[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ สมบัติ รัศมีประกาย, เสาร์ 08 สิงหาคม 2563 13:26:38, เลขจัดส่ง SMAM000204771
คุณ บัวสี โอชา , เสาร์ 08 สิงหาคม 2563 10:18:23, เลขจัดส่ง SMAM000204768
คุณ วรวุฒิ บัวพงษ์, เสาร์ 08 สิงหาคม 2563 08:35:17, เลขจัดส่ง SMAM000204772
คุณ จุไรรัตน์ แก้วหนองสังข์ , ศุกร์ 07 สิงหาคม 2563 20:07:25, เลขจัดส่ง SMAM000204769
คุณ สุภาพ ศรีเพิ่ม, ศุกร์ 07 สิงหาคม 2563 17:36:15, เลขจัดส่ง SMAM000204770
คุณ กชกร โคตรชมภู, ศุกร์ 07 สิงหาคม 2563 10:14:01, เลขจัดส่ง SMAM000204438
คุณไตรภพ อมรสิงห์, พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 23:09:22, เลขจัดส่ง SMAM000204435
คุณ นภัสวรรณ เหหาสุข , พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 15:23:47, เลขจัดส่ง SMAM000204437
คุณ สุรพล , พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 13:52:58, เลขจัดส่ง SMAM000204194
คุณ ชมนาด ศรศิลป์, พฤหัสบดี 06 สิงหาคม 2563 13:45:23, เลขจัดส่ง SMAM000204190
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
ผักบุ้งทะเล แก้แผลเรื้อรัง แก้พิษฝีบวม แก้งูสวัด ถอนพิษ จากแมลงกัดต่อย พิษสัตว์ทะเล แมงกระพรุน
1.47.36.24: 2563/05/23 13:58:08
ผักบุ้งทะเล แก้แผลเรื้อรัง แก้พิษฝีบวม แก้งูสวัด ถอนพิษ จากแมลงกัดต่อย พิษสัตว์ทะเล แมงกระพรุน
ผักบุ้งทะเล ชื่อสามัญ Goat’s foot creeper_ Beach morning glory

ผักบุ้งทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomoea pes-caprae (L.) R. Br.(ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Convolvulus pes-caprae L._ Ipomoea biloba Forssk.) จัดอยู่ในวงศ์ผักบุ้ง (CONVOLVULACEAE)

สมุนไพรผักบุ้งทะเล มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักบุ้งต้น ผักบุ้งขน (ไทย)_ ผักบุ้งเล (ภาคใต้)_ ละบูเลาห์ (มะลายู-นราธิวาส)_ หม่าอานเถิง (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของผักบุ้งทะเล
ต้นผักบุ้งทะเล จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน สามารถเลื้อยไปได้ยาวมาก ประมาณ 5-30 เมตร ลักษณะของลำต้นหรือเถากลมเป็นสีเขียวปนแดงหรือเป็นสีแดงอมม่วง ผิวเกลี้ยงลื่น ตามข้อจะมีรากฝอย ภายในกลวง ทั้งต้นและใบมียางสีขาว ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและตัดลำต้นปักชำ เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี มักขึ้นตามหาดทรายหรือริมทะเล
ใบผักบุ้งทะเล ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปกลม รูปไข่ รูปไต หรือรูปเกือกม้า ปลายใบเว้าบุ๋มเข้าหากัน โคนใบสอบแคบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-11 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร เส้นใบเป็นแบบขนนก เนื้อใบค่อนข้างหนา ผิวใบมันเป็นสีเขียว หลังใบและท้องใบเรียบ ก้านใบยาวมีสีแดง
ดอกผักบุ้งทะเล ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่มตามง่ามใบ ในช่อดอกจะมีดอกประมาณ 2-6 ดอก และจะทยอยบานทีละดอก ลักษณะของดอกเป็นรูปปากแตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ส่วนปลายดอกบานเป็นรูปปากแตร มี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกกลมรี แตกออกเป็นแฉก 5 แฉก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้าน ดอกเป็นสีม่วงอมชมพู สีม่วงอมแดง สีชมพู หรือเป็นสีม่วง ผิวเกลี้ยง ด้านในของดอกส่วนโคนจะมีสีเข้มกว่าด้านนอก ส่วนกลีบดอกเลี้ยงเป็นสีเขียว และดอกจะเหี่ยวง่าย
ต้นช่วยทำให้เจริญอาหาร (ต้น)
ทั้งต้นมีรสเผ็ด ขม เค็ม เป็นยาเย็นเล็กน้อย ออกฤทธิ์ต่อม้ามและตับ ใช้เป็นยาขับลม ขับน้ำชื้น (ทั้งต้น)
ช่วยแก้หวัดเย็น (ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ราก)
ใช้แก้อาการจุกเสียด (ใบ)
เมล็ดมีรสขื่น ใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (เมล็ด)
รากใช้เป็นยาแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
เมล็ดใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย (เมล็ด)
รากเป็นยาขับปัสสาวะ ขับปัสสาวะในโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (ราก)
ใบใช้เข้ากับสมุนไพรอื่น นำมาต้มเอาไอรมรักษาริดสีดวงทวาร (ใบ)ผลผักบุ้งทะเล ลักษณะของเป็นรูปมนรีหรือรูปไข่มีเหลี่ยมคล้ายแคปซูล ผิวผลเรียบ พอผลแห้งจะแตกออกได้ มีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดลักษณะกลม เป็นสีเหลือง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 มิลลิเมตร มีขนสีน้ำตาลปกคลุม

สรรพคุณของผักบุ้งทะเล

1. ใบใช้เป็นยาทาภายนอก แก้แผลเรื้อรัง หรือนำไปต้มกับน้ำใช้ล้างแผล (ใบ) น้ำคั้นจากใบนำมาต้มกับน้ำมะพร้าว ทำเป็นขี้ผึ้งทาแผลได้ชนิดรวมทั้งแผลเรื้อรัง (ใบ)

2. ทั้งต้นช่วยกระจายพิษ แก้พิษฝีบวม ฝีหนองบวมแดงอักเสบ แก้งูสวัด (ทั้งต้น)[4] ส่วนใบนำมาโขลก พอก ถอนพิษ แก้พิษต่าง ๆ เช่น พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ปลา สัตว์ทะเลอื่น ๆ แมลง เป็นต้น (ใบ)

3. ต้นใช้เป็นยาถอนพิษลมเพลมพัดหรืออาการบวมที่เปลี่ยนไปตามอวัยวะทั่วไป (ต้น_ ทั้งต้น)

4. ใช้เป็นยาทาแก้อาการอักเสบ แก้พิษจากแมงกะพรุนไฟ ทำให้แผลหายเร็วและไม่เป็นแผลเป็น ตามตำรายาระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลกผสมกับน้ำส้มสายชู นำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น ส่วนตำรายาไทยระบุให้ใช้ใบสดประมาณ 10-15 ใบ นำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำทาแผลบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน หรือจะตำกับเหล้าใช้เป็นยาพอกก็ได้ หรืออาจจะใช้รากสด 1 ราก นำมาฝนกับน้ำฝนให้ข้น ๆ ผสมกับเหล้าโรงหรือแอลกอฮอล์ แล้วใช้ทาบ่อย ๆ หรือจะใช้ทั้งต้นนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำหรือนำมาตำผสมกับเหล้าใช้เป็นยาทาหรือพอกก็ได้เช่นกัน (ก่อนทายาให้ใช้ทรายขัดบริเวณที่โดนพิษแมงกะพรุนเพื่อเอาเมือกของแมงกะพรุนออกไปให้หมดก่อนและให้ทาวันละ 2-3 ครั้ง เช้า กลางวัน และเย็น จนกว่าจะหาย) (ต้น_ ราก_ ใบ_ ทั้งต้น)

5. ใบใช้เป็นยาพอกหรือต้มอาบรักษาโรคผิวหนัง (ใบ)

6. ต้นนำมาต้มกับน้ำอาบแก้อาการคันตามผิวหนัง (ต้น_ ทั้งต้น) ส่วนรากใช้เป็นยาแก้ผดผื่นคันมีน้ำเหลือง (ราก)

7. ใช้แก้ผดผื่นคันบริเวณหลังเนื่องจากการกดทับ ตามตำรายาระบุให้ใช้ใบสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใช้ทาบริเวณที่เป็น (ใบ)

8. ตำรายาแก้ฝีหนองภายนอกระบุให้ใช้ต้นสดนำมาตำให้พอแหลก ผสมกับน้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ต้น)

9. เมล็ดใช้เป็นยาแก้ตะคริว ป้องกันตะคริว (เมล็ด)

10. ใบมีรสขื่นเย็น ใช้ภายนอกเป็นยาทาแก้โรคไขข้ออักเสบ แก้ปวดไขข้ออักเสบมีหนอง (ใบ)

