[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ พรภิรมย์ มาพระลับ, ศุกร์ 10 กรกฎาคม 2563 14:36:04, เลขจัดส่ง SMAM000199673
คุณ ชัชชัย ทิมกลับ, ศุกร์ 10 กรกฎาคม 2563 12:43:35, เลขจัดส่ง SMAM000199672
คุณ โรจน์ จันทร์ทอง, ศุกร์ 10 กรกฎาคม 2563 11:14:03, เลขจัดส่ง SMAM000199674
คุณ เฉลียว ทิพย์อักษร, พฤหัสบดี 09 กรกฎาคม 2563 20:24:33, เลขจัดส่ง SMAM000199671
ด.ต.นิล ยงไร่นา , พฤหัสบดี 09 กรกฎาคม 2563 11:57:09, เลขจัดส่ง จัดส่งจากโรงงานถึงบ้านลูกค้า
คุณ กฤศ ภูธนวิวรรธน์, พุธ 08 กรกฎาคม 2563 21:37:39, เลขจัดส่ง SMAM000199494
ด.ต จรูญ ไพบูลย์, พุธ 08 กรกฎาคม 2563 19:24:01, เลขจัดส่ง SMAM000199495
คุณ ทรงวุฒิ มณีรัตน์, อังคาร 07 กรกฎาคม 2563 16:47:37, เลขจัดส่ง SMAM000199306
คุณสมเชษฐ์ บุญขวัญ , อังคาร 07 กรกฎาคม 2563 15:30:07, เลขจัดส่ง SMAM000199310
คุณราชัน สังเว, อังคาร 07 กรกฎาคม 2563 14:44:01, เลขจัดส่ง SMAM000199319
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
คาดหมายสถานการณ์ วันที่ 18-24 มกราคม 2551
202.183.252.154: 2553/02/20 10:47:38
คาดหมายสถานการณ์ วันที่ 18-24 มกราคม 2551
คาดหมายสถานการณ์
วันที่ 18-24 มกราคม 2551
การคาดหมายลักษณะอากาศตามแผนที่ผิวพื้นวันที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 07.00 น.
(ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา)

ในระยะนี้ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค. มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้นและมีหมอกหนาเพิ่มมากขึ้นในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. ทำให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างและคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง หลังจากนั้นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง 
อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.เป็นต้นไป 
ข้อควรระวัง   ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย 
ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ ในระยะ 7 วันข้างหน้า 
 
ภาคเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีหมอกในตอนเช้า อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเพิ่มความระมัดระวังโดยเปิดไฟหน้ารถเพื่อเป็นที่สังเกต สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผล เกษตรกรควรให้น้ำอย่างพอเพียง เพราะหากขาดน้ำจะทำให้ดอกและผลอ่อนร่วงหล่น การติดผลลดลง     
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค.อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และในช่วงวันที่ 20-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า เนื่องจากระยะนี้มีหมอกหนาในบางพื้นที่ ดังนั้นจึงควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ในช่วงนี้สภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังการเกิดอัคคีภัย โดยทำแนวกันไฟรอบพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย รวมทั้งควรดับไฟให้สนิททุกครั้งหลังใช้งาน    
 
ภาคกลาง     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็น และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า สำหรับบริเวณที่มีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่าปกติ ผู้ขับขี่ยานพาหนะควรใช้ความระมัดระวัง เกษตรกรควรวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช 
   
ภาคตะวันออก     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็นทางตอนบนของภาคกับมีลมแรง และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกในตอนเช้า ผู้ที่สัญจรบนท้องถนนควรใช้ความระมัดระวังขณะอยู่ในบริเวณที่มีหมอกหนา สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผลอ่อน เกษตรกรควรดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอ เพราะหากขาดน้ำจะทำให้การติดผลลดลง อนึ่ง ควรระมัดระวังโรคทางเดินอาหารที่อาจระบาดในช่วงนี้     

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองกระจาย และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ทางตอนล่างของภาคตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ บริเวณตอนบนของภาคอากาศแห้ง สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะแตกใบอ่อน เช่น ทุเรียน และมังคุด เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรต่างๆซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบและยอดอ่อนเสียหาย ส่วนทางตอนล่างของภาคซึ่งมีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ต่อไป ส่วนชาวสวนยางพาราควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่นโรคหน้ากรีดยาง และโรคราสีชมพู โดยดูแลบริเวณสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวน อนึ่ง ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง บริเวณเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งควรระมัดระวังความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว ส่วนชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง 
   
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)     
       คำพยากรณ์ รวมอยู่ในส่วนของ ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)แล้ว   


ข่าวเตือนภัยศัตรูพืชระบาดประจำวันที่  14-20 มกราคม 2551 

โรคไหม้ข้าว 
ในช่วงนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังระวังโรคไหม้ข้าวระบาดเนื่องจากจะมีหมอกลงในช่วงเช้าทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ ใช้พันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคและใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ ซึ่งสภาพดังกล่าวเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ระบาดในระยะต่างๆซึ่งจะระบาดได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอและออกรวง ถ้าเป็นในระยะคอรวง ในขณะที่ข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราสาเหตุของโรคนี้เข้าทำลายเมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นกับข้าวในระยะแก่ใกล้เก็บเกี่ยว คอรวงจะมีรอยแผลช้ำสีน้ำตาล ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหาย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไหม้ ขอให้เกษตรกรที่จะปลูกข้าวปฏิบัติ ตามคำแนะนำของ กรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้
1     สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอถ้าพบอาการของโรคไหม้ข้าวควรให้ปฏิบัติดังนี
1.1 .  ใช้เชื้อบีเอส (บาซิลลัส  ซับทีลิส   ฉีดพ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก
1.2 . ใช้เชื้อเชื้อไตรโครเดอร์มาอัตรา 1 กก./ น้ำ 200 ลิตรฉีดพ่น
2 .ถ้ามีความจำเป็นให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายขยายเป็นวงกว้างออกไปสำหรับสารเคมีที่ใช้ได้แก่  อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี  ผสมน้ำ 20 ลิตร บลาสติซิดิน-เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 10-16 กรัม ผสมน้ำ 20ลิตร  ควรพ่นในแปลงข้าวที่มีประวัติว่าเคยมีโรคระบาดมาก่อน  การใช้สารเคมีฉีดพ่นซ้ำกันหลายครั้ง  เชื้อราจะต้านทานสารเคมีหรือดื้อยา  ดังนั้น  เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อต้านทานสารเคมี  จึงควรเลือกใช้สารเคมีบางชนิดฉีดพ่นสลับกัน  ทั้งนี้ในการใช้สารเคมีควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึง ความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้และสภาพแวดล้อม
ในฤดูถัดไป
1.หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในเดือน พฤศจิกายน  - ต้นเดือนธันวาคม เพราะข้าวจะอยู่ ในระยะคอรวง ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไหม้ สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกข้าวคือ กลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ช่วงที่หลีกเลี่ยงควรปลูกพืชบำรุงดินได้แก่พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว  เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับข้าวในฤดูต่อไป   และยังตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืชได้อีกด้วย
2.ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ ได้แก่ กข 9  กข 11  กข 21  สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90  และคลองหลวง 1 
3.เชื้อไตรโครเดอร์มาที่เจริญบนเมล็ดธัญพืช อัตรา 1 กิโลกรัม /น้ำ 200 ลิตร / เมล็ดข้าว 500กก.ขยำเอาสปอร์ออก และคลุกเมล็ดข้าวนำไปแช่บ่มเตรียมปลูก 
4.ไม่ควรหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อับลม เป็นตัวส่งเสริมให้เชื้อราแพร่กระจายและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้ตามคำแนะนำของราชการ 
5.ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง วิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้างแต่จะช่วยไม่ให้ข้าว อ่อนแอต่อโรค 
6.เพิ่มปริมาณซิลิก้าให้แก่ต้นข้าว เพื่อต้านทานต่อโรค โดยใช้ปุ๋ยหมักและแคลเซี่ยม 
7. นอกจากการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีการต่างๆแล้ว อาจใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์ เช่น เบโนมิลผสมกับไธแรมหรือคาร์ซูก้าไมซิน คลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือแช่เมล็ดในสารละลายเคมีนาน 24 ชั่วโมง ก่อนปลูก

