[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ พรภิรมย์ มาพระลับ, ศุกร์ 10 กรกฎาคม 2563 14:36:04, เลขจัดส่ง SMAM000199673
คุณ ชัชชัย ทิมกลับ, ศุกร์ 10 กรกฎาคม 2563 12:43:35, เลขจัดส่ง SMAM000199672
คุณ โรจน์ จันทร์ทอง, ศุกร์ 10 กรกฎาคม 2563 11:14:03, เลขจัดส่ง SMAM000199674
คุณ เฉลียว ทิพย์อักษร, พฤหัสบดี 09 กรกฎาคม 2563 20:24:33, เลขจัดส่ง SMAM000199671
ด.ต.นิล ยงไร่นา , พฤหัสบดี 09 กรกฎาคม 2563 11:57:09, เลขจัดส่ง จัดส่งจากโรงงานถึงบ้านลูกค้า
คุณ กฤศ ภูธนวิวรรธน์, พุธ 08 กรกฎาคม 2563 21:37:39, เลขจัดส่ง SMAM000199494
ด.ต จรูญ ไพบูลย์, พุธ 08 กรกฎาคม 2563 19:24:01, เลขจัดส่ง SMAM000199495
คุณ ทรงวุฒิ มณีรัตน์, อังคาร 07 กรกฎาคม 2563 16:47:37, เลขจัดส่ง SMAM000199306
คุณสมเชษฐ์ บุญขวัญ , อังคาร 07 กรกฎาคม 2563 15:30:07, เลขจัดส่ง SMAM000199310
คุณราชัน สังเว, อังคาร 07 กรกฎาคม 2563 14:44:01, เลขจัดส่ง SMAM000199319
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ 
58.10.90.66: 2553/02/20 10:47:38
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ 
 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” คึกคัก ทุกหน่วยงานในสังกัดจับมือจัดกิจกรรมสาระประโยชน์ เน้นเด็กเยาวชนเดินตามคำขวัญ “สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม”
    
            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานวันเด็กแห่งชาติ  ภายใต้ชื่องาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี  ตั้งแต่ 08.00 – 15.00 น. โดย ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานในพิธีเปิด 

                พิธีเปิดงานเริ่มขึ้นในเวลา 09.00 น. ด้วยขบวน Mascot ผัก ผลไม้ และสัตว์ต่างๆ ที่แสนน่ารัก ตามด้วยขบวนเด็กๆ ในชุดสาวเหนือ / รองเง็ง / ลิเกฮูลู / สาวบ้านแต้ / ชุดเอกลักษณ์ไทย ที่สวยงามน่ารัก  นำท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะ  เข้าสู่บริเวณทำพิธีเปิดงาน

                 ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5” มีใจความสำคัญ ดังนี้ “การจัดงานในวันนี้ เพื่อให้เด็กไทยเกิดจิตสำนึกและตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่คู่คนไทยมาตั้งแต่อดีต ทำให้คนไทยได้บริโภคอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ และส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศสำคัญที่ส่งผลผลิตการเกษตรไปสู่ชาวโลก  สำหรับการจัดงานในวันนี้ เด็กๆ จะได้ศึกษาเรียนรู้ “พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับอาชีพเกษตรกรมาโดยตลอด  ขอให้เด็กๆ ทุกคนจดจำคำขวัญประจำปี 2551 ของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี ที่ว่า หากปฏิบัติได้ตามคำขวัญนี้ จะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จและความก้าวหน้าตามที่ทุกคนปรารถนา”

                หลังจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กดเครื่องเล่น Paper Shoot และ Co2  ถูกยิงขึ้นสูง ตามด้วยบับเบิลบอลหลายร้อยใบกระจายตัวลงมา  เป็นสัญลักษณ์ว่างาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  ได้เริ่มขึ้นแล้ว

                ศ.ดร.ธีระ  กล่าวต่อกับสื่อมวลชนว่า “ กิจกรรมมากมายที่แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดมาในวันนี้ ตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่ดี มีคุณประโยชน์  ให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่   มุ่งหวังที่จะให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านสติปัญญา  การดำรงชีวิตประจำวัน  เสริมสร้างคุณภาพชีวิต  ให้เด็กและเยาวชนมีคุณธรรม รู้จักรับผิดชอบในทุกๆด้าน ส่งให้เกิดทรัพยากรบุคคลที่มีพละกำลังและความเข้มแข็งต่อไปในวันข้างหน้า”

                บริเวณสนามหน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  พร้อมด้วยแท่นสักการะและสมุดลงนามไว้อาลัย 

นิทรรศการ  กิจกรรมต่างๆ เกมส์  การแข่งขัน  ของ 18 หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดภายใน

เตนท์เต็มพื้นที่บริเวณลานจอดรถของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ  อาทิเช่น  กรมชลประทานจัดแสดงแบบจำลองกังหันน้ำชัยพัฒนาที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย  การจัดแสดงเรือขุดลำแรกของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  และขอเชิญชวนเด็กและเยาวชนร่วมกัน “ปลูกต้นไม้เพื่อถวายพ่อแห่งแผ่นดิน”

 

นิทรรศการฝนหลวงพระราชทานแบบซุปเปอร์แซนวิช ของสำนักฝนหลวง,  นิทรรศการเรื่องการทำบัญชีกับ

