[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ พจน์ สิระการ, อาทิตย์ 09 สิงหาคม 2563 09:40:56, เลขจัดส่ง SMAM000รออัพเดท
คุณ สมบัติ รัศมีประกาย, เสาร์ 08 สิงหาคม 2563 13:26:38, เลขจัดส่ง SMAM000204771
คุณ บัวสี โอชา , เสาร์ 08 สิงหาคม 2563 10:18:23, เลขจัดส่ง SMAM000204768
คุณ วรวุฒิ บัวพงษ์, เสาร์ 08 สิงหาคม 2563 08:35:17, เลขจัดส่ง SMAM000204772
คุณ จุไรรัตน์ แก้วหนองสังข์ , ศุกร์ 07 สิงหาคม 2563 20:07:25, เลขจัดส่ง SMAM000204769
คุณ สุภาพ ศรีเพิ่ม, ศุกร์ 07 สิงหาคม 2563 17:36:15, เลขจัดส่ง SMAM000204770
คุณ กชกร โคตรชมภู, ศุกร์ 07 สิงหาคม 2563 10:14:01, เลขจัดส่ง SMAM000204438
คุณไตรภพ อมรสิงห์, พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 23:09:22, เลขจัดส่ง SMAM000204435
คุณ นภัสวรรณ เหหาสุข , พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 15:23:47, เลขจัดส่ง SMAM000204437
คุณ สุรพล , พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 13:52:58, เลขจัดส่ง SMAM000204194
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
มีพันธุ์ มันสำปะหลัง ห้วยบง 60  และเกษตรศาสตร์ 50  ขายนะค่ะ
124.120.84.241: 2553/02/20 10:47:38
มีพันธุ์ มันสำปะหลัง ห้วยบง 60  และเกษตรศาสตร์ 50  ขายนะค่ะ
มีพันธุ์มันสำปะหลัง เหลืออีกนิดน้อย ไม่ทราบว่ามีใครต้องการบ้างไหม? 

มี 2 พันธุ์นะค่ะ 

เกษตรศาสตร์ 50 ขาย ท่อนละ 1.50 บาท 

ห้วยบง 60 ขายท่อนละ 1.60 บาท 

ท่อนพันธุ์ยาวมาก ตั้งแต่ 1.50 - 2 เมตร 

พร้อมยินดีให้คำปรึกษา การเพิ่มผลผลิต ในมันสำปะหลัง 

8-15 ตัน/ไร่ 

สถานที่ แปลงมันสำปะหลัง 

อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 

สนใจติดต่อ 

คุณศุภานัน สระบัว 

086-3081046, 085-8010027 
อ่าน:784 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบข้อมูลผักบุ้งมัน
124.121.137.71: ././. .:.:.
อยากทราบข้อมูลผักบุ้งมัน
อยากทราบข้อมูลผักบุ้งมัน  ว่าหาซื้อได้ที่ไหน  ปลูกอย่างไร  
ถ้าใครทราบข้อมูลช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะคะ
อ่าน:1454 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เตรียมจับมือ ก.พลังงานและอุตสาหกรรมนำร่องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ E 20...
202.91.19.192: ././. .:.:.
ก.เกษตรฯ เตรียมจับมือ ก.พลังงานและอุตสาหกรรมนำร่องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ E 20...
 ก.เกษตรฯ เตรียมจับมือ ก.พลังงานและอุตสาหกรรมนำร่องเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ E 20 หวังกระตุ้นความต้องการใช้เอทานอลในประเทศให้มากขึ้น  
    
  นายธีระชัย  แสนแก้ว  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เปิดเผยว่า  ถึงแม้ประเทศจะมีศักยภาพในการผลิตพืชพลังงานหลายชนิด  โดยเฉพาะอ้อยและมันสำปะหลังซึ่งมีผลผลิตสูงในเขตพื้นที่ภาคอีสาน ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายที่จะสนับสนุนการพัฒนาพืชพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ   แต่เพราะยังติดปัญหาด้านการบริหารจัดการและการตลาดในการนำผลผลิตพืชพลังงานมาผลิตเป็นเอทานอล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงงานผลิตเอทานอลทั้ง  48  โรง ที่มีอยู่ไม่สามารถทำการผลิตได้เต็มกำลังของโรงงาน  รวมทั้งผู้ประกอบการบางส่วนไม่กล้าที่จะลงทุนเพิ่มเติม   ทำให้ปัจจุบันราคาต้นทุนการผลิตเอทานอลสูงถึงลิตรละ  19  บาท  ขณะที่ราคาจำหน่ายเพียงลิตรละ  16-17  บาท เท่านั้น

