ฟาร์มเกษตร (ครบเครื่อง เรื่องปุ๋ยยาฯ)
หน้าแรก | ตามสินค้า | สั่งซื้อ | ติดต่อเรา
FB | iLab | อยากเป็นตัวแทนจำหน่าย | Eng Site
[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ วลัยพร สวงษ์ตระกูล, ศุกร์ 22 มกราคม 2564 23:44:58, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ ศานิตย์ กอบประดิษฐ์, ศุกร์ 22 มกราคม 2564 17:14:21, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ สายสิน มาตา, ศุกร์ 22 มกราคม 2564 15:55:38, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ บรรเจิด ปานมณี , ศุกร์ 22 มกราคม 2564 14:17:16, เลขจัดส่ง SMAM000227103
คุณ เทมมะ มูต้า , ศุกร์ 22 มกราคม 2564 12:59:56, เลขจัดส่ง SMAM000227105
อาจารย์อ้วน , พฤหัสบดี 21 มกราคม 2564 21:15:42, เลขจัดส่ง SMAM000227106
คุณ อธิสรรค์, พฤหัสบดี 21 มกราคม 2564 18:58:15, เลขจัดส่ง SMAM000227108
คุณ รุ่งโรจน์ รุจิรเสรีชัย, พฤหัสบดี 21 มกราคม 2564 16:00:17, เลขจัดส่ง SMAM000227104
คุณ นภาพร ลีทอง, พฤหัสบดี 21 มกราคม 2564 14:17:41, เลขจัดส่ง SMAM000226987
คุณ ธัญธร กวีพันธ์, พฤหัสบดี 21 มกราคม 2564 12:25:56, เลขจัดส่ง SMAM000226994
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
สารใน มังคุด กระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
101.51.56.0: 2555/08/06 21:00:30
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 สิงหาคม ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) แถลงข่าว "ผลงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์ไทย ก้าวไกลระดับโลก โดยงานวิจัยจากมังคุด" ที่ค้นพบสารต้านมะเร็งในมังคุด
 
ศ.ดร.วัชระ กสินฤกษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ ภาควิชาเทคนิคการแพทย์ มช. กล่าวว่า การร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ได้ลงนามร่วมเมื่อปี 2553 เพื่อศึกษาระบบภูมิคุ้มกันจากสารธรรมชาติคือ มังคุดที่พบว่ามีสาร GM-1 ซึ่งสารดังกล่าวสามารถปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุลได้ หรือที่เรียกว่า BIM (Balancing Immunity) ในลักษณะที่แตกต่างกัน ส่งผลให้นำไปใช้ดูแลสุขภาพของผู้ที่มีปัญหาหลากหลายจากสภาวะภูมิคุ้มกันที่ไม่สมดุลในร่างกาย ซึ่งจากการทดสอบของในอาสาสมัครที่ไม่มีโรคประจำตัว จำนวน 6 คน โดยให้บริโภคในลักษณะน้ำมังคุดและแคปซูล อย่างต่อเนื่อง 15 วัน พบว่า สามารถสร้างเม็ดเลือดขาว Th1 เพิ่มขึ้น 2 เท่า และ Th17 เพิ่มขึ้น 5 เท่า ซึ่งการทดสอบดังกล่าวได้รับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยแล้ว
 
ด้าน รศ.ดร.อำไพ ปั้นทอง ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าสารจากเปลือกมังคุด คือ GM-1 มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ ลดการอักเสบได้ 3 เท่าของแอสไพริน ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอี และสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้ โดย GM-1 ยังทำหน้าที่ควบคุมและปรับระบบภูมิคุ้มกัน ที่มีเม็ดเลือดขาว Th1 , Th12 และที่ Th17 ให้มีความสมดุลอีกด้วย
 
"ผลการวิจัยตรงกับงานวิจัยของสหรัฐอเมริกา ที่บ่งชี้ว่าสาร GM-1 ในมังคุดสามารถป้องกันและขจัดโรคได้ โดยเฉพาะเซลล์มะเร็ง ที่ได้มีการทดสอบในหลอดทดลอง ส่วนในการทดสอบในร่างกายของอาสาสมัคร พบว่าเกิดการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดการปวดตามข้อและกล้ามเนื้ออักเสบ แม้จะไม่สามารถรักษาโรคได้โดยตรง แต่ก็ทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายสามารถจัดการกับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น" รศ.ดร.อำไพกล่าว
 
จาก matichon.co.th
สารใน มังคุด กระตุ้นการทำงานระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
อ่าน:2787 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไทยขาดดุลกว่า 3.62 แสนล้านบาท วิกฤติหนี้ยุโรป กระทบส่งออก
101.51.57.173: 2555/07/31 21:07:16
วิกฤติหนี้ยุโรปกดดันส่งออกเดือนมิถุนายนปรับตัวลดลงกว่า 2.5% รวมครึ่งปีแรกลดลง1.66% ไทยขาดดุลกว่า 3.62 แสนล้านบาท ด้าน “ภูมิ” ยังไม่ถอดใจประกาศจับมือทูตพาณิชย์-เอกชนรุกเจาะตลาดใหม่หวังดันแตะเป้า 15% ขณะที่ไทยพาณิชย์ฟันธงทำได้แค่ 8% เหตุปัจจัยลบเพียบยุโรปใช้เวลา 4-5 ปีกว่าจะฟื้นตัว
 
นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์เปิดเผยว่าในเดือนมิถุนายน 2555 ส่งออกมีมูลค่า 20,128.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.50% ในรูปเงินบาทมีมูลค่า 616,506.3 ล้านบาท ลดลง 0.69% เมื่อรวมครึ่งปีแรกของปี 2555 (มกราคม-มิถุนายน)มีมูลค่า 112,622.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.66% ในรูปเงินบาทมีมูลค่า 3,465,935.7ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.52%
 
“ปัจจัยที่ทำให้ส่งออกลดลงเพราะการลุกลามของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป กระทบต่อการผลิตและจำหน่ายสินค้าในหลายประเทศซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย อาทิ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เอเชียใต้ เกาหลีใต้ ไต้หวัน รัสเซีย ทำให้มีการนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง แต่ถึงแม้หลายฝ่ายจะกังวลว่าส่งออกจะไม่ถึงเป้า 15% แต่เราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดโดยเร่งทำงานเชิงรุกหาตลาดใหม่ๆ โดยร่วมมือกับทูตพาณิชย์และผู้ประกอบการและหากสถานการณ์ในยุโรปไม่รุนแรงมาก การส่งออกในครึ่งหลังจะฟื้นตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน”
 
การส่งออกสินค้าในเดือนมิถุนายน 2555 ลดลงเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรโดยลดลง -19.8% สินค้าส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว -49.2% ยางพารา -31.4% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป -12.3% ผักและผลไม้ -20% น้ำตาล -23.9% หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ภาพรวมเพิ่มขึ้น 1.9% สินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้นได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ +2.2% เครื่องใช้ไฟฟ้า +1.1%ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ +21.3% วัสดุก่อสร้าง +6.1% อัญมณีและเครื่องประดับ +27.2% อาหารสัตว์เลี้ยง +18.5% สินค้าส่งออกที่ลดลงได้แก่ สิ่งทอ -16.2% ผลิตภัณฑ์ยาง -6.4%สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ -73.2% หมวดสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น 0.2%
 
แต่เมื่อรวมการส่งออกช่วงครึ่งปีแรกพบว่า ลดลงทั้งหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร และหมวดสินค้าอุตสาหกรรม โดยหมวดสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรลดลง 9.1% สินค้าส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว -37.6% ยางพารา -26.8% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป -7.8% สินค้าที่เพิ่มขึ้นได้แก่ อาหารทะเลแช่แข็ง (ไม่รวมกุ้ง) +11.4%ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป +17.8% น้ำตาล 17.4%
 
หมวดสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญโดยรวมลดลง 3.6% ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ -1.7% เครื่องใช้ไฟฟ้า -2.3% เม็ด และผลิตภัณฑ์พลาสติก -3.3% สิ่งทอ -15.3% อัญมณีและเครื่องประดับ -10.5% สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ -75.6%เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน -4.9% สินค้าที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ +17.8% อัญมณี(ไม่รวมทองคำ) +3.6% ผลิตภัณฑ์ยาง +5.3 % เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ +11.4%อาหารสัตว์เลี้ยง +20.7% หมวดสินค้าอื่นๆ +13.7%
 