เศรษฐกิจพอเพียง , แบบจำลองเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ , พระกรณียกิจด้านการประมง , นิทรรศการจุดกำเนิดอาชีพพระราชทาน “การเลี้ยงโคนม” ,  กรมประมง ยก Touch Pool ขนาดใหญ่  จัดแสดงสัตว์น้ำจืด  สัตว์น้ำเค็ม  ปลาสวยงามที่หาดูยากมาให้ชม  มีพันธุ์ปลาสวยงามแจก  ,  กรมวิชาการเกษตร จัดนิทรรศการรื่อง “พืชพลังงานทดแทน” , กรมส่งเสริมการเกษตร สาธิต การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  , กิจกรรมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วยมือตนเอง ในกิจกรรม   “สีสันปั้นแต่ง”  ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ , สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.)  นำช่างฝีมือจากศิลปาชีพ มาสาธิตและสอนการปั้นตุ๊กตาชาววัง และประดิษฐ์ดอกไม้จากผ้า

นิทรรศการที่เด็กควรมาศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง คือ  แสดงเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในด้านการเกษตร ซึ่งเป็นเรื่องของความหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจเหมาะสำหรับเด็กที่จะมาศึกษาเรียนรู้  รวมถึงนิทรรศการภาวะโลกร้อนที่บอกกล่าวถึงภัยร้อนที่จะเกิดขึ้น  จะเกิดภัยพิบัติอะไรบ้าง  จะช่วยกันป้องกันอย่างไร   เด็กจะได้พบกับสาระความรู้จากห้องสมุดเคลื่อนที่ 

                เวทีกลางของงานจัดกิจกรรมสนุก ๆ กับครอบครัวดารา มี “อภิรดี  ภวภูตานนท์ และน้องเบลล์”  และ “ฝันดี  จรรยาธนากรและลูกชาย”  จะมาเล่นเกมส์สนุกสนานเสริมสร้างความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว และกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กกินผัก  โยงไปถึงความรัก  ความผูกพันที่มีต่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก  สาธิตวิธีการสอนให้สัตว์เลี้ยงเป็นสัตว์แสนรู้ และเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนนำสัตว์เลี้ยงแสนรู้  แสนรัก  เก่งกล้าทุกชนิด  มาประกวดชิงรางวัล   

                นอกจากเด็กๆจะได้หอบของรางวัลกลับบ้าน จากการเล่นเกมส์ การแข่งขัน การตอบปัญหา ซึ่งของรางวัลของแต่ละหน่วยงานมีมากกว่า 1,000 ชิ้น รวมไปถึงของแจก เช่น พันธุ์ปลาสวยงาม  พันธุ์พืช  สมุดอนุรักษ์ท้องทะเลไทย   สารเร่ง พด.  ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  และอื่นๆอีกมากมายแล้ว   ตลอดงานเด็กๆ จะอิ่มอร่อยไปกับอาหารหลากหลายชนิด ขนม  นม เครื่องดื่ม น้ำผลไม้  ที่เตรียมไว้เป็นจำนวนมาก

เด็กทุกคนที่เข้าไปในบริเวณงานจะได้รับแจกบัตรชิงโชคคนละ 1 ใบ เพื่อนำไปจับรางวัลใหญ่ เช่น รถจักรยาน  พัดลม  หม้อหุงข้าว  อุปกรณ์กีฬา    อุปกรณ์เครื่องเขียน เป็นต้น  ซึ่งเราจะจับรางวัลทุกๆ 15 นาที โดยจะประกาศให้ทราบเป็นระยะๆ

 “เด็กไทยหัวใจเกษตร 5”  นอกจากจะปลุกกระแสความเป็นเกษตรกรให้ซึมซับไปกับเด็กและเยาวชนแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คาดหวังว่าสาระต่างๆ ที่เด็กได้มาเรียนรู้ มาสัมผัส พบเห็น จะช่วย สร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้เด็กมีการพัฒนาทั้งด้านสติปัญญา  ร่างกาย  จิตใจ  เพื่อเป็นพลเมืองผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเป็นพละกำลังที่สำคัญยิ่งของประเทศชาติต่อไป

Content from: www.moac.go.th
อ่าน:395 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่
58.10.90.66: 2563/06/19 17:36:25
เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่
เกษตรฯ เปิด 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าขยายพื้นที่การผลิตกว่า 2 แสนไร่ มกอช.เร่งพัฒนาระบบรับรองพร้อมยื่นสมัครเข้าสู่บัญชีประเทศที่ 3 ของอียู หวังส่งออกสินค้าอินทรีย์ไทยตีตลาดยุโรปคล่องขึ้น

นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่มาตรฐานสากล ปี 2551-2552 โดยมีแผนเร่งส่งเสริมเพื่อขยายพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เช่น ข้าวอินทรีย์ ผักผลไม้ สมุนไพร กุ้ง ปลา เนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์นม และไข่อินทรีย์ มีพื้นที่เป้าหมายกว่า 200,000 ไร่ โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 6 ด้าน คือ 1. มุ่งพัฒนาระบบมาตรฐานและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้า 2. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและ กลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ได้สินค้าที่ผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับ 3. เชื่อมโยงการผลิต การแปรรูปและการตลาด เพื่อให้ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ และยังมุ่งส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง(Contract farming) ด้วย 4. เร่งประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การขยายช่องทางการตลาด 5.เร่งวิจัยและพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อให้เกิด การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถนำไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และ6.สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบบูรณาการ

“ปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยมีกว่า 140,900 ไร่ หรือประมาณ 0.103 % ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ และเป็นอันดับที่ 71 ของโลก โดยปี 2549 ประเทศไทยมีมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 920 ล้านบาท และปี 2550 ประมาณ 1,000 ล้านบาท มีตลาดส่งออกหลัก คือ สหภาพยุโรป(EU) และสหรัฐอเมริกา โดยมีข้าวหอมมะลิอินทรีย์เป็นสินค้าส่งออกมากที่สุด รองลงมา คือ ผัก ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ อนาคตผลไม้เมืองร้อนอินทรีย์ถือว่ามีโอกาสในการขยายตลาดค่อนข้างสูง เช่น มะม่วง เสาวรส มะพร้าว ซึ่งผู้นำเข้าของประเทศอิตาลีมีความต้องการที่จะนำเข้าเป็นจำนวนมาก” นายจรัลธาดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์(Commerce Intelligence of Moc : CIM) นับเป็นโอกาสที่ดี หากมีการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์(Website)ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่ดำเนินงานเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ อาทิ มกอช.ที่เป็นหน่วยงานกำหนดและประกาศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ และเป็นหน่วยรับรองระบบงานด้านเกษตรอินทรีย์ด้วย ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านพืช กรมประมงรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พร้อมส่งเสริมการเลี้ยงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ และกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยรับรองเกษตรอินทรีย์ด้านปศุสัตว์ มีกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานสนับสนุน ซึ่งเว็บไซต์ของหน่วยงานดังกล่าว น่าจะเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน การรับรอง และการตลาดด้วย

ด้านนายมนตรี กฤษณีไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้มกอช.จัดทำโครงการพัฒนาระบบการตรวจรับรองด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ให้เป็นที่ยอมรับของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น อียู และสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการนำเข้าสินค้าอินทรีย์สูงถึง 97 % โดยขณะนี้ประเทศไทยได้ทำหนังสือแจ้งคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเพื่อยื่นขอสมัครอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 (Third Country list) ของอียู ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่อยู่ในบัญชีดังกล่าว ได้แก่ อาร์เจนติน่า คอสตาริก้า สวิสเซอร์แลนด์ อิสราเอล ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย อนาคตหากไทยสามารถเข้าอยู่ในบัญชีประเทศที่ 3 ได้ คาดว่าจะมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยไปจำหน่ายในตลาดยุโรปมากขึ้น โดยใช้ระบบการตรวจรับรองของไทยเอง

“การเป็นประเทศในบัญชีประเทศที่ 3 ของอียู อาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี เนื่องจากต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเงื่อนไข และกฎระเบียบของอียู เพื่อให้มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยมีความทัดเทียมและสอดคล้องกับการปฏิบัติและข้อบังคับของอียู นอกจากนั้น มกอช.ยังได้เร่งศึกษาเปรียบเทียบระบบการตรวจรับรองระหว่างมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของไทย กับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่กระบวนการประเมินความเท่าเทียมกันและให้การยอมรับซึ่งกันระดับรัฐบาลต่อไปด้วย” นายมนตรี กล่าว

