็นการเข้าไปสมัครเช่า Hosting และทำธุรกิจโดยการให้เช่าพื้นที่ในการจัดทำเว็บไซต์ในลักษณะเช่าต่อๆกันไป หลายราย ดูเสมือนว่า มีการซื้อขายของกันจริง แต่ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในด้านคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป จะทราบดีว่าการเปิดเว็บไซต์ในแต่ละเว็บไซต์จะมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก ฟรีเว็บไซต์เลยก็มี และเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ที่ทำการเปิดแทบที่จะมีค่าน้อยหรือไม่มีค่าใดๆเลย และที่สำคัญคนที่ต้องการจะจัดทำเว็บไซต์ จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมาขอเช่าพื้นที่จากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวแต่อย่างใด

4. พิจารณาจากรายได้ผลตอบแทน จากการประกอบการของธุรกิจที่มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน หากผลประกอบการมีลักษณะที่สูงเกินกว่าปกติ ที่สามัญชนในการประกอบการค้าประเภทนั้นๆ พึงได้ ให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเข้าข่ายลักษณะของการฉ้อโกงประชาชนให้ร่วมลงทุนทำ ธุรกิจแชร์ ที่ผิดกฎหมาย และอาจถูกหลอกลวงได้

5. การทำธุรกิจโดยการชักชวนประชาชนร่วมลงทุนในลักษณะเครือข่าย หรือลักษณะแชร์ลูกโซ่ หากถูกต้องตามกฎหมาย ธุรกิจเหล่านี้จะต้องทำการจดทะเบียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค โดยต้องทำการชี้แจงแผนการทำตลาดให้ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ทราบในรายละเอียดของการประกอบธุรกิจที่ชัดเจนทุกขั้นตอน

6. พิจารณาจากที่ทำการที่ตั้งอันเป็นหลักแหล่ง ของผู้ประกอบการรวมทั้งการติดต่อของผู้ชักชวนให้ประกอบธุรกิจร่วมว่า มีที่ตั้งของสำนักงานในการประกอบธุรกิจที่แน่นอนหรือไม่ และสามารถที่จะติดต่อได้ตลอดเวลาทำการหรือไม่ หากมีการย้ายที่ประกอบการไปมาบ่อยครั้ง ปิดเว็บไซต์ หรือไม่สามารถที่จะติดต่อได้ น่าจะเป็นการประกอบธุรกิจเพื่อประสงค์ฉ้อโกงประชาชน

หากพี่น้อง ประชาชน พบธุรกิจที่เข้าข่ายข้อสังเกต ข้างต้นหรือประสบการโดนหลอกลวงด้วยตนเอง หรือแนะนำให้ผู้ที่ถูกหลอกลวง สามารถแจ้งเรื่องราว ได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ 499 อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น แขวง/เขต บางซื่อ จังหวัดกรุงเทพฯ (ช่วงระหว่าง สามแยกเตาปูนกับทางรถไฟ อยู่ช่วงซอยประชาชื่น 13-14 

อนึ่ง หากท่านมีญาติ พี่น้อง หรือบุคคลที่รู้จักถูกหลอกลวงตามลักษณะที่กล่าวมาแล้ว หรือพบเห็นการหลอกลวงดังกล่าว โดยเฉพาะบนเว็บไซต์ ขอได้โปรดช่วยกัน ทำการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บพยานหลักฐานในเบื้องต้น Save หน้าจอ เว็บเพจ ข้อมูล hosting ที่เช่า Server ฯลฯ และมาแจ้งต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ที่ dsi @ dsi.go.th เพราะภายหลังที่ทำการแจ้งความแล้ว เว็บไซต์ดังกล่าวมักจะมีการปิดตัวของธุรกิจเหล่านี้ลง หลักฐานต่างๆ อาจถูกทำลาย

หากเป็นไปได้ ขอความกรุณาช่วยกัน เผยแพร่คำเตือนนี้ ไปในวงกว้าง จักเป็น อนิสงค์ที่แรงกล้า และขอขอบพระคุณยิ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ผมหวังไว้ว่า ไม่ขอให้มีผู้ใดถูกหลอกลวง จากกลุ่มมิจฉาชีพ เหล่านี้เลยจะดีกว่า

ด้วยความปรารถดี

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน

ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม

../ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน * 
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้การปลูกมันสำปะหลัง ในการประชุมจัดตั้งหมู่บ้านนิคมเกษตร จ.อุบลราชธานี ที่ปรึกษา รมต. กระทรวงเกษตรเข้าร่วม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1657 | Ans: 5
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้การปลูกมันสำปะหลัง ในการประชุมจัดตั้งหมู่บ้านนิคมเกษตร จ.อุบลราชธานี ณ โรงเรียนบ้านนาเจริญ ตำบล ดอนจิก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี คุณแท่งทอง ชูวาธิวัฒน์ ที่ปรึกษาของ รัฐมลตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, อาจารย์ ประภาส สุทธิอาคาร นายกสมาคมเกษตรกรไทยและ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน, นาย ยอดยุทร เดชรุ่งเรือง รองนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด อุบลราชธานี, คุณ จารุรัตน์, คุณปิยะมาศ ผู้บริหารฟาร์มเกษตร และผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัทไอออนิคจำกัด ประเทศไทย เข้าร่วมบรรยาย
อยากให้มีรายชื่อผู้จำหน่ายผักปลอดสารพิษ เพราะตอนนี้หาซื้อยากมากๆ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1629 | Ans: 1
อยากให้ช่วยรวบรวมรายชื่อ ผู้ที่ผลิต และจำหน่ายผักปลอดสารสิษ ขึ้นบนเว็บไซต์ ให้ผู้ต้องการซื้อ มาเลือกซื้อได้สะดวก เพราะตอนนี้หาผู้จำหน่ายยากเหลือเกิน
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก-ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรือง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1906 | Ans: 1
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก,ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรืองสายพันธุ์ตรงตามความต้องการของตลาด บริการจัดส่งทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลการปลูกเบื้องต้น /ติดต่อสอบถามได้ที่ -ชมรมผู้ผลิตดาวเรืองเมืองโคราช/โทร.08-51219896, 08-67189706 หรือ e-mail: marigold09@sanook.com
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เงินสด
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1244 | Ans: 8
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ด้วยเงินสด ระบบเงินสดทั้งหมด  รับเอกสารประกอบการจอง POP และ
รับเช็คคืนจาก บ. เพื่อค้ำประกันเท่าจำนวนเงินวางสด  รับของ 19-20-21 มิย 51
รับ POP วันทำสัญญา  รับ B/L วันที่ 15 สำหรับลูกค้าที่จองแล้วและวางเงินสดเท่านั้น
ราคาตันละ 16,500 บ.1-500 ตัน  และ  1000 ตันขึ้น  16,000 บ.
จำหน่ายปุ๋ยอิทรีย์เคมีเต็มสูตร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 638 | Ans: 6
บ.ภูริวรรณการเกษตร จก. ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เคมีเต็มสูตร ยี่ห้อไชโย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทุกสูตรได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรทุกสูตร โดยผลิตดังนี้
1.สูตร 9-0-0 สำหรับรองพื้น
2.สูตร 15-0-0 สำหรับรองพื้นหรือบำรุงต้น
3.สูตร 25-0-0 สำหรับบำรุงต้น
4.สูตร 35-0-0 สำหรับบำรุงต้น
สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-5726891 หรือเมล์ tanon26@hotmail.com
ในเมื่อมีรายละเอียดของสินค้าเยอะแล้ว ควรจะมีราคาของสินค้าด้วย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1924 | Ans: 1
น่าจะมีราคาของสินค้า เช่นพวกปุ๋ยทุกยี่ห้อ ที่มีรายละเอียดอยู่ ไม่ค่อยมีราคาเลยครับ คนมาอ่านดู จะได้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย 
ปลูกดาวเรืองขายส่งลูกเรียน อาชีพทำเงิน "สำรวย ถันทอง"
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 6176 | Ans: 1
จาก: http://www.komchadluek.net/2008/12/12/x_agi_b001_323934.php?news_id=323934

แม้สามีของ "สำรวย ถันทอง" เสาหลักของครอบครัวจะรับราชการครู มีเงินเดือนประจำที่จุนเจือครอบครัวได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากนัก แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกๆ ทั้ง 3 คน ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนทำให้เธอจำต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย รวมทั้งการปลูก "ดอกดาวเรือง" ส่งขายปากคลองตลาด กรุงเทพฯ


สำรวย ในวัย 42 ปี ชาวบ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า ทำนามาหลายสิบปี แต่รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรง และด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกชาย 1 คน และลูกสาวฝาแฝดอีก 1 คู่ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่ต่อเดือนนั้นสูงมาก จึงจำต้องหาอาชีพเสริมและเห็นคนในหมู่บ้านปลูกดอกดาวเรืองแล้วส่งไปขายที่ปากคลองตลาดมีรายได้ดี จึงศึกษารายละเอียดและนำมาทดลองปลูก ถึงขณะนี้ปลูกขายมาได้ 5 ปีแล้ว

 สำรวย เล่าถึงต้นทุนในการปลูกดาวเรืองว่า แม้จะค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถขยายปลูกเองได้ ต้องลงทุนซื้อใหม่ทุกรอบ ตกเมล็ดละ 1 บาท ซึ่งตนเองปลูก 3  ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.3 หมื่นเมล็ด จากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่ารถไถ เตรียมแปลง ค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และยาเร่งดอกต่างๆ แต่รายได้นั้นก็ถือว่าดีทีเดียว

 สำรวย บอกอีกว่า ระยะที่เก็บดอกขายได้คือราว 4 เดือนหลังปลูก โดยจ้างคนงานเก็บวันละ 150 บาท/คน ซึ่งจะเก็บส่งขายปากคลองตลาด 2 วัน/เที่ยว แต่ละเที่ยวจะส่ง 2-3 หมื่นดอก แต่เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ก็จะรวมกับเพื่อนบ้านคนอื่นไปส่งพร้อมกัน ตกเที่ยวละ 7-8 หมื่นดอก โดยตลาดปากคลองจะรับซื้อดอกละ 40-50 สต.

 "บางครั้งราคาดีก็จะขายได้ดอกละ 70-80 สต. ซึ่งการส่งดอกดาวเรืองไปขายที่ปากคลองตลาด แต่ละครั้งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเหลือกำไรเที่ยวละอย่างต่ำ 1 หมื่นบาท"

 ถึงเวลานี้ สำรวย บอกว่าการปลูกดอกดาวเรืองขายถือเป็นอาชีพหลักเลยก็ว่าได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งเสียลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนหนังสือก็มาจากเงินที่ขายดอกดาวเรืองทั้งหมด  
ต้นตะกูก้านแดงราคาถูกที่ศูนย์ขอนแก่น
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 552 | Ans: 4
ทางเราได้จัดศูนย์ส่ง่ต้นกล้าตะกูก้านแดง ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น หน้าตลาดกลาง ธกส. มีต้นกล้าตะกูก้านแดง แข็งแรงพร้อมปลูกทุกต้น มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทของเรามาอธิบายให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของต้นตะกู ของเราเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อยู่แล้ว ไปดูได้ที่สาขา ราชบุรี และ สาขาชลบุรี เราวางต้นกล้าไว้ที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของเราอยู่แล้ว ทางเรา  www.tagutree.com  จึงได้จัดศูนย์ส่งต้นกล้าตะกูก้านแดงให้ชาวอีสาน ไม่ต้องถูกหลอกให้ซื้อต้นกล้าในราคาแพงมาก และทางเรามีพร้อม ทั้งไม้ตะกูขนาด 12 ปี ที่เราแปรรูปมาให้ดู มี่ต้นก้านเหลือง ที่กำลังเอามาหลอกขายให้ชาวอีสานกันตอนนี้ ในราคาถูก ๆ เรามีข้อมูลให้ดูพร้อมหมด เรารับประกันได้ว่าต้นไม้ตะกูของเราเป็นก้านแดงอย่างเดียว
ศูนย์ส่งที่ขอนแก่นตอนนี้จัดราคาสำหรับชาวบ้านครับ

1. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง              1-499 ต้น      ราคาต้นละ    15   บาท
2. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง      500 - 3999 ต้น      ราคา ต้นละ   12   บาท
3.  ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง            4000 ต้นขึ้นไป ราคา ต้นละ  10  บาท

หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่      wwww.tagutree.com
ติดต่อคุณวัฒน์  089-1130940 

ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4385 | Ans: 2
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า

ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านอำเภอสิรินธร จัดจำหน่ายเสื้อ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าอาหารม้า ราคาตัวละ 150 บาท สนใจติดต่อ 089-616-1818 คุณออม E-mail: rpunpukdee@hotmail.com ตอนนี้ทางชมรมกำลังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะจำนวนม้าที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกันมีม้าที่เจ็บป่วยด้วย 
***** หมายเหตุ : ใส่เสื้อชมรมม้าฯ เที่ยวฟรีตลอดงานค่ะ 
หญ้าดอกขาว 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1179 | Ans: 8
ถ้าเกษตรกร เจอหญ้าดอกขาวที่เรียกว่าหญ้าดอกขาวดื้อยา 
เรียกว่าใช้สาร ฟีน๊อก ฉีดแล้วไม่ตาย 
มีสารตัวไหนที่พอจะใช้แทนได้หรือเป่า หรือว่า มีสารตัวไหนที่พอ จะผสมแล้วใช้ฆ่าได้บ้าง 
โรงงานลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดที่ได้มาตรฐาน ตรา "ชาวไร่" เหมาะสำหรับใส่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ผักและผลไม้ต่างๆ "ชาวไร่" 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 851 | Ans: 1
โรงงานผลิต และ จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ได้มาตรฐาน ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด แท้ ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ผลิตภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก กระทรงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444 ลดต้นทุนของเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มพูนผลผลิต พิชิตความยากจน ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ได้รับความเชื่อใจจากโครงอยู่ดีมีสุข และ SML ฯลฯ 
บรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 130 บาท [ตันละ 2,800 บาท> ไม่รวมค่าขนส่ง

สนใจติดต่อ นายนที มีมาก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราช พี.เอส.แอล.กรุ๊ป
เลขทะเบียนโรงงาน  จ 3-43(1)-2/45 นม
อนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี/Tax I.D.  0303539003000
Add : 222/13-14 หมู่ 2 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30280
Tel : 084-832-8025 [ คุณนที > 
Tel : 081-901-3393 [ คุณตุ๊ > Fax : 044-190-155
E-mail : nisara0203@hotmail.com
http://farmer2550.blogspot.com

อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1267 | Ans: 6
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อครับ
มีความยินดีจะนำเสนอ ราคาขายปุ๋ยเคมี และ อินทรีย์เคมี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4913 | Ans: 9
สวัสดีครับ
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัด จ.กำแพงเพชร
ดังนี้ครับ
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เสริมสูตร สำหรับ ข้าว,ผลไม้,มัน,ยาง,สัปปะรด,ข้าวโพด,ส้ม ราคาลูกละ 620บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 36-0-0 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 17-9-9 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 กระสอบละ 800 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 กระสอบละ 950 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-27 กระสอบละ 1070 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 กระสอบละ 1120 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 กระสอบละ 1270 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 35-5-0 กระสอบละ 750 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 กระสอบละ 960 บาท
โดยมีค่าส่งเสริมการขาย กระสอบละ 30 บาท
เราจำหน่ายทั้งเงินเครดิตระยะยาว และเงินสด
โทรขอเอกสารแนะนำสินค้าได้ที่ฝ่ายการตลาด คุณเพชร 084-8193867


หมายเหตุ ราคาหน้าโรงานไม่ผ่านนายหน้า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและนำเข้าแม่ปุ๋ยเองมีใบจดทะเบียนรับรองครบถ้วนครับ
สำหรับปุ๋ยอินทรีย์เคมี ตรามันทอง กระสอบละ 620 บาท สามารถให้ผลผลิตได้สูง
email;tanason103@hotmail.com
ขอความรู้เรื่องปุ๋ยหน่อยครับ................
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 10449 | Ans: 1
1.ปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับ
 -ข้าวนาปี
-ข้าวนาปรัง
-อ้อย
ยางพารา

2.ช่วงเวลาในการใส่ปุ๋ย
3.ดินต้องเป็นอย่างไรแยกตามคุณสมบัติของปุ๋ยนะครับ


รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ - ชีวภาพใช้ดีมากมีส่วนผสมมูลค้างคาว
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2850 | Ans: 3
ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ภัณฑ์ 25 กก สูตรเม็ด
 คุณสมบัติ
1.ให้ธาตุอาหารครบทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม
2.ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
3.ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย การระบายน้ำและอากาศในดิน พร้อมปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ยังมีกรดฮิวมิค และแร่เพอไลต์ ที่ช่วยในการจับปุ๋ยและปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสมบูรณ์ช่วยให้การขยายรากได้เร็ว และลำต้นแข็งแรงไม่โค้นล้มง่าย
4.เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั่วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก, ออกผลมาก)
5.ช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
6.ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตมีน้ำหนักและรสชาติดีขึ้น
 ส่วนประกอบ
ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรองแคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, โบรอน
ธาตุอาหารเสริมทองแดง, เหล็ก, แมงกานีส, โมลิบดินั่ม, สังกะสี
องค์ประกอบฮิวมิดฟอร์ม, อินทรียวัตถุ, ตัวย่อยสลาย
ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัมราคา 365 บ.
เจริญอินทรีย์ภัณฑ์ 
 
อาหารเสริมพืชชีวภาพชนิดน้ำ-ทางใบ
เป็นธาตุอาหารพืชชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ โดยการสกัดจากกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชทุกชนิด เป็นกระบวนการสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาให้เกษตรกรรู้จักใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพไม่เป็นอันตรายต่อดิน เกษตรกร และผู้บริโภค มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถละลายน้ำได้ดี ไม่เกิดการตกตะกอนของธาตุอาหารต่าง ๆ จึงทำให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มสิ่งมีชีวิตในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ เป็นผลให้พืชสามารถผสมเกสรได้ดี ไม่หลุดร่วง ติดดอกออกผล ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี พืชจึงเจริญงอกงามได้ในระยะเวลาอันสั้น
 คุณประโยชน์ :
1. ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง ยากต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณหนอนและแมลงศัตรูพืชลงไปได้มาก
2. ช่วยทำให้การออกดอกและติดผลเร็วขึ้น สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าเดิมมาก
3. ช่วยเพิ่มจำนวนดอก ผล ขนาด คุณภาพสี และ รสชาติของผลผลิต
4. ช่วยทำให้พืชฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะพืชที่ปลูกใหม่ หรือพืชที่ยังเล็กอยู่
5. ช่วยป้องกัน และขจัดปัญหาโรคขาดธาตุอาหารของพืช
6. ช่วยร่นอายุการเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าเดิม
7. ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ด หรือท่อนพันธุ์ โดยใช้แช่หรือชุบก่อนปลูก
8. ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย
9. เมื่อใช้ควบคู่กับปุ๋ยเดิมที่เคยใช้อยู่ จะช่วยประหยัดค่าปุ๋ยได้มาก และยังสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างอัศจรรย์ โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิต
 ปริมาณสุทธิ : 1 ลิตรราคา 350 บ.
จำหน่ายโดย บริษัท เจริญโอสถ อินเตอร์เนลชั่นเนล เน็ตเวริค จำกัด เบอร์โทรติดต่อ 085-0715902 หรือ 042-340350 
คุณสิทธิพงษ์, รับสมัครตัวแทนจำหน่ายจำนวนมาก


ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 817 | Ans: 5
แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลางกระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ
ดังนั้น แนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งการส่งออกและนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ โดยการส่งออกในปี"49 ส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 4,842.26 ตัน มูลค่า 37.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 39.2% และ 32.0% แต่การส่งออกปุ๋ยอินทรีย์นั้นยังมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์อาจมีปัญหาในด้านสุขอนามัย ทำให้ประเทศผู้นำเข้าบางประเทศเข้มงวดในการตรวจสอบ รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ไม่สะดวกในการขนส่ง

ส่วนการนำเข้าในปี"49 นำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 2,039.84 ตัน มูลค่า 15.37 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 70.7% และ 15.8%

ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ถ้าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้ 1.ปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในปริมาณต่ำ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบกับปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลสำหรับพืชหรือเพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีจึงต้องใช้ในปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้อบรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองจากวัสดุในไร่นา รวมทั้งเลือกชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้ให้เหมาะสมกับพืชและดินในแต่ละพื้นที่

2.การควบคุมมาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากมายในปัจจุบัน มีทั้งแบบเม็ด ผง และน้ำ ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีคุณภาพต่ำ ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุอาหารหลัก ดังนี้ เพื่อเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์
กรมวิชาการเกษตรจึงออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง "ประกาศมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร พ.ศ.2548" ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องคือ เพื่อควบคุมมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์และเพื่อไม่ให้พ่อค้าปุ๋ยอินทรีย์เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

ข้อมูลจาก: http://www.raidai.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1167
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 596 | Ans: 12
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
ราคาคุยกันได้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณปุ๊ก 085-0005379//043-343731
คุณชาญ 085-0096909//043-343731
ข่าวดี..ราคาปุ๋ยลดแล้วสั่งได้เลยครับมากน้อยไม่ว่า
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1419 | Ans: 5
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ราคาขายส่ง / กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง 520 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0 650 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27 1050 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21 980 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24 1250 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8 850 บาท ***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลางเหมาะสำหรับร้านค้าหรือเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทีละมากๆ ***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้*** เงื่อนไข 1. ราคานี้เป็นราคาเงินสด 2. ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว 3. บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า 4. แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน 5. จัดส่งฟรี ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด ตัวจริงครับ ขอย้ำ 
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย ต้องการลงสินค้า
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 396 | Ans: 4
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย

หากท่านต้องการนำปุ๋ยมาวางจำหน่ายหรือจัดโปรโมชั่น ที่ศูนย์กระจายสินค้าฟาร์มเกษตร ติดต่อได้ที่คุณปิยะมาศ ตามหมายเลขโทรศัพท์ด้านล่าง หรือหน้าติดต่อเราบนเว็บไซต์นี้

เว็บไซต์หลักทางด้านการเกษตรของเราที่: FarmKaset.BlogSpot.com (http://farmkaset.blogspot.com)

ทางเราต้องการข้อมูล รายละเอียด ของปุ๋ย ทุกยี่ห้อ ต้องการข้อมูล ผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายของสินค้าของท่าน ราคา และโปรโมชั่น แผนการตลาด และข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เท่าที่ท่านสามารถให้เราได้

ฟาร์มเกษตร มีแผนการกระจายสินค้า โดยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เราเชื่อมั่น ในศักยภาพของเรา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการกระจายสินค้าสู่พื้นที่ และมีความมั่นใจ ในแผนการตลาดของเราว่า จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในท้องฐิ่น และกลุ่มเป้าหมาย ที่บริโภคข่าวสาร บนเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ อย่างเช่นคุณ ที่เจอข้อมูลของเราบนเว็บไซต์นี้

เรามีความรู้พื้นฐาน ในการประชาสัมพันธ์ ด้วย Information Technology การทำให้ Search Engine รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว (SEO: Search Engine Optimize) ส่งผลให้ สินค้าที่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา ได้เผยแพร่ข้อมูล แก่ผู้บริโภค ทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง

เรามีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม โดยเกิดมาในครอบครัว ที่เป็นเกษตรกร ที่ทำธุรกิจส่วนยางพารา สวนปาล์ม สวนเงาะ สวนกาแฟ และสวนทุเรียนในภาคใต้, และการทำนาข้าว ในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เรามีพื้นฐาน และผู้สนับสนุนข้อมูลความรู้ทางด้าน IT โดย ทีมจัดทำที่มี Certify ด้าน IT ประกอบไปด้วย
4gumpa.com ที่ http://www.4gumpa.com/about_us/index.aspx
และที่ปรึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศโดย
www.NextProject.net

จึงมั่นใจได้ว่า เราสามารถที่จะเป็นช่องทาง ให้พาร์ทเนอร์ของเรา ได้กระจายข้อมูลสินค้า สู่ผู้บริโภค ได้อย่างทั่วถึง และทางเรามีความยินดี เป็นอย่างยิ่ง ที่จะพูดคุยกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือให้คำแนะนำ

ส่งข้อมูลมาที่: piyamas_w@hotmail.com, 4gumpa.com@gmail.com

หรือติดต่อคุณ ปิยะมาศ (ปริม)
โทร: 0894599003, 0865225497
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 930 | Ans: 4
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา

จีน-บราซิล ทำปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังเกษตรกรแห่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น กระเทือนถึงตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ต้องขึ้นราคาตาม หลังธาตุอาหารหลัก NPK ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีในราคาที่แพงขึ้น 10% เปิดช่อง ปุ๋ยอินทรีย์ เกรดต่ำ/ปุ๋ยปลอมออกอาละวาด โก่งราคาขายเกษตรกรแพงขึ้นถึง 2,000-3,000 บาท/ตัน ในขณะที่ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดได้

นายยุคเลศร์ อุ่นใจ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา ปุ๋ยเคมี ในตลาดโลกได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปกติ "แม่ปุ๋ย" ที่เป็นธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน (N) มักจะมีความผันผวนทางราคาค่อนข้างสูง แต่ฟอสฟอรัส (P) กับโพแทสเซียม (K) ราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ปรากฏว่า ปีนี้ภาวะราคาธาตุอาหารหลักทุกตัวผันผวนสูงเหมือนกันหมด ทำให้ผู้ค้าปุ๋ยประเมินแนวโน้มตลาดปุ๋ยเคมีได้ยากลำบากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ตามปกติ ประเทศอินเดีย-บราซิล จัดเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ใช้ปุ๋ยรายใหญ่ แต่ละปีมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 40-50 ล้านตัน/ปี มาปีนี้ทางจีน-บราซิลได้เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนทางราคาค่อนข้างสูงนั้น ประกอบกับผลกระทบจากราคา น้ำมันแพง ทำให้มีการปรับค่าระวางขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นเกษตรกรไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อปุ๋ยในราคาแพงกว่าปีที่ผ่านมามากกว่า 10%

"แม้ว่าปีนี้ปุ๋ยจะมีราคาแพงขึ้น แต่ปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีภายในประเทศก็ไม่ได้ปรับลดลง เกษตรกร ส่วนใหญ่ต่างห่วงกังวลว่าจะหาซื้อปุ๋ยเคมีไม่ได้มากกว่าเนื่องจากเกษตรกรเล็งเห็นบทบาทสำคัญของปุ๋ยเคมีว่าเป็นสิ่งจำเป็น สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน มูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา" นายยุคเลศร์กล่าว

ด้านนายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หลังจากปุ๋ยเคมีปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น เกษตรกร บางส่วนได้พยายามลดต้นทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แต่ทางกรมวิชาการเกษตรกลับพบว่า มีผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพต่ำบางราย ได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรหลงเข้าใจผิดว่า สินค้าดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและขายในราคาสูงถึง 5,000-7,000 บาท/ตัน ซึ่งเข้าขายหลอกลวงประชาชนเพราะ ความจริงสินค้าปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปไม่ควรเกิน 3,000-4,000 บาท/ตัน

มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ไม่สามารถควบคุมดูแลการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ได้เพราะ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับดังกล่าวมีอำนาจควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเพียงชนิดเดียว อย่างไรก็ตามขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2550 ได้ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ซึ่งจะทำให้กรมวิชาการเกษตร สามารถควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าต้องมาขึ้นทะเบียนขออนุญาตผลิตกับกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งยังครอบคลุมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกคาดว่า จะมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต่ำกว่า 200 ราย

นายศักดิ์เกษมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ระบุให้ การควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอยู่ภายใต้ คณะกรรมการปุ๋ย ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับ พ.ศ.2550 ฉบับปรับปรุงแก้ไข จะเปิดโอกาสให้เกษตรกร-เอกชน ที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจปุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ผู้ประกอบการค้าปุ๋ย เข้ามามีส่วนร่วมเป็น คณะกรรมการปุ๋ย เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ ในการควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคาดว่า จะก่อให้เกิดความสะดวกต่อการค้าและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ใช้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2550
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv04221150&day=2007-11-22§ionid=0203
ขายขี้วัวนมตากแห้ง ราคาถูกมาก ปลอดสารพิษแน่นอน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4440 | Ans: 2
จำหน่ายปุ๋ยคอกราคาถูกมาก  เป็นปุ๋ยจากขี้วัวนม ตากแห้งเรียบร้อย  บรรจุกระสอบปุ๋ย  และเย็บปากถุงเรียบร้อย  น้ำหนักโดยประมาณ  10 กิโลกรัมต่อ 1 กระสอบ  เหมาะสำหรับใช้บำรุงต้นไม้และปรับปรุงสภาพดิน  ราคา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 15 บาทต่อ 1 กระสอบ  ราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่ง  มารับสินค้าที่ จ.
ราชบุรี  มีหน้าร้านขายอยู่ที่บางบอน ราคาลูกละ 25 บาท

สนใจติดต่อ  นายอดิเรก  08-6789-8491
การทำปุ๋ยใช้เอง 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 516 | Ans: 0
การทำปุ๋ยใช้เอง 

ชื่อเรื่อง/ประเด็นหลัก การทำปุ๋ยใช้เอง

เนื้อหา องค์ความรู้/บทความ/เรื่องเล่าประสบการณ์

เรื่องที่ 1 การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ สาธิตและฝึกปฎิบัติ