                                ดังนั้น  เพื่อให้การพัฒนาพืชพลังงานมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม  จึงมีแนวคิดที่จะหารือกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำโครงการนำร่องนำเครื่องยนต์ E20  หรือ E85  มาใช้แทนรถยนต์ของหน่วยราชการในสังกัดของทั้ง   3  กระทรวง  เพื่อเป็นกระตุ้นความต้องการใช้เอทานอลภายในประเทศให้มากขึ้น  ขณะเดียวกันคาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการรถยนต์เกิดความเชื่อมั่นในการนำเข้ารถยนต์ที่ใช้เอทานอลเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งจะนำไป  สู่การใช้เอทานอล 100%  หรือ  E 100   เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศตามแผนงานที่วางไว้  

                                "ปัจจุบันราคาจำหน่าย และต้นทุนการผลิตเอทานอลที่ค่อนข้างสูงไม่สร้างแรงจูงใจให้กับทั้งผู้ประกอบและผู้บริโภค จึงเป็นเหตุให้แผนพัฒนาพืชพลังงานไม่คืบหน้าเท่าที่ควร   แต่หากเราสามารถผลักดันให้มีการนำเครื่องยนต์ E20  หรือ E85  มาใช้เพิ่มขึ้นเหมือนกับที่ประเทศบราซิลทำสำเร็จในการส่งเสริมให้ประชาชนใช้เครื่องยนต์  E100 ได้  ทุกวันนี้ผลผลิตกว่าร้อยละ  85 ของผลผลิตอ้อยทั้งหมดที่ประเทศบราซิลผลิตได้ถูกนำมาผลิตเป็นเอทานอลใช้ในประเทศ   ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาอ้อยภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว   ยังช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้อีกด้วย"  นายธีระชัย กล่าว
 
from: moac.go.th
อ่าน:2008 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เตือนปุ๋ยปลอมราคาถูกระบาด
202.91.19.192: ././. .:.:.
เตือนปุ๋ยปลอมราคาถูกระบาด
ปุ๋ยมาเลเซียบุกตีตลาดเมืองตรัง กวาดยอดขายเพียบ ออร์เดอร์ช่วงฤดูฝนนับ 1,000 ตัน ชี้การแข่งขันสูงขณะที่ปุ๋ยปลอมราคาถูกระบาดหนัก เตือนเกษตรกรระวัง นายวีระ ตระกูลรัมย์ ผู้จัดการร้านสหเกษตรตรัง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยตราหัวไก่ ซึ่งนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์การใช้ปุ๋ยในจังหวัดตรังเวลานี้เงียบมาก เพราะย่างเข้าสู่หน้าแล้งจึงทำให้ยอดขายตกลงมาก แต่มีปุ๋ยที่ยังขายได้เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ปูนขาว เป็นต้น ส่วนใหญ่ปุ๋ยตราหัวไก่จะขายดีที่สุดโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนต้องสั่งนำเข้ามาประมาณ 1,000 กว่าตัน แต่ยอดขายไม่ค่อยแน่นอน บางเดือนมีเพียง 100,000 บาท บางเดือน 30,000-50,000 บาท มีกำไรกระสอบละ 5-10 บาท ลูกค้ามี 2 กลุ่มคือ ลูกค้าสวนยางพารา และชาวสวนปาล์มน้ำมันประมาณ 300-400 ราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การแข่งขันกันในจังหวัดตรังสูงมาก และกำลังประสบปัญหาปุ๋ยปลอม หรือปุ๋ยที่ไม่ได้คุณภาพที่วางจำหน่ายกันเกลื่อนตลาด ซึ่งลูกค้าไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อใช้ปุ๋ยไปแล้วจะออกดอกออกผลดีหรือไม่ แต่สิ่งเหล่านี้จะเห็นผลในระยะยาว ฉะนั้นจะต้องมีหน่วยงานตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยอย่างจริงจัง ต้องไม่อะลุ่มอล่วยกัน "อนาคตธุรกิจปุ๋ยที่ขายกันในแบบเดิมๆ น่าจะหมดไป เช่น แค่มีเงินทุนก็สามารถเปิดร้านได้ หรือซื้อมาแล้วขายไป สิ่งเหล่านี้น่าจะลดน้อยลง แต่ร้านจะเริ่มมีเยอะขึ้นเพราะมีเด็กใหม่ไฟแรงที่เพิ่งจบด้านเกษตรโดยตรงมากขึ้น ต่อไปจะมีการแบ่งกลุ่มลูกค้าชัดเจนมากขึ้น" นายวีระกล่าว ด้านนายเริงเกียรติ ชูดำ เจ้าของร้านจอมทองการเกษตร ตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยตราช้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้มีปุ๋ยยี่ห้อต่างๆ ออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์จะมีต้นทุนต่ำแต่กำไรมาก และมักเจอปัญหาคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งปุ๋ยปลอมดังกล่าวจะทำตลาดโดยนำไปเสนอขายตามบ้านมากกว่านำมาวางขายหน้าร้าน ซึ่งกรมวิชาการไม่ได้เข้ามาตรวจสอบดูแลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งเกษตรกรต้องระมัดระวังให้มาก "ปัจจุบันร้านค้าปุ๋ยที่อยู่ได้จะต้องกำไรต่ำ ปุ๋ยมีคุณภาพสม่ำเสมอ ลูกค้าในจังหวัดตรังที่นิยมใส่ปุ๋ยยังมีปริมาณน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นสวนยางพาราและสวนปาล์ม โดยเฉพาะสวนยางจะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง คือช่วงต้นฝนและช่วงปลายฝน พอเข้าช่วงหน้าแล้งร้านปุ๋ยแทบทุกร้านไม่มีลูกค้าเลย ตลาดเงียบจริงๆ ฉะนั้นในช่วงหน้าแล้ง ร้านปุ๋ยจะนิยมออกไปหาลูกค้า เช่น เป็นวิทยากรบรรยายตามกลุ่มสหกรณ์ เข้าไปพูดคุยกับชาวสวนเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ และพยายามหาลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่ม ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะอยู่ไม่ได้" นายเริงเกียรติกล่าว 

