FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
โรตารี่ คูโบต้า มือสองจากญี่ปุ่น 1.4,1.45,1.5,1.6,1.7 เมตร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2006 | Ans: 3
โรตารี่ คูโบต้า มือสองจากญี่ปุ่น 1.4 m, 1.45 m, 1.5m, 1.6m, 1.7 m. สภาพสวย สนใจติดต่อ 089-8118807
ฟาร์มเกษตร บรรยายความรู้เรื่องพืช ณ ศาลากลางบ้าน คำปลาฝา อ.เมือง กาฬสิน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2092 | Ans: 8
คุณกิ่งมอบของที่ระลึกให้กับผู้ใหญ่บ้าน
จำหน่ายปุ๋ยเคมีหลายยี่ห้อ ราคาตั๋วโรงงาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1259 | Ans: 3
มีทั้ง เรือใบไวกิ้ง ไข่มุกไพลิน ยารา กังหันลม ตะวันดาว มงกุฏ

ติดต่อสอบถามราคาได้ที่ 081-6946297

ณัฐวุฒิ

ขอบคุณครับ
รับปรึกษาปัญหา ยางพารา  ปาล์ม  อ้อย  มันสำปะหลัง ข้าว  และพืชการเกษตรทุกชนิด
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 13714 | Ans: 3
หากเกษตรกรประสพปัญหาเหล่านี้ ?

- ปัญหายางพารา  ยางหน้าตาย  ตายนึ่ง  รากเน่า  โคนเน่า  โรคใบร่วง
- ปัญหา ปาล์มไม่ติดดอก  ช่อดอกไม่สมบูรณ์  ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย เคมี  
- การเพิ่มผลผลิตใน ไร่อ้อย เพิ่มค่าความหวาน  CCS,
- การเพิ่มผลผลิตในมันสำปะหลัง  เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง
- ปัญหา   ดินเปรี้ยว  ดินแน่น  ดินเค็ม  ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
- การใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับดิน   และการเจริญเติบโตของพืช

ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการเกษตรมากว่า  10  ปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :
คุณศุภานัน  สระบัว  
086-3081046
ชมรมส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่
www.tarad.com/agronomythai
รถไถคูโบต้า มือสอง จากญี่ปุ่น รุ่นเล็ก L2000, L2201 สภาพสวย 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 11611 | Ans: 3
รถไถคูโบต้า มือสอง จากญี่ปุ่น รุ่นเล็ก L2000, L2201 สภาพสวย นำเข้ามาทั้งคัน ไม่ได้แยกเป็นชิ้นส่วน สนใจติดต่อ 089-8118807
เราพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดให้ดีกว่าเคมีได้
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1116 | Ans: 3
       ปรับปรุงคุณภาพปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด “ตราไก่คู่ทีทีวี” สู่การพัฒนาคุณภาพที่สุดยอด

ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ตราไก่คู่ทีทีวี ผลิตโดยโรงงาน ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร  ผลิตจากมูลไก่แท้ๆ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน หมักด้วยหัวเชื้อ EM สูตรพิเศษโดยผู้ชำนาญการจากต่างประเทศมากกว่า 12 เดือน ผ่านการฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา อบไอน้ำ ดูดกลิ่น ดูดความชื้น เก็บได้นานกว่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ และที่สำคัญ  เพิ่ม สูตร 3 พลังเร่ง สูตรใหม่ที่ให้คุณค่าอาหารต่อพืชโดยตรงมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ช่วยปรับปรุงดิน ให้คุณค่าอาหารต่อพืชที่ได้ผลเร็วกว่าเดิม ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย พร้อมการอัดเม็ดที่ได้คุณภาพด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มาตรฐานยุโรป ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และการรับรองผลที่สูงกว่ามาตรฐานมากมายไม่มีใครเทียบได้ ไม่ผสมดิน แกลบ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 4 ปี รับรองผลเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า และกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ พิสูจน์คุณภาพได้แล้ววันนี้ กับสูตร 3 พลังเร่งสูตรใหม่ ที่ให้ผลมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า  แต่ราคายุติธรรม (พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไม่เอาเปรียบสังคม)
          ราคาจำหน่าย ตันละ 4,000 บาท (กระสอบละ 200 บาท) บรรจุถุงละ 50Kg ไม่รวมค่าขนส่ง
สิทธิพิเศษสำหรับตัวแทนขาย ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสุด { ไก่คู่ทีทีวี  }   
สั่งครบ 1,000 กระสอบ รับสิทธิ์ เป็น ตัวแทน1อำเภอ1ราย พร้อมประชาสัมพันธ์ใน Website โรงงานฟรี
ดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com หรือ http://www.pui-in-see.com

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
หรือ            083-4633350 ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร daranew90@gmail.com 
    ------------------------------------------------
บ้านสิงห์รางกล ผลิต/จำหน่าย อุปกรณ์เลี้ยงสุกร(หมู) ครบวงจร !!
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 5810 | Ans: 2
บ้านสิงห์รางกล

ที่อยู่ 115 ม.6 บ้านสิงห์ โพธาราม ราชบุรี 70120

ติดต่อ คุณ พัชวรรณ 081-982-3458

สินค้านอกเหนือจากรายการสามารถสั่งทำได้ !!

ติดตามดูรูปรายการสิรค้าได้ที่ http://bansingrangkon.hi5.com

ราคา : ไม่ระบุ

ประเภทสินค้า : สินค้าใหม่ - สินค้ามือสอง

การชำระเงิน : ผ่านธนาคาร จ่ายด้วยตนเอง

การรับส่งสินค้า : รับด้วยตนเอง ขนส่ง

ชื่อ : พัชวรรณ

เบอร์โทรศัพท์ : 032356839

โทรศัพท์มือถือ : 081-9823458

ที่อยู่ : 115 ม.6 บ้านสิงห์ โพธาราม

จังหวัด : ราชบุรี
ขายฟิลเลอร์ สำหรับผสมปุ๋ยมีฟิลเลอรืดำ รับจ้างปั้นปุ๋ย ยิบซั่ม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 852 | Ans: 3
รับจ้างปั้นอินทรีย์ ยิบซั่ม
ขายฟิลเลอร์ดำ  
ฟิลเลอร์ขาว  
เม็ดสารปรับสภาพดินและน้ำ 
เม็ดสวยขนาดดี ไม่มีฝุ่นและความชื้น 
 และโดโลไมท์ผง  
ธีรพงษ์ 087-0727884 (โรงงานผลิต) 
จำหน่ายข้าว ผักสลัด ผักสด ข้าวโพดหวาน ผลไม้ FULLY ORGANIC มีใบรับประกันว่าสารพิษตกค้าง 0%
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 27032 | Ans: 3
จำหน่าย ข้าว ผักสลัด ผักสด  ผลไม้  FULLY ORGANIC

เช่น  ข้าวหอม  ข้าวกล้อง  ข้าวนิลดำ  ข้าวโพดหวาน

ผักสลัดต่างๆ  ผักสด  ผลไม้สด

ของแท้ มีใบรับประกัน  จำหน่ายปลีกส - ส่ง   มีบริการจัดส่งทั่วประเทศ

  ติดต่อสอบถามและขอดูแคตตาล็อกได้ทุกวันที่  083-5558414
นวัตกรรมใหม่ทดแทนการปลูกพืชแบบน้ำหยด ไม่ใช้ ไฟฟ้า,ไม่ใช้ปั้มน้ำ นำเข้าจาก อังกฤษ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 13201 | Ans: 4
     Thai AutoPot เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของ AutoPot จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดค้น เพื่อการปลูกพืชโดยควบคุมการจ่ายน้ำให้ต้นพืชอย่างเป็นระบบภายใต้แนวคิดที่ ระบบสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้า,ปั้ม หรือตัวตั้งเวลาในการทำงานโดยอาศัยเพียงแรงดึงดูดโดยธรรมชาติเท่านั้น
     สินค้าทุกอย่างของ AutoPot ไม่ใช้ไฟฟ้า ปั๊ม เครื่องสร้างแรงดันน้ำ หรือเครื่องตั้งเวลาอัตโนมัติในการทำงาน แรงโน้มถ่วงจากแท็งก์น้ำหรือท่อเป็นสิ่งเดียวที่คุณต้องการ
    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบของเราง่ายต่อการใช้งานและสามารถปล่อยทิ้งให้ทำงานเองเป็นอาทิตย์ๆ ตามประสิทธิภาพของ AQUAvalve ที่จะส่งสิ่งที่พืชต้องการ ปัจจุบัน AutoPot เป็นผู้นำเกี่ยวกับระบบชลประทานในตลาด และได้รับชื่อเสียงและการยอมรับจากทั่วโลกสำหรับเทคโนโลยีการจ่ายน้ำที่ทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับการปลูกพืชแบบต่างๆ

ข้อมูลเพื่มเติม www.thaiautopot.com
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า จากญี่ปุ่น รุ่นใหม่ GL25
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1691 | Ans: 1
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า จากญี่ปุ่น รุ่นใหม่ GL25 ภาพสวย สนใจติดต่อ 089-7712088.
ข้อมูล ยาง ปาล์ม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1945 | Ans: 1
 เรียนรู้ที่      http://www.yangpalm.com



ขอบคุณน้องปริมที่น่ารัก
ขายแทรกเตอร์ ฮิโนโมโต้ รุ่น C172  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3067 | Ans: 2
เป็นรถเล็ก 17 แรง  สภาพสวย คล่องตัว กะทัดรัด  ราคาไม่แพง สนใจติดต่อ 089-771 2088 
แนะนำเว็บกลุ่มเกษตรกรครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2077 | Ans: 2
 เชิญแวะไปดูได้นะครับ
การปลูกยางพารา
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1982 | Ans: 6
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกร

    พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป  
          สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้  
    พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่       ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก  
    พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  
    พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)  
    พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235  
    พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121 

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 
    พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260

   

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

    ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง  
          ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่ จะต้องโค่นไม้ เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สาร เคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้  หรือจะใช้ รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน  
          หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง 


การเตรียมหลุมปลูก

          หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุมี

การปลูกซ่อม

          หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ 
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต 
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ 
 
อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน 
ภาคใต้และภาคตะวันออก 
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
-  คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
-  คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน  เพอราเรีย 1 ส่วน 
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำ เย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้ 
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริม ที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดิน โรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด 
การปลูกพืชคลุมดินนี้ จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อน หรือจะปลูกพร้อมๆกับ ปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้ว ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่าย ต่อการกำจัด วัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจาก ได้เตรียมดินวางแนว และกะระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว 
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อย ไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อบำรุงพืช คลุมดิน 
 
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้ 
 
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน  
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยาง ได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือก สีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร 
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หา ได้ง่ายเช่น 
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมี ถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์ โดยหลังจากพ่นสารเคมี แล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสาร บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว 
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี  150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุม ที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง 
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถ กำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืช ได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่น สารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว  
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง 

การกำจัดหญ้าคา  
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ 
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิม ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม 
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่น ด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน 
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลัง เจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่า ดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า 
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏ ในฉลาก ที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทย ตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21 
 

บริเวณที่ใส่ปุ๋ย

          ระยะแรกหลังจากปลูกยาง รากของต้นยางจะแผ่ออกเป็นวงกลมรอบลำต้น ประมาณปีที่ 4 รากจึงจะแผ่ขยายออกไปจนถึงกึ่งกลางระหว่างแถวยาง และเมื่อต้นยางมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป รากก็จะแผ่ขยายเพิ่มขึ้นและหนาแน่น อยู่ในบริเวณห่างจากลำต้น ประมาณ 60 เซนติเมตร จนถึง 3 เมตร ดังนั้นเพื่อให้การ ดูดอาหารของต้นยางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใส่ปุ๋ยบริเวณ ที่มีรากดูดอาหาร หนาแน่นคือเมื่อต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยเป็นวงกลม รอบลำต้น ส่วนต้นยาง ที่มีออายุตั้งแต่ 17 เดือนขึ้นไป ให้หว่านปุ๋ยกระจายสม่ำเสมอเป็นแถบยาว ไปให้แถวยาง ห่างจากโคน ต้นยางข้างละ 1 เมตร เมื่อยางมีอายุ 5 ปีขึ้นไปให้หว่านปุ๋ยเป็นแถบกว้างห่าง จากโคนต้นยางอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และขยายออกไปถึง 3 เมตร สำหรับยาง ที่เปิดกรีด แล้วให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร


    บริเวณที่ใส่ปุ๋ยให้ต้นยางก่อนเปิดกรีด

การกรีดยาง

การกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด 

ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ 
1. ขนาดของต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 
2. เปิดกรีดครั้งแรกเมื่อมีจำนวนต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดในสวนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ของต้นยาง ทั้งหมดในสวน 
3. ต้นยางติดตา สามารถเปิดกรีดครั้งแรกได้ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50, 75, 100, 125, หรือ 150 เซนติเมตรระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเปิดกรีดต่ำจะได้รับผลผลิตมากกว่า 



วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง 

เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง 
ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวก เนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่ากลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการ กรีดในตอนกลางคืน 

ขนาดของงานกรีดยาง 
คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ราบ ตามระบบครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  
ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน 

วิธีการกรีดยาง 
ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการซอย พร้อมกับย่อตัวและสลับเท้าไปตามรอยกรีด ของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขนลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะทำให้กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาดเนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น 

ระบบการกรีดยาง 
เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยาง มากเกินไปจะทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อ ทดแทน วันที่ฝนตกจนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีดชดเชยได้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยาง เกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นสองวัน 

ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 
1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 
2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 
3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 
4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 
5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 
6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 
7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 
8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร  

การกรีดยางหน้าสูง  
การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วน ที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะทำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้ากรีดปกติเสียหาย 
โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สารเคมีเร่งน้ำยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยาง มากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง 

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง  
วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้น วันเว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการ โรคเปลือกแห้ง ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เร่งน้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้นยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น้ำยางน้อย ในช่วงแรก ของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือนก็ได้และทาสารเคมีเร่งน้ำยางทุก 3-4 เดือน หรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้วควรหยุดใช้ สารเคมีเร่งน้ำยาง 

สรุปคำแนะนำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  
เรื่อง  คำแนะนำ
การเปิดกรีด
- ต้นติดตา  - เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร
- รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง
- หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
ระบบกรีด
-กรีดยางหน้าล่าง  - กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันสำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้น บางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63
-กรีดยางหน้าสูง  - การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่ง ในสามของลำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของลำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีด ขึ้นครึ่งลำต้น 2 รอยสลับวันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคม ีเร่งน้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีดทั้ง 2 รอยพร้อมกัน
การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง
-ใช้กัเปลือกงอกใหม่  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีดทา เป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกปี
-ใช้กับเปลือกเดิม  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทาในรอยกรีด ใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ทาสารเคมีเร่งน้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ
-การกรีดยางหน้าสูง  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร
- ทาทุก 1-2 เดือน

**ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง

    ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้  
    1. พื้นที่ปลูกยาง  
    - ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได  
    2. ดิน  
    - ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5  
    3. น้ำฝน  
    - มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี  
    4. ความชื้นสัมพันธ์  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์  
    5. อุณหภูมิ  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส  
    6. ความเร็วลม  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที  
    7. แหล่งความรู้  
    - ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

การเตรียมดิน

          เมื่อเผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็น พื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดิน เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือ ทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้น ให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง

    1. ต้นตอตา  
    คือ ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิม เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่มีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก  

    2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง  
    คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษา จนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่  

    3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง   
    คือการปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก  

    ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  
     

การใส่ปุ๋ย

    สูตรปุ๋ยยางพาราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันมี 6 สูตร แต่ละสูตรจะเหมาะสมกับเนื้อดิน และอายุของ ต้นยางแตกต่างกัน ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

        ตารางที่ 3 แสดงสูตรปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับเนื้อดินและอายุของต้นยาง

    ปุ๋ยสูตรที่
    
    สูตรปุ๋ย
    
    ชนิดของดิน
    
    อายุของต้นยาง
     ปุ๋ยเม็ด 
    ปุ๋ยผสม
    1  18-10-6  8-14-3  ดินร่วน  2 - 41 เดือน
    2  18-4-5  13-9-4  ดินร่วน  47 - 71 เดือน
    3  16-8-14  8-13-7  ดินทราย  2 - 41 เดือน
    4  14-4-19  11-10-7  ดินทราย  47 - 71 เดือน
    5  -  15-0-18  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังจากเปิดกรีดซึ่งเคยปลูกพืชคลุมดิน และใส่ปุ๋ยฟอสเฟต บำรุงพืชคลุมดิน
    6  15-7-18  12-5-14  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังเปิดกรีด ซึ่งไม่เคยปลูกพืชคลุมดินมาก่อน


    หมายเหตุ 
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยเม็ดเป็นค่าของฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยผสมเป็นค่าของฟอสฟอรัสทั้งหมด

    - ดินทราย คือดินที่มีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย อุ้มน้ำไม่ดี ถูกชะล้างได้ง่ายตรึงธาตุอาหารได้น้อย
    มีโปแตสเซียมต่ำ
    -ดินร่วน คือดินที่มีเนื้อดินละเอียดพอสมควร อุ้มน้ำได้ดี มีการระเหยน้ำและถ่ายเทอากาศพอเหมาะ  
    ตรึงธาตุอาหารได้มากพอสมควร มีโปแตสเซียมตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ
    - ปุ๋ยเม็ด คือปุ๋ยที่ได้จากการนำวัตถุดิบให้กำเนิดปุ๋ยไปผ่านกรรมวิธีการผลิตทางเคมีตามขั้นตอนต่างๆ
    ปุ๋ยที่ได้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ปุ๋ยแต่ละเม็ดจะมีองค์ประกอบของธาตุเหมือนๆ กัน เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 จัดเป็นปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและมีผู้นิยมใช้มากที่สุด
    - ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผสมด้วยวิธีกลโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี เช่น
    นำเอาปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยร้อคฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์มาผสมคลุกเคล้ากันในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามต้องการ แล้วนำไปใช้ทันที เป็นต้น

    ปุ๋ยผสมสำหรับสวนยางจะใช้แม่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตร้อคฟอสเฟตและโปแตสเซียมคลอไรค์ผสมกันในอัตราส่วน
    ที่แตกต่างกันไปตามสูตรปุ๋ยทั้ง 6 สูตร ดังแสดงไว้ในตารางที่ 4

            ตารางที่ 4 แสดงปริมาณธาตุอาหารและส่วนผสมของแม่ปุ๋ยในปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ อัตรา 100 กิโลกรัม

    ปุ๋ยผสมสูตรที่  ปริมาณธาตุอาหาร (%)  น้ำหนักของแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสม (กิโลกรัม)
    ไนโตรเจน (N)  ฟอสเฟต 
    (P2 O5)  โปแตสเซี่ยม (K2O)  แอมโมเนียมซัลเฟต (21%N)  ร้อคฟอสเฟต (25%P25)  โปแตสเซี่ยมคลอไรด์
    (60%K20)
    1  8  14  3  38  57  5
    2  13  9  4  60  34  6
    3  8  13  7  36  53  11
    4  11  10  7  50  38  12
    5  15  -  18  71  -  29
    6  12  5  14  57  20  23


    หมายเหตุ - ควรผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ โดยคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อผสมแล้ว ควรใช้ทันที ปุ๋ยจะไม่แข็งตัว และควรผสมให้ใช้หมดภายในครั้งเดียว

วิธีการใส่ปุ๋ย

    วิธีการใส่ปุ๋ย 
    วิธีการใส่ปุ๋ยที่ดีจะต้องเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการปฏิบัติใส่แล้วพืชสามารถ ดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการใส่ปุ๋ยดังนี้ 

    ใส่รองพื้น- นิยมใช้ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เคลื่อนไหวได้ยาก เพราะถูกตรึ่งด้วยแร่ธาตุต่างๆ ในดิน โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินแล้วใส่ลงในหลุมก่อนปลูกยาง 

    ใส่แบบหว่าน - เป็นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วบริเวณที่ใส่ปุ๋ย เหมาะสำหรับใช้กับพื้นที่ที่เป็นที่ราบ และมีการกำจัดพืชด้วยสารเคมีเพราะเศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกัน การชะล้างปุ๋ยในช่วงที่มีฝนตก แต่ถ้าเป็นที่ราบที่กำจัดพืชด้วยวิธีถาก ควรคราดให้ปุ๋ยเข้ากับดินด้วย เพื่อป้องกันน้ำฝนชะล้างปุ๋ย 

    ใส่แบบเป็นแถบ - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยโรยเป็นแถบไปตามแนวแถว ต้นยางในร่องที่เซาะไว้ แล้วกลบ วิธีนี้จะใช้กับต้นยางที่มีอายุ 17 เดือนขึ้นไป และยังเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อยหรือพื้นที่ทำขั้นบันได้ด้วย 

    ใส่แบบเป็นหลุม - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุมบริเวณรอบโคนหรือสองข้าง ของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น แล้วใส่ปุ๋ยลงในหลุมกลบให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ลาดเท และไม่ได้ทำขั้นบันได 

    นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงเพื่อให้การใส่ปุ๋ยม ีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งหรือฝนตกชุกมากเกินไป และควรกำจัดพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ถ้าต้องการให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตดีสามารถเปิดกรีดได้เร็ว ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้กับต้นยางสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงก่อนโค่น 3-5 ปี โดยปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

โรคและแมลงศัตรูยางพารา

    1. โรครากขาว 
    เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 
    ลักษณะอาการ 
    จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
    การป้องกันและรักษา 
    1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด 
    โรครากขาวได้ 
    2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
    3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
    4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย 

    2. โรคเส้นดำ 
    เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
    ลักษณะอาการ 
    จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
    การป้องกัน 
    1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
    2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
    3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
    การรักษา  
    เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ  ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 

    3. โรคเปลือกเน่า  
    เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
    ลักษณะอาการ 
    ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
    การป้องกัน  
    1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
    2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 

    4. โรคเปลือกแห้ง  
    สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
    ลักษณะอาการ  
    หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
    การป้องกันและรักษา  
    โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
    การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก 


    5. โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า  
    ลักษณะอาการ  
    ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
    การป้องกันและรักษา   
    ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคปตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่การใช้สารเคมีป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะนำให้ทำแต่จะแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันรักษาโรคเส้นดำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่างที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น 

    6. ปลวก  
    จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 
    การป้องกันและรักษา  
    ใช้สารเคมีกำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่ถูกทำลายและต้นข้างเคียง 

    7.   หนอนทราย  
    เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้  สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย 

    8. โคนต้นไหม้  
    เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 
    การป้องกันและรักษา  
    ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 

    9. อาการตายจากยอด  
    อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 
    ลักษณะอาการ  
    กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 
    การป้องกันและรักษา  
    ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น้ำช่วยตามความจำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด 
     

ระยะปลูก

    ระยะปลูก  
    1. พื้นที่ราบ  
    ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่  
    2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา   
    ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร  
    เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม 

วิธีปลูก

    การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน

    1. การปลูกด้วยต้นตอตา   
    นำดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุมแล้วกลบหลุมให้เต็มด้วยดินล่าง จากนั้นใช้เหล็กหรือไม้แหลมขนาดเล็กกว่าต้นตอตาเล็กน้อยปักนำเป็นรูตรงกลางหลุมให้ลึกเท่ากับ ความยาวของรากแก้ว แล้วนำต้นตอปักลงไป กดดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นเล็กน้อยอย่าให้กลบแผ่นตา พยายามให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นอยู่ระดับปากหลุมพอดี  

    2. การปลูกด้วยต้นยางชำถุง  
    2.1 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคใต้   
    นำดินที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุม จากนั้นนำต้นยางชำถุงไปตัดดินที่ก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอแล้ววางลงไปในหลุม โดยให้ดินปากถุงหรือรอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับพื้นดินปากหลุมพอดี ถ้าต่ำเกินไปให้ใส่ดินรองก้นหลุมเพิ่ม หรือถ้าสูงเกินไปให้เอาดินในหลุมออก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินล่างที่เหลือลงไปจนเกือบเต็มหลุม อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆดึงถุงพลาสติกที่กรีดไว้แล้วออกอัดดินข้างถุงให้แน่น แล้วกลบดินเพิ่มจนเต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง พูนโคนเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขัง จากนั้นปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางไว้เพื่อป้องกันลมโยก  

    2.2 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
    ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอจากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัดต ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย

ระยะเวลาและอัตราการใส่ปุ๋ย

    ต้นยางก่อนเปิดกรีด ในระยะตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงต้นยางอายุประมาณ 17 เดือน จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้บ่อยครั้งในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของต้นยางหลังจากที่ต้นยางมีอายุ  
    เกิน 17 เดือนขึ้นไปแล้ว จะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ดังแสดงไว้ในตารางที่5 และ6  

    ตารางที่ 5 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

    อายุ
    ต้นยาง
    (เดือน)
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    สูตร 1 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 3 (ดินทราย)
    
    สูตร 2 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 4 (ดินทราย)
    
    ปุ๋ยผสม
    2  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 30 เซนติเมตร
    4  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    6  90     200  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    11  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 50 เซนติเมตร
    14  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 60 เซนติเมตร
    17  120     260  ใส่เป็นแถบในแถวยาง ห่าง  
    จากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร
    23  190     400
    29  190     400
    35  190     400
    41  190     400
    47     250  530
    53     250  530
    59     250  530
    65     250  530  ใส่เป็นแถบกว้าง 2.5 เมตร  
    ห่างจากโคนต้นยางข้างละ  
    อย่างน้อย 50 เซนติเมตร
    71     250  530
    77     250  530
    83     250  530


    ตารางที่ 6 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

    อายุต้นยางหรือเดือนที่ใส่ปุ๋ย
    
    สูตรปุ๋ยที่ใช้กับชนิดของดิน
    
    อัตราปุ๋ย (กรัมต่อต้น)
    ดินร่วน
    
    ดินทราย
    
    ปุ๋ยเม็ด
    
    ปุ๋ยผสม
    1 เดือนหลังปลูก 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-10-6
    หรือปุ๋ยผสม
    8-14-3
    
    ปุ๋ยเม็ด
    16-8-14
    หรือปุ๋ยผสม
    8-13-7
     45  100
    4 เดือน (ต.ค.)  70  150
    11 เดือน (พ.ค.)  90  200
    16 เดือน (ต.ค.)  90  200
    23 เดือน (พ.ค.)  135  300
    28 เดือน (ต.ค.)  135  300
    35 เดือน (พ.ค.)  135  300
    40 เดือน (ต.ค.)  135  300
    47 เดือน (พ.ค.) 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-4-5
    หรือปุ๋ยผสม
    13-9-4
    
    ปุ๋ยเม็ด
    14-4-9
    หรือปุ๋ยผสม
    11-10-7
     190  400
    52 เดือน (ต.ค.)  190  400
    59 เดือน (พ.ค.)  190  400
    64 เดือน (ต.ค.)  190  400
    71 เดือน (พ.ค.)  190  400
    76 เดือน (ต.ค.)  190  400


    หมายเหตุ เดือนที่ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  

    ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว จะใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในอัตรา 1-1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี (แล้วแต่สูตรปุ๋ยที่ใช้) โดยใส่ครั้งแรกหลังจากที่ยาง 
    ผลัดใบแล้วในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ครั้งที่สองใส่ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม  
    ดังแสดงไว้ในตารางที่ 7  

    ตารางที่ 7 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยสำหรับยางที่เปิดกรีดแล้ว  

    เวลาที่ใส่ปุ๋ย
    สำหรับยางที่
    เปิดกรีดแล้ว
    
    ชนิดของปุ๋ย
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่
    (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    ปุ๋ยเม็ด  ปุ๋ยผสม
    ครั้งที่ 1
    -ใส่ต้นฤดูฝนประมาณ 
    เดือนพฤษภาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  

    500  

    500
     500  

    600  

    -
     ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6 
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ
    ครั้งที่ 2
    -ใส่ปลายฤดูฝนประมาณ 
    เดือนกันยายน  
    ถึงเดือนตุลาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  500  ใส่ทั่วแปลงยางโดยหว่านให้ให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6  500  600
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ  500  -


    หมายเหตุ ยางแก่ก่อนโค่น 3-5 ปี ควรงดใส่ปุ๋ย

อ้างอิง: http://www.sisaket.go.th/WEB_ldd/Plant/Page04.htm
หลักการทำไร่อ้อย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 21787 | Ans: 5
การทำไร่อ้อย มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ขั้นตอนที่ 2. การปลูกอ้อย
ขั้นตอนที่ 3. การดูแล – รักษา
ขั้นตอนที่ 4. การเก็บเกี่ยว

 
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ชาวไร่ที่จะเริ่มปลูกอ้อยใหม่ไม่ว่าจะปลูกในที่แปลงใหม่ที่ที่ยังไม่เคยปลูกอ้อยมาก่อนเลย หรือแปลงอ้อยเก่าล้างทิ้งเพื่อปลูกใหม่ ก็ต้องมีการเตรียมการเกี่ยวกับดินในแปลงที่จะปลูก การเตรียมอ้อยของชาวไร่ปลูกอ้อยกัน ตั้งแต่หลังฤดูตัดอ้อยเข้าโรงงานแล้ว อยู่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เพราะเป็นช่วงหน้าแล้งต่อฤดูฝน จะได้มีเวลาเตรียมดินและเตรียมปลูกอ้อยก่อนฤดูฝนมีฝนตกมาก ๆจะมาถึง

วิธีการเตรียมดินในแปลงที่จะปลูกอ้อย  ควรจะกำจัดใบอ้อยหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในแปลง
โดยการเผาทำลายหรือขนทิ้งเสีย หลังจากนั้นใช้รถไถดินเข้าไปไถในแปลงครั้งแรกนี้ เรียกว่า “ไถดะ” เสร็จแล้วทิ้งดินตากแดดไว้อย่างน้อย 15 วันเพื่อให้วัชพืชพร้อมทั้ง แมลงศัตรูอ้อยที่ฝังตัวอยู่ในดินพลิกขึ้นมาถูกแดดเผาทำลายเสีย หากเป็นไปได้รอให้ฝนตกลงมาจะทำให้ดินในแปลงที่ไถดะเอาไว้ถูกน้ำฝน ดินจะแตกออกและชื้นนุ่มหลังจากนั้นใช้รถไถดินกลับเข้าไปไถอีกครั้งเรียกว่า “ไถแปร” การไถแปรนี้หากไถไปแล้วหนึ่งครั้ง สังเกตเห็นว่าดินในแปลงยังก้อนใหญ่อยู่ ยังไม่ร่วนซุยพอ ก็สมควรที่จะต้องแปรเพิ่มอีกหนึ่งครั้งเพราะถ้าหากทำดินไม่ดี จะมีผลต่อการงอกและเจริญเติบโตของอ้อยคือ ถ้าดินก้อนใหญ่เกินไป ดินจะไม่กระชับท่อนพันธุ์อ้อยทำให้อ้อยไม่แตกราก ไม่งอกในเวลาอันสมควร แต่ถ้าดินร่วนซุยดี ดินจะเข้าไปกระชับติดกับลำอ้อยท่อนพันธุ์ ความชื้นมากทำให้อ้อยแตกรากเร็ว งอกเร็ว เติบโต ได้ดี ซึ่งจะมีผลต่อการดูแล – รักษา และบำรุงเพิ่มผลผลิตต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 การปลูกอ้อย
อ้อยที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทย เพื่อผลิตน้ำตาลในขณะนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็เหมาะกับพื้นดินแต่ละพื้นที่ โดยส่วนมากชาวไร่จะ นิยมปลูกอ้อยที่เห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่มีอยู่ประมาณ 4 – 5 พันธุ์ เช่น เค 84 – 200  เค 88 – 92 เค 90 – 77 พันธุ์อู่ทอง 1 และอื่นๆ พันธุ์อ้อยเหล่านี้ ชาวไร่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่อไร่สูง ให้ความหวานสูง ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวง่าย จึงนิยมปลูกกันมาก

เมื่อชาวไร่พันธุ์อ้อยแล้ว ฝนตกมีความชื้นดีแล้วสมควรปลูก การปลูกอ้อยของกลุ่มชาวไร่อ้อยมีปลูกกันอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ 1. ใช้แรงงานคนปลูกโดยตรง 2. ใช้รถไถมีเครื่องปลูก

วิธีที่ 1 การใช้แรงงานคนปลูก ชาวไร่จะต้องใช้รถไถเข้าไปยกร่องในแปลงปลูกให้เป็นร่อง ๆ แต่ละร่องห่างกันประมาณ 1.00 เมตร ถึง 1.50 เมตร แล้วแต่ความชอบของชาวไร่แต่ ละคน เรียบร้อยแล้วใช้คนงานนำพันธุ์อ้อยใส่ลงในร่องทั้งลำ หรือตัดเป็นท่อน ๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ในกรณีปลูกโดยอาศัยน้ำฝนควรจะรอให้ฝนตกลงมา มีความชื้นในร่องอ้อยมากพอก่อนจึงปลูก แต่ถ้ามีน้ำสูบเองก็ปลูกได้เลย

วีธีที่ 2 ใช้รถไถมีเครื่องปลูก วิธีนี้กลุ่มชาวไร่นิยมปลูกกันมาก เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา และเครื่องปลูกยังสามารถใส่ปุ๋ยในดินไปพร้อมกับปลูกอ้อยไปด้วยเลย การปลูกโดยวิธีที่ 2 นี้ ควรปลูกหลังจากฝนตกลงมาความชื้นในดินมีมากพอ

ขั้นตอนที่ 3 การดูแล – รักษา
การดูแลรักษาอ้อยให้เจริญงอกงามนั้น เป็นภาระอันสำคัญของชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักหลักก็คือ เรื่องวัชพืชที่ขึ้นมาแย่งอาหารของอ้อย แมลงศัตรูกัดทำลายต้นอ้อย และโรคระบาดของอ้อย

อ้อยปลูกใหม่ไม่ว่าจะปลูกโดยแรงงานคน หรือ ใช้รถปลูก ควรจะใช้สารคุมวัชพืชไว้ก่อน หากไม่ทำไว้เสียฝนตกลงมา วัชพืชจะโตเร็วกว่าอ้อย จะคลุมหน่ออ้อยแย่งอาหาร ทำให้อ้อยหยุดเจริญเติบโต ต้องเสียทั้งค่ากำจัดวัชพืชเพิ่ม ค่าปุ๋ยเพิ่มอีก โดยเฉพาะผลผลิตจะต่ำ ฉะนั้นการดูแลรักษาจะต้องกระทำไปตลอด จนกว่าจะตัดอ้อยเข้าโรงงาน ส่วนเรื่องแมลงทำลายอ้อยและโรคระบาดอ้อย

ส่วนของอ้อยตอ การดูแล รักษาก็คงเหมือนกันกับอ้อยใหม่ โดยเฉพาะอ้อยตอ หลังจากตัดอ้อยแล้ว ใบอ้อยที่ตกค้างอยู่ในไร่จะเป็นตัวช่วยป้องกันความชื้นในดินไม่ให้ระเหยไปเร็ว พร้อมเป็นตัวปิดบังคับความเจริญของวัชพืชอีกด้วย แต่ในกรณีที่อ้อยตอไฟไหม้ในแปลง ทำให้พื้นดินไม่มีใบอ้อยปิดบัง ควรจะต้องดูแลแบบอ้อยปลูกใหม่ ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นอ้อยปลูกใหม่หรืออ้อยตอก็ดี ชาวไร่จะต้องดูแลบำรุง รักษา เรื่องน้ำ วัชพืช ตลอดไปจนถึงแมลงและโรคระบาด โดยเฉพาะไฟไหม้อ้อยอันเกิดจากความประมาทหรือบังเอิญก็แล้วแต่ จนกว่าจะถึงวันตัดอ้อยได้ หากไม่เช่นนั้นผลผลิตและผลลัพธ์จะไม่เป็นดังที่ท่านตั้งความหวังไว้

การเพิ่มผลผลิตอ้อย ไม่ว่าจะพยายามลดต้นทุนหรือลดการใช้สารเคมี แต่การใส่ปุ๋ยอ้อยในขณะนี้ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เหตุเพราะว่า  ปลูกอ้อยกันมานาน บางแปลงปลูกมานาน 10  ปีกว่าแล้ว ธาตุอาหารในดินสำหรับอ้อยย่อมหมดไป จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตปุ๋ยที่ชาวไร่ ใช้กันอยู่มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด ปุ๋ยอินทรีย์ใส่แล้วให้ผลช้าแต่ไม่ทำลายดิน ปุ๋ยเคมีให้ผลเร็วทันใจแต่มักเป็นผลเสียต่อดิน มีสารตกค้างสิ่งแวดล้อมเสีย สิ่งนี้ชาวไร่เราทราบดี แต่จำเป็นต้องใส่ ซึ่งก็พยายามใส่ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวหรือตัดอ้อย
1. ใช้แรงงานคน
2. ใช้รถตัดอ้อย
การตัดอ้อยทำน้ำตาล  จะเริ่มเปิดหีบตั้งแต่ประมาณ เดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ฉะนั้นชาวไร่จะต้องเริ่มตัดอ้อยกัน

http://ayutthaya.doae.go.th/latbualuang/ee.htm
เปิดตัวปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด "ไก่คู่ทีทีวี" สำหรับตัวแทนขายเท่านั้น
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1668 | Ans: 2
       เปิดตัวปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ดคุณภาพสูง ตราไก่คู่ทีทีวี สำหรับตัวแทนขายเท่านั้น

ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ตราไก่คู่ทีทีวี จำหน่ายให้เฉพาะร้านค้า หรือตัวแทนขายเท่านั้น โดยโรงงาน ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร  ผลิตจากมูลไก่แท้ๆ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผ่านกรรมวิธีหมัก 8-12 เดือน การฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา อบไอน้ำ ดูดกลิ่น ดูดความชื้นจนแห้ง รักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ เพิ่ม สูตร 3 พลังเร่ง ที่ให้คุณค่าอาหารแก่พืชโดยตรง ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย พร้อมการอัดเม็ดที่ได้คุณภาพด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มาตรฐานยุโรป อีกทั้ง ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และการรับรองผลที่สูงกว่ามาตรฐานมากมายไม่ผสมดิน แกลบ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 3 ปี รับรองผลเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า และกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
          ขายให้เฉพาะตัวแทนขายตันละ 3,400 บาท (กระสอบละ 170 บาท) ถุงละ 50Kg ไม่รวมค่าขนส่ง
สิทธิพิเศษสำหรับตัวแทนขายช่วงเปิดตัว ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง { ไก่คู่ทีทีวี  }   
สั่งครบ 1,000 กระสอบ รับส่วนลดทันที 10,000 บาท พร้อมการได้สิทธิ์ เป็น ตัวแทน1อำเภอ1ราย
สั่งครบ 5,000 กระสอบ รับส่วนลดเพิ่มอีก 50,000 บาท และสิทธิ์ในการได้ส่วนลด 15 บาท / กระสอบ ในการสั่งครั้งต่อๆไป (สะสมถึง 1,000 กระสอบก่อนได้สิทธิ์ก่อนนะครับ ราคาเดียวจำหน่ายทั่วประเทศ)
สิ่งที่ต้องบันทึก
1. เลขหมายที่ติดต่อ 2. บัตรประจำตัวประชาชน 3. ชื่อร้านค้า (ถ้ามี) 4. ที่อยู่ อำเภอ จังหวัด 5.จำนวนที่สั่งซื้อสะสม
คุณสมบัติเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com 

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
หรือ            083-4633350 ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร daranew90@gmail.com 
    ------------------------------------------------                
ขายปุ๋ยขี้วัวแห้งบรรจุกระสอบ ไม่มีสารเคมี ราคาถูกมาก 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 6757 | Ans: 2
ขายขี้วัวนมตากแห้ง เป็นของเกษตรกรโดยตรง ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับต้นไม้ทุกชนิดเพราะจะทำให้ดินร่วนซุย ประหยัดค่าปุ๋ยได้มากในช่วงสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ 

- ขนาดกระสอบบรรจุ 12-15 ก.ก. เย็บปากถุงเรียบร้อยตาม ราคากระสอบละ 20 บาท
- ขายแบบชั่งกิโล ขายตันละ 1,800 บาทต่อ 1 ตัน

สนใจติดต่อ สุภาพร 08-9134-4153 
ปุ๋ยยูเรียราคาถูกครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2084 | Ans: 2
46-0-0 ตันละ 11000 บาท
สนใจติดต่อเชนครับ
0848796633
0818230662
ฟาร์มเกษตร ให้ความรู้การเพิ่มผลผลิต ข้าว และมันสำปะหลังให้กับพี่น้องเกษตรกร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 960 | Ans: 3
วันที่ 28 กพ 2552 ฟาร์มเกษตร ได้เดินทางไปให้ความรู้การเพิ่มผลผลิต ข้าว และมันสำปะหลังให้กับพี่น้องเกษตรกรอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรจำนวนมาก
จำหน่ายอุปกรณ์ระบบน้ำหยด เทปน้ำหยด ท่อน้ำพุ่ง ท่อแบน สปริงเกลอร์ ป็อบอัพ หัวพ่นหมอก ข้อต่อ ปั๊มน้ำ กรองเกษตร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 12438 | Ans: 1
* จำหน่ายอุปกรณ์สำหรับรดน้ำต้นไม้ในระบบน้ำหยด เทปน้ำหยด ท่อน้ำพุ่ง ท่อแบน (Drippers watering system)
* ระบบสปริงเกลอร์ มินิสปริงเกลอร์ หัวป็อบอัพ หัวพ่นหมอก (Sprinkler Watering System)
* หัวฉีดสเปรย์ แบบ 90 องศา แบบ 180 องศา 360 องศา(Sprayer Watering System)
* อุปกรณ์สำหรับระบบน้ำเพื่อการเกษตร กรองน้ำ ปั๊มน้ำเกษตร วาล์วชนิดต่างๆ ข้อต่อ ข้องอ แคลมป์รัดแยก (Irrigation Watering Piping System for Plant)
* จำหน่ายอุปกรณ์จ่ายน้ำแบบตั้งเวลา วาล์วตั้งเวลาสำหรับสวนในบ้าน โซลินอยด์วาล์ว แยกจ่ายน้ำตามโซนสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ (Valve Timer)
* อุปกรณ์การจัดสวน ตกแต่งสวน (Garden Decor Tools)
* ฟรี บริการให้คำปรึกษา ประเมินราคาอุปกรณ์เบื้องต้น

http://irrigation-dripper.com
ขายเครื่อง ย่อยซากพืช อเนกประสงค์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2126 | Ans: 4
ขายเครื่องย่อยซากพืชตัวใหญ่ ซื้อมาไม่ได้ใช้ 

