FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
ขายใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์ ฝีมือคนไทย ภูมิปัญญาไทย 
117.47.234.96: 2553/03/03 06:55:40
ขายใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์
ใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์ ฝีมือคนไทย ภูมิปัญญาไทย 


ตัดได้เร็วกว่า ประหยัดน้ำมันกว่าใบมีดตัดหญ้าทั่วไป
ไม่ว่าพงอ้อกอใหญ่ๆ หรือต้นไมยราบยักษ์ ที่หลายคนขยาด แต่ใบมีดของเราตัดขาดได้อย่างง่ายดาย



รางวัล INVENTOR AWARD จากสำนักงานสภาวิจัยแห่งชาติ เป็นประกัน
โดยได้รับรางวัลชนะเลิศระดับดีเยี่ยม ด้านเกษตรกรรมและอุสาหกรรมการเกษตรในงานวันนักประดิษฐ์และวันนักประดิษฐ์นานาชาติประจะปี 2552




สนใจสั่งซื้อ โทร. 089-422-9700
ยินดีจัดส่งทั่วประเทศ ยินดีจัดส่งแบบ พ.ก.ง. 
ชุดเดียวก็จัดส่ง
ราคาโปรโมชั่น ชุดละ 300 บาทเท่านั้น 
จัดส่งฟรีแบบพัสดุไปรษณีย์ธรรมดา


(ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)



กรณีให้จัดส่งเป็นอย่างอื่น
1. ลงทะเบียน + 20 บาท
2. EMS + 60 บาท
3. พ.ก.ง. + 100 บาท

กรณีโอนเงิน  บัญชีออมทรัพย์
ธ.กรุงไทย 447-000-4146
ธ.กรุงเทพ 192-4-16545-7
ธ.กสิกรไทย 098-2-57617-2
ธ.ไทยพาณิชย์ 143-227958-0


คุณสมบัติ: 

- ตัวใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์ทำจากเหล็กใบเลื่อยแท้ 100 % มีประสิทธิภาพสูง 
- มีด้านที่เท่ากันทั้งสองด้าน ซึ่งมีคมอยู่ที่ด้านทั้งสองนี้ 
- เมื่อเครื่องยนต์ทำงานจะเกิดแรงเหวี่ยงใบมีดจะกางออกและสามารถหมุนรอบตัวเองได้อย่างอิสระ 
- ใบมีดจะล็อคหญ้าและเกี่ยวกระชากหญ้าให้ขาดทั้งหมดภายใน1รอบ 
- มีประสิทธิภาพดีกว่า ใบมีดสี่เหลี่ยมที่ใช้ในปัจจุบัน 
- ตัวใบมีดแข็งแรงทนทานกว่าใบมีดทั่วไปหลายสิบเท่าตัว ทำงานได้สมบุกสมบัน 
- ตัดหญ้าหนาค้างปี หญ้าสูงท่วมหัว หญ้าขน หญ้าคา ต้นไมยราบยักษ์ขนาด 1 นิ้วก็ตัดได้ 
- ในการตัดหญ้าพื้นที่ที่เท่ากันจะใช้เวลาน้อยกว่า ใช้น้ำมันน้อยกว่าเครื่องที่ใช้ใบมีดทั่วไป 
- ประหยัดเวลาทำงานทำให้ไม่เหนื่อยมาก ช่วยเบาแรง 
- ประหยัดน้ำมันได้ถึง 50 % 
- ในการยึดใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์จะใช้น๊อตเพียงตัวเดียวโดยจะมีบูชสวมห่อหุ้มน๊อตตัวผู้ไว้ น๊อตจะไม่ขาดใบมีดไม่หลุด 


กรุณาติดต่อ คุณวุฒิพงศ์ โทร. 089-422-9700

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่... 

http://bkkaset.bloggang.com

ขอบคุณครับ
วุฒิพงศ์ ตางจงราช
089-422-9700

e-mail: vutthipong@hotmail.com


อ่าน:7329 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
เข้าลิ้งค์ไปหัวข้อเก่าๆไม่ได้เลยโผล่มาหน้าซื้อขายอย่างเดียว จะเข้าเรือ่งมันสำปะหลัง
115.67.194.225: 2553/03/03 06:47:16
เข้าลิ้งค์ไปหัวข้อเก่าๆไม่ได้เลยโผล่มาหน้าซื้อขายอย่างเดียว
เซ็งข้อมูลดีๆหายหมด

เป็นอย่างนี้อีกหน่อยไม่เข้าแล้ว
อ่าน:3422 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
ขายพันธุ์มันสำปะหลัง ห้วยบง , 60 เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 81 ราคาลำละ 1-1.20 บาท  
124.120.101.165: 2553/03/03 06:12:19
- ลำต้นอวบ สมบูรณ์ สูงประมาณ 1.20- 1.50 เมตร
- ให้ผลผลิตดี เปอร์เซ็นต์แป้งสูง
- ปราศจาก เพลี้ย และโรคทุกชนิด
- ไม่ใช้หญ้าฆ่าหญ้าในแปลง
- ราคา 1-1.20 บาท/ลำ

สถานที่รับสินค้า ต. บ้านใหม่ กม. 9 อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 
คุณศุภานัน  สระบัว
086-3081046
ชมรมส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่
www.tarad.com/agronomythai/
อ่าน:3527 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ขอเชิญเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้ารับการฝึกอบรมโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่
125.25.241.40: 2553/03/03 05:41:24
ขอเชิญเกษตรกร และประชาชนทั่วไป เข้ารับการฝึกอบรมโครงการพัฒนาการเกษตร 
ตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ 2553 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใดๆ ทั้งสิ้น)

ด้วยในปี  2553  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรตามโครงการ การเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไป มีความรู้  ความเข้าใจ  ในการดำเนินการพัฒนาการ เกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ ชาวบ้าน (นายถวิล  เสียงแจ๋ว) หมู่ที่ 6 ตำบลบ่อเงิน  อำเภอลาดหลุม แก้ว  จังหวัดปทุมธานี  โดยหลักสูตรจะเป็นเรื่องการปลูกข้าวตอซัง  การทำ ปุ๋ยน้ำ  ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง  ฮอร์โมนไข่  การทำน้ำส้มควันไม้  การทำสบู่ ถ่าน  และอื่นๆ ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ระยะเวลาอบรมจำนวน  3  วัน  อบรม จำนวน  2  รุ่น  รุ่นละ  30  คน
ขอเรียนเชิญเกษตรกรผู้สนใจติดต่อ สอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่ นาย ถวิล  เสียงแจ๋ว  โทรศัพท์ 
085-075-6131  หรือ นาย ชูชีย พุดซ้อน 085 - 3426287 และ พันเอก อุดม  ธรรมนิทัศนา 085 - 1413373  

           รุ่นที่  1  อบรมระหว่างวันที่  22-24  มกราคม  2553  รับจำนวน  30  คน
           รุ่นที่  2  อบรมระหว่างวันที่  19-21  กุมภาพันธ์ 2553  รับจำนวน  30  คน

ตารางการฝึกอบรม รุ่นที่ 1/2553
วันที่ 22 ม.ค.
- ฝึกปฏิบัติการทำบัญชีชาวนา
- การวางแผนการทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
- การตีป่นปุ๋ยอินทรีย์
- การสีข้าวและการฝึกปฏิบัติการสีข้าว
วันที่ 23 ม.ค. 
- การทำปุ๋ยแห้งและน้ำ 
- การทำน้ำส้มควันไม้
- การเผาถ่าน 
- การทำน้ำยาล้างจาน
- การทำฮอร์โมนไข่
- การทำสารไล่แมลง
- การปั้นเม็ดปุ๋ย อัดเม็ดปุ๋ย – ผสมปุ๋ย
- การเพาะเห็ด
- การเพาะเลี้ยงไส้เดือน
อบรมระหว่างเวลา 09.00 – 16.30 ของวันที่ 22 – 24 ม.ค. 2553 สามารถเดินทางไปกลับ หรือพักที่ศูนย์การเรียนรู้ การคมนาคมสะดวกอยู่ใกล้กับวัดเจดีย์หอย และสถานีบริการภาคพื้นดินไทยคม ลาดหลุมแก้ว

รายละเอียด 
นายถวิล  เสียงแจ๋ว (หมอดินประจำจังหวัดปทุมธานี)
http://www.ldd.go.th/Lddwebsite/WEB_r01/Website_station/ptm01/mordinptn.html

แผนที่การเดินทาง
http://maps.google.co.th/maps/ms?hl=th&gl=th&ie=UTF8&oe=UTF8&msa=0&msid=105763749423882307058.00047d3d89c90a4b32e00
ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน (นายถวิล  เสียงแจ๋ว)
อยู่ใกล้กับสถานีไทยคม ลาดหลุมแก้ว, มหาวิทยาลัยชินวัตร, วัดบ่อเงิน และวัดเจดีย์หอยครับ
อ่าน:1637 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
จำไว้....อย่าเอาเก้าอี้ ที่เทียบเท่าหัวหน้ามานั่งทำงาน
113.53.173.236: 2553/02/27 13:07:21
จากเมล์ฟอร์เวิร์ด
อ่าน:577 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยน้ำช้อนเงิน สำหรับผักไฮโดรโปนิกส์
118.172.228.236: 2553/02/20 10:47:59
ฮอร์โมนช้อน เงิน สำหรับผักไฮโดรโปนิกส์(ผักไร้ดิน)และพืชผักทุกชนิด ในระยะบำรุงต้น 

ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ ปลอดสารพิษและสารเคมีตกค้าง 

ฮอร์โมนช้อนเงินสูตรบำรุงต้นใบ โตเร็ว สมบูรณ์ น้ำหนักดี มีคุณภาพทุกใบ 

ฮอร์โมนช้อนเงิน เป็นธาตุอาหารชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ สำหรับพืชโดยเฉพาะ สกัดจากธรรมชาติปรุงแต่งด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช ตรงตามความต้องการขั้นสูง อุดมด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม วิตามิน ฮอร์โมน แร่ธาตุต่างๆ ที่ผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติ 

คุณประโยชน์ 

*เร่งการเจริญเติบ โต เร่งกิ่ง ก้าน ใบ และยอดใหม่ ใบชูสู้แสง 
*ช่วยให้ลำต้นใหญ่ แข็งแรง กิ่งก้านใหญ่ ใบสวย 
*สร้างภูมิคุ้มกันโรคและแมลงได้ดี 
*ยอดที่แตก ใหม่จะมีคุณภาพทุกใบ 
*เก็บเกี่ยวได้เร็วยิ่งขึ้น 
*ปลอดสารตกค้าง 100 % 

ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.kokomax.com

ชมรมส่งเสริมเกษตรชีวภาพ
โทร087-2126507,056-912218
อีเมลล์ info.kokomax@gmail.com
อ่าน:1612 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายเครื่องมือเกษตร มอเตอร์หินเจียร์ ปั้มลม
118.172.240.158: 2553/02/20 10:47:58
จำหน่ายเครื่องมือเกษตร มอเตอร์หินเจียร์ ปั้มลม

บล็อกลม(ครบชุด)
มอเตอร์หินเจียร์ไฟฟ้า 8"(375 w.)งานเบา
มอเตอร์หินเจียร์สายอ่อน
ปั๊มลมโรตารี่  XM- 2540
ปั๊มลมสายพาน PP-2

เครื่องมืออื่นๆอีกมากมายในราคากันเอง
ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่

http://rankarthai.com/daijai 


085-070-1034     อุ้ย   ตลอด 24 ชั่วโมง
w.daijai@hotmail.com
ชำระเงินได้ที

   ธนาคารกรุงเทพ สาขาวรจักร

        ชื่อบัญชี  สิริยา  อิ้วบาง

      เลขที่บัญชี  121-063346-5

           โทร  085-070-1034
อ่าน:3281 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ตัวอย่างทดลองใช้  สารอาหารเสริมสำหรับพืชทุกชนิด  ผัก ผลไม้ พืชไร่ พืชสวน และต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกภาค
110.164.163.1: 2553/02/20 10:47:57
                                                         สารอาหารเสริมสำหรับพืช "ใบตอง"

ส่วนประกอบสำคัญ : ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม และธาตุอาหารอื่นๆ แคลเซียม  แมกนี เซียม โบรอน เหล็ก ทองแดง สังกะสี
คุณสมบัติ   :  ใช้กับพืชได้ทุกชนิดเช่น ข้าว ผัก ผลไม้ ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชไร่ ช่วยให้พืชโตเร็ว แข็งแรง ต้านทานโรค ผลผลิตดี
วิธีใช้  : ใช้อัตราส่วน 10 ซีซีต่อน้ำ 5 ลิตร  หรือ     1ลิตรติ่น้ำ 500 ลิตร ฉีดพ่นทางใบ  ขณะมีแสงแดดตอนเช้า พ่นทุก 7-10 วัน 

ข้อแตกต่างระหว่างการให้อาหารแก่พืช “ทางราก-ทางใบ”
  ทางใบ   พืชจะได้รับอาหาร 8-10 ส่วน    ปุ๋ยทางใบมีเนื้อปุ๋ย 100 % ปุ๋ยทางใบเคลื่อนที่ไปสู่ส่วนต่างๆของลำต้นได้รวดเร็ว การให้อาหารทางใบพืชจะได้รับเฉาะตอนที่ปากใบเปิดเท่านั้น  ปุ๋ยส่วนที่เหลือจากการให้อาหารทางใบเมื่อตกลงดินพืชสามารถดูดต่อทางรากได้  
  ทางราก   พืชจะได้รับสารอาหาร 2-4 ส่วนใน 10 ส่วน   เนื้อปุ๋ยมีปริมาณน้อยเพราะที่เหลือ  คือวัสดุหุ้มเม็ดปุ๋ย   ปุ๋ยทางรากเคลื่อนย้ายไปสู่ส่วนต่างๆของลำต้นได้ช้า

ข้อดีของสารสกัดจากสาหร่าย
ของปุ๋ยใบตอง   เป็นสารสกัดจากพืช ที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามที่พืชต้องการ และผ่านกระบวนการเบรคเซลล์ให้มีขนาดเล็กกว่า0.02-0.01 ไมครอน ทำให้มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถซึมผ่านรูปากใบได้ทันทีขณะฉีดพ่นทางใบ  ทำให้ประหยัด       
สารอาหารที่มีอยู่ในสาหร่ายสกัดประกอบด้วย  
ไนโตรเจนที่อยู่ในรูปที่ไม่ระเหยเมื่อโดนแสงแดด ทำให้ดินจับตรึงเอาไว้ และ ค่อยๆปลดปล่อยออก มาให้เป็นอาหารของพืช  ไม่ทำให้เกิดการสูญเสียไนโตร- เจนรวดเร็วเหมือนยูเรีย ช่วยให้ประหยัด
กรดอะมิโนหลายชนิดที่เป็นอาหารของพืช เมื่อตกไปในดินก็จะเป็นอาหาร   ของ  จุลินทรีย์ในดิน ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง , ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย สร้าง  ฮิวมิกแอซิด(โพลิตินอล,ควินนอยด์ ,อ๊อกซิน,ออแกนิค แอซิด ฯลฯ)ซึ่งเป็นอาหารที่พืชนำไปใช้ได้ทันที สร้างเชื้อราที่มีประโยชน์ เช่น ไตรโคเดอร์ม่า แอ็คติโนมัยซิส ช่วยกำจัดเชื้อราที่มีโทษ (ไฟธอปเทอร่า, พิเทียม ,ฟูซาเลียม ,สเคลโรเทียม, และไส้เดือนฝอยรากปม)
อ่าน:787 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ส่งเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยง  ด้วยธรรมชาติบำบัด
110.164.163.1: 2553/02/20 10:47:56
สำหรับคนที่เลี้ยง สุนัข แมว กระรอก กระต่าย หนู
หากต้องการให้สัตว์เลี้ยงอายุยืน  เราขอแนะนำการให้สารอาหารเสริม(ธรรมชาติ) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์เลี้ยง
จะทำให้สัตว์เลี้ยงแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย

หากคุณกำลังเลี้ยงสุนัข กระต่าย แล้วมีโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เช่น ขี้เรื้อน เบาหวาน ไต ท้องเสียเรื้อรัง
เรามียาสมุนไพรรักษา เห็นผล 100% ปลอดภัยไม่ทำลายตับไต เหมือนสารเคมี

สนใจติดต่อสอบถาม หรือรับยารักษาได้ฟรีที่
บ้านสุขภาพดี คลินิกแพทย์แผนไทย
นายสัตวแพทย์สมหมาย 
โทร.0879020088
อ่าน:508 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ส่งเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยง  ด้วยธรรมชาติบำบัด
110.164.163.1: 2553/02/20 10:47:55
สำหรับคนที่เลี้ยง สุนัข แมว กระรอก กระต่าย หนู
หากต้องการให้สัตว์เลี้ยงอายุยืน  เราขอแนะนำการให้สารอาหารเสริม(ธรรมชาติ) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์เลี้ยง
จะทำให้สัตว์เลี้ยงแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย

หากคุณกำลังเลี้ยงสุนัข กระต่าย แล้วมีโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เช่น ขี้เรื้อน เบาหวาน ไต ท้องเสียเรื้อรัง
เรามียาสมุนไพรรักษา เห็นผล 100% ปลอดภัยไม่ทำลายตับไต เหมือนสารเคมี

สนใจติดต่อสอบถาม หรือรับยารักษาได้ฟรีที่
บ้านสุขภาพดี คลินิกแพทย์แผนไทย
นายสัตวแพทย์สมหมาย 
โทร.0879020088
อ่าน:1945 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการตัวแทนจำหน่าย ยาแก้ท้องเสีย สมุนไพรสำหรับหมูและไก่
110.164.163.1: 2553/02/20 10:47:54
ข้อดีของยาสมุนไพร
เนื่องจากสมุนไพรมีคุณสมบัติทางพฤกษาเคมี(Phytochemical) ประกอบด้วยสารที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกายหลากหลาย เช่น Alkaloid,Glycoside,Antibiotic. 
มีสรรพคุณในการออกฤทธิ์หลายทาง

1.ไม่ทำให้เกิด toxic ต่อตับและไต แม้ใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานก็ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์

2.ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา(resistant) เหมือนการใช้สารเคมี
เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะในสมุนไพรมีสารประกอบหลายชนิด มีสรรพคุณในการออกฤทธิ์หลายทาง (multifunctional)  ดังนั้นจุลินทรีย์จึงยากต่อการผลิตสารเคมีออกมาต่อต้านได้ ซึ่งต่างจากการใช้สารเคมี เพราะการใช้สารเคมีส่วนมากจะใช้ซ้ำๆกลับไปกลับมา จึงง่ายต่อการที่เชื้อโรคจะปรับตัวต่อต้านยาได้โดยง่าย

3.Alkaloid และ Glycoside เมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สารที่มีประโยชน์ก็จะถูกดูดซึม ส่วนสารที่ไม่มีประโยชน์ร่างกายก็จะขับทิ้งได้โดยง่าย และไม่ก่อให้เกิดการสะสม ของเสียเหมือนสารเคมี ดังนั้นการใช้สารธรรมชาติจึงไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์

สารออกฤทธิ์ต่อต้านจุลินทรีย์ที่มีผลทำให้เกิดท้องร่วง
4’-trimethoxyflavone ในกระชายดำ (ต้านเชื้อ Candida albicans)
α-ponin และ tannin  พบในลูกเบญกานี, เปลือกมังคุด (ยับยั้งการเจริญเติบโตของ  E.coli ,Salmonella และ Staphytococcus  ,B.cereus)
Sesquiterpenoids  ในใบฝรั่ง มีฤทธิ์ทำลายเชื้อบิด  มีคุณสมบัติเท่า ยารักษาบิด salinomycin แต่ถ้าใช้เดี่ยวๆมักดื้อยา
Curcumin .ในขมิ้นชัน มีคุณสมบัติ ยังสามารถยับยั้งการเกิดก๊าซที่สร้างโดยเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย (Escherichia coli) แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ ลดการหดตัวของลำไส้จึงทำให้อาการท้องร่วงลดลงได้ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งเมือกในทางเดินอาหาร จึงใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร            ข้อควรระวังคือ  curcumin ในขนาดที่สูงกว่าขนาดรักษา 2 เท่า ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

สรรพคุณ : มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์
และช่วยสมานแผลในกระเพาะ-ลำไส้ของสัตว์ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารดำเนินไปได้อย่างปกติ สัตว์เลี้ยงจึงไม่แคระแกรน
                 วิธีการใช้ : ป้องกัน  :  1 ซีซี / 1กิโลกรัม
รักษา : 2 : ซีซี / 1 กิโลกรัม
วิธีใช้  : เช้า – เย็น
        ข้อแนะนำการใช้สมุนไพรรักษาโรคท้องเสีย

เนื่องจากสมุนไพรแต่ละชนิด มีคุณสมบัติทางพฤกษาเคมีที่แตกต่างกัน กรรมวิธีการแปรรูปจึงแตกต่างกัน บางชนิดละลายได้ดีในน้ำ บางชนิดละลายในสารอินทรีย์  ดังนั้นผู้ที่ผลิตยาสมุนไพรควรมีความรู้ในการแยกสารสำคัญของพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ผลตามที่ต้องการ

สำหรับยาแก้ท้องเสีย  เพื่อการใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ
ในตำหรับยาควรมีค่า MIC สูงกว่ายาปฏิชีวนะ จึงจะได้ผล
สำหรับยาแก้ท้องเสียตำหรับนี้มีค่า MIC สูงกว่า ค่าของยาปฏิชีวนะ เช่น
Tetracyclin เนื่องจากยาตัวนี้มีค่า lnhibition zone >19ml
***ค่าของระดับยาที่สามารถระงับการเจริญเติบโตของเชื้อ                       (minimal inhibitory concentnation, MIC)***
             ข้อแตกต่างของยาสมุนไพรกับยาเคมี
ยาสมุนไพร...มีคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนทางกายภาพ หรือทางฟิสิกส์ที่ก่อให้เกิดความสมดุล และเหมาะสมต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมีในร่างกายสัตว์  ทำให้ร่างกายสมบูรณ์ และไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต

ยาเคมี...มีผลต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ โดยเปลี่ยนแปลงกลไกชีวเคมีระดับเซลล์ และระดับโมเลกุล โดยไม่ปรับสมดุลทางกายภาพ ทำให้ร่างกายต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าการใช้ยาสมุนไพรในการฟื้นฟู และปรับเปลี่ยนทางกายภาพให้ปกติ

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่
นายสัตวแพทยื สมหมาย  โทร . 087-9020088
อ่าน:1346 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สรุปราคาสินค้าเกษตรวันนี้
113.53.164.150: 2553/02/20 10:47:52
จาก AFET
อ่าน:6792 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า L1-38 จากญี่ปุ่น ราคาถูก
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:50
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า L1-38 จากญี่ปุ่น ราคาถูก สนใจติดต่อ 089-7712088
อ่าน:3107 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
โรตารี่ สภาพดี สวย สนใจติดต่อ 089-7712088 
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:49
รถแทรค์เตอร์ และ โรตารี่ นำเข้าจากญี่ปุ่น สภาพดี สนใจติดต่อ 089-7712088
อ่าน:1547 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขาย โรตารี่ 1.20 เมตร จากญี่ปุ่น ราคาถูก ติดต่อ 089-7712088
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:48
ขาย โรตารี่ 1.20 เมตร จากญี่ปุ่น ราคาถูก ติดต่อ 089-7712088
อ่าน:3679 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายอะไหล่ แทรคเตอร์ คูโบต้า อีเซกื มีทั้ง แท้จากญี่ปุ่น ราคาถูก ติดต่อ 089-7712088
64.213.88.83: 2553/02/20 10:47:47
ขายอะไหล่ แทรคเตอร์ คูโบต้า อีเซกื มีทั้ง แท้จากญี่ปุ่น ราคาถูก ติดต่อ 089-7712088
แหวน ผาสูบ ประเก็น ลูกสูบ  ราคาไม่แพง.
อ่าน:2161 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายรถไถ KUBOTA  M7040
202.151.6.27: 2553/02/20 10:47:46
ขายรถไถ KUBOTA  รุ่น M7040  รถ 2 ปี สภาพตามรูป เครื่องดีไม่มีปัญหา
ขายดาวน์ 300,000.- สนใจติดต่อ คุณมีโชค 089-471-8469
อ่าน:3551 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เซ้งโรงเรือนเพาะเห็ด
203.156.27.44: 2553/02/20 10:47:44
ต้องการเซ้งกิจการเพาะเห็ด มีโรงเรือน 2 โรง ขนาดกว้าง x ยาว x สูง = 4.5 x 8.5 x 4 เมตร ติดตั้งระบบสปริงเกอร์สำหรับรดน้ำไว้ด้านบน สามารถใส่ก้อนเห็ดได้โรงละ 5,000 ก้อน ใช้งานมาเพียง 1 ปี ปัจจุบันมีก้อนเห็ดโคนญี่ปุ่น (ยานางิ) อยู่ 5,000 ก้อนและเห็ดนางฟ้าภูฏาน 1,200 ก้อน ยังให้ผลผลิตอยู่ โรงเรือนอยู่ในบริเวณบ้านเช่า ขนาดพื้นที่ประมาณ 200 ตรว. อยู่รังสิตคลอง 3 ค่าเซ้งทั้งสิ้น 20,000 บาท สนใจติดต่อ แซม โทร. 0816241991 
อ่าน:8051 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไผ่ซางหม่นปลูกง่ายรวยเร็ว
118.172.170.127: 2553/02/20 10:47:43
ขายพันธ์ไผ่ซางหม่นฉายา" เพชรแห่งล้านนา "  ลำใหญ่หนาหน่อหวาน ไม่มีคายและไม่มีหนาม เหมาะสำหรับงานอุสาหกรรมต่างๆและสำหรับทำไม้ตะเกียบโดยเฉพาะ...จังหวัดน่าน/แพร่ส่งเสิมให้ปลูก สนใจสอบถาม   0810427529    ขอบคุณมากค่ะ สนใจที่เวบไซน์    www.sangmon.com 
   หรือเวบไซน์เกษตรพอเพียง                  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=4975.0
อ่าน:1757 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แจ้งกระดานสนทนาชุมชนออนไลน์ farmkaset.net กลับมาใช้งานได้แล้ว
113.53.175.240: 2553/02/20 10:47:40
จากที่เกิดความเสียหายของชุมชนเกษตรออนไลน์ www.FarmKaset.NET และไม่สามาถกู้ข้อมูลได้ ทางเราได้พยายามศึกษา หาระบบใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานให้ได้ดีกว่าเดิม ทางเราได้ใช้เวลาศึกษาอยู่นานพอสมควร ก่อนที่จะสามารถเปิดให้บริการได้ ต้องกล่าวขออภัยท่านผู้ใช้บริการเว็บไซต์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย โดยเฉพาะ ท่านผู้ที่เคยได้เข้าไปให้ความรู้และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆในบอร์ดมากมาย หลายๆท่าน 

ตอนนี้เราสร้างบอร์ดขึ้นมาใหม่ ด้วยระบบใหม่ที่ดีกว่าเดิม จัดหมวดหมู่ใหม่ ให้กระชับขึ้น ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ส่วนมาก มากว่าเดิม จากข้อมูลที่เรามี

เข้าใช้ได้ที่

www.FarmKaset.NET หน้ากระดานสนทนา
หรือเข้าโดยตรงที่
http://store.farmkaset.net/index.php?option=com_kunena&Itemid=85

ขอบคุณครับ
อ่าน:585 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขาย อีเซกิ 23 แรง มือสองนำเข้าจากญี่ปุ่น 
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:39
ขาย อีเซกิ 23 แรง นำเข้าจากญี่ปุ่น สภาพสวย สนใจติดต่อ 089-7712088
อ่าน:18264 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน ของ สตีฟ จ็อบส
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
อ่านแล้วชอบมากเลยเอามาฝากครับ

สตีฟ จ็อบส (CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio)

ถอดความโดย : กิตติ สิงหาปัด

เป็นการปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน
ผมไปอ่านพบบทความนี้ในนิตยสาร Fortune ฉบับ September 5, 2005
ฟอร์จูนไดเขียนในข้อความโปรยก่อนบทความว่า

ปกติการปาฐกถาพิเศษ
ในวันรับปริญญามักจะเป็นอะไรที่ฟังสบาย ๆ แล้วก็ผ่านไป
แต่ปาฐกถาพิเศษของ Jobs ที่ Stanford ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
เพราะหลังจากวันนั้นก็คนพูดถึงอย่างมากมาย
ไม่เฉพาะในหมู่บัณฑิต ของสแตนด์ฟอร์ดเท่านั้น
แต่มีการโพสตเข้าไปในเวบไซด์ต่างๆ ส่งอีเมลให้คนรู้จักอ่าน
ถกเถียงในเวบล็อก คนที่ไม่ไดอ่านก็ถามหากันมาก
จนฟอร์จูนต้องเอามาตีพิมพแม้จะผ่านมาแล้วถึง 4 เดือนก็ตาม



" ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีรับปริญญา
ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง่จบปริญญาครับ
จะว่าไปแล้วการมาที่นี่ในวันนี้ถือว่าทําใหผมได้อยู่ใกลกับคําว่าไดปริญญามากที่สุด
วันนี้ผมอยากจะบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตผมให้ฟัง สามเรื่อง
เป็นแค่เรื่องของชีวิตผมเองเท่านั้น
จริง ๆ นะครับ ไม่ไดเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

เรื่องแรก... เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา
ซึ่งมันเป็นคล้าย ๆ การต่อเชื่อมจุดให้เป็นรูปร่าง
ผมดร็อปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนไดเพียง 6 เดือน
แตก็ยังเตร็ดเตร่อยูในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกมาจริง ๆ
ถามว่าทําไมผมถึงดร็อป ...

บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ผมยังไมเกิดด้วยซ้ําไป
แมของผมเป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน
เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้องการเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า
จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น

ตอนแรกผูที่จะรับผมไปอุปการะนั้นเป็นคู่ของทนายความกับภรรยา
แต่ปรากฏว่าตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง
ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมในขณะนี้
ตอนนั้นท่านทั้งสองอยูในรายชื่อถัดไปที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง
พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของทาน แตปัญหาก็คือ..พอแมผมไม้ได้จบมหาวิทยาลัย

ในหนแรกแมผมจะไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอม
เพราะพ่อแมผมให้สัญญาว่าจะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน

17 ปต่อมาผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง ๆ แต่ผมดันไปเลือกมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงพอ ๆ กับที่นี่
ด้วยเงินเก็บของพ่อแม่ผมซึ่งท่านก็เป็นคนระดับทํางานธรรมดา
หมดไปกับ่เห็นว่า มันจะคุ้มกับค่าเล่าเรียนยังไง
ผมไม่รูว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ทางออกกับผม

ผมใชเงินที่พ่อแมสะสมมาทั้งชีวิตหมดไปในหกเดือนที่ Reed
ในที่สุดผมตัดสินใจดรอปโดยมั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจริง ๆ
ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างกลัว แตเมื่อมองกลับไป
การตัดสินใจดรอปเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
การดรอปทําใหผมไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ
แต่ในขณะเดียวกันกลับทําใหผมไดเข้าเรียนวิชาที่ผมสนใจ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดนะครับ
ผมไม่มีหอพัก ต้องสิงในห้องของเพื่อน ผมต้องเก็บกระป๋องโค้กไปคืนที่ร้าน
เพื่อเอาเงินมัดจํากระป๋องละ 5เซ็นต ไปซื้อข้าวประทังชีวิต
และทุก ๆ วันอาทิตยผมต้องเดินข้ามเมืองถึง 7 ไมล
เพื่อที่จะไดกินอาหารดี ๆซักมื้อที่โบสถ์พราหมณ
และมีหลายอย่างที่ผมอาจจะก้าวพลาดไปโดยบังเอิญเพราะความอยากรูอยากเห็น
หรือโดยสัญชาตญาณ ได้ให้บทเรียนที่มิอาจประเมินค่าได้กับผม

ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่อง
มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกไดว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy)
ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได ป้ายหรือโปสเตอรต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย
จะถูกออกแบบอย่างสวยงาม
ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชาปกติ
หลังจากดรอปไว ผมได้เรียนรูตัวอักษร serif และ sans serif
ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่าง ๆ กัน
ให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวยงาม มีที่มาที่ไป
และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตรก็สอนเราไมได มันสุดยอดจริงๆ

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในแมคอินทอชเครื่องแรก
นั่นแหละวิชาที่เรียนตอนดรอปถึงช่วยได้จริง ๆ

ทุกท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนทที่สวยงาม

ในตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่มีเครื่องแมคอย่างที่เราเห็นในวันนี้
และความจริงก็คือถ้าวินโดวส์ไม่ลอกเราในวันนั้น
พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัวฟอนท์อย่างนี้ก็ได

ทั้งหมดเกิดขึ้นไดเพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้นทีเดียวจริง ๆ
แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อเชื่อมจุดเปนรูปร่างไดเมื่อผมอยูที่ Reed
แตเมื่อตอนสิบปีผ่านไปทุกอย่างก็เห็นได้ชัด

ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถต่อจุดใหเป็นรูปร่างไดโดยการมองไปข้างหน้า
เราจะทําไดก็ต่อเมื่อนึกถึงเวลาเราเชื่อมจุดเป็นรูปต่าง ๆ
ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อมาแล้วเราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก)
ฉะนั้นขอให้เชื่อว่าจุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า

เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่างไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่น ตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรมอะไรก็ได
วิธีคิดแบบนี้ไม่ทําให้ผมผิดหวังท้อแท แต่กลับสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย

เรื่องที่สอง... ที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ
ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักที่จะทําตั้งแต่วัยหนุ่ม

วอซ (StephenWozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผม
เริ่มทําคอมพิวเตอรแอปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแมผมตอนผมอายุ 20
เราทํางานกันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ป
แอปเปิลที่เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพยถึง 2,000 ล้านเหรียญ
มีพนักงานกวา 4,000 คน
เราเพิ่งสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช ตอนผมเพิ่งย่างสามสิบ
แตผมกลับถูกไล่ออก

หลายคนอาจสงสัยว่าผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมาได้ยังไง
คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และเติบโต
เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมาร่วมบริหาร
แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพักัวิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกัน
หนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา
และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมาเป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไปใหญ่โต
สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผมมลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย



ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทําอะไรอยู่หลายเดือน
ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความเป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไป ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส
ช่วงหลังผมได้พบกับ David Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP)
และ Bob Noyce (หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น

คนทั่วไปมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของผม
จนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่แล้ว
แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิดอะไรบางอย่างได
ผมยังรักในสิ่งที่ผมทํา สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิล
ไม่ได้ทําให้ความรักของผมกับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย
ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แตผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แตถ้ามามองตอนนี้ การออกจากแอปเปิล
กลับถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม
กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสียจากการที่เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม
ผมกลายเป็นคนที่จะไม่มั่นใจกับอะไรมากจนเกินไป
และที่สําคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเอง
ให้เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุด
ช่วงหนึ่งของชีวิต


ในช่วง 5 ปหลังจากนั้นผมเริ่มทําบริษัทใหมชื่อ NeXT และอีกบริษัทหนึ่งคือ Pixar
และพบรักกับหญิงสาวคนที่เปนภรรยาผมตอนนี้
Pixar ได้ผลิตหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นดืวยคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก คือ Toy Story
และปัจจุบันนี้ Pixarก็เป็นสตูดิโอที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในโลก
และเหตุการณซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกจุดหนึ่งก็มาถึง
แอปเปิลซื้อกิจการ NeXT และผมก็กลับแอปเปิล
และสิ่งที่ผมสร้างไวที่NeXT ก็กลายมาเป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคฟื้นฟู
และผมก็ไดแต่งงานกับ Laurene

"ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล
ถือว่าเป็นการให้ยาที่แรงสุด ๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไข
บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทําใหผมก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทํา
พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ความจริงมันก็คล้าย ๆ กับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ
จะว่าไปแลทางเดียวที่จะนงานที่ยิ่งใหญมีความหมาย

และการที่จะทําใหการทํางานที่ยิ่งใหญให้ประสบความสําเร็จก็คือ
การรักในสิ่งที่ทํา ...
ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด
คุณจะรู้ไดด้วยใจคุณเองเมื่อคุณค้นพบมัน และมันจะทําให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้นจงค้นหา ต่อไป"

เรื่องที่สาม... ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย
เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคําพูดของคน ๆหนึ่งพูดไว้ว่า
 “ ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน”
ผมประทับใจมาก และตลอด 30 ปตั้งแต่นั้นมา
ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม
ผมอยากทําอะไร และวันนี้จะทําอะไรบ้าง
ถ้าเมื่อไหรก็ตามที่คําตอบออกมาว่าไม่รู้จะทําอะไรติดต่อกันหลายๆ วัน
ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว

การระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็ว ๆนี้เป็นอาวุธที่สําคัญที่สุดที่ผมใช
ในยามต้องตัดสินใจเรื่องสําคัญ ๆ ในชีวิต
เพราะเกือบจะทุกอย่างไม๋ว๋าจะเป้นความคาดหวังต๋าง ๆ จากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ
การกลัวการเสียหน้า หรือล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น
เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทําให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่น
เป็นความสําคัญที่สุดเท่านั้น

การระลึกว่า คุณกําลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลุดพ้น
จากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง
ชีวิตคุณมีแต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง

เมื่อปีที่แล้วผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทําสแกนผมราว เจ็ดโมงครึ่ง
และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ ตับอ่อน
ผมเองไม่รูแม้กระทั่งว่าตับอ่อนคืออะไร
หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา
และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน
หมอแนะนําว่าให้กลับบ้านและจัดการอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
พูดแบบชาวบ้านก็คือหมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง
มันหมายความว่าคุณต้องรีบคุยกับลูกในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหนา
หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจากไป
และหมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ไปแล้ว

ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งและต้องตายเร็ว ๆนี้ทั้งวัน
จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง
หมอใชกลองสองภายในสอดผานลําคอ ผานกระเพาะ ลงลําไสเล็ก
และใชเข็มเล็ก ๆ เจาะกอนเนื้อเล็ก ๆ ในตับออนออกมาตรวจ
ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยูแตภรรยาผมบอกภายหลังวา
เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อผานกลองจุลทรรศนอีกครั้งหนึ่งก็พบวา
ผมเปนมะเร็งแบบที่พบไดนอยมาก
คือ เปนชนิดที่รักษาไดดวยการผาตัด
และผมก็เขารับการผาตัดรักษาจนหายดีแลวในตอนนี้

นี่ถือวาเปนการเขาใกลความตายมากที่สุดของผม
และผมก็หวังวามันจะรักษาสถิติที่ใกลที่ สุดไปอีกหลายสิบปขางหนา
ดวย การที่ผมผานชวงเวลานั้นมาไดก็ทําใหผมเลาใหพวกคุณฟงไดอยางเต็มที่
ไมใชเพียงแคความคิดเชิงหลักการอยางเดียว

ไมมีใครอยากตายหรอกครับ แมแตคนที่อยากไปสวรรคก็ไมตองการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น
แต ทุกคนตองตายครับ ไมมีใครหลีกพนความตายได
และมันก็ควรจะเปนอยางนั้น
เพราะผมถือวา ความตายนาจะเปนสิ่งประดิษฐที่ดีที่สุดของชีวิต
ความตายทําใหชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง
มันเปนการกําจัดคนเกาเพื่อเปดทางใหคนใหม
ตอนนี้คนใหมคือพวกคุณทั้งหลาย และจะคอย ๆ แกไปใน
ที่สุดและจะถูกกําจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เปนนิยายไปหนอย แตก็เปนความจริงนะครับ

ชีวิตของพวกคุณมีจํากัดครับ จงอยาเสียเวลาใชชีวิตอยูบนชีวิตของคนอื่น
อยาตกอยูในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอยาง
ซึ่งทําใหเราดํารงชีวิตอยูบนความคิดของคนอื่น
อยาใหความคิดของคนอื่นมากดความตองการที่แทจริงภายในใจของเรา
สิ่ งที่สําคัญนะครับ จงมีความกลาหาญที่จะกาวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง
ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น


ตอนผมหนุ่ม ๆ มีสิ่งพิมพที่เรียกว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น
คนที่ทํามันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร
คือที่ Menlo Park ใน Whole Earth Catalog มีบทกวีดี ๆเพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตเยอะ
ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 กอนที่จะมีพีซี
เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทําขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด
 มันก็คล้าย ๆ กับ Google ฉบับหนังสือนั่นแหละ
คือเกิดก่อน Google 35 ป มันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคําสอน ข้อคิดเตือนใจดี ๆ มากมาย

Stewart ออก Catalog หลายฉบับแต่ทุกอย่างก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด
มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่า ๆ กับพวกคุณนี่แหละ
ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็นรูปถ่ายถนน ในชนบทยามเชา
เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว
ด้านล่างของภาพเขียนวา “Stay Hungry. Stay Foolish”
มันเป็นเหมือนการกล่าวอําลาของพวกเขาด้วย
“จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอจงเป็นคนที่โง่อยูเสมอ” เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา
และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง
ผมขอให้พวกคุณจงเป็นคนที่ Stay Hungry และ Stay Foolish .."

ขอบคุณครับ
อ่าน:406 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ชาวนาภาคอีสานแห่พัฒนา “ข้าวหอมมะลิ 105”
58.10.90.61: 2553/02/20 10:47:38
ชาวนาภาคอิสานแห่ร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพ “ข้าวหอมมะลิ105” เพียบ เกษตรฯเร่งบูรณาการพัฒนาให้ทันฤดูปลูกปี 51 เป้าหมายกว่า  2 แสนไร่  พร้อมดันเข้าสู่แปลง GAP นำร่อง 2,000 ราย ส.ป.ก.เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ยืมลงทุนผลิตสินค้าข้าว วงเงิน 400 ล้านบาท

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ร่วมกับกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้ความร่วมมือไตรภาคี ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และยโสธร ขณะนี้มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ซึ่งฤดูปลูกข้าวปี 2551 นี้ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิได้ทันและครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 200,000 ไร่ เกษตรกรไม่น้อยกว่า 20,000 ราย

เบื้องต้นได้เตรียมผลักดันเกษตรกรในโครงการฯ ให้เร่งพัฒนาแปลงปลูกข้าวเข้าสู่ระบบการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม(GAP) นำร่อง 2,000 ราย โดย ส.ป.ก.จะจัดตั้งศูนย์เรียนเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ ประมาณ 1,000 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าว พร้อมวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้น  กรมพัฒนาที่ดิน  กรมชลประทาน  และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จะร่วมกันบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น  โดยอาจขุดบ่อน้ำ  50 ไร่  ในพื้นที่  เพื่อทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตาม ฤดูปลูกข้าวปีนี้เกษตรกรในโครงการฯ ทั้งหมดต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่ 100 % ซึ่งกรมการข้าวพร้อมที่จะสนับสนุนข้าวหอมมะลิพันธุ์คัดกว่า 3,000 ตัน ให้เกษตรกรไปปลูกเพื่อตัดปัญหาข้าวพันธุ์อื่นปนเปื้อน จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและตรงตามความต้องการของตลาดด้วย

“นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร หรือเซ็นทรัลแล็ป(CENTRAL LAB) ยังจะเข้ามาสุ่มตรวจพันธุ์ข้าว สุ่มตรวจสอบตัวอย่างดินและวิเคราะห์สารพิษตกค้างด้วย เพื่อช่วยพัฒนาและยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิในโครงการฯ ให้มีคุณภาพ และเพิ่มจุดแข็งให้กับสินค้าข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันการส่งออกข้าวได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีมูลค่าการส่งออกปีละ 80,000-100,000 ล้านบาท”  ศ.ดร.ธีระ

ทางด้านนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้เตรียมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 1 ต่อปี  ไว้ให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมไปลงทุน วงเงินรวมทั้งสิ้น 850   ล้านบาท ในส่วนของการผลิตสินค้าข้าว ส.ป.ก.ได้กำหนดวงเงินกู้ไว้ประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะกู้เงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรในโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ยื่นขอกู้เงินเข้ามาแล้วประมาณ  280 ล้านบาท เหลือวงเงินกู้ยืมอีกประมาณ 120 ล้านบาท

“การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยปรับโครงสร้างการผลิตข้าวของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินรายแปลงให้สามารถผลิตสินค้าข้าวได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยทางด้านอาหาร(Food Safety)  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรับซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายการผลิตเชื่อมโยงกับตลาด  และนำไปสู่การขยายช่องทางการส่งออกข้าวในอนาคต” นายอนันต์ กล่าว

ข้อมูลจาก: http://www.moac.go.th
อ่าน:310 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ 
58.10.90.66: 2553/02/20 10:47:38
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ เน้นเด็กเยาวชนเดินตามคำขวัญ “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”
    
            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานวันเด็กแห่งชาติ  ภายใต้ชื่องาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี  ตั้งแต่ 08.00 – 15.00 น. โดย ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานในพิธีเปิด 

                พิธีเปิดงานเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ด้วยขบวน Mascot ผัก ผลไม้ และสัตว์ต่างๆ ที่แสนน่ารัก ตามด้วยขบวนเด็กๆ ในชุดสาวเหนือ / รองเง็ง / ลิเกฮูลู / สาวบ้านแต้ / ชุดเอกลักษณ์ไทย ที่สวยงามน่ารัก  นำท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะ  เข้าสู่บริเวณทำพิธีเปิดงาน

                 ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” มีใจความสำคัญ ดังนี้ “การจัดงานในวันนี้ เพื่อให้เด็กไทยเกิดจิตสำนึกและตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่คู่คนไทยมาตั้งแต่อดีต ทำให้คนไทยได้บริโภคอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ และส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศสำคัญที่ส่งผลผลิตการเกษตรไปสู่ชาวโลก  สำหรับการจัดงานในวันนี้ เด็กๆ จะได้ศึกษาเรียนรู้ “พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกรมาโดยตลอด  ขอให้เด็กๆ ทุกคนจดจำคำขวัญประจำปี 2551 ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่ว่า หากปฏิบัติได้ตามคำขวัญนี้ จะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จและความก้าวหน้าตามที่ทุกคนปรารถนา”

                หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กดเครื่องเล่น Paper Shoot และ Co2  ถูกยิงขึ้นสูง ตามด้วยบับเบิลบอลหลายร้อยใบกระจายตัวลงมา  เป็นสัญลักษณ์ว่างาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ได้เริ่มขึ้นแล้ว

                ศ.ดร.ธีระ  กล่าวต่อกับสื่อมวลชนว่า “ กิจกรรมมากมายที่แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดมาในวันนี้ ตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์  ให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่   มุ่งหวังที่จะให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านสติปัญญา  การดำรงชีวิตประจำวัน  เสริมสร้างคุณภาพชีวิต  ให้เด็กและเยาวชนมีคุณธรรม รู้จักรับผิดชอบในทุกๆด้าน ส่งให้เกิดทรัพยากรบุคคลที่มีพละกำลังและความเข้มแข็งต่อไปในวันข้างหน้า”

                บริเวณสนามหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  พร้อมด้วยแท่นสักการะและสมุดลงนามไว้อาลัย 

นิทรรศการ  กิจกรรมต่างๆ เกมส์  การแข่งขัน  ของ 18 หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดภายใน

เตนท์เต็มพื้นที่บริเวณลานจอดรถของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อาทิเช่น  กรมชลประทานจัดแสดงแบบจำลองกังหันน้ำชัยพัฒนาที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย  การจัดแสดงเรือขุดลำแรกของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  และขอเชิญชวนเด็กและเยาวชนร่วมกัน “ปลูกต้นไม้เพื่อถวายพ่อแห่งแผ่นดิน”

 

นิทรรศการฝนหลวงพระราชทานแบบซุปเปอร์แซนวิช ของสำนักฝนหลวง,  นิทรรศการเรื่องการทำบัญชีกับ

เศรษฐกิจพอเพียง , แบบจำลองเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ , พระกรณียกิจด้านการประมง , นิทรรศการจุดกำเนิดอาชีพพระราชทาน “การเลี้ยงโคนม” ,  กรมประมง ยก Touch Pool ขนาดใหญ่  จัดแสดงสัตว์น้ำจืด  สัตว์น้ำเค็ม  ปลาสวยงามที่หาดูยากมาให้ชม  มีพันธุ์ปลาสวยงามแจก  ,  กรมวิชาการเกษตร จัดนิทรรศการรื่อง “พืชพลังงานทดแทน” , กรมส่งเสริมการเกษตร สาธิต การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  , กิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยมือตนเอง ในกิจกรรม   “สีสันปั้นแต่ง”  ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ , สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)  นำช่างฝีมือจากศิลปาชีพ มาสาธิตและสอนการปั้นตุ๊กตาชาววัง และประดิษฐ์ดอกไม้จากผ้า

นิทรรศการที่เด็กควรมาศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง คือ  แสดงเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องของความหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจเหมาะสำหรับเด็กที่จะมาศึกษาเรียนรู้  รวมถึงนิทรรศการภาวะโลกร้อนที่บอกกล่าวถึงภัยร้อนที่จะเกิดขึ้น  จะเกิดภัยพิบัติอะไรบ้าง  จะช่วยกันป้องกันอย่างไร   เด็กจะได้พบกับสาระความรู้จากห้องสมุดเคลื่อนที่ 

                เวทีกลางของงานจัดกิจกรรมสนุก ๆ กับครอบครัวดารา มี “อภิรดี  ภวภูตานนท์ และน้องเบลล์”  และ “ฝันดี  จรรยาธนากรและลูกชาย”  จะมาเล่นเกมส์สนุกสนานเสริมสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กกินผัก  โยงไปถึงความรัก  ความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก  สาธิตวิธีการสอนให้สัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์แสนรู้ และเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนนำสัตว์เลี้ยงแสนรู้  แสนรัก  เก่งกล้าทุกชนิด  มาประกวดชิงรางวัล   

                นอกจากเด็กๆจะได้หอบของรางวัลกลับบ้าน จากการเล่นเกมส์ การแข่งขัน การตอบปัญหา ซึ่งของรางวัลของแต่ละหน่วยงานมีมากกว่า 1,000 ชิ้น รวมไปถึงของแจก เช่น พันธุ์ปลาสวยงาม  พันธุ์พืช  สมุดอนุรักษ์ท้องทะเลไทย   สารเร่ง พด.  ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  และอื่นๆอีกมากมายแล้ว   ตลอดงานเด็กๆ จะอิ่มอร่อยไปกับอาหารหลากหลายชนิด ขนม  นม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้  ที่เตรียมไว้เป็นจำนวนมาก

เด็กทุกคนที่เข้าไปในบริเวณงานจะได้รับแจกบัตรชิงโชคคนละ 1 ใบ เพื่อนำไปจับรางวัลใหญ่ เช่น รถจักรยาน  พัดลม  หม้อหุงข้าว  อุปกรณ์กีฬา    อุปกรณ์เครื่องเขียน เป็นต้น  ซึ่งเราจะจับรางวัลทุกๆ 15 นาที โดยจะประกาศให้ทราบเป็นระยะๆ

 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  นอกจากจะปลุกกระแสความเป็นเกษตรกรให้ซึมซับไปกับเด็กและเยาวชนแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คาดหวังว่าสาระต่างๆ ที่เด็กได้มาเรียนรู้ มาสัมผัส พบเห็น จะช่วย สร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้เด็กมีการพัฒนาทั้งด้านสติปัญญา  ร่างกาย  จิตใจ  เพื่อเป็นพลเมืองผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเป็นพละกำลังที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติต่อไป

Content from: www.moac.go.th
อ่าน:358 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร ภายในเดือน ก.ย. 51 ได้ที่ทำกินครบทุกครัวเรือนๆ ละ 15 ไร่ พร้อมเปิดทางเลือกสร้างอาชีพ  

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวแล้วจำนวน 2,299 ราย  ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจริง จำนวน 2,274 ราย ปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้จัดตั้งศูนย์จัดหาที่ดินทำกินโครงการสิรินธร(จ.ก.ส.)ขึ้น  2 ศูนย์ พร้อมประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อจัดซื้อที่ดินในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร สิรินธร บุณฑริก นาจะหลวย เดชอุดม  โขงเจียม ตระการพืชผล ตาลสุม ม่วงสามสิบ ทุ่งศรีอุดม และนาเยีย เพื่อนำมาจัดสรรให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่  ราคาไร่ละไม่เกิน 32,000 บาท

ปัจจุบันมีราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมาเสนอขายที่ดินให้โครงการฯแล้ว จำนวน 795 ราย รวมเนื้อที่กว่า 16,086.06 ไร่ มีทั้งที่ดินที่มีโฉนด ที่ดินที่มี น.ส.3  และ น.ส.3ก  จากการสำรวจความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ พบว่ามีความสนใจในที่ดินที่เสนอขาย 299 ราย เนื้อที่ 3,675 ไร่ ขณะเดียวกันยังมีการจับคู่แมชชิ่ง(Matching)ระหว่างผู้เสนอขายที่ดิน 153 ราย กับผู้ได้รับผลกระทบ 234 ราย เนื้อที่ประมาณ 2,880.31 ไร่ด้วย ซึ่งคณะกรรมปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.)อุบลราชธานีได้อนุมัติจัดซื้อที่ดินไปแล้ว 367 แปลง เนื้อที่ 7,633 ไร่ รองรับผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 643 ราย  

ด้านนายสถิตย์พงษ์  สุดชูเกียรติ  รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ส่วนที่เหลือ  ส.ป.ก.จะเร่งจัดหาที่ดินและจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้ราษฎรผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครบโดยเร็ว คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2551 นี้ ซึ่งหลังจากจัดราษฎรลงแปลงแล้ว จะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ สปก.4-01ค ให้ พร้อมเร่งฟื้นฟูอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่เดือดร้อน โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของราษฎรเป็นหลัก 

  “เบื้องต้นคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินฯ ได้วางกรอบและกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตร สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากการจัดซื้อที่ดินของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะมอบกลับคืนให้ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละรายในรูปโครงการแผนพัฒนาที่ดิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัว สามารถดำรงชีพอยู่ได้และมีความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ” นายสถิตย์พงษ์ กล่าว
     