1. การทำปุ๋ยหมัก

ส่วนผสม

1. มูลสัตว์แห้ง 3 ส่วน

2. แกลบดิบ/เปลือกถั่ว/ก้อนเห็ดเก่า 3 ส่วน

3. แกลบดำ 1 ส่วน

4. รำละเอียด 1 ส่วน

5. น้ำหมักชีวภาพ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร

6. กากน้ำตาล

วิธีทำ

นำส่วนผสมต่างๆ คลุกเคล้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ผสมน้ำและกากน้ำตาลพอชุ่ม หมักกองไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ 5-7 วันโดยจะกองกับพื้นดินและคลุมด้วยกระสอบต้องมีการกลับกองปุ๋ยหมักด้วย

หรือจะบรรจุกระสอบปิดปากถุงก็ได้ ถ้ามีใยสีขาวและมีกลิ่นหอมแสดงว่าสามารถใช้งานได้

2. การทำน้ำหมักชีวภาพ 

ส่วนผสม จากพืชหรือจากสัตว์

1. เศษพืช ผัก ผลไม้ตัดเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน

ถ้าจากสัตว์ใช้หอยเชอรี่ทุบละเอียดหรือปลา 2 ส่วน

2. กากน้ำตาล 1 ส่วน

3. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน

4. น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 ส่วน

วิธีทำ

นำพืชหรือหอยเชอรี่ กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าว ตามอัตราส่วนผสมคลุกเคล้าด้วยกัน บรรจุลงในถังหมักพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 15 -30 วัน จึงสามารถนำไปใช้ได้

ประโยชน์/วิธีใช้

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->การเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน 

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์ใช้น้ำหมักชีวภาพ 15-20 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ราดให้ชุ่ม

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะปลุก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มเปอร์เซนต์ความงอก ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) แช่เมล็ดพันธุ์


เรื่องที่ 2 ฝึกปฎิบัติการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ 

วิทยากร- คณะเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและเกษตรกร ได้ร่วมกันทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จากนั้นก็แจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคน

หลักการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ 

การใช้ปุ๋ยเป็นการลงทุน ซึ่งหวังจะได้รับคืนมาในรูปของผลผลิตพืช ดังนั้นจึงควรที่จะใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือให้พืชได้ใช้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปมากที่สุดโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด ควรปฏิบัติดังนี้

<!--[if !supportLists]-->1. <!--[endif]-->ปรับปรุงดินก่อนใช้ปุ๋ย เช่น การใส่ปูนขาวเพื่อแก้ความเป็นกรดของดินหรือการไถขวางแนวลาดชัน เพื่อป้องกันการชะล้างเป็นต้น

<!--[if !supportLists]-->2. <!--[endif]-->กำจัดวัชพืชก่อนการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งปุ๋ยไปจากพืชที่ปลูก

<!--[if !supportLists]-->3. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารมากน้อยแตกต่างกัน จึงควรใช้ปุ๋ยสูตรที่นักวิชาการแนะนำ หรือสูตรอื่นที่มีอัตราส่วนธาตุอาหารเหมือนกัน

<!--[if !supportLists]-->4. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกอัตราการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อย หรือมากเกินไปจะไม่ทำให้เกิดผลดีจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อัตราปุ๋ยที่แนะนำจะเป็นช่วงๆ ในกรณีที่เสี่ยงมากให้ใช้ปุ๋ยอัตราต่ำ ในกรณีที่ไม่เสี่ยงให้ใช้ปุ๋ยอัตราสูง

<!--[if !supportLists]-->5. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกเวลาในแต่ละช่วงอายุของพืช



(ลงชื่อ)......................................เจ้าของเรื่อง/ผู้เล่า

(....นายปราโมตร..อุปสัย..)

ตำแหน่ง..เจ้าพนักงานการเกษตร..6.. 

(ลงชื่อ)......................................ผู้จดบันทึก

(..นางพรรณี......พิมพ์พันธ์..)

ตำแหน่ง..นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร..4


ที่มา: http://contact.doae.go.th/cts/index.jsp
ชาวนาภาคอีสานแห่พัฒนา “ข้าวหอมมะลิ 105”
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 296 | Ans: 0
ชาวนาภาคอิสานแห่ร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพ “ข้าวหอมมะลิ105” เพียบ เกษตรฯเร่งบูรณาการพัฒนาให้ทันฤดูปลูกปี 51 เป้าหมายกว่า  2 แสนไร่  พร้อมดันเข้าสู่แปลง GAP นำร่อง 2,000 ราย ส.ป.ก.เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ยืมลงทุนผลิตสินค้าข้าว วงเงิน 400 ล้านบาท

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ร่วมกับกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้ความร่วมมือไตรภาคี ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และยโสธร ขณะนี้มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ซึ่งฤดูปลูกข้าวปี 2551 นี้ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิได้ทันและครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 200,000 ไร่ เกษตรกรไม่น้อยกว่า 20,000 ราย

เบื้องต้นได้เตรียมผลักดันเกษตรกรในโครงการฯ ให้เร่งพัฒนาแปลงปลูกข้าวเข้าสู่ระบบการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม(GAP) นำร่อง 2,000 ราย โดย ส.ป.ก.จะจัดตั้งศูนย์เรียนเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ ประมาณ 1,000 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าว พร้อมวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้น  กรมพัฒนาที่ดิน  กรมชลประทาน  และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จะร่วมกันบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น  โดยอาจขุดบ่อน้ำ  50 ไร่  ในพื้นที่  เพื่อทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตาม ฤดูปลูกข้าวปีนี้เกษตรกรในโครงการฯ ทั้งหมดต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่ 100 % ซึ่งกรมการข้าวพร้อมที่จะสนับสนุนข้าวหอมมะลิพันธุ์คัดกว่า 3,000 ตัน ให้เกษตรกรไปปลูกเพื่อตัดปัญหาข้าวพันธุ์อื่นปนเปื้อน จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและตรงตามความต้องการของตลาดด้วย

“นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร หรือเซ็นทรัลแล็ป(CENTRAL LAB) ยังจะเข้ามาสุ่มตรวจพันธุ์ข้าว สุ่มตรวจสอบตัวอย่างดินและวิเคราะห์สารพิษตกค้างด้วย เพื่อช่วยพัฒนาและยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิในโครงการฯ ให้มีคุณภาพ และเพิ่มจุดแข็งให้กับสินค้าข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันการส่งออกข้าวได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีมูลค่าการส่งออกปีละ 80,000-100,000 ล้านบาท”  ศ.ดร.ธีระ

ทางด้านนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้เตรียมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 1 ต่อปี  ไว้ให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมไปลงทุน วงเงินรวมทั้งสิ้น 850   ล้านบาท ในส่วนของการผลิตสินค้าข้าว ส.ป.ก.ได้กำหนดวงเงินกู้ไว้ประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะกู้เงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรในโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ยื่นขอกู้เงินเข้ามาแล้วประมาณ  280 ล้านบาท เหลือวงเงินกู้ยืมอีกประมาณ 120 ล้านบาท

“การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยปรับโครงสร้างการผลิตข้าวของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินรายแปลงให้สามารถผลิตสินค้าข้าวได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยทางด้านอาหาร(Food Safety)  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรับซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายการผลิตเชื่อมโยงกับตลาด  และนำไปสู่การขยายช่องทางการส่งออกข้าวในอนาคต” นายอนันต์ กล่าว

ข้อมูลจาก: http://www.moac.go.th
ฟังกันมามากแล้ว ว่าประเทศไทยเป็นครัวของโลก แล้วทำไมชาวไทยยังจนกันอยู่อย่างนี้ล่ะครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1826 | Ans: 3
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ที่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันรวมตัวกันได้ และสามารถกำหนดราคาน้ำมัน ให้สูง หรือต่ำได้ตามใจชอบ ถึงแม้น้ำมันจะเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่เราไม่ได้กินน้ำมันเป็นอาหารนะครับ หลายคนอาจจะมาแย้งว่า ไม่มีน้ำมัน แล้วภาคขนส่ง โรงงานการผลิตจะขับเคลื่อนได้ยังไง ทำไม่เราไม่มองว่า หากประเทศเราไม่ผลิตของกิน แล้วใครมันจะทำงานได้ล่ะครับ จริงๆแล้วเรามีกันอยู่ไม่กี่ประเทศ ที่ส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆของโลก ไหนจะพืชพลังงาน อย่าง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ แต่เราก็ไม่สามารถรวมกลุ่มกันให้เข็มแข็งอย่างโอเปคได้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ตัดราคายางพารากันเอง ต้องรอให้ไฟไหม้อินโดนีเซียก่อน ราคายางพาราในไทยถึงจะได้สูงขึ้นมา และยังมีข้าว ที่ส่งออกแข่งกับเวียดนาม

จริงๆหากเรารวมตัวกันได้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ เราน่าจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าของเราได้ ไม่ใช่ให้ผู้อื่นมาเป็นคนกำหนด แต่ใครล่ะจะเป็นคนเริ่มต้น ฝากคนที่มีอำนาจหน้าที่ช่วยดูแลด้วยแล้วกัน
10 เรื่องง่ายๆในชีวิต เพื่อสุขภาพ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3822 | Ans: 1
10 เรื่องง่ายๆ ในชีวิต เพื่อทำให้สุขภาพดีได้ไม่ยาก 

1. สำรองผลไม้ไว้ในตู้เย็น 

ได้แก่กะหล่ำปลี แครอท ส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะได้ไดเอตแล้ว การรับประทานผัก & ผลไม้ประจำ ยังช่วยลด 

ความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย 

2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้า 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่าการบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก 

เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ 

3. ดื่มน้ำมาก ๆ 

อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50% เชียวล่ะ 

4. เปลือยเท้า คลายเคลียด 

การย่ำเท้าเปล่าไปบนทรายนุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด 

5. รับแสงแดดอ่อน 

มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิง 

ที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย เราควรรับแดดอ่อนๆ ในช่วงเย็น 

6. หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะ 

สำหรับอาหารว่างยามบ่าย แทนที่จะทานคุ๊กกี้หรือเค็ก เปลี่บนมาทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น 

รับรองว่า จะช่วยให้คุณมีกำลังวังชา และยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ำ 

7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำ 

ใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่า หรืออาหารเมนูปลารวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 

เช่น ไข ถั่วเหลือง นม นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดี ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้ 

8. เดินไวๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง 

ลองเดินให้ไวขึ้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือด 

หัวใจให้แข็งแรง และยังให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม 

9. เติมไขมันดีๆ ให้ร่างกาย 

ไขมันไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพราะมีไขมันหลายชนิดที่เป็นมิตรกับร่างกายนะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อ 

การดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก 

น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรง ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจด้วย 

10. JUST DO NOTHING 

ลองหยุดภาระวุ่นๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชม. ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ให้เวลาอยู่คนเดียว 

ตามลำพัง จะช่วยให้คุณรู้สึกสงบ อาจจะฟังเพลงเงียบๆ หรืออาบน้ำอุ่นๆ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ชมดอกไม้ 

เป็นการเติมความรื่นรมย์ทางด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่น และมีความสุข และให้ห่างไกลจากโรครีบร้อน เร่งรีบ 

จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง 

ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะดูดีขึ้น และยังห่างไกลจากโรคภัยอีก
หนุนใช้เทคโนโลยีผลิตอ้อย มันสำปะหลัง 15-30 ตันต่อไร่
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 5720 | Ans: 11
 กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รองรับความต้องการของโรงงานผลิตเอธานอลและไบโอดีเซล นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขยายผลผลิตพืชพลังงานทดแทน โดยเน้นการรักษาระดับพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง สำหรับปาล์มน้ำมันมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกในเขตเหมาะสมปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันผลผลิตพืชทั้ง 3 ชนิดมีเพียงพอกับความต้องการใช้บริโภค การขยายการผลิตจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการเพื่อผลิตพลังงาน ดังนั้น แนวทางในการขยายการผลิตจึงเน้นการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 
                
                โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตลอดจนให้ความรู้และแนะนำการทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีเป้าหมายผลผลิตต่อไร่ อย่างน้อยร้อยละ 10 ในกลุ่มพืชพลังงาน นายธีระชัย กล่าวว่า ความต้องการพืชพลังงานเพื่อการผลิตพลังงานตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คาดว่าในปี 2552 ความต้องการเอธานอล มีประมาณ 1.58 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความต้องการ ใช้มันสำปะหลังจำนวน 8.5 แสนตันต่อปี กากน้ำตาลจำนวน 1.73 ล้านตันต่อปี ในส่วนไบโอดีเซล คาดว่ามีมีความต้องการประมาณ 1.35 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความปาล์มน้ำมันดิบจำนวน 3.5 แสนตันต่อปี ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเสรีการตั้งโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล และให้การสนับสนุนการลงทุนด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 45 ราย กำลังการผลิต รวม 12 ล้านลิตร/วัน ส่วนไบโอดีเซลมีโรงงานที่ผลิตแล้ว 9 โรงงานและได้รับการส่งเสริมการลงทุนอีก 19 โรงงาน รวมทั้งหมด 28 โรงงานกำลังผลิต 6.68 ล้านลิตรต่อวัน 

                “ปัจจุบันพันธุ์อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน ที่เกษตรกรปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ยังไม่เหมาะสม ตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ การดูแลรักษา ให้ปุ๋ย น้ำ ทำให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ สำหรับเกษตรกรที่มีการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีเตรียมการปลูกที่ดี ให้น้ำ ปุ๋ย อย่างเหมาะสม จะได้รับผลผลิต่อไร่สูงขึ้นมาก ดังนั้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงที่พืชต้องการน้ำ จะเป็นปัจจัยที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร” นายธีระชัย กล่าว

ต้นฉบับข่าวจาก: http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=26934&lyo=1

----------------------------------------------------------------------------------

แนะนำผลิตภัณฑ์ฟาร์มเกษตร ที่สอดคล้องกับกระทรวงเกษตร

เชิญผู้สนใจ ชมแปลงสาธิตอ้อยน้ำตาลมิตรผล, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน ที่มีผลผลิตสูงสุด

ฟาร์มเกษตร เชิญชวนผู้ผลิตอ้อย และมันสำปะหลัง เข้าชมแปลงสาธิต

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตมันสำปะหลัง
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิตมันสำปะหลัง ที่มีผลผลิตสูงถึง 15-30 ตันต่อไร่ สามารถเลือกชมแปลงสาธิตได้สองแห่ง คือที่ สี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และที่เอี่ยมบูรพา จังหวัดสระแก้ว ในขณะเยี่ยมชม จะมีการให้ข้อมูลความรู้ อย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน ไปจนได้รับผลผลิต 15-30 ตันต่อไร่ ว่ามีวิธีการปลูก การดูแลอย่างไร