http://www.moac.go.th
อ่าน:385 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลง
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลง
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติในการพัฒนาข้าว

ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตรว่า การลงนามในครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านข้าวของหน่วยงานทั้งสองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างมีระบบและสอดคล้องกัน โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งอธิบดีของทั้ง 2 หน่วยงานจะผลัดกันเป็นประธานและดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี โดยในวาระแรก นายทรงศักดิ์  วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นประธาน 

สำหรับสาระสำคัญในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงานที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม มี 6 ประเด็นด้วยกัน คือ 

1. การประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งสอง ได้แก่ สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว กับส่วนส่งเสริมการผลิตข้าว สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ของกรมส่งเสริมการเกษตร 

2. การบริหารแผนงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวและชาวนา 

3. การสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน โดยสนับสนุนการขยายเมล็ดพันธุ์  วัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิตรวมถึงงบประมาณตามโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการศูนย์ข้าวชุมชนที่มีอยู่เดิมและจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างประสิทธิภาพ

4. การรับรองแหล่งผลิตข้าวตามระบบจัดการคุณภาพ (GAP) โดยมีการตรวจรับรองแปลงเกษตรกร ออกหนังสือรับรอง จัดการอบรมให้ความรู้ จัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร ตามระบบGAP และการให้คำปรึกษา 

5. การเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าวและภัยธรรมชาติ โดยมีการประเมินสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวระดับภูมิภาคและระดับประเทศ 

6. ระบบข้อมูลและรายงาน โดยกรมการข้าวจะมีหน้าที่นำข้อมูลด้านข้าวและชาวนาจากระบบจัดเก็บของกรมส่งเสริมการเกษตรมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการผลิตและดำเนินการในกิจกรรมโครงการ รวมทั้งมีหน้าที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีการผลิตข้าว
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:696 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างเกษตรกรเป็นแนวร่วมตั้งเป้า 1 แสนคนต่อปี รองรับการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 2 แสนไร่ในปี 2552
    
นายรุ่งเรือง  อิศรางกูร  ณ อยุธยา  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “เกษตรอินทรีย์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก” ว่า ขณะนี้ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีเพิ่มมากขึ้นถึง 20 %/ ปี  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งมูลค่าการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ของโลกในปี 2549 สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายยังสูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปถึง 20 – 30 %  ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไทยยังมีสัดส่วนน้อยมาก  จากตัวเลขในปี 2549 มีพื้นที่เพาะปลูก 140,963 ไร่ หรือร้อยละ 0.103 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น และเมื่อเทียบกับประเทศจีนและอินเดียพบว่า ประเทศไทยยังเติบโตช้ากว่ามาก  โดยพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 71 ของโลกจากจำนวน 85 ประเทศที่มีการจัดอันดับ

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2548 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 970 ล้านบาท โดยส่งไปจำหน่ายที่สหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก  ส่วนสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกเป็นหลัก ได้แก่ ข้าวอินทรีย์  ขณะที่ผัก และผลไม้ ก็เพิ่งเริ่มได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีอัตราการเติบโตที่เร็วก็ตาม 

นายรุ่งเรือง กล่าวต่อไปอีกว่า  กระทรวงเกษตรฯ พยายามเร่งผลักดันการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องในการทำเกษตรอินทรีย์ และการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่มุ่งทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองเป็นหลัก และผลผลิตก็ไม่ได้มีหน่วยงานมาตรวจรับรองมาตรฐาน เนื่องจากเป็นการผลิตที่มุ่งบริโภคในครัวเรือน แต่เมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้มีเครือข่ายและมีการผลิตเหลือการบริโภคก็ต้องมีการจำหน่ายเป็นการค้า ก็จำเป็นจะต้องทำให้เกิดระบบและมีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร ในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เข้าไปเชื่อมโยงและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย โดยผ่านปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปี 2550 ที่มีการสนับสนุนปราชญ์ชาวบ้านรวม 40 ศูนย์ พัฒนาเกษตรกรได้กว่า 23,000 คน และในปี 2551 จะสนับสนุนให้เพิ่มขึ้นเป็น 129 ศูนย์ครอบคลุมเกษตรกร 75,000 ราย เพื่อให้การผลิตที่ได้จากกลุ่มเกษตรกรรายย่อยมีมาตรฐานรองรับสามารถเข้าสู่ตลาดในซุปเปอร์มาเก็ตได้

นอกจากนี้  การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในภาพรวม ยังได้มีการจัดตั้งอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ขึ้นประกอบด้วยองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นเจ้าภาพหลักในการเชื่อมโยงส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน รวมถึงยังได้ร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ปี 2551 – 2552 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 6 ด้านประกอบด้วย 1. ด้านมาตรฐานและระบบการรับรองที่ต้องได้รับการยอมรับในระดับสากล 2. ด้านการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรเครือข่าย 3.ด้านระบบเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาด 4. ด้านการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การตลาด 5. ด้านการวิจัยและพัฒนา และ 6. ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความชัดเจนขึ้น เป็นรูปธรรม และสามารถขยายพื้นที่เป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ให้เป็น 2 แสนไร่ได้ในปี 2552
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:606 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
จุดเริ่มต้นในสมัยโบราณ

การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในดินแดนแถบ Fertile Crescent โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศซีเรียและตอนใต้ของอิรักในปัจจุบัน เมื่อช่วงประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล คนในสมัยนั้นเริ่มมีการคัดเลือกพืชอาหารที่มีลักษณะตามความต้องการเพื่อนำไปเพาะปลูก

ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ระบบเกษตรกรรมขนาดเล็กได้แพร่เข้าไปสู่อียิปต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งปรากฏหลักฐานในการขุดค้นแหล่งโบราณคดี Mehrgarh ในภูมิภาค Balochistan จนถึงเมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ในอียิปต์เริ่มมีการทำเกษตรกรรมขนาดกลางบนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และในช่วงเวลานี้ในภูมิภาคตะวันออกไกลก็มีการพัฒนาทางเกษตรกรรมในรูปแบบเฉพาะตน โดยจะเน้นเพาะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชผลหลักมากกว่าข้าวสาลี

From: http://th.wikipedia.org
อ่าน:389 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ-กทม. ผุดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติ
58.10.90.8: 2558/10/24 17:22:56
เกษตรฯ-กทม. ผุดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติ
 เกษตรฯ-กทม. ผุดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง” เพิ่มพื้นที่สีเขียวกลางกรุง 21 ไร่ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้-รวบรวมพันธุ์ไม้ผล 36 ชนิด 216 พันธุ์ หวั่นหมู่บ้านจัดสรรกลืนวิถีชีวิตชาวสวน “บางขุนนนท์” ดั้งเดิมเลือนหาย
    
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดสวนอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยได้สร้างสวนสาธารณะพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ ในแขวงบางขุนนนท์ เขตตลิ่งชัน เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์พรรณพืชเขตร้อน ทั้งพันธุ์ไม้ผลและพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 36 ชนิด จำนวน 216 พันธุ์ 

“นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่กรุงเทพฯแล้ว สถานที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะไม้ผล ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านพรรณพืชเขตร้อน ซึ่งมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวสวนไม้ผลดั้งเดิมแบบบางขุนนนท์  ตลอดจนช่วยปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไปให้เกิดความรักในทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย” ศ.ดร.ธีระ กล่าว

ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ได้เร่งบูรณาการงานร่วมกัน เพื่อให้สวนดังกล่าวเปิดใช้งานได้โดยเร็ว โดยได้เร่งจัดหาต้นพันธุ์ไม้ผลนำมาปลูกในแปลง มีทั้งพันธุ์ไม้ผลดั้งเดิม พันธุ์ไม้ผลหายาก และพันธุ์ไม้ผลเศรษฐกิจ อาทิ ทุเรียน ได้แก่ พันธุ์ก้านยาว  ขุนนนท์  จำปาใน ทองใหม่ ทองหยิบ นกหยิบ นมสด หางสิงห์  เหลืองทอง อีลีบนายทิพย์ ชะนี หมอนทอง กระดุม กำปั่นขาว กำปั่นตาเพชร กระเทย  จอกลอย กบเล็บเหยี่ยว กบหัวล้าน กบซ่อนกลิ่น กบงู       กบแม่เฒ่า กบตาขำ อีลวง และทองย้อยฉัตร เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีกระท้อน ได้แก่ พันธุ์เม็ดในไหว อีล่า ทับทิมสยาม นิ่มนวล พันธุ์ชมพู่ ได้แก่ มะเหมี่ยว มะเหมี่ยวขาว เพชรสายรุ้ง สาแหรก ซาลาเปา สีนาค แขกดำ สากเบือ พันธุ์มะม่วง ได้แก่ อกร่อง พราหมณ์ขายเมีย ตากล่ำ แก้มแดง ตับเป็ด แก้วลืมรัง แม่ลูกดก  ทวายใหญ่  มันขุนศรี พิมเสนมัน  เจ้าคุณทิพย์ น้ำดอกไม้สีทอง พญาเสวย พันธุ์ลิ้นจี่ ได้แก่  เขียวหวาน ค่อมไฟไหม้ กระโถนท้องพระโรง กะโหลกใบเตา กะโหลกใบอ้อ ไทยใหญ่ สำเภาแก้ว ค่อมหอมลำเจียก  และยังมีพันธุ์ไม้ผลอีกมากมาย เช่น ลำไย ละมุด มะไฟ กล้วย และอื่นๆ ขณะเดียวกันยังมีการจัดทำข้อมูลประวัติพรรณไม้และข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ในเรือนหอพรรณไม้ผลซึ่งเป็นเรือนปั้นหยาไม้สัก พร้อมจัดทำป้ายแปลงและป้ายชื่อพันธุ์ไม้ต่างๆ ให้ทราบด้วย

ทั้งนี้ บางขุนนนท์ในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ  ซึ่งผลไม้หลายชนิดมีคุณภาพดี รสชาติยอดเยี่ยมและมีชื่อเสี่ยงโด่งดังไปทั่วประเทศ ผลไม้ที่โดดเด่นได้แก่ ทุเรียนพันธุ์บางขุนนนท์ ก้านยาว หมอนทอง กบ และทุเรียนพันธุ์กำปั่น  นอกจากนี้ยังมีไม้ผลที่มีชื่อเสียงอีกหลายชนิด เช่น กระท้อนห่อ  มะปราง มะยงชิด มะม่วง ลิ้นจี่ แต่ปัจจุบันสภาพพื้นที่สวนแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดไป กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรขึ้นมาแทนที่ ทำให้พันธุ์ไม้ผลที่เคยโด่งดังในอดีต กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ และวิถีแบบชาวสวนไม้ผลดั้งเดิมของบางขุนนนท์นับวันจะลางเลือนหายไป.
    
   วันที่ : 17/January/2008

จาก: www.moac.go.th
อ่าน:726 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด 
58.10.90.155: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด 
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด หวั่นกระทบผลผลิตปาล์มในประเทศที่จะออกสู่ตลาดช่วงมีนาคม พร้อมสร้างโอกาสกระตุ้นการบริโภคน้ำมันรำข้าว เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค  
    
  ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร เปิดเผยว่า  ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงปริมาณการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าในส่วนของปริมาณการผลิตปาล์มที่กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่ามีปริมาณการผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศนั้น แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาน้ำมันปาล์มบริโภคที่สูงขึ้น จึงได้มีข้อสรุปร่วมกันที่จะมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มต่างประเทศจำนวนไม่เกิน 3 หมื่นตัน เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือนร้อน ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องปกป้องราคาน้ำมันปาล์มดิบของเกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาปาล์มดิบอยู่ที่ 6.50 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเข้าน้ำมันปาล์มให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม หรืออย่างช้าที่สุดภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตปาล์มที่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งมาตรการนำเข้าปาล์มถือเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้น และจะมีการนำเข้าเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น จึงไม่น่าจะกระทบต่อผลผลิตปาล์มและราคาน้ำมันปาล์มของเกษตรกร 

                                นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงแนวทางในการเพิ่มปริมาณความต้องการการบริโภคน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค  เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน โดยเฉพาะน้ำมันรำข้าว ที่สามารถใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการบริโภคน้ำมันรำข้าวอยู่ประมาณ 5 % ของส่วนแบ่งตลาด  ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มมีถึง 60 %  ดังนั้น หากมีการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนให้หันมาบริโภคน้ำมันรำข้าวเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันรำข้าวซึ่งมีศักยภาพเพียงพอต่อการรองรับความต้องการของตลาด ขณะนี้ราคาน้ำมันรำข้าวปัจจุบันอยู่ที่ 42 บาท/ลิตร ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มซึ่งอยู่ที่ 41 บาท/ลิตร

