FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน  หวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “วันไร่นาข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ณ   อ.พุทธมณฑล  จ.นครปฐม  ว่า  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ดำเนินการจัดที่ดิน  พัฒนาปัจจัยพื้นฐาน  รวมทั้งจัดสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตที่ดินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานให้แก่เกษตรกร   โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทานให้มีอาชีพเกษตรกรรม  และมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครอบครัวละ 50,000  บาทต่อเดือน   สำหรับจังหวัดนครปฐมนั้น  มีเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินจำนวน  115  ราย  เนื้อที่ 940  ไร่  ในเขตพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์  อำเภอพุทธมณฑล                   จังหวัดนครปฐม  ทั้งนี้  เพื่อให้การดำเนินงานปฏิรูปที่ดินและพัฒนาเกษตรกรในผืนดินพระราชทาน                           มีประสิทธิภาพ  และใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในผืนดินพระราชทาน  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จึงจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพ               ข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทานขึ้น  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวบนผืนดินพระราชทาน   รวมทั้งแสดงคุณค่าของสายพันธุ์ข้าว  กระตุ้นให้เกิดเอกลักษณ์การผลิตข้าวของแต่ละท้องถิ่น   ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   กล่าวต่อไปว่า  สำหรับแนวทางการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมี  4  แนวทาง  คือ 1) การเข้าถึงองค์ความรู้  โดยการใช้พันธุ์ข้าวคัดผ่านกระบวนการศูนย์เรียนรู้  การขับเคลื่อนบริการ  และ   การอบรม  2)  การเข้าถึงทรัพยากร  โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้และยอมรับ  โดยการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรี  และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว    3)  การเข้าถึงแหล่งทุน  โดยการสนับสนุนเงินกองทุน           การปฏิรูปที่ดิน   และ 4)  การเข้าถึงตลาด  โดยสนับสนุนการรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน  และการร่วมมือกับภาคเอกชนด้านการรวบรวมผลผลิต  และการจำหน่าย  ตลอดจนการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่น  

                                “ การดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว  จะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรภายใต้โครงการ                 เพิ่มศักยภาพข้าวบนผืนดินพระราชทาน  ได้เข้าถึงองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลิตข้าวหอม  นครชัยศรี  และเรียนรู้การพัฒนาการผลิต  เพื่อยกระดับการผลิตข้าวของชาวนาไทยให้สามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ  นอกจากนี้การจัดงาน “วันไร่นา          ข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ยังทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ร่วมกัน   และสามารถนำความรู้ด้านวิทยาการใหม่ ๆ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของตนเองได้ต่อไป”   นายสมพัฒน์  กล่าว 

From: moac.go.th
อ่าน:446 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยเคมีสูตรในราคาส่ง
125.24.78.196: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยเคมีสูตรในราคาส่ง

ต้องการขายปุ๋ยเคมีสูตรจำนวนมากในราคาส่งจากโรงงาน มีบริการจัดส่งให้
ติดต่อขอรายละเอียดและใบเสนอราคาได้ที่

คุณต้น 085-0394566
อ่าน:373 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า จากญี่ปุ่น รุ่นใหม่ GL25
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า จากญี่ปุ่น รุ่นใหม่ GL25 ภาพสวย สนใจติดต่อ 089-7712088.
อ่าน:1698 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่าย ปุ๋ย น้ำ ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ คุณภาพดี พิสูจน์ได้
58.147.48.203: 2553/02/20 10:47:38
จากการเปิดตัวเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในภาคใต้ ทางบริษัทมาขานรับนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงมากในปัจจุบัน
ทางบริษัทจะพัฒนาสูตรปุ๋ยซึ่งผ่านการพิสูจน์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จากสวนยาง นาข้าว และสวนผลไม้ต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร ว่าได้ผลจริงและเพิ่มผลผลิตเป็นที่พอใจของเกษตรกร และคืนกำไรแก่สมาชิกในรูปของเงินปันผลที่ได้รับ แบบไม่มีจำกัด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีของท่านที่จะลองศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นช่องทางทำรายได้ " ปุ๋ยดีรายได้เยี่ยม "

ยางพารา

รองก้นหลุม
ยางเล็ก 1- 5 ปี 1 ช้อนแกง -0.3กก./ ต้น ช่วยให้โตเร็ว ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง
ยางใหญ่ 0.5 – 1 กก./ต้น หรือ 1- 2 กก./ต้น ใบเขียว เปลือกนิ่ม รักษาโรคหน้ายางตายนึ่งได้ดี สามารถมีน้ำยางกลับมากรีดได้อีก

ปาล์มน้ำมัน
ปาล์มอายุ 1-2 ปี รองก้นหลุม 1 ช้อนแกง / ต้น

นาข้าว

ช่วงอายุ 3 -30 วัน 25- 50 กก. / ไร่ ช่วยให้ข้าวแตกกอดี และลำต้นแข็งแรง

ช่วงระยะตั้งท้อง 25- 50 กก. / ไร่ รวงใหญ่ ไม่มีเมล็ดลีบ น้ำหนักดี ทนต่อ โรคและ แมลงเมล็ดข้าวมีความหอมตามธรรมชาติ

พืชไร่ เช่นอ้อย ยาสูบ แตงโม ข้าวโพด สัปปะรด ฯลฯ 
รองก้อนหลุม 1 ช้อนแกง/ต้น
ใช้บำรุงต้น 1-2 ช้อนแกง / ต้น
หรือ 30-50 ก./ไร่
ช่วยให้โตเร็ว ผลผลิตต่อไร่สูง เพิ่มน้ำหนัก แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง 


เขียนโดย chalong ที่ 7:04 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น  
จุดเด่นที่ต้องบอกต่อ
 
ปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ hotline 089-7344828


เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มีคุณค่าทั้งทางบำรุงพืช บำรุงดินมีคุณค่าทางธาตุอาหารพืชสูง มีส่วนประกอบ
เช่น ชานอ้อย แกลบดำ ฮิวมัส ฟอสฟอรัส น้ำโมลาส สารฮามิ โคโรไมท์ ส่าเหล้า และใช้หินผุจากถ้ำค้างคาว กัวโนฟอสเฟตฯลฯ
และใช้ปู๋ยอินทรีย์น้ำ แทนน้ำเปล่าในการคลุกเคล้าผสม


ในปุ๋ยได้รับการจดทะเบียนสินทรัพย์ทางปัญญาเลขที่ ค.249572 ในการใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิดผสมอยู่ในปุ๋ย คือ

1. ไรโซเบี่ยม ทำหน้าที่ ตรึงอากาศและไนโตรเจนให้เป็นปุ๋ยไนเตรท
2.ไมโครไรซ่า ทำหน้าที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของต้นไม้ในการดูดธาตุฟอสเฟต
3.ไตรโคเดอร์ม่าร์ ทำหน้าที่ ช่วยป้องกันโรคพืชอันเนื่องจากเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า

สำหรับส่วนประกอบที่สำคัญใน “ ปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ ” มี 4 ส่วน คือ

ส่วนประกอบที่ 1 ( จากแหล่งอินทรีย์สาร ใต้มหาสมุทร)
ธาตุอาหารหลัก : ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)
ธาตุอาหารรอง : แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) โบรอน (B)
ธาตุอาหารเสริม : ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn)
โมลิบดินั่ม (Mo) สังกะสี (Zn)
องค์ประกอบ : ฮิวมัส (Humic) อินทรีย์วัตถุ (Om)
ส่วนประกอบที่ 2 ( จากแหล่งอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง)
Growth Hormone + Enzyme โกร๊ธฮอร์โมน + เอ็นไซม์

ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารได้เร็วกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึม

ช่วยเพิ่มการสะสมอาหารของพืชพร้อมออกดอกเร็ว

ส่วนประกอบที่ 3 ( สารสกัดจากแหล่งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สูง)
สารอาหารโมเลกุลเล็ก ที่สกัดได้จากจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ดีที่สุด
วิตามิน B1, B2, B3, B6, B12, B-Complex
โปรตีนและกรดอะมิโน 18 ชนิด

ส่วนประกอบที่ 4 ( สารไล่แมลง ที่สกัดจากพืชออกฤทธิ์ต้านแมลงกินพืช 
สะเดา ตะไคร้หอมว่านหนอนตายหยาก 
เขียนโดย chalong ที่ 7:03 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น  
ปุ๋ยเยี่ยม รายได้งาม
 
จุดเด่นของปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ :

1.ด้านคุณภาพ มีกรดฮิวมิค เป็นตัวที่ผสมอยู่ในปุ๋ย เพื่อจะทำให้ปุ๋ยคงสภาพใช้ได้นานเพื่อช่วยในการย่อยสลายอย่างช้าๆ เพื่อให้ พืชได้ดูดซึมได้อย่างคุ้มค่ามีสารอลูมินั่ม ทำหน้าที่ดึงปุ๋ยให้ยึดติดกับดิน
มีซีโอไลท์ ทำหน้าที่จับตรึงปุ๋ย หากพืชต้องการใช้รากพืชจะดูดไปใช้เอง มีซิลิกา เป็นสารปรับสภาพดิน ที่ทำให้ดินร่วนซุย ชุ่มชื้น และจะไม่ทำให้หน้าดินแข็งกระด้าง มีจุลินทรีย์ กว่า 500 ชนิด ที่ผสมอยู่ในปุ๋ยซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต เพื่อจะไปสร้างจุลินทรีย์ในดินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เพื่อที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ ทำให้ดินมีอากาศและเป็นอาหารของสัตว์ได้ด้วย เช่น ไส้เดือน ฯลฯ
มีเชื้อจุลินทรีย์ ในน้ำชีวภาพ 3 ชนิด ที่ทำหน้าที่ตรึงอากาศและเปลี่ยนไนโตรเจนให้เป็นปุ๋ยไนเตรท ทำหน้าที่ปลดปล่อย ธาตุฟอสเฟส ที่เกิดจากการจับตรึงของฟิลเลอร์ ซึ่งมีสภาพเป็นกรด รวมถึงช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจาก เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
** ปุ๋ยที่ดี ต้องละลายน้ำได้ดี เพื่อพืชจะดูดซึมได้ง่าย และจะละลายช้าอย่างต่อเนื่อง
และจะไม่มีตะกอนตกค้าง **

ประโยชน์ของปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์

ให้ธาตุอาหารพืชครบ (ธาตุอาหารหลัก,ธาตุอาหารรอง,ธาตุอาหารเสริม)
ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย และการระบายน้ำอากาศในดิน
ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช
ช่วยในการขยายรากเร็ว ลำต้นแข็งแรง ไม่โค่นล้มง่าย
เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั้วเหนียว บำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก,ออกผลเร็วและมาก) ช่วยป้องกันโรครากเน่า,โคนเน่า,โรคเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย
ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ผลผลิตมีคุณภาพ

ปริมาณบรรจุ : 25 กก. ต่อ 1 กระสอบราคาสมาชิก : 350 บาทราคาขายปลีก : 450 บาท


2.ด้านผลตอบแทน ซื้อปุ๋ยก็มีกำไร แนะนำเพื่อนก็ได้เงินใช้

จากด้านคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเกษตรกร ทั้งสวนยาง ปาล์ม สวนผลไม้ พืชผัก เรายังได้รายได้ที่ไม่จำกัดจากการสั่งซื้อ และสมาชิกในกลุ่มสั่งซื้อ
การสั่งทุกๆ 1 ตัน มีส่วนลดค่าขนส่ง 500 บาท
ผลตอบแทนเมื่อแบบขายส่ง เมื่อสั่งครั้งแรกครบ 40 กระสอบแล้ว ท่านมีสิทธ์รับเงินปันผลรายวัน ทุกๆ 1 ตันของสมาชิกภายใต้องค์กรของท่าน
ท่านยังได้รายได้จากการสั่งซื้อของท่านต่อครั้งดังนี้คือ
อ่าน:581 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร บรรยายความรู้เรื่องพืช ณ ศาลากลางบ้าน คำปลาฝา อ.เมือง กาฬสิน
113.53.164.195: 2553/02/20 10:47:38
คุณกิ่งมอบของที่ระลึกให้กับผู้ใหญ่บ้าน
อ่าน:2099 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ย-ยาฆ่าหญ้าปลอมระบาดอุดรธานี สั่งอายัดแล้ว75ร้าน-ลุยปิดโรงงานไปแล้ว7แห่ง 
125.24.49.201: 2553/02/20 10:47:38
นายสาโรจน์ เราวิลัย ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันปุ๋ยเคมีมีราคาแพงและขาดตลาด ปรากฏว่าในขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต ทำปุ๋ยเคมี และยาฆ่าหญ้าปลอม ออกจำหน่ายในหลายท้องที่ของจังหวัดอุดรธานี เช่น ที่อำเภอเพ็ญ บ้านดุง บ้านผือ กุมภวาปี วังสามหมอ เป็นต้น ส่วนมากจะเป็นปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 จำหน่ายในชื่อของยี่ห้อต่างๆ เช่น ต้นแก้ว ไก่ทองคำ สำเภาทอง

ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีกล่าวว่า ปุ๋ยเหล่านี้เมื่อนำไปตรวจวิเคราะห์แล้วจะพบเปอร์เซ็นต์ธาตุอาหารน้อยกว่าที่ระบุไว้ข้างกระสอบปุ๋ย นอกจากนี้ยังพบการจำหน่ายยาฆ่าหญ้าปลอม โดยใช้ชื่อว่า "ไกลโฟเซท" อีกด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรได้ออกเก็บตัวอย่างปุ๋ยจากร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีทั้งจังหวัดจำนวน 270 ร้าน ดำเนินการไปแล้ว 150 ร้าน และได้ส่งอายัดปุ๋ยเคมีปลอมไปแล้วมากกว่า 75 ร้าน ปุ๋ยเหล่านี้ส่วนมากผลิตจากภาคกลาง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้สั่งปิดโรงงานปุ๋ยปลอมไปแล้วถึง 7 โรง

นายสาโรจน์กล่าวว่า ดังนั้นจึงขอฝากเตือนไปยังเกษตรกรว่า อย่าได้ซื้อปุ๋ยเคมีจากพ่อค้าเร่ที่จำหน่ายในราคาถูกหรือมีของแถมต่างๆ เป็นเครื่องจูงใจให้ซื้อ แต่ถ้าหากเกษตรกรประสงค์จะซื้อก็ควรซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้ กระสอบปุ๋ยต้องระบุสูตรปุ๋ย แหล่งผลิต และเลขทะเบียนอนุญาตข้างกระสอบที่ชัดเจน หากมีข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพหรือสงสัยว่าจะเป็นปุ๋ยปลอม ขอให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการด้านพืชและปัจจัยการผลิตอุดรธานี หมายเลขโทรศัพท์ 08-6450-1503 หรือเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกแห่ง

นอกจากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานียังขอแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยกันสอดส่องดูแลและดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายปุ๋ยปลอมให้หนัก เพราะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้เดือดร้อนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยให้ใช้กฎหมายทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค, พ.ร.บ.วัตถุมีพิษและปุ๋ยเคมี รวมทั้งคดีอาญาทุกกรณีโดยไม่ละเว้น

จาก: ข่าวสด
อ่าน:1424 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ยุทธวิธี เพิ่มผลผลิต โดยจ่ายเงินน้อย ปลอดภัยและไม่ผิดหวัง
124.157.216.222: 2553/02/20 10:47:38
รับปรึกษา ปัญหา พืช และสัตว์ / / 
ด้วยออมเงิน  ออมทอง ร่วมกับ ซีโฟร์ พืชและสัตว์นะ
 ราคา ไม่ถึง 1000 บาท ใช้ได้หลายไร่

ปัญหาพืช 
หน้ายางตาย ดอกร่วงมาก  ราในท้องนา เพลี้ยลง  ผลผลิตน้อย  ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ  แมลงรบกวน  รากสั้น
ปัญหาสัตว์   ใช้เพียง 300 บาท 
 เป็นโรค  น้ำหนักน้อย  ท้องร่วง  สีไม่สวย  อาหารเปลือง  เบื่ออาหาร  มีแต่ไขมัน  ออกลูกน้อย  โตช้า  ถ่ายออกมากลิ่นเหม็น

เราช่วยท่านได้ ปรึกษาติดต่อ 086 9553 778
อ่าน:343 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำเปิดกระดานครับ
125.24.25.158: 2553/02/20 10:47:38
กระดานซื้อขายเครื่องมือการเกษตรมือสอง ได้เปิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำแนะนำจาก คุณ udom

ด้านล้างนี้เป็นข้อความที่ คุณ udom sawaddee ได้ส่งมาทาง info@farmkaset.com
ฟาร์มเกษตร ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับคำแนะนำครับ และเรากำลังพยายาม ทำตามคำแนะนำของคุณ udom อยู่ครับผม

---------------------------------------------------------------------------------
ถ้า มีโอกาศและจังหวะ อยากให้ทางคุณ
เป็นสื่อกลาง ให้คนอยากขายและอยากซื้อ เครื่องมือการเกษตรมือสอง
ที่ชาวสวน ชาวไร่ จำเป็นต้องใช้
       
นับถือ
---------------------------------------------------------------------------------
อ่าน:1950 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม ใช้ในฤดูแล้ง ด้าน"สมศักดิ์" สั่งตั้งฐานฝนหลวงที่ จ.ตากเพิ่มเริ่มปฏิบัติการ 1 เมษา พร้อมเตรียมอัดงบปี'52 เพิ่มเครื่องบินและประสิทธิภาพการทำฝนหลวง  
    
  วันที่ 27 มีนาคม 2551 นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ตาก และจ.อุตรดิตถ์ ว่า  จากปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งภาคการเกษตร  การอุปโภค-บริโภค และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มขื้น  ทางกรมชลประทานได้ปรับแผนดำเนินการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการส่งน้ำให้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม  8,700 ล้าน ลบ.ม เป็น  9,000 ล้าน ลบ.ม  แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพล 5,300 ล้าน ลบ.ม และเขื่อนสิริกิติ์ 3,700 ลบ.ม  ซึ่งยังเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้และจะต้องระบายอีก 2.100 ล้าน ลบ.ม ภายในสิ้นเดือนเมษายนซึ่งเป็นปลายฤดูแล้ง   และ คาดว่าเมื่อสิ้นเดือน พ.ค. 51 จะมีปริมาตรน้ำต้นทุนเหลืออยู่ในอ่างทั้งสองรวมกัน 3,900  ล้าน ลบ.ม. โดยภาพรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่วางใจได้  สามารถรับมือได้

                สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประเทศ ขณะนี้เกินกว่าเป้าหมายจำนวน 11.9 ล้านไร่ ไปถึง 13.31 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 111% แล้ว   แยกเป็น แยกเป็น นาปรัง 8.68 ล้านไร่  (115%) พืชไร่-พืชผัก 0.74 ล้านไร่

(82%) และไม้ผลไม้ยืนต้นบ่อกุ้งบ่อปลา  3.88 ล้านไร่(112%) ซึ่งอาจจะประสบปัญหาในการจัดสรรน้ำได้อย่างเพียงพอและทั่วถึงไม่เต็ม 100% เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรราคาสูงขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  เกษตรกรที่ทำนาปรังไปแล้วทางกรมชลประทานก็จะดูแลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนที่ยังไม่ลงมือปลูกก็จะขอความร่วมมือให้ระงับการทำนาปรังครั้งที่ 2 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จะส่งให้พื้นทีเพาะปลูกมีจำนวนจำกัด และมอบกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนพืชใช้น้ำน้อยเพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง 

                             นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบหมายให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร  เพิ่มศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.ตาก อีก 1 ศูนย์ เนื่องจากมีปัญหาภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง และมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้  รวมถึงจะพิจารณาความจำเป็นและความต้องการเครื่องบินและอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงให้เพียงพอและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเรื่องเครื่องบินฝนหลวงที่ขณะนี้ใช้การได้เพียง 22 เครืองซึ่งเป็นเครื่องเก่า ก็จะมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดูแลเรื่องงบประมาณในปี 2552 ในการดำเนินการโดยเร่งด่วน ส่วนในระยะสั้นที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและปัญหาหมอกควันจะจัดสรรงบประมาณดำเนินจากงบปกติหรืองบกลาง เพื่อดูแลในส่วนนี้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน
 
    
  วันที่ : 27/March/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:316 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หนุนใช้เทคโนโลยีผลิตอ้อย มันสำปะหลัง 15-30 ตันต่อไร่
125.24.15.14: 2553/02/20 10:47:38
 กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รองรับความต้องการของโรงงานผลิตเอธานอลและไบโอดีเซล นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขยายผลผลิตพืชพลังงานทดแทน โดยเน้นการรักษาระดับพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง สำหรับปาล์มน้ำมันมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกในเขตเหมาะสมปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันผลผลิตพืชทั้ง 3 ชนิดมีเพียงพอกับความต้องการใช้บริโภค การขยายการผลิตจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการเพื่อผลิตพลังงาน ดังนั้น แนวทางในการขยายการผลิตจึงเน้นการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 
                
                โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตลอดจนให้ความรู้และแนะนำการทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีเป้าหมายผลผลิตต่อไร่ อย่างน้อยร้อยละ 10 ในกลุ่มพืชพลังงาน นายธีระชัย กล่าวว่า ความต้องการพืชพลังงานเพื่อการผลิตพลังงานตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คาดว่าในปี 2552 ความต้องการเอธานอล มีประมาณ 1.58 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความต้องการ ใช้มันสำปะหลังจำนวน 8.5 แสนตันต่อปี กากน้ำตาลจำนวน 1.73 ล้านตันต่อปี ในส่วนไบโอดีเซล คาดว่ามีมีความต้องการประมาณ 1.35 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความปาล์มน้ำมันดิบจำนวน 3.5 แสนตันต่อปี ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเสรีการตั้งโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล และให้การสนับสนุนการลงทุนด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 45 ราย กำลังการผลิต รวม 12 ล้านลิตร/วัน ส่วนไบโอดีเซลมีโรงงานที่ผลิตแล้ว 9 โรงงานและได้รับการส่งเสริมการลงทุนอีก 19 โรงงาน รวมทั้งหมด 28 โรงงานกำลังผลิต 6.68 ล้านลิตรต่อวัน 

                “ปัจจุบันพันธุ์อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน ที่เกษตรกรปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ยังไม่เหมาะสม ตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ การดูแลรักษา ให้ปุ๋ย น้ำ ทำให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ สำหรับเกษตรกรที่มีการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีเตรียมการปลูกที่ดี ให้น้ำ ปุ๋ย อย่างเหมาะสม จะได้รับผลผลิต่อไร่สูงขึ้นมาก ดังนั้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงที่พืชต้องการน้ำ จะเป็นปัจจัยที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร” นายธีระชัย กล่าว

ต้นฉบับข่าวจาก: http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=26934&lyo=1

----------------------------------------------------------------------------------

แนะนำผลิตภัณฑ์ฟาร์มเกษตร ที่สอดคล้องกับกระทรวงเกษตร

เชิญผู้สนใจ ชมแปลงสาธิตอ้อยน้ำตาลมิตรผล, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน ที่มีผลผลิตสูงสุด

ฟาร์มเกษตร เชิญชวนผู้ผลิตอ้อย และมันสำปะหลัง เข้าชมแปลงสาธิต

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตมันสำปะหลัง
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิตมันสำปะหลัง ที่มีผลผลิตสูงถึง 15-30 ตันต่อไร่ สามารถเลือกชมแปลงสาธิตได้สองแห่ง คือที่ สี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และที่เอี่ยมบูรพา จังหวัดสระแก้ว ในขณะเยี่ยมชม จะมีการให้ข้อมูลความรู้ อย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน ไปจนได้รับผลผลิต 15-30 ตันต่อไร่ ว่ามีวิธีการปลูก การดูแลอย่างไร

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตอ้อย
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิต ที่บริษัทไอออนิค ประเทศไทย ร่วมมือกับ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ทำแปลงสาธิตอ้อย ณ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ไปดูอ้อยความสูง 4 เมตร ให้ความรู้วิธีการปลูกอย่างละเอียด การดูแล ให้ได้ผลิตผลสูงสุด
มี VDO ที่ทางเราได้ไปถ่ายทำไว้ที่ มิตรผล เชิญชมก่อนไปดูแปลงสาธิตจริงได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00081