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตอ้อย
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิต ที่บริษัทไอออนิค ประเทศไทย ร่วมมือกับ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ทำแปลงสาธิตอ้อย ณ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ไปดูอ้อยความสูง 4 เมตร ให้ความรู้วิธีการปลูกอย่างละเอียด การดูแล ให้ได้ผลิตผลสูงสุด
มี VDO ที่ทางเราได้ไปถ่ายทำไว้ที่ มิตรผล เชิญชมก่อนไปดูแปลงสาธิตจริงได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00081

ผลิตภัณฑ์ของเรา ปุ๋ย ตรานกอินทรีย์คู่ ใช้ในการทำแปลงสาธิต รัฐบาลร่วมลงทุน โดย สสว. และได้รับการส่งเสริมจาก BOI ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00083

VDO แนะนำผลิตภัณฑ์ แนะนำโดยผู้บริหารไอออนิค เคยออกอากาศ ทาง ช่อง 5 รายการ SME ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ชมได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00080

VDO การสาธิตการใช้ ในสวนยาง และสวนปาล์ม โดยคุณมานพ ผู้จัดการภาคใต้ ชมได้ที่ 
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00082

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หรือติดต่อขอดูแปลงสาธิตได้ที่ 
คุณ ปิยะมาศ 
โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com 
อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3781 | Ans: 1
ผมเป็นเกษตรกรรายใหญ่ อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 344 | Ans: 0
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ เน้นเด็กเยาวชนเดินตามคำขวัญ “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”
    
            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานวันเด็กแห่งชาติ  ภายใต้ชื่องาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี  ตั้งแต่ 08.00 – 15.00 น. โดย ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานในพิธีเปิด 

                พิธีเปิดงานเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ด้วยขบวน Mascot ผัก ผลไม้ และสัตว์ต่างๆ ที่แสนน่ารัก ตามด้วยขบวนเด็กๆ ในชุดสาวเหนือ / รองเง็ง / ลิเกฮูลู / สาวบ้านแต้ / ชุดเอกลักษณ์ไทย ที่สวยงามน่ารัก  นำท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะ  เข้าสู่บริเวณทำพิธีเปิดงาน

                 ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” มีใจความสำคัญ ดังนี้ “การจัดงานในวันนี้ เพื่อให้เด็กไทยเกิดจิตสำนึกและตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่คู่คนไทยมาตั้งแต่อดีต ทำให้คนไทยได้บริโภคอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ และส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศสำคัญที่ส่งผลผลิตการเกษตรไปสู่ชาวโลก  สำหรับการจัดงานในวันนี้ เด็กๆ จะได้ศึกษาเรียนรู้ “พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกรมาโดยตลอด  ขอให้เด็กๆ ทุกคนจดจำคำขวัญประจำปี 2551 ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่ว่า หากปฏิบัติได้ตามคำขวัญนี้ จะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จและความก้าวหน้าตามที่ทุกคนปรารถนา”

                หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กดเครื่องเล่น Paper Shoot และ Co2  ถูกยิงขึ้นสูง ตามด้วยบับเบิลบอลหลายร้อยใบกระจายตัวลงมา  เป็นสัญลักษณ์ว่างาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ได้เริ่มขึ้นแล้ว

                ศ.ดร.ธีระ  กล่าวต่อกับสื่อมวลชนว่า “ กิจกรรมมากมายที่แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดมาในวันนี้ ตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์  ให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่   มุ่งหวังที่จะให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านสติปัญญา  การดำรงชีวิตประจำวัน  เสริมสร้างคุณภาพชีวิต  ให้เด็กและเยาวชนมีคุณธรรม รู้จักรับผิดชอบในทุกๆด้าน ส่งให้เกิดทรัพยากรบุคคลที่มีพละกำลังและความเข้มแข็งต่อไปในวันข้างหน้า”

                บริเวณสนามหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  พร้อมด้วยแท่นสักการะและสมุดลงนามไว้อาลัย 

นิทรรศการ  กิจกรรมต่างๆ เกมส์  การแข่งขัน  ของ 18 หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดภายใน

เตนท์เต็มพื้นที่บริเวณลานจอดรถของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อาทิเช่น  กรมชลประทานจัดแสดงแบบจำลองกังหันน้ำชัยพัฒนาที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย  การจัดแสดงเรือขุดลำแรกของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  และขอเชิญชวนเด็กและเยาวชนร่วมกัน “ปลูกต้นไม้เพื่อถวายพ่อแห่งแผ่นดิน”

 

นิทรรศการฝนหลวงพระราชทานแบบซุปเปอร์แซนวิช ของสำนักฝนหลวง,  นิทรรศการเรื่องการทำบัญชีกับ

เศรษฐกิจพอเพียง , แบบจำลองเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ , พระกรณียกิจด้านการประมง , นิทรรศการจุดกำเนิดอาชีพพระราชทาน “การเลี้ยงโคนม” ,  กรมประมง ยก Touch Pool ขนาดใหญ่  จัดแสดงสัตว์น้ำจืด  สัตว์น้ำเค็ม  ปลาสวยงามที่หาดูยากมาให้ชม  มีพันธุ์ปลาสวยงามแจก  ,  กรมวิชาการเกษตร จัดนิทรรศการรื่อง “พืชพลังงานทดแทน” , กรมส่งเสริมการเกษตร สาธิต การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  , กิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยมือตนเอง ในกิจกรรม   “สีสันปั้นแต่ง”  ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ , สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)  นำช่างฝีมือจากศิลปาชีพ มาสาธิตและสอนการปั้นตุ๊กตาชาววัง และประดิษฐ์ดอกไม้จากผ้า

นิทรรศการที่เด็กควรมาศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง คือ  แสดงเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องของความหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจเหมาะสำหรับเด็กที่จะมาศึกษาเรียนรู้  รวมถึงนิทรรศการภาวะโลกร้อนที่บอกกล่าวถึงภัยร้อนที่จะเกิดขึ้น  จะเกิดภัยพิบัติอะไรบ้าง  จะช่วยกันป้องกันอย่างไร   เด็กจะได้พบกับสาระความรู้จากห้องสมุดเคลื่อนที่ 

                เวทีกลางของงานจัดกิจกรรมสนุก ๆ กับครอบครัวดารา มี “อภิรดี  ภวภูตานนท์ และน้องเบลล์”  และ “ฝันดี  จรรยาธนากรและลูกชาย”  จะมาเล่นเกมส์สนุกสนานเสริมสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กกินผัก  โยงไปถึงความรัก  ความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก  สาธิตวิธีการสอนให้สัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์แสนรู้ และเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนนำสัตว์เลี้ยงแสนรู้  แสนรัก  เก่งกล้าทุกชนิด  มาประกวดชิงรางวัล   

                นอกจากเด็กๆจะได้หอบของรางวัลกลับบ้าน จากการเล่นเกมส์ การแข่งขัน การตอบปัญหา ซึ่งของรางวัลของแต่ละหน่วยงานมีมากกว่า 1,000 ชิ้น รวมไปถึงของแจก เช่น พันธุ์ปลาสวยงาม  พันธุ์พืช  สมุดอนุรักษ์ท้องทะเลไทย   สารเร่ง พด.  ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  และอื่นๆอีกมากมายแล้ว   ตลอดงานเด็กๆ จะอิ่มอร่อยไปกับอาหารหลากหลายชนิด ขนม  นม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้  ที่เตรียมไว้เป็นจำนวนมาก

เด็กทุกคนที่เข้าไปในบริเวณงานจะได้รับแจกบัตรชิงโชคคนละ 1 ใบ เพื่อนำไปจับรางวัลใหญ่ เช่น รถจักรยาน  พัดลม  หม้อหุงข้าว  อุปกรณ์กีฬา    อุปกรณ์เครื่องเขียน เป็นต้น  ซึ่งเราจะจับรางวัลทุกๆ 15 นาที โดยจะประกาศให้ทราบเป็นระยะๆ

 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  นอกจากจะปลุกกระแสความเป็นเกษตรกรให้ซึมซับไปกับเด็กและเยาวชนแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คาดหวังว่าสาระต่างๆ ที่เด็กได้มาเรียนรู้ มาสัมผัส พบเห็น จะช่วย สร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้เด็กมีการพัฒนาทั้งด้านสติปัญญา  ร่างกาย  จิตใจ  เพื่อเป็นพลเมืองผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเป็นพละกำลังที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติต่อไป

Content from: www.moac.go.th
ขายปุ๋ยยูเรีย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 753 | Ans: 3
มียูเรีย จำหน่าย ราคา 24500 บาท/ตัน 
เงื่อนไขเงินสด 
ถอยรถเข้ามาในโรงงานเลยแล้วก็ชำระเงินด้วยเงินสดหรือเงินโอนผ่านธนาคาร พอทางเราเช็คว่าเงินเข้าระบบเรียบร้อยก็ขนของขึ้นรถ สบายใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
สนใจติต่อ 086-6403532  loginmoto@hotmail.com
เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 324 | Ans: 0
   เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่ มกอช.เร่งพัฒนาระบบรับรองพร้อมยื่นสมัครเข้าสู่บัญชีประเทศที่ 3 ของอียู หวังส่งออกสินค้าอินทรีย์ไทยตีตลาดยุโรปคล่องขึ้น
    
นายจรัลธาดา    กรรณสูต   ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำ  ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ปี 2551-2552 โดยมีแผนเร่งส่งเสริมเพื่อขยายพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักผลไม้ สมุนไพร กุ้ง ปลา เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม และไข่อินทรีย์ มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 200,000 ไร่ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 6 ด้าน คือ  1. มุ่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้า   2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและ   กลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ได้สินค้าที่ผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับ   3. เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และยังมุ่งส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง(Contract farming) ด้วย   4. เร่งประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การขยายช่องทางการตลาด 5.เร่งวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกิด  การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และ6.สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบบูรณาการ

“ปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยมีกว่า 140,900 ไร่ หรือประมาณ 0.103 % ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ และเป็นอันดับที่ 71 ของโลก โดยปี 2549 ประเทศไทยมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ    920 ล้านบาท และปี 2550 ประมาณ 1,000 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลัก คือ สหภาพยุโรป(EU) และสหรัฐอเมริกา โดยมีข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นสินค้าส่งออกมากที่สุด  รองลงมา คือ ผัก ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ อนาคตผลไม้เมืองร้อนอินทรีย์ถือว่ามีโอกาสในการขยายตลาดค่อนข้างสูง  เช่น มะม่วง เสาวรส มะพร้าว  ซึ่งผู้นำเข้าของประเทศอิตาลีมีความต้องการที่จะนำเข้าเป็นจำนวนมาก” นายจรัลธาดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์(Commerce Intelligence of Moc : CIM) นับเป็นโอกาสที่ดี หากมีการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์(Website)ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์  อาทิ  มกอช.ที่เป็นหน่วยงานกำหนดและประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ และเป็นหน่วยรับรองระบบงานด้านเกษตรอินทรีย์ด้วย ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านพืช กรมประมงรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมส่งเสริมการเลี้ยงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ และกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านปศุสัตว์ มีกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน              ซึ่งเว็บไซต์ของหน่วยงานดังกล่าว น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน         การรับรอง และการตลาดด้วย

ด้านนายมนตรี  กฤษณีไพบูลย์  รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้มกอช.จัดทำโครงการพัฒนาระบบการตรวจรับรองด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น อียู และสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการนำเข้าสินค้าอินทรีย์สูงถึง 97 % โดยขณะนี้ประเทศไทยได้ทำหนังสือแจ้งคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อยื่นขอสมัครอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 (Third Country list) ของอียู       ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว ได้แก่ อาร์เจนติน่า คอสตาริก้า สวิสเซอร์แลนด์ อิสราเอล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย  อนาคตหากไทยสามารถเข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 ได้ คาดว่าจะมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปจำหน่ายในตลาดยุโรปมากขึ้น โดยใช้ระบบการตรวจรับรองของไทยเอง

“การเป็นประเทศในบัญชีประเทศที่ 3 ของอียู   อาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี  เนื่องจากต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเงื่อนไข และกฎระเบียบของอียู   เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีความทัดเทียมและสอดคล้องกับการปฏิบัติและข้อบังคับของอียู  นอกจากนั้น มกอช.ยังได้เร่งศึกษาเปรียบเทียบระบบการตรวจรับรองระหว่างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย กับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่กระบวนการประเมินความเท่าเทียมกันและให้การยอมรับซึ่งกันระดับรัฐบาลต่อไปด้วย” นายมนตรี กล่าว