11. ช่วยแก้ลมชื้นปวดเมื่อยตามข้อ แก้เหน็บชา (ทั้งต้น)

12. ช่วยแก้โรคเท้าช้าง (ราก)



ขอบคุณข้อมูลจาก: https://medthai.com/
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:156 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ช้าพลู รากรสร้อน บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ขับเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วย่อยอาหาร..
1.47.36.24: 2563/05/16 08:29:42
ช้าพลู รากรสร้อน บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ขับเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วย่อยอาหาร..
ชื่อเครื่องยา

ช้าพลู
ชื่ออื่นๆของเครื่องยา

ได้จาก

ราก ใบ ทั้งต้น
ชื่อพืชที่ให้เครื่องยา

ช้าพลู
ชื่ออื่น(ของพืชที่ให้เครื่องยา)

ผักอีเลิด (อีสาน) นมวา (ภาคใต้) ผักปูนา ผักพลูนก พลูลิง ผักอีไร (เหนือ) เย่เท้ย (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)_ ผักแค
ชื่อวิทยาศาสตร์

Piper sarmentosum Roxb.
ชื่อพ้อง

Piper albispicum C. DC._ P. baronii C. DC._ P. brevicaule C. DC._ P. lolot C. DC._ P. pierrei C. DC._ P. saigonense C. DC.
ชื่อวงศ์

Piperaceae
ลักษณะภายนอกของเครื่องยา:

รากทรงกระบอก สีเทาดำ ขนาดความยาว 3-7 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-3 เซนติเมตร มีกลิ่นเหม็น ใบ แผ่นใบบาง หลังใบและท้องใบเรียบ ตัวใบรูปหัวใจ โคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ด้านหลังใบมีขนตามเส้นใบ มีเส้นแขนงใบ 7 เส้น เห็นชัดเจน ก้านใบยาว 1-3 เซนติเมตร

ลักษณะทางกายภาพและเคมีที่ดี:

เครื่องยาใบช้าพลู ปริมาณความชื้นไม่เกิน 10% w/w ปริมาณเถ้าที่ไม่ละลายในกรด ไม่เกิน 7.0% w/w ปริมาณเถ้ารวมไม่เกิน 20% w/w ปริมาณสารสกัดเอทานอลไม่น้อยกว่า 7% w/w ปริมาณสารสกัดน้ำไม่น้อยกว่า 20% w/w (THP)

สรรพคุณ:

ตำรายาไทย รากรสร้อน บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกลงทางทวารหนัก ทำให้เสมหะแห้ง ราก ผล และใบ ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้ท้องอืดเฟ้อ ขับลมในลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร รักษาอาการปวดกระเพาะเนื่องจากความเย็นพร่องในธาตุ แก้ธาตุน้ำพิการ แก้ไอเย็น ขับเสมหะ แก้บวมน้ำ แก้ไข้จับสั่น แก้ปวดฟัน ปวดกระดูกเนื่องจากลมชื้นติดเกาะ แก้ฟกช้ำ ใช้ภายนอก รักษาขาเน่าขาเปื่อย ทั้งต้น รสเผ็ดร้อน ขับเสมหะ แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยเจริญอาหาร แก้ไอ แก้หวัด

บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้ช้าพลูในตำรับ “ยาเบญจกูล” มีส่วนประกอบของรากช้าพลูร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ แก้ธาตุให้ปกติ ตำรับ "ยาเลือดงาม" มีส่วนประกอบของช้าพลู (ทั้งต้น) ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้มุตกิด

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ยา: -

องค์ประกอบทางเคมี:

การแยกสารบริสุทธิ์จากสารสกัดใบช้าพลูด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ได้สารประกอบ hydrocinnamic acid (1) และ β- sitosterol (2) โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐานที่ทราบโครงสร้างแล้ว (น้อย และก้าน_ 2526)

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:

ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด

ศึกษาในหนูขาวเพศผู้สายพันธุ์ Sprague-Dawley ให้หนูได้รับอาหารไขมันสูง ร่วมกับสารสกัดน้ำของรากช้าพลู เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับยามาตรฐาน metformin เมื่อเลี้ยงหนูจนครบ 4 สัปดาห์ จึงทำการทดสอบการตอบสนองของอินซูลินต่อระดับน้ำตาลในเลือด ระดับอินซูลินในซีรั่ม น้ำหนักของตับอ่อน ลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อตับอ่อน อิมมูโนพยาธิวิทยาของ beta-galactosidase ระดับของ malondialdehyde (MDA) ซึ่งเป็นสารบ่งชี้การเกิดออกซิเดชัน และศึกษาการแสดงออกของยีนเป้าหมายของตับอ่อน ผลการศึกษาพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับสารสกัดน้ำของรากช้าพลู และกลุ่มที่ได้รับอาหารไขมันสูงร่วมกับยามาตรฐาน metformin สามารถเพิ่มการแสดงออกของยีน glucose transporter-2 (GLUT-2) ของตับอ่อนได้อย่างมีนัยสำคัญ และควบคุมการแสดงออกของยีน nuclear factor-kappa B p65 (NF-kappa B p65) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าสารสกัดน้ำจากรากช้าพลูสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด และปรับปรุงโครงสร้างทางจุลกายวิภาคของเซลล์ไอส์เลต และเซลล์อะซินาร์ของตับอ่อนในหนูที่ได้รับอาหารไขมันสูงให้มีลักษณะที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ภาวะการอักเสบ และการชราภาพของตับอ่อนในหนูที่ได้รับอาหารไขมันสูงดีขึ้น โดยการควบคุมการแสดงออกของยีน NF-kappa B p65 และลดระดับ MDA ที่ตับอ่อน โดยรวมพบว่าสารสกัดสามารถเพิ่มการตอบสนองของอินซูลินผ่านการแสดงออกของยีน IRS-2 ในขณะที่สามารถปรับปรุงการรับสัญญาณของกลูโคสโดยการเพิ่มการแสดงออกของยีน GLUT-2 ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าสารสกัดน้ำจากช้าพลูมีความเหมาะสม สำหรับการปรับสมดุลของน้ำตาลกลูโคสได้ (Vongthoung_ et al._ 2016)

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส

การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสในหลอดทดลอง ของของสารสกัดเมทานอลจาก ลำต้น และใบช้าพลู (อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส เป็นเอนไซม์ที่ทำลายสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนในสมอง ที่มีผลต่อการเรียนรู้และความจำ การยับยั้งเอนไซม์นี้จึงสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้) ทดสอบด้วยวิธี Ellman’s colorimetric method ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดเมทานอลของลำต้นช้าพลู และใบช้าพลู ในขนาดความเข้มข้น 100 µg/ml มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสได้ดีมาก โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 13.59 และ 26.74 µg/ml ตามลำดับ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 สารมาตรฐาน eserine hemisulfate มีค่า IC50 เท่ากับ 0.023 µg/ml (Werawattanachai and Kaewamatawong_ 2016)

ฤทธิ์ยับยั้งเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชัน

ศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชันในหลอดทดลอง ของสารสกัดน้ำจากใบช้าพลู หาความสามารถรวมในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานแกลลิกแอซิด ด้วยเทคนิคสเปกโตรโฟโตเมทรี ที่ค่าการดูดกลืนแสง 704 nm พบว่าสารสกัดน้ำจากใบช้าพลู มีความสามารถรวมในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เท่ากับ 0.144±0.0032 mg/ml เมื่อเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานแกลลิกแอซิด การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชัน โดยวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ 532 nm ใช้สารสกัดน้ำจากใบช้าพลูขนาด 0.3125_ 0.625_ 1.25_ 2.50_ 5.0 และ 10.00 mg/ml พบว่าสารสกัดทุกขนาดสามารถยับยั้งการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชันโดยใช้เฟอร์รัสซัลเฟตเหนี่ยวนำ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชัน โดยไม่มีสารสกัดช้าพลู โดยสารสกัดช้าพลูที่ความเข้มข้น 1.25 mg/ml สามารถลดการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชันได้ดีที่สุด สังเกตได้จากระดับ malondialdehyde (MDA) ซึ่งเป็นสารที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (อโนดาษ์_ 2556)