ขณะที่ครึ่งปีแรกพบว่าขยายตัวลดลงในทุกตลาด ยกเว้นตลาดศักยภาพระดับรอง โดยตลาดหลักภาพรวมลดลง 4.1% ตลาดที่ลดลง ได้แก่ ญี่ปุ่น (-3.8%) สหภาพยุโรปสมาชิกเดิม 15 ประเทศ (-12%) ขณะที่สหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 3.7%
 
ส่วนทางด้านการนำเข้า เดือนมิถุนายน 2555 มีมูลค่า 20,678.4 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.41% เมื่อเทียบกับปีก่อนในรูปเงินบาท มีมูลค่า 641,205.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.36% เมื่อรวมครึ่งปีแรก มีมูลค่า 122,966.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.28% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาในรูปเงินบาท มีมูลค่า 3,828,537.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.66% โดยสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นคือหมวดสินค้าเชื้อเพลิง +34.5% หมวดสินค้าทุน +11.9% เนื่องจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น
 
จากการนำเข้าที่สูงขึ้นส่งผลให้ดุลการค้าเดือนมิถุนายน 2555 ขาดดุล 550.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อน 60.09% ในรูปเงินบาท มีมูลค่า 24,699.3 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2555 ประมาณ 68.38% แต่เมื่อรวมครึ่งปีแรกของปี 2555 ขาดดุลการค้ามูลค่า 10,344.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในรูปเงินบาท ขาดดุลการค้ามูลค่า 362,602.2 ล้านบาท
 
ขณะที่นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าปีนี้การส่งออกของไทยจะสามารถขยายตัวได้เพียง 8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 11% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป และมองว่ายุโรปจะต้องใช้เวลาแก้ปัญหาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี
 
จาก naewna.com
ไทยขาดดุลกว่า 3.62 แสนล้านบาท วิกฤติหนี้ยุโรป กระทบส่งออก
อ่าน:2756 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ผลักดันไทย ศูนย์กลางค้าอัญมณีโลก คลังดันมาตรการภาษี
101.51.57.173: 2555/07/30 08:39:00
คลังชง มาตรการภาษีในที่ประชุม ครม.ไฟเขียวร่างพระราชกฤษฎีและร่างกฎกระทรวง รวม 3 ฉบับ ให้มีผลบังคับใช้สิ้น ธ.ค.ปี 57 ดันไทยศูนย์กลางค้าอัญมณี-เครื่องประดับโลก ...
 
เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ครม.นอกสถานที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 30 ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังเสนอขอความเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลก และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีและร่างกฎกระทรวง รวม 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. .... ) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้
 
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายนั้น ในส่วนของร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้ามาเพื่อขายหรือการขาย พลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย หยก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยังมิได้เจียระไน แต่ไม่รวมถึงสิ่งทำเทียมวัตถุดังกล่าวหรือที่ทำขึ้นใหม่ เพชร ไข่มุก และสิ่งทำเทียมเพชรหรือไข่มุกหรือที่ทำขึ้นใหม่ ให้แก่ผู้นำเข้าหรือผู้ขายที่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2557 
 
ขณะที่ร่าง พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมิใช่ห้างหุ้น ส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ที่มีเงินได้พึงประเมินจากการขายพลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย ไพฑูรย์ หยก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยังมิได้เจียระไน แต่ไม่รวมถึงสิ่งที่ทำเทียมเพชรหรือไข่มุกที่ทำขึ้นใหม่และได้ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้แล้วตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเมื่อถึงกำหนดยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินจากการขายอัญมณีดังกล่าวมารวม คำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2557
 
ส่วนร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. .... ) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ เป็นการกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินเฉพาะที่เป็นการจ่ายเงินได้จากการซื้อพลอย ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน โอปอล นิล เพทาย ไพฑูรย์ หยก และอัญมณีที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน เฉพาะที่ยังมิได้เจียระไน แต่ไม่รวมถึงสิ่งทำเทียมวัตถุดังกล่าว หรือที่ทำขึ้นใหม่ เพชร ไข่มุก และสิ่งทำเทียมเพชรหรือไข่มุกหรือที่ทำขึ้นใหม่ ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและมิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียบที่ใช้ สิทธิ์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 311) พ.ศ. 2540 ร้อยละ 1.0 ทั้งนี้ สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินระหว่างวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับวันที่ 31 ธ.ค. 2557.
 
 
จาก : www.thairath.co.th
ผลักดันไทย ศูนย์กลางค้าอัญมณีโลก คลังดันมาตรการภาษี
อ่าน:2447 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หุ้นไทยผันผวน : กสิกรฯคาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าผันผวน จับตาการเมืองในปท. ตัวเลขศก.สหรัฐ
101.51.57.176: 2555/07/28 20:07:40

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า ดัชนีตาดหุ้นไทย(SET) ปรับขึ้น จากผลการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ECB โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,200.08 จุด เพิ่มขึ้น 2.39% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.51% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 28,735.12 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 297.71 จุด เพิ่มขึ้น 1.04% จากสัปดาห์ก่อน
 
ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากพัฒนาการเชิงบวกจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป (EU Summit) รวมถึงแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร ก่อนที่ดัชนีจะปรับลงในวันพุธ จากแรงขายทำกำไร อย่างไรก็ดี แรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ECB หนุนให้ดัชนีปิดเหนือ 1,200 จุดในวันพฤหัสบดี และดัชนียังยืนเหนือระดับดังกล่าวได้แม้ลดช่วงบวกลงในวันศุกร์ ขณะที่นักลงทุนรอการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ
 
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 9-13 ก.ค. 2555 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนียังมีแนวโน้มผันผวน โดยต้องติดตามการตอบรับของนักลงทุนต่อตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมา รวมถึงประเด็นการเมืองในประเทศ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ บันทึกการประชุมเฟดรอบวันที่ 19-20 มิ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,190 และ 1,165 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,205 และ 1,218 จุด ตามลำดับ
 
จาก matichon.co.th
หุ้นไทยผันผวน : กสิกรฯคาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าผันผวน จับตาการเมืองในปท. ตัวเลขศก.สหรัฐ
อ่าน:2430 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เทคโนโลยีสุดล้ำ กับ การพัฒนาประเทศญี่ปุ่น
101.51.57.176: 2555/07/31 14:40:33

 

แหงนมองรอบๆ ตัวเราแล้ว เชื่อเหลือเกินว่าอย่างน้อยก็ต้องมีผลิตภัณฑ์จากญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสารพัดชนิด
 
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลากรูปแบบ หรือแม้แต่ออกไปตามท้องถนนก็จะเห็นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นวิ่งกันเกลื่อนเมือง ซึ่งไม่ใช่เป็นเฉพาะแค่ในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลายประเทศทั่วโลก ในความเป็นจริงประเทศญี่ปุ่นเราก็รู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว แต่โดยส่วนตัวนั้นกลับไม่เคยทำความรู้จัก และหาที่มาที่ไปว่า เหตุไฉนประเทศนี้ถึงได้มีสินค้าต่างๆ ส่งออกไปทั่วโลก และทำไมจึงเป็นหนึ่งในผู้นำทางเทคโนโลยีของโลก
 
ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะทอดตัวยาวเหนือจรดใต้ มีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับกับที่ราบเล็กน้อย ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ก็ไม่ได้มีปริมาณมากพอในเชิงพาณิชย์ มิหนำซ้ำผลจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ได้สร้างความย่อยยับทั่วทุกระแหงในประเทศ แต่ ณ วันนี้ ญี่ปุ่นกลับกลายมาเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ญี่ปุ่นทำได้อย่างไร? คำตอบก็คือว่า ภายหลังสงครามโลก ญี่ปุ่นใช้นโยบายเศรษฐกิจนำหน้าการทหาร เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญญี่ปุ่นหลังสงครามระบุไว้ว่า ญี่ปุ่นมีพันธสัญญาว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสงครามใดๆ ดังนั้นการจะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศได้ ก็จะต้องสร้างให้ประเทศเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนั่นเอง ซึ่งในช่วงระยะเวลาของการเริ่มต้นนโยบายนี้ ญี่ปุ่นมุ่งเน้นในทางด้านอุตสาหกรรมหนักเป็นพิเศษ จึงมีการนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศจำนวนมาก และอย่างที่ทราบกันดีว่าญี่ปุ่นเป็นชาตินักประดิษฐ์ที่เก่งกาจไม่แพ้ใครในโลก ดังจะเห็นได้จากอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความล้ำสมัยในสงครามโลก ดังนั้นการนำเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาปรับประยุกต์ด้วยการดัดแปลงแก้ไขและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับญี่ปุ่นแต่อย่างใด ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ของญี่ปุ่นตามมาอีกมากมายภายหลัง
 
ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีการวิจัยและพัฒนาก้าวล้ำที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนและมีเอกชนเป็นผู้ลงทุนเป็นหลัก จากข้อมูลของ OEDC หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการขอสิทธิบัตรและมีจำนวนสิทธิบัตรต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งสิ่งที่ขอจดสิทธิบัตร ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ หุ่นยนต์ เครื่องจักรกล วิศวกรรมการออกแบบ และเทคโนโลยีด้านการผลิตพลังงาน หากเราได้มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น แน่นอนว่าเราคงได้มีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยีอันเกิดจากการวิจัยและพัฒนาของญี่ปุ่น เช่น อาคารทุกอาคารในญี่ปุ่นจะต้องสร้างบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันแผ่นดินไหว การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ชิงกันเซ็ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ญี่ปุ่นคิดค้นเป็นที่แรกในโลก การนำหุ่นยนต์มาใช้ในการประกอบรถยนต์ที่มีความแม่นยำสูง และสามารถกำหนดปริมาณสายพานการผลิตที่แน่นอนได้ และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีการนำเอาเทคโนโลยีกำจัดมลพิษจากการเผาไหม้ ซึ่งสอดคล้องกับการที่ญี่ปุ่นมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเข้มงวด และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากที่สุดในโลก เป็นต้น
 
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่อีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี นั่นก็คืออัตลักษณ์ของชาวญี่ปุ่นที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีระเบียบวินัยสูง มีความละเอียดรอบคอบ และมีความซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชาและหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ได้รับการสืบทอดมาจากสายเลือด “บูชิโด” หรือนักรบนั่นเอง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เมื่อ
 
นำมาผสมผสานกับวิธีการทำงานเกิดเป็นอีกหนึ่งปรัชญาในการทำงานที่เรียกว่า “โมโนซูคูริ” (Monozukuri) นั่นก็คือการให้ความสำคัญและการใส่ใจในรายละเอียดแม้เพียงเล็กน้อย ตั้งแต่กระบวนการคิด การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย เพื่อให้สินค้าเหล่านั้นเกิดความพึงพอใจต่อลูกค้ามากที่สุด ดังนั้นจึงต้องมีการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตและตัวสินค้าอยู่เสมอ เป็นผลทำให้ต้องมีการคิดค้นและพัฒนา
 
เทคโนโลยีใหม่ๆ จึงไม่แปลกที่ญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและมีสินค้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแปลกใหม่และหลากหลายมากที่สุดในโลก แต่กว่าที่ญี่ปุ่นจะมีศักยภาพในการทำสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ Imitation คือการลอกเลียนแบบ Improvement คือการทำให้ดีกว่าเดิม Initiative คือการริเริ่มพัฒนาให้แตกต่างไปจากเดิม Innovative คือการสรรค์สร้างให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่จากสิ่งที่มีอยู่เดิม และสุดท้าย Invention คือการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยสร้างมาก่อน ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ในญี่ปุ่นดูเหมือนว่าจะสะท้อนถึงวิวัฒนาการเหล่านี้ได้อย่างดี จึงขอยกตัวอย่างกรณีของโตโยต้า โดยแรกเริ่มเดิมที โตโยต้าเป็นผู้ผลิตและพัฒนาเครื่องทอผ้า ต่อมาได้มีการสั่งนำเข้ารถยนต์จากยุโรปเพื่อนำมาถอดประกอบและศึกษา ซึ่งเป็นโมเดลที่หลายบริษัทในญี่ปุ่นนิยมใช้ในช่วงเวลานั้น จากนั้นจึงทดลองสร้างรถยนต์ต้นแบบขึ้นมาด้วยตัวเอง จากนั้นค่อยๆ พัฒนาให้มีรูปแบบสอดคล้องกับความเป็นญี่ปุ่น และในที่สุดโตโยต้าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องยนต์ที่ทำงานผสมผสานระหว่างน้ำมันและไฟฟ้าเป็นรายแรกของโลก นอกจากนั้นยังเป็นผู้นำเอานวัตกรรมการประกอบรถยนต์ด้วยแขนกลมาใช้เป็นลำดับต้นๆ ของโลก ทำให้โตโยต้าก้าวขึ้นมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดของโลก
 
เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ณ เวลานี้ไม่เพียงแค่ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกอีกหลายชาติเท่านั้นที่กำลังแข่งขันกันในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ตอนนี้คงต้องเหลียวมองดูละแวกใกล้เคียงอย่างประเทศจีนและประเทศเกาหลีใต้ ที่ต่างก็กำลังมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามมาไม่ห่าง ณ เวลานี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าทั้งสองประเทศนี้ มีโมเดลในการพัฒนาเทคโนโลยีคล้ายคลึงกับญี่ปุ่น ดังนั้นจึงน่าจับตามองต่อไปว่าญี่ปุ่นจะพัฒนาเทคโนโลยีของตนไปในทิศทางไหน
เทคโนโลยีสุดล้ำ กับ การพัฒนาประเทศญี่ปุ่น
อ่าน:9185 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน ไทยส่งออกข้าวโพสหวาน อันดับ 3 ของโลก
101.51.57.176: 2555/07/27 13:04:43

 

ข้าวโพดหวานเป็นสินค้าผักประเภทหนึ่งที่น่าจับตามอง เนื่องจากในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านราคาและคุณภาพ โดยปัจจุบันไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฮังการี และสหรัฐฯ ทำให้การปลูกข้าวโพดหวานในประเทศมีการขยายตัวอย่างมาก รองรับกับความต้องการของผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่มีการขยายการลงทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน 
 
ตลาดผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานโลก…ฮังการีครองแชมป์ ไทยกำลังไล่ตามสหรัฐฯ 
 
ฮังการี สหรัฐฯและไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานมากที่สุดในโลก ปัจจุบันฮังการีมีสัดส่วนการส่งออกข้าวโพดหวานสดแช่เย็นและแช่แข็งร้อยละ 31.0 ของปริมาณการส่งออกในตลาดโลก และมีสัดส่วนร้อยละ 34.0 สำหรับข้าวโพดหวานแปรรูป โดยสามารถแย่งชิงตลาดผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานมาจากสหรัฐฯ โดยในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมากการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของสหรัฐฯในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง 
 
กล่าวคือ สัดส่วนการส่งออกข้าวโพดหวานสด แช่เย็นและแช่แข็งเหลือเพียงร้อยละ 30.0 เทียบกับสัดส่วนที่เคยสูงถึงร้อยละ 50.0 ในปี 2541 ขณะที่สัดส่วนการส่งออกข้าวโพดหวานแปรรูปเหลือเพียงร้อยละ 33.0 เทียบกับสัดส่วนที่เคยสูงถึงร้อยละ 70.0 ในปี 2541 ในทางตรงกันข้ามฮังการีและไทยมีสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันฮังการีนั้นสามารถแซงสหรัฐฯขึ้นเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากสหรัฐฯประสบปัญหาที่ประเทศผู้นำเข้าไม่ไว้วางใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอ(Genetically Modified Organisms : GMOs) และสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานไปยังสหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสหภาพยุโรปมีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับสินค้าอาหาร และการติดฉลากแยกระหว่างสินค้าที่มีจีเอ็มโอและสินค้าที่ปลอดจีเอ็มโอ 
 
นอกจากนี้ในปัจจุบันฮังการีเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป ทำให้ประเทศในสหภาพยุโรปหันไปนำเข้าจากฮังการีมากขึ้น ส่วนไทยนั้นแม้ว่าจะผลิตข้าวโพดหวานได้เป็นอันดับ 8 ของโลก แต่ก็สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากฮังการีและสหรัฐฯ และมีสัดส่วนตลาดประมาณร้อยละ 20.0 ของข้าวโพดหวานแปรรูปในตลาดโลก 
 
ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานในไทย…หลากปัจจัยหนุน ผลผลิตเพิ่ม ส่งออกพุ่ง 
 
ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานในประเทศไทยมีประมาณ 737,500 ไร่ ผลผลิต(ทั้งเปลือก)ประมาณ 1.48 ล้านตัน จากในปี 2545 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 200,000 ไร่ ผลผลิต(ทั้งเปลือก)ประมาณ 400,000 ตัน เนื่องจากหลากหลายปัจจัยหนุน กล่าวคือ การส่งออกที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจผักและผลไม้กระป๋องหันมาเพิ่มสายการผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวาน และจำนวนผู้ประกอบการที่ผลิตข้าวโพดหวานสด แช่เย็นและแช่แข็งก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยผู้ประกอบการเหล่านี้หันไปลงทุนส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกข้าวโพดหวานในลักษณะตลาดข้อตกลง โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือ ซึ่งในระยะ 4 ปีที่ผ่านมาผลผลิตข้าวโพดหวานในภาคเหนือเพิ่มขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัวทุกปี ทำให้ในปัจจุบันแหล่งปลูกข้าวโพดหวานที่สำคัญของไทยอยู่ทางภาคเหนือ จากเดิมแหล่งปลูกจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และมหาสารคาม และภาคตะวันตกในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม เพชรบุรี และสมุทรสาคร ปัจจุบันจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานมีประมาณ 30 โรงงาน 
 