Content From: http://www.moac.go.th
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 758 | Ans: 0
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
กลุมวิจัยปฐพีวิทยา สํานักวิจัยพัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร
สับปะรด [Ananas comosus
L. (Merr)]เป นผลไม สํ าคั ญทาง
เศรษฐกิจของประเทศ มี มูลคาการสง
ออกปละประมาณ 14,000-20,000 ลาน
บาท พื้นที่ปลูกสับปะรดสวนใหญเปน
ที่ลาดเท ดินเนื้อหยาบ เชน ดินรวน ดิน
รวนปนทราย หรือดินทราย ถาการจัด
การดิ นไม ถู กตองจะทําใหดินสูญเสี ย
ธาตุอาหารไดงาย โดยเฉพาะธาตุ
อาหารไนโตรเจนและโพแทสเซียมซึ่ งเปนธาตุอาหารที่จําเป นและมี ความสําคัญตอการใหผลผลิตและคุณ
ภาพของสับปะรด สับปะรดตองการปุยไนโตรเจน 6-9 กรัมNตอตน ปุยฟอสฟอรัส 2-4 กรัมP2O5ตอตน
และปุยโพแทสเซียม 8-12 กรัมK2Oตอตน ขึ้นกับวิธีการปลูกและระดับความอุดมสมบูรณของดิน ในพื้นที่
เพาะปลูกประมาณ 1 ลานไร มีพื้นที่เก็บเกี่ยวปละ 5-6 แสนไร ใหผลผลิต 1.8-2.6 ลานตันตอป ผลผลิตเฉลี่ย
ของเกษตรกรประมาณ 4 ตันตอไร ขณะที่ผลผลิตจากงานวิจัยและทดสอบในแหลงปลูกตาง ๆ ไดประมาณ
8.53-16.81 ตันตอไร
การปลูกสับปะรด
1. การใชหนอหรือจุกปลูก (plant crop) ปลูกแถวคูระยะปลูก 30x50x(80-90) เซนติเมตร ปลูกได
ประมาณ 7500-8500 ตนตอไร
2. การใชตนตอ(ratoon crop) โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลสับปะรดแลว ใชมีดตัดตนสับปะรดระดับ
เหนือดิน 20-30 เซนติเมตร และตัดใบใหเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร แลวใชปุยสูตร 46-0-0
หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 7-15 กรัม/ตน ใสบริเวณกาบใบลางเพื่อเรงการเจริญเติบโตของ
หนอ และคัดเลือกใหเหลือเพียงตนเดียว ผลผลิตที่ไดจากการใชหนอปลูกหรือจุกจะสูงกวา
การใชตนตอ ประมาณ 20 เปอรเซ็นต แตการใชตนตอจะไดรับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง
กวาการใชหนอปลูก เนื่องจากไม ตองมีคาใชจ ายในการเตรี ยมดินและคาหนอพันธุ รวมทั้งคา
ปลูก
การใหปุยสับปะรด
1. การใชหนอปลูก สามารถเลือกใหปุย
วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังนี้
1.1 การใหปุยทางดินรวมกับการให
ปุยทางกาบใบ
- ใหปุยรองพื้นกอนปลูก โดย
ใชปุยสูตร 16-20-0 อัตรา
10-15 กรัมตอตน
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 2 ครั้ง ครั้งแรกใหที่ระยะ 1-3 เดือนหลังปลูกและครั้งที่
สองใหปุยหางจากครั้งแรก 2-3 เดือน โดยใชปุยสูตร 12-6-15 หรือ 12-4-18 หรือ 15-5-
20 หรือ 13-13-21 ครั้งละ 10-15 กรัมตอตน
1.2 การใหปุยเฉพาะทางกาบใบเพียงอยางเดียว
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 3 ครั้งหลังปลูก 1, 3 และ 6 เดือน โดยใชปุยสูตรตาง ๆ เชน
เดียวกับขอ 1.1
1.3 การใหปุยทางดินรวมกับการพนปุยน้ําทางใบ
- ใหปุยรองพื้นหรือใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 1 ครั้งหลังปลูกได 1-3 เดือน โดย ใชปุย
สูตรตางๆ เชนเดียวกับขอ 1.1 ในอัตรา 10-15 กรัมตอตน
- พนปุยน้ําทางใบ อัตรา 1000 ลิตรตอไร เดือนละ 1 ครั้ง จนตนสับปะรดไดขนาดที่จะบังคับ
ดอกได (ปุยน้ํา ประกอบดวย แอมโมเนียมซัลเฟต 30 กิโลกรัม โพแทสเซียมคลอไรด 10
กิโลกรัม แมกนีเซียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม เหล็กซัลเฟต 3 กิโลกรัม สังกะสีซัลเฟต 0.5
กิโลกรัม และบอแรกซ 0.1 กิโลกรัม ละลายน้ํา 1000 ลิตร)
2. การใชตนตอปลูก
ใหปุยทางกาบใบของตนตอที่เลือกไว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกหลังจากเลือกตนตอ และครั้งที่2 ที่
ระยะหลังจากครั้งแรก 4 เดือน โดยใชปุยเคมีสูตร 12-6-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 15 กรัมตอตน
ในชวงการเจริญเติบโต ถาใบสับปะรดแสดงอาการขาดธาตุอาหาร/ใบสับปะรดมีสีเขียวซีดจาง ให
ใชปุยเคมีสูตร 23-0-30 ผสมน้ํา(เขมขน 5%) อัตรา 75 มิลลิลิตรตอตน ฉีดพนทางใบ 3 ครั้งที่ระยะกอนบังคับ
ดอก 30 วัน 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน
ปญหาไนเทรตในผลสับปะรด
มีไนเทรตตกคาง ไมมีไนเทรตตกคาง
ผลสั บปะรดมีปริมาณไนเทรตสู ง เป นปญหาการเกิ ดกระปองดํา(detinning) ในอุตสาหกรรม
สับปะรดกระปองของไทย ดังนั้นการรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรของโรงงานสับปะรดในประเทศ กําหนด
มาตรฐานปริมาณไนเทรตในผลสับปะรดขั้นต่ําตองไมเกิน 25 มิลลิกรัมตอลิตร ในป 2536 พบปญหาสาร
ไนเตรทตกคางในผลเกินมาตรฐานเฉลี่ย 8.12 เปอรเซ็นต
จากการศึกษาวิจัยพบวา การสะสมไนเทรตในผลสับปะรด เป นผลมาจากการปฏิบัติในไรของ
เกษตรกรเปนสวนใหญ เชน การใสปุยไนโตรเจน ในปริมาณที่มากเกินความจําเปน การใสปุยไนโตรเจน
หลังบังคับดอก การทําลายจุกสับปะรด และการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยว 15-30 วัน เปนตน ซึ่งสงผลให
กระบวนการใชไนโตรเจนของพืชไมสมบูรณ ทําใหเกิดการสะสมไนเทรตในผล อีกทั้งปจจัยทางดานภูมิ
อากาศก็มี ผลตอการสะสมปริมาณไนเทรต คือ กอนเก็บเกี่ยวสับปะรดถาอากาศมีความเขมของแสงแดดต่ํา
จะมีผลใหประสิทธิภาพของไนเทรตรีดักเทสลดลง ทําใหมีปริมาณไนเทรตสูงเชนกัน
ผลสับปะรดที่มีปริ มาณกรดซิ ตริกและโพแทสเซียมไนเทรตสูง เมื่อบรรจุกระปองจะทําให ผิวภาย
ในของกระปองกลายเปนสีดํา (detinning) มากกวาผลสับปะรดที่มีระดับความเปนกรดและปริมาณไนเทรต
ต่ํา
การปองกันการตกคางของไนเทรตในผลสับปะรด
1. ใชปุยตามคําแนะนําไมควรใชปุยสูงเกินอัตราแนะนํา (N อัตรา 6-9 กรัมตอตน, P อัตรา 2-4
กรัม P2O5ตอตน, K อัตรา 8-12 กรัม K2O ตอตน) หรือ N-P-K อัตรา 8-4-12 กรัม N-P2O5-K2O
ตอตน
2. หามทําลายจุกสับปะรด
3. งดการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยวประมาณ 15-30 วัน
4. หามใชปุยไนโตรเจนหลังบังคับดอก
ในแหลงที่เคยพบไนเทรตตกคางในผลสับปะรดสูงเกินมาตรฐาน แนะนําใหดําเนินการแกไขดังนี้
1. ใชธาตุโมลิบดินัมอัตรา 5 มิลลิกรัมตอตน (ธาตุโมลิบดินัมอัตรา 50 กรัมตอไร  หรือ
ใชสารละลายโซเดียมโมลิบเดท 4% อัตรา 1.25 ลิตรตอไร พนทางใบหลังบังคับดอก
ในระยะดอกแดง
2. ใชปุยอินทรีย 2-4 ตัน/ไร ชวงปลูก เนื่องจากในปุยอินทรียมีธาตุอาหารรอง(Mg, Ca)
และธาตุอาหารเสริม(Cu, Zn, Mn และ Fe เปนตน). หรืออาจใช แมกนีเซียมซัลเฟต
27% MgO อัตรา 95 กก./ไร หรือแมกนีเซียมคลอไรด 20%MgO อัตรา 125 กก./ไร
หรือโพแทสเซียมคลอไรด 60%K2O อัตรา 70.8 กก./ไร หลังการชักนําการออกดอก
สับปะรดแลว 75 วัน

Content from: http://www.doa.go.th in pdf format
บทความใหม่: พัฒนาผักไฮโดรโพนิคส์ แม่โจ้ก้าวหน้านำปลูกบน ไม้ไผ่  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1517 | Ans: 2
“ไฮ โดรโพ นิคส์” เป็นเทคนิคการปลูกพืชในรูปแบบหนึ่ง...ซึ่งไม่ใช้ดินเป็นส่วนประกอบหลักเหมือ นทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่มักถูกปรับใช้กับสภาพข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือปัญหาสภาวะแวดล้อม

...ยกตัวอย่าง เช่น พื้นที่มีสภาพปัญหาเรื่องดินเลว หรือ.....

อ่านบทความคลิกลิงค์ด้านล่าง
ยางพาราดอทคอม แนะนำเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันโรคใบร่วง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1249 | Ans: 3
สาเหตุการเกิดโรค เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทรา

ลักษณะอาการที่เกิด ใบยางจะร่วงทั้งที่ใบยังเขียวสด และใบเหลือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศลักษณะที่เด่นชัดคือ ก้านใบมีรอยช้ำสีดำ ตรงกึ่งกลางรอยช้ำจะปรากฏหยดน้ำยาง สีขาวเกาะอยู่เมื่อนำใบยางที่ร่วงนำมาสะบัดไปมาเบาๆ ใบย่อยจะหลุดร่วงบางครั้งบนแผ่นใบจะเป็นแผล มีลักษณะช้ำ ฉ่ำน้ำ ขนาดแผลไม่แน่นอน ฝักยางจะเน่าดำและไม่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ ส่วนต้นยางอ่อน เชื้อจะเข้าทำลายบริเวณยอดอ่อน ทำให้ยอดเน่าแล้วลุกลามเข้าทำลายก้านใบและแผ่นใบ ทำให้ต้นยางยืนต้นตาย

การแพร่ระบาด เชื้อราจะแพร่ระบาดโดยลมพัดพาสปอร์ไป โรคจะระบาดมากในสภาพอากาศเย็น มีฝนตกชุก และความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วันและมีแสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน พบมากในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุม ในภาคใต้ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก

การป้องกันกำจัด
-ปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรค
-ควรกำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกลดความชื้นในสวนยาง
-ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อรา เช่น ทุเรียน ส้ม พริกไทย ร่วมในสวนยาง
-การใช้สารเคมีสำหรับต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปี ฉีดพ่นพุ่มใบยางด้วยยาเอพรอน 35% SD หรืออาลีเอท 80%WP ในอัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ก่อนฤดู โรคระบาดทุก 7วัน
-นำยูเรีย (46-0-0)อัตรา 5% ผสมสารจัดใบฉีดพ่นพุ่มใยยางก่อนฤดูกาลระบาด ในช่วงเย็นทุก 3 วัน
-ในต้นยางใหญ่ การใช้สารเคมีป้องกันไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แนะนำให้หยุดกรีดยางระหว่างที่เกิดโรคระบาด แล้วใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์ 

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/activity/view.php?No=2
แนะนำฟาร์มเพาะเห็ดฟาง "บัญชาฟาร์มเห็ดฟาง"
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1730 | Ans: 0
เป็นฟาร์มเพาะเห็ดฟางอย่างมืออาชีพ สามารถเข้าชมฟาร์ม ชมการเก็บผลผลิต (เริ่มเก็บ 5 โมงเย็นทุกวัน) ชมการขึ้นกองเห็ด และสาธิตการดูแลกองเพาะระหว่างรอเก็บผลผลิต (ใช้เวลาเพาะเพียง 7 วันก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว)
ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.twoplus11.com/banchafarm.htm
ปุ๋ยอินทรีย์ VS. ปุ๋ยเคมี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 792 | Ans: 5
อยากทราบความคิดเห็นของทุกคนครับ ว่ามีความเห็นอย่างไร เมื่อจับเอา ปุ๋ยอินทรีย์ กับปุ๋ยเคมี มาเทียบประสิทธิภาพกันในทุกๆด้าน
อย่างเช่น
- ความรวดเร็วในการเห็นผลหลังใช้ ว่าอะไรดีกว่า
- เมื่อเห็นผลแล้ว ยังคงอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ เช่นเขียวนานไปกี่วัน
- ผลดีก็การปรับปรุงสภาพดินเป็นยังไง ให้ผลดีในระยะสั้น หรือยาวแค่ไหน ต่างกันอย่างไร
- ธาตุอาหารที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เที่ยบกันแล้วเป็นอย่างไร
ฯลฯ ถามแบบปลายเปิดครับ
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง จากกระแสนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1557 | Ans: 8
ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็น ผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็น อุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :   แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโต อย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลาง กระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ

   ดังนั้นแนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับ ไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิด ประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย ในอนาคตไทยน่าจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์และ สินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้อีกด้วย 
รักษาภาวะโรค....ขี้ลืม ด้วยสารสกัด'พริกไทยดำ' 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2023 | Ans: 1
“อัลไซเมอร์” หรือความจำเสื่อม เป็นโรคที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันเริ่มเป็นกันมากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมี “ต้นสายปลายเหตุ” มาจากภาวะ “เครียดสั่งสม” ทั้งจากปัญหาสิ่งแวดล้อม อาหาร ขาดการออกกำลังกาย รวมทั้ง “โหม” งานหนัก พักผ่อนน้อย 

ส่งผลให้ สมองเกิดความล้า จำเหตุการณ์ และ ช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ขี้หลงขี้ลืมในระยะแรกๆ ต่อมาพฤติกรรม บุคลิกเริ่มเปลี่ยน ความทรงจำความนึกคิด การมีเหตุมีผล (cognitive) เริ่มลดน้อยถอยลง 

เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว รศ.ดร. อรุณศรี ปรีเปรม คณะเภสัชศาสตร์ รศ.ดร.สมเดช กนกเมธากุล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงนำพริกไทยดำมาสกัด เพื่อใช้ “รักษาภาวะความจำบกพร่อง” 

รศ.ดร.อรุณศรี บอกว่า โครงการดังกล่าวทีมวิจัยได้ทำการศึกษามาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเริ่มแรกนั้น คณะแพทยศาสตร์ ทำการศึกษาสมุนไพรหลายชนิดคือ หัวหอม ใบบัวบก ขิง พริกไทย เพื่อเอามาคัดว่าสารกลุ่มไหนมีโอกาสสามารถนำมาใช้ได้ดีที่สุด 

และพบว่า “พริกไทยดำ” จะมีสาร พิเพอร์ลีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้สมองส่วนที่บกพร่องสามารถกู้กลับคืนมาได้ ต่อมา รศ.ดร.สมเดช หนึ่งในทีมวิจัยฯ จึงเริ่มเสาะหาวัตถุดิบในหลายๆพื้นที่มาวิเคราะห์จึงได้ข้อมูลว่า พริกไทย ดำจากจังหวัดจันทบุรีมี สาร พิเพอร์ลีน คุณภาพยอดเยี่ยม 
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 28934 | Ans: 2
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ ราคาประมาณเท่าไหร่
อาหารไทย อาหารสุขภาพ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1866 | Ans: 12
อาหารไทยถือว่ามีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ มีอาหารตามธรรมชาติที่มี ลักษณะพิเศษตามภูมิอากาศและภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดทั้งปี รวมทั้งคนไทยมีศิลปะอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว จึงแสดงออกซึ่งศิลปวิทยาของตนในรูปแบบการปรุงแต่งและการกินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ ตั้งแต่เรื่องการผสมกลม กลืนในการปรุงแต่งกลิ่น รส ให้กลมกล่อมอร่อยและรสจัดอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ ในเรื่องการจัดรูปแบบและแกะสลัก ตบแต่งสีสันสวยงามวิจิตรบรรจง ในเรื่องการผสมผสานทางคุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ สูงสุดทั้งในแง่การป้องกัน การบำรุงและการรักษา ตลอดจนการใช้อาหารเป็นเครื่องแสดงความผูกพันในหมู่ญาติมิตร และเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม รวมทั้งการใช้อาหารเป็นสื่อทางความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ 