  วันที่ : 15/January/2008  

http://www.moac.go.th
อ่าน:381 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน 
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน  
    
                                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการดำเนินงานโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน  กับสาธารณรัฐประชาชนจีน  ญี่ปุ่น  และสาธารณรัฐเกาหลีว่า  ตามที่โครงการนำร่อง               เพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East  Asia  Emergency Rice  Reserve : EAERR)  จะจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ ครั้งที่ 9  ขึ้นในระหว่างวันที่  24 - 25  มกราคม  2551  ณ   เมืองเซียะเหมิน  สาธารณรัฐประชาชนจีน  ดังนั้นทางคณะกรรมการฯ  จึงได้หารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมดังกล่าว   โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น  คือ  1)  ร่างข้อตกลง ASEAN Plus Three  Emergency Rice  Reserve (APTERR)  ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องแหล่งกำเนิดข้าว  เนื่องจากญี่ปุ่นและเกาหลีเสนอให้ตัดเรื่องแหล่งกำเนิดข้าวออก  แต่จากการหารือในครั้งนี้   ที่ประชุม มีมติให้คงเรื่องดังกล่าวไว้   พร้อมทั้งยืนยันว่าข้าวที่จะนำมาใช้ในโครงการสำรองข้าวต้องเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวในประเทศอาเซียน+3  และไทยไม่สนับสนุนให้มีการนำข้าวจากนอกภูมิภาคอาเซียนมาใช้ในการบริจาค  เนื่องจากกังวลว่าข้าวจากนอกภูมิภาคอาจจะเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ  และการกระทำดังกล่าวอาจจะทำลายโครงสร้างของชาวนาในภูมิภาคอาเซียนเพราะจะทำให้ราคาข้าวในภูมิภาคมีราคาถูกลง  ดังนั้น ประเทศไทยจึงเสนอให้ประเทศผู้บริจาคพิจารณาซื้อข้าวจากใน             พื้นที่มาใช้ในการบริจาคเพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งแล้ว  ยังเป็นการส่งเสริมชาวนาในประเทศดังกล่าวให้มีแหล่งจำหน่ายข้าวเพิ่มขึ้นด้วย  ซึ่งแนวคิดดังกล่าวของไทยได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกจำนวนมาก  ยกเว้นเกาหลีและญี่ปุ่น  ดังนั้น  จึงจำเป็นจะต้องมีการเจรจาต่อไปเพื่อหาข้อยุติที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกประเทศ    2)  การจัดหาสถานที่ตั้งองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    เนื่องจากโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก  จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    จึงจำเป็นต้องมีสถานที่ตั้งองค์กร

ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง   และจากการหารือ  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ไทยเสนอตัวเป็นสถานที่ตั้งองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารวบรวมข้อมูลด้านความพร้อมและศักยภาพของไทยเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพิจารณาต่อไป 
 
    
  วันที่ : 15/January/2008  

จาก http://www.moac.go.th
อ่าน:313 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งน้ำท่วม คาดแล้วเสร็จใน 2 เดือน
58.10.90.126: 2553/02/20 10:47:38
 เกษตรฯ เร่งจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งน้ำท่วม คาดแล้วเสร็จใน 2 เดือน พร้อมเดินแผนบริหารน้ำ-การปลูกพืช-ฝนหลวงรับแล้งปี’51

                                ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมยังอยู่ในภาวะปกติ แม้ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศจะน้อยกว่าปี 2550 อยู่ประมาณ 6% ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2550/2551 ตั้งแต่ 1 พย. 50 – 30 เม.ย.51 จำนวน 20,661ล้าน ลบ.ม. ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 8,550 ล้าน ลบ.ม.จากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์รวมกัน จำนวน 7,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จำนวน 550 ล้าน ลบ.ม. และจากลุ่มน้ำแม่กลอง จำนวน 1,000 ล้าน ลบ.ม. โดยได้ประสานกับแต่ละจังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่จะได้รับการจัดสรรน้ำสามารถได้รับน้ำอย่างเพียงพอในการปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งความคืบหน้าในการปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศขณะนี้ดำเนินการแล้ว 9.47 ล้านไร่ จากพื้นที่เป้าหมาย 11.90 ล้านไร่  และบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาดำเนินการแล้ว 5.36 ล้านไร่ จากเป้าหมาย 5.83 ล้านไร่

                                  ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในปีนี้จะไม่ประสบปัญหา แต่เนื่องจากยังมีพื้นที่บางส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่อาจจะประสบปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน จะได้มีการประสานกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรไม่ให้มีการขยายพื้นที่ไปยังบริเวณที่น้ำ ไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง พื้นที่ที่เกิดปัญหาหมอกควัน หรือในพื้นที่ที่มีการประสานขอความช่วยเหลือมา เช่น จังหวัดสระแก้ว ชลบุรี ที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ปลูกผลไม้ภาคตะวันออกอยู่มาก รวมถึงในพื้นที่นาปรังนอกเขตชลประทานในภาคกลางด้วย

                                ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในปี 2550 ที่ได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้นจำนวน 2 พันล้านนั้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 615 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณบางส่วนดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติจากทางจังหวัดแล้วจำนวน 186 ล้าน และกระทรวงเกษตรฯ ได้รับการจัดสรรวงเงินจากสำนักงบประมาณ งวดแรกจำนวน 266 ล้าน และงวดที่ 2 จำนวน 19.5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการจัดสรรเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนงบประมาณที่ได้เสนอ ครม.อนุมัติเพิ่มเติมเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2549 ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยหนาว ที่ครม.ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 976 ล้านบาทนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
    
   วันที่ : 23/January/2008

From moac.go.th
อ่าน:294 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งแผนตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก หอมใหญ่ 
58.10.90.158: 2553/02/20 10:47:38
 เกษตรฯ เร่งแผนตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก หอมใหญ่ เพื่อระบายผลผลิตส่วนเกิน 8 พันตัน พร้อมประสานด่านกักกันตามชายแดนเคร่งครัดหวั่นลักลอบการนำเข้า
    
                                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ในระหว่างเร่งการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าและส่งออก และสถานการณ์ผลผลิตหอมหัวใหญ่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปีนี้ไม่สามารถส่งออกผลผลิตประมาณ 8,000 ตันที่เคยไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เหมือนทุกปีที่ผ่านมา  ในเบื้องต้นจึงได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการรับทราบสถานการณ์หอมใหญ่ร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการระบายผลผลิตไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงการระบายผลผลิตภายในประเทศ

                                ขณะเดียวกัน จะประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกหอมรายใหญ่จำนวน 4 ราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น  องค์กรเกษตรกร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์  และตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ ที่จะไปประชุมร่วมกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการผลผลิตหอมหัวใหญ่ ทั้งในด้านการส่งออก การจัดสัดส่วนการนำเข้าเพื่อไม่ให้กระทบกับผลผลิตหอมใหญ่ที่จะออกสู่ตลาด และแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออก กรณีที่จะต้องมีการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งข้อสรุปทั้งหมดที่ได้จะมีการนำเสนอสู่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาด กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง พิจารณาก่อนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาก่อนที่หอมหัวใหญ่จะประสบปัญหาด้านราคาโดยเร็วที่สุด

                                “จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตหอมหัวใหญ่ในปีนี้ที่จะออกสู่ตลาดประมาณ 52,771 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่จากปัญหาการส่งออกที่ไม่สามารถส่งไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เช่นเดิม และยังไม่มีแนวโน้มในการสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาตลาดใหม่ๆ ผ่านทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ  เพื่อเป็นช่องทางในการระบายผลผลิตอีกทางหนึ่ง  ประกอบกับมาตรการควบคุมและตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าหอมใหญ่ตามด่านชายแดนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ด่าน จ.มุกดาหาร ด่าน จ.เชียงรายทั้ง 3 ด่าน คือ เชียงแสน เชียงของ และแม่สาย โดยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะช่วยป้องกันปริมาณผลผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดด้วย” นายพินิจ กล่าว

 

.............................
    
   วันที่ : 22/January/2008
From: moac.go.th
อ่าน:313 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
คาดหมายสถานการณ์ วันที่ 18-24 มกราคม 2551
202.183.252.154: 2553/02/20 10:47:38
คาดหมายสถานการณ์
วันที่ 18-24 มกราคม 2551
การคาดหมายลักษณะอากาศตามแผนที่ผิวพื้นวันที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 07.00 น.
(ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา)

ในระยะนี้ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค. มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้นและมีหมอกหนาเพิ่มมากขึ้นในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. ทำให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างและคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง หลังจากนั้นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง 
อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.เป็นต้นไป 
ข้อควรระวัง   ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย 
ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ ในระยะ 7 วันข้างหน้า 
 
ภาคเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีหมอกในตอนเช้า อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเพิ่มความระมัดระวังโดยเปิดไฟหน้ารถเพื่อเป็นที่สังเกต สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผล เกษตรกรควรให้น้ำอย่างพอเพียง เพราะหากขาดน้ำจะทำให้ดอกและผลอ่อนร่วงหล่น การติดผลลดลง     
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค.อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และในช่วงวันที่ 20-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า เนื่องจากระยะนี้มีหมอกหนาในบางพื้นที่ ดังนั้นจึงควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ในช่วงนี้สภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังการเกิดอัคคีภัย โดยทำแนวกันไฟรอบพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย รวมทั้งควรดับไฟให้สนิททุกครั้งหลังใช้งาน    
 
ภาคกลาง     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็น และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า สำหรับบริเวณที่มีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่าปกติ ผู้ขับขี่ยานพาหนะควรใช้ความระมัดระวัง เกษตรกรควรวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช 
   
ภาคตะวันออก     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็นทางตอนบนของภาคกับมีลมแรง และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกในตอนเช้า ผู้ที่สัญจรบนท้องถนนควรใช้ความระมัดระวังขณะอยู่ในบริเวณที่มีหมอกหนา สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผลอ่อน เกษตรกรควรดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอ เพราะหากขาดน้ำจะทำให้การติดผลลดลง อนึ่ง ควรระมัดระวังโรคทางเดินอาหารที่อาจระบาดในช่วงนี้     

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองกระจาย และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ทางตอนล่างของภาคตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ บริเวณตอนบนของภาคอากาศแห้ง สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะแตกใบอ่อน เช่น ทุเรียน และมังคุด เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรต่างๆซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบและยอดอ่อนเสียหาย ส่วนทางตอนล่างของภาคซึ่งมีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ต่อไป ส่วนชาวสวนยางพาราควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่นโรคหน้ากรีดยาง และโรคราสีชมพู โดยดูแลบริเวณสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวน อนึ่ง ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง บริเวณเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งควรระมัดระวังความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว ส่วนชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง 
   
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)     
       คำพยากรณ์ รวมอยู่ในส่วนของ ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)แล้ว   


ข่าวเตือนภัยศัตรูพืชระบาดประจำวันที่  14-20 มกราคม 2551 

โรคไหม้ข้าว 
ในช่วงนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังระวังโรคไหม้ข้าวระบาดเนื่องจากจะมีหมอกลงในช่วงเช้าทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ ใช้พันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคและใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ ซึ่งสภาพดังกล่าวเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ระบาดในระยะต่างๆซึ่งจะระบาดได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอและออกรวง ถ้าเป็นในระยะคอรวง ในขณะที่ข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราสาเหตุของโรคนี้เข้าทำลายเมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นกับข้าวในระยะแก่ใกล้เก็บเกี่ยว คอรวงจะมีรอยแผลช้ำสีน้ำตาล ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหาย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไหม้ ขอให้เกษตรกรที่จะปลูกข้าวปฏิบัติ ตามคำแนะนำของ กรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้
1     สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอถ้าพบอาการของโรคไหม้ข้าวควรให้ปฏิบัติดังนี
1.1 .  ใช้เชื้อบีเอส (บาซิลลัส  ซับทีลิส   ฉีดพ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก
1.2 . ใช้เชื้อเชื้อไตรโครเดอร์มาอัตรา 1 กก./ น้ำ 200 ลิตรฉีดพ่น
2 .ถ้ามีความจำเป็นให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายขยายเป็นวงกว้างออกไปสำหรับสารเคมีที่ใช้ได้แก่  อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี  ผสมน้ำ 20 ลิตร บลาสติซิดิน-เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 10-16 กรัม ผสมน้ำ 20ลิตร  ควรพ่นในแปลงข้าวที่มีประวัติว่าเคยมีโรคระบาดมาก่อน  การใช้สารเคมีฉีดพ่นซ้ำกันหลายครั้ง  เชื้อราจะต้านทานสารเคมีหรือดื้อยา  ดังนั้น  เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อต้านทานสารเคมี  จึงควรเลือกใช้สารเคมีบางชนิดฉีดพ่นสลับกัน  ทั้งนี้ในการใช้สารเคมีควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึง ความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้และสภาพแวดล้อม
ในฤดูถัดไป
1.หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในเดือน พฤศจิกายน  - ต้นเดือนธันวาคม เพราะข้าวจะอยู่ ในระยะคอรวง ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไหม้ สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกข้าวคือ กลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ช่วงที่หลีกเลี่ยงควรปลูกพืชบำรุงดินได้แก่พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว  เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับข้าวในฤดูต่อไป   และยังตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืชได้อีกด้วย
2.ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ ได้แก่ กข 9  กข 11  กข 21  สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90  และคลองหลวง 1 
3.เชื้อไตรโครเดอร์มาที่เจริญบนเมล็ดธัญพืช อัตรา 1 กิโลกรัม /น้ำ 200 ลิตร / เมล็ดข้าว 500กก.ขยำเอาสปอร์ออก และคลุกเมล็ดข้าวนำไปแช่บ่มเตรียมปลูก 
4.ไม่ควรหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อับลม เป็นตัวส่งเสริมให้เชื้อราแพร่กระจายและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้ตามคำแนะนำของราชการ 
5.ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง วิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้างแต่จะช่วยไม่ให้ข้าว อ่อนแอต่อโรค 
6.เพิ่มปริมาณซิลิก้าให้แก่ต้นข้าว เพื่อต้านทานต่อโรค โดยใช้ปุ๋ยหมักและแคลเซี่ยม 
7. นอกจากการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีการต่างๆแล้ว อาจใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์ เช่น เบโนมิลผสมกับไธแรมหรือคาร์ซูก้าไมซิน คลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือแช่เมล็ดในสารละลายเคมีนาน 24 ชั่วโมง ก่อนปลูก

http://www.moac.go.th
อ่าน:350 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลง
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติในการพัฒนาข้าว

ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตรว่า การลงนามในครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านข้าวของหน่วยงานทั้งสองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างมีระบบและสอดคล้องกัน โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งอธิบดีของทั้ง 2 หน่วยงานจะผลัดกันเป็นประธานและดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี โดยในวาระแรก นายทรงศักดิ์  วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นประธาน 

สำหรับสาระสำคัญในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงานที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม มี 6 ประเด็นด้วยกัน คือ 

1. การประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งสอง ได้แก่ สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว กับส่วนส่งเสริมการผลิตข้าว สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ของกรมส่งเสริมการเกษตร 

2. การบริหารแผนงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวและชาวนา 

3. การสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน โดยสนับสนุนการขยายเมล็ดพันธุ์  วัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิตรวมถึงงบประมาณตามโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการศูนย์ข้าวชุมชนที่มีอยู่เดิมและจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างประสิทธิภาพ

4. การรับรองแหล่งผลิตข้าวตามระบบจัดการคุณภาพ (GAP) โดยมีการตรวจรับรองแปลงเกษตรกร ออกหนังสือรับรอง จัดการอบรมให้ความรู้ จัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร ตามระบบGAP และการให้คำปรึกษา 

5. การเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าวและภัยธรรมชาติ โดยมีการประเมินสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวระดับภูมิภาคและระดับประเทศ 

6. ระบบข้อมูลและรายงาน โดยกรมการข้าวจะมีหน้าที่นำข้อมูลด้านข้าวและชาวนาจากระบบจัดเก็บของกรมส่งเสริมการเกษตรมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการผลิตและดำเนินการในกิจกรรมโครงการ รวมทั้งมีหน้าที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีการผลิตข้าว
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:654 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างเกษตรกรเป็นแนวร่วมตั้งเป้า 1 แสนคนต่อปี รองรับการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 2 แสนไร่ในปี 2552
    
นายรุ่งเรือง  อิศรางกูร  ณ อยุธยา  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “เกษตรอินทรีย์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก” ว่า ขณะนี้ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีเพิ่มมากขึ้นถึง 20 %/ ปี  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งมูลค่าการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ของโลกในปี 2549 สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายยังสูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปถึง 20 – 30 %  ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไทยยังมีสัดส่วนน้อยมาก  จากตัวเลขในปี 2549 มีพื้นที่เพาะปลูก 140,963 ไร่ หรือร้อยละ 0.103 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น และเมื่อเทียบกับประเทศจีนและอินเดียพบว่า ประเทศไทยยังเติบโตช้ากว่ามาก  โดยพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 71 ของโลกจากจำนวน 85 ประเทศที่มีการจัดอันดับ

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2548 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 970 ล้านบาท โดยส่งไปจำหน่ายที่สหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก  ส่วนสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกเป็นหลัก ได้แก่ ข้าวอินทรีย์  ขณะที่ผัก และผลไม้ ก็เพิ่งเริ่มได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีอัตราการเติบโตที่เร็วก็ตาม 

นายรุ่งเรือง กล่าวต่อไปอีกว่า  กระทรวงเกษตรฯ พยายามเร่งผลักดันการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องในการทำเกษตรอินทรีย์ และการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่มุ่งทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองเป็นหลัก และผลผลิตก็ไม่ได้มีหน่วยงานมาตรวจรับรองมาตรฐาน เนื่องจากเป็นการผลิตที่มุ่งบริโภคในครัวเรือน แต่เมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้มีเครือข่ายและมีการผลิตเหลือการบริโภคก็ต้องมีการจำหน่ายเป็นการค้า ก็จำเป็นจะต้องทำให้เกิดระบบและมีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร ในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เข้าไปเชื่อมโยงและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย โดยผ่านปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปี 2550 ที่มีการสนับสนุนปราชญ์ชาวบ้านรวม 40 ศูนย์ พัฒนาเกษตรกรได้กว่า 23,000 คน และในปี 2551 จะสนับสนุนให้เพิ่มขึ้นเป็น 129 ศูนย์ครอบคลุมเกษตรกร 75,000 ราย เพื่อให้การผลิตที่ได้จากกลุ่มเกษตรกรรายย่อยมีมาตรฐานรองรับสามารถเข้าสู่ตลาดในซุปเปอร์มาเก็ตได้

นอกจากนี้  การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในภาพรวม ยังได้มีการจัดตั้งอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ขึ้นประกอบด้วยองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นเจ้าภาพหลักในการเชื่อมโยงส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน รวมถึงยังได้ร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ปี 2551 – 2552 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 6 ด้านประกอบด้วย 1. ด้านมาตรฐานและระบบการรับรองที่ต้องได้รับการยอมรับในระดับสากล 2. ด้านการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรเครือข่าย 3.ด้านระบบเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาด 4. ด้านการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การตลาด 5. ด้านการวิจัยและพัฒนา และ 6. ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความชัดเจนขึ้น เป็นรูปธรรม และสามารถขยายพื้นที่เป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ให้เป็น 2 แสนไร่ได้ในปี 2552
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:565 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
จุดเริ่มต้นในสมัยโบราณ

การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในดินแดนแถบ Fertile Crescent โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศซีเรียและตอนใต้ของอิรักในปัจจุบัน เมื่อช่วงประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล คนในสมัยนั้นเริ่มมีการคัดเลือกพืชอาหารที่มีลักษณะตามความต้องการเพื่อนำไปเพาะปลูก

ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ระบบเกษตรกรรมขนาดเล็กได้แพร่เข้าไปสู่อียิปต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งปรากฏหลักฐานในการขุดค้นแหล่งโบราณคดี Mehrgarh ในภูมิภาค Balochistan จนถึงเมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ในอียิปต์เริ่มมีการทำเกษตรกรรมขนาดกลางบนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และในช่วงเวลานี้ในภูมิภาคตะวันออกไกลก็มีการพัฒนาทางเกษตรกรรมในรูปแบบเฉพาะตน โดยจะเน้นเพาะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชผลหลักมากกว่าข้าวสาลี

From: http://th.wikipedia.org
อ่าน:342 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
บทสัมภาษมาใหม่: รายการ วูดดี้ เกิดมาคุย ด้านมืดของ วิกรม กรมดิษฐ์
125.26.161.40: 2553/02/20 10:47:38
รายการ วูดดี้ เกิดมาคุย ด้านมืดของ วิกรม กรมดิษฐ์ ดูได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ
อ่าน:3823 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-3267399
124.121.38.31: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณอนันต์ แซ่กว้าง  081-3267399
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
อ่าน:401 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เตรียมแผนรับมือก่อนถึงฤดูกระเทียม หอม สู่ตลาด
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
   เกษตรฯ เตรียมแผนรับมือก่อนถึงฤดูกระเทียม หอม สู่ตลาด สั่งการหน่วยงานระดับพื้นที่เร่งสำรวจพื้นที่ปลูก/ผลผลิตจริงกำหนดแผนระยะเร่งด่วนก่อนราคาดิ่ง เน้นเสริมความรู้ผู้บริโภคการบริโภคหอมกระเทียมเพื่อกระตุ้นการซื้อ
    
  

ครั้งที่  130/2551

16  มกราคม 2551

 

                                ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้มีการนำเสนอการวางแผนผลผลิตสินค้าเกษตรก่อนที่จะออกสู่ตลาด  โดยมีการคาดการณ์สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านราคาจากปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น หรือจากปัจจัยผันผวนของตลาดต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งมีสินค้า 2 ชนิดที่มีการหารือร่วมกัน คือ กระเทียม และหอม ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานสถานการณ์กระเทียมในปี 2551 ว่าจะมีผลผลิตประมาณ 82,000 – 85,000 ตันจากพื้นที่ปลูกประมาณ 82,000 ไร่  ขณะที่ปริมาณผลผลิตในปี 2549 – 2550 มีอยู่ประมาณ 74,711 ตันในพื้นที่ 79,324  ซึ่งเป็นผลจาก 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ พยายามรักษาสมดุลของราคาเกษตรทำให้เกษตรกรไม่ประสบปัญหาด้านราคา จึงหันมาปลูกกระเทียมมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นเวลานานทำให้กระเทียมเจริญเติบโตได้ดี  จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 – 30 %  ซึ่งอาจมีผลต่อราคาของกระเทียมที่เกษตรกรขายได้ และอาจทำให้เกษตรกรประสบภาวะเรื่องราคาผลผลิตกระเทียมในปี 2551

                                ดังนั้น   กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องเร่งจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาล่วงหน้า ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกกระเทียมทำการสำรวจพื้นที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกรวมทั้งประมาณการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ถึงประมาณ 80 % ของผลผลิตทั้งหมด ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร ให้เข้มงวดเรื่องการตรวจการนำเข้าสินค้าทั้งในเรื่องความปลอดภัยของสินค้านำเข้า ถิ่นกำเนิดสินค้า และใบสำแดงราคาที่เป็นจริง ซึ่งจะสามารถสกัดกั้นปริมาณการนำเข้ากระเทียมได้อีกทางหนึ่ง โดยปัจจุบันแต่ละปีมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนประมาณ 4 – 6 หมี่นตัน/ปี

                                ศ.ดร. ธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับผลผลิตหอมซึ่งปริมาณผลผลิตในปี 2551 จะไม่ต่างจากปีที่แล้วมากนัก อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นตัน  แต่เนื่องจากตลาดต่างประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาผลผลิตมากเช่นเดียวกัน และมีการทำลายหอมเพื่อรักษาระดับราคาหอมในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น จากที่ไทยเคยส่งออกหอมไปยังประเทศญี่ปุ่นประมาณ 6,000 – 8,000 ตันในแต่ละปี ก็จะต้องประสบปัญหาต่อการส่งออกหอมของไทย ซึ่งจำเป็นจะต้องวางมาตรการในการระบายผลผลิตในส่วนนี้ออกจากแหล่งผลิตให้เร็วที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม  โดยมาตรการหนึ่งที่จะช่วยระบายผลผลิต คือ การให้ความรู้ด้านสรรพคุณ และคุณประโยชน์ของกระเทียม และหอม ไปยังผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นปริมาณความต้องการของตลาด  ซึ่งได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักวิจัยการเกษตร หาข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน  อย่างไรก็ตาม จะมีการรวบรวมปัญหาและแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาหอม และกระเทียม เพื่อหารือในที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการผลิต และการตลาดหอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม และมันฝรั่งในเร็วๆ นี้ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด.
    