                                ด้านนายมณฑล  เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือได้ว่าราคาปาล์มอยู่ในระดับที่ดีและมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายโครงการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยจากงบประมาณกองทุนน้ำมัน และจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่เกษตรกรนำไปลงทุน ก็คาดว่าจะสามารถไปสู่เป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม 2.5 ล้านไร่ใน 5 ปี ได้ไม่ยากนัก  
 
    
  วันที่ : 16/January/2008  
from: http://www.moac.go.th
อ่าน:407 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน 
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน 
 ไทยหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการนำร่องเพื่อระบบ การสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน  
    
                                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการดำเนินงานโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวของภูมิภาคอาเซียน  กับสาธารณรัฐประชาชนจีน  ญี่ปุ่น  และสาธารณรัฐเกาหลีว่า  ตามที่โครงการนำร่อง               เพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East  Asia  Emergency Rice  Reserve : EAERR)  จะจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ ครั้งที่ 9  ขึ้นในระหว่างวันที่  24 - 25  มกราคม  2551  ณ   เมืองเซียะเหมิน  สาธารณรัฐประชาชนจีน  ดังนั้นทางคณะกรรมการฯ  จึงได้หารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุมดังกล่าว   โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น  คือ  1)  ร่างข้อตกลง ASEAN Plus Three  Emergency Rice  Reserve (APTERR)  ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องแหล่งกำเนิดข้าว  เนื่องจากญี่ปุ่นและเกาหลีเสนอให้ตัดเรื่องแหล่งกำเนิดข้าวออก  แต่จากการหารือในครั้งนี้   ที่ประชุม มีมติให้คงเรื่องดังกล่าวไว้   พร้อมทั้งยืนยันว่าข้าวที่จะนำมาใช้ในโครงการสำรองข้าวต้องเป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวในประเทศอาเซียน+3  และไทยไม่สนับสนุนให้มีการนำข้าวจากนอกภูมิภาคอาเซียนมาใช้ในการบริจาค  เนื่องจากกังวลว่าข้าวจากนอกภูมิภาคอาจจะเป็นข้าวที่ไม่มีคุณภาพ  และการกระทำดังกล่าวอาจจะทำลายโครงสร้างของชาวนาในภูมิภาคอาเซียนเพราะจะทำให้ราคาข้าวในภูมิภาคมีราคาถูกลง  ดังนั้น ประเทศไทยจึงเสนอให้ประเทศผู้บริจาคพิจารณาซื้อข้าวจากใน             พื้นที่มาใช้ในการบริจาคเพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งแล้ว  ยังเป็นการส่งเสริมชาวนาในประเทศดังกล่าวให้มีแหล่งจำหน่ายข้าวเพิ่มขึ้นด้วย  ซึ่งแนวคิดดังกล่าวของไทยได้รับการสนับสนุนจากประเทศสมาชิกจำนวนมาก  ยกเว้นเกาหลีและญี่ปุ่น  ดังนั้น  จึงจำเป็นจะต้องมีการเจรจาต่อไปเพื่อหาข้อยุติที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกประเทศ    2)  การจัดหาสถานที่ตั้งองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    เนื่องจากโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก  จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    จึงจำเป็นต้องมีสถานที่ตั้งองค์กร

ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง   และจากการหารือ  ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ไทยเสนอตัวเป็นสถานที่ตั้งองค์กรถาวรของระบบการสำรองข้าวในเอเซียตะวันออก    พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารวบรวมข้อมูลด้านความพร้อมและศักยภาพของไทยเพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการพิจารณาต่อไป 
 
    
  วันที่ : 15/January/2008  

จาก http://www.moac.go.th
อ่าน:353 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนสิรินธร
203.152.57.5: 2563/06/24 10:15:26
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนสิรินธร
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร ภายในเดือน ก.ย. 51 ได้ที่ทำกินครบทุกครัวเรือนๆ ละ 15 ไร่ พร้อมเปิดทางเลือกสร้างอาชีพ

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวแล้วจำนวน 2,299 ราย ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจริง จำนวน 2,274 ราย ปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้จัดตั้งศูนย์จัดหาที่ดินทำกินโครงการสิรินธร(จ.ก.ส.)ขึ้น 2 ศูนย์ พร้อมประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อจัดซื้อที่ดินในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร สิรินธร บุณฑริก นาจะหลวย เดชอุดม โขงเจียม ตระการพืชผล ตาลสุม ม่วงสามสิบ ทุ่งศรีอุดม และนาเยีย เพื่อนำมาจัดสรรให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ ราคาไร่ละไม่เกิน 32,000 บาท

ปัจจุบันมีราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมาเสนอขายที่ดินให้โครงการฯแล้ว จำนวน 795 ราย รวมเนื้อที่กว่า 16,086.06 ไร่ มีทั้งที่ดินที่มีโฉนด ที่ดินที่มี น.ส.3 และ น.ส.3ก จากการสำรวจความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ พบว่ามีความสนใจในที่ดินที่เสนอขาย 299 ราย เนื้อที่ 3,675 ไร่ ขณะเดียวกันยังมีการจับคู่แมชชิ่ง(Matching)ระหว่างผู้เสนอขายที่ดิน 153 ราย กับผู้ได้รับผลกระทบ 234 ราย เนื้อที่ประมาณ 2,880.31 ไร่ด้วย ซึ่งคณะกรรมปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.)อุบลราชธานีได้อนุมัติจัดซื้อที่ดินไปแล้ว 367 แปลง เนื้อที่ 7,633 ไร่ รองรับผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 643 ราย

ด้านนายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ส่วนที่เหลือ ส.ป.ก.จะเร่งจัดหาที่ดินและจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้ราษฎรผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครบโดยเร็ว คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2551 นี้ ซึ่งหลังจากจัดราษฎรลงแปลงแล้ว จะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ สปก.4-01ค ให้ พร้อมเร่งฟื้นฟูอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่เดือดร้อน โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของราษฎรเป็นหลัก

“เบื้องต้นคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินฯ ได้วางกรอบและกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตร สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากการจัดซื้อที่ดินของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะมอบกลับคืนให้ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละรายในรูปโครงการแผนพัฒนาที่ดิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัว สามารถดำรงชีพอยู่ได้และมีความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ” นายสถิตย์พงษ์ กล่าว

วันที่ : 15/January/2008

http://www.moac.go.th
อ่าน:425 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน ของ สตีฟ จ็อบส
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
การปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน ของ สตีฟ จ็อบส
อ่านแล้วชอบมากเลยเอามาฝากครับ

สตีฟ จ็อบส (CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio)

ถอดความโดย : กิตติ สิงหาปัด

เป็นการปาฐกถาพิเศษที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อเดือนมิถุนายน
ผมไปอ่านพบบทความนี้ในนิตยสาร Fortune ฉบับ September 5, 2005
ฟอร์จูนไดเขียนในข้อความโปรยก่อนบทความว่า