ผลิตภัณฑ์ของเรา ปุ๋ย ตรานกอินทรีย์คู่ ใช้ในการทำแปลงสาธิต รัฐบาลร่วมลงทุน โดย สสว. และได้รับการส่งเสริมจาก BOI ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00083

VDO แนะนำผลิตภัณฑ์ แนะนำโดยผู้บริหารไอออนิค เคยออกอากาศ ทาง ช่อง 5 รายการ SME ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ชมได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00080

VDO การสาธิตการใช้ ในสวนยาง และสวนปาล์ม โดยคุณมานพ ผู้จัดการภาคใต้ ชมได้ที่ 
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00082

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หรือติดต่อขอดูแปลงสาธิตได้ที่ 
คุณ ปิยะมาศ 
โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com 
อ่าน:5728 | ความคิดเห็น:11 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
125.24.93.83: 2553/02/20 10:47:38
ผมเป็นเกษตรกรรายใหญ่ อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
อ่าน:3787 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยยูเรีย
125.26.214.129: 2553/02/20 10:47:38
มียูเรีย จำหน่าย ราคา 24500 บาท/ตัน 
เงื่อนไขเงินสด 
ถอยรถเข้ามาในโรงงานเลยแล้วก็ชำระเงินด้วยเงินสดหรือเงินโอนผ่านธนาคาร พอทางเราเช็คว่าเงินเข้าระบบเรียบร้อยก็ขนของขึ้นรถ สบายใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
สนใจติต่อ 086-6403532  loginmoto@hotmail.com
อ่าน:758 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
เหมาะสำหรับ พืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชทุกชนิด
ปุ๋ยเคมีตราภูเขาทอง ผสมกรดซิลิคอน
กรดซิลิคอนสามารถละลายน้ำได้ พืชสามารถดูดขึ้นไปพร้อมกับการดูดน้ำ ต่อมาน้ำระเหยออกทางผิวพืชแต่ซิลิคอนไม่ระเหย จึงสะสมที่ผิวพืช เมื่อมากเข้าก็กลายเป็นผลึกควอร์ทซ์ โอปอล หรือเปลี่ยนเป็นซิลิเกต ซึ่งทำให้ผิวพืชแข็งแกร่ง ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น
กรดซิลิคอน เป็นกรดซึ่งเกิดตามธรรมชาติสามารถพบได้จาก ดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ป่าตามธรรมชาติ กรดตัวนี้เมื่อพืชนำมาใช้แล้วจะหมดไปตามธรรมชาติ ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเพื่อตอบสนองความต้องการของพืชได้ทัน จึงต้องใส่กรดซิลิคอนผสมลงในปุ๋ย เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชได้เพียงพอต่อความต้องการ เราจึงนำกรดซิลิคอนผสมกับปุ๋ยเคมีตราภูเขาทองทุกสูตร
คุณประโยชน์ที่ได้รับจาก กรดซิลิคอน
ช่วยป้องกันโรคพืช แมลงศัตรูพืช ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น รักษาหน้าดินให้อุดมสมบูรณ์เหมือนป่าที่อุดมสมบูรณ์และที่สำคัญช่วยเพิ่มผลผลิต และรสชาติที่ดีขึ้นอีกด้วย
ปุ๋ยเคมี ตราภูเขาทองผสมกรดซิลิคอน สูตรต่างๆที่มีจำหน่าย
สูตร 15-15-15 สูตร 25-7-7 สูตร 12-8-36 สูตร 16-8-8 สูตร 36-0-0 สูตร 20-8-20
สูตร 13-13-21 สูตร16-20-0 สูตร18-12-6 สูตร 16-16-8 สูตร 15-7-18 สูตร 8-24-24

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ บริษัท ทวีผลเกษตรธรรมชาติ จำกัด
โทร. 081-9354335, 081-6228499 คุณทวีเกียรติ (ผู้จัดการฝ่ายขาย)
โทร. (034) 824563-4
E-MAIL : tvpagri@hotmail.com
อ่าน:530 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
มีความยินดีจะนำเสนอ ราคาขายปุ๋ยเคมี และ อินทรีย์เคมี
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
สวัสดีครับ
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัด จ.กำแพงเพชร
ดังนี้ครับ
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เสริมสูตร สำหรับ ข้าว,ผลไม้,มัน,ยาง,สัปปะรด,ข้าวโพด,ส้ม ราคาลูกละ 620บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 36-0-0 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 17-9-9 กระสอบละ 850 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 กระสอบละ 800 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 กระสอบละ 950 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-27 กระสอบละ 1070 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 กระสอบละ 1120 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 กระสอบละ 1270 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 35-5-0 กระสอบละ 750 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 กระสอบละ 960 บาท
โดยมีค่าส่งเสริมการขาย กระสอบละ 30 บาท
เราจำหน่ายทั้งเงินเครดิตระยะยาว และเงินสด
โทรขอเอกสารแนะนำสินค้าได้ที่ฝ่ายการตลาด คุณเพชร 084-8193867


หมายเหตุ ราคาหน้าโรงานไม่ผ่านนายหน้า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและนำเข้าแม่ปุ๋ยเองมีใบจดทะเบียนรับรองครบถ้วนครับ
สำหรับปุ๋ยอินทรีย์เคมี ตรามันทอง กระสอบละ 620 บาท สามารถให้ผลผลิตได้สูง
email;tanason103@hotmail.com
อ่าน:4924 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก-ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรือง
125.26.84.42: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตัดดอก,ดาวเรืองประดับ และต้นกล้าดาวเรืองสายพันธุ์ตรงตามความต้องการของตลาด บริการจัดส่งทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลการปลูกเบื้องต้น /ติดต่อสอบถามได้ที่ -ชมรมผู้ผลิตดาวเรืองเมืองโคราช/โทร.08-51219896, 08-67189706 หรือ e-mail: marigold09@sanook.com
อ่าน:1911 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หน้ายางเป็นโรคเส้นดำ หน้ายางแข็ง กรีดยางไม่ออก เปลือกเน่า ถามหา อีเรเวอร์วัน
125.25.133.194: 2553/02/20 10:47:38
อีเรเซอร์วัน สารฆ่าเชื้อโรคอย่างเฉียบพลัน บริเวณหน้ายาง 
พาร์ทเวย์     สารตั้งต้นในการผลิตน้ำยาง
ใช้ผสมน้ำอย่าง 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณหน้ายาง หมดค่าใช้จ่ายต้นละ 10 สต.
ต้องการศูนย์จำหน่ายทั่วประเทศ ลงทุนเปิดศูนย์เพียง 15,000 บาท รับผลประโยชน์ กว่า 40% สนใจติดต่อ 089-4229138 ศุภการ
อ่าน:22075 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกร
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกรครับ
อ่าน:990 | ความคิดเห็น:27 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง จากกระแสนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ 
125.24.83.137: 2553/02/20 10:47:38
ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็น ผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็น อุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :   แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโต อย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลาง กระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ

   ดังนั้นแนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับ ไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิด ประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย ในอนาคตไทยน่าจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์และ สินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้อีกด้วย 
อ่าน:1566 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor  (สามล้อ)  
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor ระบบการทำงาน  hydrostat 
ราคาจำหน่าย 1,200,000  บาท 
เครื่องจักรสร้างได้มารฐาน ส่งออก   

การชำระแบ่งชำระ 4 งวด 
ดาว 40% ที่เหลือ 15%  15%  15%  15%+ดอกเบี้ย   
ภายใน 2 ปี

ติดต่อคุณ  ปลา
081-7632790

บจก.อินเตอร์แม็คคานิค
อ่าน:43912 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
โรงงานลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดที่ได้มาตรฐาน ตรา "ชาวไร่" เหมาะสำหรับใส่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ผักและผลไม้ต่างๆ "ชาวไร่" 
125.26.107.72: 2553/02/20 10:47:38
โรงงานผลิต และ จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ได้มาตรฐาน ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด แท้ ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ผลิตภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก กระทรงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444 ลดต้นทุนของเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มพูนผลผลิต พิชิตความยากจน ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ได้รับความเชื่อใจจากโครงอยู่ดีมีสุข และ SML ฯลฯ 
บรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 130 บาท [ตันละ 2,800 บาท> ไม่รวมค่าขนส่ง

สนใจติดต่อ นายนที มีมาก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราช พี.เอส.แอล.กรุ๊ป
เลขทะเบียนโรงงาน  จ 3-43(1)-2/45 นม
อนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี/Tax I.D.  0303539003000
Add : 222/13-14 หมู่ 2 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30280
Tel : 084-832-8025 [ คุณนที > 
Tel : 081-901-3393 [ คุณตุ๊ > Fax : 044-190-155
E-mail : nisara0203@hotmail.com
http://farmer2550.blogspot.com
อ่าน:3128 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
โรงงานลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดที่ได้มาตรฐาน ตรา "ชาวไร่" เหมาะสำหรับใส่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ผักและผลไม้ต่างๆ "ชาวไร่" 
125.26.107.72: 2553/02/20 10:47:38
โรงงานผลิต และ จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ได้มาตรฐาน ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด แท้ ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ผลิตภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก กระทรงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444 ลดต้นทุนของเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มพูนผลผลิต พิชิตความยากจน ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ได้รับความเชื่อใจจากโครงอยู่ดีมีสุข และ SML ฯลฯ 
บรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 130 บาท [ตันละ 2,800 บาท> ไม่รวมค่าขนส่ง

สนใจติดต่อ นายนที มีมาก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราช พี.เอส.แอล.กรุ๊ป
เลขทะเบียนโรงงาน  จ 3-43(1)-2/45 นม
อนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี/Tax I.D.  0303539003000
Add : 222/13-14 หมู่ 2 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30280
Tel : 084-832-8025 [ คุณนที > 
Tel : 081-901-3393 [ คุณตุ๊ > Fax : 044-190-155
E-mail : nisara0203@hotmail.com
http://farmer2550.blogspot.com

อ่าน:857 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
อยากให้มีรายชื่อผู้จำหน่ายผักปลอดสารพิษ เพราะตอนนี้หาซื้อยากมากๆ
124.122.83.176: 2553/02/20 10:47:38
อยากให้ช่วยรวบรวมรายชื่อ ผู้ที่ผลิต และจำหน่ายผักปลอดสารสิษ ขึ้นบนเว็บไซต์ ให้ผู้ต้องการซื้อ มาเลือกซื้อได้สะดวก เพราะตอนนี้หาผู้จำหน่ายยากเหลือเกิน
อ่าน:1636 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง
58.10.90.194: 2553/02/20 10:47:38
แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลางกระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ
ดังนั้น แนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งการส่งออกและนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ โดยการส่งออกในปี"49 ส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 4,842.26 ตัน มูลค่า 37.93 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 39.2% และ 32.0% แต่การส่งออกปุ๋ยอินทรีย์นั้นยังมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะชนิดของวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์อาจมีปัญหาในด้านสุขอนามัย ทำให้ประเทศผู้นำเข้าบางประเทศเข้มงวดในการตรวจสอบ รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ไม่สะดวกในการขนส่ง

ส่วนการนำเข้าในปี"49 นำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 2,039.84 ตัน มูลค่า 15.37 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี"48 แล้วทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้น 70.7% และ 15.8%

ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกมาก ถ้าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ ดังนี้ 1.ปริมาณการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ในปริมาณต่ำ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีธาตุอาหารค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบกับปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เท่ากัน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้ธาตุอาหารเพียงพอและสมดุลสำหรับพืชหรือเพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีจึงต้องใช้ในปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้อบรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เองจากวัสดุในไร่นา รวมทั้งเลือกชนิดของปุ๋ยอินทรีย์ที่จะใช้ให้เหมาะสมกับพืชและดินในแต่ละพื้นที่

2.การควบคุมมาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วางจำหน่ายในท้องตลาดมากมายในปัจจุบัน มีทั้งแบบเม็ด ผง และน้ำ ซึ่งพบว่าส่วนหนึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีคุณภาพต่ำ ทั้งปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุอาหารหลัก ดังนี้ เพื่อเป็นการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์
กรมวิชาการเกษตรจึงออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง "ประกาศมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์กรมวิชาการเกษตร พ.ศ.2548" ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องคือ เพื่อควบคุมมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์และเพื่อไม่ให้พ่อค้าปุ๋ยอินทรีย์เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