http://www.kasetcity.com/Agtoday/Agtodaylist.asp?GID=599
อ่าน:41465 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยยูเรีย46-0-0นำเข้าราคาดีครับ
117.47.89.128: 2553/02/20 10:47:38
ปุ๋ยยูเรีย46-0-0นำเข้าราคาดีครับ
เป็นบริษัทนำเข้าปุ๋ยยูเรีย46-0-0ถูกต้องตามกฎหมาย ปุ๋ยยูเรียหายากราคาแพง มานำเข้ากับบริษัทผมดีกว่าครับและราคาดีมากๆครับเริ่มที่ 1,000ขึ้นไปครับสนใจติดต่อ ที่คุณ สราวุธ 0848161007 ตลอดเวลาครับ
อ่าน:3842 | ความคิดเห็น:20 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ..
202.91.18.204: ././. .:.:.
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ..
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ งานชลประทาน หวังสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์งานชลประทานสู่ชุมชน  
    
  ครั้งที่ 377/2551 16 พฤษภาคม 2551 กระทรวงเกษตรฯ ร่วมภาคเอกชน ผลักดันให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้การบริหารจัดการน้ำและ งานชลประทาน หวังสร้างเครือข่ายประชาสัมพันธ์งานชลประทานสู่ชุมชน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานรับมอบสื่อวีดีทัศน์และเอกสารประกอบการฝึกอบรมจาก นายวีระ อัครพุทธิพร กรรมการมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เพื่อส่งมอบต่อให้ นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน นำไปใช้เป็นสื่อประกอบการฝึกอบรมในโครงการ “โคคา-โคลา ยุวชลกรเรียนรู้งานชลประทาน” หลังจากร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยโครงการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เยาวชนทั่วประเทศ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบการบูรณาการ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งน้ำที่กรมชลประทานสร้างขึ้น และยังเป็นการปลูกฝังให้เกิดจิตสำนึกที่ดี โดยเน้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และมีโอกาสพบปะเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน รวมทั้งมีส่วนร่วมในกิจกรรมชลประทานด้านต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ยุวชลกรได้ เข้าใจงานชลประทานอย่างถูกต้อง จนเป็นส่วนหนึ่งของกรมชลประทานที่สามารถเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ความรู้ ความสำคัญของงานชลประทานไปสู่ชุมชนของตนเองได้อย่างถูกต้อง นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า กรมชลประทานได้ดำเนินงานเกี่ยวกับยุวชลกรเรียนรู้งานชลประทานนั้น มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับในปี 2551 นี้ ถือเป็นปีแรกที่ภาคเอกชน คือ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย เข้ามาร่วมดำเนินการในการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย จะสนับสนุนเสื้อและหมวก สื่อการเรียนการสอน และอุปกรณ์การเรียน ด้านความรู้เกี่ยวกับงานชลประทานเบื้องต้น บทบาทหน้าที่ การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ และการสร้างสมดุลนิเวศ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา โรงงานของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทยที่ดำเนินงานโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการชลประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม ที่ทำให้งานชลประทานสนองตอบความต้องการและเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ กรมชลประทานตั้งเป้ายุวชลกรเรียนรู้งานชลประทานในปีนี้ ไม่น้อยกว่า 9,999 คน โดยจะคัดเลือกนักเรียนอายุ 13 – 18 ปี เข้ารับการฝึกอบรมเป็นยุวชลกร ซึ่งจะทำการอบรมในเขตพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการปฏิบัติการคันคูน้ำ และโรงเรือนในเขตพื้นที่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา โครงการชลประทานจังหวัด และโครงการปฏิบัติการคันคูน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด  

