หน้าแรก | ตามสินค้า | เลือกซื้อ | วิเคราะห์ดิน
สั่งซื้อปุ๋ยและยาฯอินทรีย์จากเรา โทร 090-592-8614 หรือไลน์ไอดี FarmKaset นะคะ
เฟสบุ๊คเรา | สมัครตัวแทนขาย | English Version
FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ ธีรดา ใจดี , เสาร์ 06 มิถุนายน 2563 17:38:46, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ วิชานนท์ สหชัย , เสาร์ 06 มิถุนายน 2563 17:18:01, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ นิตย์ ขวัญแก้ว, เสาร์ 06 มิถุนายน 2563 09:58:00, เลขจัดส่ง SMAM000191885
คุณ จิรัชญา ผ่านพินิจ, ศุกร์ 05 มิถุนายน 2563 18:02:55, เลขจัดส่ง SMAM000191884
คุณ มานี เด่นใจดี , ศุกร์ 05 มิถุนายน 2563 17:08:03, เลขจัดส่ง SMAM000191886
คุณ สมมาตร ประชุม, ศุกร์ 05 มิถุนายน 2563 13:55:43, เลขจัดส่ง SMAM000191776
คุณ ศักดา มหิทธิวาณิชชา, ศุกร์ 05 มิถุนายน 2563 12:04:39, เลขจัดส่ง SMAM000191779
คุณ กวี เวชยันต์วิวัฒน์, ศุกร์ 05 มิถุนายน 2563 10:33:23, เลขจัดส่ง SMAM000191775
คุณ สมศักดิ์ ศิลป์เจริญทรัพย์, พฤหัสบดี 04 มิถุนายน 2563 20:53:38, เลขจัดส่ง SMAM000191778
คุณ คุณวัชรโสฬส วรรณสุทธิ์, พฤหัสบดี 04 มิถุนายน 2563 20:31:52, เลขจัดส่ง SMAM000191774
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
การเพิ่มผลผลิตข้าวนาดำ บนพื้นที่สูง ข้อมูลจาก มูลนิธิโครงการหลวง
1.46.204.116: 2563/06/06 09:40:00
ดร.จันทร์จิรา รุ่งเจริญ
นักวิชาการ สำนักวิจัย สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)

ข้าวเป็นพืชอาหารหลักและพืชทางวัฒนธรรมของชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งทุกชุมชนมีการปลูกข้าวเพื่อยังชีพ
สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรชนเผ่ากะเหรี่ยงทำนาเป็นอาชีพหลัก

การปลูกข้าวบนพื้นที่สูงมีปัจจัยหลักในการสร้างผลผลิต 2 ปัจจัย ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านพันธุกรรม และ (2) ปัจจัยสภาพแวดล้อม เนื่องด้วยบนพื้นที่สูงมีข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมค่อนข้างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมุ่งเน้นปัจจัยด้านพันธุกรรมหรือพันธุ์ข้าวที่ดี โดยทั่วไปเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพันธุ์ข้าวท้องถิ่น (Local variety) ซึ่งแต่ละชุมชนมีพันธุ์ข้าวประจำชุมชนมากกว่า 1 พันธุ์ ส่งผลทำให้เกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 2 พันธุ์ต่อฤดูกาล ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการลดความเสี่ยงจากความเสียหายของผลผลิตข้าวหากเกิดภัยธรรมชาติ เกษตรกรบางรายปลูกทั้งพันธุ์ข้าวเจ้าและพันธุ์ข้าวเหนียวในพื้นที่แปลงติดกัน เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์ข้าวจึงทำให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์กับพันธุ์ที่ออกดอกพร้อมกันหรือใกล้เคียงกัน ถึงแม้ว่าข้าวจะเป็นพืชผสมตัวแต่ก็สามารถเกิดกระบวนการผสมข้ามของข้าวได้ถึง 4% (ดังภาพ 1) ผลที่เกิดขึ้นทันทีจากการผสมข้ามพันธุ์ คือ เกิดมีเมล็ดข้าวเจ้าในเมล็ดพันธุ์ข้าวเหนียว เนื่องจากเมล็ดข้าวเจ้าจะข่มเมล็ดข้าวเหนียว ผลการปนเปื้อนของเมล็ดพันธุ์ทำให้ข้าวเกิดการปนพันธุ์ คุณภาพข้าวต่ำ เมล็ดข้าวในแปลงมีการสุก-แก่ไม่พร้อมกัน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตจึงได้ข้าวที่มีทั้งเมล็ดเหลือง เมล็ดเขียว และเมล็ดลีบปะปนกัน ส่งผลต่อเนื่องทำให้ผลผลิตข้าวเก็บรักษาได้สั้นและคุณภาพการหุงต้มลดลง

พื้นที่สูงของประเทศไทยเป็นแหล่งความหลากหลายทางพันธุกรรมข้าวที่ยังคงเหลืออยู่ในท้องถิ่นเพียงไม่กี่แห่ง การรักษาแหล่งลักษณะพันธุกรรมของข้าวท้องถิ่นไม่ให้สูญหายจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ถึงแม้ว่าบนพื้นที่สูงจะมีพันธุกรรมข้าวที่หลากหลาย แต่ก็ยังประสบปัญหาเรื่องผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำ เนื่องจากมีข้อจำกัดของพื้นที่ลาดชันสูง ที่ขาดวิธีการเขตกรรมนาข้าวที่เหมาะสม โดยเฉพาะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับใช้ปลูกในชุมชน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงทุกฤดูกาล และพันธุกรรมที่ดีของพันธุ์ข้าวท้องถิ่นถดถอยสูญหายไป และจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงบนพื้นที่สูง โดยเฉพาะการเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง การระบาด

ของโรคและแมลง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค เพื่อลดผลกระทบดังกล่าววิธีการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าด้วยระบบข้าวนาน้ำน้อยเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดการใช้น้ำในแปลงข้าวนา และลดการระบาดของโรคและแมลงที่มีน้ำเป็นตัวนำพา รวมทั้งเป็นการเตรียมการรองรับกับสภาวะการขาดแคลนน้ำในอนาคต

ข้าวนาน้ำน้อย

ระบบการปลูกข้าวนาน้ำน้อย (Li_ 2001; Bouman and Tuong_ 2001; Bouman1 et al._ 2002) เป็นแนวทางหนึ่งในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนในระบบการผลิตพืชบนพื้นที่สูง ในอดีตการปลูกข้าวนาในรูปแบบนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง เกษตรกรจัดการน้ำด้วยวิธีการขังน้ำและรักษาระดับน้ำในแปลงนาตลอดฤดูปลูกซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องใช้น้ำเป็นปริมาณมาก แต่เป็นวิธีที่ช่วยควบคุมวัชพืชในแปลงนา ต่อมาได้มีการศึกษาวิธีการลดปริมาณน้ำในระบบการผลิตข้าว ไม่ว่าจะเป็นการการลดระดับน้ำขังในแปลงนา การให้น้ำเป็นระยะ ดังเช่น ระบบการปลูกข้าวแบบประณีต (System of Rice Intensification หรือ SRI) เป็นระบบการจัดการรวมระหว่าง พืช(ข้าว) ดิน น้ำ และธาตุอาหาร(ปุ๋ย) ซึ่งอาจจะลดการใช้น้ำลงได้ 25-50% โดยที่เพิ่มผลผลิตได้ถึง 50-100% โดยปล่อยให้แปลงนาแห้งหรือให้มีน้ำน้อยที่สุด ใช้น้ำเฉพาะเพื่อให้ระบบรากของต้นข้าวละลายธาตุอาหารในดิน เพื่อนำไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของข้าว ระบบนี้จึงใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาแบบนาน้ำขัง ยิ่งกว่านั้นเนื่องจากไม่มีน้ำท่วมนาจึงไม่มีการหมักเน่าของซากพืชซากสัตว์ในนา ลดการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 20 เท่า ในช่วงที่ดินแห้งแตกทำให้รากข้าวได้รับออกซิเจนเกิดการสร้างรากใหม่เพื่อช่วยในการดูดน้ำ แร่ธาตุสู่ต้นข้าว แต่วิธีการเหล่านี้ยังมิได้ปฏิบัติอย่างแพร่หลายในเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาบนพื้นที่สูง

ผลดีของระบบนาน้ำน้อย ได้แก่

1.ความชื้นโคนกอข้าวต่ำ อุณหภูมิหน้าผิวดินสูงๆ ต่ำ ๆ ลดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