   วันที่ : 16/January/2008
www.moac.go.th
อ่าน:303 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด 
58.10.90.155: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด หวั่นกระทบผลผลิตปาล์มในประเทศที่จะออกสู่ตลาดช่วงมีนาคม พร้อมสร้างโอกาสกระตุ้นการบริโภคน้ำมันรำข้าว เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค  
    
  ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร เปิดเผยว่า  ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงปริมาณการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าในส่วนของปริมาณการผลิตปาล์มที่กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่ามีปริมาณการผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศนั้น แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาน้ำมันปาล์มบริโภคที่สูงขึ้น จึงได้มีข้อสรุปร่วมกันที่จะมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มต่างประเทศจำนวนไม่เกิน 3 หมื่นตัน เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือนร้อน ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องปกป้องราคาน้ำมันปาล์มดิบของเกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาปาล์มดิบอยู่ที่ 6.50 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเข้าน้ำมันปาล์มให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม หรืออย่างช้าที่สุดภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตปาล์มที่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งมาตรการนำเข้าปาล์มถือเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้น และจะมีการนำเข้าเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น จึงไม่น่าจะกระทบต่อผลผลิตปาล์มและราคาน้ำมันปาล์มของเกษตรกร 

                                นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงแนวทางในการเพิ่มปริมาณความต้องการการบริโภคน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค  เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน โดยเฉพาะน้ำมันรำข้าว ที่สามารถใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการบริโภคน้ำมันรำข้าวอยู่ประมาณ 5 % ของส่วนแบ่งตลาด  ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มมีถึง 60 %  ดังนั้น หากมีการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนให้หันมาบริโภคน้ำมันรำข้าวเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันรำข้าวซึ่งมีศักยภาพเพียงพอต่อการรองรับความต้องการของตลาด ขณะนี้ราคาน้ำมันรำข้าวปัจจุบันอยู่ที่ 42 บาท/ลิตร ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มซึ่งอยู่ที่ 41 บาท/ลิตร

                                ด้านนายมณฑล  เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือได้ว่าราคาปาล์มอยู่ในระดับที่ดีและมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายโครงการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยจากงบประมาณกองทุนน้ำมัน และจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่เกษตรกรนำไปลงทุน ก็คาดว่าจะสามารถไปสู่เป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม 2.5 ล้านไร่ใน 5 ปี ได้ไม่ยากนัก  
 
    
  วันที่ : 16/January/2008  
from: http://www.moac.go.th
อ่าน:372 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ 
58.10.90.153: 2553/02/20 10:47:38
   เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ ปศุสัตว์คุมเข้มพื้นที่และประสานทุกหน่วยในพื้นที่ร่วมติดตามเฝ้าระวังป้องกันระบาดเพิ่ม
    
 นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย  ศรีบุญซื่อ  อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า  จากการดำเนินงานตามโครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ และได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกป่วยตายส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งขณะนี้ได้มีผลการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก ชนิด H5 ซึ่งตรวจด้วยวิธี Real time RT PCR  เมื่อวันที่  22 มกราคม 2551 จากตัวอย่างซากไก่เนื้อ ที่ส่งตรวจโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งผลการสอบสวนโรค และควบคุมโรคเบื้องต้นพบว่า พื้นที่พบเชื้อไข้หวัดนก  เป็นฟาร์มไก่เนื้อ  ศรีไพรฟาร์ม  ของนางศรีไพร  แก้วมณีฉาย  ต.พิกุล อ.ชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน  4 โรงเรือน จำนวนไก่เนื้อทั้งสิ้น 59,670 ตัว โดยโรงเรือนที่เกิดเหตุเป็นโรงเรือนหลังที่ 2 เลี้ยงบนบ่อปลา เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน 14,000 ตัว  ทั้งนี้  ฟาร์มดังกล่าวเป็นฟาร์มไก่เนื้อระบบปิด มีจำนวนทั้งสิ้น 4โรงเรือน  แบ่งเป็นโรงเรือนระบบปิดบนบ่อปลา จำนวน 2 โรงเรือน และโรงเรือนระบบปิดบนพื้นดิน จำนวน 2 โรงเรือน

  อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ไก่เนื้อจำนวนดังกล่าว เริ่มป่วยตายผิดปกติ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 จำนวน 4,085 ตัว โดยเจ้าของฟาร์มแจ้งไก่ป่วยตายกับปศุสัตว์อำเภอชุมแสงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551  ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ทำการเก็บตัวอย่างซากไก่เนื้อ จำนวน 10 ตัวอย่าง ส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ ภาคเหนือ ตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551   ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้มีการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในพื้นที่รัศมี 5  กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค  ประกอบด้วยพื้นที่ จำนวน 35หมู่บ้าน 5 ตำบล 1 อำเภอที่มีจำนวนสัตว์ปีกทั้งสิ้น 182,240 ตัว เกษตรกร จำนวน 413 ราย  และได้เข้าทำลายไก่เนื้อบริเวณจุดเกิดโรคโรงเรือนที่  2  จำนวนทั้งสิ้น  9,915 ตัว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มเกิดเหตุ  และบ้านที่เลี้ยงสัตว์ปีกในหมู่ 3 ตำบลพิกุล  อำเภอชุมแสง และ บริเวณหมู่บ้านใกล้เคียง โดยประสานงานกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอชุมแสง และองค์การบริหารส่วนตำบลพิกุล ในการดำเนินงาน

                                            นอกจากนี้  ได้มีสุ่มเก็บตัวอย่าง (cloacal swab) ในโรงเรือนที่เหลือของฟาร์ม และทุกหลังคาเรือนที่เลี้ยงสัตว์ปีกของหมู่ 3 ตำบลพิกุล  อำเภอชุมแสง และหมู่บ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค หมู่บ้านละ 20 ตัวอย่าง และได้ประสานงานกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ในการเฝ้าระวังโรคโนคน และฝ่ายปกครอง  ในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังจุดอื่นเพิ่มเติม
    
   วันที่ : 24/January/2008

from: moac.go.th
อ่าน:325 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกูก้านแดงราคาถูกที่ศูนย์ขอนแก่น
203.144.140.251: 2553/02/20 10:47:38
ทางเราได้จัดศูนย์ส่ง่ต้นกล้าตะกูก้านแดง ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น หน้าตลาดกลาง ธกส. มีต้นกล้าตะกูก้านแดง แข็งแรงพร้อมปลูกทุกต้น มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทของเรามาอธิบายให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของต้นตะกู ของเราเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อยู่แล้ว ไปดูได้ที่สาขา ราชบุรี และ สาขาชลบุรี เราวางต้นกล้าไว้ที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของเราอยู่แล้ว ทางเรา  www.tagutree.com  จึงได้จัดศูนย์ส่งต้นกล้าตะกูก้านแดงให้ชาวอีสาน ไม่ต้องถูกหลอกให้ซื้อต้นกล้าในราคาแพงมาก และทางเรามีพร้อม ทั้งไม้ตะกูขนาด 12 ปี ที่เราแปรรูปมาให้ดู มี่ต้นก้านเหลือง ที่กำลังเอามาหลอกขายให้ชาวอีสานกันตอนนี้ ในราคาถูก ๆ เรามีข้อมูลให้ดูพร้อมหมด เรารับประกันได้ว่าต้นไม้ตะกูของเราเป็นก้านแดงอย่างเดียว
ศูนย์ส่งที่ขอนแก่นตอนนี้จัดราคาสำหรับชาวบ้านครับ

1. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง              1-499 ต้น      ราคาต้นละ    15   บาท
2. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง      500 - 3999 ต้น      ราคา ต้นละ   12   บาท
3.  ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง            4000 ต้นขึ้นไป ราคา ต้นละ  10  บาท

หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่      wwww.tagutree.com
ติดต่อคุณวัฒน์  089-1130940 

อ่าน:584 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอิทรีย์เคมีเต็มสูตร
125.26.48.186: 2553/02/20 10:47:38
บ.ภูริวรรณการเกษตร จก. ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เคมีเต็มสูตร ยี่ห้อไชโย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทุกสูตรได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรทุกสูตร โดยผลิตดังนี้
1.สูตร 9-0-0 สำหรับรองพื้น
2.สูตร 15-0-0 สำหรับรองพื้นหรือบำรุงต้น
3.สูตร 25-0-0 สำหรับบำรุงต้น
4.สูตร 35-0-0 สำหรับบำรุงต้น
สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-5726891 หรือเมล์ tanon26@hotmail.com
อ่าน:658 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกร
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกรครับ
อ่าน:999 | ความคิดเห็น:27 | แสดงความคิดเห็น
การทำปุ๋ยใช้เอง 
58.10.90.77: 2553/02/20 10:47:38
การทำปุ๋ยใช้เอง 

ชื่อเรื่อง/ประเด็นหลัก การทำปุ๋ยใช้เอง

เนื้อหา องค์ความรู้/บทความ/เรื่องเล่าประสบการณ์

เรื่องที่ 1 การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ สาธิตและฝึกปฎิบัติ

1. การทำปุ๋ยหมัก

ส่วนผสม

1. มูลสัตว์แห้ง 3 ส่วน

2. แกลบดิบ/เปลือกถั่ว/ก้อนเห็ดเก่า 3 ส่วน

3. แกลบดำ 1 ส่วน

4. รำละเอียด 1 ส่วน

5. น้ำหมักชีวภาพ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร

6. กากน้ำตาล

วิธีทำ

นำส่วนผสมต่างๆ คลุกเคล้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ผสมน้ำและกากน้ำตาลพอชุ่ม หมักกองไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ 5-7 วันโดยจะกองกับพื้นดินและคลุมด้วยกระสอบต้องมีการกลับกองปุ๋ยหมักด้วย

หรือจะบรรจุกระสอบปิดปากถุงก็ได้ ถ้ามีใยสีขาวและมีกลิ่นหอมแสดงว่าสามารถใช้งานได้

2. การทำน้ำหมักชีวภาพ 

ส่วนผสม จากพืชหรือจากสัตว์

1. เศษพืช ผัก ผลไม้ตัดเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน

ถ้าจากสัตว์ใช้หอยเชอรี่ทุบละเอียดหรือปลา 2 ส่วน

2. กากน้ำตาล 1 ส่วน

3. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน

4. น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 ส่วน

วิธีทำ

นำพืชหรือหอยเชอรี่ กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าว ตามอัตราส่วนผสมคลุกเคล้าด้วยกัน บรรจุลงในถังหมักพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 15 -30 วัน จึงสามารถนำไปใช้ได้

ประโยชน์/วิธีใช้

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->การเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน 

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์ใช้น้ำหมักชีวภาพ 15-20 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ราดให้ชุ่ม

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะปลุก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มเปอร์เซนต์ความงอก ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) แช่เมล็ดพันธุ์


เรื่องที่ 2 ฝึกปฎิบัติการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ 

วิทยากร- คณะเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและเกษตรกร ได้ร่วมกันทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จากนั้นก็แจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคน

หลักการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ 

การใช้ปุ๋ยเป็นการลงทุน ซึ่งหวังจะได้รับคืนมาในรูปของผลผลิตพืช ดังนั้นจึงควรที่จะใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือให้พืชได้ใช้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปมากที่สุดโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด ควรปฏิบัติดังนี้

<!--[if !supportLists]-->1. <!--[endif]-->ปรับปรุงดินก่อนใช้ปุ๋ย เช่น การใส่ปูนขาวเพื่อแก้ความเป็นกรดของดินหรือการไถขวางแนวลาดชัน เพื่อป้องกันการชะล้างเป็นต้น

<!--[if !supportLists]-->2. <!--[endif]-->กำจัดวัชพืชก่อนการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งปุ๋ยไปจากพืชที่ปลูก

<!--[if !supportLists]-->3. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารมากน้อยแตกต่างกัน จึงควรใช้ปุ๋ยสูตรที่นักวิชาการแนะนำ หรือสูตรอื่นที่มีอัตราส่วนธาตุอาหารเหมือนกัน

<!--[if !supportLists]-->4. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกอัตราการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อย หรือมากเกินไปจะไม่ทำให้เกิดผลดีจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อัตราปุ๋ยที่แนะนำจะเป็นช่วงๆ ในกรณีที่เสี่ยงมากให้ใช้ปุ๋ยอัตราต่ำ ในกรณีที่ไม่เสี่ยงให้ใช้ปุ๋ยอัตราสูง

<!--[if !supportLists]-->5. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกเวลาในแต่ละช่วงอายุของพืช



(ลงชื่อ)......................................เจ้าของเรื่อง/ผู้เล่า

(....นายปราโมตร..อุปสัย..)

ตำแหน่ง..เจ้าพนักงานการเกษตร..6.. 

(ลงชื่อ)......................................ผู้จดบันทึก

(..นางพรรณี......พิมพ์พันธ์..)

ตำแหน่ง..นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร..4


ที่มา: http://contact.doae.go.th/cts/index.jsp
อ่าน:545 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา
58.10.90.77: 2553/02/20 10:47:38
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา

จีน-บราซิล ทำปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังเกษตรกรแห่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น กระเทือนถึงตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ต้องขึ้นราคาตาม หลังธาตุอาหารหลัก NPK ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีในราคาที่แพงขึ้น 10% เปิดช่อง ปุ๋ยอินทรีย์ เกรดต่ำ/ปุ๋ยปลอมออกอาละวาด โก่งราคาขายเกษตรกรแพงขึ้นถึง 2,000-3,000 บาท/ตัน ในขณะที่ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดได้

นายยุคเลศร์ อุ่นใจ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา ปุ๋ยเคมี ในตลาดโลกได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปกติ "แม่ปุ๋ย" ที่เป็นธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน (N) มักจะมีความผันผวนทางราคาค่อนข้างสูง แต่ฟอสฟอรัส (P) กับโพแทสเซียม (K) ราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ปรากฏว่า ปีนี้ภาวะราคาธาตุอาหารหลักทุกตัวผันผวนสูงเหมือนกันหมด ทำให้ผู้ค้าปุ๋ยประเมินแนวโน้มตลาดปุ๋ยเคมีได้ยากลำบากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ตามปกติ ประเทศอินเดีย-บราซิล จัดเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ใช้ปุ๋ยรายใหญ่ แต่ละปีมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 40-50 ล้านตัน/ปี มาปีนี้ทางจีน-บราซิลได้เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนทางราคาค่อนข้างสูงนั้น ประกอบกับผลกระทบจากราคา น้ำมันแพง ทำให้มีการปรับค่าระวางขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นเกษตรกรไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อปุ๋ยในราคาแพงกว่าปีที่ผ่านมามากกว่า 10%

"แม้ว่าปีนี้ปุ๋ยจะมีราคาแพงขึ้น แต่ปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีภายในประเทศก็ไม่ได้ปรับลดลง เกษตรกร ส่วนใหญ่ต่างห่วงกังวลว่าจะหาซื้อปุ๋ยเคมีไม่ได้มากกว่าเนื่องจากเกษตรกรเล็งเห็นบทบาทสำคัญของปุ๋ยเคมีว่าเป็นสิ่งจำเป็น สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน มูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา" นายยุคเลศร์กล่าว

ด้านนายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หลังจากปุ๋ยเคมีปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น เกษตรกร บางส่วนได้พยายามลดต้นทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แต่ทางกรมวิชาการเกษตรกลับพบว่า มีผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพต่ำบางราย ได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรหลงเข้าใจผิดว่า สินค้าดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและขายในราคาสูงถึง 5,000-7,000 บาท/ตัน ซึ่งเข้าขายหลอกลวงประชาชนเพราะ ความจริงสินค้าปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปไม่ควรเกิน 3,000-4,000 บาท/ตัน

มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ไม่สามารถควบคุมดูแลการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ได้เพราะ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับดังกล่าวมีอำนาจควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเพียงชนิดเดียว อย่างไรก็ตามขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2550 ได้ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ซึ่งจะทำให้กรมวิชาการเกษตร สามารถควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าต้องมาขึ้นทะเบียนขออนุญาตผลิตกับกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งยังครอบคลุมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกคาดว่า จะมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต่ำกว่า 200 ราย

นายศักดิ์เกษมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ระบุให้ การควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอยู่ภายใต้ คณะกรรมการปุ๋ย ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับ พ.ศ.2550 ฉบับปรับปรุงแก้ไข จะเปิดโอกาสให้เกษตรกร-เอกชน ที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจปุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ผู้ประกอบการค้าปุ๋ย เข้ามามีส่วนร่วมเป็น คณะกรรมการปุ๋ย เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ ในการควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคาดว่า จะก่อให้เกิดความสะดวกต่อการค้าและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ใช้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2550
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv04221150&day=2007-11-22§ionid=0203
อ่าน:948 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย ต้องการลงสินค้า
58.10.90.248: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย

หากท่านต้องการนำปุ๋ยมาวางจำหน่ายหรือจัดโปรโมชั่น ที่ศูนย์กระจายสินค้าฟาร์มเกษตร ติดต่อได้ที่คุณปิยะมาศ ตามหมายเลขโทรศัพท์ด้านล่าง หรือหน้าติดต่อเราบนเว็บไซต์นี้

เว็บไซต์หลักทางด้านการเกษตรของเราที่: FarmKaset.BlogSpot.com (http://farmkaset.blogspot.com)

ทางเราต้องการข้อมูล รายละเอียด ของปุ๋ย ทุกยี่ห้อ ต้องการข้อมูล ผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายของสินค้าของท่าน ราคา และโปรโมชั่น แผนการตลาด และข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เท่าที่ท่านสามารถให้เราได้

ฟาร์มเกษตร มีแผนการกระจายสินค้า โดยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เราเชื่อมั่น ในศักยภาพของเรา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการกระจายสินค้าสู่พื้นที่ และมีความมั่นใจ ในแผนการตลาดของเราว่า จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในท้องฐิ่น และกลุ่มเป้าหมาย ที่บริโภคข่าวสาร บนเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ อย่างเช่นคุณ ที่เจอข้อมูลของเราบนเว็บไซต์นี้

เรามีความรู้พื้นฐาน ในการประชาสัมพันธ์ ด้วย Information Technology การทำให้ Search Engine รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว (SEO: Search Engine Optimize) ส่งผลให้ สินค้าที่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา ได้เผยแพร่ข้อมูล แก่ผู้บริโภค ทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง

เรามีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม โดยเกิดมาในครอบครัว ที่เป็นเกษตรกร ที่ทำธุรกิจส่วนยางพารา สวนปาล์ม สวนเงาะ สวนกาแฟ และสวนทุเรียนในภาคใต้, และการทำนาข้าว ในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เรามีพื้นฐาน และผู้สนับสนุนข้อมูลความรู้ทางด้าน IT โดย ทีมจัดทำที่มี Certify ด้าน IT ประกอบไปด้วย
4gumpa.com ที่ http://www.4gumpa.com/about_us/index.aspx
และที่ปรึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศโดย
www.NextProject.net

จึงมั่นใจได้ว่า เราสามารถที่จะเป็นช่องทาง ให้พาร์ทเนอร์ของเรา ได้กระจายข้อมูลสินค้า สู่ผู้บริโภค ได้อย่างทั่วถึง และทางเรามีความยินดี เป็นอย่างยิ่ง ที่จะพูดคุยกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือให้คำแนะนำ

ส่งข้อมูลมาที่: piyamas_w@hotmail.com, 4gumpa.com@gmail.com

หรือติดต่อคุณ ปิยะมาศ (ปริม)
โทร: 0894599003, 0865225497
อ่าน:409 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
117.47.129.84: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
ราคาคุยกันได้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณปุ๊ก 085-0005379//043-343731
คุณชาญ 085-0096909//043-343731
อ่าน:614 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายอุปกรณ์ระบบน้ำหยด เทปน้ำหยด ท่อน้ำพุ่ง ท่อแบน สปริงเกลอร์ ป็อบอัพ หัวพ่นหมอก ข้อต่อ ปั๊มน้ำ กรองเกษตร
124.121.126.117: 2553/02/20 10:47:38
* จำหน่ายอุปกรณ์สำหรับรดน้ำต้นไม้ในระบบน้ำหยด เทปน้ำหยด ท่อน้ำพุ่ง ท่อแบน (Drippers watering system)
* ระบบสปริงเกลอร์ มินิสปริงเกลอร์ หัวป็อบอัพ หัวพ่นหมอก (Sprinkler Watering System)
* หัวฉีดสเปรย์ แบบ 90 องศา แบบ 180 องศา 360 องศา(Sprayer Watering System)
* อุปกรณ์สำหรับระบบน้ำเพื่อการเกษตร กรองน้ำ ปั๊มน้ำเกษตร วาล์วชนิดต่างๆ ข้อต่อ ข้องอ แคลมป์รัดแยก (Irrigation Watering Piping System for Plant)
* จำหน่ายอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบตั้งเวลา วาล์วตั้งเวลาสำหรับสวนในบ้าน โซลินอยด์วาล์ว แยกจ่ายน้ำตามโซนสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ (Valve Timer)
* อุปกรณ์การจัดสวน ตกแต่งสวน (Garden Decor Tools)
* ฟรี บริการให้คำปรึกษา ประเมินราคาอุปกรณ์เบื้องต้น

http://irrigation-dripper.com
อ่าน:12461 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า

ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านอำเภอสิรินธร จัดจำหน่ายเสื้อ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าอาหารม้า ราคาตัวละ 150 บาท สนใจติดต่อ 089-616-1818 คุณออม E-mail: rpunpukdee@hotmail.com ตอนนี้ทางชมรมกำลังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะจำนวนม้าที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกันมีม้าที่เจ็บป่วยด้วย 
***** หมายเหตุ : ใส่เสื้อชมรมม้าฯ เที่ยวฟรีตลอดงานค่ะ 
อ่าน:4405 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร ให้ความรู้การเพิ่มผลผลิต ข้าว และมันสำปะหลังให้กับพี่น้องเกษตรกร
125.25.194.113: 2553/02/20 10:47:38
วันที่ 28 กพ 2552 ฟาร์มเกษตร ได้เดินทางไปให้ความรู้การเพิ่มผลผลิต ข้าว และมันสำปะหลังให้กับพี่น้องเกษตรกรอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรจำนวนมาก
อ่าน:979 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ในเมื่อมีรายละเอียดของสินค้าเยอะแล้ว ควรจะมีราคาของสินค้าด้วย
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
น่าจะมีราคาของสินค้า เช่นพวกปุ๋ยทุกยี่ห้อ ที่มีรายละเอียดอยู่ ไม่ค่อยมีราคาเลยครับ คนมาอ่านดู จะได้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย 
อ่าน:1945 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยตัวอย่าง
58.8.45.48: 2553/02/20 10:47:38
ท่านใดที่ต้องการตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจริง ๆ  ที่ได้รับรองจากกรมวิชาการเกษตรตามหนังสือที่ กษ  0913/002/3903
peerantorn@hotmail.com
084-1469950

ท่านสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการหาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพได้ในคุณภาพใกล้เคียงกัน เช่น  ลักษณะเม็ด  สี   เมื่อใช้กับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นผล 3-4 วัน
อ่าน:537 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เงินสด
58.10.96.48: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ด้วยเงินสด ระบบเงินสดทั้งหมด  รับเอกสารประกอบการจอง POP และ
รับเช็คคืนจาก บ. เพื่อค้ำประกันเท่าจำนวนเงินวางสด  รับของ 19-20-21 มิย 51
รับ POP วันทำสัญญา  รับ B/L วันที่ 15 สำหรับลูกค้าที่จองแล้วและวางเงินสดเท่านั้น
ราคาตันละ 16,500 บ.1-500 ตัน  และ  1000 ตันขึ้น  16,000 บ.
อ่าน:1263 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
เครื่องทำปุ๋ยอัดเม็ด ซื้อได้ที่ไหนคะ
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เครื่องทำปุ๋ยอัดเม็ด ซื้อได้ที่ไหน ราคาประมาณเท่าไหร่คะ

ขอบคุณค่ะ
อ่าน:781 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก-ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรือง
125.26.84.42: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก,ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรืองสายพันธุ์ตรงตามความต้องการของตลาด บริการจัดส่งทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลการปลูกเบื้องต้น /ติดต่อสอบถามได้ที่ -ชมรมผู้ผลิตดาวเรืองเมืองโคราช/โทร.08-51219896, 08-67189706 หรือ e-mail: marigold09@sanook.com
อ่าน:1925 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขาย KUBOTA L3001DT เครื่องDI พร้อมผานหน้า 4X4 + ราคา 129,000บาท Tel 081-7046462
125.27.179.102: 2553/02/20 10:47:38
ขาย KUBOTA L3001DT เครื่องDI พร้อมผานหน้า 4X4 + ราคา 129,000บาท รถประมูล 081-704-6462

ชมภาพใหญ่ตามลิ้งด้านล่าง 
อ่าน:1900 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
58.10.90.194: 2553/02/20 10:47:38
แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลางกระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ
ดังนั้น แนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งการส่งออกและนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ โดยการส่งออกในปี"49 ส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 4,842.26 ตัน มูลค่า 37.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 39.2% และ 32.0% แต่การส่งออกปุ๋ยอินทรีย์นั้นยังมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์อาจมีปัญหาในด้านสุขอนามัย ทำให้ประเทศผู้นำเข้าบางประเทศเข้มงวดในการตรวจสอบ รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ไม่สะดวกในการขนส่ง

ส่วนการนำเข้าในปี"49 นำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 2,039.84 ตัน มูลค่า 15.37 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 70.7% และ 15.8%

ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ถ้าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้ 1.ปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในปริมาณต่ำ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบกับปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลสำหรับพืชหรือเพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีจึงต้องใช้ในปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้อบรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองจากวัสดุในไร่นา รวมทั้งเลือกชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้ให้เหมาะสมกับพืชและดินในแต่ละพื้นที่

2.การควบคุมมาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากมายในปัจจุบัน มีทั้งแบบเม็ด ผง และน้ำ ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีคุณภาพต่ำ ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุอาหารหลัก ดังนี้ เพื่อเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์
กรมวิชาการเกษตรจึงออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง "ประกาศมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร พ.ศ.2548" ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องคือ เพื่อควบคุมมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์และเพื่อไม่ให้พ่อค้าปุ๋ยอินทรีย์เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

ข้อมูลจาก: http://www.raidai.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1167
อ่าน:838 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม ใช้ในฤดูแล้ง ด้าน"สมศักดิ์" สั่งตั้งฐานฝนหลวงที่ จ.ตากเพิ่มเริ่มปฏิบัติการ 1 เมษา พร้อมเตรียมอัดงบปี'52 เพิ่มเครื่องบินและประสิทธิภาพการทำฝนหลวง  
    
  วันที่ 27 มีนาคม 2551 นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ตาก และจ.อุตรดิตถ์ ว่า  จากปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งภาคการเกษตร  การอุปโภค-บริโภค และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มขื้น  ทางกรมชลประทานได้ปรับแผนดำเนินการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการส่งน้ำให้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม  8,700 ล้าน ลบ.ม เป็น  9,000 ล้าน ลบ.ม  แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพล 5,300 ล้าน ลบ.ม และเขื่อนสิริกิติ์ 3,700 ลบ.ม  ซึ่งยังเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้และจะต้องระบายอีก 2.100 ล้าน ลบ.ม ภายในสิ้นเดือนเมษายนซึ่งเป็นปลายฤดูแล้ง   และ คาดว่าเมื่อสิ้นเดือน พ.ค. 51 จะมีปริมาตรน้ำต้นทุนเหลืออยู่ในอ่างทั้งสองรวมกัน 3,900  ล้าน ลบ.ม. โดยภาพรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่วางใจได้  สามารถรับมือได้

                สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประเทศ ขณะนี้เกินกว่าเป้าหมายจำนวน 11.9 ล้านไร่ ไปถึง 13.31 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 111% แล้ว   แยกเป็น แยกเป็น นาปรัง 8.68 ล้านไร่  (115%) พืชไร่-พืชผัก 0.74 ล้านไร่

(82%) และไม้ผลไม้ยืนต้นบ่อกุ้งบ่อปลา  3.88 ล้านไร่(112%) ซึ่งอาจจะประสบปัญหาในการจัดสรรน้ำได้อย่างเพียงพอและทั่วถึงไม่เต็ม 100% เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรราคาสูงขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  เกษตรกรที่ทำนาปรังไปแล้วทางกรมชลประทานก็จะดูแลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนที่ยังไม่ลงมือปลูกก็จะขอความร่วมมือให้ระงับการทำนาปรังครั้งที่ 2 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จะส่งให้พื้นทีเพาะปลูกมีจำนวนจำกัด และมอบกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนพืชใช้น้ำน้อยเพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง 

                             นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบหมายให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร  เพิ่มศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.ตาก อีก 1 ศูนย์ เนื่องจากมีปัญหาภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง และมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้  รวมถึงจะพิจารณาความจำเป็นและความต้องการเครื่องบินและอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงให้เพียงพอและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเรื่องเครื่องบินฝนหลวงที่ขณะนี้ใช้การได้เพียง 22 เครืองซึ่งเป็นเครื่องเก่า ก็จะมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดูแลเรื่องงบประมาณในปี 2552 ในการดำเนินการโดยเร่งด่วน ส่วนในระยะสั้นที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและปัญหาหมอกควันจะจัดสรรงบประมาณดำเนินจากงบปกติหรืองบกลาง เพื่อดูแลในส่วนนี้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน
 
