หน้าแรก | ตามสินค้า | เลือกซื้อ | iLab
เฟสบุ๊ค | ไลน์ไอดี FarmKaset | ตัวแทน | EngWeb
ต้องการสั่งซื้อปุ๋ยและยาฯอินทรีย์จากเรา โทร 090-592-8614 หรือไลน์ไอดี PrimPB นะคะ
FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents
2618 เรื่อง หน้าละ 100 รายการ 26 หน้า, หน้าที่ 27 มี 18 รายการ
|-Page 24 of 27-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ จุฑามาศ นวลใย, จันทร์ 30 มีนาคม 2563 19:34:39, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
ด.ต.สุวิทย์ รุจิเสรี, จันทร์ 30 มีนาคม 2563 15:58:02, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ ธัญชนก จุลวิจิตร (คุณปรีชาผู้สั่ง), จันทร์ 30 มีนาคม 2563 13:37:58, เลขจัดส่ง SMAM000174304
คุณ แป๊ก แทนนิกร, จันทร์ 30 มีนาคม 2563 12:38:53, เลขจัดส่ง SMAM000174294
คุณ ประทาน คำมีภา, จันทร์ 30 มีนาคม 2563 12:30:22, เลขจัดส่ง SMAM000174293
คุณ สุนิษา พ่อค้าช้าง, จันทร์ 30 มีนาคม 2563 12:22:11, เลขจัดส่ง SMAM000174298
คุณ วิเชียร ใครอินทร์, จันทร์ 30 มีนาคม 2563 10:24:27, เลขจัดส่ง SMAM000174297
คุณ สุทธิพงษ์ คลังแก้ว, อาทิตย์ 29 มีนาคม 2563 15:23:39, เลขจัดส่ง SMAM000174291
คุณ วัฒนะ เหาะสูงเนิน, อาทิตย์ 29 มีนาคม 2563 12:43:11, เลขจัดส่ง SMAM000174289
คุณ กฤษณร์ ทำสวน , อาทิตย์ 29 มีนาคม 2563 11:41:31, เลขจัดส่ง SMAM000174302
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา
58.10.90.77: 2553/02/20 10:47:38
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา

จีน-บราซิล ทำปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังเกษตรกรแห่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น กระเทือนถึงตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ต้องขึ้นราคาตาม หลังธาตุอาหารหลัก NPK ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีในราคาที่แพงขึ้น 10% เปิดช่อง ปุ๋ยอินทรีย์ เกรดต่ำ/ปุ๋ยปลอมออกอาละวาด โก่งราคาขายเกษตรกรแพงขึ้นถึง 2,000-3,000 บาท/ตัน ในขณะที่ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดได้

นายยุคเลศร์ อุ่นใจ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา ปุ๋ยเคมี ในตลาดโลกได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปกติ "แม่ปุ๋ย" ที่เป็นธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน (N) มักจะมีความผันผวนทางราคาค่อนข้างสูง แต่ฟอสฟอรัส (P) กับโพแทสเซียม (K) ราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ปรากฏว่า ปีนี้ภาวะราคาธาตุอาหารหลักทุกตัวผันผวนสูงเหมือนกันหมด ทำให้ผู้ค้าปุ๋ยประเมินแนวโน้มตลาดปุ๋ยเคมีได้ยากลำบากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ตามปกติ ประเทศอินเดีย-บราซิล จัดเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ใช้ปุ๋ยรายใหญ่ แต่ละปีมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 40-50 ล้านตัน/ปี มาปีนี้ทางจีน-บราซิลได้เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนทางราคาค่อนข้างสูงนั้น ประกอบกับผลกระทบจากราคา น้ำมันแพง ทำให้มีการปรับค่าระวางขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นเกษตรกรไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อปุ๋ยในราคาแพงกว่าปีที่ผ่านมามากกว่า 10%

"แม้ว่าปีนี้ปุ๋ยจะมีราคาแพงขึ้น แต่ปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีภายในประเทศก็ไม่ได้ปรับลดลง เกษตรกร ส่วนใหญ่ต่างห่วงกังวลว่าจะหาซื้อปุ๋ยเคมีไม่ได้มากกว่าเนื่องจากเกษตรกรเล็งเห็นบทบาทสำคัญของปุ๋ยเคมีว่าเป็นสิ่งจำเป็น สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน มูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา" นายยุคเลศร์กล่าว

ด้านนายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หลังจากปุ๋ยเคมีปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น เกษตรกร บางส่วนได้พยายามลดต้นทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แต่ทางกรมวิชาการเกษตรกลับพบว่า มีผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพต่ำบางราย ได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรหลงเข้าใจผิดว่า สินค้าดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและขายในราคาสูงถึง 5,000-7,000 บาท/ตัน ซึ่งเข้าขายหลอกลวงประชาชนเพราะ ความจริงสินค้าปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปไม่ควรเกิน 3,000-4,000 บาท/ตัน

มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ไม่สามารถควบคุมดูแลการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ได้เพราะ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับดังกล่าวมีอำนาจควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเพียงชนิดเดียว อย่างไรก็ตามขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2550 ได้ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ซึ่งจะทำให้กรมวิชาการเกษตร สามารถควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าต้องมาขึ้นทะเบียนขออนุญาตผลิตกับกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งยังครอบคลุมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกคาดว่า จะมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต่ำกว่า 200 ราย

นายศักดิ์เกษมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ระบุให้ การควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอยู่ภายใต้ คณะกรรมการปุ๋ย ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับ พ.ศ.2550 ฉบับปรับปรุงแก้ไข จะเปิดโอกาสให้เกษตรกร-เอกชน ที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจปุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ผู้ประกอบการค้าปุ๋ย เข้ามามีส่วนร่วมเป็น คณะกรรมการปุ๋ย เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ ในการควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคาดว่า จะก่อให้เกิดความสะดวกต่อการค้าและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ใช้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2550
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv04221150&day=2007-11-22§ionid=0203
อ่าน:954 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง จากกระแสนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ 
125.24.83.137: 2553/02/20 10:47:38
ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็น ผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็น อุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :   แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโต อย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลาง กระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ

   ดังนั้นแนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับ ไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิด ประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย ในอนาคตไทยน่าจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์และ สินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้อีกด้วย 
อ่าน:1582 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor  (สามล้อ)  
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor ระบบการทำงาน  hydrostat 
ราคาจำหน่าย 1,200,000  บาท 
เครื่องจักรสร้างได้มารฐาน ส่งออก   

การชำระแบ่งชำระ 4 งวด 
ดาว 40% ที่เหลือ 15%  15%  15%  15%+ดอกเบี้ย   
ภายใน 2 ปี

ติดต่อคุณ  ปลา
081-7632790

บจก.อินเตอร์แม็คคานิค
อ่าน:43944 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายอะไหล่รถคีบอ้อย Bell Atam  ตั๊กแตน  max
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายอะไหล่ Spareparts รถคีบอ้อยสามล้อ ทุกยี่ห้อ  
อะไหล่ Bell มีอะไหล่ทุกชิ้น ทุกต้ว นำเข้าเอง มีทั้งอะไหล่ bell รุ่นเก่า Vicker ไปจนถึงรุ่นใหม่ Bell 125  Eaton hyd 
อะไหล่ Atam ปั๊ม Saurer danfoss    
อะไหล่ Eaton / Vickers / Saurer    
อะไหล่ Gearbox  Auburn Gear  รุ่นใหม่ทดแทน ดุมรุ่นเก่าใน atam ใสได้เลยไม่ต้องแปลง
อะไหล่เครื่องยนต์ Deutz  มีทุกชิ้น เครื่องยนต์ ราคา สองแสนต้นๆ ไม่จุกจิกเหมือนเครื่องยนต์เก่า

แนะนำว่าซื้อรถคีบอ้อยที่เครื่องยนต์เก่าระวังจะบานปลายภายหลัง เพราะเราไม่รู้ว่าภายในเป็นอย่างไร
บวกกับ อะไหล่เครื่องยนต์บ้านเราก็เรียกว่าเทียมซะ 90% แล้ว  

081-9444009 
081-7363009
อ่าน:7910 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ
125.24.22.179: 2553/02/20 10:47:38
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ ราคาประมาณเท่าไหร่
อ่าน:28961 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-3267399
124.121.38.31: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณอนันต์ แซ่กว้าง  081-3267399
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
อ่าน:410 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ผลิต...ไบโอดีเซลชุมชน ซีพีเอฟนำร่องประหยัด พลังงาน
125.24.39.151: 2553/02/20 10:47:38
โลกยุคปัจจุบัน”...ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติพลังงาน เนื่องจาก น้ำมันปิโตรเลียมดีดราคา จนสูงโด่งและขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอันเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจขยับสูงขึ้น 

...หลายหน่วยงานจึงพยายามหาแนวทาง ลดต้นทุน และ หันมาสนใจกับพลังงานทดแทน จากธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ... 

...นอกจากนั้นพึ่งพา พลังงานทดแทนจากทรัพยากรบนดิน คือ ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งมีหลายชนิดที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตใช้งานได้ แต่ถ้าเข้าสู่เชิงธุรกิจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากพอสมควร 

อย่างไรก็ตาม....มีการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้กันอย่างประหยัด โดยนำวัสดุ หรือ ของเหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาดัดแปลงเข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานอีก... 

...บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นหน่วยงานหนึ่งของภาคเอกชนที่นำเอาน้ำมัน ที่ใช้แล้ว ผันเข้าสู่ขบวนการผลิต “ไบโอดีเซล” 

...ไบโอดีเซล หมายถึง เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ ที่ผลิตได้จากน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ ทั้งที่ยังใหม่และผ่านการใช้งานแล้ว มาทำปฏิกิริยาทางเคมี (transesterification) กับเมทานอล ด่าง จนเกิดเป็นสารเอสเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล... 
อ่าน:1576 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ- sell raw cotton shopping bag  
203.147.0.44: 2553/02/20 10:47:38
--ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ ขายกระเป๋าผ้าฝ้าย รับทำกระเป๋าผ้าฝ้าย  - sell raw cotton shopping bag  
 ทำได้ทุกขนาด  พร้อม พรินท์ โลโก้ บนกระเป๋าผ้า  เหมาะเป็นสินค้าพรีเมี่ยม  
สินค้าธรรมชาติ หัตถกรรมไทย  reuseable bag, friendly environment bag, 
http://www.geocities.com/witservice11/bag/bagshopping-cotton.htm
สนใจติดต่อ thaihandmade22@yahoo.com , witservice11@yahoo.com  tel.0846867054
อ่าน:1473 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
อยากให้มีรายชื่อผู้จำหน่ายผักปลอดสารพิษ เพราะตอนนี้หาซื้อยากมากๆ
124.122.83.176: 2553/02/20 10:47:38
อยากให้ช่วยรวบรวมรายชื่อ ผู้ที่ผลิต และจำหน่ายผักปลอดสารสิษ ขึ้นบนเว็บไซต์ ให้ผู้ต้องการซื้อ มาเลือกซื้อได้สะดวก เพราะตอนนี้หาผู้จำหน่ายยากเหลือเกิน
อ่าน:1653 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 
125.24.14.251: 2553/02/20 10:47:38
ไปอ่านจากเว็บไซต์ของ สสว. ครับ เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้สนใจ เลยเอามาให้อ่านกันครับผม

แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 

ในบรรดาของฝากจากเชียงใหม่ หนึ่งในสินค้าท็อปฮิต คือ อาหารเหนือ และในบรรดาอาหารเหนือ จะต้องมีแหนมติดอันดับต้นๆของฝากยอดนิยม และเมื่อเอ่ยถึงแหนม "ป้าย่น" คือ หนึ่งในใจของผู้นิยมบริโภคแหนม จนครองความเป็นเจ้าตลาดแหนมของเชียงใหม่มายาวนาน 

หลายคนคงเคยตั้งคำถามในใจถึงที่มาของแหนมป้าย่นว่า เป็นมาเช่นไร ทำไมถึงยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดของฝากที่สูงมาก ทั้งที่มีสินค้าเพียงอย่างเดียว คือ แหนม แถมไม่มีร้านขายปลีกของตัวเอง ทำขายส่งอย่างเดียว ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ผู้ผลิตแหนมชีวภาพ รับหน้าที่ไขข้อข้องใจดังกล่าว 

แหนมป้าย่น เริ่มต้นจากคุณแม่(อุ๊ยย่น)ที่แต่เดิมมีอาชีพทำอาหารพื้นเมืองขาย เช่น ไส้อั่ว แกงโฮะ แกงฮังเล ตำขนุน ขายที่ตลาดสันป่าข่อย และทำแหนมหรือชิ้นส้มตามภาษาถิ่นขายด้วย ขายมานานๆเข้าพบว่า แหนมขายดี ประกอบกับคุณแม่(อุ๊ยย่น)เริ่มอายุมากขึ้น จึงตัดสินใจหยุดเรื่องอาหาร ทำเฉพาะแหนมอย่างเดียว โดยมีลูกๆเป็นคนทำ โดยแบ่งเป็น 2 สาย คือ ลูกป้าย่น และลูกสะใภ้ป้าย่น แต่ใช้ชื่อเหมือนกัน คือ แหนมป้าย่น แต่แยกกันคนละกระเป๋า 

เดิมทีทำและขายกันที่บ้านในเมือง ต่อมามีปัญหาด้านมลพิษ ทางเทศบาลจึงขอให้ย้ายออกไปทำนอกเมือง เลยตัดสินใจไปซื้อที่นอกเมืองริมถนนเชียงใหม่-เชียงรายประมาณไร่ครึ่ง แต่จะซื้อคนเดียว เงินก็ไม่พอ จึงร่วมหุ้นกับพี่สะใภ้ซื้อ และเปิดเป็นรูปบริษัทขึ้นมาดำเนินการ ภายใต้ชื่อ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ขณะนั้นราวปี 2537 พร้อมกับกู้เงินธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)มาประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารโรงงานและซื้อเครื่องจักรมาทำการผลิต

กลยุทธ์สร้างแบรนด์ฉบับชาวบ้าน

เมื่อมีการตั้งบริษัทขึ้นดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมา คือ ตราสินค้า หรือโลโก ในเมื่อชื่อ ป้าย่น เป็นที่จดจำของตลาดเป็นอย่างดีแล้ว จึงใช้รูปอุ๊ยย่นเป็นโลโกไปเลย ส่วนการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำนั้น ชวนเล่าว่า

"ผมใช้กลยุทธ์ ปากต่อปาก ผมจะเข้าไปเรียนหนังสือ โรงเรียนดังๆทั้งนั้น อย่างมงฟอร์ต วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ วิทยาลัยครู"

สาเหตุที่เลือกเรียนสถาบันเหล่านี้ อย่างวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ จบออกมา ก็จะไปเป็นเกษตรอำเภอ ปลัดพัฒนา กระจายไปอยู่ทั่วประเทศ ส่วนวิทยาลัยครู จบออกมาก็ไปเป็นศึกษานิเทศก์ เป็นครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ตรงนี้เกิดประโยชน์ต่อการทำการค้ามาก เพราะมีเพื่อนเยอะกระจายอยู่ทั่วประเทศ 

คนเหล่านี้พอมาเชียงใหม่ หรือมีคนมาเชียงใหม่ ก็มักจะมาอุดหนุนสินค้าของเพื่อน(แหนมป้าย่น) หรือพอเติบใหญ่ในหน้าที่การงาน พอลูกน้องเห็นนายซื้อ ก็ซื้อตาม 

ก็เลยเป็นการทำตลาดแบบปากต่อปาก กลายเป็นที่จดจำและรู้จักไปทั่วประเทศ

ทำธุรกิจอย่างพอเพียง

คำถามหนึ่งที่มักได้ยินเสมอๆ คือ ทำไมไม่ทำผลิตภัณฑ์อย่างอื่นบ้าง หรือทำไมไม่เปิดร้านขายเองบ้าง "ผมไม่เคยคิดเปิดร้านหรือโชว์รูมขายเอง เพราะถ้าทำ ก็เหมือนผมเอาก้นไปผูกติดกับเก้าอี้ ไปไหนไม่ได้เลย ต้องคอยเฝ้าร้าน ไม่มีกำไรให้ชีวิต เป็นทาสของเงิน ผมเหนื่อยมามากแล้ว พอแค่นี้ ขอให้รางวัลกับชีวิตบ้าง"ชวนไขข้อข้องใจ 

นอกจากความพอเพียงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่คิดเปิดร้านขายเอง เพราะถ้าเปิดขายเอง คนอื่นก็ไม่ได้ขาย ต้องการให้คนอื่นได้ขายบ้าง ส่วนที่ไม่คิดทำอย่างอื่นบ้าง เพราะคิดว่า ขอทำแหนมอย่างเดียวดีกว่า ทำให้โด่ง(ดัง)ไปเลย แม้ตนเองจะไม่ทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะปิดกั้น รุ่นลูกจะทำ ก็ได้ ไม่ได้ห้าม

"รุ่นผม พอแค่นี้ แต่รุ่นลูก ผมไม่ปิดกั้น อยากจะทำอะไรก็เอา นี่ก็เห็นกำลังศึกษาเรื่องของไส้กรอกอยู่"

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า แล้วธุรกิจไม่ประสบปัญหาบ้างหรือ ชวนเล่าว่า "ปัญหาทางการค้า การเบี้ยวหนี้ มีบ้าง เป็นเรื่องปกติ จึงใช้วิธีขายเงินสดอย่างเดียว แต่ที่ประสบปัญหามาหลายครั้ง คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุน โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู แต่ไม่สามารถปรับราคาได้ ผู้บริโภคไม่ยอมรับ จึงต้องใช้วิธีลดไซซ์" 

ชวน แย้มไต๋ถึง สิ่งที่ทำให้แหนมป้าย่นสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางแข่งขันที่รุนแรงในตลาดของฝากว่า

 1.ความอร่อย สิ่งที่ยืนยันความอร่อยได้ คือ ยอดขายที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70% และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องการันตีความอร่อยได้เป็นอย่างดี คือ บรรดาโมเดิร์นเทรดหลายค่ายต่างวิ่งเข้าหา เพื่อขอให้ผลิตป้อนให้ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่อยากเป็นมือปืนรับจ้างผลิต

2.มนุษยสัมพันธ์ที่ดีของเจ้าของ และสุดท้าย ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ทุกคนมีสิทธิกินแหนมป้าย่นได้หมด แม้แต่จะมาซื้อถึงที่ ทั้งที่ประกาศตัวว่า ขายส่ง แต่เมื่อมาถึงที่ ซื้อแท่งเดียว ก็ขาย แถมราคาเดียวกับที่รับไปขายครั้งละมากๆ อีกต่างหาก

แหนมป้าย่น คือ หนึ่งบทพิสูจน์ การตลาดแบบปากต่อปาก ว่ายังให้ได้ผลเป็นอย่างดี แต่ต้องมีดีให้บอกต่อๆกันไป

 

            ที่มา : ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด
 
อ่าน:2192 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หลักการทำไร่อ้อย
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
การทำไร่อ้อย มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ขั้นตอนที่ 2. การปลูกอ้อย
ขั้นตอนที่ 3. การดูแล – รักษา
ขั้นตอนที่ 4. การเก็บเกี่ยว

 
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ชาวไร่ที่จะเริ่มปลูกอ้อยใหม่ไม่ว่าจะปลูกในที่แปลงใหม่ที่ที่ยังไม่เคยปลูกอ้อยมาก่อนเลย หรือแปลงอ้อยเก่าล้างทิ้งเพื่อปลูกใหม่ ก็ต้องมีการเตรียมการเกี่ยวกับดินในแปลงที่จะปลูก การเตรียมอ้อยของชาวไร่ปลูกอ้อยกัน ตั้งแต่หลังฤดูตัดอ้อยเข้าโรงงานแล้ว อยู่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เพราะเป็นช่วงหน้าแล้งต่อฤดูฝน จะได้มีเวลาเตรียมดินและเตรียมปลูกอ้อยก่อนฤดูฝนมีฝนตกมาก ๆจะมาถึง

วิธีการเตรียมดินในแปลงที่จะปลูกอ้อย  ควรจะกำจัดใบอ้อยหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในแปลง
โดยการเผาทำลายหรือขนทิ้งเสีย หลังจากนั้นใช้รถไถดินเข้าไปไถในแปลงครั้งแรกนี้ เรียกว่า “ไถดะ” เสร็จแล้วทิ้งดินตากแดดไว้อย่างน้อย 15 วันเพื่อให้วัชพืชพร้อมทั้ง แมลงศัตรูอ้อยที่ฝังตัวอยู่ในดินพลิกขึ้นมาถูกแดดเผาทำลายเสีย หากเป็นไปได้รอให้ฝนตกลงมาจะทำให้ดินในแปลงที่ไถดะเอาไว้ถูกน้ำฝน ดินจะแตกออกและชื้นนุ่มหลังจากนั้นใช้รถไถดินกลับเข้าไปไถอีกครั้งเรียกว่า “ไถแปร” การไถแปรนี้หากไถไปแล้วหนึ่งครั้ง สังเกตเห็นว่าดินในแปลงยังก้อนใหญ่อยู่ ยังไม่ร่วนซุยพอ ก็สมควรที่จะต้องแปรเพิ่มอีกหนึ่งครั้งเพราะถ้าหากทำดินไม่ดี จะมีผลต่อการงอกและเจริญเติบโตของอ้อยคือ ถ้าดินก้อนใหญ่เกินไป ดินจะไม่กระชับท่อนพันธุ์อ้อยทำให้อ้อยไม่แตกราก ไม่งอกในเวลาอันสมควร แต่ถ้าดินร่วนซุยดี ดินจะเข้าไปกระชับติดกับลำอ้อยท่อนพันธุ์ ความชื้นมากทำให้อ้อยแตกรากเร็ว งอกเร็ว เติบโต ได้ดี ซึ่งจะมีผลต่อการดูแล – รักษา และบำรุงเพิ่มผลผลิตต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 การปลูกอ้อย
อ้อยที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทย เพื่อผลิตน้ำตาลในขณะนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็เหมาะกับพื้นดินแต่ละพื้นที่ โดยส่วนมากชาวไร่จะ นิยมปลูกอ้อยที่เห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่มีอยู่ประมาณ 4 – 5 พันธุ์ เช่น เค 84 – 200  เค 88 – 92 เค 90 – 77 พันธุ์อู่ทอง 1 และอื่นๆ พันธุ์อ้อยเหล่านี้ ชาวไร่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่อไร่สูง ให้ความหวานสูง ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวง่าย จึงนิยมปลูกกันมาก

เมื่อชาวไร่พันธุ์อ้อยแล้ว ฝนตกมีความชื้นดีแล้วสมควรปลูก การปลูกอ้อยของกลุ่มชาวไร่อ้อยมีปลูกกันอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ 1. ใช้แรงงานคนปลูกโดยตรง 2. ใช้รถไถมีเครื่องปลูก

วิธีที่ 1 การใช้แรงงานคนปลูก ชาวไร่จะต้องใช้รถไถเข้าไปยกร่องในแปลงปลูกให้เป็นร่อง ๆ แต่ละร่องห่างกันประมาณ 1.00 เมตร ถึง 1.50 เมตร แล้วแต่ความชอบของชาวไร่แต่ ละคน เรียบร้อยแล้วใช้คนงานนำพันธุ์อ้อยใส่ลงในร่องทั้งลำ หรือตัดเป็นท่อน ๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ในกรณีปลูกโดยอาศัยน้ำฝนควรจะรอให้ฝนตกลงมา มีความชื้นในร่องอ้อยมากพอก่อนจึงปลูก แต่ถ้ามีน้ำสูบเองก็ปลูกได้เลย

วีธีที่ 2 ใช้รถไถมีเครื่องปลูก วิธีนี้กลุ่มชาวไร่นิยมปลูกกันมาก เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา และเครื่องปลูกยังสามารถใส่ปุ๋ยในดินไปพร้อมกับปลูกอ้อยไปด้วยเลย การปลูกโดยวิธีที่ 2 นี้ ควรปลูกหลังจากฝนตกลงมาความชื้นในดินมีมากพอ

ขั้นตอนที่ 3 การดูแล – รักษา
การดูแลรักษาอ้อยให้เจริญงอกงามนั้น เป็นภาระอันสำคัญของชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักหลักก็คือ เรื่องวัชพืชที่ขึ้นมาแย่งอาหารของอ้อย แมลงศัตรูกัดทำลายต้นอ้อย และโรคระบาดของอ้อย