2.ต้นข้าวไม่อวบน้ำ เปลือกและลำต้นแข็ง ทนต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบ ต้านทานโรค-เเมลง

3.หน้าดินแตกระแหง ระบบรากทำงานเต็มที่ รากข้าวได้หายใจสัมผัสอากาศมากขึ้น ทำให้แตกกอดี

4.หน้าดินได้มีเวลาพักตัว ลดปริมาณน้ำในแปลงนาข้าว ช่วยลดปัญหานาหล่ม เดินทำงานในเเปลงนาได้สะดวกและไม่เสียเวลา

5.ใส่ปุ๋ยหลังจากหน้าดินแตก ปุ๋ยจะลงไปในรอยแตก (เหมือนกับการฝังปุ๋ยไว้ในดิน ทำให้รากข้าวดูดซึมสารอาหารได้เร็ว การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น)

6.การเติมน้ำลงในแปลงนา ทำให้ปุ๋ยที่อยู่ในดินละลายน้ำได้ ต้นข้าวจึงดูดซึมได้อย่างเต็มที่ เป็นผลให้ต้นข้าวแข็งแรงและโตเร็ว

7.หากมีหญ้าขึ้นระหว่างแถว ให้ถอนกำจัดหญ้าทิ้ง (ทำหลังจากปล่อยน้ำเข้านาให้ซึมเข้าหน้าดิน)

8.ต้นข้าวเจริญเติบโตทางด้านข้าง (แตกกอ) และด้านล่าง (รากลงล่าง ช่วยหากินเลี้ยงลำต้น) ต้นข้าว ไม่ล้มทำให้เก็บเกี่ยวง่าย

ข้อจำกัด

1.ไม่เหมาะสำหรับพื้นที่ดินเค็ม อาจทำให้ข้าวตายได้

2.หลังปักดำปล่อยน้ำขังในแปลง 7-10 วัน เพื่อเร่งให้ต้นข้าวตั้งตัว

3.งดเว้น การปล่อยน้ำให้แห้ง “ช่วงข้าวตั้งท้องถึงดอกบาน”

4.ปล่อยให้หน้าดินแห้งต่อก่อนการเก็บเกี่ยว 15 วัน เพื่อเร่งการสุกแก่ให้สม่ำเสมอ

5.ดินที่เหมาะ คือ ดินที่ ไม่เผาตอฟางข้าว

ที่มา : http://www.gotoknow.org/ posts/436181

ปลูกข้าวแบบประณีต

ระบบ SRI เป็นระบบการปลูกข้าวที่ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย น้ำน้อย และปุ๋ยน้อย (ดังภาพ 3) นำโดยนวัตกรรมของชาวนาในประเทศ Madagascar ในปี ค.ศ. 1980 เป็นวิธีการปลูกข้าวแบบให้น้ำพอดี ดินเพียงแค่มีความชื้น ดินจับตัวกันจนแตก การสลับการให้น้ำแต่ก็ขึ้นกับชนิดดินที่ปลูกและสภาพอากาศ การจัดการน้ำในระบบ SRI เป็นการหลีกเลี่ยงความเสียหายของราก เพิ่มการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน ช่วยทำให้ธาตุอาหารอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทำให้รากมีสุภาพแข็งแรง และรากมีการแผ่กระจาย

หลักการของระบบ SRI คือ

- ปักดำกล้าข้าวอายุน้อย (จำนวน 2-3 ใบ) ซึ่งกล้าอายุน้อยรากยังมีขนาดเล็ก เมื่อปักดำรากเกิดการฉีกขาดน้อย และเพิ่มช่วงระยะเวลาแก่ต้นกล้าข้าวในการเจริญเติบโตในแปลงผลิต

- ปักดำไม่ลึก ปักดำให้รากกระทบเทือนน้อยที่สุด ทำให้เกิดการแตกหน่อเฉพาะ primary และ secondary tiller

- ปักดำกล้าที่ระยะห่าง (30x30_ 40x40) cm เพิ่มการแตกหน่อต่อกอ เพื่อให้ได้จำนวนหน่อต่อกอสูง โรคและแมลงระบาดน้อย สะดวกในการใช้เครื่องมือในแปลงและการเดินสำรวจในแปลง

- ดินชื้นแต่น้ำไม่ท่วม

- ดินแห้งแตกสลับเปียก เป็นการเพิ่มช่องว่างอากาศหรือ O2 ในดิน ทำให้จุลินทรีย์พวก aerobic ทำงานได้ดี เนื้อดินจับตัวแน่น ทำให้ทำงานสะดวกในการปฏิบัติงานในแปลง ลดการเกิดก๊าซ CH4 แทนระบบการปลูกข้าวแบบน้ำขัง ลดการระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและหอยเชอรี่

- เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และการเตรียมดินที่ดี

การดำเนินงานวิจัยเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี

ในฤดูนาปี พ.ศ. 2555 ได้เริ่มต้นดำเนินการวิจัยการเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีโดยเน้นการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ท้องถิ่นให้บริสุทธิ์ตรงตามสายพันธุ์ กำจัดต้นพันธุ์ปน ซึ่งในปีแรกได้เน้นการกำจัดพันธุ์ปนในแปลงที่ต้องการนำเมล็ดพันธุ์ไปใช้ต่อในฤดูนาปี พ.ศ. 2556 และในขณะเก็บเกี่ยวต้องแยกเก็บระหว่างข้าวที่เป็นเมล็ดพันธุ์และข้าวที่นำไปบริโภค ป้องกันอย่าให้เกิดการปนเปื้อน

ซึ่งในฤดูนาปี พ.ศ. 2555 ดำเนินการวิจัยใน 2 พื้นที่ คือ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ทำการคัดพันธุ์ บือพื่อ มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 3 ราย และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ทาเหนือทำการคัดพันธุ์สันป่าตอง 1 มีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวน 6 ราย ผลปรากฏว่า เกษตรกรได้ดำเนินการกำจัดต้นพันธุ์ปนด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง และเก็บเกี่ยวแยกผลผลิตเมล็ดพันธุ์ออกจากข้าวบริโภค กล่าวคือ กำจัดต้นพันธุ์ปนในระยะแตกตอ ระยะโผล่รวง และระยะโน้มรวง โดยกำจัดต้นที่แสดงอาการของโรคเขี้ยวเตี้ย (ต้นแคระแกรน) โรคใบสีส้ม โผล่รวงก่อน สูงกว่าต้นอื่น ต้นข้าวที่ทรงกอ สีใบ สีดอกแตกต่างจากพันธุ์ที่ต้องการ (ดังภาพ 4) และในระยะเก็บเกี่ยว เกษตรกรเจ้าของแปลงทำการเกี่ยวข้าวแปลงเมล็ดพันธุ์เองซึ่งแยกจากการลงแขกเกี่ยวข้าวทั้งหมด

และในฤดูนาปี พ.ศ. 2556 ได้วางแผนร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเพื่อดำเนินงานวิจัยให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี ตรงตามสายพันธุ์และมีคุณภาพมากขึ้น โดยนำระบบการปลูกข้าวแบบประณีตผสมผสานกับระบบข้าวนาน้ำน้อย ซึ่งจะดำเนินทำงานวิจัยต่อเนื่องและใช้เมล็ดพันธุ์จากปี พ.ศ. 2555 ในการทดสอบของพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ทาเหนือ และเริ่มต้นงานวิจัยเพิ่ม 3 พื้นที่ คือ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม

เอกสารอ้างอิง

Bouman_ B.A.M. and Tuong_ T.P._ 2001. Field water management to save water and

increase its productivity in irrigated rice. Agricultural Water Management.

49(1) :11-30.

Bouman1_ B.A.M._ Yang X._ Wang H._ Wang Z._ Zhao J._ Wang C. and Cheng B. 2002. Aerobic rice (Han Dao): a new way of growing rice in water-short areas. Proceedings of the 12th International Soil Conservation Organization Conference_ 26-31 May_ 2002_ Beijing_ China. Tsinghua University Press. Pp. 175-181.

Li_ Y. H. 2001. Research and Practice of Water-Saving Irrigation for Rice in China.