From: moac.go.th
อ่าน:585 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศ ปี 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาขาด..
202.91.18.204: ././. .:.:.
กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศ ปี 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาขาด..
กระทรวงเกษตรฯ  เตรียมพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศ ปี 2551 เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนเมล็ดกาแฟ  พร้อมป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับเกษตรกร

                                นายอภิชาติ  จงสกุล  โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่า   ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟดิบเพื่อใช้ในประเทศปี  2551  ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์   ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2551  เห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดกาแฟตามข้อผูกพันองค์การการค้าโลก  (WTO)  ปริมาณกาแฟ  ในโควตา  5.25  ตัน  โดยมีภาษีในโควตาร้อยละ  30  และภาษีนอกโควตาร้อยละ  90   แต่ขณะนี้มีบริษัทควอลิตี้  คอฟฟี่  โปรดักส์  จำกัด  ได้เสนอข้อเรียกร้องผ่านทางคณะอนุกรรมการพืชสวน ขอให้พิจารณาเปิดตลาดเพื่อนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบ   เพื่อแก้ไขการขาดแคลนเมล็ดกาแฟดิบสำหรับผลิตเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟสำหรับบริโภคภายในประเทศ  เนื่องจากได้ประมาณการความต้องการใช้เมล็ดกาแฟดิบเพื่อการแปรรูปใช้ภายในประเทศปี  2551  คาดว่าจะมีความต้องการใช้  40,000  ตัน  ซึ่งคณะอนุกรรมการพืชสวน ได้มีมติเห็นชอบให้นำเข้าเมล็ดกาแฟบัสต้ าในปี 2551  จำนวน ไม่เกิน 20,000 ตัน            ในอัตราภาษีร้อยละ 15   และให้นำเข้าแต่ละครั้งไม่เกิน 5,000 ตัน  โดยมีระยะเวลานำเข้าตั้งแต่พฤษภาคม – ตุลาคม 2551   ทั้งนี้  จากการหารือคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์  เห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก  และเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟของไทยหากมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบจากต่างประเทศ  จึงเห็นควรให้คณะอนุกรรมการพืชสวนทบทวนรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ  ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณาอีกครั้ง
อ่าน:957 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
 “ธีระชัย” ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนของปี 2551 ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ...
202.91.19.206: ././. .:.:.
 “ธีระชัย” ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนของปี 2551 ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ...
 “ธีระชัย” ระบุดัชนีราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนของปี 2551 ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 39.89 จากปี 2550 โดยเฉพาะในกลุ่มพืชพลังงาน คาดมีแนวโน้มราคาและผลผลิตสูงขึ้นต่อเนื่อง  
    