    
  วันที่ : 27/March/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:332 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
กลุมวิจัยปฐพีวิทยา สํานักวิจัยพัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร
สับปะรด [Ananas comosus
L. (Merr)]เป นผลไม สํ าคั ญทาง
เศรษฐกิจของประเทศ มี มูลคาการสง
ออกปละประมาณ 14,000-20,000 ลาน
บาท พื้นที่ปลูกสับปะรดสวนใหญเปน
ที่ลาดเท ดินเนื้อหยาบ เชน ดินรวน ดิน
รวนปนทราย หรือดินทราย ถาการจัด
การดิ นไม ถู กตองจะทําใหดินสูญเสี ย
ธาตุอาหารไดงาย โดยเฉพาะธาตุ
อาหารไนโตรเจนและโพแทสเซียมซึ่ งเปนธาตุอาหารที่จําเป นและมี ความสําคัญตอการใหผลผลิตและคุณ
ภาพของสับปะรด สับปะรดตองการปุยไนโตรเจน 6-9 กรัมNตอตน ปุยฟอสฟอรัส 2-4 กรัมP2O5ตอตน
และปุยโพแทสเซียม 8-12 กรัมK2Oตอตน ขึ้นกับวิธีการปลูกและระดับความอุดมสมบูรณของดิน ในพื้นที่
เพาะปลูกประมาณ 1 ลานไร มีพื้นที่เก็บเกี่ยวปละ 5-6 แสนไร ใหผลผลิต 1.8-2.6 ลานตันตอป ผลผลิตเฉลี่ย
ของเกษตรกรประมาณ 4 ตันตอไร ขณะที่ผลผลิตจากงานวิจัยและทดสอบในแหลงปลูกตาง ๆ ไดประมาณ
8.53-16.81 ตันตอไร
การปลูกสับปะรด
1. การใชหนอหรือจุกปลูก (plant crop) ปลูกแถวคูระยะปลูก 30x50x(80-90) เซนติเมตร ปลูกได
ประมาณ 7500-8500 ตนตอไร
2. การใชตนตอ(ratoon crop) โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลสับปะรดแลว ใชมีดตัดตนสับปะรดระดับ
เหนือดิน 20-30 เซนติเมตร และตัดใบใหเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร แลวใชปุยสูตร 46-0-0
หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 7-15 กรัม/ตน ใสบริเวณกาบใบลางเพื่อเรงการเจริญเติบโตของ
หนอ และคัดเลือกใหเหลือเพียงตนเดียว ผลผลิตที่ไดจากการใชหนอปลูกหรือจุกจะสูงกวา
การใชตนตอ ประมาณ 20 เปอรเซ็นต แตการใชตนตอจะไดรับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง
กวาการใชหนอปลูก เนื่องจากไม ตองมีคาใชจ ายในการเตรี ยมดินและคาหนอพันธุ รวมทั้งคา
ปลูก
การใหปุยสับปะรด
1. การใชหนอปลูก สามารถเลือกใหปุย
วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังนี้
1.1 การใหปุยทางดินรวมกับการให
ปุยทางกาบใบ
- ใหปุยรองพื้นกอนปลูก โดย
ใชปุยสูตร 16-20-0 อัตรา
10-15 กรัมตอตน
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 2 ครั้ง ครั้งแรกใหที่ระยะ 1-3 เดือนหลังปลูกและครั้งที่
สองใหปุยหางจากครั้งแรก 2-3 เดือน โดยใชปุยสูตร 12-6-15 หรือ 12-4-18 หรือ 15-5-
20 หรือ 13-13-21 ครั้งละ 10-15 กรัมตอตน
1.2 การใหปุยเฉพาะทางกาบใบเพียงอยางเดียว
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 3 ครั้งหลังปลูก 1, 3 และ 6 เดือน โดยใชปุยสูตรตาง ๆ เชน
เดียวกับขอ 1.1
1.3 การใหปุยทางดินรวมกับการพนปุยน้ําทางใบ
- ใหปุยรองพื้นหรือใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 1 ครั้งหลังปลูกได 1-3 เดือน โดย ใชปุย
สูตรตางๆ เชนเดียวกับขอ 1.1 ในอัตรา 10-15 กรัมตอตน
- พนปุยน้ําทางใบ อัตรา 1000 ลิตรตอไร เดือนละ 1 ครั้ง จนตนสับปะรดไดขนาดที่จะบังคับ
ดอกได (ปุยน้ํา ประกอบดวย แอมโมเนียมซัลเฟต 30 กิโลกรัม โพแทสเซียมคลอไรด 10
กิโลกรัม แมกนีเซียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม เหล็กซัลเฟต 3 กิโลกรัม สังกะสีซัลเฟต 0.5
กิโลกรัม และบอแรกซ 0.1 กิโลกรัม ละลายน้ํา 1000 ลิตร)
2. การใชตนตอปลูก
ใหปุยทางกาบใบของตนตอที่เลือกไว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกหลังจากเลือกตนตอ และครั้งที่2 ที่
ระยะหลังจากครั้งแรก 4 เดือน โดยใชปุยเคมีสูตร 12-6-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 15 กรัมตอตน
ในชวงการเจริญเติบโต ถาใบสับปะรดแสดงอาการขาดธาตุอาหาร/ใบสับปะรดมีสีเขียวซีดจาง ให
ใชปุยเคมีสูตร 23-0-30 ผสมน้ํา(เขมขน 5%) อัตรา 75 มิลลิลิตรตอตน ฉีดพนทางใบ 3 ครั้งที่ระยะกอนบังคับ
ดอก 30 วัน 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน
ปญหาไนเทรตในผลสับปะรด
มีไนเทรตตกคาง ไมมีไนเทรตตกคาง
ผลสั บปะรดมีปริมาณไนเทรตสู ง เป นปญหาการเกิ ดกระปองดํา(detinning) ในอุตสาหกรรม
สับปะรดกระปองของไทย ดังนั้นการรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรของโรงงานสับปะรดในประเทศ กําหนด
มาตรฐานปริมาณไนเทรตในผลสับปะรดขั้นต่ําตองไมเกิน 25 มิลลิกรัมตอลิตร ในป 2536 พบปญหาสาร
ไนเตรทตกคางในผลเกินมาตรฐานเฉลี่ย 8.12 เปอรเซ็นต
จากการศึกษาวิจัยพบวา การสะสมไนเทรตในผลสับปะรด เป นผลมาจากการปฏิบัติในไรของ
เกษตรกรเปนสวนใหญ เชน การใสปุยไนโตรเจน ในปริมาณที่มากเกินความจําเปน การใสปุยไนโตรเจน
หลังบังคับดอก การทําลายจุกสับปะรด และการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยว 15-30 วัน เปนตน ซึ่งสงผลให
กระบวนการใชไนโตรเจนของพืชไมสมบูรณ ทําใหเกิดการสะสมไนเทรตในผล อีกทั้งปจจัยทางดานภูมิ
อากาศก็มี ผลตอการสะสมปริมาณไนเทรต คือ กอนเก็บเกี่ยวสับปะรดถาอากาศมีความเขมของแสงแดดต่ํา
จะมีผลใหประสิทธิภาพของไนเทรตรีดักเทสลดลง ทําใหมีปริมาณไนเทรตสูงเชนกัน
ผลสับปะรดที่มีปริ มาณกรดซิ ตริกและโพแทสเซียมไนเทรตสูง เมื่อบรรจุกระปองจะทําให ผิวภาย
ในของกระปองกลายเปนสีดํา (detinning) มากกวาผลสับปะรดที่มีระดับความเปนกรดและปริมาณไนเทรต
ต่ํา
การปองกันการตกคางของไนเทรตในผลสับปะรด
1. ใชปุยตามคําแนะนําไมควรใชปุยสูงเกินอัตราแนะนํา (N อัตรา 6-9 กรัมตอตน, P อัตรา 2-4
กรัม P2O5ตอตน, K อัตรา 8-12 กรัม K2O ตอตน) หรือ N-P-K อัตรา 8-4-12 กรัม N-P2O5-K2O
ตอตน
2. หามทําลายจุกสับปะรด
3. งดการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยวประมาณ 15-30 วัน
4. หามใชปุยไนโตรเจนหลังบังคับดอก
ในแหลงที่เคยพบไนเทรตตกคางในผลสับปะรดสูงเกินมาตรฐาน แนะนําใหดําเนินการแกไขดังนี้
1. ใชธาตุโมลิบดินัมอัตรา 5 มิลลิกรัมตอตน (ธาตุโมลิบดินัมอัตรา 50 กรัมตอไร  หรือ
ใชสารละลายโซเดียมโมลิบเดท 4% อัตรา 1.25 ลิตรตอไร พนทางใบหลังบังคับดอก
ในระยะดอกแดง
2. ใชปุยอินทรีย 2-4 ตัน/ไร ชวงปลูก เนื่องจากในปุยอินทรียมีธาตุอาหารรอง(Mg, Ca)
และธาตุอาหารเสริม(Cu, Zn, Mn และ Fe เปนตน). หรืออาจใช แมกนีเซียมซัลเฟต
27% MgO อัตรา 95 กก./ไร หรือแมกนีเซียมคลอไรด 20%MgO อัตรา 125 กก./ไร
หรือโพแทสเซียมคลอไรด 60%K2O อัตรา 70.8 กก./ไร หลังการชักนําการออกดอก
สับปะรดแลว 75 วัน

Content from: http://www.doa.go.th in pdf format
อ่าน:778 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การใส่ปุ๋ยต้นฤดูฝนเตรียมรับฤดูกรีดยาง
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
การใส่ปุ๋ยบำรุงยางพาราช่วงที่เหมาะสมควรจะเป็นช่วงต้นฤดูฝน ทั้งยางพาราเล็กหรือเปิดกรีดแล้ว เหตุผลเนื่องจากปุ๋ยเป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญที่จะให้ยางเติบโตเร็วและช่วยเพิ่มผลผลิต และให้ได้ประสิทธิภาพควรเลือกให้ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของยางพารา รวมถึงชนิดของดินและแหล่งปลูก ตามอัตรา วิธีการและเวลาที่เหมาะสม
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีดในระยะ 1-2 ปีแรก ใส่ปีละ 3 ครั้ง  ระยะ 3-6 ปี ใส่ปีละ 2 ครั้ง โดยใส่บริเวณรอบๆ โคนต้นยางพาราในรัศมีตามแนวทรงพุ่มใบแล้วกลบ หรือ ขุดหลุมใส่ให้หลุมลึกประมาณ 5-10 ซม.จำนวนสองหลุมต่อต้น(พื้นที่ลาดชัด)ใช้สูตรตามกรมวิชาการเกษตรแนะนำ เขตปลูกยางใหม่ใช้สูตร 20-10-12 เขตปลูกยางเดิมใช้ 20-8-20 โดยอัตราที่ใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ถ้าเป็นดินร่วนทรายจะต้องการปริมาณธาตุอาหารมากกว่าดินร่วนเหนียว
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราสำหรับต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว ใส่ปุ๋ยดูแล 2 ครั้งคือช่วง ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนโดยใส่บริเวณกึ่งกลางแถวยางแล้วกลบ สูตรที่แนะนำ 30-5-18 หรือสูตร 29-5-18 
การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอโดยเฉพาะเขตปลูกยางใหม่เพราะดินส่วนใหญ่จะมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากภูมิอากาศเป็นเขตร้อนทำให้อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเกิดขึ้นรวดเร็ว

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/article/view.php?No=24&ArticleType=0
อ่าน:1565 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ยางพาราดอทคอม แนะนำเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันโรคใบร่วง
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
สาเหตุการเกิดโรค เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทรา

ลักษณะอาการที่เกิด ใบยางจะร่วงทั้งที่ใบยังเขียวสด และใบเหลือง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศลักษณะที่เด่นชัดคือ ก้านใบมีรอยช้ำสีดำ ตรงกึ่งกลางรอยช้ำจะปรากฏหยดน้ำยาง สีขาวเกาะอยู่เมื่อนำใบยางที่ร่วงนำมาสะบัดไปมาเบาๆ ใบย่อยจะหลุดร่วงบางครั้งบนแผ่นใบจะเป็นแผล มีลักษณะช้ำ ฉ่ำน้ำ ขนาดแผลไม่แน่นอน ฝักยางจะเน่าดำและไม่ร่วงหล่นตามธรรมชาติ ส่วนต้นยางอ่อน เชื้อจะเข้าทำลายบริเวณยอดอ่อน ทำให้ยอดเน่าแล้วลุกลามเข้าทำลายก้านใบและแผ่นใบ ทำให้ต้นยางยืนต้นตาย

การแพร่ระบาด เชื้อราจะแพร่ระบาดโดยลมพัดพาสปอร์ไป โรคจะระบาดมากในสภาพอากาศเย็น มีฝนตกชุก และความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วันและมีแสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน พบมากในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลลมมรสุม ในภาคใต้ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก

การป้องกันกำจัด
-ปลูกยางพันธุ์ต้านทานโรค
-ควรกำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางให้โปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกลดความชื้นในสวนยาง
-ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อรา เช่น ทุเรียน ส้ม พริกไทย ร่วมในสวนยาง
-การใช้สารเคมีสำหรับต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปี ฉีดพ่นพุ่มใบยางด้วยยาเอพรอน 35% SD หรืออาลีเอท 80%WP ในอัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ก่อนฤดู โรคระบาดทุก 7วัน
-นำยูเรีย (46-0-0)อัตรา 5% ผสมสารจัดใบฉีดพ่นพุ่มใยยางก่อนฤดูกาลระบาด ในช่วงเย็นทุก 3 วัน
-ในต้นยางใหญ่ การใช้สารเคมีป้องกันไม่คุ้มค่าใช้จ่าย แนะนำให้หยุดกรีดยางระหว่างที่เกิดโรคระบาด แล้วใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์ 

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/activity/view.php?No=2
อ่าน:1264 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
สมาคมดินฯ...แนะอินทรีย์ร่วมเคมี
125.25.199.135: 2553/02/20 10:47:38
เมื่อไม่กี่วันมานี้...นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย "ประสาท เกศวพิทักษ์" ได้เข้าพบ
นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการฯ...
พร้อมกับยื่นข้อมูลสรุปการประชุมในเรื่อง "ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ" ระหว่างสมาคมฯกับ
สภาคณบดีสาขาเกษตรของประเทศไทย (ประกอบด้วยคณะเกษตรจาก 19 มหาวิทยาลัย/สถาบัน
ทั่วประเทศ).. โดยมีข้อมูลว่า
     โดยสรุป ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการส่งเสริม การใช้ปุ๋ยหมักชนิดน้ำและ
ปุ๋ยอินทรีย์  แทนปุ๋ยเคมีทั้งหมด...  หรือแม้แต่การหามาตรการที่จะนำไปสู่การงดนำเข้าปุ๋ยเคมี
ในอนาคต
     ทั้งนี้...เนื่องจากการเกษตรทั่วโลก  ยังไม่เคยมีประเทศใดเลยที่มีการผลิตสินค้าเกษตร
ระบบอินทรีย์ระบบเดียว สำหรับความเชื่อที่ว่า "ปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสีย ทำให้ผลผลิตพืชที่ผลิตได้
ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค"...ไม่เป็นความจริง เพราะปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ
     ดังจะเห็นได้จาก...ผลผลิตของการปลูกพืชในสารละลาย(ไฮโดรโปนิค) ซึ่งเป็นการปลูกพืช
ในน้ำที่ผสมปุ๋ยเคมี ทั่วโลกก็ยังถือว่าเป็นผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัย (Green Product)
     นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะใสปุ๋ยเคมี หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในดิน พืชก็จะดูดธาตุอาหารที่ได้จาก
ปุ๋ยทั้งสองชนิดเข้าไปในรูปแบบที่เหมือนกันทุกประการ  เพียงแต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมี พืชจะดูดใช้ได้เลย
ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะต้องมีจุลินทรย์ในดินมาย่อยสลายเสียก่อน  พืชจึงจะดูดไปใช้ได้
     ดังนั้น ในการผลิตพืชเป็นการค้า เพื่อมุ่งสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเป็นเลิศ และมุ่งให้
ไทยเราสู่การเป็นครัวของโลก จำเป็นมากที่จักต้องมีการจัดการดินที่ถูกต้อง เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนไว้ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี...
ในลักษณะผสมผสมผสานร่วมกันอย่างเหมาะสม
     สำหรับ การกำหนดพื้นที่ทั้งจังหวัด ให้ผลิตพืขด้วยระบบอินทรีย์หมดพื้นที่นั้น สมควรมีการ ส่งเสริมเฉพาะบางส่วน บางพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นอันดับแรกจะดีกว่า  ส่วนการขยายพื้นที่จำนวนชนิดพืช
ที่ผลิตนั้น จำเป็นต้องพิจารนาด้วยความรอบคอบ และมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจน...เพื่อไม่ให้เกิดผล
กระทบต่อเกษตรกร
     นอกจากนี้...ยังได้ขอให้รัฐบาลมีการทบทวนวาระแห่งชาติที่ภาครัฐฯได้กำหนดไว้เฉพาะเรื่อง
ปุ๋ยอินทรียและปุ๋ยชีวภาพ โดยขอให้ปรับเป็นการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ
     โดยให้มีการส่งเสริมและแนะนำในการใช้ปุ๋ยเชิงอนุรักษ์ ให้มีการใช้ปุ๋ยปรับปรุงดิน อย่างมี ประสิทธิภาพตามผลการวิเคราะห์ดิน และพืช เพื่อรักษาผลิตภาพดินให้ยั่งยืน...จะดีกว่า มุ่งเน้นปุ๋ย
อินทรีย์และชีวภาพทั้งหมด
....   ...ข้อความจาก ดอกสะแบง "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" ไทยรัฐ 23 ธันวาคม 2547
อ่าน:609 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ”
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ” พัฒนาข้าว 5 จังหวัด พื้นที่ 2 แสนไร่ในภาคอีสาน สู่มาตรฐานอินทรีย์และ GAP  
    
                                นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมเจรจาการผลิตและการตลาดวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิ ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ณ จังหวัดอุบลราชธานี  ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105  ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  ยโสธร  ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และอุบลราชธานี    มีพื้นที่ดำเนินการ  200,000  ไร่  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการการผลิตข้าวหอมมะลิ  105  โดยได้รับความร่วมมือไตรภาคีกับภาคเอกชน  และเครือข่ายที่เป็นตลาดรองรับผลผลิต    ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการจัดประชุมสัมมนาและอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการตรวจสอบกระบวนการผลิตมาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP     การตรวจประเมินระบบการผลิตข้าว  GAP  รวมทั้งให้คำแนะนำในการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการ  จำนวน  16,283  ราย  เนื้อที่  240,472  ไร่  ในจำนวนนี้  มีเกษตรกรเข้าร่วมผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  (GAP)  จำนวน  2,000  ราย  ซึ่งในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก.  ได้ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ”  จำนวน 1,000  ศูนย์  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทั้งระบบ  รวมทั้งวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่  และได้ร่วมมือกับกรมการข้าวสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่    ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี  100%  รวมถึงสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 15  ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวม  35  กลุ่ม  ซึ่งหน่วยงานในสังกัด  อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน  กรมการข้าว  กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  และภาคเอกชน คือ บริษัท  เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง  จำกัด ได้ร่วมมือบูรณาการงานจนประสบผลสำเร็จ  

                                “ผลจากโครงการดังกล่าว คาดว่าจะลดปัญหาการปลอมปน และสามารถพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ  ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ให้เกิดความร่วมมือ           ในการวางแนวทางพัฒนาศักยภาพข้าวหอมมะลิของไทยทั้งระบบ ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”นายสมพัฒน์  กล่าว
 
    
  วันที่ : 08/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:290 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้ 
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้  
    
                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้   ณ   ด่านกักกันสัตว์  อ.ชะอำ  จ.เพชรบุรี ว่า  จากการกำหนดนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะให้มีการวางระบบการถือครองที่ดิน และกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดินให้ทั่วถึงและเป็นธรรม  โดยใช้ข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม  เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน  และประกอบอาชีพอย่างทั่วถึงพอเพียง   ทำให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  (ส.ป.ก.)   ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย   ซึ่งการที่จะทำให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินสามารถพึ่งตนเองได้ มีอาชีพรายได้ที่มั่นคงและถาวรนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและที่ดิน   ดังนั้น  ส.ป.ก. จึงได้สร้างและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดิน  ภายใต้ระบบการสร้างธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่ขึ้น ในปี 2551  โดยมีหลักการที่สำคัญ  คือ  1)  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินต่อหน่วย  โดยใช้โคเนื้อเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดปุ๋ยในที่ดิน   ซึ่ง ส.ป.ก. ได้สนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดินที่จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อแล้ว จำนวน 1,493  กลุ่ม  สมาชิกทั้งสิ้น  19,227 ราย  มีการเลี้ยงโคเนื้อจำนวน 58,946  ตัว  จำนวนสินเชื้อ 643.132  ล้านบาท    2)  เพิ่มศักยภาพของดิน เพื่อรองรับการผลิตพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานทดแทน  เช่น ข้าวหอมมะลิ  มันสำปะหลัง  ปาล์มน้ำมัน  อ้อย  เป็นต้น  โดยการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อ             ในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วทุกภาคอันจะก่อให้เกิดธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่   ซึ่งช่วยในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้   3)  สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  การจัดการระหว่างชุมชน  การเข้าถึงหรือการทำการตลาดด้วยตนเองได้  4)  สนับสนุนและขยายโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนโคเนื้อเข้าถึงแหล่งทุน

                                “การดำเนินโครงการและการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก  ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อการพึ่งพาตนเอง  พัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีพลัง  และสามารถแข่งขันทางการค้าในอนาคต   นอกจากนี้ยังถือเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้การจัดการ  และสร้างการตลาดระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อภาคใต้  ซึ่งขาดแคลนโคที่จะนำมาดำเนินงานในโครงการกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งมีศักยภาพในการสนับสนุนโคให้ภาคใต้ได้”  นายสมพัฒน์  กล่าว
 
From: moac.go.th
อ่าน:378 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายเครื่อง ย่อยซากพืช อเนกประสงค์
125.27.185.231: 2553/02/20 10:47:38
ขายเครื่องย่อยซากพืชตัวใหญ่ ซื้อมาไม่ได้ใช้ 

ขายราคา 50000  บาท

คุยกันได้ครับ เครื่อง สภาพ 99% พร้อมใช้งาน

โทร 086-7528398    081-7592859           087-4005889

Par_su_za@hotmail.com
อ่าน:2157 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ยุทธวิธี เพิ่มผลผลิต โดยจ่ายเงินน้อย ปลอดภัยและไม่ผิดหวัง
124.157.216.222: 2553/02/20 10:47:38
รับปรึกษา ปัญหา พืช และสัตว์ / / 
ด้วยออมเงิน  ออมทอง ร่วมกับ ซีโฟร์ พืชและสัตว์นะ
 ราคา ไม่ถึง 1000 บาท ใช้ได้หลายไร่

ปัญหาพืช 
หน้ายางตาย ดอกร่วงมาก  ราในท้องนา เพลี้ยลง  ผลผลิตน้อย  ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ  แมลงรบกวน  รากสั้น
ปัญหาสัตว์   ใช้เพียง 300 บาท 
 เป็นโรค  น้ำหนักน้อย  ท้องร่วง  สีไม่สวย  อาหารเปลือง  เบื่ออาหาร  มีแต่ไขมัน  ออกลูกน้อย  โตช้า  ถ่ายออกมากลิ่นเหม็น

เราช่วยท่านได้ ปรึกษาติดต่อ 086 9553 778
อ่าน:357 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่
58.10.90.66: 2553/02/20 10:47:38
   เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่ มกอช.เร่งพัฒนาระบบรับรองพร้อมยื่นสมัครเข้าสู่บัญชีประเทศที่ 3 ของอียู หวังส่งออกสินค้าอินทรีย์ไทยตีตลาดยุโรปคล่องขึ้น
    
นายจรัลธาดา    กรรณสูต   ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำ  ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ปี 2551-2552 โดยมีแผนเร่งส่งเสริมเพื่อขยายพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักผลไม้ สมุนไพร กุ้ง ปลา เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม และไข่อินทรีย์ มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 200,000 ไร่ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 6 ด้าน คือ  1. มุ่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้า   2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและ   กลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ได้สินค้าที่ผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับ   3. เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และยังมุ่งส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง(Contract farming) ด้วย   4. เร่งประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การขยายช่องทางการตลาด 5.เร่งวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกิด  การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และ6.สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบบูรณาการ

“ปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยมีกว่า 140,900 ไร่ หรือประมาณ 0.103 % ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ และเป็นอันดับที่ 71 ของโลก โดยปี 2549 ประเทศไทยมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ    920 ล้านบาท และปี 2550 ประมาณ 1,000 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลัก คือ สหภาพยุโรป(EU) และสหรัฐอเมริกา โดยมีข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นสินค้าส่งออกมากที่สุด  รองลงมา คือ ผัก ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ อนาคตผลไม้เมืองร้อนอินทรีย์ถือว่ามีโอกาสในการขยายตลาดค่อนข้างสูง  เช่น มะม่วง เสาวรส มะพร้าว  ซึ่งผู้นำเข้าของประเทศอิตาลีมีความต้องการที่จะนำเข้าเป็นจำนวนมาก” นายจรัลธาดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์(Commerce Intelligence of Moc : CIM) นับเป็นโอกาสที่ดี หากมีการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์(Website)ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์  อาทิ  มกอช.ที่เป็นหน่วยงานกำหนดและประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ และเป็นหน่วยรับรองระบบงานด้านเกษตรอินทรีย์ด้วย ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านพืช กรมประมงรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมส่งเสริมการเลี้ยงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ และกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านปศุสัตว์ มีกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน              ซึ่งเว็บไซต์ของหน่วยงานดังกล่าว น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน         การรับรอง และการตลาดด้วย

ด้านนายมนตรี  กฤษณีไพบูลย์  รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้มกอช.จัดทำโครงการพัฒนาระบบการตรวจรับรองด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น อียู และสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการนำเข้าสินค้าอินทรีย์สูงถึง 97 % โดยขณะนี้ประเทศไทยได้ทำหนังสือแจ้งคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อยื่นขอสมัครอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 (Third Country list) ของอียู       ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว ได้แก่ อาร์เจนติน่า คอสตาริก้า สวิสเซอร์แลนด์ อิสราเอล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย  อนาคตหากไทยสามารถเข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 ได้ คาดว่าจะมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปจำหน่ายในตลาดยุโรปมากขึ้น โดยใช้ระบบการตรวจรับรองของไทยเอง

“การเป็นประเทศในบัญชีประเทศที่ 3 ของอียู   อาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี  เนื่องจากต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเงื่อนไข และกฎระเบียบของอียู   เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีความทัดเทียมและสอดคล้องกับการปฏิบัติและข้อบังคับของอียู  นอกจากนั้น มกอช.ยังได้เร่งศึกษาเปรียบเทียบระบบการตรวจรับรองระหว่างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย กับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่กระบวนการประเมินความเท่าเทียมกันและให้การยอมรับซึ่งกันระดับรัฐบาลต่อไปด้วย” นายมนตรี กล่าว

Content From: http://www.moac.go.th
อ่าน:340 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor  (สามล้อ)  
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor ระบบการทำงาน  hydrostat 
ราคาจำหน่าย 1,200,000  บาท 
เครื่องจักรสร้างได้มารฐาน ส่งออก   

การชำระแบ่งชำระ 4 งวด 
ดาว 40% ที่เหลือ 15%  15%  15%  15%+ดอกเบี้ย   
ภายใน 2 ปี