อ้อยปลูกใหม่ไม่ว่าจะปลูกโดยแรงงานคน หรือ ใช้รถปลูก ควรจะใช้สารคุมวัชพืชไว้ก่อน หากไม่ทำไว้เสียฝนตกลงมา วัชพืชจะโตเร็วกว่าอ้อย จะคลุมหน่ออ้อยแย่งอาหาร ทำให้อ้อยหยุดเจริญเติบโต ต้องเสียทั้งค่ากำจัดวัชพืชเพิ่ม ค่าปุ๋ยเพิ่มอีก โดยเฉพาะผลผลิตจะต่ำ ฉะนั้นการดูแลรักษาจะต้องกระทำไปตลอด จนกว่าจะตัดอ้อยเข้าโรงงาน ส่วนเรื่องแมลงทำลายอ้อยและโรคระบาดอ้อย

ส่วนของอ้อยตอ การดูแล รักษาก็คงเหมือนกันกับอ้อยใหม่ โดยเฉพาะอ้อยตอ หลังจากตัดอ้อยแล้ว ใบอ้อยที่ตกค้างอยู่ในไร่จะเป็นตัวช่วยป้องกันความชื้นในดินไม่ให้ระเหยไปเร็ว พร้อมเป็นตัวปิดบังคับความเจริญของวัชพืชอีกด้วย แต่ในกรณีที่อ้อยตอไฟไหม้ในแปลง ทำให้พื้นดินไม่มีใบอ้อยปิดบัง ควรจะต้องดูแลแบบอ้อยปลูกใหม่ ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นอ้อยปลูกใหม่หรืออ้อยตอก็ดี ชาวไร่จะต้องดูแลบำรุง รักษา เรื่องน้ำ วัชพืช ตลอดไปจนถึงแมลงและโรคระบาด โดยเฉพาะไฟไหม้อ้อยอันเกิดจากความประมาทหรือบังเอิญก็แล้วแต่ จนกว่าจะถึงวันตัดอ้อยได้ หากไม่เช่นนั้นผลผลิตและผลลัพธ์จะไม่เป็นดังที่ท่านตั้งความหวังไว้

การเพิ่มผลผลิตอ้อย ไม่ว่าจะพยายามลดต้นทุนหรือลดการใช้สารเคมี แต่การใส่ปุ๋ยอ้อยในขณะนี้ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เหตุเพราะว่า  ปลูกอ้อยกันมานาน บางแปลงปลูกมานาน 10  ปีกว่าแล้ว ธาตุอาหารในดินสำหรับอ้อยย่อมหมดไป จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตปุ๋ยที่ชาวไร่ ใช้กันอยู่มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด ปุ๋ยอินทรีย์ใส่แล้วให้ผลช้าแต่ไม่ทำลายดิน ปุ๋ยเคมีให้ผลเร็วทันใจแต่มักเป็นผลเสียต่อดิน มีสารตกค้างสิ่งแวดล้อมเสีย สิ่งนี้ชาวไร่เราทราบดี แต่จำเป็นต้องใส่ ซึ่งก็พยายามใส่ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวหรือตัดอ้อย
1. ใช้แรงงานคน
2. ใช้รถตัดอ้อย
การตัดอ้อยทำน้ำตาล  จะเริ่มเปิดหีบตั้งแต่ประมาณ เดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ฉะนั้นชาวไร่จะต้องเริ่มตัดอ้อยกัน

http://ayutthaya.doae.go.th/latbualuang/ee.htm
อ่าน:21996 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
การปลูกยางพารา
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกร

    พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป  
          สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้  
    พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่       ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก  
    พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  
    พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)  
    พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235  
    พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121 

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 
    พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260

   

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

    ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง  
          ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่ จะต้องโค่นไม้ เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สาร เคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้  หรือจะใช้ รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน  
          หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง 


การเตรียมหลุมปลูก

          หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุมี

การปลูกซ่อม

          หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ 
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต 
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ 
 
อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน 
ภาคใต้และภาคตะวันออก 
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
-  คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
-  คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน  เพอราเรีย 1 ส่วน 
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำ เย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้ 
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริม ที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดิน โรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด 
การปลูกพืชคลุมดินนี้ จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อน หรือจะปลูกพร้อมๆกับ ปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้ว ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่าย ต่อการกำจัด วัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจาก ได้เตรียมดินวางแนว และกะระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว 
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อย ไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อบำรุงพืช คลุมดิน 
 
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้ 
 
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน  
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยาง ได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือก สีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร 
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หา ได้ง่ายเช่น 
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมี ถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์ โดยหลังจากพ่นสารเคมี แล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสาร บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว 
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี  150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุม ที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง 
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถ กำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืช ได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่น สารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว  
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง 

การกำจัดหญ้าคา  
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ 
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิม ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม 
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่น ด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน 
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลัง เจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่า ดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า 
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏ ในฉลาก ที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทย ตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21 
 

บริเวณที่ใส่ปุ๋ย

          ระยะแรกหลังจากปลูกยาง รากของต้นยางจะแผ่ออกเป็นวงกลมรอบลำต้น ประมาณปีที่ 4 รากจึงจะแผ่ขยายออกไปจนถึงกึ่งกลางระหว่างแถวยาง และเมื่อต้นยางมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป รากก็จะแผ่ขยายเพิ่มขึ้นและหนาแน่น อยู่ในบริเวณห่างจากลำต้น ประมาณ 60 เซนติเมตร จนถึง 3 เมตร ดังนั้นเพื่อให้การ ดูดอาหารของต้นยางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใส่ปุ๋ยบริเวณ ที่มีรากดูดอาหาร หนาแน่นคือเมื่อต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยเป็นวงกลม รอบลำต้น ส่วนต้นยาง ที่มีออายุตั้งแต่ 17 เดือนขึ้นไป ให้หว่านปุ๋ยกระจายสม่ำเสมอเป็นแถบยาว ไปให้แถวยาง ห่างจากโคน ต้นยางข้างละ 1 เมตร เมื่อยางมีอายุ 5 ปีขึ้นไปให้หว่านปุ๋ยเป็นแถบกว้างห่าง จากโคนต้นยางอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และขยายออกไปถึง 3 เมตร สำหรับยาง ที่เปิดกรีด แล้วให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร


    บริเวณที่ใส่ปุ๋ยให้ต้นยางก่อนเปิดกรีด

การกรีดยาง

การกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด 

ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ 
1. ขนาดของต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 
2. เปิดกรีดครั้งแรกเมื่อมีจำนวนต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดในสวนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ของต้นยาง ทั้งหมดในสวน 
3. ต้นยางติดตา สามารถเปิดกรีดครั้งแรกได้ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50, 75, 100, 125, หรือ 150 เซนติเมตรระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเปิดกรีดต่ำจะได้รับผลผลิตมากกว่า 



วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง 

เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง 
ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวก เนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่ากลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการ กรีดในตอนกลางคืน 

ขนาดของงานกรีดยาง 
คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ราบ ตามระบบครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  
ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน 

วิธีการกรีดยาง 
ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการซอย พร้อมกับย่อตัวและสลับเท้าไปตามรอยกรีด ของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขนลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะทำให้กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาดเนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น 

ระบบการกรีดยาง 
เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยาง มากเกินไปจะทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อ ทดแทน วันที่ฝนตกจนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีดชดเชยได้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยาง เกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นสองวัน 

ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 
1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 
2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 
3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 
4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 
5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 
6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 
7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 
8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร  

การกรีดยางหน้าสูง  
การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วน ที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะทำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้ากรีดปกติเสียหาย 
โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สารเคมีเร่งน้ำยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยาง มากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง 

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง  
วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้น วันเว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการ โรคเปลือกแห้ง ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เร่งน้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้นยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น้ำยางน้อย ในช่วงแรก ของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือนก็ได้และทาสารเคมีเร่งน้ำยางทุก 3-4 เดือน หรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้วควรหยุดใช้ สารเคมีเร่งน้ำยาง 

สรุปคำแนะนำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  
เรื่อง  คำแนะนำ
การเปิดกรีด
- ต้นติดตา  - เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร
- รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง
- หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
ระบบกรีด
-กรีดยางหน้าล่าง  - กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันสำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้น บางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63
-กรีดยางหน้าสูง  - การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่ง ในสามของลำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของลำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีด ขึ้นครึ่งลำต้น 2 รอยสลับวันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคม ีเร่งน้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีดทั้ง 2 รอยพร้อมกัน
การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง
-ใช้กัเปลือกงอกใหม่  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีดทา เป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกปี
-ใช้กับเปลือกเดิม  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทาในรอยกรีด ใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ทาสารเคมีเร่งน้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ
-การกรีดยางหน้าสูง  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร
- ทาทุก 1-2 เดือน

**ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง

    ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้  
    1. พื้นที่ปลูกยาง  
    - ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได  
    2. ดิน  
    - ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5  
    3. น้ำฝน  
    - มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี  
    4. ความชื้นสัมพันธ์  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์  
    5. อุณหภูมิ  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส  
    6. ความเร็วลม  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที  
    7. แหล่งความรู้  
    - ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

การเตรียมดิน

          เมื่อเผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็น พื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดิน เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือ ทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้น ให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง

    1. ต้นตอตา  
    คือ ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิม เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่มีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก  

    2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง  
    คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษา จนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่  

    3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง   
    คือการปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก  

    ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  
     

การใส่ปุ๋ย

    สูตรปุ๋ยยางพาราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันมี 6 สูตร แต่ละสูตรจะเหมาะสมกับเนื้อดิน และอายุของ ต้นยางแตกต่างกัน ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

        ตารางที่ 3 แสดงสูตรปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับเนื้อดินและอายุของต้นยาง

    ปุ๋ยสูตรที่
    
    สูตรปุ๋ย
    
    ชนิดของดิน
    
    อายุของต้นยาง
     ปุ๋ยเม็ด 
    ปุ๋ยผสม
    1  18-10-6  8-14-3  ดินร่วน  2 - 41 เดือน
    2  18-4-5  13-9-4  ดินร่วน  47 - 71 เดือน
    3  16-8-14  8-13-7  ดินทราย  2 - 41 เดือน
    4  14-4-19  11-10-7  ดินทราย  47 - 71 เดือน
    5  -  15-0-18  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังจากเปิดกรีดซึ่งเคยปลูกพืชคลุมดิน และใส่ปุ๋ยฟอสเฟต บำรุงพืชคลุมดิน
    6  15-7-18  12-5-14  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังเปิดกรีด ซึ่งไม่เคยปลูกพืชคลุมดินมาก่อน


    หมายเหตุ 
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยเม็ดเป็นค่าของฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยผสมเป็นค่าของฟอสฟอรัสทั้งหมด

    - ดินทราย คือดินที่มีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย อุ้มน้ำไม่ดี ถูกชะล้างได้ง่ายตรึงธาตุอาหารได้น้อย
    มีโปแตสเซียมต่ำ
    -ดินร่วน คือดินที่มีเนื้อดินละเอียดพอสมควร อุ้มน้ำได้ดี มีการระเหยน้ำและถ่ายเทอากาศพอเหมาะ  
    ตรึงธาตุอาหารได้มากพอสมควร มีโปแตสเซียมตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ
    - ปุ๋ยเม็ด คือปุ๋ยที่ได้จากการนำวัตถุดิบให้กำเนิดปุ๋ยไปผ่านกรรมวิธีการผลิตทางเคมีตามขั้นตอนต่างๆ
    ปุ๋ยที่ได้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ปุ๋ยแต่ละเม็ดจะมีองค์ประกอบของธาตุเหมือนๆ กัน เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 จัดเป็นปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและมีผู้นิยมใช้มากที่สุด
    - ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผสมด้วยวิธีกลโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี เช่น
    นำเอาปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยร้อคฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์มาผสมคลุกเคล้ากันในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามต้องการ แล้วนำไปใช้ทันที เป็นต้น

    ปุ๋ยผสมสำหรับสวนยางจะใช้แม่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตร้อคฟอสเฟตและโปแตสเซียมคลอไรค์ผสมกันในอัตราส่วน
    ที่แตกต่างกันไปตามสูตรปุ๋ยทั้ง 6 สูตร ดังแสดงไว้ในตารางที่ 4

            ตารางที่ 4 แสดงปริมาณธาตุอาหารและส่วนผสมของแม่ปุ๋ยในปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ อัตรา 100 กิโลกรัม

    ปุ๋ยผสมสูตรที่  ปริมาณธาตุอาหาร (%)  น้ำหนักของแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสม (กิโลกรัม)
    ไนโตรเจน (N)  ฟอสเฟต 
    (P2 O5)  โปแตสเซี่ยม (K2O)  แอมโมเนียมซัลเฟต (21%N)  ร้อคฟอสเฟต (25%P25)  โปแตสเซี่ยมคลอไรด์
    (60%K20)
    1  8  14  3  38  57  5
    2  13  9  4  60  34  6
    3  8  13  7  36  53  11
    4  11  10  7  50  38  12
    5  15  -  18  71  -  29
    6  12  5  14  57  20  23


    หมายเหตุ - ควรผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ โดยคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อผสมแล้ว ควรใช้ทันที ปุ๋ยจะไม่แข็งตัว และควรผสมให้ใช้หมดภายในครั้งเดียว

วิธีการใส่ปุ๋ย

    วิธีการใส่ปุ๋ย 
    วิธีการใส่ปุ๋ยที่ดีจะต้องเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการปฏิบัติใส่แล้วพืชสามารถ ดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการใส่ปุ๋ยดังนี้ 

    ใส่รองพื้น- นิยมใช้ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เคลื่อนไหวได้ยาก เพราะถูกตรึ่งด้วยแร่ธาตุต่างๆ ในดิน โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินแล้วใส่ลงในหลุมก่อนปลูกยาง 

    ใส่แบบหว่าน - เป็นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วบริเวณที่ใส่ปุ๋ย เหมาะสำหรับใช้กับพื้นที่ที่เป็นที่ราบ และมีการกำจัดพืชด้วยสารเคมีเพราะเศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกัน การชะล้างปุ๋ยในช่วงที่มีฝนตก แต่ถ้าเป็นที่ราบที่กำจัดพืชด้วยวิธีถาก ควรคราดให้ปุ๋ยเข้ากับดินด้วย เพื่อป้องกันน้ำฝนชะล้างปุ๋ย 

    ใส่แบบเป็นแถบ - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยโรยเป็นแถบไปตามแนวแถว ต้นยางในร่องที่เซาะไว้ แล้วกลบ วิธีนี้จะใช้กับต้นยางที่มีอายุ 17 เดือนขึ้นไป และยังเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อยหรือพื้นที่ทำขั้นบันได้ด้วย 

    ใส่แบบเป็นหลุม - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุมบริเวณรอบโคนหรือสองข้าง ของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น แล้วใส่ปุ๋ยลงในหลุมกลบให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ลาดเท และไม่ได้ทำขั้นบันได 

    นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงเพื่อให้การใส่ปุ๋ยม ีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งหรือฝนตกชุกมากเกินไป และควรกำจัดพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ถ้าต้องการให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตดีสามารถเปิดกรีดได้เร็ว ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้กับต้นยางสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงก่อนโค่น 3-5 ปี โดยปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

โรคและแมลงศัตรูยางพารา

    1. โรครากขาว 
    เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 
    ลักษณะอาการ 
    จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
    การป้องกันและรักษา 
    1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด 
    โรครากขาวได้ 
    2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
    3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
    4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย 

    2. โรคเส้นดำ 
    เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
    ลักษณะอาการ 
    จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
    การป้องกัน 
    1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
    2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
    3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
    การรักษา  
    เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ  ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 

    3. โรคเปลือกเน่า  
    เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
    ลักษณะอาการ 
    ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
    การป้องกัน  
    1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
    2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 

    4. โรคเปลือกแห้ง  
    สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
    ลักษณะอาการ  
    หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
    การป้องกันและรักษา  
    โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
    การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก 


    5. โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า  
    ลักษณะอาการ  
    ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
    การป้องกันและรักษา   
    ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคปตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่การใช้สารเคมีป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะนำให้ทำแต่จะแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันรักษาโรคเส้นดำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่างที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น 

    6. ปลวก  
    จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 
    การป้องกันและรักษา  
    ใช้สารเคมีกำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่ถูกทำลายและต้นข้างเคียง 

    7.   หนอนทราย  
    เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้  สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย 

    8. โคนต้นไหม้  
    เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 
    การป้องกันและรักษา  
    ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 

    9. อาการตายจากยอด  
    อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 
    ลักษณะอาการ  
    กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 
    การป้องกันและรักษา  
    ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น้ำช่วยตามความจำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด 
     

ระยะปลูก

    ระยะปลูก  
    1. พื้นที่ราบ  
    ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่  
    2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา   
    ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร  
    เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม 

วิธีปลูก

    การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน

    1. การปลูกด้วยต้นตอตา   
    นำดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุมแล้วกลบหลุมให้เต็มด้วยดินล่าง จากนั้นใช้เหล็กหรือไม้แหลมขนาดเล็กกว่าต้นตอตาเล็กน้อยปักนำเป็นรูตรงกลางหลุมให้ลึกเท่ากับ ความยาวของรากแก้ว แล้วนำต้นตอปักลงไป กดดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นเล็กน้อยอย่าให้กลบแผ่นตา พยายามให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นอยู่ระดับปากหลุมพอดี  

    2. การปลูกด้วยต้นยางชำถุง  
    2.1 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคใต้   
    นำดินที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุม จากนั้นนำต้นยางชำถุงไปตัดดินที่ก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอแล้ววางลงไปในหลุม โดยให้ดินปากถุงหรือรอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับพื้นดินปากหลุมพอดี ถ้าต่ำเกินไปให้ใส่ดินรองก้นหลุมเพิ่ม หรือถ้าสูงเกินไปให้เอาดินในหลุมออก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินล่างที่เหลือลงไปจนเกือบเต็มหลุม อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆดึงถุงพลาสติกที่กรีดไว้แล้วออกอัดดินข้างถุงให้แน่น แล้วกลบดินเพิ่มจนเต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง พูนโคนเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขัง จากนั้นปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางไว้เพื่อป้องกันลมโยก  

    2.2 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
    ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอจากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัดต ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย

ระยะเวลาและอัตราการใส่ปุ๋ย

    ต้นยางก่อนเปิดกรีด ในระยะตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงต้นยางอายุประมาณ 17 เดือน จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้บ่อยครั้งในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของต้นยางหลังจากที่ต้นยางมีอายุ  
    เกิน 17 เดือนขึ้นไปแล้ว จะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ดังแสดงไว้ในตารางที่5 และ6  

    ตารางที่ 5 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

    อายุ
    ต้นยาง
    (เดือน)
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    สูตร 1 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 3 (ดินทราย)
    
    สูตร 2 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 4 (ดินทราย)
    
    ปุ๋ยผสม
    2  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 30 เซนติเมตร
    4  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    6  90     200  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    11  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 50 เซนติเมตร
    14  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 60 เซนติเมตร
    17  120     260  ใส่เป็นแถบในแถวยาง ห่าง  
    จากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร
    23  190     400
    29  190     400
    35  190     400
    41  190     400
    47     250  530
    53     250  530
    59     250  530
    65     250  530  ใส่เป็นแถบกว้าง 2.5 เมตร  
    ห่างจากโคนต้นยางข้างละ  
    อย่างน้อย 50 เซนติเมตร
    71     250  530
    77     250  530
    83     250  530


    ตารางที่ 6 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

    อายุต้นยางหรือเดือนที่ใส่ปุ๋ย
    
    สูตรปุ๋ยที่ใช้กับชนิดของดิน
    
    อัตราปุ๋ย (กรัมต่อต้น)
    ดินร่วน
    
    ดินทราย
    
    ปุ๋ยเม็ด
    
    ปุ๋ยผสม
    1 เดือนหลังปลูก 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-10-6
    หรือปุ๋ยผสม
    8-14-3
    
    ปุ๋ยเม็ด
    16-8-14
    หรือปุ๋ยผสม
    8-13-7
     45  100
    4 เดือน (ต.ค.)  70  150
    11 เดือน (พ.ค.)  90  200
    16 เดือน (ต.ค.)  90  200
    23 เดือน (พ.ค.)  135  300
    28 เดือน (ต.ค.)  135  300
    35 เดือน (พ.ค.)  135  300
    40 เดือน (ต.ค.)  135  300
    47 เดือน (พ.ค.) 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-4-5
    หรือปุ๋ยผสม
    13-9-4
    
    ปุ๋ยเม็ด
    14-4-9
    หรือปุ๋ยผสม
    11-10-7
     190  400
    52 เดือน (ต.ค.)  190  400
    59 เดือน (พ.ค.)  190  400
    64 เดือน (ต.ค.)  190  400
    71 เดือน (พ.ค.)  190  400
    76 เดือน (ต.ค.)  190  400


    หมายเหตุ เดือนที่ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  

    ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว จะใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในอัตรา 1-1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี (แล้วแต่สูตรปุ๋ยที่ใช้) โดยใส่ครั้งแรกหลังจากที่ยาง 
    ผลัดใบแล้วในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ครั้งที่สองใส่ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม  
    ดังแสดงไว้ในตารางที่ 7  

    ตารางที่ 7 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยสำหรับยางที่เปิดกรีดแล้ว  

    เวลาที่ใส่ปุ๋ย
    สำหรับยางที่
    เปิดกรีดแล้ว
    
    ชนิดของปุ๋ย
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่
    (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    ปุ๋ยเม็ด  ปุ๋ยผสม
    ครั้งที่ 1
    -ใส่ต้นฤดูฝนประมาณ 
    เดือนพฤษภาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  

    500  

    500
     500  

    600  

    -
     ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6 
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ
    ครั้งที่ 2
    -ใส่ปลายฤดูฝนประมาณ 
    เดือนกันยายน  
    ถึงเดือนตุลาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  500  ใส่ทั่วแปลงยางโดยหว่านให้ให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6  500  600
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ  500  -


    หมายเหตุ ยางแก่ก่อนโค่น 3-5 ปี ควรงดใส่ปุ๋ย

อ้างอิง: http://www.sisaket.go.th/WEB_ldd/Plant/Page04.htm
อ่าน:2011 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
รักษาภาวะโรค....ขี้ลืม ด้วยสารสกัด'พริกไทยดำ' 
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
“อัลไซเมอร์” หรือความจำเสื่อม เป็นโรคที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันเริ่มเป็นกันมากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมี “ต้นสายปลายเหตุ” มาจากภาวะ “เครียดสั่งสม” ทั้งจากปัญหาสิ่งแวดล้อม อาหาร ขาดการออกกำลังกาย รวมทั้ง “โหม” งานหนัก พักผ่อนน้อย 

ส่งผลให้ สมองเกิดความล้า จำเหตุการณ์ และ ช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ขี้หลงขี้ลืมในระยะแรกๆ ต่อมาพฤติกรรม บุคลิกเริ่มเปลี่ยน ความทรงจำความนึกคิด การมีเหตุมีผล (cognitive) เริ่มลดน้อยถอยลง 

เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว รศ.ดร. อรุณศรี ปรีเปรม คณะเภสัชศาสตร์ รศ.ดร.สมเดช กนกเมธากุล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงนำพริกไทยดำมาสกัด เพื่อใช้ “รักษาภาวะความจำบกพร่อง” 

รศ.ดร.อรุณศรี บอกว่า โครงการดังกล่าวทีมวิจัยได้ทำการศึกษามาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเริ่มแรกนั้น คณะแพทยศาสตร์ ทำการศึกษาสมุนไพรหลายชนิดคือ หัวหอม ใบบัวบก ขิง พริกไทย เพื่อเอามาคัดว่าสารกลุ่มไหนมีโอกาสสามารถนำมาใช้ได้ดีที่สุด 