  นายธีระชัย  แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนเมษายน  2551 ว่า  จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าภาพรวมราคาสินค้าเกษตรเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงมาก ดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาประจำเดือนเมษายน  2551  เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน  2550  เพิ่มขึ้นร้อยละ  39.89 เนื่องจากมีสินค้าเกษตรกรส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น  ได้แก่  ข้าว  นาปี  ข้าวนาปรัง  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  มันสำปะหลัง  ถั่วเหลือง  ปาล์มน้ำมัน  ยางพารา  สุกร  ไก่เนื้อ  และไข่ไก่  ราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ  76.41,  99.38,  21.88,  83.47,  66.35,  55.49,  12.77,  55.04,  19.92  และ  34.59  ตามลำดับ  ส่วนสินค้าที่มีราคาลดลง ได้แก่  อ้อยโรงงาน สับปะรด  และกุ้งขาวแวนนาไมลดลงร้อยละ  14.48,  3.51  และ  3.70  ตามลำดับ

                นายธีระชัย   กล่าวว่า   ในด้านของพืชพลังงานในเดือนเมษายนที่ผ่านมา  ราคาอ้อยโรงงานเกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศตันละ  590  บาท  เพิ่มขึ้นจากตันละ  586  บาท  ของเดือนมีนาคม ร้อยละ  0.68  แต่ลดลงจากตันละ 663  บาท  ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ร้อยละ  11.01  คาดว่าในปี  2551  นี้ จะมีผลผลิตอ้อยรวมทั้งประเทศประมาณ  72.34  ล้านตัน  มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต  69.14 ล้านตัน  คิดเป็นร้อยละ 4.63   ในส่วนของมันสำปะหลัง         ราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.23  บาท  โดยราคาเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 2.20 บาท  ของเดือนมีนาคมร้อยละ  1.36 และเพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 1.21 บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา  ร้อยละ 84.30 ระดับราคายังคงเพิ่มและอยู่ในระดับสูง คาดว่าในปี  2551  จะมีผลผลิตมันสำปะหลังรวมทั้งประเทศประมาณ  27.90 ล้านตัน  มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต  26.78  ล้านตัน  คิดเป็นร้อยละ 4.18 โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน  และ พฤศจิกายน – ธันวาคม 

          อย่างไรก็ดี ในต้นปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดจำนวนมากแต่ปริมาณยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในส่วนของความต้องการเพื่อการส่งออก  การใช้ทดแทนข้าวโพดฯ  ในการผลิตอาหาร     สัตว์และความต้องการของโรงงานผลิตเอทานอล แนวโน้มราคาผลผลิตฤดูใหม่คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี เช่นเดียวกับที่ผ่านมา           สำหรับเดือนพฤษภาคม  2551  คาดว่าราคายังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป  โดยสัปดาห์ที่  2  ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย  กิโลกรัมละ 2.09 บาท

            สำหรับปาล์มน้ำมัน ราคาปาล์มน้ำมันเฉลี่ยเดือนเมษายน  2551  อยู่ที่กิโลกรัมละ 4.83 บาท ราคาลดลงจากกิโลกรัมละ 4.85 บาท ของเดือนก่อน ร้อยละ 0.14 แต่เพิ่มขึ้นจากกิโลกรัมละ 3.19 บาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 51.41 คาดว่าในปี 2551 นี้จะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมทั้งประเทศประมาณ 7.87 ล้านตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต 6.38 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 23.21 โดยจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี สำหรับภาวะการค้า ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ โรงงานผลิตไบโอดีเซลที่เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งมีผลทำให้ราคาผลปาล์มในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย  อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ราคาเดือนพฤษภาคม  2551  คาดว่า  ระดับราคาจะปรับตัวลดลงไม่มากนักหรือยังทรงตัวใกล้เคียงกับเดือนก่อน            โดยสัปดาห์ที่  2  ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย  กิโลกรัมละ 4.18 บาท
 
from: moac.go.th
อ่าน:691 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ชู สวก. ต่อยอดวิชาการเกษตร หวังวางรากฐานผลงานค้นคว้าวิจัย...
203.152.57.5: 2563/06/18 17:38:41
เกษตรฯ ชู สวก. ต่อยอดวิชาการเกษตร หวังวางรากฐานผลงานค้นคว้าวิจัย...
เกษตรฯ ชู สวก. ต่อยอดวิชาการเกษตร หวังวางรากฐานผลงานค้นคว้าวิจัยเป็นกุญแจสำคัญ พัฒนาศักยภาพการผลิตและแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอาหารไทยก้าวสู่มาตรฐานสากล

