[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ ธงชัย โตงาม, พุธ 12 สิงหาคม 2563 18:38:34, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ ปกรณ์ วัฒนวิภัทรเจริญ, พุธ 12 สิงหาคม 2563 11:19:40, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ สยาม เมืองมา , พุธ 12 สิงหาคม 2563 09:08:53, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ เกรียงศักดิ์ เพียแก้ว , อังคาร 11 สิงหาคม 2563 16:22:12, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ กัญญารัตน์ กาหวาย, อังคาร 11 สิงหาคม 2563 12:30:51, เลขจัดส่ง SMAM000205169
คุณ สุวรรณ ศรีสุข, อังคาร 11 สิงหาคม 2563 10:52:38, เลขจัดส่ง SMAM000205171
คุณ นัครินทร์ ชินรัตน์, อังคาร 11 สิงหาคม 2563 09:08:01, เลขจัดส่ง SMAM000205173
คุณ ภิญโญ ก้งจี้, จันทร์ 10 สิงหาคม 2563 18:46:06, เลขจัดส่ง SMAM000205172
คุณ ภูชิต อาริสาโพธิ์ , จันทร์ 10 สิงหาคม 2563 16:43:15, เลขจัดส่ง SMAM000205170
คุณ กมลวรรณ ธรรมวิเศษ, จันทร์ 10 สิงหาคม 2563 15:21:27, เลขจัดส่ง SMAM000205174
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป
58.10.90.235: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป รองรับตลาดที่อาจจะผันผวนในอนาคต
    
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้าวเหนียวมีราคาสูงขึ้น จากตันละ 7,000 บาท เป็น 12,000 – 13,000 บาท โดยเฉพาะใกล้ช่วงกีฬาโอลิมปิกที่จะมีการสั่งซื้อข้าวเหนียวจากประเทศจีนมากขึ้น จึงทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเหนียวและขยายพื้นที่ปลูกกันเป็นจำนวนมากตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้กลไกตลาดเดินได้ตามปกติและไม่กระทบกับราคาข้าวเหนียวจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เตรียมหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านการผลิต และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดให้มีปริมาณการผลิตที่เหมาะสม โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่จะหารือร่วมกันในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป มากกว่าการส่งออกเป็นเพียงวัตถุดิบเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งการขยายการส่งออกข้าวเหนียวไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ จากตลาดเดิมที่มีการส่งออกในปัจจุบันได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน ที่มีตัวเลขการส่งออกประมาณ 2 แสนตัน/ปี ...................................
    
   วันที่ : 31/January/2008
อ่าน:366 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
58.10.90.186: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง
    
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

                ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ( คพช.) ว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 เห็นชอบแผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  ทั้งนี้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯที่เสนอให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จากเดิมที่เป็นส่วนราชการให้เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ โดยสามารถพิจารณาเทียบเคียงลักษณะองค์กรได้จากกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งจัดตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้การศึกษาดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางหรือหน่วยงานอิสระเป็นผู้เป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากสามารถศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาหรือกระบวนการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาทำการวิจัยโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ว่าสมควรเป็นส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานประเภทใดที่สามารถพัฒนากิจการของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จสูงสุด ทางกระทรวงฯได้เตรียมการในการดำเนินการขบวนการขับเคลื่อนแผนฯในเบื้องต้นแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) จัดพิมพ์แผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  เพื่อแจกจ่ายให้สหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฎิบัติการแล้ว   2)  ประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับดูแลและพัฒนาสหกรณ์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

                  ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อว่า สหกรณ์จัดตั้งขึ้นย่อมมีวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไปตามลักษณะกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์ แต่ปัจจุบันสหกรณ์แต่ละประเภทมีความต้องการดำเนินธุรกิจค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งบางครั้งไม่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์แต่เนื่องจากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่ละประเภทให้ชัดเจนทำให้ยากต่อการส่งเสริมสหกรณ์และมีปัญหาในการตีความ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่และขอบเขตการทำงานของสหกรณ์อย่างชัดเจน โดยสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้นประเภทใดให้เป็นไปตามความหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อที่จะทำให้สหกรณ์ต่างๆได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน 
    
   วันที่ : 30/January/2008

From: moac.go.th
อ่าน:424 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์
58.10.90.153: 2563/06/19 17:36:44
เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์
เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ ปศุสัตว์คุมเข้มพื้นที่และประสานทุกหน่วยในพื้นที่ร่วมติดตามเฝ้าระวังป้องกันระบาดเพิ่ม