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ

การทดสอบฤทธิ์ลดปวด และต้านการอักเสบของสารสกัดน้ำจากใบช้าพลู ในสัตว์ทดลอง โดยฤทธิ์ลดปวดทดสอบด้วยวิธี writhing test (ใช้กรดอะซิติกเหนี่ยวนำเกิดการหดตัวช่องท้องของหนูถีบจักรเพศผู้) และวิธี hot plate (โดยจับเวลาที่หนูถีบจักร สามารถทนอยู่บนแผ่นความร้อน โดยสังเกตจากพฤติกรรมการเลียเท้า หรือกระโดดหนีความร้อน) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ดูผลการยับยั้งการบวมที่อุ้งเท้าหนูขาวสายพันธุ์ Sprague–Dawley เมื่อเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน (carrageenan-induced paw edema assay) ผลการทดสอบฤทธิ์ลดปวดพบว่าเมื่อฉีดสารสกัดสมุนไพรเข้าใต้ผิวหนังหนูสามารถลดการปวดได้ทั้ง 2 วิธีการทดสอบ ฤทธิ์ลดปวดด้วยวิธี writhing testของสารสกัดใบช้าพลูขนาด 300 mg/kg และสารมาตรฐาน acetylsalicylic acid (ASA; 100 mg/kg) มีค่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 61.6 และ 76.6% ตามลำดับ และเมื่อให้สารสกัดสมุนไพรร่วมกับ naloxone ในขนาด 5 mg/kg พบว่าฤทธิ์ระงับปวดถูกยับยั้งได้ด้วยนาลอกโซน โดยพบว่าค่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 1.4% แสดงว่ากลไกการออกฤทธิ์ระงับปวดของสมุนไพร น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวรับ opioidการทดสอบให้ผลเช่นเดียวกันในวิธี hot plate ธีการทดลองใช้คาราจีนินเหนี่ยวนำให้เกิดการบวมของอุ้งเท้าในหนู พบว่าการให้สารสกัดขนาด 100 และ 300 mg/kg ทั้งสองขนาดมีฤทธิ์ลดการบวมของอุ้งเท้าหนูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Zakaria_ et al._ 2010)

ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์

ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดใบช้าพลู สกัดใบช้าพลูแห้งด้วยการหมัก โดยตัวทำละลายชนิดต่างๆ คือ petroleum ether_ hexane_ dichlo­romethane_ ethyl acetate และ methanol ทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ใช้วิธี DPPH (2_2-diphenyl-1-picrylhydrazyl) และ วิธี Ferric Reducing Antioxidant Power (FRAP) การทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์และฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ ใช้วิธี Ames test ในเชื้อแบคทีเรีย Samonella typhimurium 2 สายพันธุ์คือ TA98 และ TA100 ผลการวิจัยพบว่า วิธี DPPH สารสกัด hexane มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันดีที่สุด โดยให้ค่า EC50 เท่ากับ 29.63±0.56 μg/mL และ วิธี FRAP สารสกัด methanol ให้ฤทธิ์ดีที่สุด ค่า Fe (II) equivalent เท่ากับ 0.56±0.12 μmol/mg สารสกัดใบชะพลูไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และสารสกัด dichloromethane มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ในการทดสอบโดยวิธี Ames test ได้ดีที่สุดในทั้งสองสายพันธุ์ จากงานวิจัยในหลอดทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่า สารสกัดจากช้าพลูมีศักยภาพในการนำมาศึกษาต่อเพื่อที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกายได้ (พัชรินทร์ และคณะ_ 2557)

การศึกษาทางคลินิก: -

อาการไม่พึงประสงค์: -

การศึกษาทางพิษวิทยา:

ผลต่อความเสียหายของโครโมโซม ของเซลล์ไขกระดูกของหนูขาว

การศึกษาพิษของสารสกัดน้ำของต้นช้าพลูในการชักนําให้เกิดไมโครนิวเคลียสของเซลล์เม็ดเลือดแดงชนิด Polychromatic ในไขกระดูก ทําโดยให้สารสกัดช้าพลูในขนาด 1_5 และ 10ก./กก.น้ำหนักตัว ทางปากกับหนูขาวพันธุ์วิสตาร์เพศผู้โตเต็มวัยในแต่ละกลุ่ม จากนั้นฆ่าหนูด้วยอีเทอร์ที่ 30 ชั่วโมงหลังได้รับสารทดสอบ และเก็บตัวอย่างจากไขกระดูกหนู นอกจากนี้สําหรับหนูที่ได้รับสารในปริมาณ 10 ก./กก.น้ำหนักตัวทางปาก เก็บตัวอย่างจากไขกระดูกหนูเพิ่มเติมที่ 24_ 48 และ 72 ชั่วโมง หลังได้รับสารสกัด หลังจากฆ่าหนูแล้วเก็บเซลล์ไขกระดูกมาย้อมสี และนับจํานวนเม็ดเลือดแดงชนิดโพลิโครมาติก (Polychromatic erythrocytes; PCE) ที่มีไมโครนิวเคลียสจากจํานวนเซลล์ PCE 2000 เซลล์ต่อหนู 1 ตัว และนับจํานวนเม็ดเลือดแดง 400 เซลล์เพื่อหาอัตราส่วนระหว่าง PCE : Normochromatic erythrocytes (NCE) ผลการทดลองแสดงว่า สารสกัดช้าพลูแม้มีขนาดสูงถึง 10 ก./กก. น้ำหนักตัว ไม่มีผลในการชักนําให้เกิดไมโครนิวเคลียสกับเซลล์ PCE ในไขกระดูกของหนูในทุกช่วงเวลาที่กําหนด เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ค่า PCE : NCE ratio ของหนูที่ได้รับสารสกัดช้าพลูในขนาดต่างๆ และในทุกช่วงเวลาที่กําหนด ก็ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ กับหนูกลุ่มที่ได้รับน้ำอย่างเดียวเช่นเดียวกัน ซึ่งผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า สารสกัดช้าพลูในขนาดที่ให้หนูนั้นไม่มีผลทําให้เกิดความเสียหายต่อโครโมโซมของเซลล์ไขกระดูก และไม่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์ เมื่อทดสอบโดยวิธีดูไมโครนิวเคลียส (ปรานอม และคณะ_ 2547)



เอกสารอ้างอิง:

1. น้อย เนียมสา_ ก้าน จันทร์พรหมมา.การศึกษาสารเคมีจากชะพลู Piper sarmentosum Roxb. วารสารสงขลานครินทร์. 2526;5(2):151-152.

2. ปรานอม ภูชฎาภิรมย์_ ปัญญา เต็มเจริญ_ สุรพล คงทิม_ ลักขณา หิมะคุณ_ ยุวดี วงษ์กระจ่าง_ เพ็ญโฉม พึ่งวิชา และคณะ. ผลของสารสกัดช้าพลู (Piper sarmentosum) ที่มีต่อความเสียหายของโครโมโซม ของเซลล์ไขกระดูกของหนูขาวทดสอบโดยวิธีดูไมโครนิวเคลียส. วารสารสมุนไพร. 2547;11(1):11-19.

3. พัชรินทร์ บุญหล้า_ เมธิน ผดุงกิจ_ อุดมศักดิ์ มหาวีรวัฒน์_ ธิดารัตน์ สมดี.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน และฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดใบชะพลู.วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน 2557;10(3):283-294.

4. อโนดาษ์ รัชเวทย์. ผลของสมุนไพรต่อการเกิดลิปิดเปอร์ออกซิเดชัน. วารสารบัณฑิตศึกษา. 2556;10(46):51-59.

5. Vongthoung K_ Kamchansuppasin A_ Temrangsee P_ Munkong N_ Kaendee N_ Lerdvuthisopon N. Effects of Benjakul water extract on pancreas in high-fat fed rats. Thammasat Medical Journal. 2016; 16(2): 161-175.

6. Werawattanachai N_ Kaewamatawong R. Screening for acetylcholinesterase inhibitory activity from the piperaceae. Journal of Science and Technology_ Ubon Ratchathani University. 2016;18(3):26-33.

7. ZakariaZA_ PatahuddinH_ Mohamad AS_ Israf DA_ Sulaiman MR. In vivo anti-nociceptive and anti-inflammatory activities of the aqueous extract of the leaves of Piper sarmentosum. Journal of ethnopharmacology. 2010;128:42-48.