ขายราคา 50000  บาท

คุยกันได้ครับ เครื่อง สภาพ 99% พร้อมใช้งาน

โทร 086-7528398    081-7592859           087-4005889

Par_su_za@hotmail.com
ท่านที่มีสิบล้อ และสิบล้อพ่วงขนส่งลง ที่อยู่และหมายเลขติดต่อกลับไว้หน่อยครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 25796 | Ans: 6
กาญจนบุรี - อุบลราชธานี
กาญจนบุรี - สุราษธานี
กาญจนบุรี - หนองคาย

คิดตันละเท่าไหร่ครับ 15 ตันคิดเท่าไหร่ 30 ตันคิดเท่าไหร่
ขายเลื่อยยนต์ ที่ บิก เค แทรกเตอร์ บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา สนใจติดต่อ 089-8118807
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3016 | Ans: 1
ขายเลื่อยยนต์ ที่ บิก เค แทรกเตอร์ บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา สนใจติดต่อ 089-8118807
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย Super Big, Super Chito "นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 20175 | Ans: 1
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย Super Big, Super Chito "นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"


สารอาหารเสริมเข้มข้นจากธรรมชาติที่ฉีดพ่นทางใบ 

"นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"

คุณสมบัติของ Super Big



• ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยหรือสามารถใช้แทนปุ๋ยได้เลย

• ลดการใช้ยาฆ่าแมลงเพราะ Super Big มีสารจากธรรมชาติที่ไล่แมลงอยู่แล้ว

• ลดการใช้ฮอร์โมนต่างๆ เพราะ Super Big มีสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว

• ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมและไม่มีสารตกค้างเพราะสกัดจากธรรมชาติ100%

• พืชแข็งแรงโตไวให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะปลูกสั้น

• ต้นทุนในการใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้ปู๋ยเคมี 2-6 เท่า

• สามารถใช้กับพืชได้ทุกชนิด


สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย 

ขอรายละเอียดได้ที่ E-mail gmsuperbig@hotmail.com

หรือติดต่อได้ที่ โทร. (คุณพรฤดี) 087-7192333
Website: http://www.siambig.com/shop/index.php?shop=GM-AMATA
หจก. จี.เอ็ม.อมตะซัพพลาย 98/42 หมู่ 3 ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor  (สามล้อ)  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 43899 | Ans: 2
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor ระบบการทำงาน  hydrostat 
ราคาจำหน่าย 1,200,000  บาท 
เครื่องจักรสร้างได้มารฐาน ส่งออก   

การชำระแบ่งชำระ 4 งวด 
ดาว 40% ที่เหลือ 15%  15%  15%  15%+ดอกเบี้ย   
ภายใน 2 ปี

ติดต่อคุณ  ปลา
081-7632790

บจก.อินเตอร์แม็คคานิค
ชุดไบโอดีเซลชุมชนแบบง่าย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3394 | Ans: 1
โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (งบยุทธศาสตร์) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยได้ทำการปรับปรุงอาคารเดิมของคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (อาคารไพรัช พืชพันธ์) เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และเป็นแหล่งฝึกอบรม เรียนรู้ของชุมชน โดยได้ติดตั้งเครื่องจักรผลิตน้ำมันไบโอดีเซลขนาด 300 ลิตร/ครั้ง นอกจากนั้นยังได้ออกแบบชุดผลิตน้ำมันไบโอดีเซลชุมชนขนาด กำลังการผลิตครั้งละ 20 ลิตร   

ชุดไบโอดีเซลชุมชนแบบง่าย (กำลังการผลิต 20 ลิตร/ครั้ง)
ใหม่ล่าสุด  นิวเคลียร์  C.O.S.
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2479 | Ans: 2
เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับพืชที่สกัดจากธรรมชาติ 100 % เหมาะสำหรับพืชสวนไร่นาพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ นาข้าว มีส่วนประกอบหลักคือ ไคโตโอเลโกแซคคาไรด์ เรียกย่อว่า C.O ซึ่งเป็นสารสกัดจากเปลือกกุ้ง เปลือกปู ที่มีทั้งโมเลกุลยาวและสั้น โดยผ่านกระบวนการผลิต ถึง 3 เทคโนโลยี อีนประกอบด้วย ไคโตเทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี และ ไบโอเทคโนโลยี โดยเอนไซม์ธรรมชาติ จึงทำให้มีความบริสุทธิ์มากกว่าและมีขนาดเล้กกว่าไคโตซานทั่วไบ 1000 เท่า จึงสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์พืชได้รวดเร็วและพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที



สนใจซื้อได้ที่นี่ค่ะ  ทั้งปลีกและส่ง  เป็นตัวแทนได้เลยค่ะ  085-869 5682  เหมียวค่ะ
รับให้คำปรึกษาแนะนำ   การแก้ปัญหา ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญปัญหายางพาราและปาล์ม มากว่า 10 ปี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 5288 | Ans: 2
 
รับให้คำปรึกษาแนะนำ   การแก้ปัญหา ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญปัญหายางพาราและปาล์ม มากว่า 10 ปี

เกษตรกรที่ปลูกยางพารา  และ ปาล์ม พบปัญหาเหล่านี้ ?

- ปัญหายางพารา เช่น ยางหน้าตาย  ตายนึ่ง  รากเน่า  โคนเน่า  โรคใบร่วง
- ใส่ปุ๋ยแล้ว ผลผลิตไม่เพิ่ม
- ปัญหา  ดินแน่น ดินเข็ม
- ปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่ม  ปุ๋ยแพง
- ต้องการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย เคมี ในปาล์มน้ำมัน 
- ต้องการเพิ่มผลผลิต ในยางพารา และปาล์มน้ำมัน

รับให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านปัญหายางพารา  ปาล์ม มากว่า 10 ปี
สนใจติดต่อ 

เอนก  ผู้อำนวยการศูนย์นครศรี 0894283487
วิชาการ
คุณมานพ  วาฬสินธุ
มือถือ  085-655217, 0841895550
บริษัท  ไอออนิค  จำกัด
โทร.  02-881-8872    
www.ionique.co.th
nop_utopia@hotmail.com
 
 
ขอใบเสนอเราคาปุ๋ยตรานกอินทรีย์คู่หน่อยค่ะ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1981 | Ans: 1
ขอใบเสนอเราคาปุ๋ยตรานกอินทรีย์คู่ วันเดอร์เขียว วันเดอร์แดง และวันเดอร์ส้มหน่อยค่ะอย่างละ 10 ตัน รวม 30 ตัน ส่งมาที่อีเมล์ nucha_jangat@hotmail.com นะคะ

ขอบคุณค่ะ
ด่วน! ขายไร่อ้อยทำเลเยี่ยม 60 ไร่ติดถนนสายหลักโคราช-สุรินทร์ ห่างจากเทศบาลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 10598 | Ans: 1
ด่วน! ขายไร่อ้อยทำเลเยี่ยม 60 ไร่ติดถนนสายหลักโคราช-สุรินทร์ ห่างจากเทศบาลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
ที่ดินทำเลสวยมาก ยื่นกู้ได้วงเงินดีเพราะเป็นที่ดินในเขตเทศบาล ติดต่อขอรับภาพถ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
มาร์ค 0848289494/ 0843535300
           ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันพันธุ์คอสตาริก้า Costa Rica
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3107 | Ans: 2
..........เมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันคอสตาริกา ที่เรานำเข้ามาเพื่อการเพาะพันธุ์ต้นกล้าคอสตาริกาจำหน่ายแก่เกษตรกร ทุกเมล็ด คือ 
         การเอาใจใส่ดูแลอย่างดีที่สุด เพื่อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนถึงขั้นตอนการบรรจุลงถุงเพาะต้นกล้าที่สั่งผลิตเป็นกรณีพิเศษ ด้วยพลาสติกเหนียวเคลือบสารป้องกันรังสีอัตตร้าไวโอเลต ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อถูกแสง และ น้ำ ตลอดเวลาการเพาะจนได้อายุ 8 เดือน แม้แต่ดินที่เราใช้เพื่อการเพาะเมล็ดของเรา เราเฟ้นหาเนื้อดินที่ดีที่สุดของประเทศไทย และพบว่า ดินในเขตอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการยืนยันว่า มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมที่สุดกับการเจริญเติบโตของต้นกล้าปาล์มน้ำมันมากที่สุด และเราได้เลือกใช้เป็นดินหลักในการเพาะต้นกล้าของเรา 
           ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันพันธุ์ Costa Rica คือสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ได้รับการพัฒนาโดยสถาบัน ASD ตั้งอยู่ที่ประเทศ Costa Rica |   www.asd-cr.com  ภายใต้เงินทุนของประเทศอเมริกานับพันล้านดอลลาห์ สำหรับเทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุกรรมพืชการโคลนนิ่ง(CLONING)ใช้กับปาล์มน้ำมันเพื่อให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศ คือ ต้นเตี้ย ลูกดก ทนร้อน ทนแล้ง ทนหนาว ให้น้ำมันมากต่อ น้ำหนักผล และมีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนานถึง 40 - 45 ปี ทุกเมล็ดทุกต้นกล้าของพันธุ์ปาล์มน้ำมันคอสตาริกา จึงคุ้มค่าให้ผลตอบแทนสูงสุดและปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศที่กล้ายืนยันด้วยรายงานผลการทดลองปลูกในพื้นที่ทุรกันดารเป็นรายแรกของประเทศไทย
http://www.cospat.com/seedinfo.html
               

                 ปัจจุบันมีเรื่องน่ายินดีที่การปลูกปาล์มน้ำมันในบ้านเราได้มีความก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง ผศ.ดร.ศิริชัย อุ่นศรีส่ง รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มน้ำมันจาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นเทคโนโลยีใหม่ของประเทสไทย ต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นต้นกล้าที่ผ่านการคัดเลือกอย่างดีที่สุดมาจากต้นแม่ " คอมแพค " ที่มีคุณสมบัติดีเด่น ผลผลิตสูงและมีการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ได้ดำเนินการทดสอบ, ศึกษาและวิจัย, เปรียบเทียบพันธุ์ปาล์มน้ำมันจากต้นกล้าเพาะเมล็ด กับ ต้นกล้าที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าชนิดไหนมีความดีเด่นกว่ากัน ในอนาคตการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกปาล์มน้ำมันที่ใช้ต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเป็นอีกทางเลือกใหม่ เช่นเดียวกับในต่างประเทศ เช่น ประเทศคอสตาริกา ไนจีเรีย และ กาน่า เป็นต้น ที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 80% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดใช้ต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 
อาจารย์ศิริชัย ยังได้บอกว่า การปลูกปาล์มน้ำมันจากต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในประเทศคอสตาริกา จะใช้ระยะปลูก 7.2 x 6.2 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 35 ต้น และให้ผลผลิตประมาณ 7 ตัน ต่อ ไร่ ( 7,000 กิโลกรัม  นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ยังได้นำต้นปาล์มเพาะเลียงเนื้อเยื่อตระกูล"คอมแพค" เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งจัดเป็นสายพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูง, ต้นเตี้ย ทางใบสั้น  โดยวิธีการเริ่มต้นจากเก็บข้อมูลลักษณะดีเด่น เช่น อัตราการเจริญเติบโตต่อปี, ผลผลิตทะลายสดต่อต้นต่อปี, ความต้านทานโรค ซึ่งจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลอย่างน้อย 6 - 8 ปี เมื่อได้ข้อมูลแน่ชัดว่า ต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวที่ได้คัดเลือกไว้มีคุณสมบัติตรงที่นักปรับปรุงพันธุ์ต้องการ จึงเข้าสู่ขั้นตอนการโคลนนิ่ง โดยจะนำชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของช่อดอกอ่อน นำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงนำลงไปปลูกในแปลงต่อไป 



ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมพบปะกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางพารา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโรคซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำยางไม่ออก
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 409 | Ans: 3
เมื่อวันที่ 24 - 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ฟาร์มเกษตรเข้าพบเกษตรกรทำสวนยางพารา ที่ป่าติ้วจังหวัดยโสธร นิคมคำสร้อยจังหวัดมุกดาหาร และชานุมานจังหวัดอำนาจเจริญตามลำดับ 

ที่ป่าติ้วจังหวัดยโสธร พบปัญหาโรคเปลือกแข็งมีลักษณะเปลือกแตกที่ลำต้น และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราทำให้ต้นยางพาราอ่อนแอ 

ที่อำเภอนิคมคำสร้อยพบปัญหาที่เกิดจากเกษตรกรกรีดยางลึกเกินไป จึงทำให้หน้ายางไม่เรียบ และพบปัญหาใบร่วงและโรคที่เกิดจากเชื้อราบ้างเล็กน้อย

ที่อำเภอชานุมานเป็นยางเล็ก ไม่พบปัญหา

ทั้งนี้ทางนักวิชาการของเราได้แนะนำวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับเกษตรกรให้กับเกษตรกร และในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. นี้จะเข้าไปทำการแก้ปัญหาและจะนัดติดตามผลอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคม 
ต้องการขาย  รถไถ  60000  บาท  ซื้อมาเพราะต้องการทำการเกษตร   แต่เงินทุนหมดก่อนเลยไปทำอย่างอื่นแทน  (ต่อลองกันได้ร้อนเงิน) สภาพ 98 เปอรเซนต์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 4989 | Ans: 5
อยากขาย  รถไถคูโบต้า  ที่60000 บาท ซื้อมาใช้ไปแค่ ไม่เกิน 30 ชั่วโมง  ขายเพราะโครงการทำการเกษตรล้มเลิก  สนใจติดต่อกลับที่  086-001-0043
คุณภากร
เมื่อผลผลิตปาล์มลดลง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3452 | Ans: 3
IONIQUE GROUP (IG) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ทำการศึกษา วิจัยและค้นคว้าด้านปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ และปัจจัยทางการเกษตรสมัยใหม่ในรูปแบบปลอดสารเคมี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 บริษัท ไอออนิค จำกัด เป็นบริษัทของคนไทย ที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2547 โดยคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 88% และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศ ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 และด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของเรา กองทุนร่วมทุน สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงเข้าร่วมลงทุนกับทางบริษัทฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 เพื่อช่วยกันยกระดับการเกษตรกรรมไทย 

     *ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาทางบริษัทได้เข้าไปดูแลเกษตรกรสวนยางและสวนปาล์มในภาคใต้ทั้งวิชาการและการนำไปใช้จริง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและสามารถลดการใช้ปุ๋ยลง จนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและบริษัทเอกชน โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นที่สนใจและยอมรับกันกว้างขวาง สามารถชมแปลงของเกษตรกรได้ที่จ.  สุราษฏร์ธานี 
โทรปรึกษา เอนก 089-4283487 

เพิ่มเติม        http://www.hinlotom.com/showdetail.asp?boardid=80
แก้ปัญหาเชื้อราใน มันสัมปะหลัง  เพิ่มขนาดของมันสัมปะหลัง  ขอซีดี  ตัวอย่างการใช้ได้ที่  085-869 5682 เหมียวค่ะ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2760 | Ans: 1
อาหาร เสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติ น คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืช สวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกไม้ประดั...  


นิวเคลียร์ COS  

สกัดจากธรรมชาติ 100 %

ไคโตซาน
อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไค ติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้ เหมาะ สำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกและไม้ประดับ 

ประโยชน์ของไคโตซาน 
1. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เสริมสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้แข็งแรง
2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น
3. ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืช ทำให้ออกดอก และติดผลมากขึ้น
4. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคพืชต่าง ๆ
6. กระตุ้นให้พืชสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
7. ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์
8. ช่วยทำลายการฟักตัวของแมลง
9. ช่วยลดอัตราการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงได้ 2 ใน 3 ส่วน

จุดประสงค์ อัตราการใช้ วิธีการใช้
เพื่อปรับปรุงสภาพดิน 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหน้าดินให้ทั่วพื้นที่ 1 ไร่
เพื่อช่วยเพาะเมล็ดพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำ
ไปเพาะ ช่วยเพิ่มอัตราการงอก
เพื่อ เพื่อช่วยขยายพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ส่วนที่นำไปปักชำหรือขยายพันธุ์ 
1-3 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการแตกราก
เร่งการเจริญเติบโต
• พืชผัก
• พืชไร่
• ไม้ผล
• ไม้ดอกไม้ประดับ 
10-15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
5-10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน


• นาข้าว 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นครั้งแรกพร้อมยาคลุมหญ้า
ฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวอายุ 1 เดือน
ฉีดพ่นครั้งที่สามเมื่อข้าวอายุ 2 เดือน
ฉีดพ่นครั้งสุดท้ายตอนข้าวออกรวง เมล็ดเต่ง น้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นและไม่เป็นเชื้อรา

เพื่อช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ชุบเคลือบให้ทั่วเมล็ด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา
10. ช่วยลดการใช้สารจับใบ

รหัส รายการ ขายปลีก / สมาชิก
Ag 001 C4 พืช 1 ขวด 240 / 200
Ag 002 C4 พืช 12 ขวด 2,880 / 2,400
Ag 003 C4 พืช 24 ขวด 5,760 / 3,500
ขนาดบรรจุ 1 ขวด 500 มิลลิลิตร ( ซีซี)


สนใจติดต่อ  ขนิษฐา  จันทร์ติ๊บ  http://farmkaset.org/wb/images/emotion/4.gif
โทร 085- 869 5682
ปุ๋ยปลาตราชาวประมง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 49545 | Ans: 1
หจก. พรจันทร์มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป 
จำหน่ายปุ๋ยปลาปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตราชาวประมง 
ปุ๋ยปลา คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็น สารละลายเข้มข้น ที่ได้จากปลาสดโดยกระบวนการหมักซึ่งมีกลุ่มจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย มีธาตุอาหารหลักและรองครบตามที่พืชต้องการ
วัตถุดิบ
ปลาสดจากทะเล : ให้ ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แก่ต้นพืช
ส่าเหล้า : สารอินทรีย์ และ อนินทรีย์ มีสีน้ำตาลเข้ม และมีธาตุอาหาร N: P: K ซึ่งเป็นสารอาหารที่พืชต้องการ 
จุลลินทรีย์ : สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นตัวกลางช่วยเร่งปฏิกิริยาการดูดซึมธาตุอาหารของพืชได้เร็วขึ้น 

ใช้ได้กับทุกชนิดพืช ไม้ผล,ไม้ดอก-ไม้ประดับ,พืชสวน,พืชไร่,พืชผัก,นาข้าว,โรงเพาะเห็ด,หัวเชื้อในการทำปุ๋ยหมักแห้ง, ปาล์มน้ำมัน, ยางพารา

ประโยชน์ของปุ๋ยปลาตราชาวประมง
- ปรับสภาพดินและฟื้นฟูสภาพดินที่เสื่อมโทรมจากการทำเกษตกรรมมายาวนาน และจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกินขนาด ช่วยให้ดินโปรง ร่วนซุย
- ปรับความเป็นกรด-ด่างในดิน สร้างความต้านทานโรครากเน่าโคนเน่า
- ช่วยเปิดรากพืชเสริมการดูดซึมธาตุอาหารแก่พืช
- เพิ่มความเขียวสดเป็นมันวาวให้ไม้ใบ ยืดอายุการบานของไม้ดอก
- มีกลิ่นและสารช่วยไล่แมลง พวกแทนนิน ลิกนิน

มีจำหน่ายขนาด 1 ลิตร 20 ลิตร มีทั้งราคาส่งและปลีก

อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อมานะครับ ขอบคุณครับ
ภาคใต้   ติดต่อ คุณกัญญา สารแก้ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร โทร 077-541347’544473
 หรือ คุณสามารถ แสงจันทร์  โทร 0831062524 
ภาคอิสาน กรุงเทพฯและปริมณฑล  ติดต่อ คุณโกรัน คำโสภา 0819794783
http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?board=25.0