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานตามโครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ และได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกป่วยตายส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ได้มีผลการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก ชนิด H5 ซึ่งตรวจด้วยวิธี Real time RT PCR เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 จากตัวอย่างซากไก่เนื้อ ที่ส่งตรวจโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งผลการสอบสวนโรค และควบคุมโรคเบื้องต้นพบว่า พื้นที่พบเชื้อไข้หวัดนก เป็นฟาร์มไก่เนื้อ ศรีไพรฟาร์ม ของนางศรีไพร แก้วมณีฉาย ต.พิกุล อ.ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน 4 โรงเรือน จำนวนไก่เนื้อทั้งสิ้น 59,670 ตัว โดยโรงเรือนที่เกิดเหตุเป็นโรงเรือนหลังที่ 2 เลี้ยงบนบ่อปลา เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน 14,000 ตัว ทั้งนี้ ฟาร์มดังกล่าวเป็นฟาร์มไก่เนื้อระบบปิด มีจำนวนทั้งสิ้น 4โรงเรือน แบ่งเป็นโรงเรือนระบบปิดบนบ่อปลา จำนวน 2 โรงเรือน และโรงเรือนระบบปิดบนพื้นดิน จำนวน 2 โรงเรือน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ไก่เนื้อจำนวนดังกล่าว เริ่มป่วยตายผิดปกติ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 จำนวน 4,085 ตัว โดยเจ้าของฟาร์มแจ้งไก่ป่วยตายกับปศุสัตว์อำเภอชุมแสงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ทำการเก็บตัวอย่างซากไก่เนื้อ จำนวน 10 ตัวอย่าง ส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ ภาคเหนือ ตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551 ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้มีการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค ประกอบด้วยพื้นที่ จำนวน 35หมู่บ้าน 5 ตำบล 1 อำเภอที่มีจำนวนสัตว์ปีกทั้งสิ้น 182,240 ตัว เกษตรกร จำนวน 413 ราย และได้เข้าทำลายไก่เนื้อบริเวณจุดเกิดโรคโรงเรือนที่ 2 จำนวนทั้งสิ้น 9,915 ตัว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มเกิดเหตุ และบ้านที่เลี้ยงสัตว์ปีกในหมู่ 3 ตำบลพิกุล อำเภอชุมแสง และ บริเวณหมู่บ้านใกล้เคียง โดยประสานงานกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอชุมแสง และองค์การบริหารส่วนตำบลพิกุล ในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ ได้มีสุ่มเก็บตัวอย่าง (cloacal swab) ในโรงเรือนที่เหลือของฟาร์ม และทุกหลังคาเรือนที่เลี้ยงสัตว์ปีกของหมู่ 3 ตำบลพิกุล อำเภอชุมแสง และหมู่บ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค หมู่บ้านละ 20 ตัวอย่าง และได้ประสานงานกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ในการเฝ้าระวังโรคโนคน และฝ่ายปกครอง ในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังจุดอื่นเพิ่มเติม

วันที่ : 24/January/2008

from: moac.go.th
อ่าน:382 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
คาดหมายสถานการณ์ วันที่ 18-24 มกราคม 2551
202.183.252.154: 2553/02/20 10:47:38
คาดหมายสถานการณ์ วันที่ 18-24 มกราคม 2551
คาดหมายสถานการณ์
วันที่ 18-24 มกราคม 2551
การคาดหมายลักษณะอากาศตามแผนที่ผิวพื้นวันที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 07.00 น.
(ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา)

ในระยะนี้ บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนที่ปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค. มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะสูงขึ้นและมีหมอกหนาเพิ่มมากขึ้นในตอนเช้า สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรงในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. ทำให้มีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างและคลื่นลมในอ่าวไทยมีกำลังแรง หลังจากนั้นมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังอ่อนลง 
อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.เป็นต้นไป 
ข้อควรระวัง   ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือในอ่าวไทยเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไปให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย 
ผลกระทบของลักษณะอากาศต่อการเกษตรตามภาคต่าง ๆ ในระยะ 7 วันข้างหน้า 
 
ภาคเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีหมอกในตอนเช้า อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ เกษตรกรควรป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดกับพืชผลทางการเกษตร และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเพิ่มความระมัดระวังโดยเปิดไฟหน้ารถเพื่อเป็นที่สังเกต สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผล เกษตรกรควรให้น้ำอย่างพอเพียง เพราะหากขาดน้ำจะทำให้ดอกและผลอ่อนร่วงหล่น การติดผลลดลง     
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     
       ในช่วงวันที่ 18-19 ม.ค.อากาศหนาวทางตอนบนของภาค ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น สำหรับบริเวณยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด และในช่วงวันที่ 20-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า เนื่องจากระยะนี้มีหมอกหนาในบางพื้นที่ ดังนั้นจึงควรใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ในช่วงนี้สภาพอากาศแห้ง เกษตรกรควรระวังการเกิดอัคคีภัย โดยทำแนวกันไฟรอบพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย รวมทั้งควรดับไฟให้สนิททุกครั้งหลังใช้งาน    
 