Content From: http://www.moac.go.th
อ่าน:382 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
การใชปุยและปญหาไนเทรตในสับปะรด
กลุมวิจัยปฐพีวิทยา สํานักวิจัยพัฒนาปจจัยการผลิตทางการเกษตร
สับปะรด [Ananas comosus
L. (Merr)]เป นผลไม สํ าคั ญทาง
เศรษฐกิจของประเทศ มี มูลคาการสง
ออกปละประมาณ 14,000-20,000 ลาน
บาท พื้นที่ปลูกสับปะรดสวนใหญเปน
ที่ลาดเท ดินเนื้อหยาบ เชน ดินรวน ดิน
รวนปนทราย หรือดินทราย ถาการจัด
การดิ นไม ถู กตองจะทําใหดินสูญเสี ย
ธาตุอาหารไดงาย โดยเฉพาะธาตุ
อาหารไนโตรเจนและโพแทสเซียมซึ่ งเปนธาตุอาหารที่จําเป นและมี ความสําคัญตอการใหผลผลิตและคุณ
ภาพของสับปะรด สับปะรดตองการปุยไนโตรเจน 6-9 กรัมNตอตน ปุยฟอสฟอรัส 2-4 กรัมP2O5ตอตน
และปุยโพแทสเซียม 8-12 กรัมK2Oตอตน ขึ้นกับวิธีการปลูกและระดับความอุดมสมบูรณของดิน ในพื้นที่
เพาะปลูกประมาณ 1 ลานไร มีพื้นที่เก็บเกี่ยวปละ 5-6 แสนไร ใหผลผลิต 1.8-2.6 ลานตันตอป ผลผลิตเฉลี่ย
ของเกษตรกรประมาณ 4 ตันตอไร ขณะที่ผลผลิตจากงานวิจัยและทดสอบในแหลงปลูกตาง ๆ ไดประมาณ
8.53-16.81 ตันตอไร
การปลูกสับปะรด
1. การใชหนอหรือจุกปลูก (plant crop) ปลูกแถวคูระยะปลูก 30x50x(80-90) เซนติเมตร ปลูกได
ประมาณ 7500-8500 ตนตอไร
2. การใชตนตอ(ratoon crop) โดยหลังจากเก็บเกี่ยวผลสับปะรดแลว ใชมีดตัดตนสับปะรดระดับ
เหนือดิน 20-30 เซนติเมตร และตัดใบใหเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร แลวใชปุยสูตร 46-0-0
หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 7-15 กรัม/ตน ใสบริเวณกาบใบลางเพื่อเรงการเจริญเติบโตของ
หนอ และคัดเลือกใหเหลือเพียงตนเดียว ผลผลิตที่ไดจากการใชหนอปลูกหรือจุกจะสูงกวา
การใชตนตอ ประมาณ 20 เปอรเซ็นต แตการใชตนตอจะไดรับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง
กวาการใชหนอปลูก เนื่องจากไม ตองมีคาใชจ ายในการเตรี ยมดินและคาหนอพันธุ รวมทั้งคา
ปลูก
การใหปุยสับปะรด
1. การใชหนอปลูก สามารถเลือกใหปุย
วิธีการใดวิธีการหนึ่งดังนี้
1.1 การใหปุยทางดินรวมกับการให
ปุยทางกาบใบ
- ใหปุยรองพื้นกอนปลูก โดย
ใชปุยสูตร 16-20-0 อัตรา
10-15 กรัมตอตน
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 2 ครั้ง ครั้งแรกใหที่ระยะ 1-3 เดือนหลังปลูกและครั้งที่
สองใหปุยหางจากครั้งแรก 2-3 เดือน โดยใชปุยสูตร 12-6-15 หรือ 12-4-18 หรือ 15-5-
20 หรือ 13-13-21 ครั้งละ 10-15 กรัมตอตน
1.2 การใหปุยเฉพาะทางกาบใบเพียงอยางเดียว
- ใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 3 ครั้งหลังปลูก 1, 3 และ 6 เดือน โดยใชปุยสูตรตาง ๆ เชน
เดียวกับขอ 1.1
1.3 การใหปุยทางดินรวมกับการพนปุยน้ําทางใบ
- ใหปุยรองพื้นหรือใหปุยบริเวณกาบใบลางของตน 1 ครั้งหลังปลูกได 1-3 เดือน โดย ใชปุย
สูตรตางๆ เชนเดียวกับขอ 1.1 ในอัตรา 10-15 กรัมตอตน
- พนปุยน้ําทางใบ อัตรา 1000 ลิตรตอไร เดือนละ 1 ครั้ง จนตนสับปะรดไดขนาดที่จะบังคับ
ดอกได (ปุยน้ํา ประกอบดวย แอมโมเนียมซัลเฟต 30 กิโลกรัม โพแทสเซียมคลอไรด 10
กิโลกรัม แมกนีเซียมซัลเฟต 1 กิโลกรัม เหล็กซัลเฟต 3 กิโลกรัม สังกะสีซัลเฟต 0.5
กิโลกรัม และบอแรกซ 0.1 กิโลกรัม ละลายน้ํา 1000 ลิตร)
2. การใชตนตอปลูก
ใหปุยทางกาบใบของตนตอที่เลือกไว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกหลังจากเลือกตนตอ และครั้งที่2 ที่
ระยะหลังจากครั้งแรก 4 เดือน โดยใชปุยเคมีสูตร 12-6-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 15 กรัมตอตน
ในชวงการเจริญเติบโต ถาใบสับปะรดแสดงอาการขาดธาตุอาหาร/ใบสับปะรดมีสีเขียวซีดจาง ให
ใชปุยเคมีสูตร 23-0-30 ผสมน้ํา(เขมขน 5%) อัตรา 75 มิลลิลิตรตอตน ฉีดพนทางใบ 3 ครั้งที่ระยะกอนบังคับ
ดอก 30 วัน 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน
ปญหาไนเทรตในผลสับปะรด
มีไนเทรตตกคาง ไมมีไนเทรตตกคาง
ผลสั บปะรดมีปริมาณไนเทรตสู ง เป นปญหาการเกิ ดกระปองดํา(detinning) ในอุตสาหกรรม
สับปะรดกระปองของไทย ดังนั้นการรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรของโรงงานสับปะรดในประเทศ กําหนด
มาตรฐานปริมาณไนเทรตในผลสับปะรดขั้นต่ําตองไมเกิน 25 มิลลิกรัมตอลิตร ในป 2536 พบปญหาสาร
ไนเตรทตกคางในผลเกินมาตรฐานเฉลี่ย 8.12 เปอรเซ็นต
จากการศึกษาวิจัยพบวา การสะสมไนเทรตในผลสับปะรด เป นผลมาจากการปฏิบัติในไรของ
เกษตรกรเปนสวนใหญ เชน การใสปุยไนโตรเจน ในปริมาณที่มากเกินความจําเปน การใสปุยไนโตรเจน
หลังบังคับดอก การทําลายจุกสับปะรด และการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยว 15-30 วัน เปนตน ซึ่งสงผลให
กระบวนการใชไนโตรเจนของพืชไมสมบูรณ ทําใหเกิดการสะสมไนเทรตในผล อีกทั้งปจจัยทางดานภูมิ
อากาศก็มี ผลตอการสะสมปริมาณไนเทรต คือ กอนเก็บเกี่ยวสับปะรดถาอากาศมีความเขมของแสงแดดต่ํา
จะมีผลใหประสิทธิภาพของไนเทรตรีดักเทสลดลง ทําใหมีปริมาณไนเทรตสูงเชนกัน
ผลสับปะรดที่มีปริ มาณกรดซิ ตริกและโพแทสเซียมไนเทรตสูง เมื่อบรรจุกระปองจะทําให ผิวภาย
ในของกระปองกลายเปนสีดํา (detinning) มากกวาผลสับปะรดที่มีระดับความเปนกรดและปริมาณไนเทรต
ต่ํา
การปองกันการตกคางของไนเทรตในผลสับปะรด
1. ใชปุยตามคําแนะนําไมควรใชปุยสูงเกินอัตราแนะนํา (N อัตรา 6-9 กรัมตอตน, P อัตรา 2-4
กรัม P2O5ตอตน, K อัตรา 8-12 กรัม K2O ตอตน) หรือ N-P-K อัตรา 8-4-12 กรัม N-P2O5-K2O
ตอตน
2. หามทําลายจุกสับปะรด
3. งดการใหน้ํากอนการเก็บเกี่ยวประมาณ 15-30 วัน
4. หามใชปุยไนโตรเจนหลังบังคับดอก
ในแหลงที่เคยพบไนเทรตตกคางในผลสับปะรดสูงเกินมาตรฐาน แนะนําใหดําเนินการแกไขดังนี้
1. ใชธาตุโมลิบดินัมอัตรา 5 มิลลิกรัมตอตน (ธาตุโมลิบดินัมอัตรา 50 กรัมตอไร  หรือ
ใชสารละลายโซเดียมโมลิบเดท 4% อัตรา 1.25 ลิตรตอไร พนทางใบหลังบังคับดอก
ในระยะดอกแดง
2. ใชปุยอินทรีย 2-4 ตัน/ไร ชวงปลูก เนื่องจากในปุยอินทรียมีธาตุอาหารรอง(Mg, Ca)
และธาตุอาหารเสริม(Cu, Zn, Mn และ Fe เปนตน). หรืออาจใช แมกนีเซียมซัลเฟต
27% MgO อัตรา 95 กก./ไร หรือแมกนีเซียมคลอไรด 20%MgO อัตรา 125 กก./ไร
หรือโพแทสเซียมคลอไรด 60%K2O อัตรา 70.8 กก./ไร หลังการชักนําการออกดอก
สับปะรดแลว 75 วัน