ปกติการปาฐกถาพิเศษ
ในวันรับปริญญามักจะเป็นอะไรที่ฟังสบาย ๆ แล้วก็ผ่านไป
แต่ปาฐกถาพิเศษของ Jobs ที่ Stanford ครั้งนี้ถือว่าไม่ธรรมดา
เพราะหลังจากวันนั้นก็คนพูดถึงอย่างมากมาย
ไม่เฉพาะในหมู่บัณฑิต ของสแตนด์ฟอร์ดเท่านั้น
แต่มีการโพสตเข้าไปในเวบไซด์ต่างๆ ส่งอีเมลให้คนรู้จักอ่าน
ถกเถียงในเวบล็อก คนที่ไม่ไดอ่านก็ถามหากันมาก
จนฟอร์จูนต้องเอามาตีพิมพแม้จะผ่านมาแล้วถึง 4 เดือนก็ตาม



" ผมรู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีรับปริญญา
ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง่จบปริญญาครับ
จะว่าไปแล้วการมาที่นี่ในวันนี้ถือว่าทําใหผมได้อยู่ใกลกับคําว่าไดปริญญามากที่สุด
วันนี้ผมอยากจะบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตผมให้ฟัง สามเรื่อง
เป็นแค่เรื่องของชีวิตผมเองเท่านั้น
จริง ๆ นะครับ ไม่ไดเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

เรื่องแรก... เป็นเรื่องของการมองเส้นทางเดินของชีวิตที่ผ่านมา
ซึ่งมันเป็นคล้าย ๆ การต่อเชื่อมจุดให้เป็นรูปร่าง
ผมดร็อปจากมหาวิทยาลัย Reed หลังจากเข้าเรียนไดเพียง 6 เดือน
แตก็ยังเตร็ดเตร่อยูในมหาวิทยาลัยอีก 18 เดือน ก่อนที่จะออกมาจริง ๆ
ถามว่าทําไมผมถึงดร็อป ...

บางทีเรื่องนี้อาจจะเริ่มมาตั้งแต่ผมยังไมเกิดด้วยซ้ําไป
แมของผมเป็นสาวรุ่นที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยและไม่ได้แต่งงาน
เธอตั้งใจว่าจะยกผมให้คนที่ต้องการเด็กรับไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
เธอมีเงื่อนไขในใจที่ค่อนข้างแรงกล้าว่า
จะยกผมให้กับคู่สามีภรรยาที่ต้องจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น

ตอนแรกผูที่จะรับผมไปอุปการะนั้นเป็นคู่ของทนายความกับภรรยา
แต่ปรากฏว่าตอนผมคลอดนั้น ทั้งสองก็เกิดเปลี่ยนใจกะทันหันว่าอยากได้เด็กผู้หญิง
ผมก็เลยมาเป็นลูกของพ่อแม่ผมในขณะนี้
ตอนนั้นท่านทั้งสองอยูในรายชื่อถัดไปที่ต้องการรับเด็กไปเลี้ยง
พอคู่ของทนายปฏิเสธ ก็เลยมาถึงคิวของทาน แตปัญหาก็คือ..พอแมผมไม้ได้จบมหาวิทยาลัย

ในหนแรกแมผมจะไม่ยอม แต่สุดท้ายก็ยอม
เพราะพ่อแมผมให้สัญญาว่าจะส่งผมเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อผมโตขึ้นอย่างแน่นอน

17 ปต่อมาผมก็ได้เข้ามหาวิทยาลัยจริง ๆ แต่ผมดันไปเลือกมหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงพอ ๆ กับที่นี่
ด้วยเงินเก็บของพ่อแม่ผมซึ่งท่านก็เป็นคนระดับทํางานธรรมดา
หมดไปกับ่เห็นว่า มันจะคุ้มกับค่าเล่าเรียนยังไง
ผมไม่รูว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี และมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ทางออกกับผม

ผมใชเงินที่พ่อแมสะสมมาทั้งชีวิตหมดไปในหกเดือนที่ Reed
ในที่สุดผมตัดสินใจดรอปโดยมั่นใจว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจริง ๆ
ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างกลัว แตเมื่อมองกลับไป
การตัดสินใจดรอปเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
การดรอปทําใหผมไม่ต้องเรียนวิชาบังคับที่ผมไม่ชอบ
แต่ในขณะเดียวกันกลับทําใหผมไดเข้าเรียนวิชาที่ผมสนใจ

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมดนะครับ
ผมไม่มีหอพัก ต้องสิงในห้องของเพื่อน ผมต้องเก็บกระป๋องโค้กไปคืนที่ร้าน
เพื่อเอาเงินมัดจํากระป๋องละ 5เซ็นต ไปซื้อข้าวประทังชีวิต
และทุก ๆ วันอาทิตยผมต้องเดินข้ามเมืองถึง 7 ไมล
เพื่อที่จะไดกินอาหารดี ๆซักมื้อที่โบสถ์พราหมณ
และมีหลายอย่างที่ผมอาจจะก้าวพลาดไปโดยบังเอิญเพราะความอยากรูอยากเห็น
หรือโดยสัญชาตญาณ ได้ให้บทเรียนที่มิอาจประเมินค่าได้กับผม

ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังซักเรื่อง
มหาวิทยาลัย Reed ในตอนนั้นอาจจะเรียกไดว่ามีคอร์สสอนการออกแบบตัวอักษร (calligraphy)
ที่ดีที่สุดในอเมริกาก็ว่าได ป้ายหรือโปสเตอรต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย
จะถูกออกแบบอย่างสวยงาม
ผมตัดสินใจเข้าเรียนวิชานี้ เนื่องจากไม่ต้องลงเรียนวิชาปกติ
หลังจากดรอปไว ผมได้เรียนรูตัวอักษร serif และ sans serif
ได้รู้เรื่องการจัดวางช่องไฟ การผสมผสานตัวอักษรขนาดต่าง ๆ กัน
ให้งานออกมาดูดีที่สุด มันเป็นอะไรที่บ่งบอกถึงความสวยงาม มีที่มาที่ไป
และมีศิลปะแบบที่วิทยาศาสตรก็สอนเราไมได มันสุดยอดจริงๆ

แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในแมคอินทอชเครื่องแรก
นั่นแหละวิชาที่เรียนตอนดรอปถึงช่วยได้จริง ๆ

ทุกท่านคงเห็นเครื่องแมคฯ ที่มีตัวฟอนทที่สวยงาม

ในตอนนั้นแล้ว เราก็คงไม่มีเครื่องแมคอย่างที่เราเห็นในวันนี้
และความจริงก็คือถ้าวินโดวส์ไม่ลอกเราในวันนั้น
พีซีในยุคปัจจุบันก็จะไม่มีตัวฟอนท์อย่างนี้ก็ได

ทั้งหมดเกิดขึ้นไดเพราะผมลงเรียนวิชาคัดลายมือครั้งนั้นทีเดียวจริง ๆ
แน่นอนครับว่าเราคงไม่สามารถต่อเชื่อมจุดเปนรูปร่างไดเมื่อผมอยูที่ Reed
แตเมื่อตอนสิบปีผ่านไปทุกอย่างก็เห็นได้ชัด

ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่สามารถต่อจุดใหเป็นรูปร่างไดโดยการมองไปข้างหน้า
เราจะทําไดก็ต่อเมื่อนึกถึงเวลาเราเชื่อมจุดเป็นรูปต่าง ๆ
ถ้าเราเอากระดาษปิดจุดที่เราต่อมาแล้วเราจะต่อไปข้างหน้าไม่ถูก)
ฉะนั้นขอให้เชื่อว่าจุดต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้นอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราในวันข้างหน้า

เราต้องเชื่อในอะไรซักอย่างไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่น ตั้งใจ ชะตาชีวิตหรือกรรมอะไรก็ได
วิธีคิดแบบนี้ไม่ทําให้ผมผิดหวังท้อแท แต่กลับสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย

เรื่องที่สอง... ที่จะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความรักและการสูญเสียครับ
ผมโชคดีที่ได้พบกับสิ่งที่ผมรักที่จะทําตั้งแต่วัยหนุ่ม

วอซ (StephenWozniak ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple) กับผม
เริ่มทําคอมพิวเตอรแอปเปิลกันที่โรงรถของพ่อแมผมตอนผมอายุ 20
เราทํางานกันอย่างหนัก ภายในระยะเวลา 10 ป
แอปเปิลที่เริ่มจากเราสองคนในโรงรถเติบโตขึ้น มีสินทรัพยถึง 2,000 ล้านเหรียญ
มีพนักงานกวา 4,000 คน
เราเพิ่งสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือ แมคอินทอช ตอนผมเพิ่งย่างสามสิบ
แตผมกลับถูกไล่ออก

หลายคนอาจสงสัยว่าผมถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งมาได้ยังไง
คือเมื่อแอปเปิลเริ่มเข้าที่และเติบโต
เราก็หาคนที่เราคิดว่าเก่งมาร่วมบริหาร
แรกก็ไปได้ดี แต่พอซักพักัวิสัยทัศน์เราก็เริ่มไม่ตรงกัน
หนักเข้าก็กลายเป็นความขัดแย้ง และในที่สุดคณะกรรมการบริหารก็เลือกข้างเขา
และผมก็เป็นฝ่ายต้องออกมาเป็นการออกที่คนรู้กันทั่วไปใหญ่โต
สิ่งที่เป็นหัวใจในชีวิตของผมมลายหายไป ชีวิตผมเหมือนไม่เหลืออะไรเลย



ช่วงนั้นผมไม่รู้ว่าจะทําอะไรอยู่หลายเดือน
ผมรู้สึกว่าผมได้ปล่อยให้ความเป็นเจ้าของกิจการหลุดลอยไป ทั้ง ๆ ที่มีโอกาส
ช่วงหลังผมได้พบกับ David Packard (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง HP)
และ Bob Noyce (หนึ่งใน ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel) เพื่อขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น

คนทั่วไปมองว่านี่เป็นความล้มเหลวของผม
จนผมคิดจะออกจากธุรกิจไอทีนี่แล้ว
แต่แล้วผมก็รู้สึกว่าเริ่มคิดอะไรบางอย่างได
ผมยังรักในสิ่งที่ผมทํา สิ่งที่เกิดขึ้นที่แอปเปิล
ไม่ได้ทําให้ความรักของผมกับคอมพิวเตอร์ลดลงแม้แต่น้อย
ถึงผมจะถูกปฏิเสธ แตผมก็ยังรักมัน ผมจึงตัดสินใจเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนั้นผมอาจจะยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แตถ้ามามองตอนนี้ การออกจากแอปเปิล
กลับถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม
กลับถูกแทนที่ด้วยการที่ไม่มีอะไรต้องเสียจากการที่เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม
ผมกลายเป็นคนที่จะไม่มั่นใจกับอะไรมากจนเกินไป
และที่สําคัญ มันเป็นการปลดปล่อยตัวเอง
ให้เข้าสู่ช่วงที่ถือว่ามีพลังสร้างสรรค์มากที่สุด
ช่วงหนึ่งของชีวิต


ในช่วง 5 ปหลังจากนั้นผมเริ่มทําบริษัทใหมชื่อ NeXT และอีกบริษัทหนึ่งคือ Pixar
และพบรักกับหญิงสาวคนที่เปนภรรยาผมตอนนี้
Pixar ได้ผลิตหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นดืวยคอมพิวเตอร์เรื่องแรกของโลก คือ Toy Story
และปัจจุบันนี้ Pixarก็เป็นสตูดิโอที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในโลก
และเหตุการณซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญอีกจุดหนึ่งก็มาถึง
แอปเปิลซื้อกิจการ NeXT และผมก็กลับแอปเปิล
และสิ่งที่ผมสร้างไวที่NeXT ก็กลายมาเป็นหัวใจของแอปเปิลในยุคฟื้นฟู
และผมก็ไดแต่งงานกับ Laurene

"ผมค่อนข้างมั่นใจว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าผมไม่ถูกไล่ออกจากแอปเปิล
ถือว่าเป็นการให้ยาที่แรงสุด ๆ แต่ก็ถือว่าถูกกับคนไข
บางทีชีวิตก็เล่นกับเราแรง แต่ขออย่าเสียความเชื่อมั่นศรัทธา
ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทําใหผมก้าวหน้ามาถึงวันนี้ได ก็เพราะผมรักในสิ่งที่ผมทํา
พวกคุณต้องค้นหาว่าคุณรักอะไร ความจริงมันก็คล้าย ๆ กับการหาแฟนซักคนนั่นแหละ
จะว่าไปแลทางเดียวที่จะนงานที่ยิ่งใหญมีความหมาย

และการที่จะทําใหการทํางานที่ยิ่งใหญให้ประสบความสําเร็จก็คือ
การรักในสิ่งที่ทํา ...
ถ้าตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็จงค้นหาต่อไป อย่าเพิ่งหยุด
คุณจะรู้ไดด้วยใจคุณเองเมื่อคุณค้นพบมัน และมันจะทําให้เราดีขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้นจงค้นหา ต่อไป"

เรื่องที่สาม... ที่จะเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตาย
เมื่อตอนอายุ 17 ผมอ่านเจอคําพูดของคน ๆหนึ่งพูดไว้ว่า
 “ ถ้าคุณใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ สักวันคุณจะดีขึ้นแน่นอน”
ผมประทับใจมาก และตลอด 30 ปตั้งแต่นั้นมา
ผมจะมองกระจกและถามตัวเองทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของผม
ผมอยากทําอะไร และวันนี้จะทําอะไรบ้าง
ถ้าเมื่อไหรก็ตามที่คําตอบออกมาว่าไม่รู้จะทําอะไรติดต่อกันหลายๆ วัน
ผมรู้ว่าผมต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว

การระลึกอยู่เสมอว่าเราต้องตายเร็ว ๆนี้เป็นอาวุธที่สําคัญที่สุดที่ผมใช
ในยามต้องตัดสินใจเรื่องสําคัญ ๆ ในชีวิต
เพราะเกือบจะทุกอย่างไม๋ว๋าจะเป้นความคาดหวังต๋าง ๆ จากคนภายนอก ความภาคภูมิใจ
การกลัวการเสียหน้า หรือล้มเหลว ล้วนแต่ไม่เป็นสาระทั้งสิ้น
เมื่อเราต้องเผชิญกับความตาย มันทําให้เรานึกถึงแต่สิ่งที่เป็นแก่น
เป็นความสําคัญที่สุดเท่านั้น

การระลึกว่า คุณกําลังจะตายเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลุดพ้น
จากความคิดที่กลัวการสูญเสียอะไรบางอย่าง
ชีวิตคุณมีแต่ตัวนี่ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรที่ไม่เดินตามความฝันของตัวเอง

เมื่อปีที่แล้วผมไปตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง หมอทําสแกนผมราว เจ็ดโมงครึ่ง
และเห็นชัดว่ามีก้อนเนื้อที่ ตับอ่อน
ผมเองไม่รูแม้กระทั่งว่าตับอ่อนคืออะไร
หมอบอกว่าเท่าที่ดูแล้วค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ไม่มีทางรักษา
และบอกว่าผมน่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 3-6 เดือน
หมอแนะนําว่าให้กลับบ้านและจัดการอะไรต่าง ๆ ให้เรียบร้อย
พูดแบบชาวบ้านก็คือหมอบอกให้ไปเตรียมตัวตายนั่นเอง
มันหมายความว่าคุณต้องรีบคุยกับลูกในสิ่งที่คุณคิดว่าจะคุยในอีกสิบปีข้างหนา
หมายความว่าต้องเตรียมสิ่งต่างๆ ไว้ให้ครอบครัวเมื่อคุณต้องจากไป
และหมายความความว่าคุณต้องลาโลกนี้ไปแล้ว

ผมอยู่กับความรู้สึกว่าเป็นมะเร็งและต้องตายเร็ว ๆนี้ทั้งวัน
จนกระทั่งตอนเย็นหมอต้องตัดเอาเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์อีกครั้ง
หมอใชกลองสองภายในสอดผานลําคอ ผานกระเพาะ ลงลําไสเล็ก
และใชเข็มเล็ก ๆ เจาะกอนเนื้อเล็ก ๆ ในตับออนออกมาตรวจ
ตอนนั้นผมถูกวางยางสลบอยูแตภรรยาผมบอกภายหลังวา
เมื่อหมอตรวจเนื้อเยื่อผานกลองจุลทรรศนอีกครั้งหนึ่งก็พบวา
ผมเปนมะเร็งแบบที่พบไดนอยมาก
คือ เปนชนิดที่รักษาไดดวยการผาตัด
และผมก็เขารับการผาตัดรักษาจนหายดีแลวในตอนนี้

นี่ถือวาเปนการเขาใกลความตายมากที่สุดของผม
และผมก็หวังวามันจะรักษาสถิติที่ใกลที่ สุดไปอีกหลายสิบปขางหนา
ดวย การที่ผมผานชวงเวลานั้นมาไดก็ทําใหผมเลาใหพวกคุณฟงไดอยางเต็มที่
ไมใชเพียงแคความคิดเชิงหลักการอยางเดียว

ไมมีใครอยากตายหรอกครับ แมแตคนที่อยากไปสวรรคก็ไมตองการตายเพื่อที่จะไปถึงที่นั่น
แต ทุกคนตองตายครับ ไมมีใครหลีกพนความตายได
และมันก็ควรจะเปนอยางนั้น
เพราะผมถือวา ความตายนาจะเปนสิ่งประดิษฐที่ดีที่สุดของชีวิต
ความตายทําใหชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง
มันเปนการกําจัดคนเกาเพื่อเปดทางใหคนใหม
ตอนนี้คนใหมคือพวกคุณทั้งหลาย และจะคอย ๆ แกไปใน
ที่สุดและจะถูกกําจัดไป ขอโทษที่ผมอาจจะพูดอะไรที่เปนนิยายไปหนอย แตก็เปนความจริงนะครับ

ชีวิตของพวกคุณมีจํากัดครับ จงอยาเสียเวลาใชชีวิตอยูบนชีวิตของคนอื่น
อยาตกอยูในหลุมพรางของความเชื่ออะไรบางอยาง
ซึ่งทําใหเราดํารงชีวิตอยูบนความคิดของคนอื่น
อยาใหความคิดของคนอื่นมากดความตองการที่แทจริงภายในใจของเรา
สิ่ งที่สําคัญนะครับ จงมีความกลาหาญที่จะกาวเดินตามสิ่งที่หัวใจเราเรียกร้อง
ซึ่งตอนนี้อาจจะรู้แล้วว่าคุณต้องการเป็นอะไร อย่างอื่นเป็นเรื่องรองทั้งสิ้น


ตอนผมหนุ่ม ๆ มีสิ่งพิมพที่เรียกว่า The Whole Earth Catalog ซึ่งได้รับความนิยมมากในยุคนั้น
คนที่ทํามันขึ้นมาชื่อ Stewart Brand ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี่เท่าไหร
คือที่ Menlo Park ใน Whole Earth Catalog มีบทกวีดี ๆเพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตเยอะ
ตอนนั้นเป็นช่วงปลายทศวรรษ 1960 กอนที่จะมีพีซี
เพราะฉะนั้นนิตยสารนี้จึงทําขึ้นด้วยพิมพ์ดีดมือ กรรไกร และกล้องโพลารอยด
 มันก็คล้าย ๆ กับ Google ฉบับหนังสือนั่นแหละ
คือเกิดก่อน Google 35 ป มันเป็นอะไรที่อุดมคติ มีคําสอน ข้อคิดเตือนใจดี ๆ มากมาย

Stewart ออก Catalog หลายฉบับแต่ทุกอย่างก็ย่อมมีจุดสิ้นสุด
มาถึงฉบับสุดท้ายเมื่อราวกลาง ทศวรรษ 1970 ซึ่งตอนนั้นผมก็อายุเท่า ๆ กับพวกคุณนี่แหละ
ในปกหลังของฉบับสุดท้ายนี่เป็นรูปถ่ายถนน ในชนบทยามเชา
เป็นภาพที่หลายคนคงเคยสัมผัส ถ้าเผื่อเป็นคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยว
ด้านล่างของภาพเขียนวา “Stay Hungry. Stay Foolish”
มันเป็นเหมือนการกล่าวอําลาของพวกเขาด้วย
“จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอจงเป็นคนที่โง่อยูเสมอ” เป็นสิ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองตลอดเวลา
และในโอกาสที่พวกคุณจะจบการศึกษาออกไปเผชิญโลกกว้าง
ผมขอให้พวกคุณจงเป็นคนที่ Stay Hungry และ Stay Foolish .."