ภาคกลาง     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็น และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกหนาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ในตอนเช้า สำหรับบริเวณที่มีหมอกหนาทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นต่ำกว่าปกติ ผู้ขับขี่ยานพาหนะควรใช้ความระมัดระวัง เกษตรกรควรวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและให้เพียงพอต่อความต้องการของพืช 
   
ภาคตะวันออก     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. อากาศเย็นทางตอนบนของภาคกับมีลมแรง และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค. อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และมีหมอกในตอนเช้า ผู้ที่สัญจรบนท้องถนนควรใช้ความระมัดระวังขณะอยู่ในบริเวณที่มีหมอกหนา สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะออกดอกและติดผลอ่อน เกษตรกรควรดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอ เพราะหากขาดน้ำจะทำให้การติดผลลดลง อนึ่ง ควรระมัดระวังโรคทางเดินอาหารที่อาจระบาดในช่วงนี้     

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)     
       ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองกระจาย และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ทางตอนล่างของภาคตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป และในช่วงวันที่ 21-24 ม.ค.มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ บริเวณตอนบนของภาคอากาศแห้ง สำหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะแตกใบอ่อน เช่น ทุเรียน และมังคุด เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยและไรต่างๆซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ใบและยอดอ่อนเสียหาย ส่วนทางตอนล่างของภาคซึ่งมีฝนตก เกษตรกรควรกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ต่อไป ส่วนชาวสวนยางพาราควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่นโรคหน้ากรีดยาง และโรคราสีชมพู โดยดูแลบริเวณสวนให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นภายในสวน อนึ่ง ในช่วงวันที่ 18-20 ม.ค. คลื่นลมในอ่าวไทยจะมีกำลังแรง บริเวณเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งควรระมัดระวังความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว ส่วนชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง 
   
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)     
       คำพยากรณ์ รวมอยู่ในส่วนของ ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)แล้ว   


ข่าวเตือนภัยศัตรูพืชระบาดประจำวันที่  14-20 มกราคม 2551 

โรคไหม้ข้าว 
ในช่วงนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังระวังโรคไหม้ข้าวระบาดเนื่องจากจะมีหมอกลงในช่วงเช้าทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่ ใช้พันธุ์ข้าวที่อ่อนแอต่อโรคและใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ ซึ่งสภาพดังกล่าวเหมาะสมต่อการเกิดโรคไหม้ระบาดในระยะต่างๆซึ่งจะระบาดได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอและออกรวง ถ้าเป็นในระยะคอรวง ในขณะที่ข้าวเพิ่งจะเริ่มให้รวง เมื่อถูกเชื้อราสาเหตุของโรคนี้เข้าทำลายเมล็ดจะลีบหมด แต่ถ้าเป็นกับข้าวในระยะแก่ใกล้เก็บเกี่ยว คอรวงจะมีรอยแผลช้ำสีน้ำตาล ทำให้เปราะหักง่าย รวงข้าวร่วงหล่นเสียหาย ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไหม้ ขอให้เกษตรกรที่จะปลูกข้าวปฏิบัติ ตามคำแนะนำของ กรมส่งเสริมการเกษตร ดังนี้
1     สำรวจแปลงนา อย่างสม่ำเสมอถ้าพบอาการของโรคไหม้ข้าวควรให้ปฏิบัติดังนี
1.1 .  ใช้เชื้อบีเอส (บาซิลลัส  ซับทีลิส   ฉีดพ่นอัตราตามคำแนะนำในฉลาก
1.2 . ใช้เชื้อเชื้อไตรโครเดอร์มาอัตรา 1 กก./ น้ำ 200 ลิตรฉีดพ่น
2 .ถ้ามีความจำเป็นให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นเฉพาะจุดที่พบการระบาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายขยายเป็นวงกว้างออกไปสำหรับสารเคมีที่ใช้ได้แก่  อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี  ผสมน้ำ 20 ลิตร บลาสติซิดิน-เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซี  อัตรา 20-25 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 10-16 กรัม ผสมน้ำ 20ลิตร  ควรพ่นในแปลงข้าวที่มีประวัติว่าเคยมีโรคระบาดมาก่อน  การใช้สารเคมีฉีดพ่นซ้ำกันหลายครั้ง  เชื้อราจะต้านทานสารเคมีหรือดื้อยา  ดังนั้น  เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อต้านทานสารเคมี  จึงควรเลือกใช้สารเคมีบางชนิดฉีดพ่นสลับกัน  ทั้งนี้ในการใช้สารเคมีควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึง ความปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้และสภาพแวดล้อม
ในฤดูถัดไป
1.หลีกเลี่ยงการปลูกข้าวในเดือน พฤศจิกายน  - ต้นเดือนธันวาคม เพราะข้าวจะอยู่ ในระยะคอรวง ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไหม้ สำหรับระยะเวลาที่เหมาะสมในการปลูกข้าวคือ กลางเดือนธันวาคมเป็นต้นไป ช่วงที่หลีกเลี่ยงควรปลูกพืชบำรุงดินได้แก่พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว  เพราะสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับข้าวในฤดูต่อไป   และยังตัดวงจรชีวิตของศัตรูพืชได้อีกด้วย
2.ใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ ได้แก่ กข 9  กข 11  กข 21  สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90  และคลองหลวง 1 
3.เชื้อไตรโครเดอร์มาที่เจริญบนเมล็ดธัญพืช อัตรา 1 กิโลกรัม /น้ำ 200 ลิตร / เมล็ดข้าว 500กก.ขยำเอาสปอร์ออก และคลุกเมล็ดข้าวนำไปแช่บ่มเตรียมปลูก 
4.ไม่ควรหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป เพราะจะทำให้อับลม เป็นตัวส่งเสริมให้เชื้อราแพร่กระจายและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้ตามคำแนะนำของราชการ 
5.ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนลง วิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้างแต่จะช่วยไม่ให้ข้าว อ่อนแอต่อโรค 
6.เพิ่มปริมาณซิลิก้าให้แก่ต้นข้าว เพื่อต้านทานต่อโรค โดยใช้ปุ๋ยหมักและแคลเซี่ยม 
7. นอกจากการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชด้วยวิธีการต่างๆแล้ว อาจใช้สารเคมีคลุกเมล็ดพันธุ์ เช่น เบโนมิลผสมกับไธแรมหรือคาร์ซูก้าไมซิน คลุกเมล็ดก่อนปลูก หรือแช่เมล็ดในสารละลายเคมีนาน 24 ชั่วโมง ก่อนปลูก