Content from: http://www.doa.go.th in pdf format
อ่าน:811 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การใส่ปุ๋ยต้นฤดูฝนเตรียมรับฤดูกรีดยาง
58.10.90.167: 2553/02/20 10:47:38
การใส่ปุ๋ยต้นฤดูฝนเตรียมรับฤดูกรีดยาง
การใส่ปุ๋ยบำรุงยางพาราช่วงที่เหมาะสมควรจะเป็นช่วงต้นฤดูฝน ทั้งยางพาราเล็กหรือเปิดกรีดแล้ว เหตุผลเนื่องจากปุ๋ยเป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญที่จะให้ยางเติบโตเร็วและช่วยเพิ่มผลผลิต และให้ได้ประสิทธิภาพควรเลือกให้ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของยางพารา รวมถึงชนิดของดินและแหล่งปลูก ตามอัตรา วิธีการและเวลาที่เหมาะสม
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีดในระยะ 1-2 ปีแรก ใส่ปีละ 3 ครั้ง  ระยะ 3-6 ปี ใส่ปีละ 2 ครั้ง โดยใส่บริเวณรอบๆ โคนต้นยางพาราในรัศมีตามแนวทรงพุ่มใบแล้วกลบ หรือ ขุดหลุมใส่ให้หลุมลึกประมาณ 5-10 ซม.จำนวนสองหลุมต่อต้น(พื้นที่ลาดชัด)ใช้สูตรตามกรมวิชาการเกษตรแนะนำ เขตปลูกยางใหม่ใช้สูตร 20-10-12 เขตปลูกยางเดิมใช้ 20-8-20 โดยอัตราที่ใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ถ้าเป็นดินร่วนทรายจะต้องการปริมาณธาตุอาหารมากกว่าดินร่วนเหนียว
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราสำหรับต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว ใส่ปุ๋ยดูแล 2 ครั้งคือช่วง ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนโดยใส่บริเวณกึ่งกลางแถวยางแล้วกลบ สูตรที่แนะนำ 30-5-18 หรือสูตร 29-5-18 
การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอโดยเฉพาะเขตปลูกยางใหม่เพราะดินส่วนใหญ่จะมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากภูมิอากาศเป็นเขตร้อนทำให้อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเกิดขึ้นรวดเร็ว

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/article/view.php?No=24&ArticleType=0
อ่าน:1607 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
สมาคมดินฯ...แนะอินทรีย์ร่วมเคมี
125.25.199.135: 2553/02/20 10:47:38
สมาคมดินฯ...แนะอินทรีย์ร่วมเคมี
เมื่อไม่กี่วันมานี้...นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย "ประสาท เกศวพิทักษ์" ได้เข้าพบ
นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการฯ...
พร้อมกับยื่นข้อมูลสรุปการประชุมในเรื่อง "ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ" ระหว่างสมาคมฯกับ
สภาคณบดีสาขาเกษตรของประเทศไทย (ประกอบด้วยคณะเกษตรจาก 19 มหาวิทยาลัย/สถาบัน
ทั่วประเทศ).. โดยมีข้อมูลว่า
     โดยสรุป ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการส่งเสริม การใช้ปุ๋ยหมักชนิดน้ำและ
ปุ๋ยอินทรีย์  แทนปุ๋ยเคมีทั้งหมด...  หรือแม้แต่การหามาตรการที่จะนำไปสู่การงดนำเข้าปุ๋ยเคมี
ในอนาคต
     ทั้งนี้...เนื่องจากการเกษตรทั่วโลก  ยังไม่เคยมีประเทศใดเลยที่มีการผลิตสินค้าเกษตร
ระบบอินทรีย์ระบบเดียว สำหรับความเชื่อที่ว่า "ปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสีย ทำให้ผลผลิตพืชที่ผลิตได้
ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค"...ไม่เป็นความจริง เพราะปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ
     ดังจะเห็นได้จาก...ผลผลิตของการปลูกพืชในสารละลาย(ไฮโดรโปนิค) ซึ่งเป็นการปลูกพืช
ในน้ำที่ผสมปุ๋ยเคมี ทั่วโลกก็ยังถือว่าเป็นผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัย (Green Product)
     นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะใสปุ๋ยเคมี หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในดิน พืชก็จะดูดธาตุอาหารที่ได้จาก
ปุ๋ยทั้งสองชนิดเข้าไปในรูปแบบที่เหมือนกันทุกประการ  เพียงแต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมี พืชจะดูดใช้ได้เลย
ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะต้องมีจุลินทรย์ในดินมาย่อยสลายเสียก่อน  พืชจึงจะดูดไปใช้ได้
     ดังนั้น ในการผลิตพืชเป็นการค้า เพื่อมุ่งสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเป็นเลิศ และมุ่งให้
ไทยเราสู่การเป็นครัวของโลก จำเป็นมากที่จักต้องมีการจัดการดินที่ถูกต้อง เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนไว้ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี...
ในลักษณะผสมผสมผสานร่วมกันอย่างเหมาะสม
     สำหรับ การกำหนดพื้นที่ทั้งจังหวัด ให้ผลิตพืขด้วยระบบอินทรีย์หมดพื้นที่นั้น สมควรมีการ ส่งเสริมเฉพาะบางส่วน บางพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นอันดับแรกจะดีกว่า  ส่วนการขยายพื้นที่จำนวนชนิดพืช
ที่ผลิตนั้น จำเป็นต้องพิจารนาด้วยความรอบคอบ และมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจน...เพื่อไม่ให้เกิดผล
กระทบต่อเกษตรกร
     นอกจากนี้...ยังได้ขอให้รัฐบาลมีการทบทวนวาระแห่งชาติที่ภาครัฐฯได้กำหนดไว้เฉพาะเรื่อง
ปุ๋ยอินทรียและปุ๋ยชีวภาพ โดยขอให้ปรับเป็นการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ
     โดยให้มีการส่งเสริมและแนะนำในการใช้ปุ๋ยเชิงอนุรักษ์ ให้มีการใช้ปุ๋ยปรับปรุงดิน อย่างมี ประสิทธิภาพตามผลการวิเคราะห์ดิน และพืช เพื่อรักษาผลิตภาพดินให้ยั่งยืน...จะดีกว่า มุ่งเน้นปุ๋ย
อินทรีย์และชีวภาพทั้งหมด
....   ...ข้อความจาก ดอกสะแบง "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" ไทยรัฐ 23 ธันวาคม 2547
อ่าน:654 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
แนะเกษตรกรใช้ปุ๋ยผสมผสาน ระหว่าง ‘ปุ๋ยเคมีและอินทรีย์’
58.10.90.194: ././. .:.:.
แนะเกษตรกรใช้ปุ๋ยผสมผสาน ระหว่าง ‘ปุ๋ยเคมีและอินทรีย์’
ปัจจุบันเกษตรกรยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพราะการปลูกพืชให้ได้ผลดีต้องรู้จักใช้ปุ๋ยผสมผสานอย่างเหมาะสม “ทั้งปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี”
 