เครื่องปรุงอาหารไทยที่สะท้อนให้เห็นสรรพคุณทางยาและสมุนไพรที่เรากินกันบ่อย ก็เช่น 
แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2153 | Ans: 1
ไปอ่านจากเว็บไซต์ของ สสว. ครับ เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้สนใจ เลยเอามาให้อ่านกันครับผม

แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 

ในบรรดาของฝากจากเชียงใหม่ หนึ่งในสินค้าท็อปฮิต คือ อาหารเหนือ และในบรรดาอาหารเหนือ จะต้องมีแหนมติดอันดับต้นๆของฝากยอดนิยม และเมื่อเอ่ยถึงแหนม "ป้าย่น" คือ หนึ่งในใจของผู้นิยมบริโภคแหนม จนครองความเป็นเจ้าตลาดแหนมของเชียงใหม่มายาวนาน 

หลายคนคงเคยตั้งคำถามในใจถึงที่มาของแหนมป้าย่นว่า เป็นมาเช่นไร ทำไมถึงยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดของฝากที่สูงมาก ทั้งที่มีสินค้าเพียงอย่างเดียว คือ แหนม แถมไม่มีร้านขายปลีกของตัวเอง ทำขายส่งอย่างเดียว ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ผู้ผลิตแหนมชีวภาพ รับหน้าที่ไขข้อข้องใจดังกล่าว 

แหนมป้าย่น เริ่มต้นจากคุณแม่(อุ๊ยย่น)ที่แต่เดิมมีอาชีพทำอาหารพื้นเมืองขาย เช่น ไส้อั่ว แกงโฮะ แกงฮังเล ตำขนุน ขายที่ตลาดสันป่าข่อย และทำแหนมหรือชิ้นส้มตามภาษาถิ่นขายด้วย ขายมานานๆเข้าพบว่า แหนมขายดี ประกอบกับคุณแม่(อุ๊ยย่น)เริ่มอายุมากขึ้น จึงตัดสินใจหยุดเรื่องอาหาร ทำเฉพาะแหนมอย่างเดียว โดยมีลูกๆเป็นคนทำ โดยแบ่งเป็น 2 สาย คือ ลูกป้าย่น และลูกสะใภ้ป้าย่น แต่ใช้ชื่อเหมือนกัน คือ แหนมป้าย่น แต่แยกกันคนละกระเป๋า 

เดิมทีทำและขายกันที่บ้านในเมือง ต่อมามีปัญหาด้านมลพิษ ทางเทศบาลจึงขอให้ย้ายออกไปทำนอกเมือง เลยตัดสินใจไปซื้อที่นอกเมืองริมถนนเชียงใหม่-เชียงรายประมาณไร่ครึ่ง แต่จะซื้อคนเดียว เงินก็ไม่พอ จึงร่วมหุ้นกับพี่สะใภ้ซื้อ และเปิดเป็นรูปบริษัทขึ้นมาดำเนินการ ภายใต้ชื่อ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ขณะนั้นราวปี 2537 พร้อมกับกู้เงินธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)มาประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารโรงงานและซื้อเครื่องจักรมาทำการผลิต

กลยุทธ์สร้างแบรนด์ฉบับชาวบ้าน

เมื่อมีการตั้งบริษัทขึ้นดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมา คือ ตราสินค้า หรือโลโก ในเมื่อชื่อ ป้าย่น เป็นที่จดจำของตลาดเป็นอย่างดีแล้ว จึงใช้รูปอุ๊ยย่นเป็นโลโกไปเลย ส่วนการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำนั้น ชวนเล่าว่า

"ผมใช้กลยุทธ์ ปากต่อปาก ผมจะเข้าไปเรียนหนังสือ โรงเรียนดังๆทั้งนั้น อย่างมงฟอร์ต วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ วิทยาลัยครู"

สาเหตุที่เลือกเรียนสถาบันเหล่านี้ อย่างวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ จบออกมา ก็จะไปเป็นเกษตรอำเภอ ปลัดพัฒนา กระจายไปอยู่ทั่วประเทศ ส่วนวิทยาลัยครู จบออกมาก็ไปเป็นศึกษานิเทศก์ เป็นครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ตรงนี้เกิดประโยชน์ต่อการทำการค้ามาก เพราะมีเพื่อนเยอะกระจายอยู่ทั่วประเทศ 

คนเหล่านี้พอมาเชียงใหม่ หรือมีคนมาเชียงใหม่ ก็มักจะมาอุดหนุนสินค้าของเพื่อน(แหนมป้าย่น) หรือพอเติบใหญ่ในหน้าที่การงาน พอลูกน้องเห็นนายซื้อ ก็ซื้อตาม 

ก็เลยเป็นการทำตลาดแบบปากต่อปาก กลายเป็นที่จดจำและรู้จักไปทั่วประเทศ

ทำธุรกิจอย่างพอเพียง

คำถามหนึ่งที่มักได้ยินเสมอๆ คือ ทำไมไม่ทำผลิตภัณฑ์อย่างอื่นบ้าง หรือทำไมไม่เปิดร้านขายเองบ้าง "ผมไม่เคยคิดเปิดร้านหรือโชว์รูมขายเอง เพราะถ้าทำ ก็เหมือนผมเอาก้นไปผูกติดกับเก้าอี้ ไปไหนไม่ได้เลย ต้องคอยเฝ้าร้าน ไม่มีกำไรให้ชีวิต เป็นทาสของเงิน ผมเหนื่อยมามากแล้ว พอแค่นี้ ขอให้รางวัลกับชีวิตบ้าง"ชวนไขข้อข้องใจ 

นอกจากความพอเพียงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่คิดเปิดร้านขายเอง เพราะถ้าเปิดขายเอง คนอื่นก็ไม่ได้ขาย ต้องการให้คนอื่นได้ขายบ้าง ส่วนที่ไม่คิดทำอย่างอื่นบ้าง เพราะคิดว่า ขอทำแหนมอย่างเดียวดีกว่า ทำให้โด่ง(ดัง)ไปเลย แม้ตนเองจะไม่ทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะปิดกั้น รุ่นลูกจะทำ ก็ได้ ไม่ได้ห้าม

"รุ่นผม พอแค่นี้ แต่รุ่นลูก ผมไม่ปิดกั้น อยากจะทำอะไรก็เอา นี่ก็เห็นกำลังศึกษาเรื่องของไส้กรอกอยู่"

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า แล้วธุรกิจไม่ประสบปัญหาบ้างหรือ ชวนเล่าว่า "ปัญหาทางการค้า การเบี้ยวหนี้ มีบ้าง เป็นเรื่องปกติ จึงใช้วิธีขายเงินสดอย่างเดียว แต่ที่ประสบปัญหามาหลายครั้ง คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุน โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู แต่ไม่สามารถปรับราคาได้ ผู้บริโภคไม่ยอมรับ จึงต้องใช้วิธีลดไซซ์" 

ชวน แย้มไต๋ถึง สิ่งที่ทำให้แหนมป้าย่นสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางแข่งขันที่รุนแรงในตลาดของฝากว่า

 1.ความอร่อย สิ่งที่ยืนยันความอร่อยได้ คือ ยอดขายที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70% และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องการันตีความอร่อยได้เป็นอย่างดี คือ บรรดาโมเดิร์นเทรดหลายค่ายต่างวิ่งเข้าหา เพื่อขอให้ผลิตป้อนให้ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่อยากเป็นมือปืนรับจ้างผลิต

2.มนุษยสัมพันธ์ที่ดีของเจ้าของ และสุดท้าย ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ทุกคนมีสิทธิกินแหนมป้าย่นได้หมด แม้แต่จะมาซื้อถึงที่ ทั้งที่ประกาศตัวว่า ขายส่ง แต่เมื่อมาถึงที่ ซื้อแท่งเดียว ก็ขาย แถมราคาเดียวกับที่รับไปขายครั้งละมากๆ อีกต่างหาก

แหนมป้าย่น คือ หนึ่งบทพิสูจน์ การตลาดแบบปากต่อปาก ว่ายังให้ได้ผลเป็นอย่างดี แต่ต้องมีดีให้บอกต่อๆกันไป

 

            ที่มา : ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด
 
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 366 | Ans: 0
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้  
    
                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้   ณ   ด่านกักกันสัตว์  อ.ชะอำ  จ.เพชรบุรี ว่า  จากการกำหนดนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะให้มีการวางระบบการถือครองที่ดิน และกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดินให้ทั่วถึงและเป็นธรรม  โดยใช้ข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม  เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน  และประกอบอาชีพอย่างทั่วถึงพอเพียง   ทำให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  (ส.ป.ก.)   ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย   ซึ่งการที่จะทำให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินสามารถพึ่งตนเองได้ มีอาชีพรายได้ที่มั่นคงและถาวรนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและที่ดิน   ดังนั้น  ส.ป.ก. จึงได้สร้างและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดิน  ภายใต้ระบบการสร้างธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่ขึ้น ในปี 2551  โดยมีหลักการที่สำคัญ  คือ  1)  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินต่อหน่วย  โดยใช้โคเนื้อเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดปุ๋ยในที่ดิน   ซึ่ง ส.ป.ก. ได้สนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดินที่จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อแล้ว จำนวน 1,493  กลุ่ม  สมาชิกทั้งสิ้น  19,227 ราย  มีการเลี้ยงโคเนื้อจำนวน 58,946  ตัว  จำนวนสินเชื้อ 643.132  ล้านบาท    2)  เพิ่มศักยภาพของดิน เพื่อรองรับการผลิตพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานทดแทน  เช่น ข้าวหอมมะลิ  มันสำปะหลัง  ปาล์มน้ำมัน  อ้อย  เป็นต้น  โดยการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อ             ในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วทุกภาคอันจะก่อให้เกิดธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่   ซึ่งช่วยในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้   3)  สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  การจัดการระหว่างชุมชน  การเข้าถึงหรือการทำการตลาดด้วยตนเองได้  4)  สนับสนุนและขยายโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนโคเนื้อเข้าถึงแหล่งทุน

                                “การดำเนินโครงการและการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก  ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อการพึ่งพาตนเอง  พัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีพลัง  และสามารถแข่งขันทางการค้าในอนาคต   นอกจากนี้ยังถือเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้การจัดการ  และสร้างการตลาดระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อภาคใต้  ซึ่งขาดแคลนโคที่จะนำมาดำเนินงานในโครงการกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งมีศักยภาพในการสนับสนุนโคให้ภาคใต้ได้”  นายสมพัฒน์  กล่าว
 
From: moac.go.th
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 440 | Ans: 0
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน  หวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “วันไร่นาข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ณ   อ.พุทธมณฑล  จ.นครปฐม  ว่า  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ดำเนินการจัดที่ดิน  พัฒนาปัจจัยพื้นฐาน  รวมทั้งจัดสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตที่ดินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานให้แก่เกษตรกร   โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทานให้มีอาชีพเกษตรกรรม  และมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครอบครัวละ 50,000  บาทต่อเดือน   สำหรับจังหวัดนครปฐมนั้น  มีเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินจำนวน  115  ราย  เนื้อที่ 940  ไร่  ในเขตพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์  อำเภอพุทธมณฑล                   จังหวัดนครปฐม  ทั้งนี้  เพื่อให้การดำเนินงานปฏิรูปที่ดินและพัฒนาเกษตรกรในผืนดินพระราชทาน                           มีประสิทธิภาพ  และใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในผืนดินพระราชทาน  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จึงจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพ               ข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทานขึ้น  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวบนผืนดินพระราชทาน   รวมทั้งแสดงคุณค่าของสายพันธุ์ข้าว  กระตุ้นให้เกิดเอกลักษณ์การผลิตข้าวของแต่ละท้องถิ่น   ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   กล่าวต่อไปว่า  สำหรับแนวทางการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมี  4  แนวทาง  คือ 1) การเข้าถึงองค์ความรู้  โดยการใช้พันธุ์ข้าวคัดผ่านกระบวนการศูนย์เรียนรู้  การขับเคลื่อนบริการ  และ   การอบรม  2)  การเข้าถึงทรัพยากร  โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้และยอมรับ  โดยการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรี  และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว    3)  การเข้าถึงแหล่งทุน  โดยการสนับสนุนเงินกองทุน           การปฏิรูปที่ดิน   และ 4)  การเข้าถึงตลาด  โดยสนับสนุนการรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน  และการร่วมมือกับภาคเอกชนด้านการรวบรวมผลผลิต  และการจำหน่าย  ตลอดจนการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่น  

                                “ การดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว  จะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรภายใต้โครงการ                 เพิ่มศักยภาพข้าวบนผืนดินพระราชทาน  ได้เข้าถึงองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลิตข้าวหอม  นครชัยศรี  และเรียนรู้การพัฒนาการผลิต  เพื่อยกระดับการผลิตข้าวของชาวนาไทยให้สามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ  นอกจากนี้การจัดงาน “วันไร่นา          ข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ยังทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ร่วมกัน   และสามารถนำความรู้ด้านวิทยาการใหม่ ๆ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของตนเองได้ต่อไป”   นายสมพัฒน์  กล่าว 

From: moac.go.th
ยุทธวิธี เพิ่มผลผลิต โดยจ่ายเงินน้อย ปลอดภัยและไม่ผิดหวัง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 336 | Ans: 0
รับปรึกษา ปัญหา พืช และสัตว์ / / 
ด้วยออมเงิน  ออมทอง ร่วมกับ ซีโฟร์ พืชและสัตว์นะ
 ราคา ไม่ถึง 1000 บาท ใช้ได้หลายไร่

ปัญหาพืช 
หน้ายางตาย ดอกร่วงมาก  ราในท้องนา เพลี้ยลง  ผลผลิตน้อย  ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ  แมลงรบกวน  รากสั้น
ปัญหาสัตว์   ใช้เพียง 300 บาท 
 เป็นโรค  น้ำหนักน้อย  ท้องร่วง  สีไม่สวย  อาหารเปลือง  เบื่ออาหาร  มีแต่ไขมัน  ออกลูกน้อย  โตช้า  ถ่ายออกมากลิ่นเหม็น

เราช่วยท่านได้ ปรึกษาติดต่อ 086 9553 778
ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ- sell raw cotton shopping bag  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1444 | Ans: 1
--ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ ขายกระเป๋าผ้าฝ้าย รับทำกระเป๋าผ้าฝ้าย  - sell raw cotton shopping bag  
 ทำได้ทุกขนาด  พร้อม พรินท์ โลโก้ บนกระเป๋าผ้า  เหมาะเป็นสินค้าพรีเมี่ยม  
สินค้าธรรมชาติ หัตถกรรมไทย  reuseable bag, friendly environment bag, 
http://www.geocities.com/witservice11/bag/bagshopping-cotton.htm
สนใจติดต่อ thaihandmade22@yahoo.com , witservice11@yahoo.com  tel.0846867054
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 310 | Ans: 1
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม ใช้ในฤดูแล้ง ด้าน"สมศักดิ์" สั่งตั้งฐานฝนหลวงที่ จ.ตากเพิ่มเริ่มปฏิบัติการ 1 เมษา พร้อมเตรียมอัดงบปี'52 เพิ่มเครื่องบินและประสิทธิภาพการทำฝนหลวง  
    