Water-Saving Irrigation for Rice. Proceedings of an International Workshop

Held in Wuhan_China. 23-25 March 2001.

http://www.gotoknow.org /posts/436181

http://www.royalprojectthailand.com /node/1750
อ่าน:12 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
รับซื้อพริกซุปเปอร์ฮ๊อตจำนวนมาก ปลอดสารพิษเท่านั้น มียอดสั่งซื้อตลอด ทิ้งเบอร์ไว้ได้เลย
125.26.143.215: 2563/06/05 15:05:55

รับซื้อพริกซุปเปอร์ฮ๊อตจำนวนมาก ต้องปลอดสารพิษเท่านั้น ไม่ใช้สารเคมีในขั้นตอนการปลูก สนใจทิ้งหมายเลขติดต่อกลับไว้ได้เลย หากบอกราคาไว้ด้วยจะได้รับการติดต่อกลับไปก่อน

อ่าน:51770 | ความคิดเห็น:81 | แสดงความคิดเห็น
การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถช่วยยกระดับผลผลิตข้าว ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตได้
1.46.167.149: 2563/06/05 12:39:15
การเพิ่มผลผลิตข้าว ตามเขตศักยภาพการให้ผลผลิตของพื้นที่ปลูกข้าวของไทย

กรมการข้าว โดยสำนักวิจัยและพัฒนาข้าว ได้ทำการวิจัยการจัดเขตศักยภาพการผลิตข้าว ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ ประกอบการจัดการดิน ตามความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ตลอดจนทำให้ทราบขีดความสามารถในการผลิต ช่วยให้การกำหนดยุทธศาสตร์ตลอดจนวางแผนการผลิตข้าวของประเทศไทย มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เริ่มทำการวิจัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ภายใต้โครงการนำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย บุรีรัมย์ และสุพรรณบุรี และได้ขยายโครงการเป็นการศึกษาทั่วประเทศ โดยทีมงานวิจัยซึ่งกระจายอยู่ตามศูนย์วิจัยข้าวต่างๆ ทั่วประเทศ จนถึง พ.ศ. 2553 ได้สรุปผลการศึกษาและเผยแพร่ผลงานแล้วประมาณ 60 จังหวัด ดังนั้นเพื่อให้การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ พ.ศ. 2554-2556 จึงดำเนินการศึกษาในพื้นที่ที่เหลือ รวมทั้งนำผลการศึกษารายจังหวัดมาจัดทำแผนที่ศักยภาพการผลิตเป็นรายภาคและของทั้งประเทศ เพื่อประโยชน์ในการใช้วางแผนการผลิต ตั้งแต่ระดับรายแปลงจนถึงระดับนโยบาย

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวแหล่งใหญ่ของประเทศ มีความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวปานกลาง การใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับผลผลิตข้าวได้ดี ช่วยให้ได้ผลผลิตข้าวมากกว่า 550 กิโลกรัมต่อไร่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง มีความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวมาก ได้ผลผลิตสูงสุดมากกว่า 1_000 กิโลกรัมต่อไร่ ภาคเหนือตอนบน และ ภาคใต้ เป็นเขตที่มีพื้นที่ปลูกข้าวกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ไม่ติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ โดยภาคเหนือตอนบน มีความเหมาะสมต่อการปลูกข้าวมาก อย่างไรก็ดีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถเพิ่มพื้นที่ที่ให้ผลผลิตมากกว่า 550 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 75 เป็น ร้อยละ 95 ของพื้นที่ ส่วนภาคใต้ สามารถยกระดับผลผลิตของพื้นที่จาก 450-550 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นมากกว่า 550 กิโลกรัมต่อไร่ได้

โดยสรุป ผลการศึกษาโดยรวมพบว่า การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถช่วยยกระดับผลผลิตข้าว ลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวของจังหวัดในภาคต่างๆได้ ด้วยการนำความเหมาะสมต่อการปลูกข้าว มาจัดระดับความอุดมสมบูรณ์ ร่วมกับการออกสำรวจระดับผลผลิตตามที่เกษตรกรปฏิบัติ จากนั้นแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตั้งแต่การใช้พันธุ์ข้าว วิธีการปลูก การควบคุมดูแลวัชพืช โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำ และตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่า โดยเฉลี่ย สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวของประเทศ ได้สูงสุด ประมาณร้อยละ 60 ที่จังหวัดกำแพงเพชร หรือเฉลี่ย ประมาณร้อยละ 20 หากคำนวนพื้นที่ปลูกและระดับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เปรียบเทียบกับการปฏิบัติของเกษตรกร เฉลี่ย 666 กิโลกรัมต่อไร่ จะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวของประเทศได้ ประมาณ 2.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าข้าวที่เพิ่มขึ้น ฤดูละประมาณ 3 แสนล้านบาท นอกจากนี้ การจัดทำแผนที่การผลิตรายภาคและของประเทศ สามารถนำไปประกอบการวางแผนการผลิตข้าวของประเทศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

คำสำคัญ: เขตศักยภาพการผลิตข้าว ภาคกลาง ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคใต้ ผลผลิตข้าว

อ้างอิง ricethailand.go.th
อ่าน:28 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขั้นตอนการปลูกข้าวโพดหวาน วิธีปลูกข้าวโพด การให้น้ำข้าวโพดหวาน
1.46.167.149: 2563/06/05 12:19:31
วิธีการปลูกและการให้น้ำข้าวโพดหวาน

แม้ว่าการปลูกข้าวโพดหวานสามารถทำได้ตลอดปีถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอ อย่างไรก็ตามผลผลิตและคุณภาพข้าวโพดหวานอาจจะแตกต่างไปตามฤดูกาล นอกจากนี้พันธุ์บางพันธุ์อาจตอบสนองต่อฤดูปลูกแตกต่างกัน โดยทั่วไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ จะให้ผลผลิตต่ำกว่าในช่วงอื่น ๆ เนื่องจากอากาศเย็น ขณะที่การปลูกในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะได้ผลผลิตดีกว่าช่วงอื่น ๆ ไม่มีโรคราน้ำค้างระบาดและปัญหาวัชพืชซึ่งจะน้อยกว่าการปลูกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพราะผลผลิตบางส่วนอาจเสียหายได้เนื่องจากช่วงดังกล่าวฝนตกชุก อาจทำให้เกิดน้ำท่วมหรือน้ำขังในแปลงปลูกได้ง่าย โดยเฉพาะในแปลงที่มีระบบการระบายน้ำไม่ดี
การเตรียมดิน

ในการปลูกข้าวโพดหวานควรมีการเตรียมดินอย่างดี เพื่อช่วยกำจัดวัชพืชย่อยเศษซากพืชและคลุกเคล้าอินทรียวัตถุ อีกทั้งยังเป็นการทำลายโรคและแมลงบางชนิดที่เป็นศัตรูข้าวโพด โดยทั่วไปการเตรียมดินควรปฏิบัติ ดังนี้

1. ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วัน แล้วพรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว ไหล ของวัชพืชออกจากแปลงให้หมด

2. เก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์ ถ้าพบว่าดินมีความเป็นกรดต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนกลบ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 14 วัน ก่อนปลูกข้าวโพดหวาน

3. ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1_000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบ

วิธีการปลูก

เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกควรมีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.0-1.2 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ถ้าเมล็ดพันธุ์มีความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม และหยอดลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร ซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่ เนื่องจากพันธุ์ข้าวโพดหวานที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง ดังนั้นก่อนปลูกทุกครั้งต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเมตาแลกซิล อัตรา 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง สำหรับอัตราปลูกที่เหมาะสมของข้าวโพดหวานเพื่ออุตสาหกรรมการแปรรูปควรอยู่ในช่วง 8_500-11_00 ต้นต่อไร่ ซึ่งการจัดระยะปลูกสามารถทำได้โดย

1. ใช้ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร และระยะระหว่างต้น 20-25 เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดมีอายุประมาณ 10-14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม จะได้จำนวนต้นประมาณ 8_533-10_667 ต้นต่อไร่

2. ใช้ระยะระหว่างแถวและระยะระหว่างต้นเท่ากัน คือ ประมาณ 40 เซนติเมตร เมื่อข้าวโพดมีอายุประมาณ 10-14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม จะได้จำนวนต้นประมาณ 10_000 ต้นต่อไร่

การให้น้ำ

การขาดน้ำทุกระยะการเจริญเติบโตจะมีผลให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดลดลง ก่อนการปลูกเกษตรกรต้องมีการวางแผนวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมกับสภาพแปลงปลูก โดยทั่วไปการให้น้ำมีหลักปฏิบัติ ดังนี้