และพบว่า “พริกไทยดำ” จะมีสาร พิเพอร์ลีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้สมองส่วนที่บกพร่องสามารถกู้กลับคืนมาได้ ต่อมา รศ.ดร.สมเดช หนึ่งในทีมวิจัยฯ จึงเริ่มเสาะหาวัตถุดิบในหลายๆพื้นที่มาวิเคราะห์จึงได้ข้อมูลว่า พริกไทย ดำจากจังหวัดจันทบุรีมี สาร พิเพอร์ลีน คุณภาพยอดเยี่ยม 
อ่าน:2054 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การทำปุ๋ยใช้เอง 
58.10.90.77: 2553/02/20 10:47:38
การทำปุ๋ยใช้เอง 

ชื่อเรื่อง/ประเด็นหลัก การทำปุ๋ยใช้เอง

เนื้อหา องค์ความรู้/บทความ/เรื่องเล่าประสบการณ์

เรื่องที่ 1 การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ สาธิตและฝึกปฎิบัติ

1. การทำปุ๋ยหมัก

ส่วนผสม

1. มูลสัตว์แห้ง 3 ส่วน

2. แกลบดิบ/เปลือกถั่ว/ก้อนเห็ดเก่า 3 ส่วน

3. แกลบดำ 1 ส่วน

4. รำละเอียด 1 ส่วน

5. น้ำหมักชีวภาพ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร

6. กากน้ำตาล

วิธีทำ

นำส่วนผสมต่างๆ คลุกเคล้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ผสมน้ำและกากน้ำตาลพอชุ่ม หมักกองไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ 5-7 วันโดยจะกองกับพื้นดินและคลุมด้วยกระสอบต้องมีการกลับกองปุ๋ยหมักด้วย

หรือจะบรรจุกระสอบปิดปากถุงก็ได้ ถ้ามีใยสีขาวและมีกลิ่นหอมแสดงว่าสามารถใช้งานได้

2. การทำน้ำหมักชีวภาพ 

ส่วนผสม จากพืชหรือจากสัตว์

1. เศษพืช ผัก ผลไม้ตัดเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน

ถ้าจากสัตว์ใช้หอยเชอรี่ทุบละเอียดหรือปลา 2 ส่วน

2. กากน้ำตาล 1 ส่วน

3. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน

4. น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 ส่วน

วิธีทำ

นำพืชหรือหอยเชอรี่ กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าว ตามอัตราส่วนผสมคลุกเคล้าด้วยกัน บรรจุลงในถังหมักพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 15 -30 วัน จึงสามารถนำไปใช้ได้

ประโยชน์/วิธีใช้

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->การเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน 

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์ใช้น้ำหมักชีวภาพ 15-20 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ราดให้ชุ่ม

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะปลุก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มเปอร์เซนต์ความงอก ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) แช่เมล็ดพันธุ์


เรื่องที่ 2 ฝึกปฎิบัติการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ 

วิทยากร- คณะเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและเกษตรกร ได้ร่วมกันทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จากนั้นก็แจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคน

หลักการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ 

การใช้ปุ๋ยเป็นการลงทุน ซึ่งหวังจะได้รับคืนมาในรูปของผลผลิตพืช ดังนั้นจึงควรที่จะใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือให้พืชได้ใช้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปมากที่สุดโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด ควรปฏิบัติดังนี้

<!--[if !supportLists]-->1. <!--[endif]-->ปรับปรุงดินก่อนใช้ปุ๋ย เช่น การใส่ปูนขาวเพื่อแก้ความเป็นกรดของดินหรือการไถขวางแนวลาดชัน เพื่อป้องกันการชะล้างเป็นต้น

<!--[if !supportLists]-->2. <!--[endif]-->กำจัดวัชพืชก่อนการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งปุ๋ยไปจากพืชที่ปลูก

<!--[if !supportLists]-->3. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารมากน้อยแตกต่างกัน จึงควรใช้ปุ๋ยสูตรที่นักวิชาการแนะนำ หรือสูตรอื่นที่มีอัตราส่วนธาตุอาหารเหมือนกัน

<!--[if !supportLists]-->4. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกอัตราการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อย หรือมากเกินไปจะไม่ทำให้เกิดผลดีจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อัตราปุ๋ยที่แนะนำจะเป็นช่วงๆ ในกรณีที่เสี่ยงมากให้ใช้ปุ๋ยอัตราต่ำ ในกรณีที่ไม่เสี่ยงให้ใช้ปุ๋ยอัตราสูง

<!--[if !supportLists]-->5. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกเวลาในแต่ละช่วงอายุของพืช



(ลงชื่อ)......................................เจ้าของเรื่อง/ผู้เล่า

(....นายปราโมตร..อุปสัย..)

ตำแหน่ง..เจ้าพนักงานการเกษตร..6.. 

(ลงชื่อ)......................................ผู้จดบันทึก

(..นางพรรณี......พิมพ์พันธ์..)

ตำแหน่ง..นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร..4


ที่มา: http://contact.doae.go.th/cts/index.jsp
อ่าน:551 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
10 เรื่องง่ายๆในชีวิต เพื่อสุขภาพ
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
10 เรื่องง่ายๆ ในชีวิต เพื่อทำให้สุขภาพดีได้ไม่ยาก 

1. สำรองผลไม้ไว้ในตู้เย็น 

ได้แก่กะหล่ำปลี แครอท ส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะได้ไดเอตแล้ว การรับประทานผัก & ผลไม้ประจำ ยังช่วยลด 

ความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย 

2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้า 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่าการบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก 

เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ 

3. ดื่มน้ำมาก ๆ 

อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50% เชียวล่ะ 

4. เปลือยเท้า คลายเคลียด 

การย่ำเท้าเปล่าไปบนทรายนุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด 

5. รับแสงแดดอ่อน 

มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิง 

ที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย เราควรรับแดดอ่อนๆ ในช่วงเย็น 

6. หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะ 

สำหรับอาหารว่างยามบ่าย แทนที่จะทานคุ๊กกี้หรือเค็ก เปลี่บนมาทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น 

รับรองว่า จะช่วยให้คุณมีกำลังวังชา และยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ำ 

7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำ 

ใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่า หรืออาหารเมนูปลารวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 

เช่น ไข ถั่วเหลือง นม นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดี ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้ 

8. เดินไวๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง 

ลองเดินให้ไวขึ้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือด 

หัวใจให้แข็งแรง และยังให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม 

9. เติมไขมันดีๆ ให้ร่างกาย 

ไขมันไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพราะมีไขมันหลายชนิดที่เป็นมิตรกับร่างกายนะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อ 

การดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก 

น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรง ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจด้วย 

10. JUST DO NOTHING 

ลองหยุดภาระวุ่นๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชม. ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ให้เวลาอยู่คนเดียว 

ตามลำพัง จะช่วยให้คุณรู้สึกสงบ อาจจะฟังเพลงเงียบๆ หรืออาบน้ำอุ่นๆ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ชมดอกไม้ 

เป็นการเติมความรื่นรมย์ทางด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่น และมีความสุข และให้ห่างไกลจากโรครีบร้อน เร่งรีบ 

จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง 

ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะดูดีขึ้น และยังห่างไกลจากโรคภัยอีก
อ่าน:3845 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย ต้องการลงสินค้า
58.10.90.248: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย

หากท่านต้องการนำปุ๋ยมาวางจำหน่ายหรือจัดโปรโมชั่น ที่ศูนย์กระจายสินค้าฟาร์มเกษตร ติดต่อได้ที่คุณปิยะมาศ ตามหมายเลขโทรศัพท์ด้านล่าง หรือหน้าติดต่อเราบนเว็บไซต์นี้

เว็บไซต์หลักทางด้านการเกษตรของเราที่: FarmKaset.BlogSpot.com (http://farmkaset.blogspot.com)

ทางเราต้องการข้อมูล รายละเอียด ของปุ๋ย ทุกยี่ห้อ ต้องการข้อมูล ผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายของสินค้าของท่าน ราคา และโปรโมชั่น แผนการตลาด และข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เท่าที่ท่านสามารถให้เราได้

ฟาร์มเกษตร มีแผนการกระจายสินค้า โดยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เราเชื่อมั่น ในศักยภาพของเรา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการกระจายสินค้าสู่พื้นที่ และมีความมั่นใจ ในแผนการตลาดของเราว่า จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในท้องฐิ่น และกลุ่มเป้าหมาย ที่บริโภคข่าวสาร บนเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ อย่างเช่นคุณ ที่เจอข้อมูลของเราบนเว็บไซต์นี้

เรามีความรู้พื้นฐาน ในการประชาสัมพันธ์ ด้วย Information Technology การทำให้ Search Engine รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว (SEO: Search Engine Optimize) ส่งผลให้ สินค้าที่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา ได้เผยแพร่ข้อมูล แก่ผู้บริโภค ทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง

เรามีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม โดยเกิดมาในครอบครัว ที่เป็นเกษตรกร ที่ทำธุรกิจส่วนยางพารา สวนปาล์ม สวนเงาะ สวนกาแฟ และสวนทุเรียนในภาคใต้, และการทำนาข้าว ในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เรามีพื้นฐาน และผู้สนับสนุนข้อมูลความรู้ทางด้าน IT โดย ทีมจัดทำที่มี Certify ด้าน IT ประกอบไปด้วย
4gumpa.com ที่ http://www.4gumpa.com/about_us/index.aspx
และที่ปรึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศโดย
www.NextProject.net

จึงมั่นใจได้ว่า เราสามารถที่จะเป็นช่องทาง ให้พาร์ทเนอร์ของเรา ได้กระจายข้อมูลสินค้า สู่ผู้บริโภค ได้อย่างทั่วถึง และทางเรามีความยินดี เป็นอย่างยิ่ง ที่จะพูดคุยกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือให้คำแนะนำ

ส่งข้อมูลมาที่: piyamas_w@hotmail.com, 4gumpa.com@gmail.com

หรือติดต่อคุณ ปิยะมาศ (ปริม)
โทร: 0894599003, 0865225497
อ่าน:414 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
117.47.129.84: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
ราคาคุยกันได้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณปุ๊ก 085-0005379//043-343731
คุณชาญ 085-0096909//043-343731
อ่าน:624 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
58.10.90.194: 2553/02/20 10:47:38
แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลางกระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ
ดังนั้น แนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งการส่งออกและนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ โดยการส่งออกในปี"49 ส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 4,842.26 ตัน มูลค่า 37.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 39.2% และ 32.0% แต่การส่งออกปุ๋ยอินทรีย์นั้นยังมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์อาจมีปัญหาในด้านสุขอนามัย ทำให้ประเทศผู้นำเข้าบางประเทศเข้มงวดในการตรวจสอบ รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ไม่สะดวกในการขนส่ง

ส่วนการนำเข้าในปี"49 นำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 2,039.84 ตัน มูลค่า 15.37 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 70.7% และ 15.8%

ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ถ้าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้ 1.ปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในปริมาณต่ำ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบกับปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลสำหรับพืชหรือเพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีจึงต้องใช้ในปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้อบรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองจากวัสดุในไร่นา รวมทั้งเลือกชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้ให้เหมาะสมกับพืชและดินในแต่ละพื้นที่

2.การควบคุมมาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากมายในปัจจุบัน มีทั้งแบบเม็ด ผง และน้ำ ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีคุณภาพต่ำ ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุอาหารหลัก ดังนี้ เพื่อเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์
กรมวิชาการเกษตรจึงออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง "ประกาศมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร พ.ศ.2548" ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องคือ เพื่อควบคุมมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์และเพื่อไม่ให้พ่อค้าปุ๋ยอินทรีย์เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

ข้อมูลจาก: http://www.raidai.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1167
อ่าน:843 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า

ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านอำเภอสิรินธร จัดจำหน่ายเสื้อ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าอาหารม้า ราคาตัวละ 150 บาท สนใจติดต่อ 089-616-1818 คุณออม E-mail: rpunpukdee@hotmail.com ตอนนี้ทางชมรมกำลังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะจำนวนม้าที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกันมีม้าที่เจ็บป่วยด้วย 
***** หมายเหตุ : ใส่เสื้อชมรมม้าฯ เที่ยวฟรีตลอดงานค่ะ 
อ่าน:4413 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกูก้านแดงราคาถูกที่ศูนย์ขอนแก่น
203.144.140.251: 2553/02/20 10:47:38
ทางเราได้จัดศูนย์ส่ง่ต้นกล้าตะกูก้านแดง ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น หน้าตลาดกลาง ธกส. มีต้นกล้าตะกูก้านแดง แข็งแรงพร้อมปลูกทุกต้น มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทของเรามาอธิบายให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของต้นตะกู ของเราเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อยู่แล้ว ไปดูได้ที่สาขา ราชบุรี และ สาขาชลบุรี เราวางต้นกล้าไว้ที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของเราอยู่แล้ว ทางเรา  www.tagutree.com  จึงได้จัดศูนย์ส่งต้นกล้าตะกูก้านแดงให้ชาวอีสาน ไม่ต้องถูกหลอกให้ซื้อต้นกล้าในราคาแพงมาก และทางเรามีพร้อม ทั้งไม้ตะกูขนาด 12 ปี ที่เราแปรรูปมาให้ดู มี่ต้นก้านเหลือง ที่กำลังเอามาหลอกขายให้ชาวอีสานกันตอนนี้ ในราคาถูก ๆ เรามีข้อมูลให้ดูพร้อมหมด เรารับประกันได้ว่าต้นไม้ตะกูของเราเป็นก้านแดงอย่างเดียว
ศูนย์ส่งที่ขอนแก่นตอนนี้จัดราคาสำหรับชาวบ้านครับ

1. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง              1-499 ต้น      ราคาต้นละ    15   บาท
2. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง      500 - 3999 ต้น      ราคา ต้นละ   12   บาท
3.  ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง            4000 ต้นขึ้นไป ราคา ต้นละ  10  บาท

หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่      wwww.tagutree.com
ติดต่อคุณวัฒน์  089-1130940 

อ่าน:604 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ในเมื่อมีรายละเอียดของสินค้าเยอะแล้ว ควรจะมีราคาของสินค้าด้วย
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
น่าจะมีราคาของสินค้า เช่นพวกปุ๋ยทุกยี่ห้อ ที่มีรายละเอียดอยู่ ไม่ค่อยมีราคาเลยครับ คนมาอ่านดู จะได้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย 
อ่าน:1954 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอิทรีย์เคมีเต็มสูตร
125.26.48.186: 2553/02/20 10:47:38
บ.ภูริวรรณการเกษตร จก. ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เคมีเต็มสูตร ยี่ห้อไชโย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทุกสูตรได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรทุกสูตร โดยผลิตดังนี้
1.สูตร 9-0-0 สำหรับรองพื้น
2.สูตร 15-0-0 สำหรับรองพื้นหรือบำรุงต้น
3.สูตร 25-0-0 สำหรับบำรุงต้น
4.สูตร 35-0-0 สำหรับบำรุงต้น
สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-5726891 หรือเมล์ tanon26@hotmail.com
อ่าน:668 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เงินสด
58.10.96.48: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ด้วยเงินสด ระบบเงินสดทั้งหมด  รับเอกสารประกอบการจอง POP และ
รับเช็คคืนจาก บ. เพื่อค้ำประกันเท่าจำนวนเงินวางสด  รับของ 19-20-21 มิย 51
รับ POP วันทำสัญญา  รับ B/L วันที่ 15 สำหรับลูกค้าที่จองแล้วและวางเงินสดเท่านั้น
ราคาตันละ 16,500 บ.1-500 ตัน  และ  1000 ตันขึ้น  16,000 บ.
อ่าน:1277 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
อาหารไทย อาหารสุขภาพ
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
อาหารไทยถือว่ามีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ มีอาหารตามธรรมชาติที่มี ลักษณะพิเศษตามภูมิอากาศและภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดทั้งปี รวมทั้งคนไทยมีศิลปะอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว จึงแสดงออกซึ่งศิลปวิทยาของตนในรูปแบบการปรุงแต่งและการกินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ ตั้งแต่เรื่องการผสมกลม กลืนในการปรุงแต่งกลิ่น รส ให้กลมกล่อมอร่อยและรสจัดอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ ในเรื่องการจัดรูปแบบและแกะสลัก ตบแต่งสีสันสวยงามวิจิตรบรรจง ในเรื่องการผสมผสานทางคุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ สูงสุดทั้งในแง่การป้องกัน การบำรุงและการรักษา ตลอดจนการใช้อาหารเป็นเครื่องแสดงความผูกพันในหมู่ญาติมิตร และเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม รวมทั้งการใช้อาหารเป็นสื่อทางความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ 


เครื่องปรุงอาหารไทยที่สะท้อนให้เห็นสรรพคุณทางยาและสมุนไพรที่เรากินกันบ่อย ก็เช่น 
อ่าน:1900 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก-ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรือง
125.26.84.42: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก,ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรืองสายพันธุ์ตรงตามความต้องการของตลาด บริการจัดส่งทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลการปลูกเบื้องต้น /ติดต่อสอบถามได้ที่ -ชมรมผู้ผลิตดาวเรืองเมืองโคราช/โทร.08-51219896, 08-67189706 หรือ e-mail: marigold09@sanook.com
อ่าน:1932 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มีความยินดีจะนำเสนอ ราคาขายปุ๋ยเคมี และ อินทรีย์เคมี
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
สวัสดีครับ
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัด จ.กำแพงเพชร
ดังนี้ครับ
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เสริมสูตร สำหรับ ข้าว,ผลไม้,มัน,ยาง,สัปปะรด,ข้าวโพด,ส้ม ราคาลูกละ 620บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 36-0-0 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 17-9-9 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 กระสอบละ 800 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 กระสอบละ 950 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-27 กระสอบละ 1070 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 กระสอบละ 1120 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 กระสอบละ 1270 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 35-5-0 กระสอบละ 750 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 กระสอบละ 960 บาท
โดยมีค่าส่งเสริมการขาย กระสอบละ 30 บาท
เราจำหน่ายทั้งเงินเครดิตระยะยาว และเงินสด
โทรขอเอกสารแนะนำสินค้าได้ที่ฝ่ายการตลาด คุณเพชร 084-8193867


หมายเหตุ ราคาหน้าโรงานไม่ผ่านนายหน้า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและนำเข้าแม่ปุ๋ยเองมีใบจดทะเบียนรับรองครบถ้วนครับ
สำหรับปุ๋ยอินทรีย์เคมี ตรามันทอง กระสอบละ 620 บาท สามารถให้ผลผลิตได้สูง
email;tanason103@hotmail.com
อ่าน:4953 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
เรียนถามผู้รู้ เรื่องการใช้น้ำ ในสวนลำไย
202.57.141.22: 2553/02/20 10:47:38
คือผมอยากทราบว่า การให้น้ำในสวนลำไย ควรใช้ระบบไหนดี ขนาดปั๊ม และเครื่อง 
ผมมีที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ต้นลำไยอายุ เกือบ 10 ปี (แต่ไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง) ทรงพุ่มขนาด 6-7 เมตร ความลาดเอียงของพื้นที่ 30% มีบ่อน้ำอยู่ด้านล่างของแปลง
บ่อลึก 2 เมตร จากพื้นดินถึงผิวน้ำระดับ ประมาณ1-1.5 เมตร 
ขอคำแนะนำด้วยครับ 
อ่าน:338 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกร
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกรครับ
อ่าน:1004 | ความคิดเห็น:27 | แสดงความคิดเห็น
ขอความรู้เรื่องปุ๋ยหน่อยครับ................
124.157.224.86: 2553/02/20 10:47:38
1.ปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับ
 -ข้าวนาปี
-ข้าวนาปรัง
-อ้อย
ยางพารา

2.ช่วงเวลาในการใส่ปุ๋ย
3.ดินต้องเป็นอย่างไรแยกตามคุณสมบัติของปุ๋ยนะครับ


อ่าน:10482 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำฟาร์มเพาะเห็ดฟาง "บัญชาฟาร์มเห็ดฟาง"
124.120.53.150: 2553/02/20 10:47:38
เป็นฟาร์มเพาะเห็ดฟางอย่างมืออาชีพ สามารถเข้าชมฟาร์ม ชมการเก็บผลผลิต (เริ่มเก็บ 5 โมงเย็นทุกวัน) ชมการขึ้นกองเห็ด และสาธิตการดูแลกองเพาะระหว่างรอเก็บผลผลิต (ใช้เวลาเพาะเพียง 7 วันก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว)
ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.twoplus11.com/banchafarm.htm
อ่าน:1767 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สอบถามเกี่ยวกับการปลูกยางที่ใต้กับที่อิสาน
125.27.216.66: 2553/02/20 10:47:38
อยากสอบถามผู้รู้นะคะ ว่าระหว่างการปลูกยางที่ใต้ กับที่อิสาน ปลูกที่ไหนดีกว่ากัน เพราะตอนนี้เห็นชาวใต้ นิยมมาซื้อสวนยางที่อิสานเทนทำที่ภาคใต้นะค่ะ 
อ่าน:3032 | ความคิดเห็น:14 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดาน ไม้ผล,ผัก,ออแกนนิค
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ยินดีต้อนรับสู่กระดาน ไม้ผล,ผัก,ออแกนนิค
อ่าน:1084 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
อ้อยราคาไม่ดี
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
อ้อยราคาไม่ดีเลย ปวดหัวจริงๆ
อ่าน:2022 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน “สมศักดิ์”เตรียมตัดเชือกแหล่งนำเข้าปุ๋ย  
    
  นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้น่าจะได้รับหนังสือยืนยันการปรับลดราคาภาษีปุ๋ยจากประเทศจีนที่มีแนวโน้มว่าทางการจีนจะปรับลดเหลือ 0 % อย่างไรก็ตาม หากจีนไม่สามารถปรับลดภาษีปุ๋ยลงได้ หรือเมื่อคำนวณราคาเมื่อนำเข้ามายังประเทศไทยแล้วมีราคาที่แพงกว่าอีก 2 ประเทศ คือ รัสเซีย และยูเครน ที่ได้เสนอราคาถูกกว่าราคาตามท้องตลาดประมาณ 3 – 4 พันบาท/ตัน ก็จะตัดสินใจเลือกนำเข้าปุ๋ยจากประเทศที่ถูกที่สุด โดยมีการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยให้ตรงตามมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตรด้วย สำหรับการเบิกจ่ายเงินที่จะนำมาซื้อปุ๋ยราคาถูกมาจำหน่ายสู่เกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นเงินสำรองในการซื้อปุ๋ยก่อนแล้วนำมาจำหน่ายผ่านชุมนุมสหกรณ์ โดยมีการซื้อขายในระบบเงินสดให้แก่เกษตรกรตามคุณสมบัติที่เป็นเกษตรกรรายย่อยและมีรายได้น้อยเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น ก็ได้มีการหารือถึงการเพิ่มกำลังการผลิต การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และจำนวนข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกจำนวน 2.1 ล้านตัน จะเก็บไว้เป็นหลักประกันความมั่นคงในด้านอาหารของประเทศ จะไม่มีการนำออกมาจำหน่าย ดังนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องบริหารจัดการในเรื่องข้าวถุงให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชนในประเทศ โดยอาจจะมีการซื้อข้าวใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ด้วย นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบราคาปุ๋ยที่มีการนำเข้าจากอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาท ซึ่งเมื่อคิดรวมค่าบริหารจัดการ ค่าบรรจุภัณฑ์และกำไรแล้วน่าจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1 หมื่นต้นๆ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาในท้องตลาดที่ภาคเอกชนขายสูงถึง 17,000 – 18,000 บาท /ตัน ที่อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีการค้ากำไรเกินควร  

From: moac.go.th
อ่าน:1049 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขุดดินหลังบ้าน
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
"คุณกำลังขุดดินหลังบ้านอยู่รึปล่าว?"