ข้อมูลจาก: http://www.raidai.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1167
อ่าน:825 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายอะไหล่รถคีบอ้อย Bell Atam  ตั๊กแตน  max
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายอะไหล่ Spareparts รถคีบอ้อยสามล้อ ทุกยี่ห้อ  
อะไหล่ Bell มีอะไหล่ทุกชิ้น ทุกต้ว นำเข้าเอง มีทั้งอะไหล่ bell รุ่นเก่า Vicker ไปจนถึงรุ่นใหม่ Bell 125  Eaton hyd 
อะไหล่ Atam ปั๊ม Saurer danfoss    
อะไหล่ Eaton / Vickers / Saurer    
อะไหล่ Gearbox  Auburn Gear  รุ่นใหม่ทดแทน ดุมรุ่นเก่าใน atam ใสได้เลยไม่ต้องแปลง
อะไหล่เครื่องยนต์ Deutz  มีทุกชิ้น เครื่องยนต์ ราคา สองแสนต้นๆ ไม่จุกจิกเหมือนเครื่องยนต์เก่า

แนะนำว่าซื้อรถคีบอ้อยที่เครื่องยนต์เก่าระวังจะบานปลายภายหลัง เพราะเราไม่รู้ว่าภายในเป็นอย่างไร
บวกกับ อะไหล่เครื่องยนต์บ้านเราก็เรียกว่าเทียมซะ 90% แล้ว  

081-9444009 
081-7363009
อ่าน:7720 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
117.47.129.84: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
ราคาคุยกันได้
ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณปุ๊ก 085-0005379//043-343731
คุณชาญ 085-0096909//043-343731
อ่าน:603 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย ต้องการลงสินค้า
58.10.90.248: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตร อยู่ในขั้นตอนการเปิดศูนย์จำหน่ายปุ๋ย

หากท่านต้องการนำปุ๋ยมาวางจำหน่ายหรือจัดโปรโมชั่น ที่ศูนย์กระจายสินค้าฟาร์มเกษตร ติดต่อได้ที่คุณปิยะมาศ ตามหมายเลขโทรศัพท์ด้านล่าง หรือหน้าติดต่อเราบนเว็บไซต์นี้

เว็บไซต์หลักทางด้านการเกษตรของเราที่: FarmKaset.BlogSpot.com (http://farmkaset.blogspot.com)

ทางเราต้องการข้อมูล รายละเอียด ของปุ๋ย ทุกยี่ห้อ ต้องการข้อมูล ผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายของสินค้าของท่าน ราคา และโปรโมชั่น แผนการตลาด และข้อมูลที่ละเอียดที่สุด เท่าที่ท่านสามารถให้เราได้

ฟาร์มเกษตร มีแผนการกระจายสินค้า โดยเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง เราเชื่อมั่น ในศักยภาพของเรา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการกระจายสินค้าสู่พื้นที่ และมีความมั่นใจ ในแผนการตลาดของเราว่า จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งในท้องฐิ่น และกลุ่มเป้าหมาย ที่บริโภคข่าวสาร บนเทคโนโลยีสารสนเทศนี้ อย่างเช่นคุณ ที่เจอข้อมูลของเราบนเว็บไซต์นี้

เรามีความรู้พื้นฐาน ในการประชาสัมพันธ์ ด้วย Information Technology การทำให้ Search Engine รู้จักในเวลาอันรวดเร็ว (SEO: Search Engine Optimize) ส่งผลให้ สินค้าที่เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเรา ได้เผยแพร่ข้อมูล แก่ผู้บริโภค ทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างทั่วถึง

เรามีพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม โดยเกิดมาในครอบครัว ที่เป็นเกษตรกร ที่ทำธุรกิจส่วนยางพารา สวนปาล์ม สวนเงาะ สวนกาแฟ และสวนทุเรียนในภาคใต้, และการทำนาข้าว ในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เรามีพื้นฐาน และผู้สนับสนุนข้อมูลความรู้ทางด้าน IT โดย ทีมจัดทำที่มี Certify ด้าน IT ประกอบไปด้วย
4gumpa.com ที่ http://www.4gumpa.com/about_us/index.aspx
และที่ปรึกษาการพัฒนาระบบสารสนเทศโดย
www.NextProject.net

จึงมั่นใจได้ว่า เราสามารถที่จะเป็นช่องทาง ให้พาร์ทเนอร์ของเรา ได้กระจายข้อมูลสินค้า สู่ผู้บริโภค ได้อย่างทั่วถึง และทางเรามีความยินดี เป็นอย่างยิ่ง ที่จะพูดคุยกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือให้คำแนะนำ

ส่งข้อมูลมาที่: piyamas_w@hotmail.com, 4gumpa.com@gmail.com

หรือติดต่อคุณ ปิยะมาศ (ปริม)
โทร: 0894599003, 0865225497
อ่าน:401 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา
58.10.90.77: 2553/02/20 10:47:38
ระวังปุ๋ยอินทรีย์เกรดต่ำออกอาละวาด เอ็นพีเคแพงรัฐเปิดทางปุ๋ยเคมีขึ้นราคา

จีน-บราซิล ทำปุ๋ยเคมีในตลาดโลกปั่นป่วนหนัก หลังเกษตรกรแห่ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น กระเทือนถึงตลาดปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ต้องขึ้นราคาตาม หลังธาตุอาหารหลัก NPK ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยเคมีในราคาที่แพงขึ้น 10% เปิดช่อง ปุ๋ยอินทรีย์ เกรดต่ำ/ปุ๋ยปลอมออกอาละวาด โก่งราคาขายเกษตรกรแพงขึ้นถึง 2,000-3,000 บาท/ตัน ในขณะที่ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับปัจจุบันไม่สามารถเอาผิดได้

นายยุคเลศร์ อุ่นใจ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย บริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นมา ปุ๋ยเคมี ในตลาดโลกได้ทยอยปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามปกติ "แม่ปุ๋ย" ที่เป็นธาตุอาหารหลักคือ ไนโตรเจน (N) มักจะมีความผันผวนทางราคาค่อนข้างสูง แต่ฟอสฟอรัส (P) กับโพแทสเซียม (K) ราคาค่อนข้างนิ่ง แต่ปรากฏว่า ปีนี้ภาวะราคาธาตุอาหารหลักทุกตัวผันผวนสูงเหมือนกันหมด ทำให้ผู้ค้าปุ๋ยประเมินแนวโน้มตลาดปุ๋ยเคมีได้ยากลำบากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

ตามปกติ ประเทศอินเดีย-บราซิล จัดเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเป็นผู้ใช้ปุ๋ยรายใหญ่ แต่ละปีมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 40-50 ล้านตัน/ปี มาปีนี้ทางจีน-บราซิลได้เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนทางราคาค่อนข้างสูงนั้น ประกอบกับผลกระทบจากราคา น้ำมันแพง ทำให้มีการปรับค่าระวางขนส่งทางเรือเพิ่มขึ้นไปด้วย ดังนั้นเกษตรกรไทยจึงต้องจ่ายเงินซื้อปุ๋ยในราคาแพงกว่าปีที่ผ่านมามากกว่า 10%

"แม้ว่าปีนี้ปุ๋ยจะมีราคาแพงขึ้น แต่ปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีภายในประเทศก็ไม่ได้ปรับลดลง เกษตรกร ส่วนใหญ่ต่างห่วงกังวลว่าจะหาซื้อปุ๋ยเคมีไม่ได้มากกว่าเนื่องจากเกษตรกรเล็งเห็นบทบาทสำคัญของปุ๋ยเคมีว่าเป็นสิ่งจำเป็น สามารถเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ โดยคาดว่าปีนี้ ประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 3.5-3.7 ล้านตัน มูลค่าตลาดประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา" นายยุคเลศร์กล่าว

ด้านนายศักดิ์เกษม สุนทรภัทร์หัวหน้าฝ่ายปุ๋ยเคมี สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หลังจากปุ๋ยเคมีปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น เกษตรกร บางส่วนได้พยายามลดต้นทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น แต่ทางกรมวิชาการเกษตรกลับพบว่า มีผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพต่ำบางราย ได้ใช้การโฆษณาชวนเชื่อให้เกษตรกรหลงเข้าใจผิดว่า สินค้าดังกล่าวเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงและขายในราคาสูงถึง 5,000-7,000 บาท/ตัน ซึ่งเข้าขายหลอกลวงประชาชนเพราะ ความจริงสินค้าปุ๋ยอินทรีย์ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปไม่ควรเกิน 3,000-4,000 บาท/ตัน

มีการตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ไม่สามารถควบคุมดูแลการผลิต ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ได้เพราะ พ.ร.บ.ปุ๋ยฉบับดังกล่าวมีอำนาจควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าเพียงชนิดเดียว อย่างไรก็ตามขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับปรับปรุงแก้ไข พ.ศ.2550 ได้ผ่านการพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้

ซึ่งจะทำให้กรมวิชาการเกษตร สามารถควบคุมการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนด โดยมีหลักเกณฑ์ว่าผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้าต้องมาขึ้นทะเบียนขออนุญาตผลิตกับกรมวิชาการเกษตร รวมทั้งยังครอบคลุมถึงการผลิตเพื่อการส่งออกคาดว่า จะมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต่ำกว่า 200 ราย

นายศักดิ์เกษมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ.2518 ระบุให้ การควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอยู่ภายใต้ คณะกรรมการปุ๋ย ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐและผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น แต่พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับ พ.ศ.2550 ฉบับปรับปรุงแก้ไข จะเปิดโอกาสให้เกษตรกร-เอกชน ที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจปุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม และ ผู้ประกอบการค้าปุ๋ย เข้ามามีส่วนร่วมเป็น คณะกรรมการปุ๋ย เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย กฎระเบียบต่างๆ ในการควบคุมและกำกับดูแลการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยคาดว่า จะก่อให้เกิดความสะดวกต่อการค้าและสร้างความเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ใช้ไปพร้อมๆ กัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2550
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02inv04221150&day=2007-11-22§ionid=0203
อ่าน:936 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกข้าว 5 ไร่พอกิน
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
คนปลูกข้าว ต้องซื้อข้าวกิน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรในบ้านเรา ชาวไร่ ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เอาเงินไปซื้อข้าวพันธุ์ที่ตนเองชอบกิน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยคำนึงถึงการมีรายได้ มากกว่าการมีพออยู่พอกิน 

แต่ที่บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ชาวนา ชาวไร่ หลายครอบครัว ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวเพื่อพอกินเป็นอันดับแรก เป็นที่มาของโครงการ “ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ดังตัวอย่างจากครอบครัวของ “พี่นึก”

ครอบครัวของพี่นึก

พี่นึก หรือ นายสมนึก อิ่มสิน เป็นชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด ภรรยาของเขาเป็นชาวลพบุรี ปี พ.ศ.2524 พวกเขาพากันมาซื้อที่ดินในบ้านหนองใหญ่ จ.ชัยภูมิ เนื้อที่ 108 ไร่ ราคาเพียง 20,000 บาท เขาปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปอ เดือย ส่งขายโรงงานเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ 

“ผมทำตามกระแส ใครว่าอะไรดีก็ทำ อยากรวย” พี่นึกเริ่มเล่า

ผืนป่านายางกลัก ที่ตั้งของบ้านหนองใหญ่ เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน มีไม้ใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด “ชาวบน” เป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แต่เดิม ดำรงชีวิตด้วยการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และเพาะปลูกเล็ก ๆ น้อย 

เมื่อเข้าสู่ยุคของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ในต้นทศวรรษ 2500 รัฐก็เริ่มนโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เกษตรกรจากทุกสารทิศ หลั่งไหลเข้าไปบุกเบิกจับจองพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพื่อทำการเกษตร จนกระทั่งมีคำกล่าวขานถึงดินแดนแถบภาคอีสานว่า “มันมาป่าแตก ปอมาป่าเตียน อ้อยมาป่าเหี้ยน” 

พื้นที่ป่านายางกลักถูกทำลายครั้งแรก โดยบริษัททำไม้เพื่อการค้าที่ได้รับใบสัมปทานจากรัฐ ราวปี 2502-2503 และถูกสัมปทานไม้เผาถ่านซ้ำอีกครั้ง ช่วงปี 2517-2525 ไม้ขนาดใหญ่ และกลางถูกโค่น เปิดทางให้ชาวบ้านเข้าไปปรับพื้นที่เพาะปลูกได้ง่ายขึ้น ประมาณปี 2513 ชาวบ้านหลายจังหวัดเดินตามรอยถนนชักลากไม้เข้าไปจับจองป่า จนกระทั่งตั้งเป็นชุมชนหนองใหญ่ 