  วันที่ 27 มีนาคม 2551 นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ตาก และจ.อุตรดิตถ์ ว่า  จากปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งภาคการเกษตร  การอุปโภค-บริโภค และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มขื้น  ทางกรมชลประทานได้ปรับแผนดำเนินการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการส่งน้ำให้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม  8,700 ล้าน ลบ.ม เป็น  9,000 ล้าน ลบ.ม  แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพล 5,300 ล้าน ลบ.ม และเขื่อนสิริกิติ์ 3,700 ลบ.ม  ซึ่งยังเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้และจะต้องระบายอีก 2.100 ล้าน ลบ.ม ภายในสิ้นเดือนเมษายนซึ่งเป็นปลายฤดูแล้ง   และ คาดว่าเมื่อสิ้นเดือน พ.ค. 51 จะมีปริมาตรน้ำต้นทุนเหลืออยู่ในอ่างทั้งสองรวมกัน 3,900  ล้าน ลบ.ม. โดยภาพรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่วางใจได้  สามารถรับมือได้

                สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประเทศ ขณะนี้เกินกว่าเป้าหมายจำนวน 11.9 ล้านไร่ ไปถึง 13.31 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 111% แล้ว   แยกเป็น แยกเป็น นาปรัง 8.68 ล้านไร่  (115%) พืชไร่-พืชผัก 0.74 ล้านไร่

(82%) และไม้ผลไม้ยืนต้นบ่อกุ้งบ่อปลา  3.88 ล้านไร่(112%) ซึ่งอาจจะประสบปัญหาในการจัดสรรน้ำได้อย่างเพียงพอและทั่วถึงไม่เต็ม 100% เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรราคาสูงขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  เกษตรกรที่ทำนาปรังไปแล้วทางกรมชลประทานก็จะดูแลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนที่ยังไม่ลงมือปลูกก็จะขอความร่วมมือให้ระงับการทำนาปรังครั้งที่ 2 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จะส่งให้พื้นทีเพาะปลูกมีจำนวนจำกัด และมอบกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนพืชใช้น้ำน้อยเพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง 

                             นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบหมายให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร  เพิ่มศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.ตาก อีก 1 ศูนย์ เนื่องจากมีปัญหาภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง และมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้  รวมถึงจะพิจารณาความจำเป็นและความต้องการเครื่องบินและอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงให้เพียงพอและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเรื่องเครื่องบินฝนหลวงที่ขณะนี้ใช้การได้เพียง 22 เครืองซึ่งเป็นเครื่องเก่า ก็จะมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดูแลเรื่องงบประมาณในปี 2552 ในการดำเนินการโดยเร่งด่วน ส่วนในระยะสั้นที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและปัญหาหมอกควันจะจัดสรรงบประมาณดำเนินจากงบปกติหรืองบกลาง เพื่อดูแลในส่วนนี้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน
 
    
  วันที่ : 27/March/2008  
From: moac.go.th
ผลิต...ไบโอดีเซลชุมชน ซีพีเอฟนำร่องประหยัด พลังงาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1533 | Ans: 2
โลกยุคปัจจุบัน”...ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติพลังงาน เนื่องจาก น้ำมันปิโตรเลียมดีดราคา จนสูงโด่งและขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอันเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจขยับสูงขึ้น 

...หลายหน่วยงานจึงพยายามหาแนวทาง ลดต้นทุน และ หันมาสนใจกับพลังงานทดแทน จากธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ... 

...นอกจากนั้นพึ่งพา พลังงานทดแทนจากทรัพยากรบนดิน คือ ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งมีหลายชนิดที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตใช้งานได้ แต่ถ้าเข้าสู่เชิงธุรกิจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากพอสมควร 

อย่างไรก็ตาม....มีการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้กันอย่างประหยัด โดยนำวัสดุ หรือ ของเหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาดัดแปลงเข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานอีก... 

...บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นหน่วยงานหนึ่งของภาคเอกชนที่นำเอาน้ำมัน ที่ใช้แล้ว ผันเข้าสู่ขบวนการผลิต “ไบโอดีเซล” 

...ไบโอดีเซล หมายถึง เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ ที่ผลิตได้จากน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ ทั้งที่ยังใหม่และผ่านการใช้งานแล้ว มาทำปฏิกิริยาทางเคมี (transesterification) กับเมทานอล ด่าง จนเกิดเป็นสารเอสเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล... 
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-3267399
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 382 | Ans: 2
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณอนันต์ แซ่กว้าง  081-3267399
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 525 | Ans: 0
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
เหมาะสำหรับ พืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชทุกชนิด
ปุ๋ยเคมีตราภูเขาทอง ผสมกรดซิลิคอน
กรดซิลิคอนสามารถละลายน้ำได้ พืชสามารถดูดขึ้นไปพร้อมกับการดูดน้ำ ต่อมาน้ำระเหยออกทางผิวพืชแต่ซิลิคอนไม่ระเหย จึงสะสมที่ผิวพืช เมื่อมากเข้าก็กลายเป็นผลึกควอร์ทซ์ โอปอล หรือเปลี่ยนเป็นซิลิเกต ซึ่งทำให้ผิวพืชแข็งแกร่ง ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น
กรดซิลิคอน เป็นกรดซึ่งเกิดตามธรรมชาติสามารถพบได้จาก ดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ป่าตามธรรมชาติ กรดตัวนี้เมื่อพืชนำมาใช้แล้วจะหมดไปตามธรรมชาติ ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเพื่อตอบสนองความต้องการของพืชได้ทัน จึงต้องใส่กรดซิลิคอนผสมลงในปุ๋ย เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชได้เพียงพอต่อความต้องการ เราจึงนำกรดซิลิคอนผสมกับปุ๋ยเคมีตราภูเขาทองทุกสูตร
คุณประโยชน์ที่ได้รับจาก กรดซิลิคอน
ช่วยป้องกันโรคพืช แมลงศัตรูพืช ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น รักษาหน้าดินให้อุดมสมบูรณ์เหมือนป่าที่อุดมสมบูรณ์และที่สำคัญช่วยเพิ่มผลผลิต และรสชาติที่ดีขึ้นอีกด้วย
ปุ๋ยเคมี ตราภูเขาทองผสมกรดซิลิคอน สูตรต่างๆที่มีจำหน่าย
สูตร 15-15-15 สูตร 25-7-7 สูตร 12-8-36 สูตร 16-8-8 สูตร 36-0-0 สูตร 20-8-20
สูตร 13-13-21 สูตร16-20-0 สูตร18-12-6 สูตร 16-16-8 สูตร 15-7-18 สูตร 8-24-24

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ บริษัท ทวีผลเกษตรธรรมชาติ จำกัด
โทร. 081-9354335, 081-6228499 คุณทวีเกียรติ (ผู้จัดการฝ่ายขาย)
โทร. (034) 824563-4
E-MAIL : tvpagri@hotmail.com
โรงงานลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดที่ได้มาตรฐาน ตรา "ชาวไร่" เหมาะสำหรับใส่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ผักและผลไม้ต่างๆ "ชาวไร่" 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3108 | Ans: 1
โรงงานผลิต และ จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ได้มาตรฐาน ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด แท้ ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ผลิตภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก กระทรงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444 ลดต้นทุนของเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มพูนผลผลิต พิชิตความยากจน ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ได้รับความเชื่อใจจากโครงอยู่ดีมีสุข และ SML ฯลฯ 
บรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 130 บาท [ตันละ 2,800 บาท> ไม่รวมค่าขนส่ง

สนใจติดต่อ นายนที มีมาก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราช พี.เอส.แอล.กรุ๊ป
เลขทะเบียนโรงงาน  จ 3-43(1)-2/45 นม
อนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี/Tax I.D.  0303539003000
Add : 222/13-14 หมู่ 2 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30280
Tel : 084-832-8025 [ คุณนที > 
Tel : 081-901-3393 [ คุณตุ๊ > Fax : 044-190-155
E-mail : nisara0203@hotmail.com
http://farmer2550.blogspot.com
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ”
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 272 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ” พัฒนาข้าว 5 จังหวัด พื้นที่ 2 แสนไร่ในภาคอีสาน สู่มาตรฐานอินทรีย์และ GAP  
    
                                นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมเจรจาการผลิตและการตลาดวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิ ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ณ จังหวัดอุบลราชธานี  ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105  ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  ยโสธร  ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และอุบลราชธานี    มีพื้นที่ดำเนินการ  200,000  ไร่  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการการผลิตข้าวหอมมะลิ  105  โดยได้รับความร่วมมือไตรภาคีกับภาคเอกชน  และเครือข่ายที่เป็นตลาดรองรับผลผลิต    ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการจัดประชุมสัมมนาและอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการตรวจสอบกระบวนการผลิตมาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP     การตรวจประเมินระบบการผลิตข้าว  GAP  รวมทั้งให้คำแนะนำในการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการ  จำนวน  16,283  ราย  เนื้อที่  240,472  ไร่  ในจำนวนนี้  มีเกษตรกรเข้าร่วมผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  (GAP)  จำนวน  2,000  ราย  ซึ่งในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก.  ได้ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ”  จำนวน 1,000  ศูนย์  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทั้งระบบ  รวมทั้งวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่  และได้ร่วมมือกับกรมการข้าวสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่    ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี  100%  รวมถึงสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 15  ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวม  35  กลุ่ม  ซึ่งหน่วยงานในสังกัด  อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน  กรมการข้าว  กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  และภาคเอกชน คือ บริษัท  เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง  จำกัด ได้ร่วมมือบูรณาการงานจนประสบผลสำเร็จ  

                                “ผลจากโครงการดังกล่าว คาดว่าจะลดปัญหาการปลอมปน และสามารถพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ  ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ให้เกิดความร่วมมือ           ในการวางแนวทางพัฒนาศักยภาพข้าวหอมมะลิของไทยทั้งระบบ ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”นายสมพัฒน์  กล่าว
 
    
  วันที่ : 08/April/2008  
From: moac.go.th
ปลูกข้าว 5 ไร่พอกิน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3809 | Ans: 5
คนปลูกข้าว ต้องซื้อข้าวกิน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรในบ้านเรา ชาวไร่ ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เอาเงินไปซื้อข้าวพันธุ์ที่ตนเองชอบกิน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยคำนึงถึงการมีรายได้ มากกว่าการมีพออยู่พอกิน 

แต่ที่บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ชาวนา ชาวไร่ หลายครอบครัว ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวเพื่อพอกินเป็นอันดับแรก เป็นที่มาของโครงการ “ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ดังตัวอย่างจากครอบครัวของ “พี่นึก”

ครอบครัวของพี่นึก

พี่นึก หรือ นายสมนึก อิ่มสิน เป็นชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด ภรรยาของเขาเป็นชาวลพบุรี ปี พ.ศ.2524 พวกเขาพากันมาซื้อที่ดินในบ้านหนองใหญ่ จ.ชัยภูมิ เนื้อที่ 108 ไร่ ราคาเพียง 20,000 บาท เขาปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปอ เดือย ส่งขายโรงงานเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ 

“ผมทำตามกระแส ใครว่าอะไรดีก็ทำ อยากรวย” พี่นึกเริ่มเล่า

ผืนป่านายางกลัก ที่ตั้งของบ้านหนองใหญ่ เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน มีไม้ใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด “ชาวบน” เป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แต่เดิม ดำรงชีวิตด้วยการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และเพาะปลูกเล็ก ๆ น้อย 

เมื่อเข้าสู่ยุคของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ในต้นทศวรรษ 2500 รัฐก็เริ่มนโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เกษตรกรจากทุกสารทิศ หลั่งไหลเข้าไปบุกเบิกจับจองพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพื่อทำการเกษตร จนกระทั่งมีคำกล่าวขานถึงดินแดนแถบภาคอีสานว่า “มันมาป่าแตก ปอมาป่าเตียน อ้อยมาป่าเหี้ยน” 

พื้นที่ป่านายางกลักถูกทำลายครั้งแรก โดยบริษัททำไม้เพื่อการค้าที่ได้รับใบสัมปทานจากรัฐ ราวปี 2502-2503 และถูกสัมปทานไม้เผาถ่านซ้ำอีกครั้ง ช่วงปี 2517-2525 ไม้ขนาดใหญ่ และกลางถูกโค่น เปิดทางให้ชาวบ้านเข้าไปปรับพื้นที่เพาะปลูกได้ง่ายขึ้น ประมาณปี 2513 ชาวบ้านหลายจังหวัดเดินตามรอยถนนชักลากไม้เข้าไปจับจองป่า จนกระทั่งตั้งเป็นชุมชนหนองใหญ่ 

ปี 2535 –2536 ทางการในนามของ โครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ (คจก.) ขับไล่ชาวบ้านหนองใหญ่ออกจากพื้นที่ มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และป่าไม้ บังคับไล่รื้อ จนชุมชนแตกกระจัดกระจาย 

พี่นึกพาครอบครัวระเหเร่ร่อนเข้ากรุงเทพ ขายปลาทูนึ่ง เป็นกรรมกรก่อสร้างทำทาง ฯลฯ ในที่สุดก็กลับมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องคนอื่น ๆ เรียกร้องให้ยกเลิก คจก. จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และได้กลับคืนถิ่นฐานเดิมในปี 2541 และช่วยกันก่อตั้งชุมชนใหม่ใช้ชื่อว่า “บ้านเทพพนา”

ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน

เมื่อชุมชนเทพพนากลับคืนถิ่น มีโครงการพัฒนามากมายทั้งจากภาครัฐ และเอกชนให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรมทางเลือก ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พาไปศึกษาดูงาน จนกระทั่งมีการตั้งกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นในชุมชน โดยมีพี่นึกเป็นประธานกลุ่ม

2 ปีก่อน กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ริเริ่มโครงการ “โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ด้วยแนวคิดว่า พื้นที่ 5 ไร่ เป็นขนาดการผลิตที่สามารถจัดการได้ภายในครอบครัว ทั้งด้านแรงงาน และปัจจัยการผลิต ผลผลิตที่ได้ก็เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนตลอดปี 

“ถ้าปลูกเกิน 5 ไร่ เกินกำลัง ปลูก 5 ไร่ มีแรงงานประมาณ 3 คน มาทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน ก็พอ มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น”

ปีแรกมีสมาชิกเข้าร่วม 25 ราย ปีต่อมาเพิ่มเป็น 57 ราย จากชาวบ้านในชุมชน ประมาณ 90 หลังคาเรือน สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ มีสิทธิกู้เงินเพื่อไถพื้นที่ในวงเงิน 3,000 บาท และเสียดอกเบี้ยอัตราต่ำ กลุ่มฯจะจัดหา และจัดจ้างรถไถราคาถูกให้แก่สมาชิก ค่าไถบุกเบิกที่ใหม่ ไร่ละ 500 บาท ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาแล้ว ไร่ละ 150-200 บาท 