ผมก็เป็นคนนึง ที่เคยทำงานหนักเหมือนขุดดินหลังบ้านตัวเอง ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เพราะได้อ่านนานมาแล้ว แต่ยังคงจำสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างว่า มีชายชาวยุโรปคนหนึ่ง ได้เดินทางไปหาหมอดูชื่อดัง และชายยุโรปผู้นั้น ได้ถามหมอดูว่า "ทำอย่างไร ผมจะประสบผลสำเร็จ และมีฐานะร่ำรวย" หมอดูตอบว่า "หากท่านทำงานหนักที่สุด ท่านจะเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ และร่ำรวยที่สุด" หลังจากได้ยินเช่นนั้นแล้ว ชายชาวยุโรปผู้นี้ ก็รีบร้อนกลับบ้าน และคว้าจอบขึ้นมา เดินไปหลังบ้านและมีจุดมุ่งหมายว่า เค้าจะขุดดินหลังบ้านของเค้าเอง ให้ลึกที่สุด และทำทั้งวันทั้งคืน เท่าที่เค้าจะพอมีแรงทำได้ จนวันหนึ่ง เค้าอ่อนแรงลง จนไม่สามารถขุดต่อไปได้ และพบว่า เค้าก็ยังไม่ร่ำรวยขึ้น อย่างที่หมดดูทำนาย ซักที ทั้งๆที่เค้าก็ทำงานอย่างหนักที่สุดแล้ว 

บางที หลายๆคน รวมถึงตัวผมเองด้วย ก็ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวัน โดยการตั้งใจทำงานหนัก แต่เหมือนการขุดดินหลังบ้าน บางครั้งเราไม่รู้ตัวเลย และอาจจะภาคภูมิใจ กับการขุดดินของเรา จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อาจไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นถึงสิบปี กว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลัง "ขุดดินหลังบ้าน" เมื่อรู้ว่า ความรู้ความสามารถ ที่เราสั่งสมมา ใช้ไม่ได้ หรือต่อยอดไม่ได้เลยในวันนี้ ต่างกับ อาซิ่ม อาม่า ที่ขายของ ขายข้าว และได้เพิ่ม Skill ในการขาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เศรษฐกิจไม่ดีทำไง ช่วงไม่มีลูกค้า ดำรงชีวิตยังไง แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองทุกวัน

หากเราได้ลองเสียเวลาคิด ไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะเลือกทำ หรือ ไม่ทำอะไร จะพบว่า เราจะใช้เวลาในการทำงานให้เป็นผลสำเร็จได้เร็วกว่า ที่เราจะลงมือทำเลยในทั้นที ตอนผมทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็น Pre-sales ผมมีหัวหน้า คนหนึ่งชื่อพี่ต่อ และพี่ต่อเคยพูดกับทุกๆคนในทีมว่า "อย่าทำตัว Busy" ซึ่งคำว่าอย่าทำตัว Busy ของพี่ต่อ ผมก็ได้พี่เคน มาช่วยอธิบายว่า งานที่เข้ามาจากทางฝ่าย Sales เราเป็น Pre-sales เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะแต่ละงานนั้น มีโอกาสไม่เท่ากัน เราต้องศึกษาและ ปรึกษาคนในทีม เลือกทำเฉพาะงาน หรือโปรเจค ที่เรามีโอกาสจะชนะได้ ส่วนงานที่ไม่มีโอกาสเลย เราต้องตัดทิ้ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ผลอะไร จะทำให้เป็นการเพิ่มงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็คือเหมือนขุดดินหลังบ้านนั้นเอง

ที่ผมนั่งเขียนอยู่ ผมกำลังขุดดินหลังบ้านรึปล่าว?
อ่าน:431 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อเพิ่มผลผลิต เค ยู ไคโตซาน
118.174.165.227: 2553/02/20 10:47:38
เชิญชวนทุกท่านทดลองใช้ เคยู ไคโตซาน เพื่อเพิ่มผลผลิตที่ดีกว่าเดิม หรือว่าท่านผู้ใดสนใจอยากทำธุรกิจขาย เคยูไคโตซาน หรือนำไปใช้เองนะครับ ติดต่อมาได้ที่ 089-4330788 ฐิติกานต์ครับ โดยพ่อของผมเป็นตัวแทนของภาคเหนือ ซึ่งเป็นอาชีพเสริมของคุณพ่อนะครับ อาชีพหลัก รับราชการตำรวจ ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจขายตรงแต่อย่างใดนะครับ 
อ่าน:24796 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
อยากทำโรงเพาะเห็ด ต้องใช้เงินเยอะรึปล่าวครับ
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
อยากเริมทำจากเล็กๆครับ จะเริ่มศึกษายังไง ใช้เงินเท่าไหร่ครับ
อ่าน:1923 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกดาวเรืองขายส่งลูกเรียน อาชีพทำเงิน "สำรวย ถันทอง"
125.24.26.83: 2553/02/20 10:47:38
จาก: http://www.komchadluek.net/2008/12/12/x_agi_b001_323934.php?news_id=323934

แม้สามีของ "สำรวย ถันทอง" เสาหลักของครอบครัวจะรับราชการครู มีเงินเดือนประจำที่จุนเจือครอบครัวได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากนัก แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกๆ ทั้ง 3 คน ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนทำให้เธอจำต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย รวมทั้งการปลูก "ดอกดาวเรือง" ส่งขายปากคลองตลาด กรุงเทพฯ


สำรวย ในวัย 42 ปี ชาวบ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า ทำนามาหลายสิบปี แต่รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรง และด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกชาย 1 คน และลูกสาวฝาแฝดอีก 1 คู่ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่ต่อเดือนนั้นสูงมาก จึงจำต้องหาอาชีพเสริมและเห็นคนในหมู่บ้านปลูกดอกดาวเรืองแล้วส่งไปขายที่ปากคลองตลาดมีรายได้ดี จึงศึกษารายละเอียดและนำมาทดลองปลูก ถึงขณะนี้ปลูกขายมาได้ 5 ปีแล้ว

 สำรวย เล่าถึงต้นทุนในการปลูกดาวเรืองว่า แม้จะค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถขยายปลูกเองได้ ต้องลงทุนซื้อใหม่ทุกรอบ ตกเมล็ดละ 1 บาท ซึ่งตนเองปลูก 3  ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.3 หมื่นเมล็ด จากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่ารถไถ เตรียมแปลง ค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และยาเร่งดอกต่างๆ แต่รายได้นั้นก็ถือว่าดีทีเดียว

 สำรวย บอกอีกว่า ระยะที่เก็บดอกขายได้คือราว 4 เดือนหลังปลูก โดยจ้างคนงานเก็บวันละ 150 บาท/คน ซึ่งจะเก็บส่งขายปากคลองตลาด 2 วัน/เที่ยว แต่ละเที่ยวจะส่ง 2-3 หมื่นดอก แต่เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ก็จะรวมกับเพื่อนบ้านคนอื่นไปส่งพร้อมกัน ตกเที่ยวละ 7-8 หมื่นดอก โดยตลาดปากคลองจะรับซื้อดอกละ 40-50 สต.

 "บางครั้งราคาดีก็จะขายได้ดอกละ 70-80 สต. ซึ่งการส่งดอกดาวเรืองไปขายที่ปากคลองตลาด แต่ละครั้งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเหลือกำไรเที่ยวละอย่างต่ำ 1 หมื่นบาท"

 ถึงเวลานี้ สำรวย บอกว่าการปลูกดอกดาวเรืองขายถือเป็นอาชีพหลักเลยก็ว่าได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งเสียลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนหนังสือก็มาจากเงินที่ขายดอกดาวเรืองทั้งหมด  
อ่าน:6221 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หญ้าดอกขาว 
222.123.160.103: 2553/02/20 10:47:38
ถ้าเกษตรกร เจอหญ้าดอกขาวที่เรียกว่าหญ้าดอกขาวดื้อยา 
เรียกว่าใช้สาร ฟีน๊อก ฉีดแล้วไม่ตาย 
มีสารตัวไหนที่พอจะใช้แทนได้หรือเป่า หรือว่า มีสารตัวไหนที่พอ จะผสมแล้วใช้ฆ่าได้บ้าง 
อ่าน:1212 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
ฟังกันมามากแล้ว ว่าประเทศไทยเป็นครัวของโลก แล้วทำไมชาวไทยยังจนกันอยู่อย่างนี้ล่ะครับ
125.24.8.20: 2553/02/20 10:47:38
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ที่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันรวมตัวกันได้ และสามารถกำหนดราคาน้ำมัน ให้สูง หรือต่ำได้ตามใจชอบ ถึงแม้น้ำมันจะเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่เราไม่ได้กินน้ำมันเป็นอาหารนะครับ หลายคนอาจจะมาแย้งว่า ไม่มีน้ำมัน แล้วภาคขนส่ง โรงงานการผลิตจะขับเคลื่อนได้ยังไง ทำไม่เราไม่มองว่า หากประเทศเราไม่ผลิตของกิน แล้วใครมันจะทำงานได้ล่ะครับ จริงๆแล้วเรามีกันอยู่ไม่กี่ประเทศ ที่ส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆของโลก ไหนจะพืชพลังงาน อย่าง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ แต่เราก็ไม่สามารถรวมกลุ่มกันให้เข็มแข็งอย่างโอเปคได้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ตัดราคายางพารากันเอง ต้องรอให้ไฟไหม้อินโดนีเซียก่อน ราคายางพาราในไทยถึงจะได้สูงขึ้นมา และยังมีข้าว ที่ส่งออกแข่งกับเวียดนาม

จริงๆหากเรารวมตัวกันได้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ เราน่าจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าของเราได้ ไม่ใช่ให้ผู้อื่นมาเป็นคนกำหนด แต่ใครล่ะจะเป็นคนเริ่มต้น ฝากคนที่มีอำนาจหน้าที่ช่วยดูแลด้วยแล้วกัน
อ่าน:1861 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
117.47.232.246: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
เราขาย รับสมัคร ผู้แทนฝ่ายขายปุ๋ยประจำจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศ - วัย- วุฒิการศึกษา – งานฟรีแลนด์ ไม่ผูกมัด มีประสบการณ์ยิ่งดี    ควรมียานพาหนะเป็นของตนเองงานจะคล่อง ต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด   มีออร์เดอร์ลูกค้าเก่า เป็นลูกค้าเงินสด จังหวัดละ 5,000 – 7,000 กระสอบ กว่า 4 ปี ที่เราทำตลาดขายตรงกับเกษตรกร ยอดจำหน่ายปีละ หลายหมื่นตัน ทำให้สินค้าของเรามีชื่อเสียงอย่างมากกับเกษตรกรโดยตรง แต่เรา ยังไม่วางหน้าร้านเลย ปี 2551 นี้เราต้องการหาเอเย่น ประจำจังหวัดเพื่อกระจายสินค้า..............โอกาสดีเพียงท่านรีบโทรหาเรา หจก.เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย เจ้าของและเป็นผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A พิเศษ มาตรฐาน Q ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายมา 4 ปี ลูกค้าตอบรับทั่วประเทศ รับสินค้าโดยตรงจากโรงงาน ราคาหน้าโรงงาน เพราะเรามีโรงงานผลิตสินค้าเอง โอกาสดีที่สุด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติอต่อ สายด่วน 085-0005379 , 043-343731 คุณปุ๊ก ผจก.ฝ่ายการตลาด หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 433/151 ม.2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000  สนใจติดต่อคุณ : ปุ๊กกี้ e-mail : thaifertilize@yahoo.com  หรือดูรายละเอียดที่เว็ปไซต์  http://www.geocities.com/thaifertilize 
อ่าน:342 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
 เรื่อง ขอแจ้งเตือนผู้อาจตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงธุรกิจ สารพัดแชร์ ลูกโซ่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์เว็บ
125.24.75.92: 2553/02/20 10:47:38
แจ้งเตือน การหลอกลวง สารพัน แชร์ลูกโซ่

เรื่อง ขอแจ้งเตือนผู้อาจตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงธุรกิจ สารพัดแชร์ ลูกโซ่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์เว็บ


เนื่องจากปัจจุบันได้มีการกระทำความผิดของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก โดยการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในลักษณะของแชร์ เช่น ธุรกิจแชร์ซื้อขายข้าวสาร ธุรกิจแชร์ซื้อขายแฟนไชร์ก๋วยเตี๋ยว ธุรกิจแชร์ลงทุนในเว็บไซต์ และการชักชวนให้ร่วมลงทุนในหลากรูปแบบมากมาย

กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม รู้สึกเป็นห่วงต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงขอแจ้งเตือน และให้ข้อมูล ข้อพึงระวังที่สามารถสังเกตเอง แก่พี่น้องประชาชน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1. พิจารณาจากจำนวนสินค้า หรือสิ่งของที่ได้รับจากการร่วมลงทุนในธุรกิจ หากมีการซื้อขายแต่ว่าไม่ได้รับสินค้า หรือสิ่งของใดในการร่วมลงทุน ให้ระวังไว้ว่า ท่านอาจกำลังตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวง

2. หากได้รับสินค้าจากการลงทุนทำธุรกิจแชร์ แต่สินค้าที่ได้มาในการลงทุนไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ต้องเสียไป เช่น การฉ้อโกงธุรกิจแชร์น้ำมันเครื่อง หรือธุรกิจแชร์อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ จะถูกหลอกให้ร่วมลงทุน แล้วต้องหาลูกค้ารายอื่นๆ เข้ามาร่วมลงทุนต่อๆกันไป โดยแต่ละรายต้องลงทุนไปจำนวนเงิน 20 000 บาท แต่ได้สินค้าตอบแทนมาเพียง อุปกรณ์ล้างรถ และกระป๋องน้ำยาขัดรถ ราคารวมประมาณ1 500 บาทเมื่อพิจารณาจะเห็นได้ทันทีว่า ไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ชำระไป ซึ่งการกระทำโดยการให้สิ่งตอบแทนที่ไม่คุ้มกับราคานี้ เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ให้มีลักษณะดูเสมือนว่าเป็นการซื้อขายกันจริงเท่านั้น

3. ในกรณีการชักชวนทำธุรกิจที่ไม่มีสินค้า แต่แอบแฝงมาในรูปแบบของบริการหรือมีลักษณะ ที่ไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น ชักชวนลงทุนทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในจัดทำเว็บไซต์ โดยจะมีการชักชวนประชาชนว่าเป็นการเข้าไปสมัครเช่า Hosting และทำธุรกิจโดยการให้เช่าพื้นที่ในการจัดทำเว็บไซต์ในลักษณะเช่าต่อๆกันไป หลายราย ดูเสมือนว่า มีการซื้อขายของกันจริง แต่ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในด้านคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป จะทราบดีว่าการเปิดเว็บไซต์ในแต่ละเว็บไซต์จะมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก ฟรีเว็บไซต์เลยก็มี และเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ที่ทำการเปิดแทบที่จะมีค่าน้อยหรือไม่มีค่าใดๆเลย และที่สำคัญคนที่ต้องการจะจัดทำเว็บไซต์ จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมาขอเช่าพื้นที่จากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวแต่อย่างใด

4. พิจารณาจากรายได้ผลตอบแทน จากการประกอบการของธุรกิจที่มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน หากผลประกอบการมีลักษณะที่สูงเกินกว่าปกติ ที่สามัญชนในการประกอบการค้าประเภทนั้นๆ พึงได้ ให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเข้าข่ายลักษณะของการฉ้อโกงประชาชนให้ร่วมลงทุนทำ ธุรกิจแชร์ ที่ผิดกฎหมาย และอาจถูกหลอกลวงได้

5. การทำธุรกิจโดยการชักชวนประชาชนร่วมลงทุนในลักษณะเครือข่าย หรือลักษณะแชร์ลูกโซ่ หากถูกต้องตามกฎหมาย ธุรกิจเหล่านี้จะต้องทำการจดทะเบียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค โดยต้องทำการชี้แจงแผนการทำตลาดให้ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ทราบในรายละเอียดของการประกอบธุรกิจที่ชัดเจนทุกขั้นตอน

6. พิจารณาจากที่ทำการที่ตั้งอันเป็นหลักแหล่ง ของผู้ประกอบการรวมทั้งการติดต่อของผู้ชักชวนให้ประกอบธุรกิจร่วมว่า มีที่ตั้งของสำนักงานในการประกอบธุรกิจที่แน่นอนหรือไม่ และสามารถที่จะติดต่อได้ตลอดเวลาทำการหรือไม่ หากมีการย้ายที่ประกอบการไปมาบ่อยครั้ง ปิดเว็บไซต์ หรือไม่สามารถที่จะติดต่อได้ น่าจะเป็นการประกอบธุรกิจเพื่อประสงค์ฉ้อโกงประชาชน

หากพี่น้อง ประชาชน พบธุรกิจที่เข้าข่ายข้อสังเกต ข้างต้นหรือประสบการโดนหลอกลวงด้วยตนเอง หรือแนะนำให้ผู้ที่ถูกหลอกลวง สามารถแจ้งเรื่องราว ได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ 499 อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น แขวง/เขต บางซื่อ จังหวัดกรุงเทพฯ (ช่วงระหว่าง สามแยกเตาปูนกับทางรถไฟ อยู่ช่วงซอยประชาชื่น 13-14 

อนึ่ง หากท่านมีญาติ พี่น้อง หรือบุคคลที่รู้จักถูกหลอกลวงตามลักษณะที่กล่าวมาแล้ว หรือพบเห็นการหลอกลวงดังกล่าว โดยเฉพาะบนเว็บไซต์ ขอได้โปรดช่วยกัน ทำการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บพยานหลักฐานในเบื้องต้น Save หน้าจอ เว็บเพจ ข้อมูล hosting ที่เช่า Server ฯลฯ และมาแจ้งต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ที่ dsi @ dsi.go.th เพราะภายหลังที่ทำการแจ้งความแล้ว เว็บไซต์ดังกล่าวมักจะมีการปิดตัวของธุรกิจเหล่านี้ลง หลักฐานต่างๆ อาจถูกทำลาย

หากเป็นไปได้ ขอความกรุณาช่วยกัน เผยแพร่คำเตือนนี้ ไปในวงกว้าง จักเป็น อนิสงค์ที่แรงกล้า และขอขอบพระคุณยิ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ผมหวังไว้ว่า ไม่ขอให้มีผู้ใดถูกหลอกลวง จากกลุ่มมิจฉาชีพ เหล่านี้เลยจะดีกว่า

ด้วยความปรารถดี

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน

ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม

../ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน * 
อ่าน:1089 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
117.47.232.246: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
เราขาย รับสมัคร ผู้แทนฝ่ายขายปุ๋ยประจำจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศ - วัย- วุฒิการศึกษา – งานฟรีแลนด์ ไม่ผูกมัด มีประสบการณ์ยิ่งดี    ควรมียานพาหนะเป็นของตนเองงานจะคล่อง ต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด   มีออร์เดอร์ลูกค้าเก่า เป็นลูกค้าเงินสด จังหวัดละ 5,000 – 7,000 กระสอบ กว่า 4 ปี ที่เราทำตลาดขายตรงกับเกษตรกร ยอดจำหน่ายปีละ หลายหมื่นตัน ทำให้สินค้าของเรามีชื่อเสียงอย่างมากกับเกษตรกรโดยตรง แต่เรา ยังไม่วางหน้าร้านเลย ปี 2551 นี้เราต้องการหาเอเย่น ประจำจังหวัดเพื่อกระจายสินค้า..............โอกาสดีเพียงท่านรีบโทรหาเรา หจก.เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย เจ้าของและเป็นผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A พิเศษ มาตรฐาน Q ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายมา 4 ปี ลูกค้าตอบรับทั่วประเทศ รับสินค้าโดยตรงจากโรงงาน ราคาหน้าโรงงาน เพราะเรามีโรงงานผลิตสินค้าเอง โอกาสดีที่สุด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติอต่อ สายด่วน 085-0005379 , 043-343731 คุณปุ๊ก ผจก.ฝ่ายการตลาด หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 433/151 ม.2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000  สนใจติดต่อคุณ : ปุ๊กกี้ e-mail : thaifertilize@yahoo.com  หรือดูรายละเอียดที่เว็ปไซต์  http://www.geocities.com/thaifertilize 
อ่าน:431 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ชุดตรวจวัดค่า npk และ กรดด่าง ใน ดิน ( npk / ph soil test kit )
58.8.187.45: 2553/02/20 10:47:38
ชุดตรวจสอบค่า npk และ ph ใน ดิน

ชุดตรวจสอบค่า เอ็นพีเค และ กรดด่าง ในดิน ( npk / ph soil test kit    

ธาตุอาหาร N-P-K (ไนโตรเจน – ฟอสฟอรัส - โพแทสเซียม)  คือ อาหารที่จำเป็นสำหรับพืช แต่ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเกษตรกรมักใช้ ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยชีวภาพ ตามความคุ้นเคย โดยมองข้ามไปว่าแท้จริงแล้ว ดินและพืชที่ปลูกต้องการธาตุอาหารใด ปริมาณเท่าไหร่ หรือปุ๋ยสูตรที่จำหน่ายตามท้องตลาดนั้นเหมาะสมกับพืชและดินแล้วหรือไม่

คำตอบคือ  "การวิเคราะห์ดิน"   

ปัจจุบัน การตรวจดินเป็นเรื่องที่เกษตรกรทำได้เอง  ไม่ยุ่งยากเลยครับ เพียงแค่เกษตรกรลองเก็บดิน มาวิเคราะห์ว่ามีธาตุอาหารอะไรอยู่ในดินบ้าง  และธาตุอาหารอะไรที่ขาด จึงมาใช้ปุ๋ยในการปรับความสมดุลตามปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในดิน ส่วนการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ก็สามารถวิเคราะห์เองได้ภายใน 10 นาทีด้วย

ภายในกล่องประกอบด้วย

หลอดดูดสาร คู่มือการใช้ภาษาไทย ชุดตรวจสอบธาตุอาหาร ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแทสเซียม  และค่าพีเอช อย่างละ 10 ตัวอย่าง รวมแล้ว สามารถวิเคราะห์ดินได้ 40 ตัวอย่าง
สนใจติดต่อ 02-559380708
อ่าน:3566 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี และเคมี  (รับตัวแทนจำหน่าย)
117.47.3.164: 2553/02/20 10:47:38
สวัสดีครับ 
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัด จ.กำแพงเพชร
ดังนี้ครับ
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เสริมสูตร สำหรับ ข้าว,ผลไม้,มัน,ยาง,สัปปะรด,ข้าวโพด,ส้ม ราคาลูกละ 630บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 36-0-0 กระสอบละ 870 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 17-9-9 กระสอบละ 860 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 กระสอบละ 820 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 กระสอบละ 960 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-27 กระสอบละ 1070 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 กระสอบละ 1120 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 กระสอบละ 1270 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 35-5-0 กระสอบละ 760 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 กระสอบละ 970 บาท
โดยมีค่าส่งเสริมการขาย กระสอบละ 50 บาท
ฟรีค่าจัดส่ง ไม่ต้องโอนเงินก่อน จ่ายเงินเมื่อปุ๋ยถึง
โทรขอเอกสารแนะนำสินค้าได้ที่ฝ่ายการตลาด คุณเพชร 084-8193867

หมายเหตุ ราคาหน้าโรงานไม่ผ่านนายหน้า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและนำเข้าแม่ปุ๋ยเองมีใบจดทะเบียนรับรองครบถ้วน 
email;tanason103@hotmail.com