ติดต่อคุณ  ปลา
081-7632790

บจก.อินเตอร์แม็คคานิค
อ่าน:43934 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายอะไหล่รถคีบอ้อย Bell Atam  ตั๊กแตน  max
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายอะไหล่ Spareparts รถคีบอ้อยสามล้อ ทุกยี่ห้อ  
อะไหล่ Bell มีอะไหล่ทุกชิ้น ทุกต้ว นำเข้าเอง มีทั้งอะไหล่ bell รุ่นเก่า Vicker ไปจนถึงรุ่นใหม่ Bell 125  Eaton hyd 
อะไหล่ Atam ปั๊ม Saurer danfoss    
อะไหล่ Eaton / Vickers / Saurer    
อะไหล่ Gearbox  Auburn Gear  รุ่นใหม่ทดแทน ดุมรุ่นเก่าใน atam ใสได้เลยไม่ต้องแปลง
อะไหล่เครื่องยนต์ Deutz  มีทุกชิ้น เครื่องยนต์ ราคา สองแสนต้นๆ ไม่จุกจิกเหมือนเครื่องยนต์เก่า

แนะนำว่าซื้อรถคีบอ้อยที่เครื่องยนต์เก่าระวังจะบานปลายภายหลัง เพราะเราไม่รู้ว่าภายในเป็นอย่างไร
บวกกับ อะไหล่เครื่องยนต์บ้านเราก็เรียกว่าเทียมซะ 90% แล้ว  

081-9444009 
081-7363009
อ่าน:7780 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
หลักการทำไร่อ้อย
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
การทำไร่อ้อย มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ขั้นตอนที่ 2. การปลูกอ้อย
ขั้นตอนที่ 3. การดูแล – รักษา
ขั้นตอนที่ 4. การเก็บเกี่ยว

 
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ชาวไร่ที่จะเริ่มปลูกอ้อยใหม่ไม่ว่าจะปลูกในที่แปลงใหม่ที่ที่ยังไม่เคยปลูกอ้อยมาก่อนเลย หรือแปลงอ้อยเก่าล้างทิ้งเพื่อปลูกใหม่ ก็ต้องมีการเตรียมการเกี่ยวกับดินในแปลงที่จะปลูก การเตรียมอ้อยของชาวไร่ปลูกอ้อยกัน ตั้งแต่หลังฤดูตัดอ้อยเข้าโรงงานแล้ว อยู่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เพราะเป็นช่วงหน้าแล้งต่อฤดูฝน จะได้มีเวลาเตรียมดินและเตรียมปลูกอ้อยก่อนฤดูฝนมีฝนตกมาก ๆจะมาถึง

วิธีการเตรียมดินในแปลงที่จะปลูกอ้อย  ควรจะกำจัดใบอ้อยหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในแปลง
โดยการเผาทำลายหรือขนทิ้งเสีย หลังจากนั้นใช้รถไถดินเข้าไปไถในแปลงครั้งแรกนี้ เรียกว่า “ไถดะ” เสร็จแล้วทิ้งดินตากแดดไว้อย่างน้อย 15 วันเพื่อให้วัชพืชพร้อมทั้ง แมลงศัตรูอ้อยที่ฝังตัวอยู่ในดินพลิกขึ้นมาถูกแดดเผาทำลายเสีย หากเป็นไปได้รอให้ฝนตกลงมาจะทำให้ดินในแปลงที่ไถดะเอาไว้ถูกน้ำฝน ดินจะแตกออกและชื้นนุ่มหลังจากนั้นใช้รถไถดินกลับเข้าไปไถอีกครั้งเรียกว่า “ไถแปร” การไถแปรนี้หากไถไปแล้วหนึ่งครั้ง สังเกตเห็นว่าดินในแปลงยังก้อนใหญ่อยู่ ยังไม่ร่วนซุยพอ ก็สมควรที่จะต้องแปรเพิ่มอีกหนึ่งครั้งเพราะถ้าหากทำดินไม่ดี จะมีผลต่อการงอกและเจริญเติบโตของอ้อยคือ ถ้าดินก้อนใหญ่เกินไป ดินจะไม่กระชับท่อนพันธุ์อ้อยทำให้อ้อยไม่แตกราก ไม่งอกในเวลาอันสมควร แต่ถ้าดินร่วนซุยดี ดินจะเข้าไปกระชับติดกับลำอ้อยท่อนพันธุ์ ความชื้นมากทำให้อ้อยแตกรากเร็ว งอกเร็ว เติบโต ได้ดี ซึ่งจะมีผลต่อการดูแล – รักษา และบำรุงเพิ่มผลผลิตต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 การปลูกอ้อย
อ้อยที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทย เพื่อผลิตน้ำตาลในขณะนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็เหมาะกับพื้นดินแต่ละพื้นที่ โดยส่วนมากชาวไร่จะ นิยมปลูกอ้อยที่เห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่มีอยู่ประมาณ 4 – 5 พันธุ์ เช่น เค 84 – 200  เค 88 – 92 เค 90 – 77 พันธุ์อู่ทอง 1 และอื่นๆ พันธุ์อ้อยเหล่านี้ ชาวไร่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่อไร่สูง ให้ความหวานสูง ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวง่าย จึงนิยมปลูกกันมาก

เมื่อชาวไร่พันธุ์อ้อยแล้ว ฝนตกมีความชื้นดีแล้วสมควรปลูก การปลูกอ้อยของกลุ่มชาวไร่อ้อยมีปลูกกันอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ 1. ใช้แรงงานคนปลูกโดยตรง 2. ใช้รถไถมีเครื่องปลูก

วิธีที่ 1 การใช้แรงงานคนปลูก ชาวไร่จะต้องใช้รถไถเข้าไปยกร่องในแปลงปลูกให้เป็นร่อง ๆ แต่ละร่องห่างกันประมาณ 1.00 เมตร ถึง 1.50 เมตร แล้วแต่ความชอบของชาวไร่แต่ ละคน เรียบร้อยแล้วใช้คนงานนำพันธุ์อ้อยใส่ลงในร่องทั้งลำ หรือตัดเป็นท่อน ๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ในกรณีปลูกโดยอาศัยน้ำฝนควรจะรอให้ฝนตกลงมา มีความชื้นในร่องอ้อยมากพอก่อนจึงปลูก แต่ถ้ามีน้ำสูบเองก็ปลูกได้เลย

วีธีที่ 2 ใช้รถไถมีเครื่องปลูก วิธีนี้กลุ่มชาวไร่นิยมปลูกกันมาก เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา และเครื่องปลูกยังสามารถใส่ปุ๋ยในดินไปพร้อมกับปลูกอ้อยไปด้วยเลย การปลูกโดยวิธีที่ 2 นี้ ควรปลูกหลังจากฝนตกลงมาความชื้นในดินมีมากพอ

ขั้นตอนที่ 3 การดูแล – รักษา
การดูแลรักษาอ้อยให้เจริญงอกงามนั้น เป็นภาระอันสำคัญของชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักหลักก็คือ เรื่องวัชพืชที่ขึ้นมาแย่งอาหารของอ้อย แมลงศัตรูกัดทำลายต้นอ้อย และโรคระบาดของอ้อย

อ้อยปลูกใหม่ไม่ว่าจะปลูกโดยแรงงานคน หรือ ใช้รถปลูก ควรจะใช้สารคุมวัชพืชไว้ก่อน หากไม่ทำไว้เสียฝนตกลงมา วัชพืชจะโตเร็วกว่าอ้อย จะคลุมหน่ออ้อยแย่งอาหาร ทำให้อ้อยหยุดเจริญเติบโต ต้องเสียทั้งค่ากำจัดวัชพืชเพิ่ม ค่าปุ๋ยเพิ่มอีก โดยเฉพาะผลผลิตจะต่ำ ฉะนั้นการดูแลรักษาจะต้องกระทำไปตลอด จนกว่าจะตัดอ้อยเข้าโรงงาน ส่วนเรื่องแมลงทำลายอ้อยและโรคระบาดอ้อย

ส่วนของอ้อยตอ การดูแล รักษาก็คงเหมือนกันกับอ้อยใหม่ โดยเฉพาะอ้อยตอ หลังจากตัดอ้อยแล้ว ใบอ้อยที่ตกค้างอยู่ในไร่จะเป็นตัวช่วยป้องกันความชื้นในดินไม่ให้ระเหยไปเร็ว พร้อมเป็นตัวปิดบังคับความเจริญของวัชพืชอีกด้วย แต่ในกรณีที่อ้อยตอไฟไหม้ในแปลง ทำให้พื้นดินไม่มีใบอ้อยปิดบัง ควรจะต้องดูแลแบบอ้อยปลูกใหม่ ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นอ้อยปลูกใหม่หรืออ้อยตอก็ดี ชาวไร่จะต้องดูแลบำรุง รักษา เรื่องน้ำ วัชพืช ตลอดไปจนถึงแมลงและโรคระบาด โดยเฉพาะไฟไหม้อ้อยอันเกิดจากความประมาทหรือบังเอิญก็แล้วแต่ จนกว่าจะถึงวันตัดอ้อยได้ หากไม่เช่นนั้นผลผลิตและผลลัพธ์จะไม่เป็นดังที่ท่านตั้งความหวังไว้

การเพิ่มผลผลิตอ้อย ไม่ว่าจะพยายามลดต้นทุนหรือลดการใช้สารเคมี แต่การใส่ปุ๋ยอ้อยในขณะนี้ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เหตุเพราะว่า  ปลูกอ้อยกันมานาน บางแปลงปลูกมานาน 10  ปีกว่าแล้ว ธาตุอาหารในดินสำหรับอ้อยย่อมหมดไป จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตปุ๋ยที่ชาวไร่ ใช้กันอยู่มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด ปุ๋ยอินทรีย์ใส่แล้วให้ผลช้าแต่ไม่ทำลายดิน ปุ๋ยเคมีให้ผลเร็วทันใจแต่มักเป็นผลเสียต่อดิน มีสารตกค้างสิ่งแวดล้อมเสีย สิ่งนี้ชาวไร่เราทราบดี แต่จำเป็นต้องใส่ ซึ่งก็พยายามใส่ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวหรือตัดอ้อย
1. ใช้แรงงานคน
2. ใช้รถตัดอ้อย
การตัดอ้อยทำน้ำตาล  จะเริ่มเปิดหีบตั้งแต่ประมาณ เดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ฉะนั้นชาวไร่จะต้องเริ่มตัดอ้อยกัน

http://ayutthaya.doae.go.th/latbualuang/ee.htm
อ่าน:21959 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
การปลูกยางพารา
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกร

    พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป  
          สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้  
    พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่       ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก  
    พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  
    พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)  
    พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235  
    พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121 

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 
    พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260

   

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

    ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง  
          ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่ จะต้องโค่นไม้ เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สาร เคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้  หรือจะใช้ รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน  
          หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง 


การเตรียมหลุมปลูก

          หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุมี

การปลูกซ่อม

          หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ 
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต 
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ 
 
อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน 
ภาคใต้และภาคตะวันออก 
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
-  คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
-  คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน  เพอราเรีย 1 ส่วน 
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำ เย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้ 
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริม ที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดิน โรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด 
การปลูกพืชคลุมดินนี้ จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อน หรือจะปลูกพร้อมๆกับ ปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้ว ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่าย ต่อการกำจัด วัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจาก ได้เตรียมดินวางแนว และกะระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว 
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อย ไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อบำรุงพืช คลุมดิน 
 
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้ 
 
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน  
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยาง ได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือก สีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร 
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หา ได้ง่ายเช่น 
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมี ถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์ โดยหลังจากพ่นสารเคมี แล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสาร บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว 
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี  150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุม ที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง 
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถ กำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืช ได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่น สารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว  
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง 

การกำจัดหญ้าคา  
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ 
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิม ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม 
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่น ด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน 
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลัง เจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่า ดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า 
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏ ในฉลาก ที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทย ตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21 
 

บริเวณที่ใส่ปุ๋ย

          ระยะแรกหลังจากปลูกยาง รากของต้นยางจะแผ่ออกเป็นวงกลมรอบลำต้น ประมาณปีที่ 4 รากจึงจะแผ่ขยายออกไปจนถึงกึ่งกลางระหว่างแถวยาง และเมื่อต้นยางมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป รากก็จะแผ่ขยายเพิ่มขึ้นและหนาแน่น อยู่ในบริเวณห่างจากลำต้น ประมาณ 60 เซนติเมตร จนถึง 3 เมตร ดังนั้นเพื่อให้การ ดูดอาหารของต้นยางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใส่ปุ๋ยบริเวณ ที่มีรากดูดอาหาร หนาแน่นคือเมื่อต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยเป็นวงกลม รอบลำต้น ส่วนต้นยาง ที่มีออายุตั้งแต่ 17 เดือนขึ้นไป ให้หว่านปุ๋ยกระจายสม่ำเสมอเป็นแถบยาว ไปให้แถวยาง ห่างจากโคน ต้นยางข้างละ 1 เมตร เมื่อยางมีอายุ 5 ปีขึ้นไปให้หว่านปุ๋ยเป็นแถบกว้างห่าง จากโคนต้นยางอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และขยายออกไปถึง 3 เมตร สำหรับยาง ที่เปิดกรีด แล้วให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร


    บริเวณที่ใส่ปุ๋ยให้ต้นยางก่อนเปิดกรีด

การกรีดยาง

การกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด 

ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ 
1. ขนาดของต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 
2. เปิดกรีดครั้งแรกเมื่อมีจำนวนต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดในสวนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ของต้นยาง ทั้งหมดในสวน 
3. ต้นยางติดตา สามารถเปิดกรีดครั้งแรกได้ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50, 75, 100, 125, หรือ 150 เซนติเมตรระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเปิดกรีดต่ำจะได้รับผลผลิตมากกว่า 



วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง 

เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง 
ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวก เนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่ากลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการ กรีดในตอนกลางคืน 

ขนาดของงานกรีดยาง 
คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ราบ ตามระบบครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  
ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน 

วิธีการกรีดยาง 
ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการซอย พร้อมกับย่อตัวและสลับเท้าไปตามรอยกรีด ของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขนลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะทำให้กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาดเนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น 

ระบบการกรีดยาง 
เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยาง มากเกินไปจะทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อ ทดแทน วันที่ฝนตกจนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีดชดเชยได้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยาง เกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นสองวัน 

ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 
1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 
2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 
3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 
4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 
5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 
6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 
7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 
8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร  

การกรีดยางหน้าสูง  
การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วน ที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะทำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้ากรีดปกติเสียหาย 
โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สารเคมีเร่งน้ำยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยาง มากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง 

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง  
วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้น วันเว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการ โรคเปลือกแห้ง ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เร่งน้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้นยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น้ำยางน้อย ในช่วงแรก ของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือนก็ได้และทาสารเคมีเร่งน้ำยางทุก 3-4 เดือน หรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้วควรหยุดใช้ สารเคมีเร่งน้ำยาง 

สรุปคำแนะนำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  
เรื่อง  คำแนะนำ
การเปิดกรีด
- ต้นติดตา  - เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร
- รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง
- หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
ระบบกรีด
-กรีดยางหน้าล่าง  - กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันสำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้น บางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63
-กรีดยางหน้าสูง  - การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่ง ในสามของลำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของลำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีด ขึ้นครึ่งลำต้น 2 รอยสลับวันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคม ีเร่งน้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีดทั้ง 2 รอยพร้อมกัน
การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง
-ใช้กัเปลือกงอกใหม่  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีดทา เป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกปี
-ใช้กับเปลือกเดิม  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทาในรอยกรีด ใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ทาสารเคมีเร่งน้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ
-การกรีดยางหน้าสูง  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร
- ทาทุก 1-2 เดือน

**ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง

    ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้  
    1. พื้นที่ปลูกยาง  
    - ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได  
    2. ดิน  
    - ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5  
    3. น้ำฝน  
    - มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี  
    4. ความชื้นสัมพันธ์  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์  
    5. อุณหภูมิ  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส  
    6. ความเร็วลม  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที  
    7. แหล่งความรู้  
    - ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

การเตรียมดิน

          เมื่อเผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็น พื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดิน เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือ ทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้น ให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง

    1. ต้นตอตา  
    คือ ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิม เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่มีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก  

    2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง  
    คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษา จนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่  

    3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง   
    คือการปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก  

    ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  
     

การใส่ปุ๋ย

    สูตรปุ๋ยยางพาราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันมี 6 สูตร แต่ละสูตรจะเหมาะสมกับเนื้อดิน และอายุของ ต้นยางแตกต่างกัน ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

        ตารางที่ 3 แสดงสูตรปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับเนื้อดินและอายุของต้นยาง

    ปุ๋ยสูตรที่
    
    สูตรปุ๋ย
    
    ชนิดของดิน
    
    อายุของต้นยาง
     ปุ๋ยเม็ด 
    ปุ๋ยผสม
    1  18-10-6  8-14-3  ดินร่วน  2 - 41 เดือน
    2  18-4-5  13-9-4  ดินร่วน  47 - 71 เดือน
    3  16-8-14  8-13-7  ดินทราย  2 - 41 เดือน
    4  14-4-19  11-10-7  ดินทราย  47 - 71 เดือน
    5  -  15-0-18  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังจากเปิดกรีดซึ่งเคยปลูกพืชคลุมดิน และใส่ปุ๋ยฟอสเฟต บำรุงพืชคลุมดิน
    6  15-7-18  12-5-14  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังเปิดกรีด ซึ่งไม่เคยปลูกพืชคลุมดินมาก่อน


    หมายเหตุ 
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยเม็ดเป็นค่าของฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยผสมเป็นค่าของฟอสฟอรัสทั้งหมด

    - ดินทราย คือดินที่มีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย อุ้มน้ำไม่ดี ถูกชะล้างได้ง่ายตรึงธาตุอาหารได้น้อย
    มีโปแตสเซียมต่ำ
    -ดินร่วน คือดินที่มีเนื้อดินละเอียดพอสมควร อุ้มน้ำได้ดี มีการระเหยน้ำและถ่ายเทอากาศพอเหมาะ  
    ตรึงธาตุอาหารได้มากพอสมควร มีโปแตสเซียมตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ
    - ปุ๋ยเม็ด คือปุ๋ยที่ได้จากการนำวัตถุดิบให้กำเนิดปุ๋ยไปผ่านกรรมวิธีการผลิตทางเคมีตามขั้นตอนต่างๆ
    ปุ๋ยที่ได้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ปุ๋ยแต่ละเม็ดจะมีองค์ประกอบของธาตุเหมือนๆ กัน เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 จัดเป็นปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและมีผู้นิยมใช้มากที่สุด
    - ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผสมด้วยวิธีกลโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี เช่น
    นำเอาปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยร้อคฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์มาผสมคลุกเคล้ากันในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามต้องการ แล้วนำไปใช้ทันที เป็นต้น

    ปุ๋ยผสมสำหรับสวนยางจะใช้แม่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตร้อคฟอสเฟตและโปแตสเซียมคลอไรค์ผสมกันในอัตราส่วน
    ที่แตกต่างกันไปตามสูตรปุ๋ยทั้ง 6 สูตร ดังแสดงไว้ในตารางที่ 4

            ตารางที่ 4 แสดงปริมาณธาตุอาหารและส่วนผสมของแม่ปุ๋ยในปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ อัตรา 100 กิโลกรัม

    ปุ๋ยผสมสูตรที่  ปริมาณธาตุอาหาร (%)  น้ำหนักของแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสม (กิโลกรัม)
    ไนโตรเจน (N)  ฟอสเฟต 
    (P2 O5)  โปแตสเซี่ยม (K2O)  แอมโมเนียมซัลเฟต (21%N)  ร้อคฟอสเฟต (25%P25)  โปแตสเซี่ยมคลอไรด์
    (60%K20)
    1  8  14  3  38  57  5
    2  13  9  4  60  34  6
    3  8  13  7  36  53  11
    4  11  10  7  50  38  12
    5  15  -  18  71  -  29
    6  12  5  14  57  20  23


    หมายเหตุ - ควรผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ โดยคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อผสมแล้ว ควรใช้ทันที ปุ๋ยจะไม่แข็งตัว และควรผสมให้ใช้หมดภายในครั้งเดียว

วิธีการใส่ปุ๋ย

    วิธีการใส่ปุ๋ย 
    วิธีการใส่ปุ๋ยที่ดีจะต้องเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการปฏิบัติใส่แล้วพืชสามารถ ดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการใส่ปุ๋ยดังนี้ 

    ใส่รองพื้น- นิยมใช้ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เคลื่อนไหวได้ยาก เพราะถูกตรึ่งด้วยแร่ธาตุต่างๆ ในดิน โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินแล้วใส่ลงในหลุมก่อนปลูกยาง 

    ใส่แบบหว่าน - เป็นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วบริเวณที่ใส่ปุ๋ย เหมาะสำหรับใช้กับพื้นที่ที่เป็นที่ราบ และมีการกำจัดพืชด้วยสารเคมีเพราะเศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกัน การชะล้างปุ๋ยในช่วงที่มีฝนตก แต่ถ้าเป็นที่ราบที่กำจัดพืชด้วยวิธีถาก ควรคราดให้ปุ๋ยเข้ากับดินด้วย เพื่อป้องกันน้ำฝนชะล้างปุ๋ย 

    ใส่แบบเป็นแถบ - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยโรยเป็นแถบไปตามแนวแถว ต้นยางในร่องที่เซาะไว้ แล้วกลบ วิธีนี้จะใช้กับต้นยางที่มีอายุ 17 เดือนขึ้นไป และยังเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อยหรือพื้นที่ทำขั้นบันได้ด้วย 

    ใส่แบบเป็นหลุม - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุมบริเวณรอบโคนหรือสองข้าง ของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น แล้วใส่ปุ๋ยลงในหลุมกลบให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ลาดเท และไม่ได้ทำขั้นบันได 

    นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงเพื่อให้การใส่ปุ๋ยม ีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งหรือฝนตกชุกมากเกินไป และควรกำจัดพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ถ้าต้องการให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตดีสามารถเปิดกรีดได้เร็ว ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้กับต้นยางสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงก่อนโค่น 3-5 ปี โดยปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

โรคและแมลงศัตรูยางพารา

    1. โรครากขาว 
    เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 
    ลักษณะอาการ 
    จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
    การป้องกันและรักษา 
    1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด 
    โรครากขาวได้ 
    2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
    3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
    4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย 

    2. โรคเส้นดำ 
    เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
    ลักษณะอาการ 
    จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
    การป้องกัน 
    1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
    2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
    3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
    การรักษา  
    เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ  ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 

    3. โรคเปลือกเน่า  
    เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
    ลักษณะอาการ 
    ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
    การป้องกัน  
    1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
    2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 

    4. โรคเปลือกแห้ง  
    สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
    ลักษณะอาการ  
    หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
    การป้องกันและรักษา  
    โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
    การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก 


    5. โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า  
    ลักษณะอาการ  
    ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
    การป้องกันและรักษา   
    ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคปตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่การใช้สารเคมีป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะนำให้ทำแต่จะแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันรักษาโรคเส้นดำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่างที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น 

    6. ปลวก  
    จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 
    การป้องกันและรักษา  
    ใช้สารเคมีกำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่ถูกทำลายและต้นข้างเคียง 

    7.   หนอนทราย  
    เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้  สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย 

    8. โคนต้นไหม้  
    เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 
    การป้องกันและรักษา  
    ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 

    9. อาการตายจากยอด  
    อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 
    ลักษณะอาการ  
    กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 
    การป้องกันและรักษา  
    ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น้ำช่วยตามความจำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด 
     

ระยะปลูก

    ระยะปลูก  
    1. พื้นที่ราบ  
    ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่  
    2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา   
    ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร  
    เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม 

วิธีปลูก

    การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน

    1. การปลูกด้วยต้นตอตา   
    นำดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุมแล้วกลบหลุมให้เต็มด้วยดินล่าง จากนั้นใช้เหล็กหรือไม้แหลมขนาดเล็กกว่าต้นตอตาเล็กน้อยปักนำเป็นรูตรงกลางหลุมให้ลึกเท่ากับ ความยาวของรากแก้ว แล้วนำต้นตอปักลงไป กดดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นเล็กน้อยอย่าให้กลบแผ่นตา พยายามให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นอยู่ระดับปากหลุมพอดี  

    2. การปลูกด้วยต้นยางชำถุง  
    2.1 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคใต้   
    นำดินที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุม จากนั้นนำต้นยางชำถุงไปตัดดินที่ก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอแล้ววางลงไปในหลุม โดยให้ดินปากถุงหรือรอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับพื้นดินปากหลุมพอดี ถ้าต่ำเกินไปให้ใส่ดินรองก้นหลุมเพิ่ม หรือถ้าสูงเกินไปให้เอาดินในหลุมออก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินล่างที่เหลือลงไปจนเกือบเต็มหลุม อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆดึงถุงพลาสติกที่กรีดไว้แล้วออกอัดดินข้างถุงให้แน่น แล้วกลบดินเพิ่มจนเต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง พูนโคนเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขัง จากนั้นปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางไว้เพื่อป้องกันลมโยก  

    2.2 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
    ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอจากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัดต ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย

ระยะเวลาและอัตราการใส่ปุ๋ย

    ต้นยางก่อนเปิดกรีด ในระยะตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงต้นยางอายุประมาณ 17 เดือน จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้บ่อยครั้งในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของต้นยางหลังจากที่ต้นยางมีอายุ  
    เกิน 17 เดือนขึ้นไปแล้ว จะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ดังแสดงไว้ในตารางที่5 และ6  

    ตารางที่ 5 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

    อายุ
    ต้นยาง
    (เดือน)
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    สูตร 1 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 3 (ดินทราย)
    
    สูตร 2 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 4 (ดินทราย)
    
    ปุ๋ยผสม
    2  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 30 เซนติเมตร
    4  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    6  90     200  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    11  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 50 เซนติเมตร
    14  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 60 เซนติเมตร
    17  120     260  ใส่เป็นแถบในแถวยาง ห่าง  
    จากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร
    23  190     400
    29  190     400
    35  190     400
    41  190     400
    47     250  530
    53     250  530
    59     250  530
    65     250  530  ใส่เป็นแถบกว้าง 2.5 เมตร  
    ห่างจากโคนต้นยางข้างละ  
    อย่างน้อย 50 เซนติเมตร
    71     250  530
    77     250  530
    83     250  530


    ตารางที่ 6 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

    อายุต้นยางหรือเดือนที่ใส่ปุ๋ย
    
    สูตรปุ๋ยที่ใช้กับชนิดของดิน
    
    อัตราปุ๋ย (กรัมต่อต้น)
    ดินร่วน
    
    ดินทราย
    
    ปุ๋ยเม็ด
    
    ปุ๋ยผสม
    1 เดือนหลังปลูก 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-10-6
    หรือปุ๋ยผสม
    8-14-3
    