ข้าวโพดหวานที่จำหน่ายในตลาดแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ 
 
1.ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูป ในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมาปริมาณการผลิตข้าวโพดหวานเพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวโพดแปรรูปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตข้าวโพดหวานในประเทศร้อยละ 95 จะส่งเข้าโรงงานเพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวโพด และที่เหลืออีกร้อยละ 5 ส่งเข้าโรงงานผลิตข้าวโพดสดแช่เย็นแช่แข็ง คาดการณ์ว่าในปี 2548 ปริมาณการผลิตข้าวโพดหวานในส่วนนี้เท่ากับ 141,200 ตัน เมื่อเทียบกับในปี 2547 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.7 ปริมาณข้าวโพดหวานที่ผลิตได้ในแต่ละปีประมาณร้อยละ 94 ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 6 เป็นการบริโภคในประเทศ 
 
การส่งออกข้าวโพดหวานแปรรูปมีทั้งในรูปของเมล็ดข้าวโพดหวานในน้ำเกลือ(Whole Kernel Corn) และซุปข้าวโพด(Cream Style Corn) ซึ่งข้าวโพดหวานแปรรูปของไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าในปี 2548 มูลค่าการส่งออกเท่ากับ 3,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2547 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.2 ตลาดส่งออกสำคัญคือ สหภาพยุโรปมีสัดส่วนตลาดประมาณร้อยละ 50.0 ส่วนตลาดที่มีความสำคัญรองลงมาและมีการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูงคือ เกาหลีใต้ รัสเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ คาดว่าในอนาคตตลาดเหล่านี้จะเพิ่มความสำคัญมากขึ้นทดแทนการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปที่เริ่มมีปัญหา โดยผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปของไทยสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดบางส่วนจากสหรัฐฯมาได้ ทั้งนี้เนื่องจากราคาข้าวโพดหวานแปรรูปคุณภาพดีของไทยนั้นมีราคาถูกกว่าของสหรัฐฯประมาณร้อยละ 20 และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปของไทยนั้นดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งขัน 
 
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงระวังของการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูป คือ 
 
1.การแข่งขันกันเองของผู้ส่งออกของไทยที่ผลิตข้าวโพดหวานคุณภาพปานกลางและต่ำ ซึ่งจะเป็นตัวดึงราคาข้าวโพดหวานแปรรูปของไทยในอนาคต และอาจจะส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์โดยรวมของผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปส่งออกโดยรวมของไทย ถ้ามีการปฏิเสธการนำเข้าผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปของไทย เนื่องจากสินค้าของผู้ผลิตบางรายคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานที่ประเทศนำเข้ากำหนดไว้ และผู้ส่งออกมีการตัดราคาจำหน่ายแข่งขันกันเอง ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในระยะยาว โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่ามีกระแสข่าวว่าผู้ผลิตข้าวโพดกระป๋องในสหภาพยุโรปเตรียมจะฟ้องร้องเพื่อให้เปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าข้าวโพดกระป๋องที่ส่งออกจากไทย หลังพบว่าการส่งออกจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีราคาต่ำ ทำให้ผู้ผลิตภายในของสหภาพยุโรปได้รับผลกระทบ 
 
2.การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปไปยังสหภาพยุโรปลดลง อันเนื่องจากการที่ฮังการี ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปในเดือนพฤษภาคม 2547 ทำให้สหภาพยุโรปหันไปนำเข้าจากฮังการีมากยิ่งขึ้น 
 
3.ข้าวโพดหวานสดแช่เย็นแช่แข็ง ในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมาปริมาณการผลิตข้าวโพดหวานเพื่อนำไปผลิตเป็นข้าวโพดหวานสด แช่เย็นและแช่แข็งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าในปี 2548 ปริมาณการผลิตข้าวโพดหวานในส่วนนี้เท่ากับ 6,145 ตัน เมื่อเทียบกับในปี 2547 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.5 ปริมาณข้าวโพดหวานที่ผลิตได้ในแต่ละปีประมาณร้อยละ 90 ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 เป็นการบริโภคในประเทศ 
 
การส่งออกข้าวโพดหวานสดแช่เย็นแช่แข็งของไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามูลค่าการส่งออกข้าวโพดหวานสดแช่เย็นแช่แข็งในปี 2548 เท่ากับ 170.0 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าส่งออกในปี 2547 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.6 ซึ่งข้าวโพดหวานสดแช่เย็นแช่แข็งกำลังเป็นที่นิยมบริโภคในตลาดต่างประเทศ ตลาดส่งออกที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น โดยมีสัดส่วนร้อยละ 60.0 การส่งออกไปยังญี่ปุ่นมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องตลาดช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่าน และในปี 2547 ขยายตัวถึง 4 เท่าตัว คาดว่าในปี 2548 มูลค่าการส่งออกข้าวโพดหวานสดแช่เย็นแช่แข็งไปยังญี่ปุ่นจะยังคงขยายตัวอีกประมาณ 1 เท่าตัว อย่างไรก็ตามไทยต้องเผชิญกับปัญหาความเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานด้านสุขอนามัย และการแข่งขันกับจีน ซึ่งมีราคาถูกกว่า แต่ผู้ส่งออกไทยยังคงได้เปรียบในเรื่องคุณภาพของสินค้า สำหรับตลาดอื่นๆที่น่าสนใจคือ ไต้หวันและสหรัฐฯ ส่วนตลาดใหม่ที่เริ่มมีการส่งออกคือ คอสตาริกา สวีเดน เวียดนาม เรอูเนียง สิงคโปร์ และอิหร่าน 
 
บทสรุป 
 
ปัจจุบันไทยครองอันดับ 3 ในการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานในตลาดโลกรองจากฮังการีและสหรัฐฯ โดยการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของไทยได้รับการยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและราคา รวมทั้งยังเป็นที่นิยมบริโภคอย่างมากในตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ผักหลายรายหันมาเพิ่มสายการผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานเพื่อการส่งออก ทำให้มีการเข้าไปลงทุนส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานในลักษณะตลาดข้อตกลงเพื่อควบคุมปริมาณและคุณภาพการผลิตให้ตรงตามความต้องการ อย่างไรก็ตามปัจจัยพึงระวังที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของไทยยังจะเติบโตต่อเนื่องต่อไป ก็คือ การรักษาระดับมาตรฐานการผลิตและปัญหาการตัดราคากันเองของผู้ส่งออก ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาการสอบสวนการทุ่มตลาดในประเทศนำเข้าสำคัญ โดยทั้งสองปัญหานี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งภาพรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานของไทยในอนาคต 
 
 
ปริมาณการผลิตและความต้องการข้าวโพดหวานแช่แข็งของไทย 
: ตัน 
2545 2546 2547 2548* 
สต็อกต้นปี 130 126 360 390 
ปริมาณการผลิต 1,200 4,700 5,100 6,145 
ปริมาณการนำเข้า 18 17 15 15 
รวม 1,348 4,843 5,475 6,550 
ส่งออก 1,072 4,310 4,900 6,000 
บริโภคในประเทศ 150 173 185 200 
สต็อกปลายปี 126 360 390 350 
ที่มา : USDA. GAIN Report. Thailand Processed Sweet Corn Annual 2004. 
หมายเหตุ : *คาดการณ์ 
 
มูลค่าส่งออกข้าวโพดหวานสดแช่เย็นแช่แข็งของไทย 
: ล้านบาท 
ประเทศ 2545 2546 2547 มค.-มิย. 2548 
ญี่ปุ่น 4.4 9.9 52.5 52.6 
ไต้หวัน 1.9 2.6 25.3 7.2 
คอสตาริกา - - - 6.5 
สหภาพยุโรป 22.1 11.5 16.1 5.0 
เวียดนาม - - 2.1 2.7 
สหรัฐฯ 2.1 0.8 5.1 1.7 
อื่นๆ 21.3 19.5 12.5 10.0 
รวม 51.8 
(7.2) 44.3 
(-14.5) 113.6 
(156.4) 85.7 
(38.7) 
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์ 
หมายเหตุ : ตัวเลขในวงเล็บหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 
 