อ่าน:31114 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ข่าวดี..ราคาปุ๋ยลดแล้วสั่งได้เลยครับมากน้อยไม่ว่า
222.123.174.226: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ราคาขายส่ง / กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง 520 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0 650 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27 1050 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21 980 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24 1250 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8 850 บาท ***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลางเหมาะสำหรับร้านค้าหรือเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทีละมากๆ ***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้*** เงื่อนไข 1. ราคานี้เป็นราคาเงินสด 2. ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว 3. บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า 4. แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน 5. จัดส่งฟรี ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด ตัวจริงครับ ขอย้ำ 
อ่าน:1455 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
เรียนท่านที่เดือดร้อนของ พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 
222.123.115.68: 2553/02/20 10:47:38
ผมเป็นผู้ประกอปการ รายหนึ่ง ที่ได้ผลกระทบจาการออกกฎหมาย พรบปุ๋ย 2518 (ฉบับ2)
เนื่องจากพรบ.ปุ๋ย2550ฉบับนี้ได้มีผลกระทบกับผู้ประกอปการ ดังนี้พรบ.ปุ๋ย2500กำหนดหนดว่าต้องมีการแจ้งที่อยู่ผู้ผลิต ผมว่ามันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ค้ารายใหญ่ อีกไม่นานก็จะมีการลัดวงจรมากมาย การค้าขายก็จะไม่เป็นระบบ ไม่มีเงินหมุนเวียน ในท้องถิ่น
 เช่น นายดำ เป็นผู้ผลิต ส่งให้นายแดง จากนนั้นนายแดงส่งให้นายเขียวหรือนายเขียวอาจจะส่งให้นายเหลืองอีกที หากเป็นเช่นนี้ตามพรบ.ปุ๋ย2550ผู้ขายจะต้องพิมพ์และแจ้งหมายเลขที่อยู่ผู่ผลิตด้วย หากเป็น เช่นนี้ก็จะทำให้ระบบการค้าเสียไปด้วยเนื่องจากใครก็สามารถซื้อที่โรงงานผลิตได้เพราะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป (จริงๆแล้วต้องออกให้โรงงานที่ดัดแปลงแล้วก็บรรจุภัณฑ์) และที่สำคัญจะทำให้การเจริญเติบโตของปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก จริงแล้วๆปัญหามันมีมากมายกว่านี้ แต่สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอปการเล็กๆและทำอาชีพนี้อยุ่จะเข้าใจ 
1.พรบ.ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้ารายใหญ่
2.พรบ.ฉบับนี้บีบให้การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพน้อยลง เพราะปุ๋ยเคมี มีสูตรที่แน่นอน(ทำไมไม่ตามไปตรวจถึงต่างประเทศเลยหละ)
3.กระทบกระเทือนผู้ค้าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแน่นอน เพราะการขอเป็นไปได้ยากเพราะสิ่งที่คุณตั้งกฎเกณฑ์มามันเกินภูมิปัญญาชาวบ้านส่วนใหญ่
          นี้คือเหตุผลหลักๆและเป็นหลักใหญ่ๆด้วย หรือบางท่านบางรายอาจมีเหตุผลมากกว่านี้อีก ที่ทำให้การ ประกอปอาชีพที่สุจริตลำบาก คิดดูซิครับเวลาจัดประชุม เสนอญัติเคยเอาผู้ประกอปการที่มีผลกระทบหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดนตรงไปเสนอด้วยก็ไม่มี กฏหมายเจตนาดีแต่การกระทำไม่ใช่  จึงอยากจะเชิญท่านๆทั้งหลายที่มีปัญหานี้ร่วมกันมาร่วมตัวกันเพื่อจะเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้หรือแปลญัติกฎหมายใหม่เพื่อให้มีความเป็นธรรมทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ หรือไม่ก็รวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง เนื่องด้วยมีเหตุจากว่า กฎหมายพรบ.ปุ๋ยฉบับนี้ ขัดต่อเสรีภาพการทำการค้าของบุคคลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในมาตรา12 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้ค้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ สารอินทรีย์และชีวภาพ  กฎหมายเจตตนาดี แต่วิธีการนำมาบังคับใช้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้มันมีทางออกสำหรับผู้ประกอปการรายเล็กๆบ้าง
อ่าน:3418 | ความคิดเห็น:40 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ...
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
   กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ศูนย์ข้าวชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัด โรงเรียนเกษตรกร โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และอบต.ทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้พื้นที่นาข้าว 8.5 ล้านไร่ ต้องใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
   
   นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ว่า ได้มีการเร่งรัดให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว ร่วมกันทำแผนส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ในการใช้ปุ๋ยเคมี อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ “ลดปุ๋ยเคมี ใช้แต่พอดี ช่วยลดรายจ่าย” ซึ่งในปี 2551 นี้ จะดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 8.5 ล้านไร่ และจะขยายผลสู่พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวโพด เป็นลำดับต่อไป โดยขณะนี้โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับข้าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ของ 4 หน่วยงานหลักรวม 345 คน เพื่อเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป คาดว่าจะอบรมเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้านนายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า วิธีการเผยแพร่โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสู่เกษตรกรแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก คือ จัดทำ CD-ROM โปรแกรมดังกล่าวไปติดตั้ง ที่หน่วยงานในสังกัดของทั้ง 4 กรมตามที่กล่าวไปข้างต้นทั่วประเทศ พร้อมกับติดตั้งให้กับองค์การบริหาร ส่วนตำบลทุกตำบล และโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชนจำนวน 56 แห่ง ส่วนรูปแบบที่สอง จัดทำเป็นข้อมูลแผนที่ติดไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 800 แห่ง โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน 500 แห่ง หมอดินตำบล 7,225 ตำบล ศูนย์ข้าวชุมชน 270 แห่ง 27 จังหวัด และโรงเรียนเกษตรกร 56 จังหวัด ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ได้มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ส่งผลให้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร/เกษตรอินทรีย์ในกลุ่มที่ปลูกข้าว จำนวน 10,000 กลุ่ม เกษตรกรเป้าหมาย 500,000 ราย รวมพื้นที่ 8 ล้านไร่ ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าวรับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนและโรงเรียนเกษตรกร รวมพื้นที่ 500,000 ไร่ เกษตรกร 25,200 ราย โดยมีกรมวิชาการเกษตรร่วมเป็นวิทยากรสนับสนุน นอกจากนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินในพื้นที่นาของเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี สุรินทร์ ลพบุรี ชัยนาท ชลบุรี ราชบุรีและพัทลุง เพื่อติดตามและประเมินผลการทำงาน
อ่าน:20999 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
** รับสมัครตัวแทนปุ๋ย ทั่วประเทศ**
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38
บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ย ตรากรีนไลฟ์
   *กรีนไลฟ์เม็ด เคมีเสริมสูตร ทดแทนปุ๋ยสูตร แก้ปัญหาปุ๋ยแพง
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค อินทรีย์สกัดอัดเม็ดเต็มประสิทธิภาพ
   * ชีวภาพน้ำ อาหารเริมทางใบ ป้องกันและกำจัดโรคพืช

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  ตัวแทนละ 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย

สาขาและจุดประสานงานทั่วประเทศ
   * สำนักงานใหญ่ รามคำแหง
   * สาขาพระราม 2
   * สาขาศรีราชา ชลบุรี
   * สาขาหาดใหญ่ สงขลา
   * สาขาหมากแข้ง อุดรธานี
   * เซ็นเตอร์ พิษณุโลก

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ
เปรมยุดา 086-892-3393
saralai_center@hotmail.com



อ่าน:1774 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นตะกูราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ด 800 / กก. T.087-999-6296
202.91.18.192: 2553/02/20 10:47:38
โครงการ  ”ปลูกไม้มงคลต้นตะกู”   มหาเศรษฐีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทุกภาคส่วนหันมาปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ “ ตะกู ” ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าไบโอชีวมวล อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกต้นตะกูเชิงธุรกิจ แนะนำให้ข้อมูลการเพาะเมล็ดกล้า, การปลูกต้นตะกู และแหล่งขายไม้ตะกู
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า  ต้นกล้าตะกู (พันธุ์ก้านแดง) และเมล็ดพันธุ์ ราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ดราคา 800 / กก.   ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับต้นตะกู  ติดต่อ  คุณพลอย Tel. 087-999-6296, 086-411-0768

อ่าน:19616 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยเคมียูเรีย 46-0-0 ตรากระต่าย ราคาส่งโรงงาน
125.27.216.76: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการขาจำหน่ายปุ๋ยเคมี ยูเรีย 46 - 0 -0ตรากระต่าย จำนวนมากในราคาส่งจากโรงงาน มีบริการจัดส่งให้ ติดต่อขอรายละเอียดและใบเสนอราคาได้ที่

คุณต้น 085-0394566

อ่าน:1505 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
ขายมูลไส้เดือน น้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยชั้นดีสำหรับคนรักต้นไม้ 
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุ 1 Kg ร่อนเอาวัสดุแปลกปลอมออก ความชื้นประมาณ 35-40 % เม็ดละเอียด เนื้อสวย เหมาะสำหรับงานเล็กๆ เช่นไม้ดอกไม้ประดับ ไม้กระถางทั่วไป  มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุ 5 Kg ร่อนเอาวัสดุแปลกปลอมออก ความชื้นประมาณ 35-40 % เม็ดละเอียด เนื้อสวย เหมาะสำหรับงานสวนหย่อม  มูลไส้เดือน (Vermicompost) ขนาดบรรจุกระสอบละ 50 Kg  เหมาะสำหรับงานขนาดใหญ่  ราคา 30 บาท : Kg 
น้ำหมักมูลไส้เดือน (Worm Tea) สูตรเติมอากาศ ขนาดบรรจุ 1.5 ลิตร ราคาขวดละ 30 บาท 
ขายราคาพิเศษ สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปจำหน่าย  รายละเอียดเพิ่มเติม http://wormworkshop.pantown.com 
โทร. 086-539-6464(อดิศักดิ์)
อ่าน:2957 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยชีวภาพ
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
สินค้าแนะนำสำหรับเกษตรชีวภาพ 
1. ปุ๋ยน้ำ Happy M-1 
ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร ปุ๋ยน้ำ Happy M-1 (สำหรับพืชทุกชนิด) ราคา 650.00 บาท/ขวด 
2. สารปรับปรุงดิน Happy Tree 
เป็นสารบำรุงดินที่ช่วยให้ดินร่วนซุย ดินมีการถ่ายเทอากาศได้ดี ราคา 130.00 บาท/ถุง 
3. Happy Glue แฮ็ปปี้ กลู 
สารจับใบช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูดซึม ราคา 286.00 บาท/แกลลอน 
4. Happy Protector แฮ็ปปี้ โพรเทคเตอร์ 
สมุนไพรกลั่นควบคุมแมลง - หนอน ราคา 520.00 บาท/ขวด 
5. ปุ๋ยน้ำ Happy Rice (สำหรับข้าวโดยเฉพาะ) 
เป็นอาหารทางใบ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว ราคา 1,040.00 บาท/ขวด 
6.แฮ็ปปี้ แอนติรา (HAPPY ANTIRA) 
สมุนไพรสกัด ควบคุมและกำจัดโรคพืช ราคา 800.00 บาท / ขวด 

สนใจรายละเอียดและวิธีการใช่ติดต่อกลับ 04-1395817 หรือแจ่งไว้ในกระทู้นี้เลยนะคะ 
อ่าน:535 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดปุ๋ยเคมีเต็มสูตรราคาส่งหน้าโรงงาน
222.123.250.124: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร 

เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

                                                                

                                                                                                        ราคาขายส่ง / กระสอบ

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง                                     600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราปาล์มทอง                                  600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรายางทอง                                     600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง                           600    บาท

ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง                             600    บาท

 

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15                                  950    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8                                   800    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0                                   950    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18                                   980    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27                                      1050    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21                                       1100    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7                                    990    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24                                     1250    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0                                     850    บาท

ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8                                    950    บาท

***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลาง

***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้***

        เงื่อนไข

1.    ราคานี้เป็นราคาเงินสด

2.    ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว

3.    บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า

4.    แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน

5.    จัดส่งฟรี

****สั่งในจำนวนมากบริษัทมีส่วนลดให้แก่ผู้ซื้ออีกราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาสอบถามก่อนดีที่สุด****

 ติดต่อสอบถาม  คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด



อ่าน:433 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยมูลขี้หมู บรรจุถุง 30 กก
125.24.9.116: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยขี้หมูราคาถูก
ซึ่งบรจุถุงไว้ถุงละ30 กก. สำหรับ เกษตรกร
อยู่ จ.ขอนแก่น ติดต่อสอบถามราคาได้ครับ

ติดต่อ : คุณเฉลิมชัย Chalermchai Tullayadechap
ที่อยู่ : ขอนแก่น , บ้านไผ่ , บ้านลาน
โทรศัพท์มือถือ : 089-621-3188
อีเมลล์ : jiuzhaigou@hotmail.com
อ่าน:579 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อ
125.24.8.20: 2553/02/20 10:47:38
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อครับ
อ่าน:1299 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง  
    
  นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ  นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศพร้อมอนุมัติงบประมาณรอบแรก 300 ล้านบาท  เพื่อใช้จัดซื้อปุ๋ย 20,000 ตัน  และเป็นการตรวจสอบราคาที่แท้จริงในตลาด  เพื่อใช้พิจารณาจัดซื้อปุ๋ยรอบต่อไป  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะสรุปความต้องการปุ๋ยของเกษตรกรแต่ละสูตร เพื่อจัดซื้อเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

                สำหรับงบประมาณ 300 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติ จาก 10%  ของวงเงินที่ขอ  เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทดลองตลาดก่อนนั้น  โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาแหล่งเงินทุน ว่าจะใช้เงินกู้รัฐบาลหรือเงินจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้  ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อ  ให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการปุ๋ยแต่ละสูตรเพื่อเร่งจัดซื้อให้เร็วที่สุด  โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเรื่องการจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างการแข่งขันกดดันราคาในท้องตลาดให้ลดลงได้ในที่สุด  

                “ก่อนหน้านี้  กระทรวงเกษตรฯ  และกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกผู้จำหน่ายปุ๋ยในประเทศมาเจรจา  โดยผู้ประกอบการตกลงจะปรับลดราคาลง  200 – 1,000  บาทต่อตัน  แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการได้ลดเพียง  200  บาทต่อตัน  ส่วนปุ๋ยที่จะลดราคา  1  พันบาทต่อตันนั้น  เป็นปุ๋ยสูตรที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้  กระทรวงเกษตรฯ  จึงตัดสินใจนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศเพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร”  นายสมศักดิ์กล่าว

                นายสมศักดิ์  กล่าวว่า  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อต่อไป  ส่วนที่  ครม.  อนุมัติงบฯ  300  ล้านบาท  เป็นเพียงการทดลองนำร่องเพื่อหยั่งราคาของประเทศผู้ผลิตว่าจะขายสินค้าในราคาเท่าไร  และความต้องการของเกษตรกรมีจำนวนเท่าไร  รูปแบบจะเป็นอย่างไร  เพื่อที่จะได้นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการสั่งซื้อปุ๋ยล็อตใหญ่ที่จะมีขึ้นในอนาคต
 
    
  วันที่ : 09/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:292 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
พี่ๆใช้ปุ๋ยยี่ห้ออะไรกันคะ (กำลังทำวิจัย ส่งอาจารย์ช่วยหน่อยนะคะ)
125.24.56.206: 2553/02/20 10:47:38
พี่ๆที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ ใช้ปุ๋ยอะไรกันคะ และเพราะอะไรถึงเลือกใช้ปุ๋ยชนิดนั้น?
เป็นคำถามแบบเปิดค่ะ อยากให้พี่ๆช่วยอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้พี่เลือกซื้อมาใช้

เช่น 

ใช้ปุ๋ยเคมีตรากระต่าย เพราะมั่นใจในชื่อเสียงของบริษัท...

ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตรา xxx เพราะเห็นเพื่อนบ้านใช้แล้ว ได้ผลเหมือนกัน และพบว่าคุณภาพดินดีขึ้น...

รบกวนขอข้อมูลด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

อ่าน:1070 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
“รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริม...
58.10.90.249: 2553/02/20 10:47:38
 “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่นราคาตก
    
   “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่น ราคาตก นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของนายสมชาย ศรีตระกูล นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและคณะ ว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังมีปริมาณ 27 ล้านตัน พื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 7 ล้านไร่ และมีแนวโน้มมากขึ้นเป็น 28 ล้านตันในปี 2551 ขณะนี้ราคาจำหน่ายหัวมันสำปะหลังกิโลกรัมละ 2.40 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังฯ ได้นำเสนอข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หาแนวทางพัฒนาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างมั่นคง รักษาเสถียรติภาพทางด้านราคา และการเป็นผู้นำตลาดการส่งออกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป ซึ่งถือเป็นประเทศ คู่ค้าและนำเข้าผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ดที่สำคัญของไทย เนื่องจากขณะนี้ราคามันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรได้หันจากการปลูกพืชไร่ชนิดอื่น เช่น อ้อยมาปลูกมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาต้นพันธุ์มันสำปะหลังขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ในปีต่อไปราคามันสำปะหลังอาจตกต่ำลง เกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อนเพราะราคาไม่คงที่ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยและสารเคมี นายธีระชัย กล่าวว่า จากข้อเรียกร้องดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคง รวมถึงการรักษาตลาดการเป็นผู้นำการส่งออกมันสำปะหลัง เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำรวจพื้นที่ปลูก จำนวนโรงงานแปรรูป และลานตากมันสำปะหลังทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องทำการสำรวจและตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำมาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการ ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้จะรับฟังข้อมูลจากตัวเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในวงการมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการ สมาคมและภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐ สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีข้อมูล งานวิจัย ตลอดจนผลการศึกษาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการปลูก การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นำไปต่อยอดความรู้และถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ได้นำไปพัฒนาและปฎิบัติได้จริง “แม้ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูง และองค์ความรู้ด้านการปลูกและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งอยู่ที่กรมวิชาการเกษตรเกษตร และสถาบันวิจัยต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำไปส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างจริงจังและทั่วถึง จึงมีแผนที่จะส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพดินและพื้นที่ปลูก โดยจะนำร่องในพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ นครราชสีมา และสระแก้ว เมื่อได้ผลดีแล้วจะขยายผลออกไปในจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ภาครัฐจะเป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง รวมทั้งจัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ที่วงการมันสำปะหลัง ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต โรงงานผู้แปรรูป และผู้ประกอบภาคอุตสาหกรรม ได้มีเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการผลิต การตลาด และการส่งออกร่วมกัน และรับจะไปผลักดันการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของคณะกรรมการเพื่อพัฒนามันสำปะหลังซึ่งได้แต่งตั้งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ เพื่อให้สามารถดูแลแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเป็นระบบต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
    
   วันที่ : 15/February/2008
อ่าน:345 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ตอบข้อข้องใจเรื่องปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
คำปรึกษาใน “ โครงการเกษตรอินทรีย์ “
โดย นาย สราวุธ  จงศิริ
ให้กับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
ณ.วันที่........................................
******************************************************

ทำไมต้อง...เกษตรอินทรีย์ ?
จากกระแสของการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในภาคการเกษตร มีนัยสำคัญที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียด เนื่องจากมีการศึกษาและรายงานผลการวิจัยออกมามากมาย ถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร ผลเสียต่อสถานะการณ์ของโลกโดยเฉพาะการทำลายชั้นบรรยากาศ ผลกระทบทำให้โครงสร้างและคุณภาพของดินเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคอันเกิดจากการปนเปื้อน หรือสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ทั้งหมดที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรของผู้บริโภค ตลอดจนผลักดันให้ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดจากสารพิษตกค้างมีความคุ้มค่าทางการตลาดและการลงทุนสำหรับเรื่อง “ เกษตรอินทรีย์ “

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร ?
สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( I.F.O.A.M.  ได้ให้คำอธิบายถึงความหมายและคำจำกัดความไว้ว่า “ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เน้นที่หลักการปรับปรุงและบำรุงดิน  ให้ความสำคัญต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศน์เกษตรกร ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติเพื่อการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคและศัตรูของพืชและสัตว์เลี้ยง “ 
ที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นหลักสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพภูมิอากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน มีคำแนะนำที่แจกแจงเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่
   หลีกเลี่ยงหรืองดการใช้สารเคมี หรือ สารสังเคราะห์ใดๆในกระบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี หรือ สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการไม่ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม
   เลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีตามร่างกาย ทั้งจากภายในครัวเรือนหรือจากภายนอก
   พัฒนาระบบการผลิตที่นำไปสู่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในกระบวนการผลิตในระยะยาว
   พัฒนาระบบการผลิตที่เน้นการพึ่งพาตนเอง หรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาวัสดุทำปุ๋ยบำรุงดิน การจัดการเรื่องโรคศัตรูพืช พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แรงงาน และ เงินทุน เป็นต้น
   ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยพืชสดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   ส่งเสริมให้มีการแพร่ขยายชนิดของสัตว์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในระบบนิเวศน์ เพื่อรักษา สมดุลของระบบนิเวศน์ในไร่นา ตลอดจนลดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลง
   มีมนุษยธรรมในการเลี้ยงสัตว์
“ เกษตรอินทรีย์ “ มีประโยชน์อย่างไร ?
ต้องมองย้อนกลับไปดูว่า สิ่งที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต คือ
   ธาตุอาหารหลัก ซึ่งประกอบด้วย ไนโตรเจน ( Nitrogen : N , ฟอสฟอรัส ( Phosphorus : P  และ โปแตสเซียม ( Potasium : K  สำหรับการพัฒนาระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และผล
   ธาตุอาหารรอง ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม ( Calsium : Ca , แมกนีเซียม ( Magnesium : Mg  และ กำมะถัน ( Sulphur : S  สำหรับการพัฒนาสีสรร รส และกลิ่นหอม
   ธาตุอาหารเสริม ซึ่งประกอบด้วย เหล็ก ( Ferrus : Fe , มังกานีส ( Manganese : Mn , สังกะสี ( Zinc : Zn ,ทองแดง ( Cupper : Cu , บอรอน ( Boron : Bo , โมลิบนัม ( Molibnum : Mo , และ คลอริน ( Chlorine : Cl  สำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านทานโรค
ในขณะเดียวกัน ดิน ซึ่งเป็นวัตถุธาตุที่เกิดขึ้นเองเป็นชั้นๆตามธรรมชาติ จากแร่ธาตุต่างๆที่สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผสมรวมกับอินทรีย์วัตถุที่เน่าเปื่อยผุและย่อยสลายรวมกันเป็นชั้นบางๆห่อหุ้มผิวโลก และเมื่อมีอากาศและน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยทำให้พืชมีการก่อกำเนิดและเจริญเติบโต
องค์ประกอบของดินที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชที่ดี อนุมาณได้ ดังนี้
   อนินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 45 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่สลายตัวทางเคมี ฟิสิกส์ และทางชีวเคมีของแร่และหินชนิดต่างๆ ประโยชน์หลักคือเป็นธาตุอาหารของพืช
   อินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 5 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยของเศษซากพืชซากสัตว์ที่ผุพังทับถมกันอยู่ในดิน ประโยชน์หลักคือเป็นตัวเชื่อมประสานอนินทรีย์วัตถุให้จับตัวกัน รวมทั้งดูดซับและรักษาระดับความชื้นในดินเอาไว้
   น้ำ หรือ ความชื้น ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนหนึ่งจะแทรกตัวอยู่ตามช่องว่างของก้อนดิน ( เยื่อน้ำ  อีกส่วนหนึ่งจะซับอยู่ในอนุภาคของดิน
   อากาศ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็น ก๊าซออกซิเจน, ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ประโยชน์หลักคือช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ โดยการทำงานของจุลินทรีย์
   จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยที่เล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่เป็นพวกเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ประโยชน์หลักคือช่วยย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอินทรีย์วัตถุ พร้อมกับปลดปล่อยแอมโมเนียม, ไนเตรท, และซัลเฟต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของพืช
ดังนั้น สรุปในใจความสำคัญได้ว่า “ ดินที่ดีที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช คือ ดินที่มีธาตุอาหารครบตามที่พืชต้องการ มีอินทรีย์วัตถุ มีความชื้นในดินที่เหมาะสม สภาพดินร่วน โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดี “ ซึ่งเกษตรอินทรีย์สามารถปรับสภาพทำให้ดินเกิดสภาพดังที่กล่าวมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการคืนสภาพดังกล่าวให้กับดิน คือ “ ปุ๋ยอินทรีย์ “