ปี 2535 –2536 ทางการในนามของ โครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ (คจก.) ขับไล่ชาวบ้านหนองใหญ่ออกจากพื้นที่ มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และป่าไม้ บังคับไล่รื้อ จนชุมชนแตกกระจัดกระจาย 

พี่นึกพาครอบครัวระเหเร่ร่อนเข้ากรุงเทพ ขายปลาทูนึ่ง เป็นกรรมกรก่อสร้างทำทาง ฯลฯ ในที่สุดก็กลับมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องคนอื่น ๆ เรียกร้องให้ยกเลิก คจก. จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และได้กลับคืนถิ่นฐานเดิมในปี 2541 และช่วยกันก่อตั้งชุมชนใหม่ใช้ชื่อว่า “บ้านเทพพนา”

ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน

เมื่อชุมชนเทพพนากลับคืนถิ่น มีโครงการพัฒนามากมายทั้งจากภาครัฐ และเอกชนให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรมทางเลือก ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พาไปศึกษาดูงาน จนกระทั่งมีการตั้งกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นในชุมชน โดยมีพี่นึกเป็นประธานกลุ่ม

2 ปีก่อน กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ริเริ่มโครงการ “โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ด้วยแนวคิดว่า พื้นที่ 5 ไร่ เป็นขนาดการผลิตที่สามารถจัดการได้ภายในครอบครัว ทั้งด้านแรงงาน และปัจจัยการผลิต ผลผลิตที่ได้ก็เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนตลอดปี 

“ถ้าปลูกเกิน 5 ไร่ เกินกำลัง ปลูก 5 ไร่ มีแรงงานประมาณ 3 คน มาทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน ก็พอ มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น”

ปีแรกมีสมาชิกเข้าร่วม 25 ราย ปีต่อมาเพิ่มเป็น 57 ราย จากชาวบ้านในชุมชน ประมาณ 90 หลังคาเรือน สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ มีสิทธิกู้เงินเพื่อไถพื้นที่ในวงเงิน 3,000 บาท และเสียดอกเบี้ยอัตราต่ำ กลุ่มฯจะจัดหา และจัดจ้างรถไถราคาถูกให้แก่สมาชิก ค่าไถบุกเบิกที่ใหม่ ไร่ละ 500 บาท ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาแล้ว ไร่ละ 150-200 บาท 

“เราได้สมาชิกเพิ่มเพราะชาวบ้านมักจะถูก “ตกเขียว” กู้เงินเขามาไถ หรือ จ้างรถไถแล้วติดเงินไว้ สัญญาว่าจะชดใช้เป็นข้าวเปลือก พอเก็บเกี่ยวนายทุนจะตีราคาข้าวต่ำมาก ขนข้าวไปเกือบหมดจนชาวบ้านเหลือไม่พอกิน” พี่นึกเล่า

พันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านเทพพนาปลูก ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้าพื้นบ้าน ได้มาจากคนดง หรือ “ชาวบน” ปลูกประมาณ 3 เดือนครึ่ง ได้ผลผลิตไร่ละ 3 กระสอบ ข้าวพันธุ์นี้น้ำหนักไม่ดี แต่เมล็ดข้าวอ่อน นุ่มลิ้น ชาวบ้านชอบกิน 

พี่นึกบอกว่าต้นข้าวจะแข็งแรง ต้านทานโรค ถ้าคนปลูกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านหลายคนเห็นแก่ความสบาย ใช้สารเคมี แล้วข้าวก็เป็นโรคใบพัน ไม่ออกรวง พี่นึกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ใช้จอบดายหญ้าพรวนดินไปในตัว ข้าวไม่เคยเป็นโรคสักที

พี่นึกไม่นิยมพันธุ์ข้าวที่รัฐส่งเสริม ถึงแม้ผลผลิตดีกว่าข้าวพื้นเมือง แต่จะทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองไม่ได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง 

ปีนี้กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ไม่ได้หาเงินกู้จ้างรถไถปลูกข้าวเหมือนปีก่อน เพราะชาวบ้านหลายคนไปกู้เงินกองทุนหมู่บ้านละล้าน และกองทุน กขคจ. กลุ่มฯไม่อยากให้ชาวบ้านมีหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านหลายคนยังคงปลูก “ข้าว 5 ไร่ พอกิน” ต่อไป นับเป็นความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกในการเสิรมสร้างแนวคิดการพึ่งพาตนเอง

นักอนุรักษ์พันธุ์ข้าว

ปัจจุบัน พี่นึกเหลือที่ทำกินมากกว่า 70 ไร่ เขาแบ่งทำสวนไม้ผล 10 ไร่ มีกล้วยและลำไยเป็นหลัก ทำนา 5 ไร่ ทำไร่ข้าว 5 ไร่ และเป็นปลงอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวอีก 3 ไร่ พื้นที่ที่เหลือใช้ เลี้ยงวัว เขากำลังพัฒนาระบบการเพาะปลูกของตนเองให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน โดยคำนึงถึงการพออยู่พอกิน มากกว่าความร่ำรวย

ตั้งแต่ได้กลับคืนถิ่น ใน ปี พ.ศ. 2541 พี่นึกก็เริ่มสะสมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ปัจจุบันมีประมาณ 12 พันธุ์ เช่น ข้าวหอมดง เป็นพันธุ์ข้าวกึ่งไร่ กึ่งนา ข้าวเหลืองทอง เนื้อแข็ง เอาไว้ทำขนมจีน หรือลอดช่อง 

ทุกปี เขาจะคัดเมล็ดข้าวแต่ละพันธุ์ไว้ประมาณ 2 ลิตร เพื่อนำไปปลูกในปีถัดไป ใช้พื้นที่ปลูกพันธุ์ละ 1 งาน แยกต่างหากจากบริเวณที่ปลูกข้าวไว้กิน 

“ผมเคยเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้ชาวไร่ต้องซื้อพันธุ์ข้าวโพดซีพี ผมกลัวว่าต่อไปเราจะต้องซื้อพันธุ์ข้าวเหมือนกัน” พี่นึกบอกเหตุผลของการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว

พีนึกปันเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะสมไว้ให้กับเพื่อนบ้านที่มาขออยู่เสมอ เขายินดี ถ้าสิ่งที่ทำอยู่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง ยังมีเกษตรกรไทยอีกหลายคนที่อนุรักษ์พันธุกรรมแบบพี่นึกทำ เก็บรักษาพันธุกรรมไว้ในแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างกับพวกนักวิทยาศาสตร์พ่อค้า ที่เก็บพันธุ์ไว้ในห้องทดลอง ตัดต่อพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปจดสิทธิบัตร แล้วนำมาค้ากำไรกับชาวไร่ ชาวนาอีกทีหนึ่ง 

เกษตรพอเพียง

“กินอิ่ม-นุ่งอุ่น” เป็นหลักประกันพื้นฐานของชีวิตที่ใครก็ต้องการ แต่ผู้ที่จะมีหลักประกันนี้ต้องรู้จักคำว่า “พอ” โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน เป็นตัวอย่างการทำเกษตรแบบพอเพียง ไม่ละโมบโลภมากจนเกินกำลัง อย่างน้อย มีพอสำหรับกินอิ่มท้อง นอกเหนือจากนั้น จึงค่อย ๆ ทำเพิ่มเติม จะปลูกไม้ผล เลี้ยงวัว หรือปลูกพืชขายเป็นรายได้เสริม ก็ค่อย ๆ ทำไป แบบพอตัว 

หากทำได้เช่นนี้ “ความยั่งยืน” ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น 

เกษตรกรไทย มีองค์ความรู้อันทรงคุณค่ามาช้านาน แต่ภูมิปัญญาของพวกเขา ถูกเบียดบัง ทำลายโดยเทคโนโลยี-ธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้ยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับการกระหน่ำซ้ำเดิมด้วยการกีดกันมิให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรอันเป็นปัจจัยการผลิต

ความล้มเหลวผิดพลาดในอดีต เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาหันมาฟื้นฟูภูมิปัญญาของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง โอกาส และการสนับสนุน คือ สิ่งที่เกษตรกรต้องการ เพื่อให้พวกเขากลับมา ยืนหยัดเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของชาติอีกครั้งหนึ่ง. 

ข้อมูลจาก: http://www.thaico.net/b_pnews/sc(36).htm
อ่าน:3814 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกดาวเรืองขายส่งลูกเรียน อาชีพทำเงิน "สำรวย ถันทอง"
125.24.26.83: 2553/02/20 10:47:38
จาก: http://www.komchadluek.net/2008/12/12/x_agi_b001_323934.php?news_id=323934

แม้สามีของ "สำรวย ถันทอง" เสาหลักของครอบครัวจะรับราชการครู มีเงินเดือนประจำที่จุนเจือครอบครัวได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากนัก แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกๆ ทั้ง 3 คน ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนทำให้เธอจำต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย รวมทั้งการปลูก "ดอกดาวเรือง" ส่งขายปากคลองตลาด กรุงเทพฯ


สำรวย ในวัย 42 ปี ชาวบ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า ทำนามาหลายสิบปี แต่รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรง และด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกชาย 1 คน และลูกสาวฝาแฝดอีก 1 คู่ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่ต่อเดือนนั้นสูงมาก จึงจำต้องหาอาชีพเสริมและเห็นคนในหมู่บ้านปลูกดอกดาวเรืองแล้วส่งไปขายที่ปากคลองตลาดมีรายได้ดี จึงศึกษารายละเอียดและนำมาทดลองปลูก ถึงขณะนี้ปลูกขายมาได้ 5 ปีแล้ว

 สำรวย เล่าถึงต้นทุนในการปลูกดาวเรืองว่า แม้จะค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถขยายปลูกเองได้ ต้องลงทุนซื้อใหม่ทุกรอบ ตกเมล็ดละ 1 บาท ซึ่งตนเองปลูก 3  ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.3 หมื่นเมล็ด จากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่ารถไถ เตรียมแปลง ค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และยาเร่งดอกต่างๆ แต่รายได้นั้นก็ถือว่าดีทีเดียว

 สำรวย บอกอีกว่า ระยะที่เก็บดอกขายได้คือราว 4 เดือนหลังปลูก โดยจ้างคนงานเก็บวันละ 150 บาท/คน ซึ่งจะเก็บส่งขายปากคลองตลาด 2 วัน/เที่ยว แต่ละเที่ยวจะส่ง 2-3 หมื่นดอก แต่เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ก็จะรวมกับเพื่อนบ้านคนอื่นไปส่งพร้อมกัน ตกเที่ยวละ 7-8 หมื่นดอก โดยตลาดปากคลองจะรับซื้อดอกละ 40-50 สต.