พร้อมจัดส่ง

เราขอเสนอขายปุ๋ยปลาเพื่อเป็นหัวเชื้อในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แห้ง และรับผลิตปุ๋ยปลาตามสูตรของท่าน ในราคาต่ำ สนใจติดต่อฝ่ายขาย คุณ สามารถ แสงจันทร์ 0831062524
การใส่ปุ๋ยต้นฤดูฝนเตรียมรับฤดูกรีดยาง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1548 | Ans: 2
การใส่ปุ๋ยบำรุงยางพาราช่วงที่เหมาะสมควรจะเป็นช่วงต้นฤดูฝน ทั้งยางพาราเล็กหรือเปิดกรีดแล้ว เหตุผลเนื่องจากปุ๋ยเป็นแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญที่จะให้ยางเติบโตเร็วและช่วยเพิ่มผลผลิต และให้ได้ประสิทธิภาพควรเลือกให้ปุ๋ยให้ตรงตามความต้องการของยางพารา รวมถึงชนิดของดินและแหล่งปลูก ตามอัตรา วิธีการและเวลาที่เหมาะสม
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราก่อนเปิดกรีดในระยะ 1-2 ปีแรก ใส่ปีละ 3 ครั้ง  ระยะ 3-6 ปี ใส่ปีละ 2 ครั้ง โดยใส่บริเวณรอบๆ โคนต้นยางพาราในรัศมีตามแนวทรงพุ่มใบแล้วกลบ หรือ ขุดหลุมใส่ให้หลุมลึกประมาณ 5-10 ซม.จำนวนสองหลุมต่อต้น(พื้นที่ลาดชัด)ใช้สูตรตามกรมวิชาการเกษตรแนะนำ เขตปลูกยางใหม่ใช้สูตร 20-10-12 เขตปลูกยางเดิมใช้ 20-8-20 โดยอัตราที่ใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ถ้าเป็นดินร่วนทรายจะต้องการปริมาณธาตุอาหารมากกว่าดินร่วนเหนียว
วิธีการใส่ปุ๋ยยางพาราสำหรับต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว ใส่ปุ๋ยดูแล 2 ครั้งคือช่วง ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝนโดยใส่บริเวณกึ่งกลางแถวยางแล้วกลบ สูตรที่แนะนำ 30-5-18 หรือสูตร 29-5-18 
การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวคงไม่เพียงพอโดยเฉพาะเขตปลูกยางใหม่เพราะดินส่วนใหญ่จะมีปริมาณอินทรียวัตถุในดินในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอีก เนื่องจากภูมิอากาศเป็นเขตร้อนทำให้อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเกิดขึ้นรวดเร็ว

ที่มา: http://www.yangpara.com/2550/article/view.php?No=24&ArticleType=0
จำหน่ายอะไหล่รถคีบอ้อย Bell Atam  ตั๊กแตน  max
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 7694 | Ans: 2
จำหน่ายอะไหล่ Spareparts รถคีบอ้อยสามล้อ ทุกยี่ห้อ  
อะไหล่ Bell มีอะไหล่ทุกชิ้น ทุกต้ว นำเข้าเอง มีทั้งอะไหล่ bell รุ่นเก่า Vicker ไปจนถึงรุ่นใหม่ Bell 125  Eaton hyd 
อะไหล่ Atam ปั๊ม Saurer danfoss    
อะไหล่ Eaton / Vickers / Saurer    
อะไหล่ Gearbox  Auburn Gear  รุ่นใหม่ทดแทน ดุมรุ่นเก่าใน atam ใสได้เลยไม่ต้องแปลง
อะไหล่เครื่องยนต์ Deutz  มีทุกชิ้น เครื่องยนต์ ราคา สองแสนต้นๆ ไม่จุกจิกเหมือนเครื่องยนต์เก่า

แนะนำว่าซื้อรถคีบอ้อยที่เครื่องยนต์เก่าระวังจะบานปลายภายหลัง เพราะเราไม่รู้ว่าภายในเป็นอย่างไร
บวกกับ อะไหล่เครื่องยนต์บ้านเราก็เรียกว่าเทียมซะ 90% แล้ว  

081-9444009 
081-7363009
ขาย KUBOTA ZL3202DTM  4X4 + โรตารี่ ราคา 185,000
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 797 | Ans: 1
ขาย KUBOTA ZL3202DTM  4X4 + โรตารี่ ราคา 185,000 Tel 081-704-6462

ชมภาพที่นี่ 
http://upload.mwake.com/v3.php?id=Gc/NKOkHk0cWJ.jpg
บทความใหม่ ไฮโดรโพนิกส์ ( Hydroponics)  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 27071 | Ans: 2
อ่านบทความ ไฮโดรโพนิกส์ ( Hydroponics)  ได้ตามลิงค์ด้านล่างนะครับ
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 357 | Ans: 0
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอีก 782 ราย ชดเชยในอัตรารายละ 1.5 แสนบาท
    
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนครว่า โดยส่วนใหญ่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำอูนได้รับการชด เชยและให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ยังคงเหลือจำนวนเพียง 782 รายที่คณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก การดำเนินงานโครงการของรัฐ ได้มีมติพิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรรายละ 15 ไร่ จำนวนไร่ละ 1 หมื่นบาท รวมเป็นเงินจำนวน 1.5 แสนบาท/ราย ซึ่งในที่ประชุมได้แจ้งให้แก่ตัวแทนเกษตรกรได้รับทราบแล้ว และจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรโดยเร็ว นอกจากนี้ ตัวแทนเกษตรกรเขื่อนน้ำอูนยังได้แจ้งเพิ่มเติมถึงจำนวนเกษตรกรที่ยังตกค้าง อีก 38 ราย เนื่องจากไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำ อูน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวไปสำรวจข้อมูล และข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผล กระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐชุดใหม่ โดยขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำร่างคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พิจารณา เพื่อลงนามในคำสั่งแต่งตั้งแทนคณะกรรมการฯชุดเดิมที่หมดวาระ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติกรณีผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว รวมทั้งโครงการอื่นๆ ของกรมชลประทานที่ยังคั่งค้างอยู่ด้วยเช่นกัน
    
   วันที่ : 25/February/2008 

http://www.moac.go.th
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 300 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA ปี 2 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551  
    
  กระทรวงเกษตรฯ  พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA  ปี 2  ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551

 

                                นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวนว่า  จากการพิจารณาหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไข                  การจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วยภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น  (JTEPA) ปี 2  ซึ่งญี่ปุ่นจะให้โควตาส่งออกกล้วยสดแก่ไทย จำนวน 5,000  ตัน   และจะเริ่มมี         ผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2551 -31 มีนาคม 2552 นั้น  ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขการจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วย  ดังนี้  1) ผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสด   ต้องมีคุณสมบัติ  คือ 1.1 ต้องเป็นนิติบุคคล  และเป็นผู้ประกอบการกิจการ             สินค้ากล้วย   1.2  ผู้ส่งออกกล้วยสดต้องใช้กล้วยสดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย   2)  ปริมาณ  หลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขในการจัดสรร    มีปริมาณการจัดสรร รวม 5,000 ตัน  โดยแบ่ง         การจัดสรรโควตาเป็น 3 ส่วน  คือ  1) โควตากลาง  คิดเป็นร้อยละ 15    2) โควตาสำหรับผู้ส่งออกรายใหม่  ซึ่งไม่เคยมีประวัติการส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง (ปี 2548 - 2550)  คิดเป็น ร้อยละ 15  3)  โควตาสำหรับผู้ส่งออกที่มีประวัติส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง  คิดเป็น ร้อยละ 70   นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ส่งออกที่ได้รับการจัดสรรโควตารายงานผลการดำเนินงานให้กรมวิชาการรับทราบภายหลังจากมีการส่งออกแล้ว  15 วัน  เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการจัดสรรโควตา                ปีต่อไป    โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิจารณาจัดสรรโควตาสินค้ากล้วย  และรายงานให้กรมการค้าต่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ทราบ  เพื่อจะสามารถออกประกาศได้ก่อนที่ความตกลง JTEPA ปีที่ 2  จะเริ่มมีผลบังคับใช้  

                                ทั้งนี้  คาดว่าการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาดังกล่าว  นอกจากจะทำให้การดำเนินงานภายใต้กรอบ  JTEPA เป็นไปอย่างต่อเนื่องแล้ว  ยังช่วยลดปัญหาการยื่นจองสิทธิประโยชน์โดยไม่มีการปฏิบัติจริง  ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ผู้ส่งออกรายอื่นไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วย
 
    
  วันที่ : 19/February/2008  
http://www.moac.go.th/builder/moac06/#
เยี่ยมไร่อ้อยของคุณพ่อเฉวียน จังหวัดอุดรธานี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1483 | Ans: 2
คุณพ่อเฉวียนเป็นสมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กุมภวาปี ที่ได้เข้าร่วมชมแปลงสาธิตที่บริษัทน้ำตาลมิตรผลสุพรรณบุรี กับฟาร์มเกษตร ทางพ่อเฉวียนได้สั้งซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ตรานกอินทรีคู่ สูตรเพอร์เฟค-ซี กระสอบสีแดง ไปทดลองใช้ 15 ตันในปีนี้ จากปกติทางพ่อเฉวียนจะใช้ปุ๋ยประมาณปีละ 60 ตัน และได้ผลเป็นที่พอใจ ท่านจึงแจ้งทางฟาร์มเกษตร และบริษัทไอออนิค ให้เข้าไปเยี่ยมชม จึงได้เก็บภาพมาฝาก
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้ กับกลุ่มเกษตรกรบ้านอีเก้ง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2015 | Ans: 1
วันที่ 27 พฤษภาคม ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับพืช กับกลุ่มเกษตรกรบ้านอีเก้ง อำเภอพนา จ.อำนาจเจริญ
เยี่ยมไร่อ้อยของท่านนายกสมาคมชาวไร่อ้อยมุกดาหาร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 722 | Ans: 1
วันที่ 27 พฤษภาคม 2009 เวลา 9:00 น. - 11.30 น. ฟาร์มเกษตรไปพบปะเยี่ยมชมไร่อ้อย ของคุณวิละ สุดวิเศษ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยมุกดาหาร ซึ่งเป็นลูกค้าของเราในเขตอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
ตอบข้อข้องใจเรื่องปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 534 | Ans: 3
คำปรึกษาใน “ โครงการเกษตรอินทรีย์ “
โดย นาย สราวุธ  จงศิริ
ให้กับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
ณ.วันที่........................................
******************************************************

ทำไมต้อง...เกษตรอินทรีย์ ?
จากกระแสของการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในภาคการเกษตร มีนัยสำคัญที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียด เนื่องจากมีการศึกษาและรายงานผลการวิจัยออกมามากมาย ถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร ผลเสียต่อสถานะการณ์ของโลกโดยเฉพาะการทำลายชั้นบรรยากาศ ผลกระทบทำให้โครงสร้างและคุณภาพของดินเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคอันเกิดจากการปนเปื้อน หรือสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ทั้งหมดที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรของผู้บริโภค ตลอดจนผลักดันให้ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดจากสารพิษตกค้างมีความคุ้มค่าทางการตลาดและการลงทุนสำหรับเรื่อง “ เกษตรอินทรีย์ “

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร ?
สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( I.F.O.A.M.  ได้ให้คำอธิบายถึงความหมายและคำจำกัดความไว้ว่า “ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เน้นที่หลักการปรับปรุงและบำรุงดิน  ให้ความสำคัญต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศน์เกษตรกร ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติเพื่อการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคและศัตรูของพืชและสัตว์เลี้ยง “ 
ที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นหลักสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพภูมิอากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน มีคำแนะนำที่แจกแจงเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่
   หลีกเลี่ยงหรืองดการใช้สารเคมี หรือ สารสังเคราะห์ใดๆในกระบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี หรือ สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการไม่ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม
   เลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีตามร่างกาย ทั้งจากภายในครัวเรือนหรือจากภายนอก
   พัฒนาระบบการผลิตที่นำไปสู่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในกระบวนการผลิตในระยะยาว
   พัฒนาระบบการผลิตที่เน้นการพึ่งพาตนเอง หรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาวัสดุทำปุ๋ยบำรุงดิน การจัดการเรื่องโรคศัตรูพืช พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แรงงาน และ เงินทุน เป็นต้น
   ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยพืชสดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   ส่งเสริมให้มีการแพร่ขยายชนิดของสัตว์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในระบบนิเวศน์ เพื่อรักษา สมดุลของระบบนิเวศน์ในไร่นา ตลอดจนลดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลง
   มีมนุษยธรรมในการเลี้ยงสัตว์
“ เกษตรอินทรีย์ “ มีประโยชน์อย่างไร ?
ต้องมองย้อนกลับไปดูว่า สิ่งที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต คือ
   ธาตุอาหารหลัก ซึ่งประกอบด้วย ไนโตรเจน ( Nitrogen : N , ฟอสฟอรัส ( Phosphorus : P  และ โปแตสเซียม ( Potasium : K  สำหรับการพัฒนาระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และผล
   ธาตุอาหารรอง ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม ( Calsium : Ca , แมกนีเซียม ( Magnesium : Mg  และ กำมะถัน ( Sulphur : S  สำหรับการพัฒนาสีสรร รส และกลิ่นหอม
   ธาตุอาหารเสริม ซึ่งประกอบด้วย เหล็ก ( Ferrus : Fe , มังกานีส ( Manganese : Mn , สังกะสี ( Zinc : Zn ,ทองแดง ( Cupper : Cu , บอรอน ( Boron : Bo , โมลิบนัม ( Molibnum : Mo , และ คลอริน ( Chlorine : Cl  สำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านทานโรค
ในขณะเดียวกัน ดิน ซึ่งเป็นวัตถุธาตุที่เกิดขึ้นเองเป็นชั้นๆตามธรรมชาติ จากแร่ธาตุต่างๆที่สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผสมรวมกับอินทรีย์วัตถุที่เน่าเปื่อยผุและย่อยสลายรวมกันเป็นชั้นบางๆห่อหุ้มผิวโลก และเมื่อมีอากาศและน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยทำให้พืชมีการก่อกำเนิดและเจริญเติบโต
องค์ประกอบของดินที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชที่ดี อนุมาณได้ ดังนี้
   อนินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 45 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่สลายตัวทางเคมี ฟิสิกส์ และทางชีวเคมีของแร่และหินชนิดต่างๆ ประโยชน์หลักคือเป็นธาตุอาหารของพืช
   อินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 5 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยของเศษซากพืชซากสัตว์ที่ผุพังทับถมกันอยู่ในดิน ประโยชน์หลักคือเป็นตัวเชื่อมประสานอนินทรีย์วัตถุให้จับตัวกัน รวมทั้งดูดซับและรักษาระดับความชื้นในดินเอาไว้
   น้ำ หรือ ความชื้น ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนหนึ่งจะแทรกตัวอยู่ตามช่องว่างของก้อนดิน ( เยื่อน้ำ  อีกส่วนหนึ่งจะซับอยู่ในอนุภาคของดิน
   อากาศ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็น ก๊าซออกซิเจน, ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ประโยชน์หลักคือช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ โดยการทำงานของจุลินทรีย์
   จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยที่เล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่เป็นพวกเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ประโยชน์หลักคือช่วยย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอินทรีย์วัตถุ พร้อมกับปลดปล่อยแอมโมเนียม, ไนเตรท, และซัลเฟต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของพืช
ดังนั้น สรุปในใจความสำคัญได้ว่า “ ดินที่ดีที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช คือ ดินที่มีธาตุอาหารครบตามที่พืชต้องการ มีอินทรีย์วัตถุ มีความชื้นในดินที่เหมาะสม สภาพดินร่วน โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดี “ ซึ่งเกษตรอินทรีย์สามารถปรับสภาพทำให้ดินเกิดสภาพดังที่กล่าวมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการคืนสภาพดังกล่าวให้กับดิน คือ “ ปุ๋ยอินทรีย์ “

 
ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยเคมี แตกต่างกันอย่างไร ?
ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารอนินทรีย์ต่างๆที่เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ซึ่งในที่นี้ก็คือธาตุอาหาร N – P – K โดยจะมีกรรมวิธีและกระบวนการผลิตที่จะปรุงแต่งสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวไปตามความชนิดและช่วงอายุของพืช ทั่วไปจะเรียกกันว่า “ สูตรปุ๋ย ” ซึ่งความหมายของสูตรปุ๋ยจะหมายถึงสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวที่มีอยู่ในเนื้อปุ๋ยรวมทั้งสิ้น 100 ส่วน  ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 ให้คำอธิบายได้ว่า ในเนื้อปุ๋ย 100 ส่วนจะมี ไนโตรเจน ( N  อยู่ 15 ส่วน, ฟอสฟอรัส ( P  อยู่ 15 ส่วน และมี โปแตสเซียม ( K  อยู่ 15 ส่วน รวมเป็น 45 ส่วน และอีก 55 ส่วนที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งในที่นี้คือ ดินขาว หรือ สูตร 16 – 8 – 8 จะหมายถึงว่ามีเนื้อปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรวมแล้วเพียง 32 ส่วน ที่เหลือก็จะเป็นดินขาว ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อย 40 ส่วนใน 100 ส่วนของปุ๋ยเคมีจะเป็นดินขาว เพราะดินขาวจะมีส่วนช่วยในการปั้นเม็ดให้กลมสวย ทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วนในขณะเก็บไว้นานๆ รวมถึงช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจน ( N  ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักตัวหนึ่งในเนื้อปุ๋ย ไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
ในขณะที่ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ หากจะให้นึกภาพได้ชัดเจนก็คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช ที่ผ่านการหมักให้เน่าเปื่อยผุพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจนสลายตัวกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์ มาจากแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรหรือวัชพืช ซึ่งจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเพียงธาตุอาหารหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรอาหารที่ชัดเจนและแน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะสัดส่วนของธาตุอาหารที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปุ๋ยอะไรและได้จากอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบคุณค่าทางอาหารของปุ๋ยอินทรีย์โดยกองเกษตรเคมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคยวัดค่า N – P – K ได้สูงสุดไม่เกิน 6 – 10 – 2 เท่านั้น

แล้วปุ๋ยเคมี ไม่ดีตรงไหน ?
สิ่งที่พืชต้องการมากที่สุดในการเจริญเติบโต ก็คือธาตุอาหารทุกๆกลุ่มอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะผลิตออกมาเป็นดอกเป็นผลให้กับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุอาหารหลักหรือ N – P – K ปุ๋ยเคมีเองก็สามารถให้ธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์แก่พืชได้มากเท่าที่พืชต้องการ สิ่งนี้เป็นส่วนที่ดีของปุ๋ยเคมี 
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธาตุอาหารหลักไม่ได้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในปุ๋ยเคมี  ในทางกลับกัน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรที่ใช้กันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนของธาตุอาหารหลักทุกตัวรวมกันแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ( ชี้แจงไว้แล้วในข้างต้น  ส่วนที่เหลือเป็นดินขาว ( Clay  ซึ่งเป็นสารเติมแต่งทั้งหมด และดินขาวนี้เองที่เป็นข้อเสียของปุ๋ยเคมี เพราะดินขาวซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กจะแทรกตัวไปอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน เมื่อดินขาวได้รับหรือดูดความชื้นจากดิน ก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพคล้ายน้ำแป้งและยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นขึ้น พร้อมกับขับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไปจนหมดหรือเหลืออยู่น้อยมาก  ดังนั้น แปลงเกษตรที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาโดยตลอด ดินจะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นแข็งกระด้าง ระบบรากและลำต้นของพืชไม่แข็งแรง เพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดี 

http://www.wayai.com/smfBB/index.php?topic=12.0;prev_next=next
“รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริม...
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 319 | Ans: 0
 “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่นราคาตก
    
   “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่น ราคาตก นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของนายสมชาย ศรีตระกูล นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและคณะ ว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังมีปริมาณ 27 ล้านตัน พื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 7 ล้านไร่ และมีแนวโน้มมากขึ้นเป็น 28 ล้านตันในปี 2551 ขณะนี้ราคาจำหน่ายหัวมันสำปะหลังกิโลกรัมละ 2.40 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังฯ ได้นำเสนอข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หาแนวทางพัฒนาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างมั่นคง รักษาเสถียรติภาพทางด้านราคา และการเป็นผู้นำตลาดการส่งออกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป ซึ่งถือเป็นประเทศ คู่ค้าและนำเข้าผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ดที่สำคัญของไทย เนื่องจากขณะนี้ราคามันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรได้หันจากการปลูกพืชไร่ชนิดอื่น เช่น อ้อยมาปลูกมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาต้นพันธุ์มันสำปะหลังขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ในปีต่อไปราคามันสำปะหลังอาจตกต่ำลง เกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อนเพราะราคาไม่คงที่ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยและสารเคมี นายธีระชัย กล่าวว่า จากข้อเรียกร้องดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคง รวมถึงการรักษาตลาดการเป็นผู้นำการส่งออกมันสำปะหลัง เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำรวจพื้นที่ปลูก จำนวนโรงงานแปรรูป และลานตากมันสำปะหลังทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องทำการสำรวจและตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำมาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการ ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้จะรับฟังข้อมูลจากตัวเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในวงการมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการ สมาคมและภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐ สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีข้อมูล งานวิจัย ตลอดจนผลการศึกษาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการปลูก การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นำไปต่อยอดความรู้และถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ได้นำไปพัฒนาและปฎิบัติได้จริง “แม้ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูง และองค์ความรู้ด้านการปลูกและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งอยู่ที่กรมวิชาการเกษตรเกษตร และสถาบันวิจัยต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำไปส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างจริงจังและทั่วถึง จึงมีแผนที่จะส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพดินและพื้นที่ปลูก โดยจะนำร่องในพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ นครราชสีมา และสระแก้ว เมื่อได้ผลดีแล้วจะขยายผลออกไปในจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ภาครัฐจะเป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง รวมทั้งจัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ที่วงการมันสำปะหลัง ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต โรงงานผู้แปรรูป และผู้ประกอบภาคอุตสาหกรรม ได้มีเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการผลิต การตลาด และการส่งออกร่วมกัน และรับจะไปผลักดันการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของคณะกรรมการเพื่อพัฒนามันสำปะหลังซึ่งได้แต่งตั้งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ เพื่อให้สามารถดูแลแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเป็นระบบต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
    