http://www.moac.go.th
อ่าน:397 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลง
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลง
เกษตรฯ ตั้ง คกก.ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ผลักดัน 6 ข้อตกลงสู่การปฏิบัติในการพัฒนาข้าว

ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตรว่า การลงนามในครั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการปฏิบัติงานด้านข้าวของหน่วยงานทั้งสองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างมีระบบและสอดคล้องกัน โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งอธิบดีของทั้ง 2 หน่วยงานจะผลัดกันเป็นประธานและดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี โดยในวาระแรก นายทรงศักดิ์  วงศ์ภูมิวัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นประธาน 

สำหรับสาระสำคัญในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการปฏิบัติงานที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และเป็นรูปธรรม มี 6 ประเด็นด้วยกัน คือ 

1. การประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งสอง ได้แก่ สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว ศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ของกรมการข้าว กับส่วนส่งเสริมการผลิตข้าว สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ของกรมส่งเสริมการเกษตร 

2. การบริหารแผนงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวและชาวนา 

3. การสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน โดยสนับสนุนการขยายเมล็ดพันธุ์  วัสดุอุปกรณ์ ปัจจัยการผลิตรวมถึงงบประมาณตามโครงการ เพื่อให้การบริหารจัดการศูนย์ข้าวชุมชนที่มีอยู่เดิมและจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถดำเนินการได้อย่างประสิทธิภาพ

4. การรับรองแหล่งผลิตข้าวตามระบบจัดการคุณภาพ (GAP) โดยมีการตรวจรับรองแปลงเกษตรกร ออกหนังสือรับรอง จัดการอบรมให้ความรู้ จัดทำฐานข้อมูลเกษตรกร ตามระบบGAP และการให้คำปรึกษา 

5. การเตือนภัยการระบาดศัตรูข้าวและภัยธรรมชาติ โดยมีการประเมินสถานการณ์การระบาดศัตรูข้าวระดับภูมิภาคและระดับประเทศ 

6. ระบบข้อมูลและรายงาน โดยกรมการข้าวจะมีหน้าที่นำข้อมูลด้านข้าวและชาวนาจากระบบจัดเก็บของกรมส่งเสริมการเกษตรมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการผลิตและดำเนินการในกิจกรรมโครงการ รวมทั้งมีหน้าที่สำรวจและรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีการผลิตข้าว
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:709 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
58.10.90.45: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก
เกษตรอินทรีย์โตช้า ก.เกษตรฯ เร่งผลักดันตามยุทธศาสตร์ชิงส่วนแบ่งตลาดโลกที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างเกษตรกรเป็นแนวร่วมตั้งเป้า 1 แสนคนต่อปี รองรับการขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 2 แสนไร่ในปี 2552
    