ขอบคุณครับ
อ่าน:447 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ชาวนาภาคอีสานแห่พัฒนา “ข้าวหอมมะลิ 105”
58.10.90.61: 2553/02/20 10:47:38
ชาวนาภาคอีสานแห่พัฒนา “ข้าวหอมมะลิ 105”
ชาวนาภาคอิสานแห่ร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพ “ข้าวหอมมะลิ105” เพียบ เกษตรฯเร่งบูรณาการพัฒนาให้ทันฤดูปลูกปี 51 เป้าหมายกว่า  2 แสนไร่  พร้อมดันเข้าสู่แปลง GAP นำร่อง 2,000 ราย ส.ป.ก.เตรียมเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ยืมลงทุนผลิตสินค้าข้าว วงเงิน 400 ล้านบาท

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ร่วมกับกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งขับเคลื่อนโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้ความร่วมมือไตรภาคี ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และยโสธร ขณะนี้มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ซึ่งฤดูปลูกข้าวปี 2551 นี้ คาดว่าจะสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิได้ทันและครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จำนวน 200,000 ไร่ เกษตรกรไม่น้อยกว่า 20,000 ราย

เบื้องต้นได้เตรียมผลักดันเกษตรกรในโครงการฯ ให้เร่งพัฒนาแปลงปลูกข้าวเข้าสู่ระบบการผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม(GAP) นำร่อง 2,000 ราย โดย ส.ป.ก.จะจัดตั้งศูนย์เรียนเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ ประมาณ 1,000 ศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าว พร้อมวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ ซึ่งในเบื้องต้น  กรมพัฒนาที่ดิน  กรมชลประทาน  และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จะร่วมกันบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น  โดยอาจขุดบ่อน้ำ  50 ไร่  ในพื้นที่  เพื่อทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตาม ฤดูปลูกข้าวปีนี้เกษตรกรในโครงการฯ ทั้งหมดต้องเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่ 100 % ซึ่งกรมการข้าวพร้อมที่จะสนับสนุนข้าวหอมมะลิพันธุ์คัดกว่า 3,000 ตัน ให้เกษตรกรไปปลูกเพื่อตัดปัญหาข้าวพันธุ์อื่นปนเปื้อน จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและตรงตามความต้องการของตลาดด้วย

“นอกจากนี้ห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร หรือเซ็นทรัลแล็ป(CENTRAL LAB) ยังจะเข้ามาสุ่มตรวจพันธุ์ข้าว สุ่มตรวจสอบตัวอย่างดินและวิเคราะห์สารพิษตกค้างด้วย เพื่อช่วยพัฒนาและยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิในโครงการฯ ให้มีคุณภาพ และเพิ่มจุดแข็งให้กับสินค้าข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันการส่งออกข้าวได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมที่มีมูลค่าการส่งออกปีละ 80,000-100,000 ล้านบาท”  ศ.ดร.ธีระ

ทางด้านนายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้เตรียมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อัตราร้อยละ 1 ต่อปี  ไว้ให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินกู้ยืมไปลงทุน วงเงินรวมทั้งสิ้น 850   ล้านบาท ในส่วนของการผลิตสินค้าข้าว ส.ป.ก.ได้กำหนดวงเงินกู้ไว้ประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจที่จะกู้เงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเกษตรกรในโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105 ยื่นขอกู้เงินเข้ามาแล้วประมาณ  280 ล้านบาท เหลือวงเงินกู้ยืมอีกประมาณ 120 ล้านบาท

“การส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยปรับโครงสร้างการผลิตข้าวของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินรายแปลงให้สามารถผลิตสินค้าข้าวได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยทางด้านอาหาร(Food Safety)  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรับซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดเครือข่ายการผลิตเชื่อมโยงกับตลาด  และนำไปสู่การขยายช่องทางการส่งออกข้าวในอนาคต” นายอนันต์ กล่าว

ข้อมูลจาก: http://www.moac.go.th
อ่าน:344 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2294 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 229 หน้า, หน้าที่ 230 มี 4 รายการ
|-Page 228 of 230-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 | 181 | 182 | 183 | 184 | 185 | 186 | 187 | 188 | 189 | 190 | 191 | 192 | 193 | 194 | 195 | 196 | 197 | 198 | 199 | 200 | 201 | 202 | 203 | 204 | 205 | 206 | 207 | 208 | 209 | 210 | 211 | 212 | 213 | 214 | 215 | 216 | 217 | 218 | 219 | 220 | 221 | 222 | 223 | 224 | 225 | 226 | 227 | 228 | 229 | 230 |
ขายที่ดิน 500 ตารางวา เยื้องสวนหลวง ร.9 ด่วน!!!
Update: 2555/12/04 22:54:25 - Views: 6320 | Ans: 0
ขายที่ดิน 500 ตารางวา เยื้องสวนหลวง ร.9 ด่วน!!!
รับผลิตไคโตซานนํ้า สารสกัดจากปลาทะเล ราคาเริ่มที่80บาท
Update: 2555/03/21 12:21:31 - Views: 2069 | Ans: 0
รับผลิตไคโตซานนํ้า สารสกัดจากปลาทะเล ราคาเริ่มที่80บาท
กากน้ำตาล 
Update: 2555/03/02 12:29:01 - Views: 4093 | Ans: 1
กากน้ำตาล 
ขายรถตัดอ้อย CAMECO ปี 99
Update: 2560/03/30 05:29:44 - Views: 15820 | Ans: 15
ขายรถตัดอ้อย CAMECO ปี 99
รถพรวนดินนั่งขับ   HONDA  ราคา : 88,000 บาท
Update: 2557/11/21 20:45:40 - Views: 1558 | Ans: 0
รถพรวนดินนั่งขับ   HONDA  ราคา : 88,000 บาท
รับซื้อกุ้งก้ามกรามเป็น ปลาบู่เป็น
Update: 2557/02/11 18:30:56 - Views: 6629 | Ans: 0
ขาย โรตารี่ 1.20 เมตร จากญี่ปุ่น ราคาถูก ติดต่อ 089-7712088
Update: 2553/02/20 10:47:48 - Views: 3727 | Ans: 0
ขาย kubota ET110 สีเดิม เครื่องสภาพเดิมๆ เครื่องสภาพสวยมาก เครื่องติดนิ่ม รับประกัน 2 เดือน 21500
Update: 2556/04/26 20:06:17 - Views: 14519 | Ans: 1
ขาย kubota ET110 สีเดิม เครื่องสภาพเดิมๆ เครื่องสภาพสวยมาก เครื่องติดนิ่ม รับประกัน 2 เดือน 21500
สุดยอดไคโตซานแห่งปี - ไคโตซานบริสุทธิ์ + สมุนไพรจากประเทศญี่ปุ่น
Update: 2554/06/28 13:37:46 - Views: 2831 | Ans: 0
สุดยอดไคโตซานแห่งปี - ไคโตซานบริสุทธิ์ + สมุนไพรจากประเทศญี่ปุ่น
เครื่องพรวนดิน YANMAR ราคา : 8,800 บาท
Update: 2563/06/18 17:33:11 - Views: 1602 | Ans: 0
เครื่องพรวนดิน YANMAR ราคา : 8,800 บาท
© FarmKaset.ORG