   วันที่ : 15/February/2008
เรียนถามผู้รู้ เรื่องการใช้น้ำ ในสวนลำไย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 319 | Ans: 0
คือผมอยากทราบว่า การให้น้ำในสวนลำไย ควรใช้ระบบไหนดี ขนาดปั๊ม และเครื่อง 
ผมมีที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ต้นลำไยอายุ เกือบ 10 ปี (แต่ไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง) ทรงพุ่มขนาด 6-7 เมตร ความลาดเอียงของพื้นที่ 30% มีบ่อน้ำอยู่ด้านล่างของแปลง
บ่อลึก 2 เมตร จากพื้นดินถึงผิวน้ำระดับ ประมาณ1-1.5 เมตร 
ขอคำแนะนำด้วยครับ 
สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 397 | Ans: 0
 สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ  เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ   รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีรับมอบหนังสือลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีนายพินิจ        กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน และที่ปรึกษาสถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และข้าราชการร่วมเป็นเกียรติในพิธี  ณ  ห้องศูนย์บริหารฯ ชั้น 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ             พลเรือนฉบับใหม่ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการปรับใช้กฎหมายดังกล่าว   พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารข้าราชการพลเรือน         ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสอดคล้องกับภารกิจและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาและแสดงสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้เกิดข้าราชการคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของชาติให้บรรลุเป้าหมาย

                สำนักงาน ก.พ. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกับอีก 19 กระทรวง ซึ่งจะเป็นศูนย์เครือข่ายที่จะร่วมกันดำเนินงานดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2551 ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท ถนนเพชรบุรี  สำนักงาน ก.พ.ได้จัดประชุมเพื่อเตรียมดำเนินการตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ และพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีคุณหญิงทิพาวดี    เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทั้ง 19 กระทรวงเข้าร่วมงาน

                โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดให้มีพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น มีอำนาจหน้าที่พิจารณาจัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารงานทรัพยากรบุคคลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตามพ.ร.บ.ใหม่ อาทิ  การกำหนดตำแหน่ง  การกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน  เป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล   การพัฒนาข้าราชการให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ  รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสาร  ประชาสัมพันธ์  สร้างความเข้าใจแก่ข้าราชการในกระทรวงเป็นสื่อกลางในการรับฟังปัญหาของข้าราชการ  โดยกระทรวงจะร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. จัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่  ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาหาแนวทางแก้ไข  ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่มีความทันสมัย  สัมฤทธิ์ผลสูงสุด  ข้าราชการสามารถแสดงศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่   ได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ  และได้รับสิทธิประโยชน์

เหมือนเดิมทุกประการ      การปฏิบัติราชการแนวใหม่นี้ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของส่วนราชการมากยิ่งขึ้น               

                นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กล่าวว่าทางสำนักงาน ก.พ.จะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในทางวิชาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  การวางหลักการพื้นฐานในเรื่องมาตรการเสริมสร้างประสิทธิผล ประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน  มาตรการเสริมสร้างความเป็นธรรมและมาตรการการมีส่วนร่วม ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการปรับเปลี่ยนจากระบบค่าตอบแทนเงินเดือนบัญชีเดียวเป็น 4 บัญชี แยกเป็นประเภททั่วไป วิชาการอำนวยการและบริหารจะเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมาย การมีเปิดศูนย์เครือข่ายของกระทรวงจะเป็นช่องทางในการตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานก.พ.จะเข้ามาร่วมทำงานตรงนี้ร่วมกับกระทรวงด้วย

                “ระบบใหม่นี้มุ่งเน้นที่คุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงาน ฉะนั้นระบบการประเมินผลที่ออกเป็นระเบียบใหม่จะมีความเข้มข้น ค่าตอบแทนของงานจะมีความชัดเจน จากเงินที่เคยขึ้นเป็นขั้นก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ ต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติงานคนที่ทำงานมากกว่าและมีผลงานมากกว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า โดยการประเมินจะทำในหลายรูปแบบ  ผู้ที่ทำการประเมินจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงผู้รับบริการต่างกับของเดิมที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมิน หลายครั้งไม่ได้ประเมินตามผลงานประเมินตามลักษณะบุคคลและประเมินเพียงฝ่ายเดียว” นายนนทิกร กล่าว
    
   วันที่ : 31/January/2008

From: www.moac.go.th
อาหารพืชทางใบ พาวเวอร์ไลฟ์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 410 | Ans: 2
หัวข้อ : สุดยอดอาหารพืชทางใบ
ข้อความ : อาหารพืชชนิดน้ำ ตรา พาวเวอร์ไลฟ์ 
คุณสมบัติ 
อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ มีสารอาหาร ชนิดพิเศษ มีคุณภาพสูง ประกอปด้วยวัติถุดิบทางธรรมชาติที่ได้จากการค้นคว้าทดลอง ตามแนววิทยาศาสตร์การเกษตรแผนใหม่ ซึ่งเป็นส่วนประกอปสำคัญ ในการเจริญเติบโตของพืชอย่างยิ่ง มีส่วนเพื่มเติมจากธาตุอาหารหลัก N-P-K 
ที่ใช้กันมาแต่เดิม อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ อุดมด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างครบครัน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเริม วิตามิน กรดอะมิโน สารสกัดพิเศษจากธรรมชาติ 
เช่น สะเดา สาตะใคร้หอม ข่า ฯลฯ ช่วยทำให้ดินร่วนซุย เป็นผลดีต่อดินในระยะยาวอีกด้วย 
คือช่วยเร่งการเจริญเติบโต สะสมอาหาร ทำให้พืชแข็งแรง 
ประสิทธิภาพ 
อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ มีส่วนประกอปทางกายภาพที่สามารถโอบอุ้มน้ำและเก็บกักธาตุอาหารที่จำเป้นสำหรับพืชให้อยู่ในดินได้ตามกำหนดเวลา และพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่สูญเปล่าไปตั้งแต่แรก นอกจากนี้คุณสมบัติพิเศษ ของสารสกัดพิเศษจากธรรมชาติจะก่อให้เกิดปฏิกริยาภายในลำต้นอย่างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ เช่นกระบวนการสังเคราะห์แสง การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ระบบการลำเลียง การแผ่ขยายราก และอื่นๆ ทำให้พืชเจริญเติบโตในทุกๆด้าน อย่างมีประสิทธิภาพ 
ประสิทธิผล 
จากการศึกาการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืชเป็นประจำเวลานานๆพบว่า ทำให้พืชเจริญเติบโต ให้ผลผลิต ปริมาณ คุณภาพ รสชาติ และสีสัน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในทางลบมาก 
เนื่องจากก่อให้เกิดความเป็นกรดด่างในเนื้อดิน ธาตุอาหารในดินขาดความสมดุลบางอย่างมากเกินไป หรือไม่มีเลย เกิดดินสภาพแข็ง ขาดคุณสมบัติที่จะช่วยอุ้มน้ำหรือพยุงแร่ธาตุอาหารในดิน 
ที่มีไม่ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาการของพืชในทุกๆด้าน นอกจากนี้สารเคมี ยังส่งผมกระทบอย่างใหญ่หลวง ทั้งต่อพืช สัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม 

“อาหารพืชชนิดน้ำพาวเวอร์ไลฟ์” ที่อุดมด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่สำคัญ และจำเป็นตามกำหนดเวลาพัฒนาการของต้นไม้ ปราศจากสารพิษ และเคมีสังเคราะห์ทั้งหมดมีส่วนประกอปของวัตถุดิบทางธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกษตรแผนใหม่ ดังนั้นจากผลการใช้ อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ จึงช่วยแก้ปัญหาต่างๆของเกษตรได้ครบวงจร ช่วยเพื่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยเพื่มรายได้ ที่สำคัญ อย่างยิ่งคือ ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและในน้ำ ให้กลับคืนมา พร้อมความอุดมสมบูรณ์ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 
อาหารพืชชนิดน้ำ ตรา พาวเวอร์ไลฟ์ 

เป็นอาหารพืชชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ ปรับปรุงแต่งด้วยขึ้นด้วยกรรมวิธีตามแนววิทยาศาสตร์แผนใหม่ มีคุณสมบัติพิเศษผสมกับน้ำได้ดี เนื่องจากมีส่วนประกอป ของสารคีเลทเชิงซ้อน ทำให้ไม่เกิดการตกตะกอนส่งผลให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารต่างๆไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด 

ส่วนประกอปที่สำคัญ 

1. ธาตุอาหาร N,P2O5 ,K2O ,Ca ,Mg ,S ,Fe ,Zn ,Cu ,Mn ,B ,Ci..............6-10% 
2. โปรตีน ................................................................................3-5% 
3. วิตามินบีรวม...........................................................40-70 มิลลิลิคร / 200มิลลิลิตร 
4. กรดอะมิโนธรรมชาติ................................................................................16ชนิด 
5. สารสกัดพิเศษจากธรรมชาติ..............................................30-50 มิลลิลิตร/200มิลลิลิตร 

คำแนะนำ 
1. อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ หลังจากผสมน้ำตามอัตตราส่วนที่กำหนดแล้ว สามารถฉีดพ่นในทุกส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช โดนเฉพาะใบ บริเวณใต้ใบจะมีปากใบเป็นจำนวนมาก สามารถดูดซับแร่ธาตุให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
2. ไม้ผลช่วงระหว่างที่ออกดอกควรงดใช้ เพราะอาจทำให้ลัดใบอ่อนได้ในพืชไม้ผลบางชนิด 
3. ขณะที่พืชกำลังให้ผลผลิตอาจให้อาหารพืชด้วย วิธีการรดทางราก โดย ใช้ปริมาณเข้มข้นกว่าเดิม2-3เท่า 
4. พืชขนาดเล็ก ไม่ควรใช้ปริมาณมาก อาจทำให้ขอบใบใหม้ได้ เนื่องจากความเข้มข้นของธาตุอาหาร 
5. ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมพัดไม่แรง ไม่มีฝนตก 
6. ขณะที่พ่นพืชต้องไม่เหี่ยวเฉา หรือขาดน้ำ 
7. เก็บรักษาในที่ร่ม 
คุณประโยชน์ 
1. ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคแมลง เมื่อใช้ตั้งแต่เริ่มแรก และต่อเนื่องประจำ จะช่วยลดปริมาณหนอนแมลง ศัตรูพืชลงไปได้มาก 
2. มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยโอบอุ้มธาตุอาหารต่างๆไว้ได้นานทำให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ไปใช้ได้มากกว่า 
3. ช่วยเร่งการออกดอก ติดผลได้ก่อนกำหนด และสามารถให้ผลผลิตก่อนฤดูกาล 
4. ช่วยเพื่มผลผลิตได้สุงกว่าปกติมาก ทั้งขนาดปริมาณ คุณภาพ รสชาติและสีสัน 
5. ช่วยร่นอายุการเก็บเกี่ยว ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากกว่าปกติ ทั้งยังยืดระยะเวลาการเก็บรักษาพืชผลได้นานขึ้นอีกด้วย 
6. ลดการเสื่อมโทรม และระยะเวลาการพักฟื้นของพืช เพราะมีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์หล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา 
7. สามารถเพื่มการงอกของเมล็ดหรือท่อนพันธ์ โดนแช่หรือชุบก่อนปลูก 
8. ช่วยเพื่มความสมบูรณ์ในดิน ทำให้ดินร่วนซุย 
9. ช่วยให้พืชที่ปลูกใหม่อายุน้อย ฟิ้นตัวและเติบโตได้ไว 
10. สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพื่มรายได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะประหยัดทั้ง ปุ๋ยและยากำจัดแมลง 
วิทยาศาตร์การเกษตรแผนใหม่ 

จากการศึกษาค้นคว้าทดลอง เรื่องพืชพันธุ์ต่างๆ ตามแนววิทยาศาตร์ การเกษตรแผนใหม่ พบว่า นอกจากพืชจะต้องการธาตุอารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) , ฟอสฟอรัส (P) , โปรแทสเซี่ยม (K) แล้ว พืชยังต้องการวิตามิน ,กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆอีกมากมาย ในปริมาณและสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปของพืชตและชนิด ผลการวิจัยได้พบว่าพืชเกือบทุกชนิด 
ต้องการ 
ไนโตรเจน (N) โดยเฉลี่ยเพียง 1.5% 
ฟอสฟอรัส (P) โดยเฉลี่ยเพียง 0.5% 
โปรแทสเซี่ยม (K) โดยเฉลี่ยเพียง 1.0% 
ฉะนั้นการที่เราให้ธาตุอาหารตามสูตรเดิมคือ15-15-15 , 16-16-16 , 46-0-0 ฯลฯ 
จึงเป้นการให้ธาตุอาหารหลักเกินความจำเป็น ทำให้มีสารตกค้างอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก ก่อใก้เกิดการสะสมของแร่ธาตุทำให้เกิดปฏิกริยากัน เป็นสาเหตุให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง มีผลเสียหายต่อดินในระยะยาว อนาคตพื้นดินบริเวณนั้นก็จะไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกอีกต่อไป 

ด้วยความเจริญก้าวหน้าวิทยาศาตร์การเกษตรแผนใหม่ จึงได้มีการคิดค้นปรับปรุง ปุ๋ยที่ใช้ในปัจจุบัน ให้มีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโต การเพื่มผลผลิตของพืชมากที่สุด และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดด้วย นั้นคือการผลิต อารหารพืช ซึ่งมีแร่ธาตุอาหารครบทุกชนิดที่พืต้องการ 
ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง โดยเน้นในปริมาณที่เหมาะสม ตลอดอายุการเจริญเติบโตของพืช ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และอีกประการหนึ่งส่วนผสมในการผลิตอาหารพืชขะต้องเป็นสารอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติสามารถกักเก็บน้ำและแร่ธาตุหล่อเลี้ยงพืชได้นานและยังมีสารอินทรีย์ที่มีประโยนช์ต่อพืชในอนาคตไม่ทำให้ดินเสื่อสภาพอีกด้วย 

จากหลักการดังกล่าว เราได้จึงได้ผลิตอาหารเสริมพืช ชนิดน้ำ “ตราพาวเวอร์ไลฟ์” ขึ้น ซึ่งมีคุณสมบัติ ทุกข้อ ตามแนววิทยาศาตร์เกษตรแผนใหม่ และแจกจ่ายไปในเกษตรกรหลายภูมิภาคได้ทดลอง ปรากฏว่า อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ ให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก ทั้งปริมาณและคุณภาพ คือ จำนวน น้ำหนัก ขนาด รสชาติ และสีสัน เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถเพื่มรายได้ให้อีกหลายเท่าตัว และยังไม่ส่งผลกระทบต่อดินและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 
อัตราการใช้ ไม้ล้มลุก 1-2cc. ต่อน้ำ20ลิตร 
ไม้ผลยืนต้น 2-4cc. ต่อน้ำ20ลิตร 
ติดต่อ คุณพฤธา ศุภฤกษ์โกศล 0841431144,0863779002บริษัทด้วยกันตลอดไปจำกัด จันทบุรี plusmania@gmail.com
มีใบมันสำปะหลังแห้งขาย(ป่น)
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 828 | Ans: 1
มีใบมันสำปะหลังแห้งป่นขาย โปรตีน 20 ค่าสารสี660 mg/kg  สนใจโทรสอบถามข้อมูลได้ครับ...โดม 081-1726700(e-mail dome_brich@yahoo.com)
ปาล์มน้ำมัน ยางพารา  ภาคใต้ เป็นที่ยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3389 | Ans: 1
บ.ไอออนิค จำกัด  ภาคใต้   รัฐบาลร่วมลงทุน(สสว.) มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์  ไทย  วิจัยพัฒนา (r&d)
 ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น ปาล์มน้ำมันมีความสมบูรณ์ ลูกดก ทะลายมาก
ปาล์มน้ำมันมีแปลงที่ประสบความสำเร็จให้ดู ที่สุราษ / กระบี่
รับดูแลทั้งระบบ    50ไร่ อัพ
  4 รอบการใช้หรือ 18 เดือน เห็นผลทันตา    
www.tarad.com/wungkasat
  เกษตรแผนใหม่
   ให้คำปรึกษา
  เอนก 0894283487
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 349 | Ans: 0
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง
    
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

                ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ( คพช.) ว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 เห็นชอบแผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  ทั้งนี้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯที่เสนอให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จากเดิมที่เป็นส่วนราชการให้เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ โดยสามารถพิจารณาเทียบเคียงลักษณะองค์กรได้จากกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งจัดตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้การศึกษาดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางหรือหน่วยงานอิสระเป็นผู้เป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากสามารถศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาหรือกระบวนการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาทำการวิจัยโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ว่าสมควรเป็นส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานประเภทใดที่สามารถพัฒนากิจการของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จสูงสุด ทางกระทรวงฯได้เตรียมการในการดำเนินการขบวนการขับเคลื่อนแผนฯในเบื้องต้นแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) จัดพิมพ์แผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  เพื่อแจกจ่ายให้สหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฎิบัติการแล้ว   2)  ประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับดูแลและพัฒนาสหกรณ์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

                  ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อว่า สหกรณ์จัดตั้งขึ้นย่อมมีวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไปตามลักษณะกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์ แต่ปัจจุบันสหกรณ์แต่ละประเภทมีความต้องการดำเนินธุรกิจค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งบางครั้งไม่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์แต่เนื่องจากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่ละประเภทให้ชัดเจนทำให้ยากต่อการส่งเสริมสหกรณ์และมีปัญหาในการตีความ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่และขอบเขตการทำงานของสหกรณ์อย่างชัดเจน โดยสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้นประเภทใดให้เป็นไปตามความหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อที่จะทำให้สหกรณ์ต่างๆได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน 
    
   วันที่ : 30/January/2008

From: moac.go.th
ต้องการคนรุ่นใหม่ขายเคมีเกษตร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 19079 | Ans: 1
ต้องการรับสมัครคนรุ่นใหม่ขายเคมีเกษตร ทางเรานำเข้าเคมีเกษตรจากต่างประเทศมาจำหน่าย เพียงแต่ท่านสามารถขายสินค้าได้ ทางเราจะเป็นผู้ผลิตสินค้า และ เป็นโกดังเก็บของให้กับท่านโดยท่านไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการสต๊อกสินค้า และ เจ้าหน้าที่ในการดูแลสินค้า สนใจกรุณาติดต่อ 081-903-2563 บอส หรือ ไม้ดอกคลอง15 www.maidokklong15.com
สมาคมดินฯ...แนะอินทรีย์ร่วมเคมี
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 590 | Ans: 3
เมื่อไม่กี่วันมานี้...นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย "ประสาท เกศวพิทักษ์" ได้เข้าพบ
นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการฯ...
พร้อมกับยื่นข้อมูลสรุปการประชุมในเรื่อง "ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ" ระหว่างสมาคมฯกับ
สภาคณบดีสาขาเกษตรของประเทศไทย (ประกอบด้วยคณะเกษตรจาก 19 มหาวิทยาลัย/สถาบัน
ทั่วประเทศ).. โดยมีข้อมูลว่า
     โดยสรุป ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการส่งเสริม การใช้ปุ๋ยหมักชนิดน้ำและ
ปุ๋ยอินทรีย์  แทนปุ๋ยเคมีทั้งหมด...  หรือแม้แต่การหามาตรการที่จะนำไปสู่การงดนำเข้าปุ๋ยเคมี
ในอนาคต
     ทั้งนี้...เนื่องจากการเกษตรทั่วโลก  ยังไม่เคยมีประเทศใดเลยที่มีการผลิตสินค้าเกษตร
ระบบอินทรีย์ระบบเดียว สำหรับความเชื่อที่ว่า "ปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสีย ทำให้ผลผลิตพืชที่ผลิตได้
ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค"...ไม่เป็นความจริง เพราะปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ
     ดังจะเห็นได้จาก...ผลผลิตของการปลูกพืชในสารละลาย(ไฮโดรโปนิค) ซึ่งเป็นการปลูกพืช
ในน้ำที่ผสมปุ๋ยเคมี ทั่วโลกก็ยังถือว่าเป็นผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัย (Green Product)
     นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะใสปุ๋ยเคมี หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในดิน พืชก็จะดูดธาตุอาหารที่ได้จาก
ปุ๋ยทั้งสองชนิดเข้าไปในรูปแบบที่เหมือนกันทุกประการ  เพียงแต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมี พืชจะดูดใช้ได้เลย
ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะต้องมีจุลินทรย์ในดินมาย่อยสลายเสียก่อน  พืชจึงจะดูดไปใช้ได้
     ดังนั้น ในการผลิตพืชเป็นการค้า เพื่อมุ่งสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเป็นเลิศ และมุ่งให้
ไทยเราสู่การเป็นครัวของโลก จำเป็นมากที่จักต้องมีการจัดการดินที่ถูกต้อง เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนไว้ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี...
ในลักษณะผสมผสมผสานร่วมกันอย่างเหมาะสม
     สำหรับ การกำหนดพื้นที่ทั้งจังหวัด ให้ผลิตพืขด้วยระบบอินทรีย์หมดพื้นที่นั้น สมควรมีการ ส่งเสริมเฉพาะบางส่วน บางพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นอันดับแรกจะดีกว่า  ส่วนการขยายพื้นที่จำนวนชนิดพืช
ที่ผลิตนั้น จำเป็นต้องพิจารนาด้วยความรอบคอบ และมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจน...เพื่อไม่ให้เกิดผล
กระทบต่อเกษตรกร
     นอกจากนี้...ยังได้ขอให้รัฐบาลมีการทบทวนวาระแห่งชาติที่ภาครัฐฯได้กำหนดไว้เฉพาะเรื่อง
ปุ๋ยอินทรียและปุ๋ยชีวภาพ โดยขอให้ปรับเป็นการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ
     โดยให้มีการส่งเสริมและแนะนำในการใช้ปุ๋ยเชิงอนุรักษ์ ให้มีการใช้ปุ๋ยปรับปรุงดิน อย่างมี ประสิทธิภาพตามผลการวิเคราะห์ดิน และพืช เพื่อรักษาผลิตภาพดินให้ยั่งยืน...จะดีกว่า มุ่งเน้นปุ๋ย
อินทรีย์และชีวภาพทั้งหมด
....   ...ข้อความจาก ดอกสะแบง "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" ไทยรัฐ 23 ธันวาคม 2547
ปุ๋ยตัวอย่าง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 517 | Ans: 0
ท่านใดที่ต้องการตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจริง ๆ  ที่ได้รับรองจากกรมวิชาการเกษตรตามหนังสือที่ กษ  0913/002/3903
peerantorn@hotmail.com
084-1469950