 
ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยเคมี แตกต่างกันอย่างไร ?
ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารอนินทรีย์ต่างๆที่เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ซึ่งในที่นี้ก็คือธาตุอาหาร N – P – K โดยจะมีกรรมวิธีและกระบวนการผลิตที่จะปรุงแต่งสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวไปตามความชนิดและช่วงอายุของพืช ทั่วไปจะเรียกกันว่า “ สูตรปุ๋ย ” ซึ่งความหมายของสูตรปุ๋ยจะหมายถึงสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวที่มีอยู่ในเนื้อปุ๋ยรวมทั้งสิ้น 100 ส่วน  ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 ให้คำอธิบายได้ว่า ในเนื้อปุ๋ย 100 ส่วนจะมี ไนโตรเจน ( N  อยู่ 15 ส่วน, ฟอสฟอรัส ( P  อยู่ 15 ส่วน และมี โปแตสเซียม ( K  อยู่ 15 ส่วน รวมเป็น 45 ส่วน และอีก 55 ส่วนที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งในที่นี้คือ ดินขาว หรือ สูตร 16 – 8 – 8 จะหมายถึงว่ามีเนื้อปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรวมแล้วเพียง 32 ส่วน ที่เหลือก็จะเป็นดินขาว ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อย 40 ส่วนใน 100 ส่วนของปุ๋ยเคมีจะเป็นดินขาว เพราะดินขาวจะมีส่วนช่วยในการปั้นเม็ดให้กลมสวย ทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วนในขณะเก็บไว้นานๆ รวมถึงช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจน ( N  ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักตัวหนึ่งในเนื้อปุ๋ย ไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
ในขณะที่ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ หากจะให้นึกภาพได้ชัดเจนก็คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช ที่ผ่านการหมักให้เน่าเปื่อยผุพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจนสลายตัวกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์ มาจากแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรหรือวัชพืช ซึ่งจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเพียงธาตุอาหารหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรอาหารที่ชัดเจนและแน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะสัดส่วนของธาตุอาหารที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปุ๋ยอะไรและได้จากอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบคุณค่าทางอาหารของปุ๋ยอินทรีย์โดยกองเกษตรเคมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคยวัดค่า N – P – K ได้สูงสุดไม่เกิน 6 – 10 – 2 เท่านั้น

แล้วปุ๋ยเคมี ไม่ดีตรงไหน ?
สิ่งที่พืชต้องการมากที่สุดในการเจริญเติบโต ก็คือธาตุอาหารทุกๆกลุ่มอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะผลิตออกมาเป็นดอกเป็นผลให้กับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุอาหารหลักหรือ N – P – K ปุ๋ยเคมีเองก็สามารถให้ธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์แก่พืชได้มากเท่าที่พืชต้องการ สิ่งนี้เป็นส่วนที่ดีของปุ๋ยเคมี 
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธาตุอาหารหลักไม่ได้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในปุ๋ยเคมี  ในทางกลับกัน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรที่ใช้กันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนของธาตุอาหารหลักทุกตัวรวมกันแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ( ชี้แจงไว้แล้วในข้างต้น  ส่วนที่เหลือเป็นดินขาว ( Clay  ซึ่งเป็นสารเติมแต่งทั้งหมด และดินขาวนี้เองที่เป็นข้อเสียของปุ๋ยเคมี เพราะดินขาวซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กจะแทรกตัวไปอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน เมื่อดินขาวได้รับหรือดูดความชื้นจากดิน ก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพคล้ายน้ำแป้งและยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นขึ้น พร้อมกับขับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไปจนหมดหรือเหลืออยู่น้อยมาก  ดังนั้น แปลงเกษตรที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาโดยตลอด ดินจะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นแข็งกระด้าง ระบบรากและลำต้นของพืชไม่แข็งแรง เพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดี 

http://www.wayai.com/smfBB/index.php?topic=12.0;prev_next=next
อ่าน:562 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น
58.10.90.61: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA ปี 2 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551  
    
  กระทรวงเกษตรฯ  พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA  ปี 2  ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551

 

                                นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวนว่า  จากการพิจารณาหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไข                  การจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วยภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น  (JTEPA) ปี 2  ซึ่งญี่ปุ่นจะให้โควตาส่งออกกล้วยสดแก่ไทย จำนวน 5,000  ตัน   และจะเริ่มมี         ผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2551 -31 มีนาคม 2552 นั้น  ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขการจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วย  ดังนี้  1) ผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสด   ต้องมีคุณสมบัติ  คือ 1.1 ต้องเป็นนิติบุคคล  และเป็นผู้ประกอบการกิจการ             สินค้ากล้วย   1.2  ผู้ส่งออกกล้วยสดต้องใช้กล้วยสดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย   2)  ปริมาณ  หลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขในการจัดสรร    มีปริมาณการจัดสรร รวม 5,000 ตัน  โดยแบ่ง         การจัดสรรโควตาเป็น 3 ส่วน  คือ  1) โควตากลาง  คิดเป็นร้อยละ 15    2) โควตาสำหรับผู้ส่งออกรายใหม่  ซึ่งไม่เคยมีประวัติการส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง (ปี 2548 - 2550)  คิดเป็น ร้อยละ 15  3)  โควตาสำหรับผู้ส่งออกที่มีประวัติส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง  คิดเป็น ร้อยละ 70   นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ส่งออกที่ได้รับการจัดสรรโควตารายงานผลการดำเนินงานให้กรมวิชาการรับทราบภายหลังจากมีการส่งออกแล้ว  15 วัน  เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการจัดสรรโควตา                ปีต่อไป    โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิจารณาจัดสรรโควตาสินค้ากล้วย  และรายงานให้กรมการค้าต่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ทราบ  เพื่อจะสามารถออกประกาศได้ก่อนที่ความตกลง JTEPA ปีที่ 2  จะเริ่มมีผลบังคับใช้  

                                ทั้งนี้  คาดว่าการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาดังกล่าว  นอกจากจะทำให้การดำเนินงานภายใต้กรอบ  JTEPA เป็นไปอย่างต่อเนื่องแล้ว  ยังช่วยลดปัญหาการยื่นจองสิทธิประโยชน์โดยไม่มีการปฏิบัติจริง  ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ผู้ส่งออกรายอื่นไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วย
 
    
  วันที่ : 19/February/2008  
http://www.moac.go.th/builder/moac06/#
อ่าน:324 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอีก 782 ราย ชดเชยในอัตรารายละ 1.5 แสนบาท
    
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนครว่า โดยส่วนใหญ่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำอูนได้รับการชด เชยและให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ยังคงเหลือจำนวนเพียง 782 รายที่คณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก การดำเนินงานโครงการของรัฐ ได้มีมติพิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรรายละ 15 ไร่ จำนวนไร่ละ 1 หมื่นบาท รวมเป็นเงินจำนวน 1.5 แสนบาท/ราย ซึ่งในที่ประชุมได้แจ้งให้แก่ตัวแทนเกษตรกรได้รับทราบแล้ว และจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรโดยเร็ว นอกจากนี้ ตัวแทนเกษตรกรเขื่อนน้ำอูนยังได้แจ้งเพิ่มเติมถึงจำนวนเกษตรกรที่ยังตกค้าง อีก 38 ราย เนื่องจากไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำ อูน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวไปสำรวจข้อมูล และข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผล กระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐชุดใหม่ โดยขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำร่างคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พิจารณา เพื่อลงนามในคำสั่งแต่งตั้งแทนคณะกรรมการฯชุดเดิมที่หมดวาระ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติกรณีผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว รวมทั้งโครงการอื่นๆ ของกรมชลประทานที่ยังคั่งค้างอยู่ด้วยเช่นกัน
    
   วันที่ : 25/February/2008 

http://www.moac.go.th
อ่าน:381 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า
58.10.90.129: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี  
    
  กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกร โดยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสร้างรายได้ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ประกอบกับความต้องการพืชพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งจัดเตรียมพันธุ์อ้อย และพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตพืชทั้ง 2 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะพื้นที่มีศักยภาพเหมาะสมปลูก ควบคู่ไปกับเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนการผลิตเอทานอล และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากพืชพลังงาน โดยตั้งเป้าภายใน 1 ปี จะสามารถสนับสนุนให้มีการนำผลผลิตอ้อย และมันสำปะหลังอย่างน้อยร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งหมดไปผลิตเป็นเอทานอล จากนั้นใน “4 ปีข้างหน้าจะผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นโอเปคของไทย” เพื่อสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประเทศต่อไป “ในเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯจะเร่งหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการใช้เอทานอล แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล และมาตรการเรื่องพลังงานทดแทนทั้งระบบ จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนการผลิตและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการทำ Zoning ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงานผลิตเอทานอลในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ภาคเอกชนที่ลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าจะมีผลผลิตที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงผลผลิตมันสำปะหลัง และอ้อยกับภาคการบริโภคอีกด้วย” นายธีระชัย กล่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการจัดทำบัญชีฟาร์ม และบัญชีครัวเรือนกับสมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรทราบสถานะทางการเงินของตน และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคต ส่วนเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินนั้น ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวม และประเมินผลดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงานใน 4 หัวข้อได้แก่ 1)มาตรการที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงาน 2)แผนงานการพักชำระหนี้ในปีงบประมาณ 2551 3)ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และ 4)แนวทางแก้ไขปัญหา-อุปสรรคที่เกิดขึ้น จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาวิเคราะห์และประเมินผลจัดทำแผนบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน  
    
  วันที่ : 03/March/2008  
www.moac.go.th
อ่าน:418 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ทั่วประเทศ
58.9.95.25: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู (พันธุ์ก้านแดง)ไม้โตเร็ว พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ คุณภาพใกล้เคียงไม้สัก
ไม้ตะกูอยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่า ไม้กระทุ่มหรืกระทุ่มบก (ภาคกลางและภาคเหนือ) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้) ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ แตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย
ไม้ตะกูสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี
การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง
นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

มีกล้าพันธุ์ต้นตะกู จำหน่ายทั้งส่งและปลีก  รวมทั้งประกันราคารับซื้อคืนผลผลิต
สนใจดูรายเอียดเพิ่มเติม  หรือติดต่อตัวแทนจำหน่าย (ตามที่อยู่ในเวปไซด์)
www.tagoo.igetweb.com
1. คุณธนิตศักย์  จันทร์เจนระวี
   79/10 หมู่ 2 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
   โทร  086 670 5983 แฟกซ์  053 115 711
2. คุณสราวุฒิ  วรพงษ์ 
    อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 
    โทร 084 040 9739
3. คุณทินกร  สุขสุวรรณ
    49/24 ถนนเจษฏาบดินทร์ ต.ท่าอิฐ
    อ.เมือง  จ.อุตรดิตถ์ 53000
    โทร  081 474 1747, 055 411 663
4. คุณประเชาวน์  เชาวน์จันทร์ทุ่ง
   120/16 หมู่บ้านแกรนด์เฮ้าส์ ถนนบ้านเหล่า ต.หมากแข้ง
   อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
  โทร 086 2419421, 042 240992
5. คุณดายุทธ  รักมะณี
    26 บ้านน้อยหัวคู หมู่ 7 ต.ขมิ้น
    อ.เมือง จ.สกลนคร 47220
    โทร  081 911 1764
6. คุณรัชรุจ บุญครอง
   21 ซอยพิชิตรังสรรค์ ถนนพิชิตรังสรรค์ ต.ในเมือง
   อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000
  โทร  085 011 8603
7. คุณสามารถ  สิงหรา
    242 หมู่ 4 ต.กันจุ 
    อ. บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ 67160
    โทร  089 022 7684  
8. คุณบรรจงสิทธิ์  วิญญรัตน์
    70/1 ซอยทางไผ่ 1 ถนนริมน้ำ ต.ท่าประดู่
    อ.เมือง  จ.ระยอง 21000
    โทร  089 121 9954 
สำนักงานใหญ่
บริษัท  แกรนด์บิซ จำกัด
36/51 หมู่ 2 ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
โทร  084 0123451,  086 789 8845
คุณวรภัทร  ทรวงแสวง
อ่าน:1062 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
ดินเกษตร(ดินผสมปุ๋ยอินทรีย์)
118.174.199.128: 2553/02/20 10:47:38
ดินเกษตรที่ใช้สำหรับใส่ถุงเพาะชำมีขาย(ราคาส่ง)ที่ไหนบ้างอยู่ภาคอีสาน  ตอนนี้ผสมเองใช้ ปุ๋ยคอก+หน้าดิน+แกลบเผา แต่เหนื่อยมาก
อ่าน:604 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน เตรียมเดินหน้าจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์โดยตรง หวังวางเป็นเจ้าภาพบูรณาการแผนงาน แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ ขับเคลื่อนพัฒนาจากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  
    
                                นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในการเป็นประธานและร่วมการเสวนาในงานมหกรรม 2 ทศวรรษคืนชีวิตให้แผ่นดิน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง  จ.ชลบุรี ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าการทำเกษตรกรรมในลักษณะดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต         เป็นทางออกในการลดหนี้ มีรายได้ต่อเนื่องที่เหมาะสม  อีกทั้งยังถือเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติและพื้นที่การเกษตรเสี่อมโทรมหลายล้านไร่ที่เกิดจากการใช้สารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

                                โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรอินทรีย์เช่นเดียวกัน ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และเตรียมการที่จะจัดตั้งหน่วยงานดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์โดยตรง  อาจมีการบริหารในรูปแบบองค์กรหรือสำนัก เพื่อทำหน้าที่บูรณาการทั้งในส่วนของแผนงาน  แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ  ตลอดจนการวางกลยุทธ์และแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานในลักษณะนี้จะทำให้     มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวที่จะขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวให้เกิดความก้าวหน้า               กลุ่มเกษตรกรที่เดิมมีการสร้างเครือข่ายระหว่างกันอยู่แล้วก็จะได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นจากภาครัฐ ทั้งด้านการอบรม  การติดตามผล  และการนำไปใช้ประโยชน์   รวมถึงการต่อยอดสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน      ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน  ได้ร่วมกันผลักดันและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สมกับที่ได้รับการประกาศเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย

                                “ การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เกษตรกรทำการเกษตรอย่าง     รู้เท่าทัน มีการสร้างองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ที่ตนเองหรือกลุ่มได้พบเจอแล้วนำมาถ่ายทอดให้กับเครือข่าย เป็นแนวทางที่นำชีวิตหวนคืนสู่การพึ่งพาตนเอง  ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายฝ่าย      ทั้งภาควิชาการ คือ สถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชน และสื่อสารมวลชน มีความตื่นตัวและ     ขานรับแนวคิดข้างต้นอย่างต่อเนื่องแพร่หลายมากขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงจะเร่งเตรียมความพร้อมจัดตั้งองค์กร เพื่อดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์และผลักดันเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด” นายประพัฒน์ กล่าว
 
    
  วันที่ : 17/March/2008  
ที่มา: www.moac.go.th
อ่าน:298 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
บริการรถรับจ้าง รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนส่ง ขนย้าย แพ็คกิ้ง ทั่วไทย
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
รถรับจ้าง AA ***Yard Service 24 hours รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนย้าย ขนส่ง แพ็คกิ้ง ทั่วไทย *** จะขน จะย้าย อะไร เราบริการให้ 24 ชั่วโมง*** ยาร์ดเซอร์วิส   24 ชั่วโมง  เราเป็นธุรกิจด้านบริการ  รถปิคอัพ   รถ  4 ล้อใหญ่   รถ 6 ล้อหลายขนาด ให้เลือกใช้งาน  ย้ายบ้าน ย้ายห้อง ย้ายสำนักงาน ขนส่งสินค้าทุกชนิด  แพ็คกิ้ง  เราภูมิใจขอเสนอการบริการที่สุภาพ ซื่อสัตย์ ราคาพิเศษ เรามีหัวหน้างานที่ใส่ใจดูแลคุณ พร้อมทีมงานขนย้ายไว้คอยให้เรียกใช้บริการ
(ราคาเริ่มต้นที่ 400 บาท)

- บริการรถขนส่งสินค้าทุกชนิด
- บริการรถขนย้ายที่อยู่อาศัย, สำนักงาน
- บริการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์
- บริการขนอุปกรณ์งานแสดงสินค้า
- บริการแพ็คกิ้ง
- บริการถอด - ประกอบเฟอร์นิเจอร์น็อกดาวน์
- บริการพนักงานยกของ
- บริการทั่วกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

NEW !!! โปรโมชั่นพิเศษขอแสดงความขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจใช้บริการของเรา  เมื่อ ขนย้าย  หรือ  ขนส่ง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดต่าง ๆ   ในอัตราพิเศษสุด   กิโลเมตรละ   12 บาท นับจากจุดขึ้นของจนถึงจุดลงของ    สำหรับระยะทางตั้งแต่  600 กิโลเมตรขึ้นไป  เรามีส่วนลดค่าขนส่งอัตราพิเศษสุด  ขอเชิญท่านสอบถามรายละเอียดได้ทางหมายเลข  Hotline  (โปรโมชั่นนี้เฉพาะรถปิคอัพเท่านั้น)

เช่น จาก กรุงเทพ ไป ระยอง ระยะทางทั้งหมดจนถึงจุดลงของ 160 กิโลเมตร ในราคาเพียง 1,920บาท เท่านั้น
*** นอกเหนือจากนี้ ท่านสามารถสอบถามและตกลงราคาพิเศษได้อีก

Yard Service 24 Hours
รับงานประเภทแบบขนส่งทั่วไป , แบบรับเหมาทั้งคัน , แบบเหมาเป็นเที่ยว

HOTLINE : 089-076-5588  Fax :  02-736-8391 http://www.tarad.com/yardservice24hours/
อ่าน:480 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา
202.91.19.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.
    
“เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.

                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมของคณะกรรมการปุ๋ยที่ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับปัญหาราคาปุ๋ยแพงในขณะนี้  ได้มีข้อสรุปร่วมกัน 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1 การคงโครงสร้างอัตราการกำหนดราคาปุ๋ยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันในสัดส่วนค่าต้นทุนปุ๋ย 95 % ค่าการบริหารจัดการและค่าบรรจุ  5 % นำมารวมกับผลต่างก็คือกำไรอีก 2% เนื่องจากปริมาณปุ๋ยที่นำเข้ามาในแต่ละล๊อตมีจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดผลต่างด้านราคาเพียง 2 % จึงมีความเหมาะสม เนื่องจากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยแต่ละล็อตมีจำนวนมาก การคิดผลต่างกำไรอัตรา 2 % นั้น ทั้งสองกระทรวงก็เห็นพ้องกันว่ามีความเหมาะสมแล้ว 

                                2. การพิจารณาในส่วนที่มาของราคาปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การคิดราคาต้นทุน โดยจากการตรวจสอบที่มาของราคาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียสูตร 46 -0 – 0 ของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ไม่ต่างกัน อยู่ประมาณ 12,000 บาท/ตัน ในขณะที่การนำเข้าปุ๋ยสูตรอื่น ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 16-20-0  และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งเป็นปุ๋ยสูตรที่เกษตรกรใช้เป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงเกษตรฯ พบข้อมูลว่าปุ๋ยทั้งสองสูตรนั้นมีส่วนต่างของที่มา ระหว่างราคาที่ทางกระทรวงเกษตรฯตรวจสอบ กับราคา CIF ในใบอินวอยส์ที่บริษัทผู้นำเข้านำเสนอมีราคาที่ต่างกัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลราคาปุ๋ย  ซึ่งถือเป็นสินค้าควบคุมเพื่อหาแนวทางในการเจรจาปรับลดราคาปุ๋ยกับเอกชนผู้นำเข้า โดยจะเร่งดำเนินการหารือร่วมกับเอกชนผู้นำเข้าปุ๋ยโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้คาดว่าจะมีการหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องการปรับลดราคาและแก้ปัญหาราคาปุ๋ยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้า

                                3.  ทางกระทรวงพาณิชย์ จะเร่งดำเนินการเช็คสต๊อคปุ๋ยอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาที่ดำเนินการสั่งซื้อ  และปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการค้ากำไรปุ๋ยเกินควรหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะสามารถทราบสาเหตุของการที่ทำให้ราคาปุ๋ยขยับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และประเด็นสุดท้าย คือ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานเรื่องปุ๋ยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการร่วมกันตรวจสอบปริมาณความต้องการการใช้ปุ๋ยภายในประเทศ และช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยมาก เพื่อป้องกันปุ๋ยขาดตลาด

                                “จากข้อมูลราคาปุ๋ยที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจพบ พบข้อสังเกตว่าราคาปุ๋ยปี 2550 กับปัจจุบันมีความต่างกันมาก จากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยสูตร  16-20-0  ในปีผ่านมามีการนำเข้า 4 แสนกว่าตัน ราคาต้นทุนตันละ 8,177 บาท เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการ 5% และกำไร 2 % แล้ว ราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 บาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาปุ๋ยขายปลีกอยู่ที่ตันละ 17,700 เมื่อนำมาขายให้แก่เกษตรกรอยู่ที่ตันละ 18,000 ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน ส่วนข้อมูลการนำเข้าปุ๋ยสูตร 15-15-15  ปีที่แล้วจำนวน 3.6 แสนตัน เฉลี่ยต้นทุนตันละ 14,517 บาท  เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการและกำไรจะอยู่ที่ 16,000/ตัน  แต่ปัจจุบันราคาปุ๋ยสูตร 15-15-15 อยู่ที่ 19,300 บาท และขายให้แก่เกษตรกรในราคา 19,500 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป็นราคาที่มีความผิดปกติและไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ” นายสมศักดิ์ กล่าว

                                ทั้งนี้ หากผลการเจรจากับเอกชนนำเข้าปุ๋ย ซึ่งมีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ประมาณ 3 – 4 รายไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ หรือเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับความเดือนร้อน กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการเสริมที่จะนำเข้าปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตปุ๋ยโดยตรง เพื่อนำเข้าปุ๋ยราคาที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปริมาณปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตเองได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
    
วันที่ : 20/March/2008
moac.go.th
อ่าน:356 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายเมล็ดพันธุ์ ต้นตะกูพันธุ์ก้านแดง และต้นกล้าพันธุ์จำนวนมาก 
58.147.40.55: 2553/02/20 10:47:38
ขายเมล็ดพันธุ์ ต้นตะกูพันธุ์ก้านแดง และต้นกล้าพันธุ์จำนวนมาก สนใจติดต่อคุณไก่..081-2839267

อ่าน:352 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หจก. แต้กีกวง ขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
หจก. แต้กีกวง (TAEKEWUNG Ltd.,Partnership) 859หมู่2 ถนนแจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร (66)-45315-469 มือถือ081-762-3071 โทรสาร (66)45-315-748 A_K_P_MEE@HOTMAIL.COM เรื่อง : แนะนำขนส่งสินค้า ทาง หจก. แต้กีกวง ได้ดำเนินธุรกิจในการขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)พร้อมบริการชิปปิ้ง รับบรรทุกสินค้าข้ามภาคเช่น อีสานปลายทางภาคเหนือ หรือภาคอีสานลงใต้ เป็นต้น บริการ Export - Import service, Logistics service provider, บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โกดังเก็บสินค้า งานบริการผ่านพิธีการศุลกากร บริการเครนยกตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ประเทศลาว ด่านมุกดาหาร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่าน โดยขอแจ้งรายละเอียดการติดต่อประสานงานดังนี้ คุณเอกชัย และคุณเปีย email address:kanungnit_pear@hotmail.com ฝ่ายจัดส่งมือถือ 081-762-3071 , 081-762-3078 โทร (66)-45315-469 โทรสาร (66)-45-315-748 ทาง หจก. แต้กีกวง ทำการบรรทุกสินค้าโดยมีประกันภัยสินค้าเต็มมูลค่าสินค้า น้ำหนักในการบรรทุกสินค้า - ประเภทรถบรรทุก รถสิบล้อ 15 – 16 ตัน - ประเภทรถพ่วง 28-30 ตัน - ประเภทรถเทรลเลอร์ 28-30 ตัน - รถปิ๊กอั๊พ ทางห้างฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านและขอขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้
อ่าน:1199 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ
58.10.90.18: 2553/02/20 10:47:38
 สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ  เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ   รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีรับมอบหนังสือลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีนายพินิจ        กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน และที่ปรึกษาสถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และข้าราชการร่วมเป็นเกียรติในพิธี  ณ  ห้องศูนย์บริหารฯ ชั้น 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ             พลเรือนฉบับใหม่ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการปรับใช้กฎหมายดังกล่าว   พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารข้าราชการพลเรือน         ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสอดคล้องกับภารกิจและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาและแสดงสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้เกิดข้าราชการคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของชาติให้บรรลุเป้าหมาย

                สำนักงาน ก.พ. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกับอีก 19 กระทรวง ซึ่งจะเป็นศูนย์เครือข่ายที่จะร่วมกันดำเนินงานดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2551 ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท ถนนเพชรบุรี  สำนักงาน ก.พ.ได้จัดประชุมเพื่อเตรียมดำเนินการตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ และพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีคุณหญิงทิพาวดี    เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทั้ง 19 กระทรวงเข้าร่วมงาน

                โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดให้มีพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น มีอำนาจหน้าที่พิจารณาจัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารงานทรัพยากรบุคคลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตามพ.ร.บ.ใหม่ อาทิ  การกำหนดตำแหน่ง  การกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน  เป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล   การพัฒนาข้าราชการให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ  รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสาร  ประชาสัมพันธ์  สร้างความเข้าใจแก่ข้าราชการในกระทรวงเป็นสื่อกลางในการรับฟังปัญหาของข้าราชการ  โดยกระทรวงจะร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. จัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่  ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาหาแนวทางแก้ไข  ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่มีความทันสมัย  สัมฤทธิ์ผลสูงสุด  ข้าราชการสามารถแสดงศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่   ได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ  และได้รับสิทธิประโยชน์

เหมือนเดิมทุกประการ      การปฏิบัติราชการแนวใหม่นี้ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของส่วนราชการมากยิ่งขึ้น               

                นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กล่าวว่าทางสำนักงาน ก.พ.จะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในทางวิชาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  การวางหลักการพื้นฐานในเรื่องมาตรการเสริมสร้างประสิทธิผล ประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน  มาตรการเสริมสร้างความเป็นธรรมและมาตรการการมีส่วนร่วม ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการปรับเปลี่ยนจากระบบค่าตอบแทนเงินเดือนบัญชีเดียวเป็น 4 บัญชี แยกเป็นประเภททั่วไป วิชาการอำนวยการและบริหารจะเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมาย การมีเปิดศูนย์เครือข่ายของกระทรวงจะเป็นช่องทางในการตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานก.พ.จะเข้ามาร่วมทำงานตรงนี้ร่วมกับกระทรวงด้วย

                “ระบบใหม่นี้มุ่งเน้นที่คุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงาน ฉะนั้นระบบการประเมินผลที่ออกเป็นระเบียบใหม่จะมีความเข้มข้น ค่าตอบแทนของงานจะมีความชัดเจน จากเงินที่เคยขึ้นเป็นขั้นก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ ต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติงานคนที่ทำงานมากกว่าและมีผลงานมากกว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า โดยการประเมินจะทำในหลายรูปแบบ  ผู้ที่ทำการประเมินจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงผู้รับบริการต่างกับของเดิมที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมิน หลายครั้งไม่ได้ประเมินตามผลงานประเมินตามลักษณะบุคคลและประเมินเพียงฝ่ายเดียว” นายนนทิกร กล่าว
    
   วันที่ : 31/January/2008

From: www.moac.go.th
อ่าน:430 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง

คณะสำรวจผลผลิตมัน 4 สมาคมคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตปี 2550/51 ไว้ที่ 27.619 ล้านตันหัวมันสด หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1 ล้านตัน ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง จากความต้องการใช้มันในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลหัวมันสดไม่ต่ำกว่า 1.50 บาท มันเส้นราคาน่าจะวิ่งขึ้นไปถึง 4 บาท
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลการสำรวจภาวะการผลิตการค้ามันสำปะหลังประจำปี 2550/2551 ของคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมัน สำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และมูลนิธิสถาบันพัฒนามัน สำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยออกสำรวจในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 36 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา
ผลปรากฏ หากดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหัวมันสำปะหลัง คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งสิ้น 7.302 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2549/2550) ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 7.201 ล้านไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3.782 ตัน จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังปีนี้เท่ากับ 27.619 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผลผลิต 26.411 ล้านตัน
โดยจังหวัดที่มีผลผลิตหัวมันสดเกินกว่า 500,000 ตันขึ้นไป ได้แก่ กำแพงเพชร 1,629,320 ตัน, พิษณุโลก 637,256 ตัน, นครสวรรค์ 902,429 ตัน, อุทัยธานี 751,253 ตัน, อุดรธานี 644,540 ตัน, บุรีรัมย์ 731,038 ตัน, กาฬสินธุ์ 1,009,056 ตัน, ขอนแก่น 760,989 ตัน, ชัยภูมิ 1,329,967 ตัน, นครราชสีมา 7,263,167 ตัน, ฉะเชิงเทรา 1,120,464 ตัน, สระแก้ว 1,347,320 ตัน, จันทบุรี 1,016,756 ตัน, ชลบุรี 1,285,836 ตัน และกาญจนบุรี 1,141,089 ตัน
แหล่งข่าวในวงการค้ามันสำปะหลัง ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลผลิตหัวมันสดที่ปริมาณ 27.619 ล้านตันว่า ผลผลิตที่ออกมายัง "ต่ำกว่า" ความต้องการที่คาดว่า จะมีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาหัวมันสดในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า สหภาพยุโรป จะมีความต้องการมันเม็ดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน, จีน ต้องการมันเส้นไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน และโรงงานอาหารสัตว์ภายในประเทศจะใช้มันอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 ล้านตัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้มันเส้น-มันเม็ดไปแล้วถึง 7 ล้านตัน หรือ 15 ล้านตันหัวมันสด
ในขณะที่อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้มันไม่ต่ำกว่า 15 ล้านตัน เนื่องจากราคาแป้งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากมาตลอด ทั้งหมดนี้ทำให้วงการค้ามันสำปะหลังคาดการณ์ว่า ราคามันในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2551 ไม่น่าจะต่ำกว่า 1.50 บาท ขณะที่ราคามันปัจจุบันอยู่ระหว่าง 1.90-2 บาท ส่วนมันเส้นราคาน่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4 บาท

from: http://agro.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1251&Itemid=113
อ่าน:346 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม มุ่งเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดและราคายางพารา  ขณะนี้พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ราคาตลาดล่วงหน้าของยางแผ่นรมครัวชั้น 3 ในช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 อยู่ที่กิโลกรัมละ     80-90 บาท สูงกว่าในช่วงปลายปี 2549 ถึงกลางปี 2550 จึงจูงใจให้เกษตรกรกรีดยางเพิ่มขึ้น และมีการบำรุงดูแลรักษาดี จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะสูงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมของผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย           อย่างไรก็ดี  แม้ว่าไทยจะผู้ผลิตและส่งออกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ 90 % ของผลผลิตทั้งหมดส่งออกในรูปของยางดิบ ที่เหลือจำนวน 10 % นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางใช้ในประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  

                                กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง  เพื่อใช้ในประเทศให้มากขึ้น จากเดิม 10 % เป็น 20 %  โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง  ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและสิทธิพิเศษอื่นๆ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายลดการส่งออกยางดิบให้เหลือ 60% และอีก 40 %  แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางส่งออก  โดยมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อต่อยอดและขยายผลการใช้ยางในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะเป็นรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นอีกนับหลายแสนล้านบาท

                                “ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย สร้างรายได้เข้าประเทศในภาพรวมปีละไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรไม่กี่ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ราคายางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศตื่นตัวสนใจปลูกยางพารามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืน เพราะยางพาราเมื่อปลูกแล้วสามารถ        เก็บผลผลิตได้นานหลายสิบปี  ส่งผลให้ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศมากกว่า 14 ล้านไร่ ทั้งในภาคใต้ ตะวันออก เหนือและภาคอีสาน  เป็นพื้นที่ที่เปิดกรีดได้แล้วประมาณ 11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน  92,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83  คิดเป็นผลผลิตรวม 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5  หากนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากเกษตรกรจะมีรายเพิ่มขึ้นแล้ว ไทยจะเป็นผู้นำการส่งออกยางแผ่นดิบและผลิตภัณฑ์ยางในเวทีการค้าโลกในอนาคตอีกด้วย”  นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 10/April/2008  
from: moac.go.th
อ่าน:420 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สำหรับผู้สนใจ  ต้องการหาตัวแทน จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในเวียตนาม 
58.9.93.196: 2553/02/20 10:47:38
สำหรับผู้สนใจ ต้องการหาตัวแทน จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในเวียตนาม 

ติดต่อดูรายละเอียดได้จากเวป

www.grand-biz.com

อ่าน:266 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไทย-อินโดฯ เจรจาสถานการณ์ซื้อขายปุ๋ย พร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงระหว่างสองประเทศ
125.24.215.59: 2553/02/20 10:47:38
ไทย-อินโดฯ เจรจาสถานการณ์ซื้อขายปุ๋ย พร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงระหว่างสองประเทศ  
    
  นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ ฯพณฯ อิบราฮิม ยูซูป เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทยว่า ประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ คือ การเจรจาขอซื้อปุ๋ยจากอินโดนีเซีย เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาราคาปุ๋ยแพง และภาวการณ์ขาดแคลนปุ๋ยในนาข้าว ซึ่งราคาปุ๋ยจากอินโดนีเซียในขณะนี้อยู่ที่หนึ่งหมื่นบาทเศษ/ตัน โดยทางอินโดนีเซียจะเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวว่าหากมีการจำหน่ายให้กับไทยจริง จะมีเงื่อนไขทางด้านราคาหรือปริมาณเท่าใด อย่างไร และจะเร่งแจ้งท่าทีมายังไทยประมาณวันที่ 17 เมษายน นี้ นอกจากนี้ ยังได้เจรจาเกี่ยวกับความร่วมมือด้านประมงของไทยและอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้านการทำประมง โดยฝ่ายไทยได้ขอให้อินโดนีเซียแจ้งรายละเอียดและกฎข้อบังคับอันใหม่ของกระทรวงกิจการทะเลและประมงซึ่งได้ประกาศใช้ไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2551 เพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ สำหรับการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงระหว่างไทยและอินโดนีเซียนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งคาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว และจะสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงระหว่างทั้งสองประเทศให้มีความแนบแน่นและยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต รวมถึงได้หารือถึงสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปยังประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ น้ำตาล ข้าว สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป และกึ่งสำเร็จรูป ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหารประเภทอื่นๆ ที่อาจมีลู่ทางการส่งออกเพิ่มเติมในภาพรวมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีมูลค่า คิดเป็น 164,227.80 ล้านบาท ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือในรูปแบบการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองประเทศต่อไป  
    
  วันที่ : 11/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:309 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
พลังงานชีวมวล จากปลูกสวนป่าต้นตะกู
58.9.100.70: 2553/02/20 10:47:38
เชิญแลกเปลี่ยนความรู้ เกี่ยวกับพลังงานชีวมวล จากปลูกสวนป่าต้นตะกู

www.biomassenergy.igetweb.com

email: biomass.energy@hotmail.com
อ่าน:343 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
คาดปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกราคาดี ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุดเมืองจันทบุรี แห่จองออร์เดอร์ เกรด AA
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
คาดปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกราคาดี ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุดเมืองจันทบุรี แห่จองออร์เดอร์ เกรด AA หวั่นไม่พอส่งออก กระทรวงเกษตรฯเตือนเกษตรกรระวังปุ๋ยและยาเคมีปลอมระบาดช่วงบำรุงไม้ผล  
    
  คาดปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกราคาดี  ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุดเมืองจันทบุรี แห่จองออร์เดอร์ เกรด AA หวั่นไม่พอส่งออก  กระทรวงเกษตรฯเตือนเกษตรกรระวังปุ๋ยและยาเคมีปลอมระบาดช่วงบำรุงไม้ผล

 

นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าสถานการณ์ผลไม้ของจังหวัดจันทบุรี เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ จะไม่มีปัญหาด้านราคาและผลผลิตล้นตลาด   อีกทั้งผลผลิตส่วนใหญ่มีคุณภาพดี  โดยทุเรียนจะมีผลผลิตประมาณ 1.8 แสนตัน มังคุดประมาณ 7 หมื่นตัน และเงาะประมาณ 2 แสนตัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงาะแม้ว่าในปีนี้ผลผลิตจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 3%  แต่เนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ  ระหว่างวันที่ 10 - 25 พฤษภาคม จึงจำเป็นจะต้องเร่งระบายผลผลิตให้เร็วที่สุด  ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานการทำงานร่วมกันทางจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนหลัก ดำเนินการกระจายผลผลิตเงาะผ่านเครือข่ายของสหกรณ์อำเภอขลุงไปยังภาคเหนือ กลาง อีสานและใต้ โดยใช้เงินกองทุนสหกรณ์เป็นทุนหมุนเวียนและบริหารจัดการผลผลิต   ขณะนี้ราคาจำหน่ายเงาะที่สหกรณ์อำเภอขลุง อยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท โดยทางสหกรณ์ได้ทำสัญญาซื้อขายกับ ห้างโมเดลเทรดรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 35 บาท

ในส่วนของทุเรียนเริ่มต้นฤดูกาล  ชะนีและกระดุมราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนหมอนทองจะเริ่มเข้าสู่ตลาดประมาณเดือนพฤษภาคม โดยปีนี้ผลผลิตทั้งทุเรียนและมังคุดมีคุณภาพดี ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเกรด AA ทำให้ในขณะนี้ราคามังคุดส่งออกช่วงต้นฤดูราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 105 บาท ซึ่งผู้นำเข้าจากประเทศจีนได้     เข้ามาตั้งโรงคัดเกรดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการส่งออกยังมีความกังวลว่าผลผลิตอาจไม่เพียงพอในการส่งออก

นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปีนี้ผลไม้มีราคาดี เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่ร้านค้าจะฉวยโอกาสนำปุ๋ยปลอม และยาเคมีที่ไม่ได้คุณภาพมาจำหน่าย     ขณะนี้ได้รับรายงานมีการระบาดของปุ๋ยและยาปลอมเป็นจำนวนมากในจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการตรวจสอบปุ๋ย และยาเคมีที่จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงแล้ว

 “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเร่งให้มีการปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ ปุ๋ย พ.ศ.2518 และ  2550 ภายใต้การควบคุมของกรมวิชาการเกษตรอย่างจริงจัง ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการตรวจสอบปู๋ยและยาเคมีที่จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียงโดยเร็ว เพราะตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้  สถาบันการเงินหลายแห่งจะเริ่มปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการปรับปรุงบำรุงดิน และซื้อปัจจัยการเกษตรต่างๆ หากราคาผลไม้ในฤดูกาลนี้มีราคาดี เกษตรกรคาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลไม้มาก ก็จะนำเงินไปลงทุนในพื้นที่ของตน เมื่อเกษตรกรได้ปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพ ยาหรือปุ๋ยเคมีปลอมก็จะส่งผลต่อผลผลิตในฤดูกาลต่อไป ทำให้ได้ผลผลิตลดลงหรือผลผลิตด้อยคุณภาพตกเกรดได้ ราคาการจำหน่ายลดลงตามไปด้วย  ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยและยามากเพื่อบำรุงต้นไม้ เนื่องจากเห็นว่าราคาผลไม้ดี และคาดหวังว่าในปีต่อไปผลไม้จะมีราคาดีเช่นเดียวกับปีนี้ ดังนั้น ในช่วงนี้จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้อง   เร่งลงพื้นที่และเพิ่มการกวดขันในการตรวจสอบปุ๋ยและยาเคมีให้มากขึ้น และอยากขอความร่วมมือหากมีผู้ใด       พบเห็นหรือมีข้อมูลร้านค้าใดจำหน่ายปุ๋ยหรือยาเคมีปลอมให้แจ้งเจ้าหน้าที่การเกษตรในจังหวัด เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบและดำเนินคดีกับร้านค้าดังกล่าวต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
 
    
  วันที่ : 16/April/2008  
from: moac.go.th
อ่าน:553 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ท้าพิสูจน์...ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ  สำหรับยางพารา  นาข้าว มันสำปะหลัง และพืชอื่นๆ
58.8.154.171: 2553/02/20 10:47:38
ถ้าสนใจปุ๋ยตย.  หรือต้องการทดลองใช้เพื่อทำการพิสูจน์แปลงต่อแปลง  
ติดต่อได้โดยตรงที่ 089-2311614 พิมณัฎฐา ค่ะ

****ไม่เห็นผล  หรือผลผลิตไม่ได้ตามที่แจ้ง  เก็บกระสอบไว้  ทางเรายินดีคืนเงินเต็มตามราคาซื้อค่ะ****

ปุ๋ยของเราผลิตได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร  มีใบรับรองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน
และปุ๋ยทุกเม็ดสามารถนำไปตรวจสอบได้เลยค่ะ 
อ่าน:604 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
รมช.ธีระชัย สั่งลุย หยุดผู้ค้าผู้ผลิตปุ๋ยปลอมหลังพบมีการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในท้องตลาดจำนวนมาก  
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
“รมช.ธีระชัย” สั่งลุยตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ระดมสารวัตรเกษตร อาสาสมัครทุกหน่วยงานในสังกัด ประสานกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอุตสาหกรรม หยุดผู้ค้าผู้ผลิตปุ๋ยปลอมหลังพบมีการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในท้องตลาดจำนวนมาก  
    
  นายธีระชัย  แสนแก้ว  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจติดตามและตรวจสอบปุ๋ยปลอมว่า  จากกรณีที่มีปุ๋ยปลอมระบาดในท้องตลาด กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้น 1 ชุด เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาปุ๋ยปลอมและสารเคมีปลอมระบาด โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและวิชาการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและรัดกุมที่สุด นอกจากนี้ได้ตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  คณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย อัยการจังหวัด  ตลอดจนเจ้าหน้าและอาสาสมัครในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดูแล ติดตามและตรวจตราร้านค้าหรือผู้ผลิตปุ๋ยเคมีในพื้นที่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกษตรกร  โดยจะจัดให้มีการประชุมผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน และฝึกอบรมเกษตรกรในทุกจังหวัด เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยกับเกษตรกร

                “ปัญหาที่พบในขณะนี้ คือ การบังคับใช้กฎหมายของกรมวิชาการเกษตร อาทิ พ.ร.บ.ปุ๋ย       พ.ศ. 2518 และพ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 ซึ่งยังไม่เข็มแข็ง ทำให้การดำเนินคดีกับผู้ค้า และ ผู้ผลิตปุ๋ยปลอมไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร แนวทางการแก้ไขได้หารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม      เพื่อจะได้นำกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมมาใช้ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดด้วย เพราะโรงงานผลิตปุ๋ยจะมีการใช้วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องจักรกลต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรเพิ่มความเข็มงวด กวดขันและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดให้มากขึ้น และได้สั่งการให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ อาทิ กรมส่งเสริมการเกาตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมปศุสัตว์ ให้มีการสนธิกำลังของสารวัตรเกษตร อาสาสมัคร พนังงานการเกษตรในระดับพื้นที่  เพื่อเป็นหูเป็นตาร่วมกันป้องปรามการกระทำผิดของผู้ผลิตปุ๋ยปลอมและไม่ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้มีการนำปุ๋ยดังกล่าวมาจำหน่ายในท้องตลาดได้” นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 18/April/2008  
from moac.go.th
อ่าน:349 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ  เร่งขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน  หวังแก้ปัญหาปุ๋ยแพง
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ  เร่งขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน  หวังแก้ปัญหาปุ๋ยแพง  ตั้งเป้าปี 51 ผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ได้กว่า 5  หมื่นตัน พร้อมเตรียมเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน

                  นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ   ชุมชน”  ว่า  จากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็น             อย่างมาก    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมพัฒนาที่ดิน  ได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากการที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงขึ้น     โดยได้ดำเนินการส่งเสริม   สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตภาคการเกษตรเคมีเป็นระบบเกษตรที่ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร   รวมทั้งสร้างเครือข่ายขยายผลให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญในการผลิตและใช้              ปุ๋ยอินทรีย์  เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี    ฟื้นฟูปรับปรุงทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์    และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน     นอกจากนี้  กรมพัฒนาที่ดินยังได้ดำเนินโครงการโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  ชุมชน  ซึ่งได้รับงบประมาณจากงบบูรณาการจังหวัด (CEO) อย่างต่อเนื่อง  โดยมีเป้าหมายจัดสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชน   จำนวน   362   โรง  ในพื้นที่  45  จังหวัด   โดยกรมพัฒนาที่ดินจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านวิชาการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์      และให้การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์      รวมทั้งบูรณาการ   ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและกลุ่มเกษตรกรผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์     ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชน  ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน     

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  ผลการดำเนินงานในปัจจุบันมีโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ดำเนินการผลิตแล้ว จำนวน   323  โรง   คิดเป็น 90%  สำหรับแผนการผลิตในปี  2551  ตั้งเป้าที่จะผลิตปุ๋ยหมักให้ได้ประมาณ  51,000  ตัน   และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ   ประมาณ   1.5  ล้านลิตร   ทั้งนี้ โรงงานส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เต็มตามศักยภาพของกำลังการผลิต       เนื่องจากปัจจัยหลายประการ   เช่น    ปัญหาการขาดวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์    กลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ด้านวิธีการผลิต    การบริหารจัดการโรงงานและขาดความรู้ในด้านการหาตลาด  เป็นต้น  สำหรับโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังไม่เริ่มดำเนินการผลิต   มีจำนวน   39   โรง   คิดเป็น10 %   ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ    คือ  ไม่มีไฟฟ้าขนาด  3 เฟส     ขาดเงินทุนหมุนเวียน     กลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  เป็นต้น    ทั้งนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว  เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง   และคาดว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้  จะช่วยสร้าง              ความเข้าใจในการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  ชุมชน     เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนโยบายการดำเนินงานอย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน    สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชนทุกโรง  และทำให้แต่ละโรงปุ๋ยสามารถขยายเป้าหมายการผลิตให้ได้มากที่สุดเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน

 
 
    
  วันที่ : 24/April/2008  

from: moac.go.th
อ่าน:544 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ชงเหลียวหลังดูแลเกษตรกรผู้ผลิตข้าว หวั่นเกษตรกรหดหายถาวร 
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ชงเหลียวหลังดูแลเกษตรกรผู้ผลิตข้าว หวั่นเกษตรกรหดหายถาวร หันหาจุดคุ้มทุนกำหนดราคาข้าวเปลือกแทนข้าวสาร เพื่อสร้างระดับราคาให้คงเสถียรภาพในระยะยาว  
    
                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง สถานการณ์ข้าวไทย ว่า ขณะที่ราคาข้าวพุ่งสูงขื้น ซึ่งเป็นราคาของข้าวสารเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้ส่งออกต้องพิจารณาถึงรายได้ของเกษตรกรที่เป็นต้นทางการผลิต นั่นคือ การกำหนดจุดคุ้มทุนที่ราคาข้าวเปลือกซึ่งจะเป็นผลกำไรจากการลงทุนจริงของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้  ไม่ว่าจะเป็นการนำวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่เป็นเครื่องทุ่นแรงให้แก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำนา จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ที่ส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้น  การจะกำหนดราคาที่จะเป็นธรรมต่อเกษตรกรและข้าวขายได้ราคาหรือไม่นั้น ควรพิจารณากันที่ราคาข้าวเปลือกเป็นหลัก หากนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วสามารถจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้นไปอีก ก็จะย้อนกลับมาเป็นผลกำไรให้เกษตรกรอย่างแท้จริง  ซึ่งการกำหนดราคานั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของกระทรวงเกษตรฯ

                                สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเร่งสนับสนุนการผลิต ทั้งการเพิ่มปริมาณและคุณภาพรองรับความต้องการของตลาดโลกที่มีความต้องการข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันการหดหายของประชากรภาคเกษตรที่นับจะลดน้อยลงก่อนจะกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ ขณะเดียวกัน จะให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตในเรื่องแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์วิกฤตอาหารโลกและพืชพลังงาน ที่จะอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยผลิต และตลาด โดยประมาณสัปดาห์หน้าจะเริ่มมีการประชุมเพื่อกำหนดแผนการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ส่วนในเรื่องการจัดสรรที่ดินเพื่อทำการเกษตร ซึ่งขณะนี้พบว่าได้เริ่มมีปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้าว และปลูกพืชชนิดอื่นมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น รวมถึงที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ที่มีพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ประมาณ 1 ล้านไร่ มาปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสมทางด้านการเกษตร ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกัน เพื่อทำพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ โดยการให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเช่าในราคาถูกและสามารถนำไปเพาะปลูกที่มีความเหมาะสมและสร้างให้เกิดรายได้ต่อไป
 