1. ให้น้ำทันทีหลังปลูกและหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำทุก 7-12 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วิธีการให้น้ำที่เกษตรกรปฏิบัติมีอยู่ 2 แบบ คือ ให้น้ำตามร่องคูและให้น้ำแบบพ่นฝอย (Sprinkler) ซึ่งการให้น้ำแบบพ่นฝอยควรให้น้ำแต่ละครั้งประมาณ 35-40 มิลลิลิตร ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและชนิดของดิน เช่น ถ้าดินที่ใช้ปลูกเป็นดินทรายหรือดินร่วน ควรให้น้ำถี่กว่าดินเหนียวหรือดินร่วนเหนียว เพราะดินดังกล่าวมีความสามารถในการเก็บความชื้นไว้ นอกจากนี้ในช่วงการเจริญเติบโต หากสภาพอากาศมีอุณหภูมิสูงหรือมีลมแรงก็ควรมีการให้น้ำถี่ขึ้น

2. หากพบว่าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำต้องรีบให้น้ำทันที

3. หลังการให้น้ำต้องระวังไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลงหรืออาจตายได้

4. อย่าให้ข้าวโพดขาดน้ำในช่วงการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในช่วงผสมเกสรและติดเมล็ด เพราะจะทำให้ผลผลิตและคุณภาพผลผลิตลดลงอย่างมาก ถึงแม้การขาดน้ำจะเป็นช่วงสั้น ๆ และไม่รุนแรง

5. หยุดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพดหวานประมาณ 2-3 วัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง kubotasolutions.com/ knowledge/corn/detail/313
อ่าน:21 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เพิ่มผลผลิตข้าวโพด ข้าวโพดคุณภาพดี เมล็ดเต็ม ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว แค่เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีการเพียงเล็กน้อย
1.46.167.149: 2563/06/05 10:47:22
ปรับเปลี่ยนวิธีการและแนวคิดเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ข้าวโพดที่ปลูกอยู่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

ขั้นตอนการปลูก

การเตรียมแถวปลูกโดยใช้รถไถเดินตาม เพราะจะได้แถวข้าวโพดที่สม่ำเสมอ โดยวางแนวปลูกให้หันไปตามทิศตะวันออก-ตะวันตกใช้ระยะระหว่างแถวและระหว่างต้น 50x50 เซนติเมตร และหยอดเมล็ด 3-4 เมล็ดต่อหลุม ให้เมล็ดกระจายออกจากกันเล็กน้อย โดยการหยอดเป็นแนวสลับฟันปลา อย่าหยอดวางกันเป็นกระจุกรวมกัน

เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตรหลังงอก ให้ถอนแยกเหลือหลุมละ 3 ต้น แต่ถ้าต้นสมบูรณ์ใกล้เคียงกันทั้งหมด 4 ต้นก็ให้เก็บไว้ทั้งหมดก็ได้ จากนั้นก็ให้ดูแลตามปกติ แต่ต้องมีการจัดการให้น้ำอย่างเพียงพอ เพราะการปลูกตามวิธีนี้จะทำให้มีจำนวนต้นต่อไร่เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าตัว เมื่อเทียบกับวิธีการปลูกตามปกติทั่วไป

ข้อดี : การปลูกด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้ฟักที่สองสมบูรณ์เพิ่มขึ้นเกือบทุกต้น ช่วงความสูงของลำต้นจะลดลง แต่ความยาวของใบบนนั้นจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากมีการแก่งแย่งแสงแดดกันเอง จึงทำให้ใบยืดยาวขึ้น ลักษณะนี้ เป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับต้นข้าวโพด เนื่องจากลำต้นสั้นเตี้ยลง และการปลูกหลุมละหลายต้นทำให้ระบบรากนั้นเกี่ยวสอดรัดพันกันหนาแน่น ทำให้ยึดเกาะติดกับผืนดินได้แข็งแรงขึ้นอีกมาก หมดปัญหาเรื่องต้นข้าวโพดล้มหรือหัก ส่วนการวางแนวปลูกให้หันไปตามทิศตะวันออก-ตะวันตกนั้น จะทำให้ต้นข้าวโพดได้รับแสงแดดสม่ำเสมอเท่ากันทุกต้น และการทำแปลงปลูกเป็นแนวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส จะทำให้การผสมเกสรทั่วถึง ฝักข้าวโพดที่ได้จึงมีฝักสมบูรณ์ เมล็ดเต็มฝัก ทำให้น้ำหนักและผลผลิตเพิ่มขึ้นไปด้วย

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

1. ก่อนหยอดเมล็ดพันธุ์ต้องหว่านปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 หรือ 16-20-0 ไร่ละ 25-50 กิโลกรัม

2. เมื่อข้าวโพดอายุได้ 30 วัน ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมยูเรีย หรือสูตร 25-7-7 อัตราไร่ละ 25-50 กิโลกรัม และไถดินกลบโคน

การดูแลรักษา :ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ผสมสูตร 15-15-15 อัตราไร่ละ 20-30 กิโลกรัม ใส่ก่อนที่จะเก็บเกี่ยว
ข้าวโพดประมาณ 10-12 วัน

การให้น้ำ : ใช้น้ำตามร่องข้าวโพด ใส่ทุก 7-10 วัน หรือดูตามสภาพดิน สภาพอากาศ

การเก็บเกี่ยว: ช่วงระยะเวลาประมาณ 75 วันสามามารถหักขายได้เลย

แหล่งอ้างอิง
rakbankerd.com/agriculture/ page.php?id=5549&s=tblplant
อ่าน:20 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตดี
1.46.167.149: 2563/06/05 10:07:34
มันสำปะหลัง Manihot esculenta Crantz เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย นอกจากจะเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังได้มากเป็นอันดับที่สามของโลก รองจากประเทศ ไนจีเรีย และบราซิล ยังเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับหนึ่งของโลก และนำรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 30_000 ล้านบาท เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชของขวัญของเกษตรกรไทย เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่ายแม้ดินจะไม่ดี ทนต่อความแห้งแล้ง ปัญหาโรคแมลงมีน้อย หัวสดมีตลาดรองรับแน่นอน การขุดเก็บเกี่ยวไม่ขึ้นกับฤดูกาล สามารถจะชะลอการเก็บเกี่ยวได้

จากการสำรวจมันสำปะหลังจะเห็นได้ว่า ผลผลิตหัวมันสดเฉลี่ยต่อไร่เพิ่มขึ้นไม่มากในปี 2547/2548 2548/2549 เฉลี่ยต่อไร่ (2_749และ 2_921กิโลกรัม)

จากการสำรวจการปลูกมันสำปะหลังประจำปี 2550/2551 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 7_302_960 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 3_782 ตัน ผลผลิตรวม 27_618_763 ตัน เปรียบเทียบกับ ปีประจำปี 2549/2550 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 7_201_243 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 3_668 ตัน ผลผลิตรวม 26_411_233 ตัน

พื้นที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น 1.41% ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 3.11% และผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น 4.57% (มูลนิธิพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย_ 2550) แม้ในปัจจุบัน จะมีการขยายพื้นที่มันสำปะหลังพันธุ์ดีสู่เกษตรกรไปมากแล้วก็ตาม สาเหตุหลักเนื่องจากดินเสื่อมโทรม ทำให้ผลผลิตต่ำแม้ใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดีเนื่องจากเกษตรกรไม่นิยมปรับปรุงบำรุงดิน

การเพิ่มผลผลิตโดยรวมของประเทศ จึงมาจากการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นมากกว่า ในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่เพิ่มขึ้นนั้น เกษตรกรสามารถทำได้ 3 วิธีร่วมกันคือ

- การจัดการดินดี
- การใช้พันธุ์ดีที่เหมาะสมกับดินและพื้นที่
- การปฏิบัติดูแลรักษาดี