มิใช่เลือกใช้ปุ๋ยชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
 
นายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์ หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำการใช้ปุ๋ยว่า....
 
เริ่มต้นเกษตรกรควรเรียนรู้และเข้าใจถึงความต้องการของพืชว่าในแต่ละระยะการเติบโตต้องการธาตุอาหารใดในปริมาณเท่าใด เช่น ระยะแรกอาจใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับการตั้งตัวของต้นกล้า พอถึงระยะที่พืชต้องให้ผลผลิตก็อาจจะหันมาใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารสูงเมื่อเปรียบเทียบต่อหน่วยน้ำหนัก และพืชสามารถดึงธาตุอาหารเหล่านั้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้ทันที เป็นต้น
 
ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อได้เปรียบเสียเปรียบของปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดิน นั้น ข้อได้เปรียบของปุ๋ยอินทรีย์คือ ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และธาตุอาหารพืชของดินดีขึ้น อยู่ในดินได้นานและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะพวกที่เป็นประโยชน์ต่อการบำรุงดินให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสียเปรียบของปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมีในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่จะเป็นประโยชน์ให้แก่พืช ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมีเมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยต่อน้ำหนักของธาตุอาหาร อีกทั้งยังหายาก หากต้องการใช้ในปริมาณมาก
 
สำหรับปุ๋ยเคมี มีข้อได้เปรียบปุ๋ยอินทรีย์ในแง่ปริมาณธาตุอาหารต่อหน่วยน้ำหนักของปุ๋ยสูงใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย ราคาถูกเมื่อคิดเป็นราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร การขนส่งและเก็บรักษาสะดวก หาซื้อได้ง่าย ในขณะที่ข้อเสียเปรียบของปุ๋ยเคมี คือ ปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน กล่าวคือไม่ทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย เหมือนปุ๋ยอินทรีย์ และหากเกษตร  กรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนีย เป็นปริมาณมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ดินเป็นกรดเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องใช้ปูนขาวช่วยแก้ความเป็นกรดในดิน และต้องเข้าใจว่าปุ๋ยเคมีทุกชนิดมีความเค็ม ถ้าใช้ในอัตราสูงหรือใส่โคนต้นพืชจะเกิดอันตรายแก่พืชและการงอกของเมล็ด
 
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีล้วนมีข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น แต่ปุ๋ยทั้งสองชนิดก็มีบทบาทร่วมกันที่จะช่วยสนับสนุนและสร้างประโยชน์ที่ดีที่สุดในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังนั้น การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงควรเป็นนโยบายที่สำคัญในการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจะทำให้ดินได้ธาตุอาหารพืชอย่างครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม และมีโครงสร้างดินที่ดี ถือเป็นระบบการผลิตแบบเกษตรยั่งยืนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกรไทย
 
อย่างไรก็ตาม การผลิตพืชโดยการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรควรทราบลักษณะและคุณสมบัติของดินในแปลงของตนเอง เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงดินได้อย่างเหมาะสม จากนั้นพิจารณาดูว่าในดินมีธาตุอาหารพืชชนิดใดบ้าง การปลูกพืชต้องเพิ่มเติมธาตุอาหารพืชในปริมาณเท่าใด เพื่อจะได้พิจารณาการใช้ปุ๋ยในแบบผสมผสานได้อย่างเหมาะสม หรืออย่างน้อยควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์ทุก 3-5 ปี เพื่อจะได้รับคำแนะนำจากการจัดการดินและปุ๋ยอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ช่วยให้จัดการดินและปุ๋ยได้ถูกต้อง และลดต้นทุนการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