 
 
 
ปริมาณการผลิตและความต้องการข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องของไทย 
: ตัน 
2545 2546 2547 2548* 
สต็อกต้นปี 6,521 5,605 6,500 6,300 
ปริมาณการผลิต 67,500 90,000 118,000 141,200 
ปริมาณการนำเข้า 5 5 5
รวม 74,026 95,610 124,505 147,505 
ส่งออก 66,321 86,264 115,000 138,000 
บริโภคในประเทศ 2,100 2,846 3,205 3,505 
สต็อกปลายปี 5,605 6,500 6,300 6,000 
ที่มา : USDA. GAIN Report. Thailand Processed Sweet Corn Annual 2004. 
หมายเหตุ : *คาดการณ์ 
มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวโพดหวานแปรรูปของไทย 
: ล้านบาท 
ประเทศ 2545 2546 2547 มค.-มิย. 2548 
สหภาพยุโรป 647.1 984.4 1,409.1 691.0 
เกาหลีใต้ 193.1 225.6 184.9 105.1 
รัสเซีย 132.0 82.9 128.1 93.8 
ญี่ปุ่น 24.4 102.4 124.3 66.1 
ไต้หวัน 116.8 141.0 146.4 60.0 
สหรัฐฯ 24.6 67.6 94.0 50.5 
ฟิลิปปินส์ 35.0 38.6 57.0 47.6 
อื่นๆ 408.2 435.7 566.0 436.8 
รวม 1,581.2 
(61.6) 2,078.2 
(31.4) 2,709.8 
(30.4) 1,550.9 
(22.6) 
ที่มา : กระทรวงพาณิชย์
อ่าน:6956 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
โรงงานน้ำตาลแห่เปิดใหม่อีก 5 แห่งรับฤดูการเปิดหีบอ้อยปี 2555/56
101.51.57.176: 2563/06/24 08:57:16

โรงงานน้ำตาลแห่เปิดใหม่อีก 5 แห่งรับฤดูการเปิดหีบอ้อยปี 2555/56 ที่จะเริ่มเปิดหีบช่วงปลายปีนี้ รับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายรุ่ง ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 52 แห่ง ลั่นการผลิตทะลุ 1 ล้านตัน คาดจะเกิดการแย่งอ้อย
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า ฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายในปี2555/56 ซึ่งจะมีการเปิดหีบการผลิตอ้อยประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน 55 นั้นจะมีโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่เกิดขึ้นอีกประมาณ 5 แห่ง ได้แก่ โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรอุตสาหกรรม (มิตรผล) จ.เลย กำลังผลิต 25,000 ตันอ้อยต่อวัน โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จ.เลย กำลังผลิต 24,000 ตันอ้อยต่อวัน โรงงานไทยกาญจนบุรี จ.อุดรธานี กำลังผลิต 24,000 ตันอ้อยต่อวัน โรงงานน้ำตาลระยอง จ.ชัยภูมิ กำลังผลิต 15,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร จ.อุทัยธานี กำลังผลิต 25,000 ตันอ้อยต่อวัน
“โรงงานทั้งหมดเป็นโรงงานน้ำตาลที่ตั้งใหม่ตามนโยบายการเปิดเสรีช่วงสมัยนายชาญชัย ชัยรุ่งเรืองเป็น รมว.อุตสาหกรรม และต่อเนื่องมายังสมัยนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งโรงงานน้ำตาลเดิมมี 47 แห่ง กำลังการผลิตที่ได้รับอนุญาตทั้งหมด 905,320 ตันอ้อย/วัน ซึ่งถือเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับปริมาณอ้อยเดิมที่มีอยู่ แต่ฤดูการผลิตหน้าจะมีโรงงานเพิ่มอีก 5 แห่ง กำลังผลิตเพิ่มอีก 113,000 ตันอ้อยต่อวัน รวมเป็น 52 แห่งกำลังผลิตรวมจะเป็น 1,018,320 ตันอ้อยต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะใกล้เคียงกับปริมาณอ้อยที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น แต่ก็คาดว่าจะเกิดการแย่งชิงอ้อยในการนำมาหีบให้ได้มากสุดเช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว
นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเกิดขึ้นของโรงงานน้ำตาลใหม่ในฤดูการผลิต 2555/56 ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะได้มีการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยในอนาคตซึ่งถือเป็นพืชเกษตรตัวเดียวของไทยที่มีศักยภาพในปัจจุบันเพราะแนวโน้มราคาตลาดโลกยังทรงตัวระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผลจากการเปิดหีบอ้อยในฤดูการผลิตปี 54/55 ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 54 ขณะนี้มีโรงงานปิดหีบแล้ว 15 แห่งและคาดว่าจะทยอยปิดหีบภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ทั้งหมด
“ขณะนี้อ้อยที่เข้าหีบล่าสุดทั้งสิ้น 95 ล้านตันอ้อย ซึ่งจากการประเมินปีนี้การผลิตอ้อยคงจะไม่ถึง 100 ล้านตันแต่ก็จะใกล้เคียงอยู่ราว 98-99 ล้านตันอ้อย เนื่องจากมีฝนตกมาทำให้การตัดอ้อยที่เหลือยากขึ้น” นายกำธรกล่าว
สำหรับกรณีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยเนื่องจากปัจจุบันการจ้างตัดอ้อยจะเป็นการรับเหมาเฉลี่ยแล้วค่าจ้างจะเกิน 300 บาทต่อวันอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ แนวโน้มการขาดแคลนแรงงานซึ่งหายากเพราะแรงงานส่วนใหญ่ไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหมด ดังนั้นเกษตรกรผู้เพาะปลูกอ้อยจะมองหาเครื่องจักรมาทดแทนโดยเฉพาะรถตัดอ้อยมากขึ้น
“ขณะนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายมีโครงการสนับสนุนวงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาทเพื่อปล่อยกู้ให้กับชาวไร่อ้อยดอกเบี้ย 2% ต่อปีซื้อรถตัดอ้อยผ่อนชำระ 6 ปี ซึ่งขณะนี้พบว่าชาวไร่อ้อยเริ่มสนใจเข้ามาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งคาดว่ากองทุนฯ อาจจะตั้งวงเงินเพิ่มให้อีก 1,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันรถตัดอ้อยเฉลี่ยจะมีราคาประมาณ 5 ล้านบาทต่อคัน และมีความสามารถตัดอ้อยได้ 8,000-10,000 ตันต่อวัน”
จาก manager.co.th
โรงงานน้ำตาลแห่เปิดใหม่อีก 5 แห่งรับฤดูการเปิดหีบอ้อยปี 2555/56
อ่าน:10295 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ไม้มงคล 9 อย่าง พันธุ์ต้นไม้มงคล ที่ควรปลูกในบ้าน
101.51.57.176: 2555/07/26 16:14:13

 

ไม้มงคล 9 อย่าง
พันธุ์ต้นไม้มงคล ที่ควรปลูกในบ้าน
 
ความเชื่อเกี่ยวกับบ้านมีมากมาย ตั้งแต่สมัยโบราณมาถึงปัจจุบัน มีความเชื่อหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมกันมาก นั่นคือ การปลูกต้นไม้มงคลไว้ประจำบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ความมั่งคั่ง เงินทองไหลมาเทมา ทั้งยังทำให้สมาชิกที่อยู่อาศัยอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ต้นไม้มงคล 9 อย่าง ที่ควรปลูกในบ้าน หาซื้อที่ไหนก็มี มีขายตามร้านจัดสวนทั่วไป มีดังนี้
 
1. ต้นขนุน เป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย ขนุน เป็นต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 – 30 เมตร  ปลูกง่าย โตไว ลูกขนุนมีลักษณะกลม รี ใหญ่ ผลสีเหลือง มีรสชาดหอมหวาน ตามความเชื่่อ ต้นขนุน จะช่วยให้การค้าเจริญรุ่งเรือง มีผู้อุปการะคุณ ให้การสนับสนุน หนุนนำ นิยมให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน
 
2. มะนาว เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง มีรสเปรี้ยวจัด ต้นเป็นพุ่มเตี้ย  สูงประมาณ 5 เมตร ใบยาวเรียว ผลของมะนาวกลมเขียว  เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง เช่น ช่วยขับลม รักษาอาหารท้องอืด ท้องเฟ้อ ไอและเสมหะ คนสมัยโบราณเชื่อว่าการปลูกมะนาวที่บ้าน จะทำให้มีความสุขกาย สุขใจ สามารถป้องกันศัตรูได้ นิยมให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
 