    ปุ๋ยเม็ด
    16-8-14
    หรือปุ๋ยผสม
    8-13-7
     45  100
    4 เดือน (ต.ค.)  70  150
    11 เดือน (พ.ค.)  90  200
    16 เดือน (ต.ค.)  90  200
    23 เดือน (พ.ค.)  135  300
    28 เดือน (ต.ค.)  135  300
    35 เดือน (พ.ค.)  135  300
    40 เดือน (ต.ค.)  135  300
    47 เดือน (พ.ค.) 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-4-5
    หรือปุ๋ยผสม
    13-9-4
    
    ปุ๋ยเม็ด
    14-4-9
    หรือปุ๋ยผสม
    11-10-7
     190  400
    52 เดือน (ต.ค.)  190  400
    59 เดือน (พ.ค.)  190  400
    64 เดือน (ต.ค.)  190  400
    71 เดือน (พ.ค.)  190  400
    76 เดือน (ต.ค.)  190  400


    หมายเหตุ เดือนที่ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  

    ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว จะใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในอัตรา 1-1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี (แล้วแต่สูตรปุ๋ยที่ใช้) โดยใส่ครั้งแรกหลังจากที่ยาง 
    ผลัดใบแล้วในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ครั้งที่สองใส่ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม  
    ดังแสดงไว้ในตารางที่ 7  

    ตารางที่ 7 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยสำหรับยางที่เปิดกรีดแล้ว  

    เวลาที่ใส่ปุ๋ย
    สำหรับยางที่
    เปิดกรีดแล้ว
    
    ชนิดของปุ๋ย
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่
    (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    ปุ๋ยเม็ด  ปุ๋ยผสม
    ครั้งที่ 1
    -ใส่ต้นฤดูฝนประมาณ 
    เดือนพฤษภาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  

    500  

    500
     500  

    600  

    -
     ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6 
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ
    ครั้งที่ 2
    -ใส่ปลายฤดูฝนประมาณ 
    เดือนกันยายน  
    ถึงเดือนตุลาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  500  ใส่ทั่วแปลงยางโดยหว่านให้ให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6  500  600
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ  500  -


    หมายเหตุ ยางแก่ก่อนโค่น 3-5 ปี ควรงดใส่ปุ๋ย

อ้างอิง: http://www.sisaket.go.th/WEB_ldd/Plant/Page04.htm
อ่าน:2003 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
เหมาะสำหรับ พืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชทุกชนิด
ปุ๋ยเคมีตราภูเขาทอง ผสมกรดซิลิคอน
กรดซิลิคอนสามารถละลายน้ำได้ พืชสามารถดูดขึ้นไปพร้อมกับการดูดน้ำ ต่อมาน้ำระเหยออกทางผิวพืชแต่ซิลิคอนไม่ระเหย จึงสะสมที่ผิวพืช เมื่อมากเข้าก็กลายเป็นผลึกควอร์ทซ์ โอปอล หรือเปลี่ยนเป็นซิลิเกต ซึ่งทำให้ผิวพืชแข็งแกร่ง ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น
กรดซิลิคอน เป็นกรดซึ่งเกิดตามธรรมชาติสามารถพบได้จาก ดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ป่าตามธรรมชาติ กรดตัวนี้เมื่อพืชนำมาใช้แล้วจะหมดไปตามธรรมชาติ ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเพื่อตอบสนองความต้องการของพืชได้ทัน จึงต้องใส่กรดซิลิคอนผสมลงในปุ๋ย เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชได้เพียงพอต่อความต้องการ เราจึงนำกรดซิลิคอนผสมกับปุ๋ยเคมีตราภูเขาทองทุกสูตร
คุณประโยชน์ที่ได้รับจาก กรดซิลิคอน
ช่วยป้องกันโรคพืช แมลงศัตรูพืช ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น รักษาหน้าดินให้อุดมสมบูรณ์เหมือนป่าที่อุดมสมบูรณ์และที่สำคัญช่วยเพิ่มผลผลิต และรสชาติที่ดีขึ้นอีกด้วย
ปุ๋ยเคมี ตราภูเขาทองผสมกรดซิลิคอน สูตรต่างๆที่มีจำหน่าย
สูตร 15-15-15 สูตร 25-7-7 สูตร 12-8-36 สูตร 16-8-8 สูตร 36-0-0 สูตร 20-8-20
สูตร 13-13-21 สูตร16-20-0 สูตร18-12-6 สูตร 16-16-8 สูตร 15-7-18 สูตร 8-24-24

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ บริษัท ทวีผลเกษตรธรรมชาติ จำกัด
โทร. 081-9354335, 081-6228499 คุณทวีเกียรติ (ผู้จัดการฝ่ายขาย)
โทร. (034) 824563-4
E-MAIL : tvpagri@hotmail.com
อ่าน:551 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
มีความยินดีจะนำเสนอ ราคาขายปุ๋ยเคมี และ อินทรีย์เคมี
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
สวัสดีครับ
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัด จ.กำแพงเพชร
ดังนี้ครับ
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เสริมสูตร สำหรับ ข้าว,ผลไม้,มัน,ยาง,สัปปะรด,ข้าวโพด,ส้ม ราคาลูกละ 620บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 36-0-0 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 17-9-9 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 กระสอบละ 800 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 กระสอบละ 950 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-27 กระสอบละ 1070 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 กระสอบละ 1120 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 กระสอบละ 1270 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 35-5-0 กระสอบละ 750 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 กระสอบละ 960 บาท
โดยมีค่าส่งเสริมการขาย กระสอบละ 30 บาท
เราจำหน่ายทั้งเงินเครดิตระยะยาว และเงินสด
โทรขอเอกสารแนะนำสินค้าได้ที่ฝ่ายการตลาด คุณเพชร 084-8193867


หมายเหตุ ราคาหน้าโรงานไม่ผ่านนายหน้า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและนำเข้าแม่ปุ๋ยเองมีใบจดทะเบียนรับรองครบถ้วนครับ
สำหรับปุ๋ยอินทรีย์เคมี ตรามันทอง กระสอบละ 620 บาท สามารถให้ผลผลิตได้สูง
email;tanason103@hotmail.com
อ่าน:4942 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน  หวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “วันไร่นาข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ณ   อ.พุทธมณฑล  จ.นครปฐม  ว่า  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ดำเนินการจัดที่ดิน  พัฒนาปัจจัยพื้นฐาน  รวมทั้งจัดสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตที่ดินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานให้แก่เกษตรกร   โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทานให้มีอาชีพเกษตรกรรม  และมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครอบครัวละ 50,000  บาทต่อเดือน   สำหรับจังหวัดนครปฐมนั้น  มีเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินจำนวน  115  ราย  เนื้อที่ 940  ไร่  ในเขตพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์  อำเภอพุทธมณฑล                   จังหวัดนครปฐม  ทั้งนี้  เพื่อให้การดำเนินงานปฏิรูปที่ดินและพัฒนาเกษตรกรในผืนดินพระราชทาน                           มีประสิทธิภาพ  และใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในผืนดินพระราชทาน  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จึงจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพ               ข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทานขึ้น  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวบนผืนดินพระราชทาน   รวมทั้งแสดงคุณค่าของสายพันธุ์ข้าว  กระตุ้นให้เกิดเอกลักษณ์การผลิตข้าวของแต่ละท้องถิ่น   ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   กล่าวต่อไปว่า  สำหรับแนวทางการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมี  4  แนวทาง  คือ 1) การเข้าถึงองค์ความรู้  โดยการใช้พันธุ์ข้าวคัดผ่านกระบวนการศูนย์เรียนรู้  การขับเคลื่อนบริการ  และ   การอบรม  2)  การเข้าถึงทรัพยากร  โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้และยอมรับ  โดยการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรี  และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว    3)  การเข้าถึงแหล่งทุน  โดยการสนับสนุนเงินกองทุน           การปฏิรูปที่ดิน   และ 4)  การเข้าถึงตลาด  โดยสนับสนุนการรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน  และการร่วมมือกับภาคเอกชนด้านการรวบรวมผลผลิต  และการจำหน่าย  ตลอดจนการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่น  

                                “ การดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว  จะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรภายใต้โครงการ                 เพิ่มศักยภาพข้าวบนผืนดินพระราชทาน  ได้เข้าถึงองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลิตข้าวหอม  นครชัยศรี  และเรียนรู้การพัฒนาการผลิต  เพื่อยกระดับการผลิตข้าวของชาวนาไทยให้สามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ  นอกจากนี้การจัดงาน “วันไร่นา          ข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ยังทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ร่วมกัน   และสามารถนำความรู้ด้านวิทยาการใหม่ ๆ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของตนเองได้ต่อไป”   นายสมพัฒน์  กล่าว 

From: moac.go.th
อ่าน:459 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ภูชี้ฟ้าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้น
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
ข้อมูลทั่วไป : 
ภูชี้ฟ้าเป็นจุดชมวิวทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากดอยผาตั้ง 25 กม. อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว มองเห็นหมู่บ้านลาวที่เรียกว่า เชียงตอง ยามเช้าในฤดูหนาวจะมี ทะลหมอก และอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ดอกเสี้ยวหรือดอกชงโคป่าบานสะพรั่งอยู่ทั่วไปบริเวณภูชี้ฟ้า บนยอดภูชี้ฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แซมด้วยทุ่งโคลงเคลง ที่มีดอกสีชมพูอมม่วงซึ่งจะบานระหว่างเดือน กรกฎาคม – มกราคม 


--------------------------------------------------------------------------------
การเดินทาง : 
ทางรถยนต์
1. การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย - เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง - ปางค่า ระยะทาง 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นลูกรังถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กิโลเมตร 

2. ใช้เส้นทาง 1021 เทิง - เชียงคำ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตกภูซาง (1093) บ้านฮวก อีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร แล้วเดินทางเท้าต่ออีก 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมวิว ทางเดินเท้ามีความสูงชันมาก 

ทางรถโดยสาร
จากสถานีขนส่งเชียงราย มีรถโดยสารไปยังภูชี้ฟ้าและดอยผาตั้ง รถออกเวลา 12.30 น. รายละเอียดติดต่อ บ.สหกิจ โทร 0-5371-1654 

อ่าน:7602 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
117.47.232.246: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
เราขาย รับสมัคร ผู้แทนฝ่ายขายปุ๋ยประจำจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศ - วัย- วุฒิการศึกษา – งานฟรีแลนด์ ไม่ผูกมัด มีประสบการณ์ยิ่งดี    ควรมียานพาหนะเป็นของตนเองงานจะคล่อง ต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด   มีออร์เดอร์ลูกค้าเก่า เป็นลูกค้าเงินสด จังหวัดละ 5,000 – 7,000 กระสอบ กว่า 4 ปี ที่เราทำตลาดขายตรงกับเกษตรกร ยอดจำหน่ายปีละ หลายหมื่นตัน ทำให้สินค้าของเรามีชื่อเสียงอย่างมากกับเกษตรกรโดยตรง แต่เรา ยังไม่วางหน้าร้านเลย ปี 2551 นี้เราต้องการหาเอเย่น ประจำจังหวัดเพื่อกระจายสินค้า..............โอกาสดีเพียงท่านรีบโทรหาเรา หจก.เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย เจ้าของและเป็นผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A พิเศษ มาตรฐาน Q ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายมา 4 ปี ลูกค้าตอบรับทั่วประเทศ รับสินค้าโดยตรงจากโรงงาน ราคาหน้าโรงงาน เพราะเรามีโรงงานผลิตสินค้าเอง โอกาสดีที่สุด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติอต่อ สายด่วน 085-0005379 , 043-343731 คุณปุ๊ก ผจก.ฝ่ายการตลาด หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 433/151 ม.2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000  สนใจติดต่อคุณ : ปุ๊กกี้ e-mail : thaifertilize@yahoo.com  หรือดูรายละเอียดที่เว็ปไซต์  http://www.geocities.com/thaifertilize 
อ่าน:329 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายเมล็ดพันธุ์ ต้นตะกูพันธุ์ก้านแดง และต้นกล้าพันธุ์จำนวนมาก 
58.147.40.55: 2553/02/20 10:47:38
ขายเมล็ดพันธุ์ ต้นตะกูพันธุ์ก้านแดง และต้นกล้าพันธุ์จำนวนมาก สนใจติดต่อคุณไก่..081-2839267

อ่าน:340 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
จุลสารวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา ฉบับที่ 50/2551 สำหรับสมาชิก สสว.
125.24.15.98: 2553/02/20 10:47:38
สำหรับกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่ สสว. จะขอแจ้งแก่ท่านในขณะนี้ คือ จุลสารวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา เรื่อง เตือนภัย : พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 กับผลกระทบต่อภาคการผลิต (ตอนที่ 2) : ฉบับที่ 50/2551 โดยเข้าที่เว็บไซต์ http://www.sme.go.th/wsi/IFRAME/journals_2551_50.html เลือกคลิกปุ่มดาวน์โหลดจะอยู่ด้านขวา ตรงกลาง คลิกดาวน์โหลด

ซึ่งจัดทำโดยโครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW) สสว.    
สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่   http://www.sme.go.th/wsi/ 


และสามารถดาวน์โหลดเอกสารย้อนหลังได้ที่
http://www.sme.go.th/wsi/IFRAME/journals_nologin1-2_3.html 
ซึ่ง สสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะได้รับประโยชน์จากจุลสารดังกล่าว

-------------------------------------------------------------------------------------------

เตือนภัย: พระราชมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 (ตอนที่ 2) จบ ฉบับที่ 50/2551
โดย โครงการศึกษาวิเคราะห์และเตือนภัย SMEs รายสาขา (SAW)
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 
 
พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551 กับผลกระทบต่อ ภาคการผลิต

                    จากจุลสารฉบับที่แล้วที่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลและความสำคัญของ พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 ให้ได้รับทราบพอสังเขปแล้วนั้น     จะเห็นว่า พ.ร.บ.นี้จะมีเรื่องของ “มาตรฐานบังคับ” และ “มาตรฐานทั่วไป” สำหรับสินค้าจากภาคเกษตร ปศุสัตว์ และ ประมง รวมไปถึงการนำสินค้าดังกล่าวไปผลิตเป็นอาหารเป็นเรื่องสำคัญ   ซึ่งทั้ง “มาตรฐานบังคับ” และ มาตรฐานทั่วไป” นั้น   กำหนดให้คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรพิจารณานำเสนอต่อรัฐมนตรีพิจารณาออกเป็นกฎกระทรวง    
 
 
download คลิกลิงค์ด้านล่างนะครับ
อ่าน:2465 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดเปิดจำหน่ายปุ๋ยเคมีเต็มสูตรราคาส่งหน้าโรงงาน
117.47.142.236: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร 

เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                                                                

                                                                                                        ราคาขายส่ง / กระสอบ

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง                                     650    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง                           650   บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง                             650    บาท

 

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0                                     890   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15                                  980   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9                                     980   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8                                   820   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0                                   980   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18                                   980    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27                                      1100   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21                                       1150   บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7                                    1020    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24                                     1280    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0                                     890    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8                                    980    บาท

***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลางเหมาะสำหรับร้านค้าหรือเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทีละมากๆ

***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้***

        เงื่อนไข

1.    ราคานี้เป็นราคาเงินสด

2.    ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว

3.    บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า

4.    แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน

5.    จัดส่งฟรี

****สั่งในจำนวนมากบริษัทมีส่วนลดให้แก่ผู้ซื้ออีกราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาสอบถามก่อนดีที่สุด****

 ติดต่อสอบถาม  คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด ตัวจริงครับ ขอย้ำ


อ่าน:2597 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
อ้อยราคาไม่ดี
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
อ้อยราคาไม่ดีเลย ปวดหัวจริงๆ
อ่าน:2017 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน “สมศักดิ์”เตรียมตัดเชือกแหล่งนำเข้าปุ๋ย  
    
  นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้น่าจะได้รับหนังสือยืนยันการปรับลดราคาภาษีปุ๋ยจากประเทศจีนที่มีแนวโน้มว่าทางการจีนจะปรับลดเหลือ 0 % อย่างไรก็ตาม หากจีนไม่สามารถปรับลดภาษีปุ๋ยลงได้ หรือเมื่อคำนวณราคาเมื่อนำเข้ามายังประเทศไทยแล้วมีราคาที่แพงกว่าอีก 2 ประเทศ คือ รัสเซีย และยูเครน ที่ได้เสนอราคาถูกกว่าราคาตามท้องตลาดประมาณ 3 – 4 พันบาท/ตัน ก็จะตัดสินใจเลือกนำเข้าปุ๋ยจากประเทศที่ถูกที่สุด โดยมีการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยให้ตรงตามมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตรด้วย สำหรับการเบิกจ่ายเงินที่จะนำมาซื้อปุ๋ยราคาถูกมาจำหน่ายสู่เกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นเงินสำรองในการซื้อปุ๋ยก่อนแล้วนำมาจำหน่ายผ่านชุมนุมสหกรณ์ โดยมีการซื้อขายในระบบเงินสดให้แก่เกษตรกรตามคุณสมบัติที่เป็นเกษตรกรรายย่อยและมีรายได้น้อยเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น ก็ได้มีการหารือถึงการเพิ่มกำลังการผลิต การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และจำนวนข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกจำนวน 2.1 ล้านตัน จะเก็บไว้เป็นหลักประกันความมั่นคงในด้านอาหารของประเทศ จะไม่มีการนำออกมาจำหน่าย ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องบริหารจัดการในเรื่องข้าวถุงให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนในประเทศ โดยอาจจะมีการซื้อข้าวใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ด้วย นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบราคาปุ๋ยที่มีการนำเข้าจากอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท ซึ่งเมื่อคิดรวมค่าบริหารจัดการ ค่าบรรจุภัณฑ์และกำไรแล้วน่าจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1 หมื่นต้นๆ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาในท้องตลาดที่ภาคเอกชนขายสูงถึง 17,000 – 18,000 บาท /ตัน ที่อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีการค้ากำไรเกินควร  

From: moac.go.th
อ่าน:1042 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขุดดินหลังบ้าน
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
"คุณกำลังขุดดินหลังบ้านอยู่รึปล่าว?"

ผมก็เป็นคนนึง ที่เคยทำงานหนักเหมือนขุดดินหลังบ้านตัวเอง ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เพราะได้อ่านนานมาแล้ว แต่ยังคงจำสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างว่า มีชายชาวยุโรปคนหนึ่ง ได้เดินทางไปหาหมอดูชื่อดัง และชายยุโรปผู้นั้น ได้ถามหมอดูว่า "ทำอย่างไร ผมจะประสบผลสำเร็จ และมีฐานะร่ำรวย" หมอดูตอบว่า "หากท่านทำงานหนักที่สุด ท่านจะเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ และร่ำรวยที่สุด" หลังจากได้ยินเช่นนั้นแล้ว ชายชาวยุโรปผู้นี้ ก็รีบร้อนกลับบ้าน และคว้าจอบขึ้นมา เดินไปหลังบ้านและมีจุดมุ่งหมายว่า เค้าจะขุดดินหลังบ้านของเค้าเอง ให้ลึกที่สุด และทำทั้งวันทั้งคืน เท่าที่เค้าจะพอมีแรงทำได้ จนวันหนึ่ง เค้าอ่อนแรงลง จนไม่สามารถขุดต่อไปได้ และพบว่า เค้าก็ยังไม่ร่ำรวยขึ้น อย่างที่หมดดูทำนาย ซักที ทั้งๆที่เค้าก็ทำงานอย่างหนักที่สุดแล้ว 

บางที หลายๆคน รวมถึงตัวผมเองด้วย ก็ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวัน โดยการตั้งใจทำงานหนัก แต่เหมือนการขุดดินหลังบ้าน บางครั้งเราไม่รู้ตัวเลย และอาจจะภาคภูมิใจ กับการขุดดินของเรา จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อาจไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นถึงสิบปี กว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลัง "ขุดดินหลังบ้าน" เมื่อรู้ว่า ความรู้ความสามารถ ที่เราสั่งสมมา ใช้ไม่ได้ หรือต่อยอดไม่ได้เลยในวันนี้ ต่างกับ อาซิ่ม อาม่า ที่ขายของ ขายข้าว และได้เพิ่ม Skill ในการขาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เศรษฐกิจไม่ดีทำไง ช่วงไม่มีลูกค้า ดำรงชีวิตยังไง แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองทุกวัน

หากเราได้ลองเสียเวลาคิด ไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะเลือกทำ หรือ ไม่ทำอะไร จะพบว่า เราจะใช้เวลาในการทำงานให้เป็นผลสำเร็จได้เร็วกว่า ที่เราจะลงมือทำเลยในทั้นที ตอนผมทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็น Pre-sales ผมมีหัวหน้า คนหนึ่งชื่อพี่ต่อ และพี่ต่อเคยพูดกับทุกๆคนในทีมว่า "อย่าทำตัว Busy" ซึ่งคำว่าอย่าทำตัว Busy ของพี่ต่อ ผมก็ได้พี่เคน มาช่วยอธิบายว่า งานที่เข้ามาจากทางฝ่าย Sales เราเป็น Pre-sales เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะแต่ละงานนั้น มีโอกาสไม่เท่ากัน เราต้องศึกษาและ ปรึกษาคนในทีม เลือกทำเฉพาะงาน หรือโปรเจค ที่เรามีโอกาสจะชนะได้ ส่วนงานที่ไม่มีโอกาสเลย เราต้องตัดทิ้ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ผลอะไร จะทำให้เป็นการเพิ่มงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็คือเหมือนขุดดินหลังบ้านนั้นเอง

ที่ผมนั่งเขียนอยู่ ผมกำลังขุดดินหลังบ้านรึปล่าว?
อ่าน:422 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกเพียง 3-5 ปี จะได้ไม้ยืนต้นสูงขนาด 15-30 เซนติเมตร สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้กระดาน ทำผ้าเพดาน เสาบ้าน หน้าต่างไม้อัด ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด 

สนใจปลูกต้นตะกู และต้องการซื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปรับปรุงแท้  ราคาไม่แพง

อาจารย์สมาน  รัญระนา 87 ซอย 2 บ้านท่าสะอาด อำเภอ พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 

โทร : 087-2187991
อ่าน:834 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อเพิ่มผลผลิต เค ยู ไคโตซาน
118.174.165.227: 2553/02/20 10:47:38
เชิญชวนทุกท่านทดลองใช้ เคยู ไคโตซาน เพื่อเพิ่มผลผลิตที่ดีกว่าเดิม หรือว่าท่านผู้ใดสนใจอยากทำธุรกิจขาย เคยูไคโตซาน หรือนำไปใช้เองนะครับ ติดต่อมาได้ที่ 089-4330788 ฐิติกานต์ครับ โดยพ่อของผมเป็นตัวแทนของภาคเหนือ ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของคุณพ่อนะครับ อาชีพหลัก รับราชการตำรวจ ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจขายตรงแต่อย่างใดนะครับ 
อ่าน:24790 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
อยากทำโรงเพาะเห็ด ต้องใช้เงินเยอะรึปล่าวครับ
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
อยากเริมทำจากเล็กๆครับ จะเริ่มศึกษายังไง ใช้เงินเท่าไหร่ครับ
อ่าน:1910 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบราคาปุ๋ย
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
อยากทราบราคาปุ๋ย เรือใบ ไข่มุขครับ ดูได้ที่ไหนครับ
อ่าน:435 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ชุดตรวจวัดค่า npk และ กรดด่าง ใน ดิน ( npk / ph soil test kit )
58.8.187.45: 2553/02/20 10:47:38
ชุดตรวจสอบค่า npk และ ph ใน ดิน

ชุดตรวจสอบค่า เอ็นพีเค และ กรดด่าง ในดิน ( npk / ph soil test kit    

ธาตุอาหาร N-P-K (ไนโตรเจน – ฟอสฟอรัส - โพแทสเซียม)  คือ อาหารที่จำเป็นสำหรับพืช แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเกษตรกรมักใช้ ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยชีวภาพ ตามความคุ้นเคย โดยมองข้ามไปว่าแท้จริงแล้ว ดินและพืชที่ปลูกต้องการธาตุอาหารใด ปริมาณเท่าไหร่ หรือปุ๋ยสูตรที่จำหน่ายตามท้องตลาดนั้นเหมาะสมกับพืชและดินแล้วหรือไม่

คำตอบคือ  "การวิเคราะห์ดิน"   

ปัจจุบัน การตรวจดินเป็นเรื่องที่เกษตรกรทำได้เอง  ไม่ยุ่งยากเลยครับ เพียงแค่เกษตรกรลองเก็บดิน มาวิเคราะห์ว่ามีธาตุอาหารอะไรอยู่ในดินบ้าง  และธาตุอาหารอะไรที่ขาด จึงมาใช้ปุ๋ยในการปรับความสมดุลตามปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน ส่วนการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ก็สามารถวิเคราะห์เองได้ภายใน 10 นาทีด้วย

ภายในกล่องประกอบด้วย

หลอดดูดสาร คู่มือการใช้ภาษาไทย ชุดตรวจสอบธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแทสเซียม  และค่าพีเอช อย่างละ 10 ตัวอย่าง รวมแล้ว สามารถวิเคราะห์ดินได้ 40 ตัวอย่าง
สนใจติดต่อ 02-559380708
อ่าน:3553 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกข้าว 5 ไร่พอกิน
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
คนปลูกข้าว ต้องซื้อข้าวกิน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรในบ้านเรา ชาวไร่ ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เอาเงินไปซื้อข้าวพันธุ์ที่ตนเองชอบกิน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยคำนึงถึงการมีรายได้ มากกว่าการมีพออยู่พอกิน 

แต่ที่บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ชาวนา ชาวไร่ หลายครอบครัว ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวเพื่อพอกินเป็นอันดับแรก เป็นที่มาของโครงการ “ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ดังตัวอย่างจากครอบครัวของ “พี่นึก”

ครอบครัวของพี่นึก

พี่นึก หรือ นายสมนึก อิ่มสิน เป็นชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด ภรรยาของเขาเป็นชาวลพบุรี ปี พ.ศ.2524 พวกเขาพากันมาซื้อที่ดินในบ้านหนองใหญ่ จ.ชัยภูมิ เนื้อที่ 108 ไร่ ราคาเพียง 20,000 บาท เขาปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปอ เดือย ส่งขายโรงงานเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ 

“ผมทำตามกระแส ใครว่าอะไรดีก็ทำ อยากรวย” พี่นึกเริ่มเล่า

ผืนป่านายางกลัก ที่ตั้งของบ้านหนองใหญ่ เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน มีไม้ใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด “ชาวบน” เป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แต่เดิม ดำรงชีวิตด้วยการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และเพาะปลูกเล็ก ๆ น้อย 

เมื่อเข้าสู่ยุคของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ในต้นทศวรรษ 2500 รัฐก็เริ่มนโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เกษตรกรจากทุกสารทิศ หลั่งไหลเข้าไปบุกเบิกจับจองพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพื่อทำการเกษตร จนกระทั่งมีคำกล่าวขานถึงดินแดนแถบภาคอีสานว่า “มันมาป่าแตก ปอมาป่าเตียน อ้อยมาป่าเหี้ยน” 