ก็จะช่วยให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ปัญหาของเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังคือ ดินเสื่อมโทรมจะเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง จึงจำเป็นต้องหาหนทางในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน และการบำรุงรักษาดิน และการดูแลรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้สูงอยู่เสมอ จะช่วยให้ผลผลิตหัวสดต่อไร่สูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากศักยภาพของพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ ถ้าเกษตรกรมีการปฏิบัติดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม จะทำให้ได้ผลผลิตสูงเฉลี่ยต่อไร่ 5-10 ตันต่อไร่ได้ เนื่องจากการผลิตมันสำปะหลังในปัจจุบัน แม้ราคาจำหน่ายหัวมันสดจะสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละกว่า 2.50 บาท แต่ปัจจัยการผลิตต่างๆ ก็แพงขึ้นตามตัวไม่ว่าจะราคาน้ำมัน (ดีเซล) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปุ๋ยเคมี สารกำจัดวัชพืช ค่าแรงงาน ทำให้ต้องมองหาวิธีการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี มีราคาแพงถึงกระสอบละ 1_000 กว่าบาทนั้น ต้องมองหาแหล่งปุ๋ยอินทรีย์ ที่นับวันจะหาอยากเพื่อจะนำมาใช้ทั้งโดยตรง และร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีที่ใช้อัตราต่ำลง แต่ยังคงให้ผลผลิตคุ้มกับการลงทุน

ในปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหากับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและน้ำมันิบมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การหาแหล่งพลังงานใหม่เข้ามาทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ จากวัตถุดิบทางการเกษตรที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ อย่างยั่งยืน สถานภาพวัตถุดิบที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล สามารถผลิตได้จากพืชจำพวกแป้งและน้ำตาล เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินในอัตราส่วน 20% จะได้น้ำมันที่เรียกว่า แก๊ซโซฮอล์ (Gasohol) โดยวัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศไทยที่มีศักยภาพสูงสำหรับการผลิตเอทานอลได้แก่ อ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง

จากการวิจัยและพัฒนาพบว่า วัตถุดิบที่เหมาะสมที่สุดในอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอล คือมันเส้นเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุชนิดอื่นๆ การใช้วัตถุดิบจากมันสำปะหลังจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้มันน้อยที่สุด ทั้งนี้พิจารณาถึงความสามารถและกำลังการผลิตหัวมันสำปะหลังซึ่งในปัจจุบัน ผลผลิตหัวสดมีปริมาณไม่เพียงพอในการผลิตแป้ง ในปัจจุบัน และราคาหัวมันสดที่สูงถึงกว่า 2.50 บาท จึงทำให้ส่งผลกระทบต่อการผลิตเอธานอลที่ไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจากปัญหาจำนวนผลผลิตส่วนใหญ่ใช่ในอุตสาหกรรมอาหาร จึงมีผลผลิตไม่เพียงพอในการนำไปผลิตพลังงานทดแทน หากจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นเป็นเรื่องจำเป็น

การปฏิบัติในการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตและปริมาณแป้งในมันสำปะหลัง เพื่อรองรับทางด้านพลังงานสามารถทำได้ดังนี้

1. การเตรียมดินดี ดินเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการปลูกพืช ดินที่ปลูกจะต้องมีความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสมในการปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่จะปลูกในดินร่วนปนทราย ในสภาพพื้นที่ลอนลาด เนินเขาต่างๆ ในการปฏิบัติส่วนใหญ่หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในช่วงต้นฤดูฝน ถ้าทำการปลูกต่อจะไถพื้นที่ด้วยรถไถผาล 3 หรือเรียกว่าไถดะ เพื่อไถหมักต้นและใบสดที่ทิ้งในแปลง รวมทั้งวัชพืชที่ขึ้นในแปลงโดยทิ้งไว้ประมาณ 15-20 วัน เพื่อหมักให้วัชพืชเน่าเปื่อย หากจะบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือสารปรับปรุงดิน เช่น ยิบซั่ม ก็ทำการหว่านให้ทั่วทั้งแปลง เมื่อดินมีความชื้นเพียงพอก็ทำการไถอีกครั้งด้วยรถไถผาล 7 เรียกว่าไถแปร ถ้าหากปลูกแบบพื้นราบก็ทำการปลูกได้เลยโดยการใช้เชือกทำเครื่องหมาย
ระยะปลูกให้เหมาะสมในแต่ละสภาพพื้นที่ หากในบางพื้นที่ก็ทำการยกร่องปลูกก็ขึ้นกับสภาพพื้นที่

2. ปรับปรุง และบำรุงดิน ปัจจุบันพันธุ์มันสำปะหลัง เทคโนโลยีการผลิตนั้น ประเทศไทยถือได้ว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุดประเทศหนึ่ง ในประเทศผู้ปลูกมันสำปะหลังในโลกปัจจุบัน แต่ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยคือ ปัญหาเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ต่ำ ทำให้ผลผลิตหัวสดเฉลี่ยของเกษตรและของประเทศ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำประมาณ 2.5-3.0 ตันต่อไร่ (ปี 2549/50 3.7 ตันต่อไร่) แม้เกษตรกรจะใช้มันสำปะหลังพันธุ์ที่ใหม่และให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 5-10 ตันต่อไร่ก็ตาม แต่หากไม่มีการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีก็คงจะได้ผลผลิตสูงได้ยาก

การปรับปรุงบำรุงดินเป็นสิ่งจำเป็นในการปลูกมันสำปะหลัง หากจะปลูกแล้วให้มีกำไรและให้ผลผลิตอย่างยั่งยืน ปัจจุบันเกษตรกรนิยมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้แก่ ปุ๋ยมูลไก่ มูลสุกร มูลโค หรือมูลสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่หาได้โดยใส่อัตราประมาณ 500 – 1_000 กก./ไร่ หรือปุ๋ยอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่นนอกจากนั้นยังสามารถใช้วัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานที่สามารถนำมาใช้โดยตรง เช่น เปลือกมันสำปะหลังจากโรงงานแป้งมันสำปะหลังที่ทิ้งหมักไว้แล้ว วัสดุเหลือทิ้งจากโรงงานผงชูรส เป็นต้น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดิน ต้องใส่่ในปริมาณที่มาก เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่มีปริมาณธาตุอาหารที่ต่ำ และการปลดปล่อยธาตุอาหารก็ช้า และต้องใช้เวลาในการใช้จึงจะเห็นผลจำเป็นต้องใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี
จึงจะเกิดประโยชน์และช่วยให้ผลผลิตสูงขึ้น

ในกรณีปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อทำเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินเป็นเรื่องที่ดีในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแม้ผลการทดลอง จากการใช้ปุ๋ยพืชสดร่วมกับการปลูกมันสำปะหลังได้ผลผลิตหัวสดสูงขึ้น แต่การขยายผลจากงานทดลองสู่เกษตรกรยังไม่มีการตอบรับจากเกษตรส่วนใหญ่ เนื่องจากเกษตรกรมีทุนในการปลูกมันสำปะหลังน้อยอยู่แล้ว การไถแต่ละครั้งต้องใช้ต้นทุนสูงขึ้นจึงไม่ได้รับการยอมรับ

ประภาสและคณะ ศึกษาการใช้แคลเซียมซัลเฟต (CaSo4.2H2O) หรือยิบซั่มซึ่งเป็นสารปรับปรุงดินที่มีธาตุแคลเซี่ยม(Ca) และกำมะถัน(S) เป็นองค์ประกอบหลักใส่ในการปลูกมันสำปะหลัง ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยมูลไก่ ทั้งในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนโดยในชุดดินวาริน ทำการศึกษาโดยใช้มันสำปะหลังพันธุ์ เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 72 และพันธุ์ห้วยบง 60 ส่วนชุดดินมาบบอนใช้มันสำปะหลังพันธุ์ห้วยบง 60 และพันธุ์ระยอง 5 ทั้งต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนเป็นเวลา 3 ปี

จากผลการทดลองในดินชุดวาริน ในอำเภอด่านขุนทดจังหวัดนครราชสีมา และชุดดินมาบบอนในอำเภอพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา ในการทดลองทั้งสองชุดดินที่มีสภาพเป็นดินร่วนปนทรายสามารถยกระดับผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน ก็เป็นทางเลือกที่เกษตรกรจะพิจารณาใส่ในการปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากปัญหาราคาปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงมาก

3. การวางแผนการปลูกให้เหมาะสมกับฤดูกาล

ปลูกปลายฤดูฝน
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่วงเดือนตุลาคม ไม่ควรเกินวันที่ 10 พฤศจิกายน ในภาคตะวันออกตั้งแต่เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ การปลูกมันสำปะหลัง ในช่วงปลายฤดูฝนความสม่ำเสมอในการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังจะต่ำกว่าการปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เนื่องจากการปลูกปลายฤดูฝนมันสำปะหลังจะติดแล้ง ในช่วงระยะแรกของการเจริญเติบโตอายุ 3-4 เดือน การปลูกในช่วงปลายฤดูฝนจึงแนะนำให้ปลูกในพื้นที่ดินเป็นทรายหรือร่วนปนทราย ไม่แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ดินค่อนข้างเหนียว ซึ่งเมื่อกระทบแล้งมันสำปะหลังจะตายมาก และมีในภาคตะวันออกอาจจะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนตุลาคม – มกราคม เนื่องจากสภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายและหากมีการไถดะให้ลึกเพื่อตัดเก็บความชื้นเอาไว้
จะช่วย ให้ในดินมีความชื้นและปริมาณน้ำฝนที่มากและการกระจายตัวของฝนมากกว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปลูกต้นฤดูฝน
ตั้งแต่ปลายมีนาคม – เมษายน ในฤดูฝนควรดำเนินการในช่วงเดือนพฤษภาคมให้เสร็จ หากปลูกหลังจากเดือนนี้จะมีปัญหาเรื่องวัชพืชที่มี ต้นทุนสูงที่สุดในขั้นตอนการปลูกมันสำปะหลั งยิ่งทำในพื้นที่มากๆแล้วไม่แนะนำให้ดำเนินการในช่วงเดือนนี้ ควรทำในช่วงต้นฤดูฝน

4. ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดี คือ พันธุ์ที่มีการปรับตัวในสภาพแวดล้อมต่าง ๆได้ดี สามารถงอกและมีอัตราการอยู่รอดสูง เจริญเติบโตดี สามารถคลุมวัชพืชดี ทรงต้นดี อายุการเก็บต้นพันธุ์หลังการเก็บเกี่ยวได้นาน ให้ผลผลิตหัวสดและปริมาณแป้งสูง ในพื้นที่ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังควรเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับดินที่เกษตรกรปลูกเอง ในปัจจุบันทางราชการได้แนะนำพันธุ์มันสำปะหลังประเภทปลูกส่งโรงงานอุตสาหกรรมให้เกษตรกรขยายพันธุ์ปลูกไปแล้วจำนวน 11 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ระยอง 1 ระยอง 3 ระยอง 60 ศรีราชา 1 ระยอง 90 เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 5 ระยอง 72 ห้วยบง 60 ระยอง 7 และระยอง 9 ซึ่งแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น และด้อยต่างกัน

5. การใช้ต้นพันธุ์ดี พันธุ์ที่มีคุณภาพเหมาะสมและวิธีการปลูกที่ถูกต้องผลผลิตหัวสดที่ได้จากการปลูกมันสำปะหลัง มีความสัมพันธุ์อย่างมากกับความงอกและจำนวนต้น อยู่รอดจนกระทั่งขุดเก็บเกี่ยว แต่ส่วนมากนิยมการปลูกแบบปักตรง ซึ่งได้รับผลผลิตสูงกว่า ตางอกได้เร็วกว่า การดูแลรักษาหลังการปลูก เช่น การกำจัดวัชพืช ปัญหาเรื่องแดดเผาต้นไม่มี การใส่ปุ๋ยตลอดจนการขุดเก็บเกี่ยวทำได้สะดวก การเลือกท่อนพันธุ์ที่ดี เป็นต้นพันธุ์ที่ใหม่หลังการตัดต้นพันธุ์แล้ว ควรรีบดำเนินการปลูกภายใน 1 – 2 สัปดาห์ หากขุดมันแล้ว เกิดภาวะแห้งแล้งไม่เหมาะสมในการปลูก หากจำเป็นต้องเก็บต้นไว้ปลูกหลายเดือนควรเก็บท่อนพันธุ์ตั้งไว้กลางแจ้ง ให้โคนต้นถึงพื้นดินทุกต้นและกรบโคนต้น รดน้ำให้ดินมีความชื้นโดยกองละประมาณ 500 ต้น ต้นมันสำปะหลังจะรักษาน้ำเลี้ยงคงความสดไว้ได้นานกว่า 2 เดือน ต้นพันธุ์ที่เหมาะสมควรคัดต้นที่สมบูรณ์ ตาของท่อนพันธุ์ต้องถี่ ต้นมีสีออกน้ำตาล หลีกเหลี่ยงการใช้ส่วนที่เป็นโคนต้นและปลายยอดที่มีสีเขียว รวมทั้งลำต้นที่เป็นโพรง วิธีการสับท่อนพันธุ์เป็นเรื่องที่น่าสนใจและใช้ความระมัดระวังอย่างมาก อย่าให้กระทบกระเทือนตาบนท่อนพันธุ์ และแนะนำให้สับตรงหรือเฉียงเล็กน้อย ไม่ควรสับเฉียงจนแหลมมาก นอกจากนั้นต้องตัดท่อนพันธุ์ให้มีความยาวที่เหมาะสม คือ ยาวประมาณ 20-25 ซม. การใช้ต้นพันธ์เพื่อปลูก ถ้าต้นพันธุ์มันสำปะหลังมีความยาวขนาด 1.20 เมตร จะใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 500 - 650 ต้นต่อไร่ก็ขึ้นกับพันธุ์

6. วิธีการปลูก
สำหรับการปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทยที่เกษตรกรนิยมปลูกมีด้วยกัน 3 วิธีคือ
6.1.การปลูกแบบยกร่อง
6.2.การปลูกแบบพื้นราบ
6.3.การปลูกโดยใช้เครื่องจักร

7.จัดระยะปลูกให้ถูกต้อง
ทุกสภาพดินการปลูกมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มผลผลิตสามารถกระทำได้โดยการใช้ระยะปลูกให้เหมาะสมกับชนิดของพันธุ์ที่ใช้ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน หลักในการพิจารณาโดยทั่วๆไปที่เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้คนที่มีอาชีพปลูกมันสำปะหลังสำปะหลังก็คือ “ดินเลวปลูกถี่ ดินดีปลูกห่าง” ความนิยมของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีระปลูกโดยทั่วไปเช่น ระยะ1.0 x1.0 เมตรใช้ท่อนพันธุ์ 1_600 ท่อน 1.2 x 0.8 เมตร (1_600 ท่อนปลูกระยะถี่1.0 x 0.8 เมตร (2_400 ท่อน ) ในบางครั้งจะเห็นว่าเกษตรกรนั้นปลูกระถี่กว่านี้จะใช้ระยะ 1.2 x 0.3-0.7 เมตร ขึ้นกับพันธุ์ที่ใช้ปลูก

8. การกำจัดวัชพืช
นอกจากปัญหาเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว ปัญหาวัชพืชหรือทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า “รุ่น” เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลงตลอดฤดูฝน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในการปลูกและดูแลรักษาเกิดจากการป้องกันกำจัดวัชพืช โดยเฉพาะในระยะ 1-4 เดือนแรกของการปลูกเกษตรกร
ต้องหมั่นตรวจแปลงปลูกทุก 15 วัน เพื่อแก้ปัญหาวัชพืชโดยใช้หลักป้องกันไว้ก่อน การแก้ปัญหาล่าช้า ปล่อยให้วัชพืชแข็งแรง เจริญเติบโตจนกระทั่งออกดอก จะกำจัดทำลายยากและยืดเยื้อ ใช้ต้นทุนสูง ทำให้มันสำปะหลังแคระแกรน ผลผลิตต่ำ การปลูกมันสำปะหลังในช่วงปลายฤดูฝนซึ่งตรงกับหน้าแล้ง ปัญหาวัชพืชจะไม่รุนแรง

9. การเพิ่มผลผลิตโดยการใช้ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีให้ทันเวลาหมายถึงการใส่ปุ๋ยเคมีหลังปลูก เพื่อใส่ปุ๋ยเนื่องจากพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรส่วนใหญ่ทำในพื้นที่หลายไร่ จึงจำเป็นต้องเริ่มใส่ปุ๋ยให้เร็วเพราะจะทำให้มันสำปะหลังเจริญเติบได้เร็ว สามารถคลุมวัชพืชได้เร็ว และจะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทะลายของดินซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แล้วยังจะช่วยลดการกำจัดวัชพืชได้ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้