ข้อมูลจาก thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=182
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:115 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สมุนไพรไทยกันยุง ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้ มะกรุด สะเดา วิเศษจริงๆ ภูมิปัญญาไทยเรานี้
1.47.36.24: 2563/05/22 11:09:25
สมุนไพรไทยกันยุง ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้ มะกรุด สะเดา วิเศษจริงๆ ภูมิปัญญาไทยเรานี้
ตะไคร้หอม
น้ำมันที่สกัดมาจากตะไคร้หอม หรือครีม โลชั่น เครื่องประทินผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้หอมมากกว่า 17% จะช่วยป้องกันทั้งยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงก้นปล่องได้ราว 1-4 ชั่วโมง

ตะไคร้
ตะไคร้หอม (citronella grass) และตะไคร้บ้าน (lemongrass) เป็นคนละชนิดกัน ตะไคร้หอมจะมีกาบใบสีขาวอมแดง หรืออมม่วง ลำต้นบางกว่า และกาบใบบางกว่าตะไคร้บ้าน ลำต้นหยาบ และเหนียวว่าตะไคร้บ้าน และตะไคร้บ้านรสชาติดีกว่าตะไคร้หอม จึงนิยมนำตะไคร้บ้านมาทำอาหารมากกว่า แต่ถึงกระนั้นกลิ่นของตะไคร้บ้านก็ช่วยไล่ยุงได้เช่นกัน น้ำมันตะไคร้ 20-25% สามารถป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก แล้วค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่สามารถป้องกันยุงรำคาญได้นานถึง 1-3 ชั่วโมงเช่นกัน

มะกรูด
น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดใช้ป้องกันยุงได้นานถึง 95 นาที หรือ 1.35 ชั่วโมง และยาทากันยุงที่มีส่วนผสมของน้ำมันมะกรูด 25-50% จะมีฤทธิ์ป้องกันยุงนานถึง 30-60 นาที

สะเดา
นอกจากจะจิ้มน้ำปลาหวานทานอร่อยแล้ว น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากสะเดายังช่วยป้องกันยุงได้อีกด้วย โดยสบู่อาบน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้นานถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าพืชแต่ละชนิดไม่ได้หายาก และยังราคาย่อมเยาอีกด้วย นอกจากพืชเหล่านี้แล้วยังมีข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู และสมุนไพรไทยอื่นๆ อีกมากมายที่มีคุณสมบัติในการช่วยไล่ยุง นอกจากนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นสเปรย์ไล่ยุง ยาจุดกันยุง ผสมใสครีมหรือโลชั่นทาตัว หรือจะสนับสนุนให้เป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ต่อไปได้อีกเช่นเดียวกัน

ข้อมูลต้นฉบับจาก sanook.com/health/10329/
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:153 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกมันเบอร์รี่ หรือหม่อนกินผล รายได้หลัก 3 หมื่นบาทต่อไร่ ราคาอยู่ในช่วง 150 ถึง 250 บาทต่อ กก.
1.47.36.24: 2563/05/15 08:43:33
ปลูกมันเบอร์รี่ หรือหม่อนกินผล รายได้หลัก 3 หมื่นบาทต่อไร่ ราคาอยู่ในช่วง 150 ถึง 250 บาทต่อ กก.
หม่อน หรือ ลูกมัลเบอรี่ นอกจากรสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยถูกปากใครหลายคนแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งช่วยลดระดับน้ำตาลในหลอดเลือด ลดความดันโลหิต บำรุงสายตา ต่อสารอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย คุณประโยชน์ดีๆมาเพียบแบบนี้ ไม่กินไม่ได้แล้ว

ส่วนราคาของผลมัลเมอร์รีจะอยู่ที่ 150 ถึง 250 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว สำหรับใครที่ชอบทานมัลเบอร์รี่วันนี้เรามีวิธีการปลูกหม่อน หรือ (Mulberry)ไว้กินเองมาฝากกันค่ะ ปลูกง่ายแถมได้เก็บมัลเบอร์รี่สดๆทานได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย มีวิธีอย่างไรบ้าง โดยการปลูกมัลเบอร์รีควรเริ่มจากการหาต้นพันธุ์ ซึ่งในประเทศไทยจะมีหลากหลายพันธุ์ที่นิยมปลูก แต่พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยก็คือ กำแพงแสน 84 บุรีรัมย์ 60 เชียใหม่60 ซึ่ง 3 พันธุ์นี้เหมาะสำหรับพื้นที่แลภูมิอากาศของประเทศไทยเพราะได้มีการพัฒนาจากสถานบันเกษตรต่าง ๆอย่างต่อเนื่อง

วิธีปลูกต้นหม่อนกินผลสด

1. เตรียมต้นหม่อนที่จะปลูก (สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายต้นไม้ พันธ์ไม้ต่างๆ หรืออาจทำการปักชำเองก็ได้ ถ้ามีต้นหม่อน)
2. ระยะปลูก ปลูกเป็นแถว แต่ละต้นห่างกัน 4 เมตร เพื่อเผื่อรัศมีทรงพุ่มไว้อย่างน้อย 2.00 เมตร หรือจะปลูกในแปลงพื้นที่สี่เหลี่ยมด้วยระยะปลูก 4.00 x 4.00 เมตรก็ได้
3. การเตรียมหลุมปลูก ขุดหลุมลึก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 10 กิโลกรัมต่อหลุม ใส่ปูนโดโลไมท์หรือปูนขาว ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อหลุม และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อหลุม หรือจะให้แม่นยำต้องใส่ตามค่าการวิเคราะห์ดิน คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วกลบหลุมด้วยหน้าดินให้พูนเล็กน้อย
4. ขุดดินบนหลุมที่เตรียมไว้ให้ลึกพอประมาณ แล้วนำต้นหม่อนที่เตรียมไว้ลงปลูก กลบดินให้แน่น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

ต้นมัลเบอร์รีให้ผลผลิตได้เต็มที่เมื่อมีอายุครบ 2 ปี ซึ่งระหว่างนั้นเราควรที่จะบำรุงรักษาด้วยการใส่ปุ๋ยหมักและปุ๋ยสูตรอย่างสม่ำเสมอ ถ้าต้นมัลเบอร์รีมีความสมบูรณ์จะให้ผลผลิต ประมาณ 1.5-35 กิโลกรัมหรือประมาณ 750-1_850 ผลต่อครั้งต่อต้นเลยทีเดียว

เทคนิคเพิ่มเติมในการปลูกหม่อนให้ได้ผลผลิตดี

การบังคับทรงต้น

ต้นหม่อนที่ปลูกจากกิ่งชำชนิดล้างราก หรือชนิดชำถุง หรือปลูกด้วยท่อนพันธุ์จากกิ่งพันธุ์โดยตรง เมื่อต้นหม่อนเจริญเติบโตได้ประมาณ 6-12 เดือน จะต้องบังคับทรงพุ่มโดยตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียงกิ่งเดียวไว้เป็นต้นตอ มีความสูงประมาณ 80-100 เซนติเมตร จากพื้นดิน ปล่อยให้หม่อนแตกกิ่งใหม่หลายๆกิ่ง เก็บกิ่งที่สมบูรณ์ไว้ กิ่งที่ไม่สมบูรณ์ให้ตัดทิ้งเพื่อให้ด้านล่างโปร่ง ง่ายต่อการปฏิบัติดูแลรักษาด้านเขตกรรมต่างๆ เช่น การกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพรวนดิน การตัดแต่งกิ่งแขนงและการเก็บเกี่ยวผลผลิต เป็นต้น อนึ่งสำหรับหม่อนที่ปลูกในปีแรกๆ ลำต้นและระบบรากยังเจริญเติบโตไม่มาก อาจจะหักล้มได้ง่าย ดังนั้นจะต้องทำการยึดลำต้นไว้ด้วยไม้ หรือไม้ไผ่ให้แน่นหนา

การใส่ปุ๋ย

ในปีที่ 2 ให้ใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ตามการวิเคราะห์ความต้องการปูนขาวของดินเพิ่ม ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัมต่อต้น

การให้น้ำ

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้น้ำหม่อนในระยะที่หม่อนติดผลแล้ว (โดยปกติจะมีฝนหลงฤดูหรือฝนชะช่อมะม่วงผ่านเข้ามา จะทำให้ต้นหม่อนแตกตาติดดอก ถ้าไม่มีฝนหลงฤดู หลังโน้มกิ่ง รูดใบ ต้องให้น้ำกระตุ้นการแตกตาแทนน้ำฝน) หากขาดน้ำจะทำให้ผลหม่อนฝ่อก่อนที่จะสุก หรือทำให้ผลหม่อนมีขนาดเล็ก การตัดแต่งกิ่งและการดูแลรักษาทรงพุ่ม ตัดเฉพาะกิ่งแขนงที่ไม่สมบูรณ์และเป็นโรคทิ้ง เพื่อลดการสะสมโรคและแมลง

การบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูกาล

ใช้วิธีการบังคับต้นหม่อน เพื่อให้ได้ผลผลิตผลหม่อนในระยะเวลาที่ต้องการ มีวิธีการดังนี้
1. ทำการโน้มกิ่งหม่อนที่ปลูกแบบทรงพุ่ม โดยการโน้มกิ่งให้ปลายยอดขนานกับพื้น หรือโน้มลงพื้นดิน รูดใบหม่อนออกให้หมด พร้อมทั้งตัดยอดส่วนที่เป็นกิ่งสีเขียวออกยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ใช้เชือกผูกโยงติดไว้กับหลักไม้ไผ่ ซึ่งปักไว้บนพื้นดินสำหรับยึดเชือกไว้
2. หลังการโน้มกิ่ง 8-12 วัน ดอกหม่อนจะแตกออกพร้อมใบ จากนั้นจะมีการพัฒนาการของ ผลหม่อน โดยผลจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว สีชมพู สีแดง และสีม่วงดำ ตามลำดับ โดยใช้เวลาประมาณ 45-60 วัน ผลจะเริ่มแก่และสุก สามารถเก็บไปรับประทานสดหรือนำไปแปรรูปได้ มีระยะเวลาในการเก็บผลประมาณ 30 วันต่อต้น เพราะผลหม่อนจะทยอยสุก เนื่องจากออกดอกไม่พร้อมกัน เมื่อต้นหม่อนมีอายุตั้งแต่ 2 ปี เป็นต้นไปจะให้ผลผลิตผลหม่อนประมาณ 1.5-35 กิโลกรัม(ประมาณ 750-1_850 ผลต่อครั้งต่อต้น) เพียงพอต่อการบริโภคผลสดทั้งครอบครัวทุกวัน ตลอดปี ซึ่งร่างกายต้องการวันละ 10-30 ผลเท่านั้น อีกทั้งยังมีผลหม่อนสดไว้แปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลายชนิด เช่น น้ำหม่อน แยมหม่อน เชอเบทหม่อน ฯลฯ

ข้อมูลต้นฉบับจาก tnews.co.th/variety/512312/เทคนิคปลูกหม่อนง่ายๆ-ให้ลูกดก-เก็บกินได้ตลอดทั้งปี
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:118 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
แปลงที่ 16 ไร่ ปลูกแตงไทย เก็บขายแทบไม่ทัน - เกษตรกรจังหวัดสตูล..
1.47.36.24: 2563/05/15 08:13:07
แปลงที่ 16 ไร่ ปลูกแตงไทย เก็บขายแทบไม่ทัน - เกษตรกรจังหวัดสตูล..
ช่วงอากาศร้อนจัด เป็นสัญญาณเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว เกษตรกรหลายรายเริ่มปรับตัวรับวิกฤตภัยแล้งที่เข้ามาคุกคามทุกๆปี อย่างเกษตรกรรายนี้ นางจีรนันท์ ยาสิน(คุณนุ้ย) อายุ 41 ปี เจ้าของสวนพิงภู เลือกแปลงผืนนา 16 ไร่ ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ปลูกพืชหมุนเวียน โดยช่วงก่อนเข้าสู่แล้งนี้คุณนุ้ย และครอบครัว แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกแตงไทย และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ดีในช่วงหน้าแล้งนี้ ครั้งละประมาณ 100 ลูก ที่สวนพิงภู ในเขตพื้นที่ ต.ควนสตอ อ.ควนโดน จ.สตูล คุณนุ้ยพร้อมคุณพ่อคุณแม่ คือนายอะหมาดยาไวนี ยาสิน อายุ 56 ปี นางสอเฟี๊ยะ ยาสิน อายุ 55 ปี พาผู้สื่อข่าวพร้อมทีมงานชมสวนแตงไทยที่กำลังให้ผลผลิตดี ท่ามกลางแสงแดดร้อน ก่อนจะเก็บแตงไทยที่มีผลสีเหลืองพร้อมรับประทาน นำมาโชว์พร้อมให้ชิมลิ้มรสความสดของแตงไทย อีกทั้งได้ทำเมนู “แตงไทยกะทิสด” ใส่น้ำแข็งเสิร์ฟให้รับประทาน นับเป็นเมนูคลายร้อนได้อย่างดีเลิศ สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาชิมถึงหน้าสวน นอกจากลูกค้าสามารถหาซื้อแตงไทยได้ที่สวนแล้ว สามารถหาซื้อแตงไทยได้ที่หน้าร้านไม่ไกลจากสวนมากนัก คุณนุ้ยบอกว่า และสามารถสั่งซื้อได้ทางเฟซบุ๊ก ในชื่อ Jeeranan Yasin Sanubut ซึ่งทางสวนจะมีหลายช่องทางตอบโจทย์ความสะดวกให้ลูกค้า และไม่ว่าจะซื้อผ่านทางไหน ก็จะได้ในราคาเดียวกันคือ กิโลกรัมละ 25 บาท

เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาภัยแล้ง ทางสวนได้เลือกปลูกพืชที่ต้องการน้ำน้อย อย่างแตงไทย ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงหน้าแล้ง อีกทั้งยังได้ขุดบ่อไว้รับน้ำไว้ใช้สำหรับรดต้นไม้ หากน้ำในบ่อเริ่มแห้งลงก็จะเอาน้ำประปามาเติมเพื่อเป็นเชื้อให้น้ำไม่แห้งขอด นางจีรนันท์ ยาสิน (คุณนุ้ย) เจ้าของสวนพิงภู ซึ่งเป็นอดีตครูสอนภาษาอังกฤษในโครงการอาเซียน ของ อบจ.สตูล นาน 2 ปี ก่อนจะหันมาทำอาชีพเกษตรกร โดยคุณนุ้ย กล่าวว่า ทางสวนมีช่องทางจำหน่ายอยู่ 3 ช่องทาง ช่องทางแรกคือสำหรับเพื่อนบ้านในชุมชนใกล้เคียงก็มาซื้อที่บ้านได้เลย ช่องทางที่ 2 คือฝากขายหน้าร้าน ช่องทางที่ 3 ก็คือสามารถออเดอร์ได้ทาง Facebook หากพูดถึงรายได้ช่วงนี้ยิ่งหน้าแล้งขายได้ตกวันละ 3_000 -5_000 บาทเลยทีเดียว สิ่งสำคัญคือแตงไทยของเราจะเก็บจำหน่ายเฉพาะผลที่สุกคาต้นเท่านั้น แตงไทยต้องสุก 100% และมีแผนที่จะปลูกแตงโม ปลูกเมล่อน อีกด้วย สำหรับสวนพิงภู มีพื้นที่ 16 ไร่ อดีตเป็นที่นาทั้งหมด ก่อนจะแบ่งพื้นที่ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น ปลูกพืชหมุนเวียน และคนเหลือที่นาไว้ 6 ไร่ และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตร ซึ่งพื้นที่ช่วงแล้งนี้ แตงไทยที่ปลูกไว้ให้ผลผลิตดี สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อแตงไทยได้ที่ เบอร์โทร : 087-9277329 ทางเฟซบุ๊ก ในชื่อ Jeeranan Yasin Sanubut

อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก innnews.co.th/regional-news/news_338129/
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:135 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรกร จังหวัดพิจิตร ปลูกอินทผลัม 7 ไร่ จากเดิมเคยทำนา ผ่านไปสองปีกว่า รายได้เกินล้าน ยอดสั่งจองล่วงหน้าต่อเนื่อง
110.169.64.131: 2563/06/17 10:26:50
เกษตรกร จังหวัดพิจิตร ปลูกอินทผลัม 7 ไร่ จากเดิมเคยทำนา ผ่านไปสองปีกว่า รายได้เกินล้าน ยอดสั่งจองล่วงหน้าต่อเนื่อง
เกษตรกร จ.พิจิตร ตัดสินใจเลิกทำนาใช้พื้นที่ 7 ไร่ ปลูกอินทผลัมใช้เวลา 2 ปีเศษ ปัจจุบันมีผู้สั่งจองขอซื้อผลผลิตจำนวนมาก คาดรายได้ไม่ต่ำกว่าหลักล้านบาท

ชาตรี อ๊อดหมี “ตั๊ก” อายุ 58 ปี ซึ่งทำแปลงปลูกอินทผลัม อยู่ที่หมู่ 9 ต.สากเหล็ก อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร บนพื้นที่ 7 ไร่ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ทำนาปลูกข้าว จากนั้นปรับเปลี่ยนมาปลูกอินทผลัม ทั้งหมดประมาณ 230 ต้น ปลูกระยะ 6 X 6 เมตร เป็นอินทผลัมสายพันธุ์ “บาร์ฮี” หรือ “บัรฮี” เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการทานผลสดโดยเฉพาะ มีแหล่งกำเนิดในประเทศอิรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่า พันธุ์บาร์ฮี เป็น "แอปเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง"

ชาตรี เล่าว่า ได้ไปดูงานนิทรรศการที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ เกิดความสนใจจึงได้ลงทุนซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อมาจำนวน 118 ต้น ต้นละ 1_200 บาท อีก 112 ต้น เป็นพันธุ์ที่เพาะเมล็ด พันธุ์แม่โจ้ 36 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ไทย ราคาต้นละ 250 บาท พร้อมทั้งลงทุนขุดสระน้ำเอาดินมาถมพื้นที่นา 7 ไร่ ให้เป็นแปลงปลูกอินทผลัม ลงทุนครั้งแรกประมาณ 3-4 แสนบาทเศษ บริหารจัดการใช้ระบบการให้น้ำแบบปล่อยน้ำด้วยระบบท่อใส่ต้นทุกต้น การให้ปุ๋ยพื้นที่ 7 ไร่ 2 ปี ที่ผ่านมาใช้ปุ๋ย 10 กว่ากระสอบเท่านั้น