 "บางครั้งราคาดีก็จะขายได้ดอกละ 70-80 สต. ซึ่งการส่งดอกดาวเรืองไปขายที่ปากคลองตลาด แต่ละครั้งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเหลือกำไรเที่ยวละอย่างต่ำ 1 หมื่นบาท"

 ถึงเวลานี้ สำรวย บอกว่าการปลูกดอกดาวเรืองขายถือเป็นอาชีพหลักเลยก็ว่าได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งเสียลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนหนังสือก็มาจากเงินที่ขายดอกดาวเรืองทั้งหมด  
อ่าน:6184 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
ชมรมม้าอำเภอสิรินธร ขายเสื้อ (150.-)เพื่อหาเงินเป็นค่าอาหารม้า

ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์พื้นบ้านอำเภอสิรินธร จัดจำหน่ายเสื้อ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะเป็นค่าอาหารม้า ราคาตัวละ 150 บาท สนใจติดต่อ 089-616-1818 คุณออม E-mail: rpunpukdee@hotmail.com ตอนนี้ทางชมรมกำลังประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะจำนวนม้าที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกันมีม้าที่เจ็บป่วยด้วย 
***** หมายเหตุ : ใส่เสื้อชมรมม้าฯ เที่ยวฟรีตลอดงานค่ะ 
อ่าน:4391 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
การปลูกยางพารา
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกร

    พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป  
          สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้  
    พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่       ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก  
    พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  
    พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)  
    พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235  
    พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121 

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 
    พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260

   

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

    ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง  
          ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่ จะต้องโค่นไม้ เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สาร เคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้  หรือจะใช้ รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน  
          หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง 


การเตรียมหลุมปลูก

          หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุมี

การปลูกซ่อม

          หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ 
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต 
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ 
 
อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน 
ภาคใต้และภาคตะวันออก 
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
-  คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
-  คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน  เพอราเรีย 1 ส่วน 
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำ เย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้ 
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริม ที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดิน โรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด 
การปลูกพืชคลุมดินนี้ จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อน หรือจะปลูกพร้อมๆกับ ปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้ว ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่าย ต่อการกำจัด วัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจาก ได้เตรียมดินวางแนว และกะระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว 
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อย ไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อบำรุงพืช คลุมดิน 
 
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้ 
 
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน  
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยาง ได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือก สีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร 
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หา ได้ง่ายเช่น 
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมี ถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์ โดยหลังจากพ่นสารเคมี แล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสาร บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว 
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี  150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุม ที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง 
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถ กำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืช ได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่น สารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว  
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง 

การกำจัดหญ้าคา  
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ 
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิม ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม 
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่น ด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน 
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลัง เจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่า ดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า 
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏ ในฉลาก ที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทย ตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21 
 

บริเวณที่ใส่ปุ๋ย

          ระยะแรกหลังจากปลูกยาง รากของต้นยางจะแผ่ออกเป็นวงกลมรอบลำต้น ประมาณปีที่ 4 รากจึงจะแผ่ขยายออกไปจนถึงกึ่งกลางระหว่างแถวยาง และเมื่อต้นยางมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป รากก็จะแผ่ขยายเพิ่มขึ้นและหนาแน่น อยู่ในบริเวณห่างจากลำต้น ประมาณ 60 เซนติเมตร จนถึง 3 เมตร ดังนั้นเพื่อให้การ ดูดอาหารของต้นยางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใส่ปุ๋ยบริเวณ ที่มีรากดูดอาหาร หนาแน่นคือเมื่อต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยเป็นวงกลม รอบลำต้น ส่วนต้นยาง ที่มีออายุตั้งแต่ 17 เดือนขึ้นไป ให้หว่านปุ๋ยกระจายสม่ำเสมอเป็นแถบยาว ไปให้แถวยาง ห่างจากโคน ต้นยางข้างละ 1 เมตร เมื่อยางมีอายุ 5 ปีขึ้นไปให้หว่านปุ๋ยเป็นแถบกว้างห่าง จากโคนต้นยางอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และขยายออกไปถึง 3 เมตร สำหรับยาง ที่เปิดกรีด แล้วให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร


    บริเวณที่ใส่ปุ๋ยให้ต้นยางก่อนเปิดกรีด

การกรีดยาง

การกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด 

ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ 
1. ขนาดของต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 
2. เปิดกรีดครั้งแรกเมื่อมีจำนวนต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดในสวนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ของต้นยาง ทั้งหมดในสวน 
3. ต้นยางติดตา สามารถเปิดกรีดครั้งแรกได้ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50, 75, 100, 125, หรือ 150 เซนติเมตรระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเปิดกรีดต่ำจะได้รับผลผลิตมากกว่า 



วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง 

เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง 
ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวก เนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่ากลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการ กรีดในตอนกลางคืน 

ขนาดของงานกรีดยาง 
คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ราบ ตามระบบครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  
ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน 

วิธีการกรีดยาง 
ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการซอย พร้อมกับย่อตัวและสลับเท้าไปตามรอยกรีด ของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขนลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะทำให้กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาดเนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น 

ระบบการกรีดยาง 
เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยาง มากเกินไปจะทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อ ทดแทน วันที่ฝนตกจนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีดชดเชยได้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยาง เกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นสองวัน 

ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 
1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 
2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 
3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 
4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 
5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 
6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 
7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 
8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร  

การกรีดยางหน้าสูง  
การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วน ที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะทำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้ากรีดปกติเสียหาย 
โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สารเคมีเร่งน้ำยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยาง มากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง 

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง  
วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้น วันเว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการ โรคเปลือกแห้ง ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เร่งน้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้นยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น้ำยางน้อย ในช่วงแรก ของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือนก็ได้และทาสารเคมีเร่งน้ำยางทุก 3-4 เดือน หรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้วควรหยุดใช้ สารเคมีเร่งน้ำยาง 

สรุปคำแนะนำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  
เรื่อง  คำแนะนำ
การเปิดกรีด
- ต้นติดตา  - เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร
- รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง
- หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
ระบบกรีด
-กรีดยางหน้าล่าง  - กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันสำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้น บางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63
-กรีดยางหน้าสูง  - การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่ง ในสามของลำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของลำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีด ขึ้นครึ่งลำต้น 2 รอยสลับวันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคม ีเร่งน้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีดทั้ง 2 รอยพร้อมกัน
การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง
-ใช้กัเปลือกงอกใหม่  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีดทา เป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกปี
-ใช้กับเปลือกเดิม  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทาในรอยกรีด ใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ทาสารเคมีเร่งน้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ
-การกรีดยางหน้าสูง  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร
- ทาทุก 1-2 เดือน

**ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง

    ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้  
    1. พื้นที่ปลูกยาง  
    - ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได  
    2. ดิน  
    - ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5  
    3. น้ำฝน  
    - มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี  
    4. ความชื้นสัมพันธ์  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์  
    5. อุณหภูมิ  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส  
    6. ความเร็วลม  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที  
    7. แหล่งความรู้  
    - ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

การเตรียมดิน

          เมื่อเผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็น พื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดิน เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือ ทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้น ให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง

    1. ต้นตอตา  
    คือ ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิม เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่มีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก  

    2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง  
    คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษา จนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่  

    3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง   
    คือการปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก  

    ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  
     

การใส่ปุ๋ย

    สูตรปุ๋ยยางพาราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันมี 6 สูตร แต่ละสูตรจะเหมาะสมกับเนื้อดิน และอายุของ ต้นยางแตกต่างกัน ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

        ตารางที่ 3 แสดงสูตรปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับเนื้อดินและอายุของต้นยาง

    ปุ๋ยสูตรที่
    
    สูตรปุ๋ย
    
    ชนิดของดิน
    
    อายุของต้นยาง
     ปุ๋ยเม็ด 
    ปุ๋ยผสม
    1  18-10-6  8-14-3  ดินร่วน  2 - 41 เดือน
    2  18-4-5  13-9-4  ดินร่วน  47 - 71 เดือน
    3  16-8-14  8-13-7  ดินทราย  2 - 41 เดือน
    4  14-4-19  11-10-7  ดินทราย  47 - 71 เดือน
    5  -  15-0-18  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังจากเปิดกรีดซึ่งเคยปลูกพืชคลุมดิน และใส่ปุ๋ยฟอสเฟต บำรุงพืชคลุมดิน
    6  15-7-18  12-5-14  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังเปิดกรีด ซึ่งไม่เคยปลูกพืชคลุมดินมาก่อน


    หมายเหตุ 
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยเม็ดเป็นค่าของฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยผสมเป็นค่าของฟอสฟอรัสทั้งหมด

    - ดินทราย คือดินที่มีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย อุ้มน้ำไม่ดี ถูกชะล้างได้ง่ายตรึงธาตุอาหารได้น้อย
    มีโปแตสเซียมต่ำ
    -ดินร่วน คือดินที่มีเนื้อดินละเอียดพอสมควร อุ้มน้ำได้ดี มีการระเหยน้ำและถ่ายเทอากาศพอเหมาะ  
    ตรึงธาตุอาหารได้มากพอสมควร มีโปแตสเซียมตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ
    - ปุ๋ยเม็ด คือปุ๋ยที่ได้จากการนำวัตถุดิบให้กำเนิดปุ๋ยไปผ่านกรรมวิธีการผลิตทางเคมีตามขั้นตอนต่างๆ
    ปุ๋ยที่ได้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ปุ๋ยแต่ละเม็ดจะมีองค์ประกอบของธาตุเหมือนๆ กัน เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 จัดเป็นปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและมีผู้นิยมใช้มากที่สุด
    - ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผสมด้วยวิธีกลโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี เช่น
    นำเอาปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยร้อคฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์มาผสมคลุกเคล้ากันในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามต้องการ แล้วนำไปใช้ทันที เป็นต้น

    ปุ๋ยผสมสำหรับสวนยางจะใช้แม่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตร้อคฟอสเฟตและโปแตสเซียมคลอไรค์ผสมกันในอัตราส่วน
    ที่แตกต่างกันไปตามสูตรปุ๋ยทั้ง 6 สูตร ดังแสดงไว้ในตารางที่ 4

            ตารางที่ 4 แสดงปริมาณธาตุอาหารและส่วนผสมของแม่ปุ๋ยในปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ อัตรา 100 กิโลกรัม

    ปุ๋ยผสมสูตรที่  ปริมาณธาตุอาหาร (%)  น้ำหนักของแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสม (กิโลกรัม)
    ไนโตรเจน (N)  ฟอสเฟต 
    (P2 O5)  โปแตสเซี่ยม (K2O)  แอมโมเนียมซัลเฟต (21%N)  ร้อคฟอสเฟต (25%P25)  โปแตสเซี่ยมคลอไรด์
    (60%K20)
    1  8  14  3  38  57  5
    2  13  9  4  60  34  6
    3  8  13  7  36  53  11
    4  11  10  7  50  38  12
    5  15  -  18  71  -  29
    6  12  5  14  57  20  23


    หมายเหตุ - ควรผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ โดยคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อผสมแล้ว ควรใช้ทันที ปุ๋ยจะไม่แข็งตัว และควรผสมให้ใช้หมดภายในครั้งเดียว

วิธีการใส่ปุ๋ย

    วิธีการใส่ปุ๋ย 
    วิธีการใส่ปุ๋ยที่ดีจะต้องเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการปฏิบัติใส่แล้วพืชสามารถ ดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการใส่ปุ๋ยดังนี้ 

    ใส่รองพื้น- นิยมใช้ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เคลื่อนไหวได้ยาก เพราะถูกตรึ่งด้วยแร่ธาตุต่างๆ ในดิน โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินแล้วใส่ลงในหลุมก่อนปลูกยาง 

    ใส่แบบหว่าน - เป็นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วบริเวณที่ใส่ปุ๋ย เหมาะสำหรับใช้กับพื้นที่ที่เป็นที่ราบ และมีการกำจัดพืชด้วยสารเคมีเพราะเศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกัน การชะล้างปุ๋ยในช่วงที่มีฝนตก แต่ถ้าเป็นที่ราบที่กำจัดพืชด้วยวิธีถาก ควรคราดให้ปุ๋ยเข้ากับดินด้วย เพื่อป้องกันน้ำฝนชะล้างปุ๋ย 

    ใส่แบบเป็นแถบ - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยโรยเป็นแถบไปตามแนวแถว ต้นยางในร่องที่เซาะไว้ แล้วกลบ วิธีนี้จะใช้กับต้นยางที่มีอายุ 17 เดือนขึ้นไป และยังเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อยหรือพื้นที่ทำขั้นบันได้ด้วย 

    ใส่แบบเป็นหลุม - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุมบริเวณรอบโคนหรือสองข้าง ของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น แล้วใส่ปุ๋ยลงในหลุมกลบให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ลาดเท และไม่ได้ทำขั้นบันได 

    นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงเพื่อให้การใส่ปุ๋ยม ีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งหรือฝนตกชุกมากเกินไป และควรกำจัดพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ถ้าต้องการให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตดีสามารถเปิดกรีดได้เร็ว ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้กับต้นยางสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงก่อนโค่น 3-5 ปี โดยปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

โรคและแมลงศัตรูยางพารา

    1. โรครากขาว 
    เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 
    ลักษณะอาการ 
    จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
    การป้องกันและรักษา 
    1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด 
    โรครากขาวได้ 
    2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
    3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
    4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย 

    2. โรคเส้นดำ 
    เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
    ลักษณะอาการ 
    จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
    การป้องกัน 
    1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
    2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
    3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
    การรักษา  
    เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ  ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 