นายรุ่งเรือง  อิศรางกูร  ณ อยุธยา  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดการสัมมนา เรื่อง “เกษตรอินทรีย์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก” ว่า ขณะนี้ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกมีเพิ่มมากขึ้นถึง 20 %/ ปี  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งมูลค่าการจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ของโลกในปี 2549 สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายยังสูงกว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วไปถึง 20 – 30 %  ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ในไทยยังมีสัดส่วนน้อยมาก  จากตัวเลขในปี 2549 มีพื้นที่เพาะปลูก 140,963 ไร่ หรือร้อยละ 0.103 ของพื้นที่การเกษตรเท่านั้น และเมื่อเทียบกับประเทศจีนและอินเดียพบว่า ประเทศไทยยังเติบโตช้ากว่ามาก  โดยพื้นที่เกษตรอินทรีย์ของไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 71 ของโลกจากจำนวน 85 ประเทศที่มีการจัดอันดับ

สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปี 2548 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ประมาณ 970 ล้านบาท โดยส่งไปจำหน่ายที่สหภาพยุโรปเป็นตลาดหลัก  ส่วนสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งออกเป็นหลัก ได้แก่ ข้าวอินทรีย์  ขณะที่ผัก และผลไม้ ก็เพิ่งเริ่มได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้จะมีอัตราการเติบโตที่เร็วก็ตาม 

นายรุ่งเรือง กล่าวต่อไปอีกว่า  กระทรวงเกษตรฯ พยายามเร่งผลักดันการผลิต และการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการส่งเสริมความรู้ที่ถูกต้องในการทำเกษตรอินทรีย์ และการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์  โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ที่มุ่งทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองเป็นหลัก และผลผลิตก็ไม่ได้มีหน่วยงานมาตรวจรับรองมาตรฐาน เนื่องจากเป็นการผลิตที่มุ่งบริโภคในครัวเรือน แต่เมื่อเกษตรกรกลุ่มนี้มีเครือข่ายและมีการผลิตเหลือการบริโภคก็ต้องมีการจำหน่ายเป็นการค้า ก็จำเป็นจะต้องทำให้เกิดระบบและมีมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร ในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เข้าไปเชื่อมโยงและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย โดยผ่านปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในปี 2550 ที่มีการสนับสนุนปราชญ์ชาวบ้านรวม 40 ศูนย์ พัฒนาเกษตรกรได้กว่า 23,000 คน และในปี 2551 จะสนับสนุนให้เพิ่มขึ้นเป็น 129 ศูนย์ครอบคลุมเกษตรกร 75,000 ราย เพื่อให้การผลิตที่ได้จากกลุ่มเกษตรกรรายย่อยมีมาตรฐานรองรับสามารถเข้าสู่ตลาดในซุปเปอร์มาเก็ตได้

นอกจากนี้  การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในภาพรวม ยังได้มีการจัดตั้งอนุกรรมการศึกษาและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ขึ้นประกอบด้วยองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นเจ้าภาพหลักในการเชื่อมโยงส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน รวมถึงยังได้ร่วมกันกำหนดแผนยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ปี 2551 – 2552 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 6 ด้านประกอบด้วย 1. ด้านมาตรฐานและระบบการรับรองที่ต้องได้รับการยอมรับในระดับสากล 2. ด้านการส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรเครือข่าย 3.ด้านระบบเชื่อมโยงการผลิต การแปรรูป และการตลาด 4. ด้านการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การตลาด 5. ด้านการวิจัยและพัฒนา และ 6. ด้านนโยบายและการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความชัดเจนขึ้น เป็นรูปธรรม และสามารถขยายพื้นที่เป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ให้เป็น 2 แสนไร่ได้ในปี 2552
    
   วันที่ : 18/January/2008
from: www.moac.go.th
อ่าน:619 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
จุดเริ่มต้นในสมัยโบราณ

การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในดินแดนแถบ Fertile Crescent โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศซีเรียและตอนใต้ของอิรักในปัจจุบัน เมื่อช่วงประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล คนในสมัยนั้นเริ่มมีการคัดเลือกพืชอาหารที่มีลักษณะตามความต้องการเพื่อนำไปเพาะปลูก

ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ระบบเกษตรกรรมขนาดเล็กได้แพร่เข้าไปสู่อียิปต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งปรากฏหลักฐานในการขุดค้นแหล่งโบราณคดี Mehrgarh ในภูมิภาค Balochistan จนถึงเมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ในอียิปต์เริ่มมีการทำเกษตรกรรมขนาดกลางบนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และในช่วงเวลานี้ในภูมิภาคตะวันออกไกลก็มีการพัฒนาทางเกษตรกรรมในรูปแบบเฉพาะตน โดยจะเน้นเพาะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชผลหลักมากกว่าข้าวสาลี

From: http://th.wikipedia.org
อ่าน:402 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ-กทม. ผุดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติ
58.10.90.8: 2558/10/24 17:22:56
เกษตรฯ-กทม. ผุดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติ
 เกษตรฯ-กทม. ผุดโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง” เพิ่มพื้นที่สีเขียวกลางกรุง 21 ไร่ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้-รวบรวมพันธุ์ไม้ผล 36 ชนิด 216 พันธุ์ หวั่นหมู่บ้านจัดสรรกลืนวิถีชีวิตชาวสวน “บางขุนนนท์” ดั้งเดิมเลือนหาย
    