ท่านสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการหาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพได้ในคุณภาพใกล้เคียงกัน เช่น  ลักษณะเม็ด  สี   เมื่อใช้กับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นผล 3-4 วัน
แนะนำเปิดกระดานครับ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1944 | Ans: 1
กระดานซื้อขายเครื่องมือการเกษตรมือสอง ได้เปิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำแนะนำจาก คุณ udom

ด้านล้างนี้เป็นข้อความที่ คุณ udom sawaddee ได้ส่งมาทาง info@farmkaset.com
ฟาร์มเกษตร ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับคำแนะนำครับ และเรากำลังพยายาม ทำตามคำแนะนำของคุณ udom อยู่ครับผม

---------------------------------------------------------------------------------
ถ้า มีโอกาศและจังหวะ อยากให้ทางคุณ
เป็นสื่อกลาง ให้คนอยากขายและอยากซื้อ เครื่องมือการเกษตรมือสอง
ที่ชาวสวน ชาวไร่ จำเป็นต้องใช้
       
นับถือ
---------------------------------------------------------------------------------
จำหน่าย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,300/ตัน ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 346 | Ans: 2
เกษตรยุคใหม่ใส่ใจธรรมชาติของดิน-ปุ๋ย-สิ่งแวดล้อม
ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เพื่อนเกษตรยุคใหม่

จำหน่าย ปลีกและส่ง มูลไก่ไข่  มูลเป็นไข่
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

ราคาขายส่ง  1,300/ตัน   1.30ส.ต /กิโลกรัม
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
โอนเงินพร้อมรับสินค้า

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345 
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
ต้องการทำธุรกิจขายปุ๋ยสำหรับนาข้าวค่ะ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 619 | Ans: 11
แถวบ้านทำนากันสวนใหญ่และหาซื้อปุ๋ยยาก เพราะเป็นตำบลเล็กๆ ก็เลยอยากเป็นตัวแทนจำหน่าย ท่านใดพอจะแนะนำมือใหม่บ้างค่ะ

จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ และเคมีทุกสูตร คุณภาพดีราคาถูก ตราม้าคู่กระต่าย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 552 | Ans: 1
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ และเคมีทุกสูตร คุณภาพดีราคาถูก ไม่ผ่านเซล์
 

จัดจำหน่ายปุ๋ยจาก บ. เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด

รับรองคุณภาพปุ๋ยแท้  ราคาผู้ผลิต

จัดส่งฟรีทั่วประเทศ.....ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 
เกษตรฯ เร่งจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งน้ำท่วม คาดแล้วเสร็จใน 2 เดือน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 275 | Ans: 0
 เกษตรฯ เร่งจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งน้ำท่วม คาดแล้วเสร็จใน 2 เดือน พร้อมเดินแผนบริหารน้ำ-การปลูกพืช-ฝนหลวงรับแล้งปี’51

                                ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำภาพรวมยังอยู่ในภาวะปกติ แม้ว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศจะน้อยกว่าปี 2550 อยู่ประมาณ 6% ซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนการใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั่วประเทศในช่วงฤดูแล้งปี 2550/2551 ตั้งแต่ 1 พย. 50 – 30 เม.ย.51 จำนวน 20,661ล้าน ลบ.ม. ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 8,550 ล้าน ลบ.ม.จากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์รวมกัน จำนวน 7,000 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จำนวน 550 ล้าน ลบ.ม. และจากลุ่มน้ำแม่กลอง จำนวน 1,000 ล้าน ลบ.ม. โดยได้ประสานกับแต่ละจังหวัดซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่จะได้รับการจัดสรรน้ำสามารถได้รับน้ำอย่างเพียงพอในการปลูกพืชฤดูแล้ง ซึ่งความคืบหน้าในการปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศขณะนี้ดำเนินการแล้ว 9.47 ล้านไร่ จากพื้นที่เป้าหมาย 11.90 ล้านไร่  และบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาดำเนินการแล้ว 5.36 ล้านไร่ จากเป้าหมาย 5.83 ล้านไร่

                                  ทั้งนี้ คาดว่าการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรในปีนี้จะไม่ประสบปัญหา แต่เนื่องจากยังมีพื้นที่บางส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ที่อาจจะประสบปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน จะได้มีการประสานกับทางผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรไม่ให้มีการขยายพื้นที่ไปยังบริเวณที่น้ำ ไม่สามารถเข้าถึงได้ รวมถึงจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง พื้นที่ที่เกิดปัญหาหมอกควัน หรือในพื้นที่ที่มีการประสานขอความช่วยเหลือมา เช่น จังหวัดสระแก้ว ชลบุรี ที่เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ปลูกผลไม้ภาคตะวันออกอยู่มาก รวมถึงในพื้นที่นาปรังนอกเขตชลประทานในภาคกลางด้วย

                                ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดสรรงบประมาณในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในปี 2550 ที่ได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้นจำนวน 2 พันล้านนั้น ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 615 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณบางส่วนดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติจากทางจังหวัดแล้วจำนวน 186 ล้าน และกระทรวงเกษตรฯ ได้รับการจัดสรรวงเงินจากสำนักงบประมาณ งวดแรกจำนวน 266 ล้าน และงวดที่ 2 จำนวน 19.5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการจัดสรรเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนงบประมาณที่ได้เสนอ ครม.อนุมัติเพิ่มเติมเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2549 ทั้งปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยหนาว ที่ครม.ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 976 ล้านบาทนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน
    
   วันที่ : 23/January/2008

From moac.go.th
เกษตรฯ เร่งแผนตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก หอมใหญ่ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 293 | Ans: 0
 เกษตรฯ เร่งแผนตรวจสอบข้อมูลการนำเข้า-ส่งออก หอมใหญ่ เพื่อระบายผลผลิตส่วนเกิน 8 พันตัน พร้อมประสานด่านกักกันตามชายแดนเคร่งครัดหวั่นลักลอบการนำเข้า
    
                                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ในระหว่างเร่งการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าและส่งออก และสถานการณ์ผลผลิตหอมหัวใหญ่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากในปีนี้ไม่สามารถส่งออกผลผลิตประมาณ 8,000 ตันที่เคยไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เหมือนทุกปีที่ผ่านมา  ในเบื้องต้นจึงได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการรับทราบสถานการณ์หอมใหญ่ร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการระบายผลผลิตไปยังตลาดต่างประเทศ รวมถึงการระบายผลผลิตภายในประเทศ

                                ขณะเดียวกัน จะประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกหอมรายใหญ่จำนวน 4 ราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น  องค์กรเกษตรกร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์  และตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ ที่จะไปประชุมร่วมกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อหาแนวทางในการบริหารจัดการผลผลิตหอมหัวใหญ่ ทั้งในด้านการส่งออก การจัดสัดส่วนการนำเข้าเพื่อไม่ให้กระทบกับผลผลิตหอมใหญ่ที่จะออกสู่ตลาด และแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออก กรณีที่จะต้องมีการผลักดันการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งข้อสรุปทั้งหมดที่ได้จะมีการนำเสนอสู่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาด กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง พิจารณาก่อนเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาก่อนที่หอมหัวใหญ่จะประสบปัญหาด้านราคาโดยเร็วที่สุด

                                “จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตหอมหัวใหญ่ในปีนี้ที่จะออกสู่ตลาดประมาณ 52,771 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่จากปัญหาการส่งออกที่ไม่สามารถส่งไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เช่นเดิม และยังไม่มีแนวโน้มในการสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการหาตลาดใหม่ๆ ผ่านทูตพาณิชย์ในประเทศต่างๆ  เพื่อเป็นช่องทางในการระบายผลผลิตอีกทางหนึ่ง  ประกอบกับมาตรการควบคุมและตรวจสอบการลักลอบการนำเข้าหอมใหญ่ตามด่านชายแดนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ด่าน จ.มุกดาหาร ด่าน จ.เชียงรายทั้ง 3 ด่าน คือ เชียงแสน เชียงของ และแม่สาย โดยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะช่วยป้องกันปริมาณผลผลิตส่วนเกินจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดด้วย” นายพินิจ กล่าว

 

.............................
    
   วันที่ : 22/January/2008
From: moac.go.th
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์  "โพเทนส์" ปุ๋ยเม็ดสกัด 3 ชั้น ผลผลิตงอกงาม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 20510 | Ans: 2
ลดต้นทุน ผลผลิตดี ทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมี
ปุ๋ยเม็ดสกัด 3 ชั้น โพเทนส์ สูตร1 ใช้ในการบำรุงต้น เตรียมดิน ส่งเสริมการเจริญเติบโต
- ชั้นนอก เคลือบด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ช่วยให้พืชสามารถใช้ประโยชน์จากธาตุอาหารในดินได้ดียิ่งขึ้น
- ชั้นกลาง ประกอบด้วยธาตุอาหารสกัดที่พืชต้องการครบถ้วน
- ชั้นใน ธาตุอาหารพืชคุณภาพสูง

ปุ๋ยเม็ดสกัด โพเทนส์ สูตร2 ช่วยเพิ่มการออกผล เช่นเพิ่มปริมาณน้ำยางในยางพารา เพิ่มปริมาณน้ำมันของต้นปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
- ชั้นนอก เคลือบด้วยจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ช่วยในการย่อยแป้ง โปรตีนและเส้นใย
- ชั้นกลาง ประกอบด้วยธาตุอาหารสกัดที่พืชใช้ในการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ
- ชั้นใน อินทรีย์วัตถุสำหรับการขนส่งแป้ง และน้ำตาล
บริการรถรับจ้าง รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนส่ง ขนย้าย แพ็คกิ้ง ทั่วไทย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 452 | Ans: 0
รถรับจ้าง AA ***Yard Service 24 hours รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนย้าย ขนส่ง แพ็คกิ้ง ทั่วไทย *** จะขน จะย้าย อะไร เราบริการให้ 24 ชั่วโมง*** ยาร์ดเซอร์วิส   24 ชั่วโมง  เราเป็นธุรกิจด้านบริการ  รถปิคอัพ   รถ  4 ล้อใหญ่   รถ 6 ล้อหลายขนาด ให้เลือกใช้งาน  ย้ายบ้าน ย้ายห้อง ย้ายสำนักงาน ขนส่งสินค้าทุกชนิด  แพ็คกิ้ง  เราภูมิใจขอเสนอการบริการที่สุภาพ ซื่อสัตย์ ราคาพิเศษ เรามีหัวหน้างานที่ใส่ใจดูแลคุณ พร้อมทีมงานขนย้ายไว้คอยให้เรียกใช้บริการ
(ราคาเริ่มต้นที่ 400 บาท)

- บริการรถขนส่งสินค้าทุกชนิด
- บริการรถขนย้ายที่อยู่อาศัย, สำนักงาน
- บริการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์
- บริการขนอุปกรณ์งานแสดงสินค้า
- บริการแพ็คกิ้ง
- บริการถอด - ประกอบเฟอร์นิเจอร์น็อกดาวน์
- บริการพนักงานยกของ
- บริการทั่วกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

NEW !!! โปรโมชั่นพิเศษขอแสดงความขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจใช้บริการของเรา  เมื่อ ขนย้าย  หรือ  ขนส่ง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดต่าง ๆ   ในอัตราพิเศษสุด   กิโลเมตรละ   12 บาท นับจากจุดขึ้นของจนถึงจุดลงของ    สำหรับระยะทางตั้งแต่  600 กิโลเมตรขึ้นไป  เรามีส่วนลดค่าขนส่งอัตราพิเศษสุด  ขอเชิญท่านสอบถามรายละเอียดได้ทางหมายเลข  Hotline  (โปรโมชั่นนี้เฉพาะรถปิคอัพเท่านั้น)

เช่น จาก กรุงเทพ ไป ระยอง ระยะทางทั้งหมดจนถึงจุดลงของ 160 กิโลเมตร ในราคาเพียง 1,920บาท เท่านั้น
*** นอกเหนือจากนี้ ท่านสามารถสอบถามและตกลงราคาพิเศษได้อีก

Yard Service 24 Hours
รับงานประเภทแบบขนส่งทั่วไป , แบบรับเหมาทั้งคัน , แบบเหมาเป็นเที่ยว

HOTLINE : 089-076-5588  Fax :  02-736-8391 http://www.tarad.com/yardservice24hours/
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1964 | Ans: 1
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยอินทรีย

สินค้าแต่ละชนิดมีหลายแบบหลายขนาดให้เลือกตามความต้องการ อาทิเช่น...
เฟอร์นิเจอร์ สำนักงาน โต๊ะทำงาน โต๊ะคอมพิวเตอร์ โต๊ะอเนกประสงค์ ตู้เอกสาร ตู้ล็อคเกอร์ เก้าอี้สำนักงาน เก้าอี้ชนิดต่างๆ กระดานไวท์บอร์ด ชั้นวางของ ฉากกั้นห้อง  รับซ่อมเก้าอี้ โซฟา เปลี่ยนกุญแจ และอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์สำนักงานทุกชนิด

เยี่ยมชมสินค้าและสั่งซื้อ ได้ที่.. http://www.dfurmax.com
 
ติดต่อ  K.supoj T: 089-6163113,086-3699844

E-MAIL : supoj_fur@hotmail.com
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46%
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 42237 | Ans: 2
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46% รับรองคุณภาพทั้งจากประเทศไทยและเวียดนาม ทีใบรับรองการตรวจสอบคุณภาพ มาตราฐานส่งออก UAE และทั่วโลก
 50 กิโลกรัมต่อถุง
ราคาส่ง 550 บาทต่อถุง
ขายส่งปุ๋ยยูเรีย  N-46% เม็ดเล็ก
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 5492 | Ans: 3
นำเข้าและตรวจสอบ โดย SGS
ตันละ 15,000 บาท สัญญา 12,500 ตันต่อเดือนสัญญา 1 ปี
เปิดให้บริการแล้ว!   www.VayoTradeCenter.com
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 524 | Ans: 3
ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย  ลงประกาศโฆษณาสินค้า ฟรี
เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า /บริการ เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ปลอดความเสี่ยงจากการจำหน่ายสินค้าแล้วลูกค้าไม่ชำระค่าสินค้า ลดขั้นตอนการส่งออก ที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน
ประโยชน์ที่ผู้ซื้อสินค้า / บริการ จาก www.VayoTradeCenter.com  จะได้รับ
อยากซื้ออะไรก็มี หาอะไรก็เจอ สินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม มีระบบ QC ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนถึงมือผู้ซื้อ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย 
www.VayoTradeCenter.com  ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย 
สามารถตอบโจทย์คุณได้ คลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.VayoTradeCenter.com
ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 392 | Ans: 0
 ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม มุ่งเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดและราคายางพารา  ขณะนี้พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ราคาตลาดล่วงหน้าของยางแผ่นรมครัวชั้น 3 ในช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 อยู่ที่กิโลกรัมละ     80-90 บาท สูงกว่าในช่วงปลายปี 2549 ถึงกลางปี 2550 จึงจูงใจให้เกษตรกรกรีดยางเพิ่มขึ้น และมีการบำรุงดูแลรักษาดี จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะสูงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมของผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย           อย่างไรก็ดี  แม้ว่าไทยจะผู้ผลิตและส่งออกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ 90 % ของผลผลิตทั้งหมดส่งออกในรูปของยางดิบ ที่เหลือจำนวน 10 % นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางใช้ในประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  

                                กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง  เพื่อใช้ในประเทศให้มากขึ้น จากเดิม 10 % เป็น 20 %  โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง  ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและสิทธิพิเศษอื่นๆ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายลดการส่งออกยางดิบให้เหลือ 60% และอีก 40 %  แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางส่งออก  โดยมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อต่อยอดและขยายผลการใช้ยางในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะเป็นรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นอีกนับหลายแสนล้านบาท

                                “ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย สร้างรายได้เข้าประเทศในภาพรวมปีละไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรไม่กี่ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ราคายางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศตื่นตัวสนใจปลูกยางพารามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืน เพราะยางพาราเมื่อปลูกแล้วสามารถ        เก็บผลผลิตได้นานหลายสิบปี  ส่งผลให้ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศมากกว่า 14 ล้านไร่ ทั้งในภาคใต้ ตะวันออก เหนือและภาคอีสาน  เป็นพื้นที่ที่เปิดกรีดได้แล้วประมาณ 11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน  92,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83  คิดเป็นผลผลิตรวม 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5  หากนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากเกษตรกรจะมีรายเพิ่มขึ้นแล้ว ไทยจะเป็นผู้นำการส่งออกยางแผ่นดิบและผลิตภัณฑ์ยางในเวทีการค้าโลกในอนาคตอีกด้วย”  นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 10/April/2008  
from: moac.go.th
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 322 | Ans: 0
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง

คณะสำรวจผลผลิตมัน 4 สมาคมคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตปี 2550/51 ไว้ที่ 27.619 ล้านตันหัวมันสด หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1 ล้านตัน ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง จากความต้องการใช้มันในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลหัวมันสดไม่ต่ำกว่า 1.50 บาท มันเส้นราคาน่าจะวิ่งขึ้นไปถึง 4 บาท
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลการสำรวจภาวะการผลิตการค้ามันสำปะหลังประจำปี 2550/2551 ของคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมัน สำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และมูลนิธิสถาบันพัฒนามัน สำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยออกสำรวจในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 36 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา
ผลปรากฏ หากดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหัวมันสำปะหลัง คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งสิ้น 7.302 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2549/2550) ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 7.201 ล้านไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3.782 ตัน จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังปีนี้เท่ากับ 27.619 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผลผลิต 26.411 ล้านตัน
โดยจังหวัดที่มีผลผลิตหัวมันสดเกินกว่า 500,000 ตันขึ้นไป ได้แก่ กำแพงเพชร 1,629,320 ตัน, พิษณุโลก 637,256 ตัน, นครสวรรค์ 902,429 ตัน, อุทัยธานี 751,253 ตัน, อุดรธานี 644,540 ตัน, บุรีรัมย์ 731,038 ตัน, กาฬสินธุ์ 1,009,056 ตัน, ขอนแก่น 760,989 ตัน, ชัยภูมิ 1,329,967 ตัน, นครราชสีมา 7,263,167 ตัน, ฉะเชิงเทรา 1,120,464 ตัน, สระแก้ว 1,347,320 ตัน, จันทบุรี 1,016,756 ตัน, ชลบุรี 1,285,836 ตัน และกาญจนบุรี 1,141,089 ตัน
แหล่งข่าวในวงการค้ามันสำปะหลัง ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลผลิตหัวมันสดที่ปริมาณ 27.619 ล้านตันว่า ผลผลิตที่ออกมายัง "ต่ำกว่า" ความต้องการที่คาดว่า จะมีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาหัวมันสดในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า สหภาพยุโรป จะมีความต้องการมันเม็ดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน, จีน ต้องการมันเส้นไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน และโรงงานอาหารสัตว์ภายในประเทศจะใช้มันอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 ล้านตัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้มันเส้น-มันเม็ดไปแล้วถึง 7 ล้านตัน หรือ 15 ล้านตันหัวมันสด
ในขณะที่อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้มันไม่ต่ำกว่า 15 ล้านตัน เนื่องจากราคาแป้งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากมาตลอด ทั้งหมดนี้ทำให้วงการค้ามันสำปะหลังคาดการณ์ว่า ราคามันในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2551 ไม่น่าจะต่ำกว่า 1.50 บาท ขณะที่ราคามันปัจจุบันอยู่ระหว่าง 1.90-2 บาท ส่วนมันเส้นราคาน่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4 บาท

from: http://agro.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1251&Itemid=113
ขายปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% ราคาถูก
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2979 | Ans: 3
ขายปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% รับประกันคุณภาพ  เพื่อผลผลืตทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ ที่เจริญเติบโต แข็งแรงเพิ่มมากขึ้นสนใจติดต่อ คุณนก 086-3936542  ยินดีให้บริการทุกท่านค่ะ เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 271 | Ans: 0
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง  
    
  นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ  นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศพร้อมอนุมัติงบประมาณรอบแรก 300 ล้านบาท  เพื่อใช้จัดซื้อปุ๋ย 20,000 ตัน  และเป็นการตรวจสอบราคาที่แท้จริงในตลาด  เพื่อใช้พิจารณาจัดซื้อปุ๋ยรอบต่อไป  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะสรุปความต้องการปุ๋ยของเกษตรกรแต่ละสูตร เพื่อจัดซื้อเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

                สำหรับงบประมาณ 300 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติ จาก 10%  ของวงเงินที่ขอ  เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทดลองตลาดก่อนนั้น  โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาแหล่งเงินทุน ว่าจะใช้เงินกู้รัฐบาลหรือเงินจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้  ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อ  ให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการปุ๋ยแต่ละสูตรเพื่อเร่งจัดซื้อให้เร็วที่สุด  โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเรื่องการจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างการแข่งขันกดดันราคาในท้องตลาดให้ลดลงได้ในที่สุด  

                “ก่อนหน้านี้  กระทรวงเกษตรฯ  และกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกผู้จำหน่ายปุ๋ยในประเทศมาเจรจา  โดยผู้ประกอบการตกลงจะปรับลดราคาลง  200 – 1,000  บาทต่อตัน  แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการได้ลดเพียง  200  บาทต่อตัน  ส่วนปุ๋ยที่จะลดราคา  1  พันบาทต่อตันนั้น  เป็นปุ๋ยสูตรที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้  กระทรวงเกษตรฯ  จึงตัดสินใจนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศเพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร”  นายสมศักดิ์กล่าว

                นายสมศักดิ์  กล่าวว่า  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อต่อไป  ส่วนที่  ครม.  อนุมัติงบฯ  300  ล้านบาท  เป็นเพียงการทดลองนำร่องเพื่อหยั่งราคาของประเทศผู้ผลิตว่าจะขายสินค้าในราคาเท่าไร  และความต้องการของเกษตรกรมีจำนวนเท่าไร  รูปแบบจะเป็นอย่างไร  เพื่อที่จะได้นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการสั่งซื้อปุ๋ยล็อตใหญ่ที่จะมีขึ้นในอนาคต
 
    
  วันที่ : 09/April/2008  
From: moac.go.th
หจก. แต้กีกวง ขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1171 | Ans: 0
หจก. แต้กีกวง (TAEKEWUNG Ltd.,Partnership) 859หมู่2 ถนนแจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร (66)-45315-469 มือถือ081-762-3071 โทรสาร (66)45-315-748 A_K_P_MEE@HOTMAIL.COM เรื่อง : แนะนำขนส่งสินค้า ทาง หจก. แต้กีกวง ได้ดำเนินธุรกิจในการขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)พร้อมบริการชิปปิ้ง รับบรรทุกสินค้าข้ามภาคเช่น อีสานปลายทางภาคเหนือ หรือภาคอีสานลงใต้ เป็นต้น บริการ Export - Import service, Logistics service provider, บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โกดังเก็บสินค้า งานบริการผ่านพิธีการศุลกากร บริการเครนยกตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ประเทศลาว ด่านมุกดาหาร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่าน โดยขอแจ้งรายละเอียดการติดต่อประสานงานดังนี้ คุณเอกชัย และคุณเปีย email address:kanungnit_pear@hotmail.com ฝ่ายจัดส่งมือถือ 081-762-3071 , 081-762-3078 โทร (66)-45315-469 โทรสาร (66)-45-315-748 ทาง หจก. แต้กีกวง ทำการบรรทุกสินค้าโดยมีประกันภัยสินค้าเต็มมูลค่าสินค้า น้ำหนักในการบรรทุกสินค้า - ประเภทรถบรรทุก รถสิบล้อ 15 – 16 ตัน - ประเภทรถพ่วง 28-30 ตัน - ประเภทรถเทรลเลอร์ 28-30 ตัน - รถปิ๊กอั๊พ ทางห้างฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านและขอขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้
ยูคอม ประยุกต์ใช้บรอดแบนด์-มือถือ หนุนเกษตร
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 353 | Ans: 4
ยูคอม ต่อยอดความพร้อม เครือข่ายบรอดแบนด์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากบริษัทในเครือ หนุนโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ช่วยเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้า 6-12 เดือน

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือยูคอม กล่าวว่า ยูคอมและบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้นำโครงข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง ของบริษัท ยูไอเอช และโครงข่ายจีพีอาร์เอส รวมทั้งพื้นที่สถานีเครือข่ายดีแทค มาใช้ในโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

สำหรับโครงการนี้จะสนับสนุนให้สามารถประมวลผลข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มของแสง ความกดอากาศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และวางแผนการเกษตรให้กับเกษตรกรล่วงหน้าระยะยาว 6 เดือน-12 เดือน

โดยจะติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าอุตุนิยมวิทยาในสถานีเครือข่าย 200 แห่งของดีแทค ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมงบสนับสนุนพัฒนาอุปกรณ์ประมาณ 5 ล้านบาท และไม่คิดค่าใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัด ผ่านระบบเครือข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง

สำหรับการรายงานผลทั้งในรูปแบบกราฟ ตารางและสรุปข้อมูลอุตุนิยมวิทยานั้นจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ของสถาบันที่อยู่ระหว่างการจัดทำ โดยจะอัพเดทข้อมูลทุก 10 นาทีในทุกพื้นที่ ให้เกษตรกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า โครงการโทรมาตรนี้จะเก็บข้อมูลดังกล่าวและอัพเดททุก 10 นาทีให้เจ้าหน้าที่หรือเกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้ที่เวบไซต์ของสถาบัน พร้อมทั้งเตรียมปรับรูปแบบให้เกษตรกรอ่านได้ง่ายขึ้นต่อไป

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเกษตรกร 50%-60% ของประชากรทั้งหมด และมีผลผลิตทางการเกษตร 10% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของประเทศ หรือไม่ถึง 1 ล้านล้านบาทจาก 7 ล้านล้านบาทต่อปี เนื่องจากผลผลิตเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม หรือบางพื้นที่เกิดฝนแล้ง

ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มยูคอมแล้ว บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้สนับสนุนงบประมาณเท่ากัน ช่วยโครงการในเขตภาคเหนือและภาคใต้ตอนบน.

ข่าว : สำนักข่าวไทย
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 387 | Ans: 1
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่... 
  คุณ สุธาสินี 086-993-4111 /02-9446851
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 329 | Ans: 0
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.
    
“เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.

                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมของคณะกรรมการปุ๋ยที่ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับปัญหาราคาปุ๋ยแพงในขณะนี้  ได้มีข้อสรุปร่วมกัน 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1 การคงโครงสร้างอัตราการกำหนดราคาปุ๋ยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันในสัดส่วนค่าต้นทุนปุ๋ย 95 % ค่าการบริหารจัดการและค่าบรรจุ  5 % นำมารวมกับผลต่างก็คือกำไรอีก 2% เนื่องจากปริมาณปุ๋ยที่นำเข้ามาในแต่ละล๊อตมีจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดผลต่างด้านราคาเพียง 2 % จึงมีความเหมาะสม เนื่องจากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยแต่ละล็อตมีจำนวนมาก การคิดผลต่างกำไรอัตรา 2 % นั้น ทั้งสองกระทรวงก็เห็นพ้องกันว่ามีความเหมาะสมแล้ว 

                                2. การพิจารณาในส่วนที่มาของราคาปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การคิดราคาต้นทุน โดยจากการตรวจสอบที่มาของราคาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียสูตร 46 -0 – 0 ของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ไม่ต่างกัน อยู่ประมาณ 12,000 บาท/ตัน ในขณะที่การนำเข้าปุ๋ยสูตรอื่น ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 16-20-0  และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งเป็นปุ๋ยสูตรที่เกษตรกรใช้เป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงเกษตรฯ พบข้อมูลว่าปุ๋ยทั้งสองสูตรนั้นมีส่วนต่างของที่มา ระหว่างราคาที่ทางกระทรวงเกษตรฯตรวจสอบ กับราคา CIF ในใบอินวอยส์ที่บริษัทผู้นำเข้านำเสนอมีราคาที่ต่างกัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลราคาปุ๋ย  ซึ่งถือเป็นสินค้าควบคุมเพื่อหาแนวทางในการเจรจาปรับลดราคาปุ๋ยกับเอกชนผู้นำเข้า โดยจะเร่งดำเนินการหารือร่วมกับเอกชนผู้นำเข้าปุ๋ยโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้คาดว่าจะมีการหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องการปรับลดราคาและแก้ปัญหาราคาปุ๋ยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้า

                                3.  ทางกระทรวงพาณิชย์ จะเร่งดำเนินการเช็คสต๊อคปุ๋ยอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาที่ดำเนินการสั่งซื้อ  และปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการค้ากำไรปุ๋ยเกินควรหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะสามารถทราบสาเหตุของการที่ทำให้ราคาปุ๋ยขยับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และประเด็นสุดท้าย คือ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานเรื่องปุ๋ยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการร่วมกันตรวจสอบปริมาณความต้องการการใช้ปุ๋ยภายในประเทศ และช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยมาก เพื่อป้องกันปุ๋ยขาดตลาด

                                “จากข้อมูลราคาปุ๋ยที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจพบ พบข้อสังเกตว่าราคาปุ๋ยปี 2550 กับปัจจุบันมีความต่างกันมาก จากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยสูตร  16-20-0  ในปีผ่านมามีการนำเข้า 4 แสนกว่าตัน ราคาต้นทุนตันละ 8,177 บาท เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการ 5% และกำไร 2 % แล้ว ราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 บาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาปุ๋ยขายปลีกอยู่ที่ตันละ 17,700 เมื่อนำมาขายให้แก่เกษตรกรอยู่ที่ตันละ 18,000 ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน ส่วนข้อมูลการนำเข้าปุ๋ยสูตร 15-15-15  ปีที่แล้วจำนวน 3.6 แสนตัน เฉลี่ยต้นทุนตันละ 14,517 บาท  เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการและกำไรจะอยู่ที่ 16,000/ตัน  แต่ปัจจุบันราคาปุ๋ยสูตร 15-15-15 อยู่ที่ 19,300 บาท และขายให้แก่เกษตรกรในราคา 19,500 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป็นราคาที่มีความผิดปกติและไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ” นายสมศักดิ์ กล่าว

                                ทั้งนี้ หากผลการเจรจากับเอกชนนำเข้าปุ๋ย ซึ่งมีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ประมาณ 3 – 4 รายไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ หรือเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับความเดือนร้อน กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการเสริมที่จะนำเข้าปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตปุ๋ยโดยตรง เพื่อนำเข้าปุ๋ยราคาที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปริมาณปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตเองได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
    
วันที่ : 20/March/2008
moac.go.th
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 390 | Ans: 0
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี  
    
  กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกร โดยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสร้างรายได้ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ประกอบกับความต้องการพืชพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งจัดเตรียมพันธุ์อ้อย และพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตพืชทั้ง 2 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะพื้นที่มีศักยภาพเหมาะสมปลูก ควบคู่ไปกับเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนการผลิตเอทานอล และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากพืชพลังงาน โดยตั้งเป้าภายใน 1 ปี จะสามารถสนับสนุนให้มีการนำผลผลิตอ้อย และมันสำปะหลังอย่างน้อยร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งหมดไปผลิตเป็นเอทานอล จากนั้นใน “4 ปีข้างหน้าจะผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นโอเปคของไทย” เพื่อสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประเทศต่อไป “ในเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯจะเร่งหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการใช้เอทานอล แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล และมาตรการเรื่องพลังงานทดแทนทั้งระบบ จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนการผลิตและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการทำ Zoning ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงานผลิตเอทานอลในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ภาคเอกชนที่ลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าจะมีผลผลิตที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงผลผลิตมันสำปะหลัง และอ้อยกับภาคการบริโภคอีกด้วย” นายธีระชัย กล่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการจัดทำบัญชีฟาร์ม และบัญชีครัวเรือนกับสมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรทราบสถานะทางการเงินของตน และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคต ส่วนเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินนั้น ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวม และประเมินผลดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงานใน 4 หัวข้อได้แก่ 1)มาตรการที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงาน 2)แผนงานการพักชำระหนี้ในปีงบประมาณ 2551 3)ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และ 4)แนวทางแก้ไขปัญหา-อุปสรรคที่เกิดขึ้น จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาวิเคราะห์และประเมินผลจัดทำแผนบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน  
    
  วันที่ : 03/March/2008  
www.moac.go.th
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 269 | Ans: 0
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน เตรียมเดินหน้าจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์โดยตรง หวังวางเป็นเจ้าภาพบูรณาการแผนงาน แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ ขับเคลื่อนพัฒนาจากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  
    
                                นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในการเป็นประธานและร่วมการเสวนาในงานมหกรรม 2 ทศวรรษคืนชีวิตให้แผ่นดิน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง  จ.ชลบุรี ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าการทำเกษตรกรรมในลักษณะดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต         เป็นทางออกในการลดหนี้ มีรายได้ต่อเนื่องที่เหมาะสม  อีกทั้งยังถือเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติและพื้นที่การเกษตรเสี่อมโทรมหลายล้านไร่ที่เกิดจากการใช้สารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

                                โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรอินทรีย์เช่นเดียวกัน ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และเตรียมการที่จะจัดตั้งหน่วยงานดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์โดยตรง  อาจมีการบริหารในรูปแบบองค์กรหรือสำนัก เพื่อทำหน้าที่บูรณาการทั้งในส่วนของแผนงาน  แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ  ตลอดจนการวางกลยุทธ์และแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานในลักษณะนี้จะทำให้     มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวที่จะขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวให้เกิดความก้าวหน้า               กลุ่มเกษตรกรที่เดิมมีการสร้างเครือข่ายระหว่างกันอยู่แล้วก็จะได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นจากภาครัฐ ทั้งด้านการอบรม  การติดตามผล  และการนำไปใช้ประโยชน์   รวมถึงการต่อยอดสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน      ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน  ได้ร่วมกันผลักดันและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สมกับที่ได้รับการประกาศเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย

                                “ การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เกษตรกรทำการเกษตรอย่าง     รู้เท่าทัน มีการสร้างองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ที่ตนเองหรือกลุ่มได้พบเจอแล้วนำมาถ่ายทอดให้กับเครือข่าย เป็นแนวทางที่นำชีวิตหวนคืนสู่การพึ่งพาตนเอง  ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายฝ่าย      ทั้งภาควิชาการ คือ สถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชน และสื่อสารมวลชน มีความตื่นตัวและ     ขานรับแนวคิดข้างต้นอย่างต่อเนื่องแพร่หลายมากขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงจะเร่งเตรียมความพร้อมจัดตั้งองค์กร เพื่อดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์และผลักดันเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด” นายประพัฒน์ กล่าว
 
    
  วันที่ : 17/March/2008  
ที่มา: www.moac.go.th
ดินเกษตร(ดินผสมปุ๋ยอินทรีย์)
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 569 | Ans: 2
ดินเกษตรที่ใช้สำหรับใส่ถุงเพาะชำมีขาย(ราคาส่ง)ที่ไหนบ้างอยู่ภาคอีสาน  ตอนนี้ผสมเองใช้ ปุ๋ยคอก+หน้าดิน+แกลบเผา แต่เหนื่อยมาก
มีพันธุ์ มันสำปะหลัง ห้วยบง 60  และเกษตรศาสตร์ 50  ขายนะค่ะ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 699 | Ans: 5
มีพันธุ์มันสำปะหลัง เหลืออีกนิดน้อย ไม่ทราบว่ามีใครต้องการบ้างไหม? 

มี 2 พันธุ์นะค่ะ 

เกษตรศาสตร์ 50 ขาย ท่อนละ 1.50 บาท 

ห้วยบง 60 ขายท่อนละ 1.60 บาท 

ท่อนพันธุ์ยาวมาก ตั้งแต่ 1.50 - 2 เมตร 

พร้อมยินดีให้คำปรึกษา การเพิ่มผลผลิต ในมันสำปะหลัง 

8-15 ตัน/ไร่ 

สถานที่ แปลงมันสำปะหลัง 

อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 

สนใจติดต่อ 

คุณศุภานัน สระบัว 

086-3081046, 085-8010027 
ต้องการขายปุ๋ย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1262 | Ans: 7
ต้องการขายปุ๋ยที่ยังไม่ได้อัดเม็ดไม่ทราบมีใครสนใจบ้างค่ะติดต่อ
คุณเบ็นซ์
081-5340833
คุณต้อง
081-5338810
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3968 | Ans: 3
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ เป็นทางเลือกที่ดีของเกษตรกรในต่อนนี่ ธาตุอาหารครบถ้วน ทุกเม็ด ขึ้นทะเบียนรับรอง มาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้อง ทุกสูตร คุณภาพคงที่+ประสิทธิภาพเกินราคา สนใจติดต่อ กรุณาการเกษตร 081-9797345 
ต้นตะกู จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ทั่วประเทศ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1018 | Ans: 8
ต้นตะกู (พันธุ์ก้านแดง)ไม้โตเร็ว พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ คุณภาพใกล้เคียงไม้สัก
ไม้ตะกูอยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่า ไม้กระทุ่มหรืกระทุ่มบก (ภาคกลางและภาคเหนือ) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้) ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ แตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย
ไม้ตะกูสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี
การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง
นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

มีกล้าพันธุ์ต้นตะกู จำหน่ายทั้งส่งและปลีก  รวมทั้งประกันราคารับซื้อคืนผลผลิต
สนใจดูรายเอียดเพิ่มเติม  หรือติดต่อตัวแทนจำหน่าย (ตามที่อยู่ในเวปไซด์)
www.tagoo.igetweb.com
1. คุณธนิตศักย์  จันทร์เจนระวี
   79/10 หมู่ 2 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
   โทร  086 670 5983 แฟกซ์  053 115 711
2. คุณสราวุฒิ  วรพงษ์ 
    อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 
    โทร 084 040 9739
3. คุณทินกร  สุขสุวรรณ
    49/24 ถนนเจษฏาบดินทร์ ต.ท่าอิฐ
    อ.เมือง  จ.อุตรดิตถ์ 53000
    โทร  081 474 1747, 055 411 663
4. คุณประเชาวน์  เชาวน์จันทร์ทุ่ง
   120/16 หมู่บ้านแกรนด์เฮ้าส์ ถนนบ้านเหล่า ต.หมากแข้ง
   อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
  โทร 086 2419421, 042 240992
5. คุณดายุทธ  รักมะณี
    26 บ้านน้อยหัวคู หมู่ 7 ต.ขมิ้น
    อ.เมือง จ.สกลนคร 47220
    โทร  081 911 1764
6. คุณรัชรุจ บุญครอง
   21 ซอยพิชิตรังสรรค์ ถนนพิชิตรังสรรค์ ต.ในเมือง
   อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000
  โทร  085 011 8603
7. คุณสามารถ  สิงหรา
    242 หมู่ 4 ต.กันจุ 
    อ. บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ 67160
    โทร  089 022 7684  
8. คุณบรรจงสิทธิ์  วิญญรัตน์
    70/1 ซอยทางไผ่ 1 ถนนริมน้ำ ต.ท่าประดู่
    อ.เมือง  จ.ระยอง 21000
    โทร  089 121 9954 
สำนักงานใหญ่
บริษัท  แกรนด์บิซ จำกัด
36/51 หมู่ 2 ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
โทร  084 0123451,  086 789 8845
คุณวรภัทร  ทรวงแสวง
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3999 | Ans: 10
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกเพียง 3-5 ปี จะได้ไม้ยืนต้นสูงขนาด 15-30 เซนติเมตร สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้กระดาน ทำผ้าเพดาน เสาบ้าน หน้าต่างไม้อัด ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด 

สนใจปลูกต้นตะกู และต้องการซื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปรับปรุงแท้  ราคาไม่แพง

อาจารย์สมาน  รัญระนา 87 ซอย 2 บ้านท่าสะอาด อำเภอ พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 

โทร : 087-2187991
ขาย ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 8209 | Ans: 2
ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย 
เราเป็นเจ้าของคอกม้าจากนิวซีแลนด์ 
สามารถจะหาพันธุ์ม้าดี ๆ ให้ท่านจาก 
นิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้ ขณะนี้ 
เรามีม้าอยู่ในคอกของตัวเองสามารถจะ 
จัดส่งได้หลังจากที่ตกลงกันแล้ว 
ประมาณ 50 ตัว 
เป็นม้าที่อายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป 
หรือม้าที่กำลังใช้แข่งอยู่ 
หรือม้าที่ไม่ใช้แข่งแล้วอายุ 
ประมาณ 5-6 ปี 
ซึ่งจะมีราคาที่ถูกพอสมควร 
ซึ่งม้าตั้งแต่ 5-6 ปีดังกล่าวสามารถ 
ส่งได้ทันที ทางเราจะมีรูปภาพและ 
ประวัติม้าทุกตัว หากท่านสนใจ 
หรือต้องการพันธุ์ม้าใด 
โปรดติดต่อคุยกับเราได้ที่ 
asian@mthai.com asian@mthai.com 
หรือฟอร์มเมล์ 
http://www.thaimanage.com/mail/horse/ 

หรือมาชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 

http://horse.boxchart.com/ 
มีปุ๋ยยางจำหน่าย ราคาถูก
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 24055 | Ans: 1
สนใจติดต่อ  คุณเพชร  084-8193867
ไคโตซาน ซี 4
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 3861 | Ans: 5
P7301483 อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกไม้ประดั...  