นอกจากนี้ เฝ้าระวังเรื่องโรคแมลงและหนูนาที่ชอบมากัดกินผลผลิต วิธีป้องกันจะห่อช่อของอินทผลัมด้วยผ้ารี่หรือผ้าตาข่ายพลาสติกแล้วห่อด้านนอกซ้ำด้วยกระดาษฟอยด์ ซึ่งจะห่อในช่วงที่อินทผลัมเริ่มออกช่อและผสมเกสรประมาณเดือน ก.พ.ของทุกปี และต้องมีการตัดแต่งผลเพื่อให้ลูกโตได้ขนาดตามความต้องการ ขณะนี้ปลูกมาเป็นระยะเวลา 2 ปีเศษ ผลผลิตรุ่นแรกที่จะเก็บขายสร้างรายได้ คือราวกลางเดือน ก.ค. 2561

สำหรับเรื่องการตลาดขณะนี้มีผู้สนใจมาจับจองซื้อถึงหน้าสวน โดยจ่ายเงินล่วงหน้ามัดจำไว้แล้วก็มี ซึ่งก็เป็นพ่อค้าและแม่ค้าจาก จ.ปัตตานี นครนายก และ จ.สระบุรี สำหรับราคาซื้อขายเปิดราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 500 บาท พื้นที่ 7 ไร่ ใช้เวลา 2 ปี ปลูกอินทผลัม 230 ต้น ต้นหนึ่งได้ผลผลิตประมาณ 20 กิโลกรัม ดังนั้นจึงคาดว่าจะได้เงินจากการขายผลผลิตอินทผลัมในรุ่นแรกนี้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทเศษ ซึ่ง 1 ปี เก็บผลผลิตได้ 1 ครั้ง ดีกว่าการทำนาหลายเท่าตัว

กิตติชาติ ชาติยานนท์ เกษตรจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า เกษตรกรรายนี้ถือได้ว่าเป็นผู้มีแนวคิดและใฝ่รู้ศึกษาในการปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวหันมาปลูกอินทผลัม ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ชาวตะวันออกกลางหรือชาวมุสลิมนิยมบริโภค แต่ขอให้คำแนะนำกับเกษตรกรท่านอื่นๆ ที่สนใจหรือจะทำตามว่า ขอให้ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ทั้งนี้เพื่อลดอัตราความเสี่ยง ซึ่งถ้าหากสนใจสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตรก็พร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงหรือที่ปรึกษาให้ในเรื่องการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP)

สำหรับข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับอินทผลัม ก็คืออินทผลัม เป็นผลไม้ที่ไม่มีคอเลสเตอรอลและไขมันต่ำ นอกจากนี้เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน A_ วิตามิน B1_ วิตามิน B2_ วิตามิน B6_ วิตามิน K_ แคลเซียม_ ซัลเฟอร์_ เหล็ก_ โพแทสเซียม_ ฟอสฟอรัส_ แมงกานิส_ แมกนีเซียม และน้ำมันโวลาไทล์ แถมยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่งช่วยในการลดอาการท้องผูก

ข้อมูลจาก posttoday.com/economy/sme/563538
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:118 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกแตงโมไร้สารเคมี พลิกวิกฤตแล้ง รายได้ 6 หมื่นบาทต่อไร่เป็นอย่างน้อย เกษตรกรเมืองพัทลุง
110.169.64.131: 2563/06/18 17:39:34
ปลูกแตงโมไร้สารเคมี พลิกวิกฤตแล้ง รายได้ 6 หมื่นบาทต่อไร่เป็นอย่างน้อย เกษตรกรเมืองพัทลุง
เกษตกรเมืองพัทลุงพลิกวิกฤตแล้งเป็นโอกาสปลูกแตงโมไร้สารเคมีขายได้ไร่ละไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นบาท
นายสุวิทย์ ดิษโต เกษตรกรเจ้าของสวนแตงโม อยู่บ้านเลขที่ 129 ม.1 ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง กล่าวว่า ได้ร่วมกับชาวบ้านใกล้เคียงงปลูกแตงโม พันธุ์กินรี C28 จนสามารถสร้างรายได้พลิกฟื้นตัวเองได้เร็วเพียงใช้ระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งแตงโมที่เลือกปลูกนั้นเป็นพันธุ์กินรี C28 เป็นพืชที่ไม่ชอบสภาพอากาศที่ฝนตกชุก จึงเหมาะที่จะปลูกในช่วงหน้าร้อนเพราะรสชาติของแตงโมจะมีรสชาติที่หวานน่ารับประทานและมีสีแดงสด


การปลูกแตงโมแต่ละพันธุ์ก็จะไม่แตกต่างกัน ซึ่งควรที่จะเริ่มจากเตรียมดินไถเปิดหน้าดินรอบแรกลึกประมาณ 1 ฟุต ตากดินให้แห้งไว้ 2 สัปดาห์ ใช้รถไถย่อยดินอีกหนึ่งรอบ ระยะปลูกแตงโมนั้นส่วนใหญ่จะใช้ความกว้างประมาณ 6 เมตร (แต่ถ้าช่วงหน้าแล้ง กว้าง 5 เมตรหน้าฝน กว้าง 7 เมตร) ทำแถวคู่ระยะปลูกระหว่างหลุม 60 เซนติเมตรระหว่างแถวห่าง 6 เมตรปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยคอก 1 ตัน ต่อไร่ หว่านปูนขาวให้ทั่วเพื่อปรับสภาพดิน ใช้รถไถเล็กยกแปลงกรีดร่อง ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ( 16-16-16)จำนวน30กิโลกรัมต่อไร่ แต่ไม่เกิน 50 กิโลกรัมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นดินว่ามีความสมบูรณ์แค่ไหน จากนั้นไถยกร่องโดยรถไถเดินตามยกแปลง หว่านเมล็ดหลุมละ3 เมล็ด ใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ คัดให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุม

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า การที่จะเพิ่มผลผลิตได้ คือการตัดแต่งแขนง หรือเถาการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตและคุณภาพสูง และ จำเป็นต้องมีการตัดแต่งแขนง เพื่อให้เกิดการสมดุลในการสร้างและใช้อาหาร โดยให้ต้นแม่มีการเจริญเติบโตเต็มที่การปล่อยให้เถาแขนงและผลเจริญในระยะแรกจะทำให้เกิดการแย่งอาหารส่งผลให้ยอดของต้นแม่ชะลอหรือชะงักการเจริญ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตและคุณภาพตํ่า และการบำรุงก็ไม่ยุ่งยาก ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีผสมเพียงเล็กน้อย แตงโมจะเริ่มออกดอกและติดผลเป็นลูกเล็กๆ ตามเถาที่เลื้อยบนดินในแปลงต้องมั่นดูแลเรื่องโรคและแมลง ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตแตงโมกินรีนั้นประมาณ 60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวได้

"ในพื้นที่ ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว ที่ปลูกนั้นเป็นพื้นที่ ที่เหมาะสม ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะแก่การเพาะปลูกเพราะ ไม่มีโรคแมลงเข้ารบกวน และสามารกเก็บผลผลิตขายสร้างรายได้ดี โดยช่วงนี้จะขายกันอยู่ที่ กก.ละ12 บาท ซึ่งราคาจะสูงกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวบ้านปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีแต่อย่างใด แถมยังให้ผลผลิตสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดสามารถขายได้ไร่ละไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นบาทเลยทีเดียว"

ข้อมูลจาก posttoday.com/social/local/76834
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:172 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
5 เคล็ดลับ เลือกข้าวหอมมะลิยังไงให้ได้ข้าวที่หุงแล้วหอม สวย ขึ้นหม้อ
184.22.2.75: 2563/05/13 17:09:38
5 เคล็ดลับ เลือกข้าวหอมมะลิยังไงให้ได้ข้าวที่หุงแล้วหอม สวย ขึ้นหม้อ
https://pixabay.com/photos/rice-food-eat-staple-food-grainy-960625/
ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวขึ้นชื่อของไทยที่ดังไปไกลถึงต่างประเทศ เป็นข้าวที่คนไทยนิยมกินกันมากเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยเอกลักษณ์ที่ นุ่ม หอม แต่เคยสงสัยกันมั้ยว่า ทำไมเวลาไปซื้อป้ายเขียนว่าข้าวหอมมะลิเหมือนกัน แต่เวลาหุงออกมาดันไม่เหมือนกัน แล้วจะต้องเลือกข้าวหอมมะลิยังไง ถึงจะดี ข้าวหุงออกมาหอม สวย วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