    3. โรคเปลือกเน่า  
    เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
    ลักษณะอาการ 
    ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
    การป้องกัน  
    1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
    2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 

    4. โรคเปลือกแห้ง  
    สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
    ลักษณะอาการ  
    หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
    การป้องกันและรักษา  
    โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
    การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก 


    5. โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า  
    ลักษณะอาการ  
    ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
    การป้องกันและรักษา   
    ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคปตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่การใช้สารเคมีป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะนำให้ทำแต่จะแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันรักษาโรคเส้นดำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่างที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น 

    6. ปลวก  
    จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 
    การป้องกันและรักษา  
    ใช้สารเคมีกำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่ถูกทำลายและต้นข้างเคียง 

    7.   หนอนทราย  
    เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้  สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย 

    8. โคนต้นไหม้  
    เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 
    การป้องกันและรักษา  
    ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 

    9. อาการตายจากยอด  
    อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 
    ลักษณะอาการ  
    กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 
    การป้องกันและรักษา  
    ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น้ำช่วยตามความจำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด 
     

ระยะปลูก

    ระยะปลูก  
    1. พื้นที่ราบ  
    ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่  
    2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา   
    ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร  
    เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม 

วิธีปลูก

    การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน

    1. การปลูกด้วยต้นตอตา   
    นำดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุมแล้วกลบหลุมให้เต็มด้วยดินล่าง จากนั้นใช้เหล็กหรือไม้แหลมขนาดเล็กกว่าต้นตอตาเล็กน้อยปักนำเป็นรูตรงกลางหลุมให้ลึกเท่ากับ ความยาวของรากแก้ว แล้วนำต้นตอปักลงไป กดดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นเล็กน้อยอย่าให้กลบแผ่นตา พยายามให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นอยู่ระดับปากหลุมพอดี  

    2. การปลูกด้วยต้นยางชำถุง  
    2.1 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคใต้   
    นำดินที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุม จากนั้นนำต้นยางชำถุงไปตัดดินที่ก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอแล้ววางลงไปในหลุม โดยให้ดินปากถุงหรือรอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับพื้นดินปากหลุมพอดี ถ้าต่ำเกินไปให้ใส่ดินรองก้นหลุมเพิ่ม หรือถ้าสูงเกินไปให้เอาดินในหลุมออก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินล่างที่เหลือลงไปจนเกือบเต็มหลุม อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆดึงถุงพลาสติกที่กรีดไว้แล้วออกอัดดินข้างถุงให้แน่น แล้วกลบดินเพิ่มจนเต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง พูนโคนเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขัง จากนั้นปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางไว้เพื่อป้องกันลมโยก  

    2.2 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
    ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอจากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัดต ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย

ระยะเวลาและอัตราการใส่ปุ๋ย

    ต้นยางก่อนเปิดกรีด ในระยะตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงต้นยางอายุประมาณ 17 เดือน จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้บ่อยครั้งในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของต้นยางหลังจากที่ต้นยางมีอายุ  
    เกิน 17 เดือนขึ้นไปแล้ว จะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ดังแสดงไว้ในตารางที่5 และ6  

    ตารางที่ 5 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

    อายุ
    ต้นยาง
    (เดือน)
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    สูตร 1 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 3 (ดินทราย)
    
    สูตร 2 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 4 (ดินทราย)
    
    ปุ๋ยผสม
    2  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 30 เซนติเมตร
    4  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    6  90     200  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    11  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 50 เซนติเมตร
    14  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 60 เซนติเมตร
    17  120     260  ใส่เป็นแถบในแถวยาง ห่าง  
    จากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร
    23  190     400
    29  190     400
    35  190     400
    41  190     400
    47     250  530
    53     250  530
    59     250  530
    65     250  530  ใส่เป็นแถบกว้าง 2.5 เมตร  
    ห่างจากโคนต้นยางข้างละ  
    อย่างน้อย 50 เซนติเมตร
    71     250  530
    77     250  530
    83     250  530


    ตารางที่ 6 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

    อายุต้นยางหรือเดือนที่ใส่ปุ๋ย
    
    สูตรปุ๋ยที่ใช้กับชนิดของดิน
    
    อัตราปุ๋ย (กรัมต่อต้น)
    ดินร่วน
    
    ดินทราย
    
    ปุ๋ยเม็ด
    
    ปุ๋ยผสม
    1 เดือนหลังปลูก 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-10-6
    หรือปุ๋ยผสม
    8-14-3
    
    ปุ๋ยเม็ด
    16-8-14
    หรือปุ๋ยผสม
    8-13-7
     45  100
    4 เดือน (ต.ค.)  70  150
    11 เดือน (พ.ค.)  90  200
    16 เดือน (ต.ค.)  90  200
    23 เดือน (พ.ค.)  135  300
    28 เดือน (ต.ค.)  135  300
    35 เดือน (พ.ค.)  135  300
    40 เดือน (ต.ค.)  135  300
    47 เดือน (พ.ค.) 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-4-5
    หรือปุ๋ยผสม
    13-9-4
    
    ปุ๋ยเม็ด
    14-4-9
    หรือปุ๋ยผสม
    11-10-7
     190  400
    52 เดือน (ต.ค.)  190  400
    59 เดือน (พ.ค.)  190  400
    64 เดือน (ต.ค.)  190  400
    71 เดือน (พ.ค.)  190  400
    76 เดือน (ต.ค.)  190  400


    หมายเหตุ เดือนที่ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  

    ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว จะใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในอัตรา 1-1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี (แล้วแต่สูตรปุ๋ยที่ใช้) โดยใส่ครั้งแรกหลังจากที่ยาง 
    ผลัดใบแล้วในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ครั้งที่สองใส่ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม  
    ดังแสดงไว้ในตารางที่ 7  

    ตารางที่ 7 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยสำหรับยางที่เปิดกรีดแล้ว  

    เวลาที่ใส่ปุ๋ย
    สำหรับยางที่
    เปิดกรีดแล้ว
    
    ชนิดของปุ๋ย
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่
    (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    ปุ๋ยเม็ด  ปุ๋ยผสม
    ครั้งที่ 1
    -ใส่ต้นฤดูฝนประมาณ 
    เดือนพฤษภาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  

    500  

    500
     500  

    600  

    -
     ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6 
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ
    ครั้งที่ 2
    -ใส่ปลายฤดูฝนประมาณ 
    เดือนกันยายน  
    ถึงเดือนตุลาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  500  ใส่ทั่วแปลงยางโดยหว่านให้ให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6  500  600
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ  500  -


    หมายเหตุ ยางแก่ก่อนโค่น 3-5 ปี ควรงดใส่ปุ๋ย

อ้างอิง: http://www.sisaket.go.th/WEB_ldd/Plant/Page04.htm
อ่าน:1990 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
หลักการทำไร่อ้อย
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
การทำไร่อ้อย มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ขั้นตอนที่ 2. การปลูกอ้อย
ขั้นตอนที่ 3. การดูแล – รักษา
ขั้นตอนที่ 4. การเก็บเกี่ยว

 
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ชาวไร่ที่จะเริ่มปลูกอ้อยใหม่ไม่ว่าจะปลูกในที่แปลงใหม่ที่ที่ยังไม่เคยปลูกอ้อยมาก่อนเลย หรือแปลงอ้อยเก่าล้างทิ้งเพื่อปลูกใหม่ ก็ต้องมีการเตรียมการเกี่ยวกับดินในแปลงที่จะปลูก การเตรียมอ้อยของชาวไร่ปลูกอ้อยกัน ตั้งแต่หลังฤดูตัดอ้อยเข้าโรงงานแล้ว อยู่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เพราะเป็นช่วงหน้าแล้งต่อฤดูฝน จะได้มีเวลาเตรียมดินและเตรียมปลูกอ้อยก่อนฤดูฝนมีฝนตกมาก ๆจะมาถึง

วิธีการเตรียมดินในแปลงที่จะปลูกอ้อย  ควรจะกำจัดใบอ้อยหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในแปลง
โดยการเผาทำลายหรือขนทิ้งเสีย หลังจากนั้นใช้รถไถดินเข้าไปไถในแปลงครั้งแรกนี้ เรียกว่า “ไถดะ” เสร็จแล้วทิ้งดินตากแดดไว้อย่างน้อย 15 วันเพื่อให้วัชพืชพร้อมทั้ง แมลงศัตรูอ้อยที่ฝังตัวอยู่ในดินพลิกขึ้นมาถูกแดดเผาทำลายเสีย หากเป็นไปได้รอให้ฝนตกลงมาจะทำให้ดินในแปลงที่ไถดะเอาไว้ถูกน้ำฝน ดินจะแตกออกและชื้นนุ่มหลังจากนั้นใช้รถไถดินกลับเข้าไปไถอีกครั้งเรียกว่า “ไถแปร” การไถแปรนี้หากไถไปแล้วหนึ่งครั้ง สังเกตเห็นว่าดินในแปลงยังก้อนใหญ่อยู่ ยังไม่ร่วนซุยพอ ก็สมควรที่จะต้องแปรเพิ่มอีกหนึ่งครั้งเพราะถ้าหากทำดินไม่ดี จะมีผลต่อการงอกและเจริญเติบโตของอ้อยคือ ถ้าดินก้อนใหญ่เกินไป ดินจะไม่กระชับท่อนพันธุ์อ้อยทำให้อ้อยไม่แตกราก ไม่งอกในเวลาอันสมควร แต่ถ้าดินร่วนซุยดี ดินจะเข้าไปกระชับติดกับลำอ้อยท่อนพันธุ์ ความชื้นมากทำให้อ้อยแตกรากเร็ว งอกเร็ว เติบโต ได้ดี ซึ่งจะมีผลต่อการดูแล – รักษา และบำรุงเพิ่มผลผลิตต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 การปลูกอ้อย
อ้อยที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทย เพื่อผลิตน้ำตาลในขณะนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็เหมาะกับพื้นดินแต่ละพื้นที่ โดยส่วนมากชาวไร่จะ นิยมปลูกอ้อยที่เห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่มีอยู่ประมาณ 4 – 5 พันธุ์ เช่น เค 84 – 200  เค 88 – 92 เค 90 – 77 พันธุ์อู่ทอง 1 และอื่นๆ พันธุ์อ้อยเหล่านี้ ชาวไร่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่อไร่สูง ให้ความหวานสูง ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวง่าย จึงนิยมปลูกกันมาก

เมื่อชาวไร่พันธุ์อ้อยแล้ว ฝนตกมีความชื้นดีแล้วสมควรปลูก การปลูกอ้อยของกลุ่มชาวไร่อ้อยมีปลูกกันอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ 1. ใช้แรงงานคนปลูกโดยตรง 2. ใช้รถไถมีเครื่องปลูก

วิธีที่ 1 การใช้แรงงานคนปลูก ชาวไร่จะต้องใช้รถไถเข้าไปยกร่องในแปลงปลูกให้เป็นร่อง ๆ แต่ละร่องห่างกันประมาณ 1.00 เมตร ถึง 1.50 เมตร แล้วแต่ความชอบของชาวไร่แต่ ละคน เรียบร้อยแล้วใช้คนงานนำพันธุ์อ้อยใส่ลงในร่องทั้งลำ หรือตัดเป็นท่อน ๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ในกรณีปลูกโดยอาศัยน้ำฝนควรจะรอให้ฝนตกลงมา มีความชื้นในร่องอ้อยมากพอก่อนจึงปลูก แต่ถ้ามีน้ำสูบเองก็ปลูกได้เลย

วีธีที่ 2 ใช้รถไถมีเครื่องปลูก วิธีนี้กลุ่มชาวไร่นิยมปลูกกันมาก เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา และเครื่องปลูกยังสามารถใส่ปุ๋ยในดินไปพร้อมกับปลูกอ้อยไปด้วยเลย การปลูกโดยวิธีที่ 2 นี้ ควรปลูกหลังจากฝนตกลงมาความชื้นในดินมีมากพอ

ขั้นตอนที่ 3 การดูแล – รักษา
การดูแลรักษาอ้อยให้เจริญงอกงามนั้น เป็นภาระอันสำคัญของชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักหลักก็คือ เรื่องวัชพืชที่ขึ้นมาแย่งอาหารของอ้อย แมลงศัตรูกัดทำลายต้นอ้อย และโรคระบาดของอ้อย