พื้นที่ป่านายางกลักถูกทำลายครั้งแรก โดยบริษัททำไม้เพื่อการค้าที่ได้รับใบสัมปทานจากรัฐ ราวปี 2502-2503 และถูกสัมปทานไม้เผาถ่านซ้ำอีกครั้ง ช่วงปี 2517-2525 ไม้ขนาดใหญ่ และกลางถูกโค่น เปิดทางให้ชาวบ้านเข้าไปปรับพื้นที่เพาะปลูกได้ง่ายขึ้น ประมาณปี 2513 ชาวบ้านหลายจังหวัดเดินตามรอยถนนชักลากไม้เข้าไปจับจองป่า จนกระทั่งตั้งเป็นชุมชนหนองใหญ่ 

ปี 2535 –2536 ทางการในนามของ โครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ (คจก.) ขับไล่ชาวบ้านหนองใหญ่ออกจากพื้นที่ มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และป่าไม้ บังคับไล่รื้อ จนชุมชนแตกกระจัดกระจาย 

พี่นึกพาครอบครัวระเหเร่ร่อนเข้ากรุงเทพ ขายปลาทูนึ่ง เป็นกรรมกรก่อสร้างทำทาง ฯลฯ ในที่สุดก็กลับมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องคนอื่น ๆ เรียกร้องให้ยกเลิก คจก. จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และได้กลับคืนถิ่นฐานเดิมในปี 2541 และช่วยกันก่อตั้งชุมชนใหม่ใช้ชื่อว่า “บ้านเทพพนา”

ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน

เมื่อชุมชนเทพพนากลับคืนถิ่น มีโครงการพัฒนามากมายทั้งจากภาครัฐ และเอกชนให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรมทางเลือก ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พาไปศึกษาดูงาน จนกระทั่งมีการตั้งกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นในชุมชน โดยมีพี่นึกเป็นประธานกลุ่ม

2 ปีก่อน กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ริเริ่มโครงการ “โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ด้วยแนวคิดว่า พื้นที่ 5 ไร่ เป็นขนาดการผลิตที่สามารถจัดการได้ภายในครอบครัว ทั้งด้านแรงงาน และปัจจัยการผลิต ผลผลิตที่ได้ก็เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนตลอดปี 

“ถ้าปลูกเกิน 5 ไร่ เกินกำลัง ปลูก 5 ไร่ มีแรงงานประมาณ 3 คน มาทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน ก็พอ มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น”

ปีแรกมีสมาชิกเข้าร่วม 25 ราย ปีต่อมาเพิ่มเป็น 57 ราย จากชาวบ้านในชุมชน ประมาณ 90 หลังคาเรือน สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ มีสิทธิกู้เงินเพื่อไถพื้นที่ในวงเงิน 3,000 บาท และเสียดอกเบี้ยอัตราต่ำ กลุ่มฯจะจัดหา และจัดจ้างรถไถราคาถูกให้แก่สมาชิก ค่าไถบุกเบิกที่ใหม่ ไร่ละ 500 บาท ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาแล้ว ไร่ละ 150-200 บาท 

“เราได้สมาชิกเพิ่มเพราะชาวบ้านมักจะถูก “ตกเขียว” กู้เงินเขามาไถ หรือ จ้างรถไถแล้วติดเงินไว้ สัญญาว่าจะชดใช้เป็นข้าวเปลือก พอเก็บเกี่ยวนายทุนจะตีราคาข้าวต่ำมาก ขนข้าวไปเกือบหมดจนชาวบ้านเหลือไม่พอกิน” พี่นึกเล่า

พันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านเทพพนาปลูก ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้าพื้นบ้าน ได้มาจากคนดง หรือ “ชาวบน” ปลูกประมาณ 3 เดือนครึ่ง ได้ผลผลิตไร่ละ 3 กระสอบ ข้าวพันธุ์นี้น้ำหนักไม่ดี แต่เมล็ดข้าวอ่อน นุ่มลิ้น ชาวบ้านชอบกิน 

พี่นึกบอกว่าต้นข้าวจะแข็งแรง ต้านทานโรค ถ้าคนปลูกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านหลายคนเห็นแก่ความสบาย ใช้สารเคมี แล้วข้าวก็เป็นโรคใบพัน ไม่ออกรวง พี่นึกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ใช้จอบดายหญ้าพรวนดินไปในตัว ข้าวไม่เคยเป็นโรคสักที

พี่นึกไม่นิยมพันธุ์ข้าวที่รัฐส่งเสริม ถึงแม้ผลผลิตดีกว่าข้าวพื้นเมือง แต่จะทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองไม่ได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง 

ปีนี้กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ไม่ได้หาเงินกู้จ้างรถไถปลูกข้าวเหมือนปีก่อน เพราะชาวบ้านหลายคนไปกู้เงินกองทุนหมู่บ้านละล้าน และกองทุน กขคจ. กลุ่มฯไม่อยากให้ชาวบ้านมีหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านหลายคนยังคงปลูก “ข้าว 5 ไร่ พอกิน” ต่อไป นับเป็นความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกในการเสิรมสร้างแนวคิดการพึ่งพาตนเอง

นักอนุรักษ์พันธุ์ข้าว

ปัจจุบัน พี่นึกเหลือที่ทำกินมากกว่า 70 ไร่ เขาแบ่งทำสวนไม้ผล 10 ไร่ มีกล้วยและลำไยเป็นหลัก ทำนา 5 ไร่ ทำไร่ข้าว 5 ไร่ และเป็นปลงอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวอีก 3 ไร่ พื้นที่ที่เหลือใช้ เลี้ยงวัว เขากำลังพัฒนาระบบการเพาะปลูกของตนเองให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน โดยคำนึงถึงการพออยู่พอกิน มากกว่าความร่ำรวย

ตั้งแต่ได้กลับคืนถิ่น ใน ปี พ.ศ. 2541 พี่นึกก็เริ่มสะสมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ปัจจุบันมีประมาณ 12 พันธุ์ เช่น ข้าวหอมดง เป็นพันธุ์ข้าวกึ่งไร่ กึ่งนา ข้าวเหลืองทอง เนื้อแข็ง เอาไว้ทำขนมจีน หรือลอดช่อง 

ทุกปี เขาจะคัดเมล็ดข้าวแต่ละพันธุ์ไว้ประมาณ 2 ลิตร เพื่อนำไปปลูกในปีถัดไป ใช้พื้นที่ปลูกพันธุ์ละ 1 งาน แยกต่างหากจากบริเวณที่ปลูกข้าวไว้กิน 

“ผมเคยเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้ชาวไร่ต้องซื้อพันธุ์ข้าวโพดซีพี ผมกลัวว่าต่อไปเราจะต้องซื้อพันธุ์ข้าวเหมือนกัน” พี่นึกบอกเหตุผลของการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว

พีนึกปันเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะสมไว้ให้กับเพื่อนบ้านที่มาขออยู่เสมอ เขายินดี ถ้าสิ่งที่ทำอยู่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง ยังมีเกษตรกรไทยอีกหลายคนที่อนุรักษ์พันธุกรรมแบบพี่นึกทำ เก็บรักษาพันธุกรรมไว้ในแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างกับพวกนักวิทยาศาสตร์พ่อค้า ที่เก็บพันธุ์ไว้ในห้องทดลอง ตัดต่อพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปจดสิทธิบัตร แล้วนำมาค้ากำไรกับชาวไร่ ชาวนาอีกทีหนึ่ง 

เกษตรพอเพียง

“กินอิ่ม-นุ่งอุ่น” เป็นหลักประกันพื้นฐานของชีวิตที่ใครก็ต้องการ แต่ผู้ที่จะมีหลักประกันนี้ต้องรู้จักคำว่า “พอ” โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน เป็นตัวอย่างการทำเกษตรแบบพอเพียง ไม่ละโมบโลภมากจนเกินกำลัง อย่างน้อย มีพอสำหรับกินอิ่มท้อง นอกเหนือจากนั้น จึงค่อย ๆ ทำเพิ่มเติม จะปลูกไม้ผล เลี้ยงวัว หรือปลูกพืชขายเป็นรายได้เสริม ก็ค่อย ๆ ทำไป แบบพอตัว 

หากทำได้เช่นนี้ “ความยั่งยืน” ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น 

เกษตรกรไทย มีองค์ความรู้อันทรงคุณค่ามาช้านาน แต่ภูมิปัญญาของพวกเขา ถูกเบียดบัง ทำลายโดยเทคโนโลยี-ธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้ยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับการกระหน่ำซ้ำเดิมด้วยการกีดกันมิให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรอันเป็นปัจจัยการผลิต

ความล้มเหลวผิดพลาดในอดีต เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาหันมาฟื้นฟูภูมิปัญญาของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง โอกาส และการสนับสนุน คือ สิ่งที่เกษตรกรต้องการ เพื่อให้พวกเขากลับมา ยืนหยัดเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของชาติอีกครั้งหนึ่ง. 

ข้อมูลจาก: http://www.thaico.net/b_pnews/sc(36).htm
อ่าน:3830 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
เรียนท่านที่เดือดร้อนของ พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 
222.123.115.68: 2553/02/20 10:47:38
ผมเป็นผู้ประกอปการ รายหนึ่ง ที่ได้ผลกระทบจาการออกกฎหมาย พรบปุ๋ย 2518 (ฉบับ2)
เนื่องจากพรบ.ปุ๋ย2550ฉบับนี้ได้มีผลกระทบกับผู้ประกอปการ ดังนี้พรบ.ปุ๋ย2500กำหนดหนดว่าต้องมีการแจ้งที่อยู่ผู้ผลิต ผมว่ามันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ค้ารายใหญ่ อีกไม่นานก็จะมีการลัดวงจรมากมาย การค้าขายก็จะไม่เป็นระบบ ไม่มีเงินหมุนเวียน ในท้องถิ่น
 เช่น นายดำ เป็นผู้ผลิต ส่งให้นายแดง จากนนั้นนายแดงส่งให้นายเขียวหรือนายเขียวอาจจะส่งให้นายเหลืองอีกที หากเป็นเช่นนี้ตามพรบ.ปุ๋ย2550ผู้ขายจะต้องพิมพ์และแจ้งหมายเลขที่อยู่ผู่ผลิตด้วย หากเป็น เช่นนี้ก็จะทำให้ระบบการค้าเสียไปด้วยเนื่องจากใครก็สามารถซื้อที่โรงงานผลิตได้เพราะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป (จริงๆแล้วต้องออกให้โรงงานที่ดัดแปลงแล้วก็บรรจุภัณฑ์) และที่สำคัญจะทำให้การเจริญเติบโตของปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก จริงแล้วๆปัญหามันมีมากมายกว่านี้ แต่สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอปการเล็กๆและทำอาชีพนี้อยุ่จะเข้าใจ 
1.พรบ.ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้ารายใหญ่
2.พรบ.ฉบับนี้บีบให้การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพน้อยลง เพราะปุ๋ยเคมี มีสูตรที่แน่นอน(ทำไมไม่ตามไปตรวจถึงต่างประเทศเลยหละ)
3.กระทบกระเทือนผู้ค้าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแน่นอน เพราะการขอเป็นไปได้ยากเพราะสิ่งที่คุณตั้งกฎเกณฑ์มามันเกินภูมิปัญญาชาวบ้านส่วนใหญ่
          นี้คือเหตุผลหลักๆและเป็นหลักใหญ่ๆด้วย หรือบางท่านบางรายอาจมีเหตุผลมากกว่านี้อีก ที่ทำให้การ ประกอปอาชีพที่สุจริตลำบาก คิดดูซิครับเวลาจัดประชุม เสนอญัติเคยเอาผู้ประกอปการที่มีผลกระทบหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดนตรงไปเสนอด้วยก็ไม่มี กฏหมายเจตนาดีแต่การกระทำไม่ใช่  จึงอยากจะเชิญท่านๆทั้งหลายที่มีปัญหานี้ร่วมกันมาร่วมตัวกันเพื่อจะเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้หรือแปลญัติกฎหมายใหม่เพื่อให้มีความเป็นธรรมทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ หรือไม่ก็รวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง เนื่องด้วยมีเหตุจากว่า กฎหมายพรบ.ปุ๋ยฉบับนี้ ขัดต่อเสรีภาพการทำการค้าของบุคคลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในมาตรา12 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้ค้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ สารอินทรีย์และชีวภาพ  กฎหมายเจตตนาดี แต่วิธีการนำมาบังคับใช้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้มันมีทางออกสำหรับผู้ประกอปการรายเล็กๆบ้าง
อ่าน:3404 | ความคิดเห็น:40 | แสดงความคิดเห็น
ขายและรับสมัครตัวแทน รายได้งาม ตัวแทนปุ๋ยกำไรเบื้องต้นกระสอบละ 70 บาท
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38
ทางเลือกใหม่ปุ๋ยของเกษตรกร ปุ๋ยจีไลฟ์ ราคากระสอบละ 690 บาท
   การปลูกพืชซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินก็จะค่อยๆหมดไป ทั้งที่ติดไปกับผลผลิตและการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงต้องเติมปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  หากเป็นการเพาะปลูกเพื่อขาย ก็ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงมากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้น้อยลงได้จึงคุ้มค่าในการผลิต สภาวะตลาดปุ๋ยในปัจจุบันนี้มีราคาที่สูงมาก เพราะราคาสารเคมีที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยแพงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน  
บ. จีไลฟ์ ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรา กรีนไลฟ์ ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ประสิทธิภาพดี เร่งการเจริญเติบโต ป้องกันพืช โดยลองหันมาใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จีไลฟ์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึง“คุณภาพของปุ๋ย” เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกษตรกรไทยได้นำปุ๋ยราคาถูก และ ดีมีคุณภาพไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กรีนไลฟ์ปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์
-ราคาถูกกว่าเคมี
-ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
-มีจุลินทรีย์ ที่ดีต่อพืช ช่วยตรึงแร่ธาตุและสารอาหาร และป้องกันโรคพืช
-เพิ่มปริมาณเม็ดดิน
-ปรับสภาพดินให้ดี ร่วนซุย กรด-ด่าง พอเหมาะ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ปุ๋ยกรีนไลฟ์
เป็นปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แท้ผสมแร่ธาตุต่างๆประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆครบถ้วน อินทรียวัตถุได้จากพืช มูลสัตว์ และกระดูกป่น ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และต้นผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยทำให้คงคุณสมบัติของสารเคมีอย่างครบถ้วนจากธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร 
ปุ๋ยกรีนไลฟ์ 
เป็นปุ๋ยที่ได้นำแม่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ แร่ธาตุต่างๆมาผสมกันและเคลือบเม็ดปุ๋ยทั้งหมดด้วยไตรโคซาน เพื่อเพิ่มคุณภาพปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนี้
กลุ่มธาตุอาหารหลัก
ไนโตรเจน(N) -ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ต้นใบเขียว ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
ฟอสฟอรัส(P) -กระตุ้นการเจริญเติบโตในระยะยาว ช่วยสะสมอาหาร น้ำตาลในต้นพืช
โปรตัสเซียม(K) -สร้างแป้งและน้ำตาล กระตุ้นการออกดอก ติดผลดก

ธาตุอาหารได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยูเรีย, 21-0-0 แอมโมเนียซัลเฟต, 18-46-0 ไดแอมโมเนียฟอสเฟต 0-0-60 โปรตัสเซียมคลอไรด์

กรีนไลฟ์ สูตร 1 เตรียมดิน บำรุงต้น เพิ่มการเจริญเติบโต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 680 บาท
กรีนไลฟ์ สูตร 2 บำรุงดอก เพิ่มผลผลิต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 750 บาท

ติดต่อ สราลัย 08-6892-3393 saralai_center@hotmail.com
อ่าน:338 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนิคมสหกรณ์ดงเย็น มุกดาหาร
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
รูปแบบการสาธิตอาชีพเกษตรผสมผสาน

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนิคมสหกรณ์ดงเย็น อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เป็นอีกหนึ่งศูนย์เรียนรู้ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดตั้งขึ้นมา มีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ กิจกรรมภายในศูนย์ฯแห่งนี้จะเน้นรูปแบบการสาธิตวิธีการประกอบอาชีพ ด้านเกษตรผสมผสาน มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น   6 ส่วน ประกอบด้วย สระน้ำ 10 ไร่ เพื่อเลี้ยงปลา พื้นที่เลี้ยงสัตว์ 3 ไร่ ปลูกพืชไร่พืชสวน 73 ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัวและเห็ด 3 ไร่ จัดเป็นป่าชุมชน 10 ไร่ และอาคารสำนักงาน 1 ไร่  
 
ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกเกษตรกรรุ่นแรก ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ดงเย็น และสมาชิกนิคมสหกรณ์คำอาฮวน จำนวน 30 คน ที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง หรือ มีที่ดินทำกินน้อยไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ ได้มีโอกาสเข้ามารับการศึกษาอบรมภาคทฤษฎีและฝึกการปฏิบัติจริงในแปลงสาธิตภายในศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นระยะเวลา 60 วัน 
อ่าน:19150 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ...
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
   กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ศูนย์ข้าวชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัด โรงเรียนเกษตรกร โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และอบต.ทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้พื้นที่นาข้าว 8.5 ล้านไร่ ต้องใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
   
   นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ว่า ได้มีการเร่งรัดให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว ร่วมกันทำแผนส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ในการใช้ปุ๋ยเคมี อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ “ลดปุ๋ยเคมี ใช้แต่พอดี ช่วยลดรายจ่าย” ซึ่งในปี 2551 นี้ จะดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 8.5 ล้านไร่ และจะขยายผลสู่พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวโพด เป็นลำดับต่อไป โดยขณะนี้โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับข้าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ของ 4 หน่วยงานหลักรวม 345 คน เพื่อเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป คาดว่าจะอบรมเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้านนายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า วิธีการเผยแพร่โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสู่เกษตรกรแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก คือ จัดทำ CD-ROM โปรแกรมดังกล่าวไปติดตั้ง ที่หน่วยงานในสังกัดของทั้ง 4 กรมตามที่กล่าวไปข้างต้นทั่วประเทศ พร้อมกับติดตั้งให้กับองค์การบริหาร ส่วนตำบลทุกตำบล และโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชนจำนวน 56 แห่ง ส่วนรูปแบบที่สอง จัดทำเป็นข้อมูลแผนที่ติดไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 800 แห่ง โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน 500 แห่ง หมอดินตำบล 7,225 ตำบล ศูนย์ข้าวชุมชน 270 แห่ง 27 จังหวัด และโรงเรียนเกษตรกร 56 จังหวัด ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ได้มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ส่งผลให้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร/เกษตรอินทรีย์ในกลุ่มที่ปลูกข้าว จำนวน 10,000 กลุ่ม เกษตรกรเป้าหมาย 500,000 ราย รวมพื้นที่ 8 ล้านไร่ ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าวรับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนและโรงเรียนเกษตรกร รวมพื้นที่ 500,000 ไร่ เกษตรกร 25,200 ราย โดยมีกรมวิชาการเกษตรร่วมเป็นวิทยากรสนับสนุน นอกจากนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินในพื้นที่นาของเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี สุรินทร์ ลพบุรี ชัยนาท ชลบุรี ราชบุรีและพัทลุง เพื่อติดตามและประเมินผลการทำงาน
อ่าน:20993 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
** รับสมัครตัวแทนปุ๋ย ทั่วประเทศ**
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38
บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ย ตรากรีนไลฟ์
   *กรีนไลฟ์เม็ด เคมีเสริมสูตร ทดแทนปุ๋ยสูตร แก้ปัญหาปุ๋ยแพง
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค อินทรีย์สกัดอัดเม็ดเต็มประสิทธิภาพ
   * ชีวภาพน้ำ อาหารเริมทางใบ ป้องกันและกำจัดโรคพืช

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  ตัวแทนละ 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย

สาขาและจุดประสานงานทั่วประเทศ
   * สำนักงานใหญ่ รามคำแหง
   * สาขาพระราม 2
   * สาขาศรีราชา ชลบุรี
   * สาขาหาดใหญ่ สงขลา
   * สาขาหมากแข้ง อุดรธานี
   * เซ็นเตอร์ พิษณุโลก

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ
เปรมยุดา 086-892-3393
saralai_center@hotmail.com



อ่าน:1766 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
เปิดจองยูเรียนำเข้า
61.7.136.137: 2553/02/20 10:47:38
สินค้ามาถึงภายในวันที่16-18 ก.ค นี้ราคา20,500บาท/ตัน มี25,000ตัน เริ่มต้นที่5,000ตันขึ้นไปครับ ติดต่อ สราวุธ 0848161007
อ่าน:337 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นตะกูราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ด 800 / กก. T.087-999-6296
202.91.18.192: 2553/02/20 10:47:38
โครงการ  ”ปลูกไม้มงคลต้นตะกู”   มหาเศรษฐีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทุกภาคส่วนหันมาปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ “ ตะกู ” ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าไบโอชีวมวล อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกต้นตะกูเชิงธุรกิจ แนะนำให้ข้อมูลการเพาะเมล็ดกล้า, การปลูกต้นตะกู และแหล่งขายไม้ตะกู
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า  ต้นกล้าตะกู (พันธุ์ก้านแดง) และเมล็ดพันธุ์ ราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ดราคา 800 / กก.   ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับต้นตะกู  ติดต่อ  คุณพลอย Tel. 087-999-6296, 086-411-0768

อ่าน:19608 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยเคมียูเรีย 46-0-0 ตรากระต่าย ราคาส่งโรงงาน
125.27.216.76: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการขาจำหน่ายปุ๋ยเคมี ยูเรีย 46 - 0 -0ตรากระต่าย จำนวนมากในราคาส่งจากโรงงาน มีบริการจัดส่งให้ ติดต่อขอรายละเอียดและใบเสนอราคาได้ที่

คุณต้น 085-0394566

อ่าน:1497 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
ขายมูลไส้เดือน น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยชั้นดีสำหรับคนรักต้นไม้ 
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุ 1 Kg ร่อนเอาวัสดุแปลกปลอมออก ความชื้นประมาณ 35-40 % เม็ดละเอียด เนื้อสวย เหมาะสำหรับงานเล็กๆ เช่นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กระถางทั่วไป  มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุ 5 Kg ร่อนเอาวัสดุแปลกปลอมออก ความชื้นประมาณ 35-40 % เม็ดละเอียด เนื้อสวย เหมาะสำหรับงานสวนหย่อม  มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุกระสอบละ 50 Kg  เหมาะสำหรับงานขนาดใหญ่  ราคา 30 บาท : Kg 
น้ำหมักมูลไส้เดือน (Worm Tea) สูตรเติมอากาศ ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร ราคาขวดละ 30 บาท 
ขายราคาพิเศษ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปจำหน่าย  รายละเอียดเพิ่มเติม http://wormworkshop.pantown.com 
โทร. 086-539-6464(อดิศักดิ์)
อ่าน:2941 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยชีวภาพ
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
สินค้าแนะนำสำหรับเกษตรชีวภาพ 
1. ปุ๋ยน้ำ Happy M-1 
ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร ปุ๋ยน้ำ Happy M-1 (สำหรับพืชทุกชนิด) ราคา 650.00 บาท/ขวด 
2. สารปรับปรุงดิน Happy Tree 
เป็นสารบำรุงดินที่ช่วยให้ดินร่วนซุย ดินมีการถ่ายเทอากาศได้ดี ราคา 130.00 บาท/ถุง 
3. Happy Glue แฮ็ปปี้ กลู 
สารจับใบช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูดซึม ราคา 286.00 บาท/แกลลอน 
4. Happy Protector แฮ็ปปี้ โพรเทคเตอร์ 
สมุนไพรกลั่นควบคุมแมลง - หนอน ราคา 520.00 บาท/ขวด 
5. ปุ๋ยน้ำ Happy Rice (สำหรับข้าวโดยเฉพาะ) 
เป็นอาหารทางใบ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว ราคา 1,040.00 บาท/ขวด 
6.แฮ็ปปี้ แอนติรา (HAPPY ANTIRA) 
สมุนไพรสกัด ควบคุมและกำจัดโรคพืช ราคา 800.00 บาท / ขวด 

สนใจรายละเอียดและวิธีการใช่ติดต่อกลับ 04-1395817 หรือแจ่งไว้ในกระทู้นี้เลยนะคะ 
อ่าน:528 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดปุ๋ยเคมีเต็มสูตรราคาส่งหน้าโรงงาน
222.123.250.124: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร 

เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                                                                

                                                                                                        ราคาขายส่ง / กระสอบ

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง                                     600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราปาล์มทอง                                  600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรายางทอง                                     600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง                           600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง                             600    บาท

 

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15                                  950    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8                                   800    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0                                   950    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18                                   980    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27                                      1050    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21                                       1100    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7                                    990    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24                                     1250    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8                                    950    บาท

***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลาง

***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้***

        เงื่อนไข

1.    ราคานี้เป็นราคาเงินสด

2.    ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว

3.    บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า

4.    แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน

5.    จัดส่งฟรี

****สั่งในจำนวนมากบริษัทมีส่วนลดให้แก่ผู้ซื้ออีกราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาสอบถามก่อนดีที่สุด****

 ติดต่อสอบถาม  คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด



อ่าน:425 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยมูลขี้หมู บรรจุถุง 30 กก
125.24.9.116: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยขี้หมูราคาถูก
ซึ่งบรจุถุงไว้ถุงละ30 กก. สำหรับ เกษตรกร
อยู่ จ.ขอนแก่น ติดต่อสอบถามราคาได้ครับ

ติดต่อ : คุณเฉลิมชัย Chalermchai Tullayadechap
ที่อยู่ : ขอนแก่น , บ้านไผ่ , บ้านลาน
โทรศัพท์มือถือ : 089-621-3188
อีเมลล์ : jiuzhaigou@hotmail.com
อ่าน:567 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
พี่ๆใช้ปุ๋ยยี่ห้ออะไรกันคะ (กำลังทำวิจัย ส่งอาจารย์ช่วยหน่อยนะคะ)
125.24.56.206: 2553/02/20 10:47:38
พี่ๆที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ ใช้ปุ๋ยอะไรกันคะ และเพราะอะไรถึงเลือกใช้ปุ๋ยชนิดนั้น?
เป็นคำถามแบบเปิดค่ะ อยากให้พี่ๆช่วยอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้พี่เลือกซื้อมาใช้

เช่น 

ใช้ปุ๋ยเคมีตรากระต่าย เพราะมั่นใจในชื่อเสียงของบริษัท...

ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตรา xxx เพราะเห็นเพื่อนบ้านใช้แล้ว ได้ผลเหมือนกัน และพบว่าคุณภาพดินดีขึ้น...

รบกวนขอข้อมูลด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

อ่าน:1060 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
สอบถามเกี่ยวกับการปลูกยางที่ใต้กับที่อิสาน
125.27.216.66: 2553/02/20 10:47:38
อยากสอบถามผู้รู้นะคะ ว่าระหว่างการปลูกยางที่ใต้ กับที่อิสาน ปลูกที่ไหนดีกว่ากัน เพราะตอนนี้เห็นชาวใต้ นิยมมาซื้อสวนยางที่อิสานเทนทำที่ภาคใต้นะค่ะ 
อ่าน:3025 | ความคิดเห็น:14 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดาน ไม้ผล,ผัก,ออแกนนิค
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ยินดีต้อนรับสู่กระดาน ไม้ผล,ผัก,ออแกนนิค
อ่าน:1075 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน













© FarmKaset.ORG