3. ไผ่สีสุก เป็นไม้ยืนต้น ประเภทไม้ไผ่  มีความยาวสูงประมาณ 10 -18 เมตร ขึ้นเป็นกอ ลำต้นแข็ง ผิวเรียบมัน ใบเรียวยาว ออกดอกเป็นช่อ และมีหน่อขนาดใหญ่ มักจะขึ้นเองบนภเขาสูงๆหรือป่าราบ เชื่อว่า การปลูกไผ่สีสุก ไว้ในบ้าน จะทำให้ครอบครัวมีความศรีสุข เหมือนดั่งชื่อต้นไม้ นิยมปลูกไว้ทางทิศตะวันออก
 
4. ต้นมะม่วง เป็นไม้ผลขนาดใหญ่  และเป็นต้นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่มีมาตั้งแต่พุทธกาล ปลูกง่าย ปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย มีมากมายหลายพันธุ์ ผลสามารถรับประทานได้ทั้งสุกและดิบ เชื่อว่าการปลูกมะม่วง จะช่วยให้ร่ำรวยเงินทอง กิจการเจริญรุ่งเรือง นิยมให้ปลูกทางทิศใต้ของบ้าน
 
5. ส้มป่อย เป็นไม้เถา มีหนามที่เปลือกของลำต้น เลื้อยไปที่ต้นไม้ต้นอื่นได้ ดอกมีขนาดเล็กเป็นช่อคล้ายดอกกระถิน สามารถใช้รักษาโรคอาการต่างๆได้ เช่น ใบ ช่วยขับเสมหะ ระดูขาว  ฝัก แก้ไอ โรคผิวหนัง บำรุงเส้นผม คนโบราณเชื่อว่า ส้มป่อย จะช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้าย ภูตผีปีศาจ สิ่งที่ไม่ดีต่างๆออกไปได้ นิยมให้ปลูกทางทิศเหนือ
 
6. มะยม เป็นไม้ยืนต้น ใบเดี่ยว สูงประมาณ 3-10 เมตร เปลือกไม้มีสีเทาปนน้ำตาล ขรุขระ ใบมีลักษณะกลมมน แต่ที่ปลายจะแหลม มีผลกลม สีเขียว เหลือง รสชาติเปรี้ยว ปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุย เชื่อว่า การปลูกมะยม จะทำให้ผู้คนมีความนิยมชมชอบ ทั้งยังสามารถขจัดผีร้ายได้ นิยมให้ปลูกทางทิศตะวันออก
 
7. กระถิน เป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 10 เมตร ใบเล็กเรียว ประกอบแบบขนนก เรียงสลับกัน ออกดอกเป็นช่อแน่น ออกตามง่ามใบ มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว ความเชื่อโบราณกล่าวไว้ว่า กระถินเป็นต้นไม้ที่ช่วยป้องกันสิ่งไม่ดี สิ่งชั่วร้ายได้ ให้ปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้าน
 
8. โกสน เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นตรง สีน้ำตาลปนเทา ออกดอกเป็นพวงห้อยลงมา ยาวประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว โกสนมีหลายชนิดพันธุ์ พันธุ์ที่นิมยมปลูก ไกรทอง ทับทิมทอง เหรียญทอง โบราณเชื่อว่า ต้นโกสนเป็นต้นไม้แห่งบุญบารมี หากปลูกไว้จะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ชีวิตมีบุญกุศล สมาชิกในบ้านจะเป็นคนดี ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข แนะนำให้ปลูกทางทิศตะวันออกของบ้าน
 
9. เฟื่องฟ้า ราชินีแห่งไม้ประดับ เป็นไม้ประเภทเถาเลื้อย ลำต้นยาวประมาณ 1-10 เมตร ลำต้นมีหนามแหลมยาว สีเทาหรือสีน้ำตาล ใบมีลักษณะมน เรียว ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะมีกลีบประดับ 3 กลีบ มีหลายสี หลายชนิดพันธุ์ เชื่อว่า เฟื่องฟ้า จะช่วยให้ชีวิตรุ่งเรือง เจริญก้าวหน้า มีความสว่างสดใส มีราศี แนะนำให้ปลูกทางทิศตะวันออก และต้องปลูกในวันพุูธ คนที่ปลูกควรเป็นผู้หญิง  จะเกิดความเป็นสิริมงคลมากขึ้น
 
จาก banidea.com
ไม้มงคล 9 อย่าง พันธุ์ต้นไม้มงคล ที่ควรปลูกในบ้าน
อ่าน:5497 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ส่งออกข้าวโพดหวาน อนาคตรุ่ง
101.51.57.176: 2555/07/27 15:00:57

 

ผู้ประกอบการข้าวโพดหวานกระป๋องลุ้นระทึกอียูยกเลิกมาตรการตอบโต้ทุ่มตลาดกลางปีนี้ เผยหากผู้ประกอบการฝรั่งเศส ฮังการี ไม่เสนอกรรมาธิการยุโรปทบทวน จะถูกยกเลิกโดยปริยายชี้หวังได้สูงเหตุหิมะถล่มสินค้าขาดตลาด ข้าวโพดฝักอ่อนไทยพลอยได้รับอานิสงส์ราคาแตะกก. 35 บาท 

 
นายพรชัย ปิ่นวิเศษ ประธานกลุ่มข้าวโพดหวาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงสถานการณ์ตลาดข้าวโพดหวานกระป๋องว่ามีแนวโน้มที่สดใสมาก เพราะเวลานี้ทุกตลาดหันมานำเข้าข้าวโพดหวานกระป๋องจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี แม้ว่าข้าวโพดหวานกระป๋องของไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี)จากสหภาพยุโรป(อียู) แต่ยังสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกาผลผลิตข้าวโพดหวานเริ่มลดลงหลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน จึงหันมานำเข้าจากไทย ส่วนญี่ปุ่นก่อนหน้านี้เป็นผู้นำเข้าจากสหรัฐฯเมื่อผลผลิตสหรัฐฯลดลงสินค้าราคาแพงญี่ปุ่นจึงหันมานำเข้าจากไทยเช่นเดียวกัน

 
นอกจากมีตลาดใหม่เข้ามารองรับตลาดสหภาพยุโรปแล้ว ขณะนี้ผู้ประกอบการมีความหวังลึกๆ ว่ากลางปีนี้จะมีข่าวดีสำหรับตลาดสหภาพยุโรป เพราะว่าเดือนมิถุนายน 2555 จะครบ 5 ปีที่อียูเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและจะมีการทบทวนเป็นครั้งแรก ซึ่งตามขั้นตอนนั้นผู้ประกอบการในยุโรปที่เป็นผู้ยื่นเรื่องต่อทางการของยุโรปให้ไต่สวนและเรียกเก็บภาษีเอดีผู้ส่งออกของไทยต้องเป็นผู้ยื่นให้มีการทบทวนจะยกเลิกหรือเรียกเก็บภาษีเอดีในอัตราเท่าใด หากผู้ประกอบยุโรปไม่ยื่นให้ทบทวนเท่ากับว่าการเรียกเก็บภาษีเอดีจากผู้ส่งออกไทยถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

 
"เวลานี้หลายประเทศในสหภาพยุโรปประสบภัยธรรมชาติหิมะตกอย่างรุนแรง จนไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ สินค้าพืชผักต่างๆ ไม่เพียงพอบริโภค จะเห็นได้ว่าเวลานี้ยุโรปสั่งนำเข้าข้าวโพดฝักอ่อนสดจากประเทศไทยจนสินค้าไม่พอป้อน และดันราคาภายในประเทศสูงขึ้นจากเคยรับซื้อกก.ละ 20-21 บาท เวลานี้ข้าวโพดฝักอ่อนราคาสูงถึงกก.ละ 35 บาท จึงมีความหวังว่าผู้ประกอบการในประเทศฝรั่งเศส ฮังการี และอิตาลีที่ยื่นฟ้องกล่าวหาไทยทุ่มตลาดข้าวโพดหวานจะไม่ยื่นให้ทางการยุโรปทบทวน นั่นเท่ากับว่ามาตรการเรียกเก็บเอดีถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ส่วนข้าวโพดหวานกระป๋องราคายังไม่เคลื่อนไหวสูงขึ้นเท่ากับข้าวโพดฝักอ่อนเพราะเป็นสินค้าอุตสาหกรรม"