10. ขุดเก็บเกี่ยวให้ถูกฤดูกาลในช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่วนใหญ่ขุดระหว่าง 8-12 เดือน มันสำปะหลังสังเกตุจากมันจะเริ่มทิ้งใบ โดยใช้เครื่องจักรหรือแรงงานคน ส่วนใหญ่จะเริ่มขุดในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนเมษายนเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากมันจะได้อายุครบ 12 เดือนหรือใกล้เคียง อีกช่วงหนึ่งที่มีการขุดหัวมันขายมากก็ในช่วง เดือนกันยายน-ตุลาคม หรือเรียกว่ามันที่ปลูกปลายฤดูฝน หากช่วงไหนราคามันไม่ดีหรือมีแปลงขนาดใหญ่ ที่มีการหมุนเวียนการปลูกภายในฟาร์มขนาดใหญ่ ก็ไม่จำเป็นที่จะขุดที่ 12 เดือน เป็นหลักอาจจะยืดอายุการขุดออกไปถึง 15-18 เดือนเนื่องจากอายุ ยิ่งมาก ผลผลิตก็ยิ่งสูงขึ้นก็ขึ้นกับปริมาณน้ำฝน

ข้อมูลจาก ku.ac.th/e-magazine/ oct51/agri/agri2.htm
อ่าน:24 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
การเพิ่มผลผลิตอ้อย จากตัวอย่างการศึกษา และทดลองแล้วว่าได้ผลจริง
1.46.167.149: 2563/06/05 08:44:44
เมื่อพูดถึงการทำไร่อ้อยในช่วงเวลานี้ คงต้องเน้นคุยกันเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ แต่ในปัจจุบันการเพิ่มผลผลิตโดยการขยายพื้นที่คงทำได้ยาก มีหลักการง่าย ๆ ที่สามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้โดยไม่ยาก แต่ต้องอาศัยข้อมูลพื้นฐานในพื้นที่ของตนเองประกอบกับเทคนิคต่าง ๆ อันเป็นที่ยอมรับว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้จริง ร่วมกับการจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อนำมาใช้เพิ่มผลผลิตอ้อยในพื้นที่ของตนเอง

หลักการเพิ่มผลผลิต ผลผลิตของอ้อยที่เราขายกันมีอยู่ 2 ลักษณะคือ ปริมาณ หรือน้ำหนัก และคุณภาพ หรือความหวาน แต่สิ่งที่เกษตรกรเน้นกันมากในปัจจุบัน คือ เรื่องของน้ำหนักผลผลิต

เมื่อนำองค์ประกอบผลผลิตตามเป้าหมายมาคำนวณ

จำนวนลำต่อไร่ 840×15 = 12_600 ลำต่อไร่ น้ำหนักต่อลำ = 2 กิโลกรัม

ผลผลิตเชิงปริมาณเท่ากับ 12_600 ลำ × 2 กิโลกรัม = 25 ตันต่อไร่

จะเห็นได้ว่าตัวเลขเป้าหมายนั้นสามารถทำได้จริง แต่จะทำอย่างไรให้ได้สม่ำเสมอเสมอทุกแปลงและ ต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งจะต้องอาศัยเทคนิค และการจัดการที่ดีมาใช้ ปัจจัยที่จะทำให้อ้อยเจริญเติบโต และให้ผลผลิตที่ดีนั้น ตามหลักวิชาการแล้วประกอบด้วยสองส่วน คือ พันธุกรรม (Genetic)
กับสภาพแวดล้อม (Environment)พันธุกรรม คือ ลักษณะเฉพาะของอ้อยที่ประกอบไปด้วยทั้งส่วนที่เหมือน และแตกต่างจากพืชชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ อ้อยยังมีลักษณะที่มีความหลากหลาย และแตกต่างกัน ซึ่งเราแบ่งแยกออก และเรียกว่า “พันธุ์อ้อย” นั่นเอง ดังนั้นลักษณะของอ้อยก็ไม่เหมือนกับพืชชนิดอื่น อ้อยที่ต่างพันธุ์กันก็มีลักษณะที่ต่างกัน สภาพแวดล้อม คือ ปัจจัยภายนอกที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโต และผลผลิตของอ้อย สามารถแบ่งเป็น 5 เรื่อง คือ ดิน น้ำ ธาตุอาหาร สภาพอากาศ และศัตรูพืช

ดังนั้น ขั้นตอนการเพิ่มผลผลิตอ้อยให้ได้ 25 ตันนั้น เริ่มจากการเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมพื้นฐานของตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีพันธุ์อ้อยให้เลือกหลากหลาย โดยเกษตรกรสามารถนำเอาพันธุ์อ้อยใหม่ ๆ ที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ มาทดลองปลูกในพื้นที่ของตนเองโดยแบ่งเป็นแปลงเล็ก ๆ ใช้วิธีการจัดการที่เป็นมาตรฐาน และเก็บข้อมูลเปรียบเทียบทั้งเรื่องการเจริญเติบโตและผลผลิตก็จะสามารถได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ของเรามาเป็นพันธุ์หลักในการขยายปลูกในพื้นที่ของตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็ค้นหาเทคนิค หรือ วิธีการที่จะทำให้อ้อยที่เราปลูกมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด คือ มีความชื้นเพียงพอมีดินและธาตุอาหารเหมาะสม ได้รับแสงแดดและอากาศอย่างเพียงพอ และมีศัตรูพืชรบกวนน้อยที่สุด ซึ่งควรมีการวางแผนการจัดการในทุกขั้นตอน เช่น ช่วงเตรียมแปลง ปลูก เก็บเกี่ยว และควรนำเครื่องมือมาช่วยจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของงานตัวอย่างเทคนิคที่ได้ทำการศึกษาและทดลองว่าได้ผลจริงในการเพิ่มผลผลิตอ้อย

สรุปเทคนิคการเพิ่มผลผลิตอ้อย คือ การคัดเลือกพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกัสภาพแวดล้อมพื้นฐานของแปลงที่เราจะปลูก และปรับสภาพแวดล้อมพื้นฐานให้เหมาะสมกับพันธุ์อ้อยที่เราเลือกให้ได้มากที่สุด โดยใช้ต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งนอกจากอ้อยจะเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้เต็มศักยภาพแล้ว ยังทำให้ชาวไร่ได้กำไรเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ขอบมูลจาก kubotasolutions.com/ knowledge/sugar_cane/detail/38
อ่าน:26 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ความแตกต่าง อ้อยเคี้ยว กับ อ้อยทำน้ำตาล
1.46.201.82: 2563/06/04 17:14:30
อ้อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดของไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแต่ละปีไม่น้อย ด้วยประโยชน์ของอ้อยที่ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลและพลังงานทดแทน ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยหลายล้านไร่ ให้ผลผลิตอ้อยรวมกว่าร้อยล้านตัน ซึ่งปัจจุบันมีพันธุ์อ้อยมากกว่า 200 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่ที่นิยมปลูกกันมีประมาณ 30 สายพันธุ์ โดยอ้อยที่ปลูกมี 2 ลักษณะใหญ่ ๆ ได้แก่ อ้อยเคี้ยว และอ้อยทำน้ำตาล

อ้อยเคี้ยว กับ อ้อยทำน้ำตาล แตกต่างกันอย่างไร ?