    
  วันที่ : 24/April/2008  
from : moac.go.th
อ่าน:695 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายและรับสมัครตัวแทน รายได้งาม ตัวแทนปุ๋ยกำไรเบื้องต้นกระสอบละ 70 บาท
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38
ทางเลือกใหม่ปุ๋ยของเกษตรกร ปุ๋ยจีไลฟ์ ราคากระสอบละ 690 บาท
   การปลูกพืชซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินก็จะค่อยๆหมดไป ทั้งที่ติดไปกับผลผลิตและการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงต้องเติมปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  หากเป็นการเพาะปลูกเพื่อขาย ก็ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงมากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้น้อยลงได้จึงคุ้มค่าในการผลิต สภาวะตลาดปุ๋ยในปัจจุบันนี้มีราคาที่สูงมาก เพราะราคาสารเคมีที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยแพงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน  
บ. จีไลฟ์ ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรา กรีนไลฟ์ ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ประสิทธิภาพดี เร่งการเจริญเติบโต ป้องกันพืช โดยลองหันมาใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จีไลฟ์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึง“คุณภาพของปุ๋ย” เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกษตรกรไทยได้นำปุ๋ยราคาถูก และ ดีมีคุณภาพไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กรีนไลฟ์ปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์
-ราคาถูกกว่าเคมี
-ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
-มีจุลินทรีย์ ที่ดีต่อพืช ช่วยตรึงแร่ธาตุและสารอาหาร และป้องกันโรคพืช
-เพิ่มปริมาณเม็ดดิน
-ปรับสภาพดินให้ดี ร่วนซุย กรด-ด่าง พอเหมาะ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ปุ๋ยกรีนไลฟ์
เป็นปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แท้ผสมแร่ธาตุต่างๆประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆครบถ้วน อินทรียวัตถุได้จากพืช มูลสัตว์ และกระดูกป่น ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และต้นผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยทำให้คงคุณสมบัติของสารเคมีอย่างครบถ้วนจากธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร 
ปุ๋ยกรีนไลฟ์ 
เป็นปุ๋ยที่ได้นำแม่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ แร่ธาตุต่างๆมาผสมกันและเคลือบเม็ดปุ๋ยทั้งหมดด้วยไตรโคซาน เพื่อเพิ่มคุณภาพปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนี้
กลุ่มธาตุอาหารหลัก
ไนโตรเจน(N) -ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ต้นใบเขียว ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
ฟอสฟอรัส(P) -กระตุ้นการเจริญเติบโตในระยะยาว ช่วยสะสมอาหาร น้ำตาลในต้นพืช
โปรตัสเซียม(K) -สร้างแป้งและน้ำตาล กระตุ้นการออกดอก ติดผลดก

ธาตุอาหารได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยูเรีย, 21-0-0 แอมโมเนียซัลเฟต, 18-46-0 ไดแอมโมเนียฟอสเฟต 0-0-60 โปรตัสเซียมคลอไรด์

กรีนไลฟ์ สูตร 1 เตรียมดิน บำรุงต้น เพิ่มการเจริญเติบโต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 680 บาท
กรีนไลฟ์ สูตร 2 บำรุงดอก เพิ่มผลผลิต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 750 บาท

ติดต่อ สราลัย 08-6892-3393 saralai_center@hotmail.com
อ่าน:347 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ทางเลือกใหม่ปุ๋ยของเกษตรกร ปุ๋ยจีไลฟ์ ราคากระสอบละ 680 บาท
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38

   การปลูกพืชซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินก็จะค่อยๆหมดไป ทั้งที่ติดไปกับผลผลิตและการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงต้องเติมปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  หากเป็นการเพาะปลูกเพื่อขาย ก็ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงมากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้น้อยลงได้จึงคุ้มค่าในการผลิต สภาวะตลาดปุ๋ยในปัจจุบันนี้มีราคาที่สูงมาก เพราะราคาสารเคมีที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยแพงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน  
บ. จีไลฟ์ ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรา กรีนไลฟ์ ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ประสิทธิภาพดี เร่งการเจริญเติบโต ป้องกันพืช โดยลองหันมาใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จีไลฟ์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึง“คุณภาพของปุ๋ย” เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกษตรกรไทยได้นำปุ๋ยราคาถูก และ ดีมีคุณภาพไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กรีนไลฟ์ปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์
-ราคาถูกกว่าเคมี
-ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
-มีจุลินทรีย์ ที่ดีต่อพืช ช่วยตรึงแร่ธาตุและสารอาหาร และป้องกันโรคพืช
-เพิ่มปริมาณเม็ดดิน
-ปรับสภาพดินให้ดี ร่วนซุย กรด-ด่าง พอเหมาะ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ปุ๋ยกรีนไลฟ์
เป็นปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แท้ผสมแร่ธาตุต่างๆประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆครบถ้วน อินทรียวัตถุได้จากพืช มูลสัตว์ และกระดูกป่น ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และต้นผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยทำให้คงคุณสมบัติของสารเคมีอย่างครบถ้วนจากธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร 
ปุ๋ยกรีนไลฟ์ 
เป็นปุ๋ยที่ได้นำแม่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ แร่ธาตุต่างๆมาผสมกันและเคลือบเม็ดปุ๋ยทั้งหมดด้วยไตรโคซาน เพื่อเพิ่มคุณภาพปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนี้
กลุ่มธาตุอาหารหลัก
ไนโตรเจน(N) -ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ต้นใบเขียว ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
ฟอสฟอรัส(P) -กระตุ้นการเจริญเติบโตในระยะยาว ช่วยสะสมอาหาร น้ำตาลในต้นพืช
โปรตัสเซียม(K) -สร้างแป้งและน้ำตาล กระตุ้นการออกดอก ติดผลดก

ธาตุอาหารได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยูเรีย, 21-0-0 แอมโมเนียซัลเฟต, 18-46-0 ไดแอมโมเนียฟอสเฟต 0-0-60 โปรตัสเซียมคลอไรด์

กรีนไลฟ์ สูตร 1 เตรียมดิน บำรุงต้น เพิ่มการเจริญเติบโต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 680 บาท
กรีนไลฟ์ สูตร 2 บำรุงดอก เพิ่มผลผลิต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 750 บาท

อ่าน:432 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ยูคอม ประยุกต์ใช้บรอดแบนด์-มือถือ หนุนเกษตร
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ยูคอม ต่อยอดความพร้อม เครือข่ายบรอดแบนด์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากบริษัทในเครือ หนุนโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ช่วยเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้า 6-12 เดือน

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือยูคอม กล่าวว่า ยูคอมและบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้นำโครงข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง ของบริษัท ยูไอเอช และโครงข่ายจีพีอาร์เอส รวมทั้งพื้นที่สถานีเครือข่ายดีแทค มาใช้ในโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

สำหรับโครงการนี้จะสนับสนุนให้สามารถประมวลผลข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มของแสง ความกดอากาศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และวางแผนการเกษตรให้กับเกษตรกรล่วงหน้าระยะยาว 6 เดือน-12 เดือน

โดยจะติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าอุตุนิยมวิทยาในสถานีเครือข่าย 200 แห่งของดีแทค ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมงบสนับสนุนพัฒนาอุปกรณ์ประมาณ 5 ล้านบาท และไม่คิดค่าใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัด ผ่านระบบเครือข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง

สำหรับการรายงานผลทั้งในรูปแบบกราฟ ตารางและสรุปข้อมูลอุตุนิยมวิทยานั้นจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ของสถาบันที่อยู่ระหว่างการจัดทำ โดยจะอัพเดทข้อมูลทุก 10 นาทีในทุกพื้นที่ ให้เกษตรกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า โครงการโทรมาตรนี้จะเก็บข้อมูลดังกล่าวและอัพเดททุก 10 นาทีให้เจ้าหน้าที่หรือเกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้ที่เวบไซต์ของสถาบัน พร้อมทั้งเตรียมปรับรูปแบบให้เกษตรกรอ่านได้ง่ายขึ้นต่อไป

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเกษตรกร 50%-60% ของประชากรทั้งหมด และมีผลผลิตทางการเกษตร 10% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของประเทศ หรือไม่ถึง 1 ล้านล้านบาทจาก 7 ล้านล้านบาทต่อปี เนื่องจากผลผลิตเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม หรือบางพื้นที่เกิดฝนแล้ง

ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มยูคอมแล้ว บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้สนับสนุนงบประมาณเท่ากัน ช่วยโครงการในเขตภาคเหนือและภาคใต้ตอนบน.

ข่าว : สำนักข่าวไทย
อ่าน:380 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ไอออนิค-ฟาร์มเกษตร ร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
125.24.44.113: 2553/02/20 10:47:38
บริษัทไอออนิค จำกัด และฟาร์มเกษตร เข้าร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พฤจิกายน 2551
อ่าน:1459 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
การใส่ปุ๋ยยางพารา
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
แนะนำให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2ครั้ง

ครั้งที่1 ต้นฤดูฝน ประมาณเดือน เมษายน สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี
ครั้งที่2 ปลายฤดูฝน ประมาณเดือน ตุลาคม สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี อัตราการใช้: ต้นละ ประมาณ 500-600กรัม 1ไร่ ใช้ปุ๋ยประมาณ 1กระสอบ (กรณียางราคาไม่ค่อยดี แนะนำให้ใช้ปุ๋ยรุ่งอรุณ15-7-18/รุ่งอรุณ20-8-20)
อ่าน:8663 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
บทความใหม่: พัฒนาผักไฮโดรโพนิคส์ แม่โจ้ก้าวหน้านำปลูกบน ไม้ไผ่  
113.53.160.208: 2553/02/20 10:47:38
“ไฮ โดรโพ นิคส์” เป็นเทคนิคการปลูกพืชในรูปแบบหนึ่ง...ซึ่งไม่ใช้ดินเป็นส่วนประกอบหลักเหมือ นทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่มักถูกปรับใช้กับสภาพข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือปัญหาสภาวะแวดล้อม

...ยกตัวอย่าง เช่น พื้นที่มีสภาพปัญหาเรื่องดินเลว หรือ.....

อ่านบทความคลิกลิงค์ด้านล่าง
อ่าน:1547 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน
113.53.161.124: 2553/02/20 10:47:38
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยอินทรีย

สินค้าแต่ละชนิดมีหลายแบบหลายขนาดให้เลือกตามความต้องการ อาทิเช่น...
เฟอร์นิเจอร์ สำนักงาน โต๊ะทำงาน โต๊ะคอมพิวเตอร์ โต๊ะอเนกประสงค์ ตู้เอกสาร ตู้ล็อคเกอร์ เก้าอี้สำนักงาน เก้าอี้ชนิดต่างๆ กระดานไวท์บอร์ด ชั้นวางของ ฉากกั้นห้อง  รับซ่อมเก้าอี้ โซฟา เปลี่ยนกุญแจ และอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์สำนักงานทุกชนิด

เยี่ยมชมสินค้าและสั่งซื้อ ได้ที่.. http://www.dfurmax.com
 
ติดต่อ  K.supoj T: 089-6163113,086-3699844

E-MAIL : supoj_fur@hotmail.com
อ่าน:1998 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46%
58.136.49.13: 2553/02/20 10:47:38
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46% รับรองคุณภาพทั้งจากประเทศไทยและเวียดนาม ทีใบรับรองการตรวจสอบคุณภาพ มาตราฐานส่งออก UAE และทั่วโลก
 50 กิโลกรัมต่อถุง
ราคาส่ง 550 บาทต่อถุง
อ่าน:42268 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายส่งปุ๋ยยูเรีย  N-46% เม็ดเล็ก
58.136.49.13: 2553/02/20 10:47:38
นำเข้าและตรวจสอบ โดย SGS
ตันละ 15,000 บาท สัญญา 12,500 ตันต่อเดือนสัญญา 1 ปี
อ่าน:5523 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เปิดให้บริการแล้ว!   www.VayoTradeCenter.com
124.157.236.135: 2553/02/20 10:47:38
ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย  ลงประกาศโฆษณาสินค้า ฟรี
เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า /บริการ เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ปลอดความเสี่ยงจากการจำหน่ายสินค้าแล้วลูกค้าไม่ชำระค่าสินค้า ลดขั้นตอนการส่งออก ที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน
ประโยชน์ที่ผู้ซื้อสินค้า / บริการ จาก www.VayoTradeCenter.com  จะได้รับ
อยากซื้ออะไรก็มี หาอะไรก็เจอ สินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม มีระบบ QC ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนถึงมือผู้ซื้อ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย 
www.VayoTradeCenter.com  ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย 
สามารถตอบโจทย์คุณได้ คลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.VayoTradeCenter.com
อ่าน:551 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด100%
124.157.148.97: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด 100%

จำหน่ายปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด 100% ตรงจากโรงงาน ผลิตจากมูลไก่ไข่+ไก่เนื้อ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผ่านการฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา และกรรมวิธีหมักและอัดเม็ดที่ได้คุณภาพ ผ่านการรับรองมาตรฐาน ไม่ผสมดิน หรือแกลบ ทดลองคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 2ปี เปรียบเทียบคุณภาพแล้วเรามั่นใจเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า (โรงงานใหม่ กำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)
   ขายส่งถุงละ 50Kg 4500 บาท/ตันไม่รวมค่าขนส่ง
   ขายส่งถุงละ 20Kg 5500 บาท/ตันไม่รวมค่าขนส่ง
สินค้าขายราคา ณ ปัจจุบัน อนาคตอาจปรับเปลี่ยนตามสภาวะต้นทุนและเศรษฐกิจ  (อัตตาค่าขนส่งคิดตามระยะทาง) ค่าขนส่ง  = ระยะทาง (Km)*8(กิโลละ4บาทไปกลับจึงคูณ2) +500 (ค่าคนงาน)
ตัวอย่าง ระยะทาง 100 Km.  ค่าขนส่ง=100*8+500=1300 บาท
ส่งครั้งละ 20-30 ตัน/คัน นัดหมายล่วงหน้า เนื่องจากเราส่งออกต่างประเทศด้วย รวมทั้งคำสั่งซื้อเข้ามามากพอสมควร ช่วงที่สินค้าขาดแคลน ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม
การตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด
วิธีการทดสอบ แช่ไว้ในน้ำ 1 ขัน /ปุ๋ย 10 เม็ดโดยประมาณ ปุ๋ยขี้ไก่แท้จะละลายหมดใน 1 วัน หากเป็นปุ๋ยที่ผสมดินหรือแกลบ 3 วันก็ยังเป็นก้อน ละลายไม่หมด จากที่ทดสอบมาส่วนใหญ่ จะผสมเพื่อให้มีกำไรมากขึ้น แต่เกษตรกรจะได้ผลผลิตที่น้อยลง
ส่วนผลิตภัณฑ์ของโรงงานเรารับรองเรื่องคุณภาพ 100%

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
    ------------------------------------------------
อ่าน:1419 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตภัณฑ์หมากเม่าแปรรูปภูพานเพชร ไวน์หมากเม่าภูพานเพชร แยมหมากเม่าภูพานเพชร น้ำหมากเม่าภูพานเพชร
58.9.107.3: 2553/02/20 10:47:38
"ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
PhuPhanPhet - Leading MaMao Market

หมากเม่า (มะเม่า เม่าเสี้ยน มัดเซ) เป็นผลไม้ชั้นนำในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ส่วนภาคอื่นๆ เรียกว่า "เม่า"  ชื่อวิทยาศาสตร์  Antidesma velutinosum Blume ในวงศ์ Stilaginaceae. เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม และผลจะสุกในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 
  
ประโยชน์ “หมากเม่า” 
1. ผลดิบสีเขียวอ่อน ประกอบอาหารคล้ายส้มตำเม่า 
2. ผลแก่สีแดงมีรสเปรี้ยว ส่วนผลแก่จัดสีดำม่วง จะมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผลไม้สด 
3. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบายและบำรุงสายตา ใบสดนำมาอังไฟเพื่อใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว เปลือกต้นเม่าใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบ 
4. ผลหมากเม่าสุก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด  แคลเซียม เหล็ก สังกะสี  วิตามิน B1 B2 C และ E
5. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น น้ำผลไม้  ไวน์เม่า แยม กวน  สีธรรมชาติผสมอาหาร ฯลฯ 
6. น้ำเม่าสกัดเข้มข้น 100%  มีสารอาหาร วิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมทั้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
7.ไวน์หมากเม่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง 
8.กัมมาลและคณะ (2546) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียของสมุนไพรไทย 5 ชนิด คือ มะเม่า ฟ้าทลายโจร หญ้าแห้วหมู ผักเป็ดแดง และสายน้ำผึ้ง พบว่า มะเม่า สายน้ำผึ้ง และหญ้าแห้วหมู มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ได้ 

หจก.ภูพานเพชร มีทั้งต้นพันธุ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป
หมากเม่า “ภูพานเพชร “
1. ลักษณะเด่น หมากเม่า สายพันธุ์ "ภูพานเพชร"  
    *  ต้นสูงประมาณ 12 - 15 เมตร
    *  ลักษณะใบ กว้างมนใหญ่ มีทั้งใบยาว และใบสั้น
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 15 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่ 
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ 
 2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานเพชร”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานเพชร”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.3  แยมหมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.4  น้ำผลไม้เข้มข้น หมากเม่า "ภูพานเพชร"
 

หมากเม่า “ภูพานทอง”
1. ลักษณะเด่น หมากเม่าสายพันธุ์ "ภูพานทอง"  
    *  ต้นสูงประมาณ 10 - 12 เมตร
    *  ลักษณะใบ แคบเล็กยาว ใบห่าง
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 12 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานทอง”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานทอง”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานทอง" 
    2.3 แยมหมากเม่า "ภูพานทอง"
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้นหมากเม่า "ภูพานทอง"
 
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม

www.phuphanphet.com

Tel: 081 839 0015  คุณเอมอร สาระขันธ์
อ่าน:495 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มหาสารคาม ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ
125.24.58.100: 2553/02/20 10:47:38
มหาสารคาม - ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ ต้องตากข้าวไว้บนคันนา และถนนทางเข้าหมู่บ้าน ด้านโรงสีไม่รับซื้อข้าวอ้างความชื้นสูง
       
       เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ข้าวที่กำลังใกล้เก็บเกี่ยวถูกฝนและลมทำให้ข้าวล้ม และเน่าจากการทับกันของข้าว เกษตรกรต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำไปตากไว้บนคันนา บางส่วนที่สีแล้วก็นำไปตากไว้บนถนนตามหมู่บ้าน เพื่อลดความชื้น ก่อนนำไปบรรจุกระสอบเก็บไว้เพื่อรอขาย
อ่าน:4451 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มีพันธุ์ มันสำปะหลัง ห้วยบง 60  และเกษตรศาสตร์ 50  ขายนะค่ะ
124.120.84.241: 2553/02/20 10:47:38
มีพันธุ์มันสำปะหลัง เหลืออีกนิดน้อย ไม่ทราบว่ามีใครต้องการบ้างไหม? 

มี 2 พันธุ์นะค่ะ 

เกษตรศาสตร์ 50 ขาย ท่อนละ 1.50 บาท 

ห้วยบง 60 ขายท่อนละ 1.60 บาท 

ท่อนพันธุ์ยาวมาก ตั้งแต่ 1.50 - 2 เมตร 

พร้อมยินดีให้คำปรึกษา การเพิ่มผลผลิต ในมันสำปะหลัง 

8-15 ตัน/ไร่ 

สถานที่ แปลงมันสำปะหลัง 

อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 

สนใจติดต่อ 

คุณศุภานัน สระบัว 

086-3081046, 085-8010027 
อ่าน:734 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการขายปุ๋ย
222.123.171.108: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการขายปุ๋ยที่ยังไม่ได้อัดเม็ดไม่ทราบมีใครสนใจบ้างค่ะติดต่อ
คุณเบ็นซ์
081-5340833
คุณต้อง
081-5338810
อ่าน:1300 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ
222.123.151.209: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ เป็นทางเลือกที่ดีของเกษตรกรในต่อนนี่ ธาตุอาหารครบถ้วน ทุกเม็ด ขึ้นทะเบียนรับรอง มาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้อง ทุกสูตร คุณภาพคงที่+ประสิทธิภาพเกินราคา สนใจติดต่อ กรุณาการเกษตร 081-9797345 
อ่าน:4194 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกเพียง 3-5 ปี จะได้ไม้ยืนต้นสูงขนาด 15-30 เซนติเมตร สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้กระดาน ทำผ้าเพดาน เสาบ้าน หน้าต่างไม้อัด ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด 

สนใจปลูกต้นตะกู และต้องการซื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปรับปรุงแท้  ราคาไม่แพง

อาจารย์สมาน  รัญระนา 87 ซอย 2 บ้านท่าสะอาด อำเภอ พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 

โทร : 087-2187991
อ่าน:4045 | ความคิดเห็น:10 | แสดงความคิดเห็น
ขาย ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย 
เราเป็นเจ้าของคอกม้าจากนิวซีแลนด์ 
สามารถจะหาพันธุ์ม้าดี ๆ ให้ท่านจาก 
นิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้ ขณะนี้ 
เรามีม้าอยู่ในคอกของตัวเองสามารถจะ 
จัดส่งได้หลังจากที่ตกลงกันแล้ว 
ประมาณ 50 ตัว 
เป็นม้าที่อายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป 
หรือม้าที่กำลังใช้แข่งอยู่ 
หรือม้าที่ไม่ใช้แข่งแล้วอายุ 
ประมาณ 5-6 ปี 
ซึ่งจะมีราคาที่ถูกพอสมควร 
ซึ่งม้าตั้งแต่ 5-6 ปีดังกล่าวสามารถ 
ส่งได้ทันที ทางเราจะมีรูปภาพและ 
ประวัติม้าทุกตัว หากท่านสนใจ 
หรือต้องการพันธุ์ม้าใด 
โปรดติดต่อคุยกับเราได้ที่ 
asian@mthai.com asian@mthai.com 
หรือฟอร์มเมล์ 
http://www.thaimanage.com/mail/horse/ 

หรือมาชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 

http://horse.boxchart.com/ 
อ่าน:8266 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
มีปุ๋ยยางจำหน่าย ราคาถูก
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
สนใจติดต่อ  คุณเพชร  084-8193867
อ่าน:24085 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หนอนเจาะผลฝรั่ง โรคฝรั่งต่างๆที่เกิดจากเชื้อรา เพลี้ยต่างๆในฝรั่ง โรคฝรั่งใบไหม้ ใบจุดสีน้ำตาล..
Update: 2563/02/26 22:51:57 - Views: 70 | Ans: 1
จำหน่ายกล้ายางราถูก ทั่วประเทศ มีสายพันธุ์ไทย- มาเลย์ โทร 087-9327571
Update: 2556/05/14 08:36:53 - Views: 2602 | Ans: 1
ขายรถพรวนดินเดินตาม มือสอง สภาพดี
Update: 2555/04/25 14:45:56 - Views: 14490 | Ans: 0
เปลือกสับะรดตีป่น เปลือกสับปะรดตากแห้ง กากมันอบแห้ง
Update: 2562/10/14 21:11:31 - Views: 209 | Ans: 0
ขายชุดตรวจค่าดินน้ำปุ๋ยเคมี PH/NPK และCD ปุ๋ยสั่งตัด ..จัดส่งทั่วประเทศ
Update: ././. .:.:. - Views: 8712 | Ans: 0
ปลวก,มด,เพลี้ย,หนอน,แมลง กำจัดได้ง่่ายดายและเด็ดขาด ด้วย เมทา-แม็ก
Update: 2554/09/14 16:42:53 - Views: 11029 | Ans: 10
ปาล์มนำ้มันสายพันธุ์ CPI Hybrid
Update: 2558/09/22 16:56:16 - Views: 1081 | Ans: 0
ขายโรตารี่ มือสอง จากญี่ปุ่น 
Update: 2555/06/27 14:36:11 - Views: 4760 | Ans: 0
ด่วน !!!จำนวนจำกัด     รับสมัครตัวแทนขาย / ขายส่ง  ปุ๋ยอินทรีย์ มูลค้างคาว    โดโลไมท์ชนิดผง    โดโลไมท์ชนิดเม็ด   ปุ๋ยหินร็อคฟอสเฟต  
Update: 2553/12/02 14:13:36 - Views: 7128 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศ ปี 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาขาด..
Update: ././. .:.:. - Views: 904 | Ans: 0
© FarmKaset.ORG