 


C4
ซี โฟ ไคโตซาน
สกัดจากธรรมชาติ 100 %

ซี 4 ไคโตซาน
อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้ เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกและไม้ประดับ 

ประโยชน์ของไคโตซาน 
1. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เสริมสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้แข็งแรง
2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น
3. ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืช ทำให้ออกดอก และติดผลมากขึ้น
4. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคพืชต่าง ๆ
6. กระตุ้นให้พืชสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
7. ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์
8. ช่วยทำลายการฟักตัวของแมลง
9. ช่วยลดอัตราการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงได้ 2 ใน 3 ส่วน

จุดประสงค์ อัตราการใช้ วิธีการใช้
เพื่อปรับปรุงสภาพดิน 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหน้าดินให้ทั่วพื้นที่ 1 ไร่
เพื่อช่วยเพาะเมล็ดพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำ
ไปเพาะ ช่วยเพิ่มอัตราการงอก
เพื่อ เพื่อช่วยขยายพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ส่วนที่นำไปปักชำหรือขยายพันธุ์ 
1-3 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการแตกราก
เร่งการเจริญเติบโต
• พืชผัก
• พืชไร่
• ไม้ผล
• ไม้ดอกไม้ประดับ 
10-15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
5-10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน


• นาข้าว 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นครั้งแรกพร้อมยาคลุมหญ้า
ฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวอายุ 1 เดือน
ฉีดพ่นครั้งที่สามเมื่อข้าวอายุ 2 เดือน
ฉีดพ่นครั้งสุดท้ายตอนข้าวออกรวง เมล็ดเต่ง น้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นและไม่เป็นเชื้อรา

เพื่อช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ชุบเคลือบให้ทั่วเมล็ด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา
10. ช่วยลดการใช้สารจับใบ

รหัส รายการ ขายปลีก / สมาชิก
Ag 001 C4 พืช 1 ขวด 240 / 200
Ag 002 C4 พืช 12 ขวด 2,880 / 2,400
Ag 003 C4 พืช 24 ขวด 5,760 / 3,500
ขนาดบรรจุ 1 ขวด 500 มิลลิลิตร ( ซีซี 

 
ราคา : 240 บาท 
สนใจติดต่อคุณ 0848193867
 
เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 306 | Ans: 0
   เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ ปศุสัตว์คุมเข้มพื้นที่และประสานทุกหน่วยในพื้นที่ร่วมติดตามเฝ้าระวังป้องกันระบาดเพิ่ม
    
 นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย  ศรีบุญซื่อ  อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า  จากการดำเนินงานตามโครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ และได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกป่วยตายส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งขณะนี้ได้มีผลการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก ชนิด H5 ซึ่งตรวจด้วยวิธี Real time RT PCR  เมื่อวันที่  22 มกราคม 2551 จากตัวอย่างซากไก่เนื้อ ที่ส่งตรวจโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งผลการสอบสวนโรค และควบคุมโรคเบื้องต้นพบว่า พื้นที่พบเชื้อไข้หวัดนก  เป็นฟาร์มไก่เนื้อ  ศรีไพรฟาร์ม  ของนางศรีไพร  แก้วมณีฉาย  ต.พิกุล อ.ชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน  4 โรงเรือน จำนวนไก่เนื้อทั้งสิ้น 59,670 ตัว โดยโรงเรือนที่เกิดเหตุเป็นโรงเรือนหลังที่ 2 เลี้ยงบนบ่อปลา เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน 14,000 ตัว  ทั้งนี้  ฟาร์มดังกล่าวเป็นฟาร์มไก่เนื้อระบบปิด มีจำนวนทั้งสิ้น 4โรงเรือน  แบ่งเป็นโรงเรือนระบบปิดบนบ่อปลา จำนวน 2 โรงเรือน และโรงเรือนระบบปิดบนพื้นดิน จำนวน 2 โรงเรือน

  อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ไก่เนื้อจำนวนดังกล่าว เริ่มป่วยตายผิดปกติ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 จำนวน 4,085 ตัว โดยเจ้าของฟาร์มแจ้งไก่ป่วยตายกับปศุสัตว์อำเภอชุมแสงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551  ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ทำการเก็บตัวอย่างซากไก่เนื้อ จำนวน 10 ตัวอย่าง ส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ ภาคเหนือ ตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551   ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้มีการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในพื้นที่รัศมี 5  กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค  ประกอบด้วยพื้นที่ จำนวน 35หมู่บ้าน 5 ตำบล 1 อำเภอที่มีจำนวนสัตว์ปีกทั้งสิ้น 182,240 ตัว เกษตรกร จำนวน 413 ราย  และได้เข้าทำลายไก่เนื้อบริเวณจุดเกิดโรคโรงเรือนที่  2  จำนวนทั้งสิ้น  9,915 ตัว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มเกิดเหตุ  และบ้านที่เลี้ยงสัตว์ปีกในหมู่ 3 ตำบลพิกุล  อำเภอชุมแสง และ บริเวณหมู่บ้านใกล้เคียง โดยประสานงานกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอชุมแสง และองค์การบริหารส่วนตำบลพิกุล ในการดำเนินงาน

                                            นอกจากนี้  ได้มีสุ่มเก็บตัวอย่าง (cloacal swab) ในโรงเรือนที่เหลือของฟาร์ม และทุกหลังคาเรือนที่เลี้ยงสัตว์ปีกของหมู่ 3 ตำบลพิกุล  อำเภอชุมแสง และหมู่บ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค หมู่บ้านละ 20 ตัวอย่าง และได้ประสานงานกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ในการเฝ้าระวังโรคโนคน และฝ่ายปกครอง  ในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังจุดอื่นเพิ่มเติม
    
   วันที่ : 24/January/2008

from: moac.go.th
ไอออนิค-ฟาร์มเกษตร ร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 1423 | Ans: 7
บริษัทไอออนิค จำกัด และฟาร์มเกษตร เข้าร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พฤจิกายน 2551
เกษตรฯ เตรียมแผนรับมือก่อนถึงฤดูกระเทียม หอม สู่ตลาด
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 288 | Ans: 0
   เกษตรฯ เตรียมแผนรับมือก่อนถึงฤดูกระเทียม หอม สู่ตลาด สั่งการหน่วยงานระดับพื้นที่เร่งสำรวจพื้นที่ปลูก/ผลผลิตจริงกำหนดแผนระยะเร่งด่วนก่อนราคาดิ่ง เน้นเสริมความรู้ผู้บริโภคการบริโภคหอมกระเทียมเพื่อกระตุ้นการซื้อ
    
  

ครั้งที่  130/2551

16  มกราคม 2551

 

                                ศ.ดร.ธีระ  สูตะบุตร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้มีการนำเสนอการวางแผนผลผลิตสินค้าเกษตรก่อนที่จะออกสู่ตลาด  โดยมีการคาดการณ์สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาด้านราคาจากปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น หรือจากปัจจัยผันผวนของตลาดต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งมีสินค้า 2 ชนิดที่มีการหารือร่วมกัน คือ กระเทียม และหอม ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานสถานการณ์กระเทียมในปี 2551 ว่าจะมีผลผลิตประมาณ 82,000 – 85,000 ตันจากพื้นที่ปลูกประมาณ 82,000 ไร่  ขณะที่ปริมาณผลผลิตในปี 2549 – 2550 มีอยู่ประมาณ 74,711 ตันในพื้นที่ 79,324  ซึ่งเป็นผลจาก 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ พยายามรักษาสมดุลของราคาเกษตรทำให้เกษตรกรไม่ประสบปัญหาด้านราคา จึงหันมาปลูกกระเทียมมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นเป็นเวลานานทำให้กระเทียมเจริญเติบโตได้ดี  จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 – 30 %  ซึ่งอาจมีผลต่อราคาของกระเทียมที่เกษตรกรขายได้ และอาจทำให้เกษตรกรประสบภาวะเรื่องราคาผลผลิตกระเทียมในปี 2551

                                ดังนั้น   กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องเร่งจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาล่วงหน้า ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในเบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้จังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกกระเทียมทำการสำรวจพื้นที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกรวมทั้งประมาณการผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือน มีนาคม – มิถุนายน ถึงประมาณ 80 % ของผลผลิตทั้งหมด ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด และประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย กรมศุลกากร และกรมวิชาการเกษตร ให้เข้มงวดเรื่องการตรวจการนำเข้าสินค้าทั้งในเรื่องความปลอดภัยของสินค้านำเข้า ถิ่นกำเนิดสินค้า และใบสำแดงราคาที่เป็นจริง ซึ่งจะสามารถสกัดกั้นปริมาณการนำเข้ากระเทียมได้อีกทางหนึ่ง โดยปัจจุบันแต่ละปีมีการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนประมาณ 4 – 6 หมี่นตัน/ปี

                                ศ.ดร. ธีระ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับผลผลิตหอมซึ่งปริมาณผลผลิตในปี 2551 จะไม่ต่างจากปีที่แล้วมากนัก อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นตัน  แต่เนื่องจากตลาดต่างประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลัก คือ ประเทศญี่ปุ่น ก็ประสบปัญหาผลผลิตมากเช่นเดียวกัน และมีการทำลายหอมเพื่อรักษาระดับราคาหอมในประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น จากที่ไทยเคยส่งออกหอมไปยังประเทศญี่ปุ่นประมาณ 6,000 – 8,000 ตันในแต่ละปี ก็จะต้องประสบปัญหาต่อการส่งออกหอมของไทย ซึ่งจำเป็นจะต้องวางมาตรการในการระบายผลผลิตในส่วนนี้ออกจากแหล่งผลิตให้เร็วที่สุดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม  โดยมาตรการหนึ่งที่จะช่วยระบายผลผลิต คือ การให้ความรู้ด้านสรรพคุณ และคุณประโยชน์ของกระเทียม และหอม ไปยังผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นปริมาณความต้องการของตลาด  ซึ่งได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักวิจัยการเกษตร หาข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน  อย่างไรก็ตาม จะมีการรวบรวมปัญหาและแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาหอม และกระเทียม เพื่อหารือในที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการผลิต และการตลาดหอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม และมันฝรั่งในเร็วๆ นี้ เพื่อดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด.
    
   วันที่ : 16/January/2008
www.moac.go.th
ปุ๋ยปลากับพืชทุกชนิด
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 7350 | Ans: 2
หจก. พรจันทร์มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป 
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำชีวภาพ  ตราชาวประมง เป็นปุ๋ยปลาสกัดเข้มข้น สามารถปรับปรุงดินให้มีคุณภาพจากการทำการเกษตรติดต่อมาเป็นเวลายาวนานคืนความสมบูรณ์แก่ดิน มีส่วนประกอบของกากส่าเหล้าที่มีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ตามความ ต้องการของพืช มีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลาย เหมาะสมกับพืชทุกชนิด เช่นไม้ดอกไม้ประดับไม้ผลปาล์มน้ำมันยางพารา ปุ๋ยปลายังวิจัยพบว่า ทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว แข็งแรงต้านทานโรค เช่นโรครากเน่าโคนเน่า ในทุเรียนได้อีกด้วยเป็นต้น  
ราคาอยู่ที่ลิตร ละ40 บาท มีตั้งแต่ 1 ลิตร  5 ลิตร 20 ลิตร มีทั้งราคาส่งและปลีก แต่ถ้าราคาส่งจะอยู่ประมาณ30 กว่าบาท อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อมานะครับ ขอบคุณครับ
สนใจติดต่อ คุณปอ คุณอัญชรี 077-541347’544473 อ.หลังสวน จ.ชุมพร 
หรือ คุณวิรัตน์ หมวดแทน 089-6455239 
คุณสามารถ 083-1062524
กรีนไลฟ์ จำหน่ายปุ๋ย อินทรีย์ เคมีผสมอินทรีย์ ชีวภาพ
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 9006 | Ans: 1

บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรากรีนไลฟ์
   * กรีนไลฟ์เม็ด เคมีผสมอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยสูตร
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค ปุ๋ยอินทรีย์เต็มประสิทธิภาพ
   * สารเสริมประสิทธิภาพในพืช เร่งดอก เร่งออกรวง เร่งน้ำยาง เร่งหัวใญ่

ต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย
 ติดต่อ เปรมยุดา 086-892-3393
ไม่ใช่เพียงแค่ เคมีเกษตร เชิญเยี่ยม www.cropmaster.net
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 574 | Ans: 3
เชิญเยี่ยม www.cropmaster.net 
เคมีเกษตรคุณภาพ ราคาประหยัด ราคาปลีก/ส่ง

รวมถึงชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืชและแมลงปลอดสารพิษเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ เชิญเข้าชมเวปไซด์ของ บริษัทคร็อพมาสเตอร์ จำกัด
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 646 | Ans: 6
ข่าวดีสำหรับผู้สนใจ   

หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 
ขอเสนอทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา เกษตรชาวบ้าน เกรด A พิเศษ
คุณสมบัติ
• เป็นปุ๋ยรองพื้น
• ปรับสภาพดินที่ใช้ปุ๋ยเคมีมานานหลายปี
• เพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช
• สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้

สินค้าของเรามีจำหน่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศ
โอกาสดี !! เพียงท่านโทรติดต่อหาเรา คุณคือ
คนสำคัญของเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา
สนใจสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในร้านหรือเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อได้ที่
หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย
433/151 ม. 2 ต. ศิลา อ.เมือง จ. ขอนแก่น 40000
คุณปุ๊กกี้ 085-0005379, 043343731
(http://www.geocities.com/thaifertilize/) 
(E-mail:Thaifertilize@yahoo.com// 
ขออภัยที่รบกวนเวลาของท่าน
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-9797345 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 5596 | Ans: 6
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อยากได้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงนกคทา 
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2106 | Ans: 1
อยากได้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงนกคทา และไข่นกคทา
ประวัติศาสตร์ของเกษตรกรรม
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 329 | Ans: 0
จุดเริ่มต้นในสมัยโบราณ

การทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ในดินแดนแถบ Fertile Crescent โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นประเทศซีเรียและตอนใต้ของอิรักในปัจจุบัน เมื่อช่วงประมาณ 9,500 ปีก่อนคริสตกาล คนในสมัยนั้นเริ่มมีการคัดเลือกพืชอาหารที่มีลักษณะตามความต้องการเพื่อนำไปเพาะปลูก

ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ระบบเกษตรกรรมขนาดเล็กได้แพร่เข้าไปสู่อียิปต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งปรากฏหลักฐานในการขุดค้นแหล่งโบราณคดี Mehrgarh ในภูมิภาค Balochistan จนถึงเมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล ในอียิปต์เริ่มมีการทำเกษตรกรรมขนาดกลางบนริมฝั่งแม่น้ำไนล์ และในช่วงเวลานี้ในภูมิภาคตะวันออกไกลก็มีการพัฒนาทางเกษตรกรรมในรูปแบบเฉพาะตน โดยจะเน้นเพาะปลูกข้าวเจ้าเป็นพืชผลหลักมากกว่าข้าวสาลี

From: http://th.wikipedia.org
การใส่ปุ๋ยยางพารา
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 8628 | Ans: 1
แนะนำให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2ครั้ง

ครั้งที่1 ต้นฤดูฝน ประมาณเดือน เมษายน สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี
ครั้งที่2 ปลายฤดูฝน ประมาณเดือน ตุลาคม สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี อัตราการใช้: ต้นละ ประมาณ 500-600กรัม 1ไร่ ใช้ปุ๋ยประมาณ 1กระสอบ (กรณียางราคาไม่ค่อยดี แนะนำให้ใช้ปุ๋ยรุ่งอรุณ15-7-18/รุ่งอรุณ20-8-20)
แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ เปิดตัวข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2723 | Ans: 1
บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ผู้นำด้านวิจัยพัฒนา และผลิตข้าวโพดหวานของไทย ได้เปิดตัวข้าวโพดหวาน 3 พันธุ์ใหม่ หลังจากปล่อยให้ “ไฮ-บริกซ์ 3” ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน นำร่องติดอันดับขายดีครองตลาดข้าวโพดฝักสด และอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง โดยคาดการณ์ตลาดอุตสาหกรรมในอนาคตยอดความต้องการของตลาดฝักสดอาจเพิ่มถึง 5 แสนตันต่อปี และยอดขายอาจสูงถึง 8 แสนตันต่อปี 

(8ก.ย.)นายพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวถึงข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ว่า การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานไม่ได้มุ่งตอบสนอง เฉพาะข้าวโพดหวานเพื่ออุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว ยังมุ่งตลาดฝักสดที่ชอบลักษณะเด่นของฝักสวย เป็นจุดขายของตลาดผู้บริโภคที่สำคัญด้วย 

โดยบริษัทที่ทำการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดหวานจะต้องมีพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในทุกปี ให้มีฝักใหญ่ เมล็ดติดปลายสุด สีสวยขึ้น และรสชาดอร่อยยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมในเขตร้อนให้มีคุณภาพไม่น้อยหน้าพันธุ์ข้าวโพดหวานจากยุโรป 

ในอดีตที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของข้าวโพดหวานในเขตร้อนนั้น ผู้บริโภคมองว่า เมล็ดไม่หวานนุ่ม ในการพัฒนาพันธุ์สามารถทำให้มีคุณภาพทัดเทียมต่างประเทศได้ ทั้งรสหวาน และความนุ่มของเมล็ด 

ซึ่งปัจจุบันปริมาณการใช้ข้าวโพดหวานในประเทศรวมแล้วประมาณ 450 ตัน โดยคาดการณ์ว่าอีก 3-5 ปี จะเพิ่มปริมาณเป็น 550-600 ตันต่อปี 

ดังนั้น การเปิดตัว ข้าวโพดหวานพันธุ์ “ไฮ-บริกซ์ 9” ข้าวโพดหวานสองสี “แฟนซี สวีท” และข้าวโพดข้าวเหนียว “ซุปเปอร์แชมป์” คือข้าวโพดพันธุ์น้องใหม่ของไทย แต่อนาคตไกล หลังจากผ่านการทดสอบในห้องวิจัยมานานกว่า 3 ปีก่อนจะปล่อยออกสู่ตลาด มุ่งเน้นคุณภาพข้าวโพดฝักสดไม่ด้อยกว่าพันธุ์จากยุโรป 

โดยข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ ไฮ-บริกซ์ 9 มีคุณภาพฝักสด และความหวานสูง จากการร่วมทดสอบพันธุ์กับทางโรงงาน อุตสาหกรรม พบว่าเหมาะกับการบรรจุกระป๋อง และแช่แข็ง มีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือสีของเมล็ด หลังจากผ่านกระบวนการบรรจุกระป๋อง หรือแช่แข็งแล้วจะมีสีเหลืองสวยสดใสถูกใจตลาด พร้อมกันนั้นข้าวโพดหวานสองสี ถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของตลาดข้าวโพดหวานเช่นกัน โดยใช้ชื่อ “แฟนซี สวีท” 

ซึ่ง ข้าวโพดหวานสองสี จุดเด่นอยู่ที่เมล็ดมีสีเหลืองสลับขาวภายในฝักเดียวกัน ขนาดฝักใหญ่ เมล็ดติดเต็มถึงปลาย มีคุณภาพฝักสดสูง รสชาติหวานไม่แพ้ไฮ-บริกซ์ 9 และยังให้ผลผลิตสูงอีกด้วย ซึ่งในสถานีวิจัยให้ผลผลิตสูงถึง 4 ตันต่อไร่ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกร และผู้บริโภค 

ส่วนข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสม ในชื่อ “ซุปเปอร์แชมป์” มีจุดเด่นด้านคุณภาพที่เหนียวนุ่ม มีรสหวาน ให้ผลผลิตสูง สามารถให้ผลผลิตทั้งเปลือกสูงกว่า 2 ตันต่อไร่ ขนาดฝักใหญ่ และเมล็ดสีขาวติดเต็มถึงปลาย โดยสามารถเก็บเกี่ยวที่อายุ 16-18 วันหลังออกไหมในขณะที่กาบฝักยังเขียวอยู่ ซึ่งพันธุ์ ”ซุปเปอร์แชมป์” จะเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่โดดเด่นในตลาดข้าวโพดหวานในอนาคตอันใกล้” 

ด้านนายยงค์ยุทธ ปานสูง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “แนวโน้มในอนาคต ตลาดข้าวโพดหวานของไทยจะเป็นคู่แข่งตัวจริงของยุโรป ซึ่งผู้ผลิตจากต่างประเทศอาจย้ายฐานการผลิตมาไทย เนื่องจากเป็นแหล่งวัตถุดิบ สภาพพื้นที่เหมาะแก่การปลูก สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีต้นทุนการผลิตต่ำ 

โดยเฉพาะด้านวิจัยเมล็ดพันธุ์ของไทยได้ถูกปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนใกล้เคียงกับพันธุ์ของประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันประเทศในแถบยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ฮังการี มองไทยเป็นคู่แข่งคนสำคัญในตลาดข้าวโพดหวานที่ไม่อาจมองข้าม”
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
https://www.facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน
© FarmKaset.ORG