อ้อยเคี้ยว คือ อ้อยที่มีเปลือกนิ่ม ชานนิ่ม มีความหวานปานกลางถึงค่อนข้างสูง ปลูกเพื่อหีบเอาน้ำอ้อยสำหรับบริโภคโดยตรง หรือ ใช้สำหรับรับประทานสด อ้อยเคี้ยวที่นิยมปลูกกันมีหลายพันธุ์ ได้แก่

พันธุ์แรก ได้แก่ อ้อยสิงคโปร์ หรืออ้อยสำลี พันธุ์นี้มีชานนิ่มมาก ลำต้นสีเหลืองอมเขียว เมื่อหีบแล้วได้น้ำอ้อยสีสวยน่ารับประทาน

พันธุ์ที่สอง ได้แก่ พันธุ์มอริเชียส (บางครั้งเรียกมอริชาด) ลำต้นสีม่วงแดงไม่เหมาะสำหรับทำน้ำอ้อย จึงใช้สำหรับบริโภคหรือเป็นอ้อยเคี้ยวโดยตรง อ้อยพันธุ์นี้เป็นที่นิยมมาก ส่วนใหญ่ปลูกในจังหวัดราชบุรีและนครปฐม

พันธุ์ที่สาม ได้แก่ พันธุ์บาดิลาสีม่วงดำ แม้ว่าจะเป็นอ้อยเคี้ยว แต่ไม่ค่อยนิยมปลูกกันเพราะโตช้าและปล้องสั้นมาก

อ้อยทั้งสามพันธุ์นี้จัดเป็นอ้อยดั้งเดิม ซึ่งมีถิ่นกำเนิดแถบเกาะนิวกินี นอกจากนี้ก็มีอ้อยน้ำผึ้ง และอ้อยขาไก่ ซึ่งยังคงมีปลูกในที่บางแห่ง อย่างไรก็ดีอ้อยชนิดอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวนี้ก็สามารถใช้เป็นอ้อยเคี้ยวได้หากมีความหวานพอ และไม่แข็ง จนเกินไป นอกจากนี้ยังมีพันธุ์อ้อยที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์เพื่อมาใช้เป็นอ้อยคั้นน้ำโดยตรงเช่นพันธุ์สุพรรณบุรี 50 พันธุ์ศรีสำโรง 1 โดยพันธุ์อ้อยคั้นน้ำเหล่านี้จะให้น้ำอ้อยที่มีสีเขียวสวยความหวานเหมาะสมสำหรับดื่มเป็นน้ำอ้อยสด รวมทั้งต้องให้ผลผลิตน้ำอ้อยต่อพื้นที่สูง


อ้อยทำน้ำตาล อ้อยกลุ่มนี้เป็นอ้อยลูกผสมซึ่งเกิดขึ้นโดยนักผสมพันธุ์อ้อยของประเทศต่างๆ ทั่วโลก พันธุ์อ้อยเหล่านี้ได้ถูกนำเข้าไปยังประเทศต่างๆ สำหรับประเทศไทยได้มีการนำพันธุ์อ้อยลูกผสมเข้ามาจากต่างประเทศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมประมาณ 220 พันธุ์

สายพันธุ์ที่ทางกรมวิชาการเกษตรแนะนำได้แก่ กลุ่มพันธุ์อู่ทอง เช่นอู่ทอง 12 กลุ่มพันธุ์ขอนแก่นเช่นพันธุ์ขอนแก่น 3 กลุ่มพันธุ์ เค แอลเค และซีเอสบี จากสำนักงานอ้อย เช่น เค 88-92 พันธุ์แอลเค 92-11 ปัจจุบันนิยมใช้พันธุ์ ขอนแก่น 3 ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกทั่วประเทศ

ซึ่งอ้อยที่มิตรชาวไร่ปลูกคือ อ้อยทำน้ำตาล ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลของไทยเป็นอย่างมาก แม้อ้อยจะเป็นพืชปลูกง่าย เก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง แต่การปรับปรุงพันธุ์อ้อยที่ให้ผลผลิตอ้อยและความหวานสูง ยังเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตของชาวไร่อ้อย สนับสนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในประเทศให้แข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก รวมทั้งเราต้องแข่งขันกับพืชทำน้ำตาลชนิดอื่นเช่น หัวผักกาดหวานให้ได้ โดยพันธุ์อ้อยที่ดีต้องให้ผลผลิตสูงและความหวานสูง ต้านทานต่อโรคและแมลง มีลักษณะทางการเกษตรที่ดี เช่น ไว้ตอได้หลายครั้ง ทนทานต่อการหักล้ม เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักร เป็นต้น และปรับตัวได้ดีในแหล่งปลูกอ้อยที่สำคัญในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้มีอ้อยพันธุ์ดีส่งเสริมชาวไร่อ้อยอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ความเหมาะสมของแต่ละสายพันธุ์ยังขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ และที่สำคัญผลผลิตอ้อยที่ดียังขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอ้อยของชาวไร่แต่ละรายด้วย

ที่มาข้อมูล-ภาพ

http://www.ionique.co.th/
https://www.thairath.co.th
https://isaanrecord.com/
http://www.mitrpholmodernfarm.com/
อ่าน:24 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เจาะลึกแนวคิดการทำธุรกิจ เอ็มเจมอเตอร์ กับ คุณมานิตย์ จงจิตเวชกุล - ปิยะมาศ บัวแก้ว Piyamas Live
1.46.201.82: 2563/06/04 17:06:50

เจาะลึกแนวคิดการทำธุรกิจ เอ็มเจ มอเตอร์ กับ คุณมานิตย์ จงจิตเวชกุล เจ้าของธุรกิจจำหน่ายรถมอเตอร์ไซต์มือสอง 12 สาขา ฝ่าวิกฤติโควิด-19
ปิยะมาศ บัวแก้ว Piyamas Live

https://www.youtube.com/watch?v=d_ScQ_HAMO4
อ่าน:10 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
FK-1 ปุ๋ยฉีดพ่นทางใบ แก้ปัญหาพืชที่ดูดกินอาหารทางรากได้ไม่ดี เนื่องจากดินไม่ดี - ฟาร์มเกษตร
1.46.203.129: 2563/06/03 14:48:23

FK-1 ประกอบด้วย ธาตุหลัก N-P-K ธาตุรอง ธาตุเสริม และสารจับใบ ให้พืช โตไว สมบูรณ์ แข็งแรง ต้านทานต่อโรค - ฟาร์มเกษตร

https://www.youtube.com/watch?v=UndkGBNqxUs
อ่าน:30 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2583 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 258 หน้า, หน้าที่ 259 มี 3 รายการ
|-Page 1 of 259-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 | 181 | 182 | 183 | 184 | 185 | 186 | 187 | 188 | 189 | 190 | 191 | 192 | 193 | 194 | 195 | 196 | 197 | 198 | 199 | 200 | 201 | 202 | 203 | 204 | 205 | 206 | 207 | 208 | 209 | 210 | 211 | 212 | 213 | 214 | 215 | 216 | 217 | 218 | 219 | 220 | 221 | 222 | 223 | 224 | 225 | 226 | 227 | 228 | 229 | 230 | 231 | 232 | 233 | 234 | 235 | 236 | 237 | 238 | 239 | 240 | 241 | 242 | 243 | 244 | 245 | 246 | 247 | 248 | 249 | 250 | 251 | 252 | 253 | 254 | 255 | 256 | 257 | 258 | 259 |
สมาร์ทเกษตร จากขายผลไม้ ขายทุเรียน เปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจ แปรรูปทุเรียน สร้างรายได้กว่าร้อยล้าน - Piyamas Live
Update: 2563/04/08 09:37:43 - Views: 147 | Ans: 2
ขายที่ดิน ลำลูกกา คลอง6 และ ขายที่ดินเปล่า บางนา กม26
Update: 2556/06/19 10:53:51 - Views: 2455 | Ans: 0
ต้องการเกษตรกรปลูกใบโอบะ ส่งตามออเดอร์มีสัญญาซื้อขายรับประกันราคา
Update: 2555/03/02 14:26:06 - Views: 6085 | Ans: 0
จำหน่ายขี้เถ้า ( แกลบดำ ) ละอองข้าว
Update: 2553/11/10 22:22:50 - Views: 8186 | Ans: 4
ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ- 
Update: ././. .:.:. - Views: 937 | Ans: 0
มีอ้อยสำหรับเอาไปคั้นทำน้ำอ้อยขาย จำนวนมาก
Update: 2553/12/22 12:52:15 - Views: 7678 | Ans: 0
รุ่งเรืองพลาสติก ผู้ผลิตและจำหน่ายสแลนกรองแสง สแลนกันแดด ตาข่ายกรองแสง ตาข่ายกันแดด สแลนท์กันแดด ตาข่ายพลางแสง
Update: 2558/11/10 09:27:01 - Views: 1104 | Ans: 0
6 บริษัทไทย ติดอันดับสุดยอด 200 บริษัท ประจำปี 2555 โดย Forbes Asia
Update: 2555/08/07 14:54:02 - Views: 4057 | Ans: 0
จำหน่ายกล้ายางปี 57 เปิดรับมัดจำ พันธุ์-3001, 408,251,600,ยอดดำ ราคาถูกมีใบรับรองพันธุ์
Update: 2556/11/24 17:17:12 - Views: 2599 | Ans: 0
เกษตรฯ หนุนพัฒนาชุมชนชาวสวนยาง 51 หมู่บ้านทั่วประเทศในโครงการ...
Update: 2558/10/22 10:13:32 - Views: 550 | Ans: 1
© FarmKaset.ORG