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดสวนอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดทำโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพรรณไม้เขตร้อนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยได้สร้างสวนสาธารณะพื้นที่ประมาณ 21 ไร่ ในแขวงบางขุนนนท์ เขตตลิ่งชัน เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและอนุรักษ์พรรณพืชเขตร้อน ทั้งพันธุ์ไม้ผลและพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 36 ชนิด จำนวน 216 พันธุ์ 

“นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แก่กรุงเทพฯแล้ว สถานที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะไม้ผล ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านพรรณพืชเขตร้อน ซึ่งมีการอนุรักษ์วิถีชีวิตชาวสวนไม้ผลดั้งเดิมแบบบางขุนนนท์  ตลอดจนช่วยปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไปให้เกิดความรักในทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย” ศ.ดร.ธีระ กล่าว

ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ได้เร่งบูรณาการงานร่วมกัน เพื่อให้สวนดังกล่าวเปิดใช้งานได้โดยเร็ว โดยได้เร่งจัดหาต้นพันธุ์ไม้ผลนำมาปลูกในแปลง มีทั้งพันธุ์ไม้ผลดั้งเดิม พันธุ์ไม้ผลหายาก และพันธุ์ไม้ผลเศรษฐกิจ อาทิ ทุเรียน ได้แก่ พันธุ์ก้านยาว  ขุนนนท์  จำปาใน ทองใหม่ ทองหยิบ นกหยิบ นมสด หางสิงห์  เหลืองทอง อีลีบนายทิพย์ ชะนี หมอนทอง กระดุม กำปั่นขาว กำปั่นตาเพชร กระเทย  จอกลอย กบเล็บเหยี่ยว กบหัวล้าน กบซ่อนกลิ่น กบงู       กบแม่เฒ่า กบตาขำ อีลวง และทองย้อยฉัตร เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีกระท้อน ได้แก่ พันธุ์เม็ดในไหว อีล่า ทับทิมสยาม นิ่มนวล พันธุ์ชมพู่ ได้แก่ มะเหมี่ยว มะเหมี่ยวขาว เพชรสายรุ้ง สาแหรก ซาลาเปา สีนาค แขกดำ สากเบือ พันธุ์มะม่วง ได้แก่ อกร่อง พราหมณ์ขายเมีย ตากล่ำ แก้มแดง ตับเป็ด แก้วลืมรัง แม่ลูกดก  ทวายใหญ่  มันขุนศรี พิมเสนมัน  เจ้าคุณทิพย์ น้ำดอกไม้สีทอง พญาเสวย พันธุ์ลิ้นจี่ ได้แก่  เขียวหวาน ค่อมไฟไหม้ กระโถนท้องพระโรง กะโหลกใบเตา กะโหลกใบอ้อ ไทยใหญ่ สำเภาแก้ว ค่อมหอมลำเจียก  และยังมีพันธุ์ไม้ผลอีกมากมาย เช่น ลำไย ละมุด มะไฟ กล้วย และอื่นๆ ขณะเดียวกันยังมีการจัดทำข้อมูลประวัติพรรณไม้และข้อมูลทางวิชาการ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ในเรือนหอพรรณไม้ผลซึ่งเป็นเรือนปั้นหยาไม้สัก พร้อมจัดทำป้ายแปลงและป้ายชื่อพันธุ์ไม้ต่างๆ ให้ทราบด้วย

ทั้งนี้ บางขุนนนท์ในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพฯ  ซึ่งผลไม้หลายชนิดมีคุณภาพดี รสชาติยอดเยี่ยมและมีชื่อเสี่ยงโด่งดังไปทั่วประเทศ ผลไม้ที่โดดเด่นได้แก่ ทุเรียนพันธุ์บางขุนนนท์ ก้านยาว หมอนทอง กบ และทุเรียนพันธุ์กำปั่น  นอกจากนี้ยังมีไม้ผลที่มีชื่อเสียงอีกหลายชนิด เช่น กระท้อนห่อ  มะปราง มะยงชิด มะม่วง ลิ้นจี่ แต่ปัจจุบันสภาพพื้นที่สวนแบบดั้งเดิมกำลังจะหมดไป กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรขึ้นมาแทนที่ ทำให้พันธุ์ไม้ผลที่เคยโด่งดังในอดีต กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ และวิถีแบบชาวสวนไม้ผลดั้งเดิมของบางขุนนนท์นับวันจะลางเลือนหายไป.
    