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการแถลงข่าว การจัดประชุมวิชาการประจำปี 2551 ของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกและส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญอีกหลายชนิด อาทิ กุ้ง ยางพารา สับปะรดกระป๋อง ซึ่งสินค้าในกลุ่มข้าวและผลไม้เป็นที่รู้จักทั้งในแง่ของคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบทั้งพื้นที่ ทรัพยากรน้ำ และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมและเอื้ออำนวย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีหน่วยงานวิชาการในกำกับดูแล คือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จึงสนับสนุนให้ สวก. ต่อยอดข้อได้เปรียบดังกล่าวด้วยการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวตกรรม เพื่อพัฒนาการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งเสริมและลงทุนด้านการศึกษาทดลอง วิจัย งานด้านวิชาการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิต เก็บรักษา ตลอดจนแปรรูปสินค้าเกษตรให้คงความสดใหม่ ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถเพิ่มผลผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารในระดับสากล ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีสินค้าเกษตรและอาหารโลก รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรไทยทั้งในแง่ปริมาณการส่งออกและราคาต่อหน่วยให้สูงขึ้น นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรฯ โดย สวก. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการวิจัยพัฒนา ต่อยอด การเพิ่มมูลค่า และการพัฒนาการเกษตรไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงได้จัดการประชุมวิชาการประจำปี 2551 ภายใต้หัวข้อ “เพิ่มมูลค่าเกษตรไทย จากวิจัยสู่ตลาดสากล” หรือ “Adding Agro-Values: From Research to Global Markets” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน 2551 โดยงานดังกล่าวได้รับพระกรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งการประชุมวิชาการในครั้งนี้จะเป็นส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาการวิจัยการเกษตรเชิงพาณิชย์ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรวิจัยด้านการเกษตร อีกทั้ง สวก. จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดผลงานวิจัยและนักวิจัยการเกษตรที่มีคุณภาพ ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวตกรรม ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในกระบวนการผลิต อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่า แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยสามารถก้าวไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมเกษตรอย่างมั่นคง สร้างรายได้ให้แก่ประเทศและนำมาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ด้านนายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานดังกล่าวจะมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่โดดเด่นของ สวก. อาทิ โครงการวิจัยข้าวและการแปรรูป โครงการวิจัยปาล์มน้ำมัน โครงการวิจัยข้าวมอลต์วิตามินบีสูง โครงการศึกษาวัคซีนเพื่อควบคุมโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย รวมทั้งหัวข้องาน ที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีนาโนกับโอกาสของสินค้าเกษตร การเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย จากวิจัยสู่ตลาดสากล พร้อมทั้งนิทรรศการแสดงและจำหน่ายสินค้า เทคโนโลยีของภาคเอกชนและผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร ใน 5 กลุ่ม ได้แก่ หม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ ข้าวและการแปรรูป กล้วยไม้ ยางพารา ปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ เพื่อให้ผู้สนใจเลือกซื้อหรือติดต่อดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์แปรรูปสินค้าเกษตรไทยที่มีคุณภาพ ซึ่งได้รับคัดเลือกให้ร่วมงานอีกด้วย

from: moac.go.th
อ่าน:615 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความ...
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความ...
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการค้าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร  
    
  นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสัมมนา เรื่องพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่าพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการผลิต การนำ หรือสั่ง ขาย และนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยได้เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติบางส่วนในการควบคุมปุ๋ยเคมี และมีการควบคุมปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเดิมไม่มีความควบคุมผู้ประกอบการเกี่ยวกับปุ๋ยดังกล่าว ต้องประกอบกิจการภายใต้พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดให้มีการสัมมนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบัญญัติและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ให้ผู้ประกอบการกิจการได้รับทราบและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องต่อไป ในการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 400 คน  