“เราได้สมาชิกเพิ่มเพราะชาวบ้านมักจะถูก “ตกเขียว” กู้เงินเขามาไถ หรือ จ้างรถไถแล้วติดเงินไว้ สัญญาว่าจะชดใช้เป็นข้าวเปลือก พอเก็บเกี่ยวนายทุนจะตีราคาข้าวต่ำมาก ขนข้าวไปเกือบหมดจนชาวบ้านเหลือไม่พอกิน” พี่นึกเล่า

พันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านเทพพนาปลูก ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้าพื้นบ้าน ได้มาจากคนดง หรือ “ชาวบน” ปลูกประมาณ 3 เดือนครึ่ง ได้ผลผลิตไร่ละ 3 กระสอบ ข้าวพันธุ์นี้น้ำหนักไม่ดี แต่เมล็ดข้าวอ่อน นุ่มลิ้น ชาวบ้านชอบกิน 

พี่นึกบอกว่าต้นข้าวจะแข็งแรง ต้านทานโรค ถ้าคนปลูกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านหลายคนเห็นแก่ความสบาย ใช้สารเคมี แล้วข้าวก็เป็นโรคใบพัน ไม่ออกรวง พี่นึกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ใช้จอบดายหญ้าพรวนดินไปในตัว ข้าวไม่เคยเป็นโรคสักที

พี่นึกไม่นิยมพันธุ์ข้าวที่รัฐส่งเสริม ถึงแม้ผลผลิตดีกว่าข้าวพื้นเมือง แต่จะทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองไม่ได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง 

ปีนี้กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ไม่ได้หาเงินกู้จ้างรถไถปลูกข้าวเหมือนปีก่อน เพราะชาวบ้านหลายคนไปกู้เงินกองทุนหมู่บ้านละล้าน และกองทุน กขคจ. กลุ่มฯไม่อยากให้ชาวบ้านมีหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านหลายคนยังคงปลูก “ข้าว 5 ไร่ พอกิน” ต่อไป นับเป็นความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกในการเสิรมสร้างแนวคิดการพึ่งพาตนเอง

นักอนุรักษ์พันธุ์ข้าว

ปัจจุบัน พี่นึกเหลือที่ทำกินมากกว่า 70 ไร่ เขาแบ่งทำสวนไม้ผล 10 ไร่ มีกล้วยและลำไยเป็นหลัก ทำนา 5 ไร่ ทำไร่ข้าว 5 ไร่ และเป็นปลงอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวอีก 3 ไร่ พื้นที่ที่เหลือใช้ เลี้ยงวัว เขากำลังพัฒนาระบบการเพาะปลูกของตนเองให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน โดยคำนึงถึงการพออยู่พอกิน มากกว่าความร่ำรวย

ตั้งแต่ได้กลับคืนถิ่น ใน ปี พ.ศ. 2541 พี่นึกก็เริ่มสะสมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ปัจจุบันมีประมาณ 12 พันธุ์ เช่น ข้าวหอมดง เป็นพันธุ์ข้าวกึ่งไร่ กึ่งนา ข้าวเหลืองทอง เนื้อแข็ง เอาไว้ทำขนมจีน หรือลอดช่อง 

ทุกปี เขาจะคัดเมล็ดข้าวแต่ละพันธุ์ไว้ประมาณ 2 ลิตร เพื่อนำไปปลูกในปีถัดไป ใช้พื้นที่ปลูกพันธุ์ละ 1 งาน แยกต่างหากจากบริเวณที่ปลูกข้าวไว้กิน 

“ผมเคยเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้ชาวไร่ต้องซื้อพันธุ์ข้าวโพดซีพี ผมกลัวว่าต่อไปเราจะต้องซื้อพันธุ์ข้าวเหมือนกัน” พี่นึกบอกเหตุผลของการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว

พีนึกปันเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะสมไว้ให้กับเพื่อนบ้านที่มาขออยู่เสมอ เขายินดี ถ้าสิ่งที่ทำอยู่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง ยังมีเกษตรกรไทยอีกหลายคนที่อนุรักษ์พันธุกรรมแบบพี่นึกทำ เก็บรักษาพันธุกรรมไว้ในแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างกับพวกนักวิทยาศาสตร์พ่อค้า ที่เก็บพันธุ์ไว้ในห้องทดลอง ตัดต่อพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปจดสิทธิบัตร แล้วนำมาค้ากำไรกับชาวไร่ ชาวนาอีกทีหนึ่ง 

เกษตรพอเพียง

“กินอิ่ม-นุ่งอุ่น” เป็นหลักประกันพื้นฐานของชีวิตที่ใครก็ต้องการ แต่ผู้ที่จะมีหลักประกันนี้ต้องรู้จักคำว่า “พอ” โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน เป็นตัวอย่างการทำเกษตรแบบพอเพียง ไม่ละโมบโลภมากจนเกินกำลัง อย่างน้อย มีพอสำหรับกินอิ่มท้อง นอกเหนือจากนั้น จึงค่อย ๆ ทำเพิ่มเติม จะปลูกไม้ผล เลี้ยงวัว หรือปลูกพืชขายเป็นรายได้เสริม ก็ค่อย ๆ ทำไป แบบพอตัว 

หากทำได้เช่นนี้ “ความยั่งยืน” ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น 

เกษตรกรไทย มีองค์ความรู้อันทรงคุณค่ามาช้านาน แต่ภูมิปัญญาของพวกเขา ถูกเบียดบัง ทำลายโดยเทคโนโลยี-ธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้ยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับการกระหน่ำซ้ำเดิมด้วยการกีดกันมิให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรอันเป็นปัจจัยการผลิต

ความล้มเหลวผิดพลาดในอดีต เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาหันมาฟื้นฟูภูมิปัญญาของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง โอกาส และการสนับสนุน คือ สิ่งที่เกษตรกรต้องการ เพื่อให้พวกเขากลับมา ยืนหยัดเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของชาติอีกครั้งหนึ่ง. 

ข้อมูลจาก: http://www.thaico.net/b_pnews/sc(36).htm
ร้านขายแทรค์เตอร์คูฐต้า มือสองเปิดใหม่ ที่ ฉะเชิงเทรา อยู่ด้านตรงข้าม ห้างคอมเพล็ก สภาพรถสวยมากๆ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4634 | Ans: 2
มีร้านเขายแทรกเตอร์เปิดใหม่ที่ บางตีนเป็ด  ฉะเชิงเทรา. 
รถสภาพสวย มีทั้งคูโบต้า และรถใหม่อย่างอีเซกิ ราคาไม่แพงเลย
ขายโรตารี่ หรือ จอบหมุน นำเข้าจากญี่ปุ่น , ที่ดันดิน,ที่เจาะหลุม, ผานจาน  และ อะหลั่ยคูโบต้า 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 7628 | Ans: 6
ขายโรตารี่ หรือ จอบหมุน นำเข้าจากญี่ปุ่น , ที่ดันดิน,ที่เจาะหลุม, ผานจาน  และ อะหลั่ยคูโบต้า ที่บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา ร้านบิ๊กเค แทรกเตอร์
ลงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงไป 200 เมตร หรือ โทร 089-8118807.
บทความมาใหม่: การปลูกหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4085 | Ans: 3
“ หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ ” เป็นพืชผักที่มีบทบาทสำคัญของประเทศตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงนื่องจาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความมั่นใจในระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีความปลอดภัย สูง หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ประกอบด้วย วิตามินเอ ซี บี บีคอมเพล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็กสูง ปลูกมากที่จังหวัด สระแก้วและกาญจนบุรี  การ.....

อ่านทั้งหมดที่: http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00230
ต้องการปุ๋ยหมัก 30 ตัน 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 21679 | Ans: 2
สนใจติดต่อทาง Email dol_hun@hotmail.com
 หากมีรูปกระบวนการหมักด้วยก็ดีครับ 
ขายรถพรวนดินเดินตามสภาพเหมือนใหม่ มือสองครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4875 | Ans: 1
สภาพสวยยังใหม่อยู่ เครื่องติดง่าย ใบมีดปั่นดิน (พรวนดิน)สามารถปรับความเร็วได้ 2 ระดับล้อยางประคองใหญ่ปรับล้อให้เข้าออกได้ทำให้สามารถเข้าในที่แคบๆได้
บังคับ บีบเลี้ยวเป็นรถพรวนดินขนาดกลาง เครื่องยนต์ สี่จังหวะ ใช้เบนซิล
เครื่องยนต์ของ อิเซกิ จากโรงงานเครื่องเดิมๆ
สภาพพร้อมใช้งาน
ใบมีดพรวนดิน 12 ใบ
ขายราคา 33,000 (สามหมื่นสามพันบาท)
สนใจติดต่อ 0813773909 ธาดา
รถอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว
คันนี้เลย
รับตัวแทนจำหน่าย อาหารเสริมเข้มข้นของพืชSuper Big, Super Chito  “ ฉีดอะไร ก็โต” 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 734 | Ans: 5
รับตัวแทนจำหน่าย อาหารเสริมเข้มข้นของพืชSuper Big, Super Chito  “ ฉีดอะไร ก็โต” 
สารอาหารเสริมเข้มข้นจากธรรมชาติที่ฉีดพ่นทางใบ 

"นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"
• ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสามารถใช้แทนปุ๋ยเคมีได้เลย

• ลดการใช้ยาฆ่าแมลงเพราะ Super Big มีสารจากธรรมชาติที่ไล่แมลงอยู่แล้ว

• ลดการใช้ฮอร์โมนต่างๆ เพราะ Super Big มีสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว

• ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมและไม่มีสารตกค้างเพราะสกัดจากธรรมชาติ100%

• พืชแข็งแรงโตไวให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะปลูกสั้น

• ต้นทุนในการใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้ปู๋ยเคมี 2-6 เท่า

• สามารถใช้กับพืชได้ทุกชนิด
สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย 

ติดต่อได้ที่ E-mail gmsuperbig@hotmail.com

หรือ โทร. (คุณพรฤดี) 087-7192333
http://www.shopdd.in.th/web/index.php?url=superbig&type=
ขอราคาอะไหล่รถไถ ฟอร์ด รุ่น 6600
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 6687 | Ans: 3
1.ลูกปืนรับน้ำหนัก R-L 2 ชุด
2. ปลอกบูชสลักคอม้า บน-ล่าง,R-L  4 ปลอก
3. ลูกปืนล้อหน้าตัวนอก,ใน  2 ชุด
4. ลูกยางหุ้มเพลาล้อหน้า  R-L  2  ชุด
5. สกูร+น็อต ครบชุดสำหรับยึดกะทะล้อหน้า แบบชุบแข็ง  6ชุด

ติดต่อ คุณจุฬาพร  โทร.02-431-0536,Fax:02-813-1547
E-mail:ptwforklift@yahoo.com
ขอราคาอะไหล่รถไถ ฟอร์ด รุ่น 6600
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4790 | Ans: 2
1.ลูกปืนรับน้ำหนัก R-L 2 ชุด
2. ปลอกบูชสลักคอม้า บน-ล่าง,R-L  4 ปลอก
3. ลูกปืนล้อหน้าตัวนอก,ใน  2 ชุด
4. ลูกยางหุ้มเพลาล้อหน้า  R-L  2  ชุด
5. สกูร+น็อต ครบชุดสำหรับยึดกะทะล้อหน้า แบบชุบแข็ง  6ชุด

ติดต่อ คุณจุฬาพร  โทร.02-431-0536,Fax:02-813-1547
E-mail:ptwforklift@yahoo.com
รถเกี่ยวนวดข้าว คูโบต้า มือสอง นำเข้าจากญี่ปุ่น
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 8170 | Ans: 4
รถเกี่ยวนวดข้าว คูโบต้า มือสอง นำเข้าจากญี่ปุ่น มาแล้ว สภาพดี รถสวยมาก
สามารถสับฟางได้ สนใจ ติดต่อ 089-8118807. ราคาไม่แพง
ขาย เครื่องมือช่วยห่อและเก็บผลไม้ "มือวิเศษ"ระบบ TWO IN ONE
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1542 | Ans: 7
“มือวิเศษ” เครื่องมือช่วยห่อและเก็บผลไม้ระบบ TWO IN ONE

ช่วยห่อผลไม้ป้องกันแมลงวันทอง และใช้เก็บก็ได้ในชุดเดียวกัน
สูง 5-6 เมตร ก็ไม่ต้องปีน หรือใช้บันได  ไม่เสี่ยงกับอุบัติเหตุ  

ไปซื้อเอง เรามี “มือวิเศษ” พร้อมใช้งานไว้ให้เลือก ดังนี้
1. แบบA 175 บาท กระบอกห่อปรับไม่ได้  
2. แบบB 200 บาท กระบอกปรับได้รอบตัว 360องศา
3. ด้ามอะลูมิเนียม ยาวหลายขนาด  60-150 บาท

บริการทางไปรษณีย์ ยินดีจัดส่งสินค้า แบบB  ให้ในราคา
ชุดละ 150 บาท พร้อมค่าส่งพัสดุธรรมดา ดังนี้
ค่าส่ง50รวม 200บาท ในกล่อง ง(D) เฉพาะกระบอก 3” 1 ชุด
ค่าส่ง70รวม 220บาท ในกล่อง จ(E) 3”หรือ4” ตามที่สั่ง 1 ชุด
ค่าส่ง100รวม 400บาท ในกล่อง จ(E) 3”หรือ4” ตามที่สั่ง 2 ชุด

สนใจฝากเงินผ่าน ธนาคารกรุงไทย สาขานครราชสีมา  
ประเภทเงินออมทรัพย์   บัญชีเลขที่ 301-0-37480-1  
ชื่อบัญชี นายสมโภชน์ ชื่นจันทน์แดง   แล้วแจ้งรายละเอียด โดย
1.โทร.081-2827267 หรือ     
2.e-mailbsp1@hotmail.com หรือ
3.Fax 044-353250 หรือ       
4.จดหมายที่ 3003 ถ.สืบศิริ47 ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา30000 
เมื่อข้อมูลถูกต้อง จะจัดส่งสินค้าให้ท่านได้ทันที ซื่อตรง ตรวจสอบได้ 

อนุสิทธิบัตร/สินค้าของ  นายสมโภชน์  ชื่นจันทน์แดง
อดีต รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสระแก้ว  นครราชสีมา

ปล. ท่านที่ปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง กระท้อน ชมพู่  แม้จะปลูกเพียงต้นสองต้น
ก็ควรรีบซื้อ "มือวิเศษ" ไว้ห่อป้องกันแมลงวันทอง โดยด่วนตั้งแต่วันนี้นะครับ
เพราะช่วงเดือน มีนาคม - เมษายน อาจไม่สะดวกในการสั่งซื้อทางไปรษณีย์
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 983 | Ans: 27
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกรครับ
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
https://www.facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน
© FarmKaset.ORG