จาก: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=123598&NewsType=1&Template=1
อ่าน:470 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
58.10.90.194: 2553/02/20 10:47:38
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลางกระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ
ดังนั้น แนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งการส่งออกและนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ โดยการส่งออกในปี"49 ส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 4,842.26 ตัน มูลค่า 37.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 39.2% และ 32.0% แต่การส่งออกปุ๋ยอินทรีย์นั้นยังมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์อาจมีปัญหาในด้านสุขอนามัย ทำให้ประเทศผู้นำเข้าบางประเทศเข้มงวดในการตรวจสอบ รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ไม่สะดวกในการขนส่ง

ส่วนการนำเข้าในปี"49 นำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 2,039.84 ตัน มูลค่า 15.37 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 70.7% และ 15.8%

ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ถ้าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้ 1.ปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในปริมาณต่ำ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบกับปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลสำหรับพืชหรือเพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีจึงต้องใช้ในปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้อบรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองจากวัสดุในไร่นา รวมทั้งเลือกชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้ให้เหมาะสมกับพืชและดินในแต่ละพื้นที่

2.การควบคุมมาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากมายในปัจจุบัน มีทั้งแบบเม็ด ผง และน้ำ ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีคุณภาพต่ำ ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุอาหารหลัก ดังนี้ เพื่อเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์
กรมวิชาการเกษตรจึงออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง "ประกาศมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร พ.ศ.2548" ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องคือ เพื่อควบคุมมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์และเพื่อไม่ให้พ่อค้าปุ๋ยอินทรีย์เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

ข้อมูลจาก: http://www.raidai.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1167
อ่าน:872 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
117.47.129.84: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
ราคาคุยกันได้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณปุ๊ก 085-0005379//043-343731
คุณชาญ 085-0096909//043-343731
อ่าน:654 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย ต้องการลงสินค้า
58.10.90.248: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย ต้องการลงสินค้า
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย

หากท่านต้องการนำปุ๋ยมาวางจำหน่ายหรือจัดโปรโมชั่น ที่ศูนย์กระจายสินค้าฟาร์มเกษตร ติดต่อได้ที่คุณปิยะมาศ ตามหมายเลขโทรศัพท์ด้านล่าง หรือหน้าติดต่อเราบนเว็บไซต์นี้

เว็บไซต์หลักทางด้านการเกษตรของเราที่: FarmKaset.BlogSpot.com (http://farmkaset.blogspot.com)

ทางเราต้องการข้อมูล รายละเอียด ของปุ๋ย ทุกยี่ห้อ ต้องการข้อมูล ผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายของสินค้าของท่าน ราคา และโปรโมชั่น แผนการตลาด และข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เท่าที่ท่านสามารถให้เราได้

ฟาร์มเกษตร มีแผนการกระจายสินค้า โดยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เราเชื่อมั่น ในศักยภาพของเรา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการกระจายสินค้าสู่พื้นที่ และมีความมั่นใจ ในแผนการตลาดของเราว่า จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในท้องฐิ่น และกลุ่มเป้าหมาย ที่บริโภคข่าวสาร บนเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ อย่างเช่นคุณ ที่เจอข้อมูลของเราบนเว็บไซต์นี้

เรามีความรู้พื้นฐาน ในการประชาสัมพันธ์ ด้วย Information Technology การทำให้ Search Engine รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว (SEO: Search Engine Optimize) ส่งผลให้ สินค้าที่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา ได้เผยแพร่ข้อมูล แก่ผู้บริโภค ทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง

เรามีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม โดยเกิดมาในครอบครัว ที่เป็นเกษตรกร ที่ทำธุรกิจส่วนยางพารา สวนปาล์ม สวนเงาะ สวนกาแฟ และสวนทุเรียนในภาคใต้, และการทำนาข้าว ในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เรามีพื้นฐาน และผู้สนับสนุนข้อมูลความรู้ทางด้าน IT โดย ทีมจัดทำที่มี Certify ด้าน IT ประกอบไปด้วย
4gumpa.com ที่ http://www.4gumpa.com/about_us/index.aspx
และที่ปรึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศโดย
www.NextProject.net

จึงมั่นใจได้ว่า เราสามารถที่จะเป็นช่องทาง ให้พาร์ทเนอร์ของเรา ได้กระจายข้อมูลสินค้า สู่ผู้บริโภค ได้อย่างทั่วถึง และทางเรามีความยินดี เป็นอย่างยิ่ง ที่จะพูดคุยกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือให้คำแนะนำ

ส่งข้อมูลมาที่: piyamas_w@hotmail.com, 4gumpa.com@gmail.com

หรือติดต่อคุณ ปิยะมาศ (ปริม)
โทร: 0894599003, 0865225497
อ่าน:441 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา
58.10.90.77: 2563/06/19 17:33:43
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา

จีน-บราซิล ทำปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังเกษตรกรแห่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น กระเทือนถึงตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ต้องขึ้นราคาตาม หลังธาตุอาหารหลัก NPK ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีในราคาที่แพงขึ้น 10% เปิดช่อง ปุ๋ยอินทรีย์ เกรดต่ำ/ปุ๋ยปลอมออกอาละวาด โก่งราคาขายเกษตรกรแพงขึ้นถึง 2,000-3,000 บาท/ตัน ในขณะที่ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดได้

นายยุคเลศร์ อุ่นใจ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา ปุ๋ยเคมี ในตลาดโลกได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปกติ "แม่ปุ๋ย" ที่เป็นธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน (N) มักจะมีความผันผวนทางราคาค่อนข้างสูง แต่ฟอสฟอรัส (P) กับโพแทสเซียม (K) ราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ปรากฏว่า ปีนี้ภาวะราคาธาตุอาหารหลักทุกตัวผันผวนสูงเหมือนกันหมด ทำให้ผู้ค้าปุ๋ยประเมินแนวโน้มตลาดปุ๋ยเคมีได้ยากลำบากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ตามปกติ ประเทศอินเดีย-บราซิล จัดเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ใช้ปุ๋ยรายใหญ่ แต่ละปีมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 40-50 ล้านตัน/ปี มาปีนี้ทางจีน-บราซิลได้เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนทางราคาค่อนข้างสูงนั้น ประกอบกับผลกระทบจากราคา น้ำมันแพง ทำให้มีการปรับค่าระวางขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นเกษตรกรไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อปุ๋ยในราคาแพงกว่าปีที่ผ่านมามากกว่า 10%