 
นายพรชัย กล่าวว่าจากการที่อุตสาหกรรมข้าวโพดหวานกระป๋องมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงได้เสนอสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) บรรจุข้าวโพดหวานเป็นพืชเศรษฐกิจ มีนโยบายส่งเสริมปลูกอย่างชัดเจน เพราะเวลานี้ปัญหาของผู้ประกอบการคือวัตถุดิบไม่เพียงพอป้อนโรงงาน ทั้งที่ตลาดมีความต้องการ ขณะเดียวกันได้เสนอกระทรวงพาณิชย์เข้ามากำกับดูแลผู้ประกอบการไม่ให้ขายสินค้าตัดราคากันเอง เพราะสาเหตุถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดอยู่ ณ เวลานี้เป็นผลสืบเนื่องจากผู้ประกอบการขายตัดราคากันเอง ซึ่งไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด เพราะข้าวโพดหวานกระป๋องตลาดมีความต้องการสูง ผู้ส่งออกของไทยสามารถกำหนดราคาขายได้โดยไม่ต้องไปกดราคาขายแข่งกันแต่อย่างใด
 
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
 
ส่งออกข้าวโพดหวาน อนาคตรุ่ง
อ่าน:4817 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
แนวโน้มราคายางปี 2555 มีโอกาสขยับขึ้นจากปัจจุบัน
101.51.56.40: 2555/07/26 08:09:37

 

ราคายางในปี '55 ยังมีแนวโน้ม_ผันผวน ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อปริมาณการผลิต &ความต้องการ ยางในตลาดโลก โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ

1) ความวิตกต่อวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศEuro Zone ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้ม... ชะลอตัว ซึ่งส่งผลทำให้อัตราการขยายตัวของอุตสาฯ ยานยนต์ มีแนวโน้มชะลอตัว รวมทั้ง
2) การเข้าซื้อ หรือ ชะลอการซื้อยางของ... จีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้ยางNo.1 ของโลก ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคายาง นอกจากนี้
3) การปรับตัวของราคาน้ำมัน
4) การเก็งกำไรของกองทุนโภศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองแนวโน้มราคายางปี 2555 มีโอกาสขยับขึ้นจากปัจจุบัน แต่ยังต่ำกว่าระดับเฉลี่ยปี 2554

ราคายางใน ปี 2555 ยังมีแนวโน้มผันผวน ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อปริมาณการผลิตและความต้องการยางในตลาด โลก โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ ความวิตกต่อวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรโซน ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งส่งผลทำให้อัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มชะลอตัว รวมทั้งการเข้าซื้อหรือชะลอการซื้อยางของจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้ยางอันดับ 1 ของโลก ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคายาง นอกจากนี้ การปรับตัวของราคาน้ำมัน การเก็งกำไรของกองทุนโภคภัณฑ์ต่างๆในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้า รวมถึงการดำเนินมาตรการของรัฐบาลในการเข้าแทรกแซงตลาดยาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงราคายาง ก็ส่งผลกระทบต่อราคายางเช่นกัน ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ยังคงส่งผลให้คาดการณ์ว่าราคายางในปี 2555 ยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากในปี 2554 หลังจากที่ราคายางอยู่ในช่วงขาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552

ในปี 2554 ราคายางผันผวน ในช่วงที่เกิดภัยพิบัติสึนามิและแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้ยางที่สำคัญของโลก และช่วงเดือนเมษายนที่ทั่วโลกเกิดความวิตกว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนยาง เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศที่แปรปรวนในแหล่งผลิตยางที่สำคัญ ทั้งไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นราคายางก็ มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญคือ ความวิตกถึงผลกระทบของวิกฤตหนี้ในกลุ่มประเทศยูโรโซน และภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีแนวโน้มชะลอตัวทั้งในสหภาพยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน ส่งผลให้แนวโน้มความต้องการยางมีแนวโน้มชะลอตัวตามไปด้วย รวมทั้งจีนมีชะลอการรับซื้อยาง เนื่องจากปริมาณสต็อกมีเพียงพอ และในช่วงเดือนตุลาคมราคายางมี แนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างมากจากข่าวการขายยางให้จีนในราคาเอฟโอบี 105 บาท/กก. ส่งผลกดดันให้ราคาขายยางในตลาดในประเทศปรับตัวลดลงอย่างมาก จากราคาเฉลี่ยยางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลางท้องถิ่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 126 บาท/กก.ในเดือนกันยายน 2554 มาอยู่ที่ระดับ 111.99 บาท/กก.ในเดือนตุลาคม 2554 และณ วันที่ 20 มกราคม 2554 อยู่ที่ระดับ 110.29 บาท/กก.

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือร่วมกับกลุ่มเครือข่ายชาวสวนยางถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตก ต่ำ โดยกระทรวงเกษตรฯเสนอคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)ในการประชุมวันที่ 17 มกราคม 2555 พิจารณาอนุมัติงบประมาณ 10,000 ล้านบาท มอบหมายให้องค์การสวนยาง และองค์กรเกษตรกร รับซื้อยางจากเกษตรกรจำนวน 2 00,000 ตันเก็บเข้าสต็อก โดยมีเป้าหมายว่าจะสามารถดึงราคายางใน ประเทศให้ขึ้นไปถึง 120 บาท/กก.ได้ภายใน 2 เดือน ซึ่งหลังจากกนย.อนุมัติจะเสนอที่ประชุมครม.วันที่ 24 มกราคม และหลังครม.อนุมัติก็จะสามารถใช้เงินดังกล่าวในการดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ข่าวการจะเข้าแทรกแซงตลาดยางของรัฐบาลโดยการดึงปริมาณผลผลิตยางออกจากตลาด โดยการเก็บสต็อกไว้ นับเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ราคายางมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 

ปัจจัยที่จะมีบทบาทในการกำหนดทิศทางราคายางในระยะต่อไป ได้แก่

1.ความต้องการยางในตลาดโลก เนื่องจากยางที่ผลิตได้ในประเทศทั้งหมด มีการใช้ในประเทศเพียงร้อยละ 14.0 เท่านั้น ส่วนที่เหลือส่งออกในรูปของยางแปรรูปขั้นต้น(ยางแผ่น ยางแท่ง น้ำยางข้น ยางคอมปาวน์ ฯลฯ) และผลิตภัณฑ์ยาง(ยางยานพาหนะ ถุงมือยาง สายพานลำเลียงฯลฯ) กลุ่มศึกษายางระหว่างประเทศ (IRSG) คาดการณ์ความต้องการในตลาดโลกในปี 2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4 ไปแตะที่ระดับ 27.5 ล้านตัน โดยแยกเป็นความต้องการยางธรรมชาติ 11.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 และความต้องการยางสังเคราะห์ 15.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 ในขณะที่ปริมาณการผลิตยางรวมในปี 2555 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 ไปแตะที่ระดับ 27.2 ล้านตัน โดยแยกเป็นปริมาณการผลิตยางธรรมชาติ 11.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 และปริมาณการผลิตยางสงเคราะห์ 15.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.4

ประเด็นที่น่าสังเกต คือ ในปี 2555 ปริมาณการผลิตยางธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมาอยู่ในระดับเดียวกับปริมาณความต้องการยางธรรมชาติ รวมทั้งอัตราการขยายตัวของปริมาณความต้องการยางก็มีระดับใกล้เคียงกับอัตรา การเพิ่มขึ้นของผลผลิต สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านอุปทานในปีนี้ไม่มากนัก ส่วนปัญหาอุปทานตึงตัวน่าจะไม่รุนแรง นอกเหนือไปจากแรงหนุนจากการที่ไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูยางผลัดใบ (ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน) ซึ่งผลผลิตยางจะออกสู่ตลาดน้อยลง อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังความเสี่ยงในเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณ การผลิตยาง

ในขณะที่ในด้านความต้องการยางนั้นยังต้องจับตาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจใน กลุ่มประเทศยูโรโซน และวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว และส่งผลต่อการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ และความต้องการยางเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงตามไปด้วย โดยอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องจับตามอง คือ จีน เนี่องจากเป็นตลาดส่งออกยางที่สำคัญของไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.9 ของมูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ สมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนคาดว่าในปี 2555 ยอดขายรถยนต์ในจีนแม้จะยังคงขยายตัว แต่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจากในปี 2554 โดยในปี 2554 ยอดจำหน่ายรถยนต์ในจีนเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.5 ไปแตะที่ระดับ 18.5 ล้านคัน เมื่อเทียบกับในปี 2553 ที่มีอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 32.4 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 11 ปี นอกจากนี้ ประเทศที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มเติบโตและมีความต้องการนำเข้ายางเพิ่ม ขึ้นได้แก่ อินเดีย เวียดนาม และบราซิล 