from: moac.go.th
อ่าน:755 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
2129 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 212 หน้า, หน้าที่ 213 มี 9 รายการ
|-Page 206 of 213-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 | 181 | 182 | 183 | 184 | 185 | 186 | 187 | 188 | 189 | 190 | 191 | 192 | 193 | 194 | 195 | 196 | 197 | 198 | 199 | 200 | 201 | 202 | 203 | 204 | 205 | 206 | 207 | 208 | 209 | 210 | 211 | 212 | 213 |
ขายและซ่อม รถแทรกเตอร์คูโบต้า รถไถนา รถเกี่ยวข้าว รถดำนา รถแทรกเตอร์มือสอง อะไหล่แท้ ราคาถูก
Update: 2553/09/08 12:05:24 - Views: 26805 | Ans: 0
ขายและซ่อม รถแทรกเตอร์คูโบต้า รถไถนา รถเกี่ยวข้าว รถดำนา รถแทรกเตอร์มือสอง อะไหล่แท้ ราคาถูก
กู๊ดโซค น้ำยาแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง เร่งราก ป้องกันโรค เพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก
Update: 2562/08/31 08:57:24 - Views: 278 | Ans: 0
กู๊ดโซค น้ำยาแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง เร่งราก ป้องกันโรค เพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอก
รถแทรคเตอร์ YANMAR สภาพเยี่ยม ใช้งานน้อยเพียง 2.5 ชม. ราคา 480,000 บาท
Update: 2558/05/20 12:16:46 - Views: 1158 | Ans: 0
ข้าวสารหอมมะลิอินทรีย์จ.ศรีสะเกษ
Update: 2554/11/30 18:17:53 - Views: 2340 | Ans: 2
รถเกี่ยวข้าวเดินตาม  MITSUBISHI  ราคา : 26,800 บาท
Update: 2557/11/21 20:51:21 - Views: 1747 | Ans: 0
รถเกี่ยวข้าวเดินตาม  MITSUBISHI  ราคา : 26,800 บาท
ปลูกมันเบอร์รี่ หรือหม่อนกินผล รายได้หลัก 3 หมื่นบาทต่อไร่ ราคาอยู่ในช่วง 150 ถึง 250 บาทต่อ กก.
Update: 2563/05/15 08:43:33 - Views: 118 | Ans: 0
ปลูกมันเบอร์รี่ หรือหม่อนกินผล รายได้หลัก 3 หมื่นบาทต่อไร่ ราคาอยู่ในช่วง 150 ถึง 250 บาทต่อ กก.
ปลูกมันเบอร์รี่ หรือหม่อนกินผล รายได้หลัก 3 หมื่นบาทต่อไร่ ราคาอยู่ในช่วง 150 ถึง 250 บาทต่อ กก.
คลิป วาเลนไทน์
Update: 2555/02/14 22:04:50 - Views: 2070 | Ans: 0
การไถดินดาน ที่ถูกต้อง ก่อนปลูกมันสำปะหลัง น้ำและอากาศไหลซึมได้ดี รากมันโตได้ไกล เพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี
Update: 2563/06/13 10:29:31 - Views: 106 | Ans: 0
การไถดินดาน ที่ถูกต้อง ก่อนปลูกมันสำปะหลัง น้ำและอากาศไหลซึมได้ดี รากมันโตได้ไกล เพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี
การไถดินดาน ที่ถูกต้อง ก่อนปลูกมันสำปะหลัง น้ำและอากาศไหลซึมได้ดี รากมันโตได้ไกล เพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี
รองเท้าบูทผ้า (รองเท้านินจา) มีทั้งพื้นผ้าและไหม่ล่าสุดพื้นยาง ตรงจากโรงงานเหมาะสำหรับชาวสวน ชาวนา ชาวไร่
Update: 2563/07/02 15:21:05 - Views: 6008 | Ans: 1
รองเท้าบูทผ้า (รองเท้านินจา) มีทั้งพื้นผ้าและไหม่ล่าสุดพื้นยาง ตรงจากโรงงานเหมาะสำหรับชาวสวน ชาวนา ชาวไร่
ปุ๋ยเม็ดสกัดเพอร์เฟค ซี (ตรานกอินทรีคู่) สูตรสีแดง และปุ๋ยเม็ดสกัดวันเดอร์ สูตรสีเขียว
Update: ././. .:.:. - Views: 966 | Ans: 0
ปุ๋ยเม็ดสกัดเพอร์เฟค ซี (ตรานกอินทรีคู่) สูตรสีแดง และปุ๋ยเม็ดสกัดวันเดอร์ สูตรสีเขียว
© FarmKaset.ORG