   วันที่ : 17/January/2008

จาก: www.moac.go.th
อ่าน:741 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด 
58.10.90.155: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด 
เกษตรฯ ย้ำสร้างสมดุลราคาปาล์ม ตีกรอบเวลานำเข้าปาล์ม 3 หมื่นตันให้เร็วและสั้นที่สุด หวั่นกระทบผลผลิตปาล์มในประเทศที่จะออกสู่ตลาดช่วงมีนาคม พร้อมสร้างโอกาสกระตุ้นการบริโภคน้ำมันรำข้าว เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค  
    
  ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร เปิดเผยว่า  ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ถึงปริมาณการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าในส่วนของปริมาณการผลิตปาล์มที่กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่ามีปริมาณการผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศนั้น แต่เนื่องจากขณะนี้ผู้บริโภคต้องประสบปัญหาราคาน้ำมันปาล์มบริโภคที่สูงขึ้น จึงได้มีข้อสรุปร่วมกันที่จะมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มต่างประเทศจำนวนไม่เกิน 3 หมื่นตัน เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มไม่ให้ผู้บริโภคได้รับความเดือนร้อน ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องปกป้องราคาน้ำมันปาล์มดิบของเกษตรกรไม่ให้ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยปัจจุบันราคาปาล์มดิบอยู่ที่ 6.50 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเข้าน้ำมันปาล์มให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม หรืออย่างช้าที่สุดภายในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผลผลิตปาล์มที่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งมาตรการนำเข้าปาล์มถือเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มที่สูงขึ้น และจะมีการนำเข้าเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น จึงไม่น่าจะกระทบต่อผลผลิตปาล์มและราคาน้ำมันปาล์มของเกษตรกร 

                                นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงแนวทางในการเพิ่มปริมาณความต้องการการบริโภคน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค  เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน โดยเฉพาะน้ำมันรำข้าว ที่สามารถใช้วัตถุดิบข้าวภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณการบริโภคน้ำมันรำข้าวอยู่ประมาณ 5 % ของส่วนแบ่งตลาด  ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มมีถึง 60 %  ดังนั้น หากมีการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนให้หันมาบริโภคน้ำมันรำข้าวเพิ่มขึ้น ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันรำข้าวซึ่งมีศักยภาพเพียงพอต่อการรองรับความต้องการของตลาด ขณะนี้ราคาน้ำมันรำข้าวปัจจุบันอยู่ที่ 42 บาท/ลิตร ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มซึ่งอยู่ที่ 41 บาท/ลิตร

                                ด้านนายมณฑล  เจียมเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ถือได้ว่าราคาปาล์มอยู่ในระดับที่ดีและมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายโครงการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยจากงบประมาณกองทุนน้ำมัน และจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้แก่เกษตรกรนำไปลงทุน ก็คาดว่าจะสามารถไปสู่เป้าหมายการขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม 2.5 ล้านไร่ใน 5 ปี ได้ไม่ยากนัก  
 
    
  วันที่ : 16/January/2008  
from: http://www.moac.go.th
อ่าน:421 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนสิรินธร
203.152.57.5: 2563/06/24 10:15:26
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนสิรินธร
เกษตรฯ เร่งจัดซื้อที่ดินเอกชน เพื่อจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร ภายในเดือน ก.ย. 51 ได้ที่ทำกินครบทุกครัวเรือนๆ ละ 15 ไร่ พร้อมเปิดทางเลือกสร้างอาชีพ

ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการตรวจสอบสิทธิผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนดังกล่าวแล้วจำนวน 2,299 ราย ผลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจริง จำนวน 2,274 ราย ปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้จัดตั้งศูนย์จัดหาที่ดินทำกินโครงการสิรินธร(จ.ก.ส.)ขึ้น 2 ศูนย์ พร้อมประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อจัดซื้อที่ดินในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 11 อำเภอ ได้แก่ อำเภอพิบูลมังสาหาร สิรินธร บุณฑริก นาจะหลวย เดชอุดม โขงเจียม ตระการพืชผล ตาลสุม ม่วงสามสิบ ทุ่งศรีอุดม และนาเยีย เพื่อนำมาจัดสรรให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ ราคาไร่ละไม่เกิน 32,000 บาท

ปัจจุบันมีราษฎรในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมาเสนอขายที่ดินให้โครงการฯแล้ว จำนวน 795 ราย รวมเนื้อที่กว่า 16,086.06 ไร่ มีทั้งที่ดินที่มีโฉนด ที่ดินที่มี น.ส.3 และ น.ส.3ก จากการสำรวจความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ พบว่ามีความสนใจในที่ดินที่เสนอขาย 299 ราย เนื้อที่ 3,675 ไร่ ขณะเดียวกันยังมีการจับคู่แมชชิ่ง(Matching)ระหว่างผู้เสนอขายที่ดิน 153 ราย กับผู้ได้รับผลกระทบ 234 ราย เนื้อที่ประมาณ 2,880.31 ไร่ด้วย ซึ่งคณะกรรมปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.)อุบลราชธานีได้อนุมัติจัดซื้อที่ดินไปแล้ว 367 แปลง เนื้อที่ 7,633 ไร่ รองรับผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 643 ราย