เลือกจากลักษณะของข้าวและบรรจุภัณฑ์
เลือกที่เมล็ดข้าวมีผิวเรียบ แข็ง แห้ง ไม่มีรอยแตก สวยงาม ไม่จับกันเป็นก้อน ขนาดเล็กใหญ่เท่ากันหรือไม่ต่างกัน ไม่มีสีสันที่ผิดปกติ สีขาวใส สะอาด ไม่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น ทราย และแมลง ไม่มีกลิ่นอับชื้น เหม็นหืน ถ้าเป็นข้าวถุง ควรเลือกถุงที่บรรจุปิดสนิทไม่ฉีกขาดระบุสถานที่ผลิตและราคาจำหน่ายชัดเจน

เลือกตามอายุของข้าวหอมมะลิ
หลายคนน่าจะเคยสงสัยว่า ซื้อข้าวยี่ห้อเดียวกัน แต่ทำไมเวลาหุงออกมาถึงไม่เหมือนกัน อาจเป็นเพราะอายุข้าวไม่เท่ากัน ทำให้เวลาหุงออกมาได้ข้าวสุกที่ไม่เหมือนกัน จะมีข้าวใหม่กับข้าวเก่า ซึ่งทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกัน ข้าวสารใหม่ สีเมล็ดจะเป็นสีขาวน้ำนม เวลาหุงจะมีกลิ่นหอมชัด มีความนุ่มมาก ต้องระวังถ้าหุงไม่เป็นอาจแฉะได้ แต่ถ้าเป็นข้าวเก่าเมล็ดจะออกแดงๆ แต่ข้าวเก่าไม่ได้แปลว่าไม่ดี เป็นข้าวที่นิยมทานกันตามปกติ เวลาหุงจะขึ้นหม้อเมล็ดเรียงตัวสวย แค่จะหอมและนิ่มน้อยกว่า ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

เลือกข้าวหอมมะลิตามฤดูกาล
การทำนาจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฤดูกาล นั่นคือข้าวนาปีและข้าวนาปรัง ข้าวทั้งสองฤดูกาลมีความแตกต่างกัน ข้าวนาปี เป็นข้าวที่ผลิตตามฤดูกาล จะออกตามวันและเดือนที่ค่อนข้างตายตัว ข้าวที่ได้จึงหอม นุ่มกว่า เพราะจะโตตามฤดูกาลส่วนข้าวนาปรัง เป็นข้าวที่ถูกปลูกนอกฤดูกาล เป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวตามอายุ ไม่ว่าจะปลูกเดือนไหนพอครบอายุครบประมาณ 3 เดือน ก็จะเก็บเกี่ยวได้เลย จะหาซื้อได้ง่ายกว่า

เลือกซื้อข้าวหอมมะลิตามสายพันธุ์ http://www.nanapanagri.com/th/tanyatip-inter-trade ข้าวหอมมะลิในบ้านเรามีหลากหลายสายพันธุ์มากๆ ถึงจะเป็นข้าวหอมมะลิเหมือนกัน แต่รสชาติและรสสัมผัสแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจุดเด่นของสายพันธุ์นั้นๆ เช่น
ข้าวหอมมะลิ 105 : มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย เวลาหุงเสร็จจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ
ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา : เมล็ดข้าวจะมีลักษณะยาว เรียว เมื่อหุงแล้วจะมีกลิ่นหอมและนุ่ม
ข้าวหอมมะลิปทุมเทพ : เป็นข้าวที่มีความหอมและนุ่มเป็นพิเศษ

เลือกซื้อข้าวหอมมะลิจากชาวนาโดยตรง
การซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง นอกจากจะเป็นการช่วยชาวนาแล้ว จะได้ซื้อในราคาที่ถูกด้วย ข้าวที่ได้มีความอร่อยและหอมกว่าข้าวถุงที่ถูกเก็บไว้นาน แต่มักจะเป็นข้าวที่ยังไม่ถูกคัด เรื่องความสวยงามอาจลดน้อยลง

ความหอม นุ่มที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ข้าวหอมมะลิกลายเป็นข้าวที่หลายๆ บ้านนิยม นอกจากเคล็ดลับบอกไว้ การเลือกข้าวที่เชื่อถือได้ คุณภาพสูงอย่าข้าวสารและธัญพืชตรา ธัญญทิพย์ http://www.nanapanagri.com/th/tanyatip-inter-trade ก็เป็นอีกเคล็ดลับเช่นเดียวกัน เพราะมีการคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน สะอาด ปลอดภัย ปราศจากสิ่งเจือปน มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สำคัญมีบริการจัดส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าด้วยบริการที่สะดวกรวดเร็ว





อ่าน:64 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
อีสานก็ปลูกทุเรียนได้แล้วนะ ชูจุดเด่นที่กลิ่นอ่อนๆ ไม่ฉุน เกษตรกรแห่ปลูก คนก็แห่ซื้อกันจนไม่พอขาย
110.169.64.180: 2563/05/13 14:54:15
อีสานก็ปลูกทุเรียนได้แล้วนะ ชูจุดเด่นที่กลิ่นอ่อนๆ ไม่ฉุน เกษตรกรแห่ปลูก คนก็แห่ซื้อกันจนไม่พอขาย
เกษตรจังหวัดหนองคาย เผยชาวสวน อ.สังคมแห่ปลูก “ทุเรียนหมอนทอง” กว่า 300 ไร่ เหตุจุดเด่น “กลิ่นไม่ฉุน” เหมือนภาคตะวันออกและภาคใต้ แถมรสชาติอร่อย เนื้อไม่อมน้ำ คนแห่ซื้อแห่จองกันถึงสวนปลูกไม่พอขาย เกษตรจังหวัดเร่งส่งเสริมการปลูก

นายเวียน ธรรมสอน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ/หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคาย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั้งจังหวัดหนองคายมีพื้นที่ปลูกทุเรียนที่ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคายสนับสนุนและส่งเสริมอยู่กว่า 300 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย หากเทียบกับพื้นที่จังหวัดระยองและจันทบุรี กลิ่นของทุเรียนหนองคายจะมีน้อยกว่า แต่ความหวานและความมันนั้นมีปกติ ถือเป็นจุดดีและเป็นจุดขายสำหรับคนที่ไม่ชอบทุเรียนที่มีกลิ่นฉุนหรือกลิ่นแรง เป็นโอกาสที่ดีที่ชาวสวนทุเรียนหนองคายจะทำตลาดได้ง่าย ที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองคาย ได้เริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชหลากหลายชนิดขึ้น ในส่วนของทุเรียนและเงาะ ได้มีเกษตรกรบางส่วนได้ดำเนินการปลูกไปก่อนแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการขยายตัวของการปลูกทุเรียน

ส่วนการให้ผลผลิตนั้น จังหวัดหนองคายถูกควบคุมด้วยอุณหภูมิ ปีใดที่อุณหภูมิหนาวจัดก็จะให้ผลผลิตน้อย ปีนี้อากาศไม่หนาวทำให้มีผลผลิตออกต่อเนื่องกันถึง 4-5 รุ่น เป็นผลดีต่อเกษตรกรที่จะมีผลผลิตทุเรียนออกขายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายนได้ ราคาขายจะยึดราคาตลาดทั่วไปเป็นหลัก ประกอบกับปริมาณทุเรียนที่ออกในจังหวัดหนองคายยังไม่มาก เกษตรกรจะขายที่สวนเป็นหลักยังไม่มีการนำออกไปจำหน่ายในตลาดอื่น แต่ถ้าหากผลผลิตทุเรียนออกมาก ตลาดใหญ่ที่สุดที่ได้มองไว้คือตลาด สปป.ลาว ซึ่งจังหวัดหนองคายได้เปรียบจังหวัดอื่น ๆ เนื่องจากระยะทางใกล้กว่า ทำให้ได้ผลผลิตที่ส่งไปสดกว่าจังหวัดอื่น ๆ

สำหรับทุเรียนที่เหมาะในการปลูกในพื้นที่จังหวัดหนองคาย คือทุเรียนพันธุ์หมอนทอง พิจารณาได้จากที่เกษตรกรได้มีการนำมาปลูกจนให้ผลผลิตแล้ว ส่วนพันธุ์อื่น ๆ ทั้งชะนี ก้านยาว กระดุม และหลงหลิน ก็มีเกษตรกรนำมาปลูกแต่ไม่มาก สังเกตได้ว่าทุเรียนพันธุ์ก้านยาวอายุการปลูกเท่ากันกับพันธุ์หมอนทอง ติดดอกแต่ไม่มีลูก ก็จะสังเกตในปีต่อไปอีกว่า หากไม่มีลูกอีกก็แสดงว่าทุเรียนพันธุ์ก้านยาวไม่เหมาะที่จะปลูกในพื้นที่จังหวัดหนองคาย