2.ราคาน้ำมัน เนื่องจากยางสังเคราะห์ในตลาดโลกมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของปริมาณความต้องการยางทั้งหมด โดยวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยางสังเคราะห์ก็คือ ผลพลอยได้จากน้ำมัน ราคายางสังเคราะห์จึงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน และเนื่องจากยางสังเคราะห์เป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนยางธรรมชาติ ดังนั้น ราคายางธรรมชาติจึงมีทิศทางเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันเช่นกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2555 ที่ระดับ 95-110 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ซึ่งเท่ากับว่าราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

3.การเก็งกำไรในตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าของกองทุนโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ ยางถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายในตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งราคาซื้อขายยางในตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้ามักจะเป็นราคาชี้นำตลาดยางใน ตลาดซื้อขายจริง โดยเฉพาะในตลาดโตเกียว(TOCOM) และตลาดสิงคโปร์(SICOM)

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสังเกตคือ ในปี 2554 การปรับตัวของราคายางใน ประเทศมีแนวโน้มรุนแรงกว่าในตลาดต่างประเทศ เนื่องจากมีการผนวกกับแรงเก็งกำไรของบรรดาพ่อค้ายางในตลาดท้องถิ่นด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2555 การเก็งกำไรในตลาดยางก็ยังมีแนวโน้มรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

4.การดำเนินมาตรการแทรกแซงตลาดยางของรัฐบาล และบทบาทของบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ นโยบายรัฐบาลในการดำเนินการแทรกแซงตลาดยางเพื่อพยุงราคายาง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ นโยบายที่ดำเนินการโดยรัฐบาลไทย และนโยบายที่ดำเนินการผ่านบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ(ประเทศผู้ผลิตยาง รายใหญ่คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย) โดยปัจจุบันบทบาทในการพยุงราคายางของบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

สำหรับในส่วนของการดำเนินการแทรกแซงตลาดยางของไทย มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางราคายางทั้ง ตลาดในประเทศ และตลาดโลก เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก และราคาส่งออกยางแผ่นรมควันชั้น 3 เอฟโอบีนับเป็นราคาอ้างอิงในตลาดโลก ซึ่งล่าสุดการอนุมัติวงเงินเพื่อซื้อยางเก็บเข้าสต็อก(รอมติครม.เห็นชอบ) ก็หยุดภาวะราคายางที่ตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 และราคายางกลับ มาดีดตัวขึ้น ซึ่งมาตรการแทรกแซงตลาดยางของไทยนี้น่าจะเป็นปัจจัยที่จะช่วยพยุงราคาให้ อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่รายได้เกษตรกรผู้ปลูกยาง

5.การขยายพื้นที่ปลูกยาง เนื่องจากราคายางที่ อยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเปรียบเทียบกับพืชเกษตรประเภทอื่นๆ จากความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆที่มีการขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ นับเป็นแรงจูงใจให้ประเทศต่างๆเร่งขยายพื้นที่ปลูกยาง เช่น ไทยมีการขยายพื้นที่ปลูกยาง 1 ล้านไร่ในปี 2546(ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันเริ่มทยอยให้ผลผลิตแล้ว) และมีนโยบายจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 800,000 ไร่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2555 ส่วนอินโดนีเซีย และมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกก็ขยายพื้นที่ปลูกยางเช่น กัน ส่วนจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลกก็ลงทุนปลูกยางเพิ่มทั้งในประเทศ และนอกประเทศ โดยเฉพาะกัมพูชา พม่า และลาว เป็นต้น การขยายพื้นที่ปลูกยางส่งผลให้ปริมาณการผลิตยางในตลาดโลกมีแนวโน้มเติบโต อย่างต่อเนื่อง

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าหลังช่วงตรุษจีนราคายางแผ่น ดิบ ณ ตลาดกลางยังมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 110.29 บาท/กก.(ราคา ณ วันที่ 20 มกราคม 2554) เนื่องจากคาดว่าสต็อกยางของจีนจะเริ่มปรับลดลง และจีนจะเริ่มกลับเข้ามาเริ่มซื้อยางอีกครั้ง รวมทั้งทางรัฐบาลอาจมีมาตรการเข้ามาพยุงราคาช่วยเหลือเกษตรกร ขณะที่หากเศรษฐกิจจีนไม่ชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ผ่านมามากนัก (ซึ่งขยายตัวร้อยละ 8.9 ในไตรมาส 4 ปี 2554) ก็จะเป็นปัจจัยหนุนราคายาง อย่างไรก็ตาม อาจเป็นการยากที่ราคายางใน ปี 2555 จะกลับขึ้นไปอยู่ในระดับเท่ากับในปี 2554 ที่ราคาเฉลี่ยยางแผ่นดิบ ณ ตลาดกลาง อยู่ในระดับ 132.42 บาท/กก. เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัว และปริมาณผลผลิตที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ที่มา : ข่าวราคายาง

แนวโน้มราคายางปี 2555 มีโอกาสขยับขึ้นจากปัจจุบัน
อ่าน:2165 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
430 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 43 หน้า, หน้าที่ 44 มี 0 รายการ
|-Page 36 of 44-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 |
แก้โรคและแมลง กะหล่ำดาว เพลี้ยกะหล่ำดาว ยาแก้กะหล่ำดาวใบไหม้ และโรคราต่างๆ ปุ๋ยกะหล่ำดาว
Update: 2563/06/24 08:53:49 - Views: 202 | Ans: 0
แก้โรคและแมลง กะหล่ำดาว เพลี้ยกะหล่ำดาว ยาแก้กะหล่ำดาวใบไหม้ และโรคราต่างๆ ปุ๋ยกะหล่ำดาว
หากเราตากฝนตกปรอยๆ จะทำให้เราเป็นหวัดได้ แต่ตากฝนตกหนักนั้นไม่เป็นไร นี่เรื่องจริงนะเออ..
Update: 2562/08/10 16:05:28 - Views: 889 | Ans: 0
หากเราตากฝนตกปรอยๆ จะทำให้เราเป็นหวัดได้ แต่ตากฝนตกหนักนั้นไม่เป็นไร นี่เรื่องจริงนะเออ..
🔥เจอหนอนใช้ ไอกี้ เจอเพลี้ยตัวดีใช้ มาคา พบโรคราใช้ ไอเอส ปลอดสารพิษจ้า..
Update: 2563/01/22 12:30:45 - Views: 224 | Ans: 0
การเพิ่มผลผลิตอ้อย จากตัวอย่างการศึกษา และทดลองแล้วว่าได้ผลจริง
Update: 2563/06/05 08:44:44 - Views: 439 | Ans: 0
การเพิ่มผลผลิตอ้อย จากตัวอย่างการศึกษา และทดลองแล้วว่าได้ผลจริง
การเพิ่มผลผลิตอ้อย จากตัวอย่างการศึกษา และทดลองแล้วว่าได้ผลจริง
การป้องกันกำจัด โรคแอนแทรคโนสแตงโม
Update: 2563/11/26 11:16:52 - Views: 91 | Ans: 0
การป้องกันกำจัด โรคแอนแทรคโนสแตงโม
เทคนิคการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มขนาดและน้ำหนักหัวมันสำปะหลัง Technology of increate cassava yield
Update: 2563/06/16 21:06:09 - Views: 469 | Ans: 1
เทคนิคการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มขนาดและน้ำหนักหัวมันสำปะหลัง Technology of increate cassava yield
เทคนิคการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มขนาดและน้ำหนักหัวมันสำปะหลัง Technology of increate cassava yield
ทิศทางเกษตรไทย​ ปี​ 2563
Update: 2563/11/15 14:29:12 - Views: 263 | Ans: 1
ทิศทางเกษตรไทย​ ปี​ 2563
สุดยอดสมุนไพรจีนมากคุณค่า 13 ชนิดที่ควรรู้
Update: 2563/02/14 08:49:19 - Views: 281 | Ans: 1
ทุเรียนใบไหม้ มีสาเหตุมาจากโรคเชื้อรา แก้ด้วย ไอเอส ราฝ่อ หยุดลุกลาม
Update: 2563/10/28 14:21:37 - Views: 1799 | Ans: 2
ทุเรียนใบไหม้ มีสาเหตุมาจากโรคเชื้อรา แก้ด้วย ไอเอส ราฝ่อ หยุดลุกลาม
ทุเรียนใบไหม้ มีสาเหตุมาจากโรคเชื้อรา แก้ด้วย ไอเอส ราฝ่อ หยุดลุกลาม
จอมปลวกที่เห็นตามท้องไร่ท้องนา ใช้ฉีดย่อยสลายฟางข้าวได้ ยับยั้งโรคพืชได้อีกด้วย
Update: 2563/06/24 07:55:04 - Views: 2369 | Ans: 0
© FarmKaset.ORG | อนุญาโตตุลาการ | สถาบันอนุญาโตตุลาการ