ด้านนายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ส่วนที่เหลือ ส.ป.ก.จะเร่งจัดหาที่ดินและจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้ราษฎรผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ครบโดยเร็ว คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2551 นี้ ซึ่งหลังจากจัดราษฎรลงแปลงแล้ว จะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ สปก.4-01ค ให้ พร้อมเร่งฟื้นฟูอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่เดือดร้อน โดยขึ้นอยู่กับความต้องการของราษฎรเป็นหลัก

“เบื้องต้นคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดหาที่ดิน จัดที่ดินและพัฒนาที่ดินฯ ได้วางกรอบและกำหนดแนวทางการพัฒนาที่ดินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยจะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งน้ำ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต และพัฒนาองค์ความรู้เพื่อช่วยเสริมทักษะในการฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตร สำหรับเงินส่วนที่เหลือจากการจัดซื้อที่ดินของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะมอบกลับคืนให้ผู้ได้รับผลกระทบแต่ละรายในรูปโครงการแผนพัฒนาที่ดิน ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัว สามารถดำรงชีพอยู่ได้และมีความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ” นายสถิตย์พงษ์ กล่าว

วันที่ : 15/January/2008

http://www.moac.go.th
อ่าน:439 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2105 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 210 หน้า, หน้าที่ 211 มี 5 รายการ
|-Page 209 of 211-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 | 181 | 182 | 183 | 184 | 185 | 186 | 187 | 188 | 189 | 190 | 191 | 192 | 193 | 194 | 195 | 196 | 197 | 198 | 199 | 200 | 201 | 202 | 203 | 204 | 205 | 206 | 207 | 208 | 209 | 210 | 211 |
จำหน่าย ไก่ดำ ไก่ต๊อกขาว ไก่ต๊อกต่าง ไก่งวง และไก่สวยงามอื่นๆ จ.สงขลา
Update: 2558/08/11 20:03:39 - Views: 1837 | Ans: 0
โรคลำต้นจุดสีน้ำตาลของแก้วมังกร โรคจากเชื้อรา แก้ด้วย ไอเอส
Update: 2563/02/14 08:56:13 - Views: 340 | Ans: 1
โรคลำต้นจุดสีน้ำตาลของแก้วมังกร โรคจากเชื้อรา แก้ด้วย ไอเอส
โรคลำต้นจุดสีน้ำตาลของแก้วมังกร โรคจากเชื้อรา แก้ด้วย ไอเอส
ขายไร่ละ 40,000 บาท 23 ไร่
Update: 2557/01/10 22:42:04 - Views: 1779 | Ans: 0
เพลี้ยจักจั่นสีเขียว (green rice leafhopper) การป้องกัน และกำจัด
Update: 2563/06/16 12:31:15 - Views: 120 | Ans: 0
เพลี้ยจักจั่นสีเขียว (green rice leafhopper) การป้องกัน และกำจัด
ขายกล้ายางพารา 600,3001 และต้องการตัวแทนขายกล้ายาง
Update: 2554/08/02 16:16:06 - Views: 4655 | Ans: 3
ขายเต้นท์โกดังเก็บสินค้าทรงโค้ง และเต้นท์โกดังเก็บสินค้าทรงจั่ว ผ้าใบทุกชนิด ทุกขนาด ทุกแบบเป็นผืน แบบเป็นม้วน ราคาจากโรงงาน
Update: 2554/03/03 22:29:31 - Views: 9382 | Ans: 0
ขายเต้นท์โกดังเก็บสินค้าทรงโค้ง และเต้นท์โกดังเก็บสินค้าทรงจั่ว ผ้าใบทุกชนิด ทุกขนาด ทุกแบบเป็นผืน แบบเป็นม้วน ราคาจากโรงงาน
ต้องการซื้อ รถไถนาเดินตามมือสอง จำนวนมาก ราคาถูก
Update: 2553/08/22 19:57:18 - Views: 21208 | Ans: 0
ขายกล้วยไม้
Update: 2554/07/21 23:21:04 - Views: 5151 | Ans: 0
ขายกล้วยไม้
เกษตรฯ เร่งสรุปราคาปุ๋ยจากจีนภายในสัปดาห์นี้ รัสเซีย-ยูเครนจ่อเสนอราคาไม่เกินหมื่นต่อตัน
Update: 2563/06/23 15:28:52 - Views: 1097 | Ans: 1
สาหร่าย กับการทำนาของลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง
Update: 2554/03/04 16:33:27 - Views: 7536 | Ans: 0
สาหร่าย กับการทำนาของลุงทองเหมาะ แจ่มแจ้ง
© FarmKaset.ORG