โดยเนื้อของทุเรียนหมอนทองที่ปลูกในจังหวัดหนองคายจะไม่อมน้ำ เนื่องจากพื้นที่หนองคายเป็นพื้นที่ที่แห้งกว่าทางภาคตะวันออกและภาคใต้ ทำให้คุณภาพเนื้อทุเรียนดีกว่า กลิ่นน้อยกว่า ส่วนโรคทุเรียนนั้นก็เหมือนกับพื้นที่อื่น ๆ คือหนอนเจาะต้น เกษตรกรต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เกษตรกรในจังหวัดหนองคายยังไม่มีการใช้สารเคมี ใช้เพียงน้ำส้มควันไม้และเจาะตัวออกมากำจัด เนื่องจากปริมาณยังไม่มาก

จังหวัดหนองคายถือว่ามีความเหมาะสมในการปลูกทุเรียนเป็นอย่างมาก เห็นได้จากทุเรียนอายุ 3 ปีเริ่มติดดอกและให้ผลผลิต

นางชมชื่น ชื่นตา เกษตรกรชาวสวนทุเรียน บ้านไทยพัฒนา ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุเรียนที่ปลูกให้ผลทุเรียนที่สมบูรณ์ดี น้ำหนักเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม ส่วนต้นที่ไม่ดกมากจะให้ผลทุเรียนน้ำหนักตั้งแต่ 3 กิโลกรัมขึ้นไป น้ำหนักมากสุดถึง 13 กิโลกรัม ส่วนตลาดขายเฉพาะในสวนยังไม่พอขาย โดยที่ผ่านมาเริ่มจากชาวบ้านในหมู่บ้านมาซื้อไปรับประทานแล้วติดใจในรสชาติที่อร่อย เนื้อไม่อมน้ำ กลิ่นไม่แรงเกินไป และรับประทานแล้วไม่มีอาการร้อนใน จึงมีการบอกต่อ ทำให้มีการจองล่วงหน้า ขณะนี้มีการปลูกเพิ่มแล้วกว่า 100 ต้น นอกจากนี้ภายในสวนที่มีพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ได้มีการปลูกไม้ผลอื่น ๆ อีกหลายชนิด ทั้งเงาะ ลองกอง ละมุด และขนุน เป็นต้น

ข้อมูลต้นฉบับจาก prachachat.net/local-economy/news-328681
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:123 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระเจี๊ยบแดง เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต ลดความเหนียวข้นของเลือด
223.24.154.71: 2563/05/13 06:53:35
กระเจี๊ยบแดง เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิต ลดความเหนียวข้นของเลือด
กลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด

กระเจี๊ยบแดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L.

ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel_ Roselle

วงศ์ : Malvaceae

ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ย ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 50-180 ซม. มีหลายพันธุ์ ลำต้นสีม่วงแดง ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ 3 หรือ 5 แฉก กว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 ซม. ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูหรือเหลืองบริเวณกลางดอกสีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้ง แตกได้ มีกลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มไว้

สรรพคุณ :

กลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลืออยู่ที่ผล

เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย

ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด

น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง

ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี

น้ำกระเจี๊ยบยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นการช่วยลดความดันอีกทางหนึ่ง

ช่วยย่อยอาหาร เพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ

เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ

เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริคอยู่ด้วย

ใบ แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด ยากัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำคอ ให้ลงสู่ทวารหนัก

ดอก แก้โรคนิ่วในไต แก้โรคนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ ขัดเบา ละลายไขมันในเส้นเลือด กัดเสมหะ ขับเมือกในลำไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก

ผล ลดไขมันในเส้นเลือด แก้กระหายน้ำ รักษาแผลในกระเพาะ

เมล็ด บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ดีพิการ ขับปัสสาวะ ลดไขมันในเส้นเลือด

นอกจากนี้ได้บ่งสรรพคุณโดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด ดังนี้คือ แก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ ลดไขมันในเลือด บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน

นอกจากใช้เดี่ยวๆ แล้ว ยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่น ใช้ถ่ายพยาธิตัวจี๊ด

วิธีและปริมาณที่ใช้
โดยนำเอากลีบเลี้ยง หรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป
สารเคมี

ดอก พบ Protocatechuic acid_ hibiscetin_ hibicin_ organic acid_ malvin_ gossypetin
คุณค่าด้านอาหาร

น้ำกระเจี๊ยบแดง มีรสเปรี้ยว นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาล ดื่มแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ และยังนำมาทำขนมเยลลี่ แยม หรือใช้เป็นสารแต่งสี ใบอ่อนของกระเจี๊ยบเป็นผักได้ หรือใช้แกงส้ม รสเปรี้ยวกำลังดี กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า "ส้มพอเหมาะ" ในใบมี วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบเลี้ยงและกลีบดอก มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

น้ำกระเจี๊ยบแดงที่ได้สีแดงเข้ม สาร Anthocyanin นำไปแต่งสีอาหารตามต้องการ

ข้อมูลจาก rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_01.htm

รูปภาพจาก arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages &page_id=1450&code_db=610010&code_type=01
คำนิยม - ขอบคุณ คุณอนิรุทธิ์ จากเพชรบูรณ์ ใช้ ไอเอส มาคา FK-1 แก้ปัญหาโรคใบไหม้ และเพลี้ยไฟในนาข้าว
อ่าน:109 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2129 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 212 หน้า, หน้าที่ 213 มี 9 รายการ
|-Page 11 of 213-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55 | 56 | 57 | 58 | 59 | 60 | 61 | 62 | 63 | 64 | 65 | 66 | 67 | 68 | 69 | 70 | 71 | 72 | 73 | 74 | 75 | 76 | 77 | 78 | 79 | 80 | 81 | 82 | 83 | 84 | 85 | 86 | 87 | 88 | 89 | 90 | 91 | 92 | 93 | 94 | 95 | 96 | 97 | 98 | 99 | 100 | 101 | 102 | 103 | 104 | 105 | 106 | 107 | 108 | 109 | 110 | 111 | 112 | 113 | 114 | 115 | 116 | 117 | 118 | 119 | 120 | 121 | 122 | 123 | 124 | 125 | 126 | 127 | 128 | 129 | 130 | 131 | 132 | 133 | 134 | 135 | 136 | 137 | 138 | 139 | 140 | 141 | 142 | 143 | 144 | 145 | 146 | 147 | 148 | 149 | 150 | 151 | 152 | 153 | 154 | 155 | 156 | 157 | 158 | 159 | 160 | 161 | 162 | 163 | 164 | 165 | 166 | 167 | 168 | 169 | 170 | 171 | 172 | 173 | 174 | 175 | 176 | 177 | 178 | 179 | 180 | 181 | 182 | 183 | 184 | 185 | 186 | 187 | 188 | 189 | 190 | 191 | 192 | 193 | 194 | 195 | 196 | 197 | 198 | 199 | 200 | 201 | 202 | 203 | 204 | 205 | 206 | 207 | 208 | 209 | 210 | 211 | 212 | 213 |
ขายปุ๋ยยูเรีย-ราคาพิเศษ 12500บาท/ตัน  Urea 46
Update: 2553/06/07 22:40:41 - Views: 3379 | Ans: 3
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 887 | Ans: 5
เหนื่อย!!กำจัดเชื้อราหน้าฝน ป้องกันไม่ทันเจ๊งกับเจ็ง
Update: 2554/06/05 23:44:46 - Views: 555 | Ans: 0
ขายกิ่งพันธุ์มะนาว  ผลมะนาวแป้น เทียมเซ้ง
Update: 2558/04/24 02:38:57 - Views: 4737 | Ans: 1
ขายกิ่งพันธุ์มะนาว  ผลมะนาวแป้น เทียมเซ้ง
มหาสารคาม ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4520 | Ans: 1
มหาสารคาม ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ
สมาคมดินฯ...แนะอินทรีย์ร่วมเคมี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 667 | Ans: 3
รถพรวนดินเดินตาม ยี่ห้อ : OREC รุ่น : EGC41G (ECOPI)
Update: 2558/02/05 09:14:01 - Views: 1841 | Ans: 0
 รถพรวนดินเดินตาม ยี่ห้อ : OREC รุ่น : EGC41G (ECOPI)
เมล็ดเกาลัดป่า คั่วหอมอร่อย มีจำนวนจำกัด 0892066080
Update: 2556/08/29 22:43:09 - Views: 7304 | Ans: 0
เมล็ดเกาลัดป่า คั่วหอมอร่อย มีจำนวนจำกัด 0892066080
จำหน่ายยางพาราคุณภาพ ยางตาเขียว ยางชำถง 
Update: 2555/04/04 03:39:43 - Views: 2120 | Ans: 4
ข้าวโพดนครสวรรค์3 พันธุ์ใหม่ผลผลิตสูงทนโรค 
Update: ././. .:.:. - Views: 1068 | Ans: 0
© FarmKaset.ORG