"แม้ว่าปีนี้ปุ๋ยจะมีราคาแพงขึ้น แต่ปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีภายในประเทศก็ไม่ได้ปรับลดลง เกษตรกร ส่วนใหญ่ต่างห่วงกังวลว่าจะหาซื้อปุ๋ยเคมีไม่ได้มากกว่าเนื่องจากเกษตรกรเล็งเห็นบทบาทสำคัญของปุ๋ยเคมีว่าเป็นสิ่งจำเป็น สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน มูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา" นายยุคเลศร์กล่าว

ด้านนายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หลังจากปุ๋ยเคมีปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น เกษตรกร บางส่วนได้พยายามลดต้นทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แต่ทางกรมวิชาการเกษตรกลับพบว่า มีผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพต่ำบางราย ได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรหลงเข้าใจผิดว่า สินค้าดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและขายในราคาสูงถึง 5,000-7,000 บาท/ตัน ซึ่งเข้าขายหลอกลวงประชาชนเพราะ ความจริงสินค้าปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปไม่ควรเกิน 3,000-4,000 บาท/ตัน

มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ไม่สามารถควบคุมดูแลการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ได้เพราะ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับดังกล่าวมีอำนาจควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเพียงชนิดเดียว อย่างไรก็ตามขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2550 ได้ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ซึ่งจะทำให้กรมวิชาการเกษตร สามารถควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าต้องมาขึ้นทะเบียนขออนุญาตผลิตกับกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งยังครอบคลุมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกคาดว่า จะมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต่ำกว่า 200 ราย

นายศักดิ์เกษมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ระบุให้ การควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอยู่ภายใต้ คณะกรรมการปุ๋ย ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับ พ.ศ.2550 ฉบับปรับปรุงแก้ไข จะเปิดโอกาสให้เกษตรกร-เอกชน ที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจปุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ผู้ประกอบการค้าปุ๋ย เข้ามามีส่วนร่วมเป็น คณะกรรมการปุ๋ย เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ ในการควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคาดว่า จะก่อให้เกิดความสะดวกต่อการค้าและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ใช้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2550
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv04221150&day=2007-11-22§ionid=0203
อ่าน:987 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
2294 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 229 หน้า, หน้าที่ 230 มี 4 รายการ
|-Page 229 of 230-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 | 181 | 182 | 183 | 184 | 185 | 186 | 187 | 188 | 189 | 190 | 191 | 192 | 193 | 194 | 195 | 196 | 197 | 198 | 199 | 200 | 201 | 202 | 203 | 204 | 205 | 206 | 207 | 208 | 209 | 210 | 211 | 212 | 213 | 214 | 215 | 216 | 217 | 218 | 219 | 220 | 221 | 222 | 223 | 224 | 225 | 226 | 227 | 228 | 229 | 230 |
ขายเม็ดยางพารา
Update: 2554/07/22 11:34:27 - Views: 957 | Ans: 1
ขาย แป้งมันสำปะหลัง คุณภาพดี (ส่งออกในและต่างประเทศ)
Update: 2557/10/30 04:29:20 - Views: 2356 | Ans: 0
จำหน่ายกล้ายางพารา
Update: 2556/01/24 14:16:41 - Views: 2158 | Ans: 0
จำหน่าย-เปิดจองต้นกล้าปาล์มน้ำมัน Tenera Yangambi พร้อมใบรับรอง ประจำปี2554
Update: 2563/06/24 07:53:44 - Views: 4454 | Ans: 1
จำหน่าย-เปิดจองต้นกล้าปาล์มน้ำมัน Tenera Yangambi พร้อมใบรับรอง ประจำปี2554
ขายสวนยาง 33 ไร่ อ.เดชอุดม(เจ้าของขายเอง)
Update: 2554/08/24 03:35:13 - Views: 3517 | Ans: 0
ขายยางตาเขียว 600 
Update: 2554/06/24 08:29:30 - Views: 9120 | Ans: 9
ขายยางตาเขียว 600 
ขายยางพารา RRIT 408(984) พันธุ์เดียวเท่านั้น และเปิดให้จองได้แล้ว
Update: 2556/04/23 16:30:22 - Views: 2836 | Ans: 0
ขายยางพารา RRIT 408(984) พันธุ์เดียวเท่านั้น และเปิดให้จองได้แล้ว
จำหน่ายยางพาราชำถุง ต้นกล้ายางพารา เบี้ยยางพารา พันธุ์ RRIM600 ปี 54
Update: 2563/06/30 07:40:19 - Views: 4377 | Ans: 7
จำหน่ายยางพาราชำถุง ต้นกล้ายางพารา เบี้ยยางพารา พันธุ์ RRIM600 ปี 54
ขาย KUBOTA L3001DT เครื่องDI พร้อมผานหน้า 4X4 + ราคา 129,000บาท Tel 081-7046462
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1958 | Ans: 1
ขาย KUBOTA L3001DT เครื่องDI พร้อมผานหน้า 4X4 + ราคา 129,000บาท Tel 081-7046462
จำหน่ายก้อนเห็ดนางฟ้าภูฐาน 
Update: 2555/07/23 11:43:26 - Views: 3644 | Ans: 0
จำหน่ายก้อนเห็ดนางฟ้าภูฐาน 
© FarmKaset.ORG