อ้อยปลูกใหม่ไม่ว่าจะปลูกโดยแรงงานคน หรือ ใช้รถปลูก ควรจะใช้สารคุมวัชพืชไว้ก่อน หากไม่ทำไว้เสียฝนตกลงมา วัชพืชจะโตเร็วกว่าอ้อย จะคลุมหน่ออ้อยแย่งอาหาร ทำให้อ้อยหยุดเจริญเติบโต ต้องเสียทั้งค่ากำจัดวัชพืชเพิ่ม ค่าปุ๋ยเพิ่มอีก โดยเฉพาะผลผลิตจะต่ำ ฉะนั้นการดูแลรักษาจะต้องกระทำไปตลอด จนกว่าจะตัดอ้อยเข้าโรงงาน ส่วนเรื่องแมลงทำลายอ้อยและโรคระบาดอ้อย

ส่วนของอ้อยตอ การดูแล รักษาก็คงเหมือนกันกับอ้อยใหม่ โดยเฉพาะอ้อยตอ หลังจากตัดอ้อยแล้ว ใบอ้อยที่ตกค้างอยู่ในไร่จะเป็นตัวช่วยป้องกันความชื้นในดินไม่ให้ระเหยไปเร็ว พร้อมเป็นตัวปิดบังคับความเจริญของวัชพืชอีกด้วย แต่ในกรณีที่อ้อยตอไฟไหม้ในแปลง ทำให้พื้นดินไม่มีใบอ้อยปิดบัง ควรจะต้องดูแลแบบอ้อยปลูกใหม่ ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นอ้อยปลูกใหม่หรืออ้อยตอก็ดี ชาวไร่จะต้องดูแลบำรุง รักษา เรื่องน้ำ วัชพืช ตลอดไปจนถึงแมลงและโรคระบาด โดยเฉพาะไฟไหม้อ้อยอันเกิดจากความประมาทหรือบังเอิญก็แล้วแต่ จนกว่าจะถึงวันตัดอ้อยได้ หากไม่เช่นนั้นผลผลิตและผลลัพธ์จะไม่เป็นดังที่ท่านตั้งความหวังไว้

การเพิ่มผลผลิตอ้อย ไม่ว่าจะพยายามลดต้นทุนหรือลดการใช้สารเคมี แต่การใส่ปุ๋ยอ้อยในขณะนี้ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เหตุเพราะว่า  ปลูกอ้อยกันมานาน บางแปลงปลูกมานาน 10  ปีกว่าแล้ว ธาตุอาหารในดินสำหรับอ้อยย่อมหมดไป จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตปุ๋ยที่ชาวไร่ ใช้กันอยู่มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด ปุ๋ยอินทรีย์ใส่แล้วให้ผลช้าแต่ไม่ทำลายดิน ปุ๋ยเคมีให้ผลเร็วทันใจแต่มักเป็นผลเสียต่อดิน มีสารตกค้างสิ่งแวดล้อมเสีย สิ่งนี้ชาวไร่เราทราบดี แต่จำเป็นต้องใส่ ซึ่งก็พยายามใส่ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวหรือตัดอ้อย
1. ใช้แรงงานคน
2. ใช้รถตัดอ้อย
การตัดอ้อยทำน้ำตาล  จะเริ่มเปิดหีบตั้งแต่ประมาณ เดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ฉะนั้นชาวไร่จะต้องเริ่มตัดอ้อยกัน

http://ayutthaya.doae.go.th/latbualuang/ee.htm
อ่าน:21843 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
หญ้าดอกขาว 
222.123.160.103: 2553/02/20 10:47:38
ถ้าเกษตรกร เจอหญ้าดอกขาวที่เรียกว่าหญ้าดอกขาวดื้อยา 
เรียกว่าใช้สาร ฟีน๊อก ฉีดแล้วไม่ตาย 
มีสารตัวไหนที่พอจะใช้แทนได้หรือเป่า หรือว่า มีสารตัวไหนที่พอ จะผสมแล้วใช้ฆ่าได้บ้าง 
อ่าน:1184 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
ฟังกันมามากแล้ว ว่าประเทศไทยเป็นครัวของโลก แล้วทำไมชาวไทยยังจนกันอยู่อย่างนี้ล่ะครับ
125.24.8.20: 2553/02/20 10:47:38
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ที่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันรวมตัวกันได้ และสามารถกำหนดราคาน้ำมัน ให้สูง หรือต่ำได้ตามใจชอบ ถึงแม้น้ำมันจะเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่เราไม่ได้กินน้ำมันเป็นอาหารนะครับ หลายคนอาจจะมาแย้งว่า ไม่มีน้ำมัน แล้วภาคขนส่ง โรงงานการผลิตจะขับเคลื่อนได้ยังไง ทำไม่เราไม่มองว่า หากประเทศเราไม่ผลิตของกิน แล้วใครมันจะทำงานได้ล่ะครับ จริงๆแล้วเรามีกันอยู่ไม่กี่ประเทศ ที่ส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆของโลก ไหนจะพืชพลังงาน อย่าง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ แต่เราก็ไม่สามารถรวมกลุ่มกันให้เข็มแข็งอย่างโอเปคได้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ตัดราคายางพารากันเอง ต้องรอให้ไฟไหม้อินโดนีเซียก่อน ราคายางพาราในไทยถึงจะได้สูงขึ้นมา และยังมีข้าว ที่ส่งออกแข่งกับเวียดนาม

จริงๆหากเรารวมตัวกันได้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ เราน่าจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าของเราได้ ไม่ใช่ให้ผู้อื่นมาเป็นคนกำหนด แต่ใครล่ะจะเป็นคนเริ่มต้น ฝากคนที่มีอำนาจหน้าที่ช่วยดูแลด้วยแล้วกัน
อ่าน:1834 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อ
125.24.8.20: 2553/02/20 10:47:38
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อครับ
อ่าน:1272 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
 เรื่อง ขอแจ้งเตือนผู้อาจตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงธุรกิจ สารพัดแชร์ ลูกโซ่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์เว็บ
125.24.75.92: 2553/02/20 10:47:38
แจ้งเตือน การหลอกลวง สารพัน แชร์ลูกโซ่

เรื่อง ขอแจ้งเตือนผู้อาจตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงธุรกิจ สารพัดแชร์ ลูกโซ่ แชร์ข้าวสาร แชร์ก๋วยเตี๋ยว แชร์เว็บ


เนื่องจากปัจจุบันได้มีการกระทำความผิดของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล เกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก โดยการหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ ในลักษณะของแชร์ เช่น ธุรกิจแชร์ซื้อขายข้าวสาร ธุรกิจแชร์ซื้อขายแฟนไชร์ก๋วยเตี๋ยว ธุรกิจแชร์ลงทุนในเว็บไซต์ และการชักชวนให้ร่วมลงทุนในหลากรูปแบบมากมาย

กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม รู้สึกเป็นห่วงต่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน จึงขอแจ้งเตือน และให้ข้อมูล ข้อพึงระวังที่สามารถสังเกตเอง แก่พี่น้องประชาชน ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

1. พิจารณาจากจำนวนสินค้า หรือสิ่งของที่ได้รับจากการร่วมลงทุนในธุรกิจ หากมีการซื้อขายแต่ว่าไม่ได้รับสินค้า หรือสิ่งของใดในการร่วมลงทุน ให้ระวังไว้ว่า ท่านอาจกำลังตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวง

2. หากได้รับสินค้าจากการลงทุนทำธุรกิจแชร์ แต่สินค้าที่ได้มาในการลงทุนไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ต้องเสียไป เช่น การฉ้อโกงธุรกิจแชร์น้ำมันเครื่อง หรือธุรกิจแชร์อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ จะถูกหลอกให้ร่วมลงทุน แล้วต้องหาลูกค้ารายอื่นๆ เข้ามาร่วมลงทุนต่อๆกันไป โดยแต่ละรายต้องลงทุนไปจำนวนเงิน 20 000 บาท แต่ได้สินค้าตอบแทนมาเพียง อุปกรณ์ล้างรถ และกระป๋องน้ำยาขัดรถ ราคารวมประมาณ1 500 บาทเมื่อพิจารณาจะเห็นได้ทันทีว่า ไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ชำระไป ซึ่งการกระทำโดยการให้สิ่งตอบแทนที่ไม่คุ้มกับราคานี้ เป็นเพียงการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ให้มีลักษณะดูเสมือนว่าเป็นการซื้อขายกันจริงเท่านั้น

3. ในกรณีการชักชวนทำธุรกิจที่ไม่มีสินค้า แต่แอบแฝงมาในรูปแบบของบริการหรือมีลักษณะ ที่ไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น ชักชวนลงทุนทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่ในจัดทำเว็บไซต์ โดยจะมีการชักชวนประชาชนว่าเป็นการเข้าไปสมัครเช่า Hosting และทำธุรกิจโดยการให้เช่าพื้นที่ในการจัดทำเว็บไซต์ในลักษณะเช่าต่อๆกันไป หลายราย ดูเสมือนว่า มีการซื้อขายของกันจริง แต่ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในด้านคอมพิวเตอร์โดยทั่วไป จะทราบดีว่าการเปิดเว็บไซต์ในแต่ละเว็บไซต์จะมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก ฟรีเว็บไซต์เลยก็มี และเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ที่ทำการเปิดแทบที่จะมีค่าน้อยหรือไม่มีค่าใดๆเลย และที่สำคัญคนที่ต้องการจะจัดทำเว็บไซต์ จริงๆแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมาขอเช่าพื้นที่จากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวแต่อย่างใด

4. พิจารณาจากรายได้ผลตอบแทน จากการประกอบการของธุรกิจที่มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน หากผลประกอบการมีลักษณะที่สูงเกินกว่าปกติ ที่สามัญชนในการประกอบการค้าประเภทนั้นๆ พึงได้ ให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเข้าข่ายลักษณะของการฉ้อโกงประชาชนให้ร่วมลงทุนทำ ธุรกิจแชร์ ที่ผิดกฎหมาย และอาจถูกหลอกลวงได้

5. การทำธุรกิจโดยการชักชวนประชาชนร่วมลงทุนในลักษณะเครือข่าย หรือลักษณะแชร์ลูกโซ่ หากถูกต้องตามกฎหมาย ธุรกิจเหล่านี้จะต้องทำการจดทะเบียนต่อสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค โดยต้องทำการชี้แจงแผนการทำตลาดให้ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค ทราบในรายละเอียดของการประกอบธุรกิจที่ชัดเจนทุกขั้นตอน

6. พิจารณาจากที่ทำการที่ตั้งอันเป็นหลักแหล่ง ของผู้ประกอบการรวมทั้งการติดต่อของผู้ชักชวนให้ประกอบธุรกิจร่วมว่า มีที่ตั้งของสำนักงานในการประกอบธุรกิจที่แน่นอนหรือไม่ และสามารถที่จะติดต่อได้ตลอดเวลาทำการหรือไม่ หากมีการย้ายที่ประกอบการไปมาบ่อยครั้ง ปิดเว็บไซต์ หรือไม่สามารถที่จะติดต่อได้ น่าจะเป็นการประกอบธุรกิจเพื่อประสงค์ฉ้อโกงประชาชน

หากพี่น้อง ประชาชน พบธุรกิจที่เข้าข่ายข้อสังเกต ข้างต้นหรือประสบการโดนหลอกลวงด้วยตนเอง หรือแนะนำให้ผู้ที่ถูกหลอกลวง สามารถแจ้งเรื่องราว ได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขที่ 499 อาคารสุขประพฤติ ถนนประชาชื่น แขวง/เขต บางซื่อ จังหวัดกรุงเทพฯ (ช่วงระหว่าง สามแยกเตาปูนกับทางรถไฟ อยู่ช่วงซอยประชาชื่น 13-14 

อนึ่ง หากท่านมีญาติ พี่น้อง หรือบุคคลที่รู้จักถูกหลอกลวงตามลักษณะที่กล่าวมาแล้ว หรือพบเห็นการหลอกลวงดังกล่าว โดยเฉพาะบนเว็บไซต์ ขอได้โปรดช่วยกัน ทำการรวบรวมข้อมูล จัดเก็บพยานหลักฐานในเบื้องต้น Save หน้าจอ เว็บเพจ ข้อมูล hosting ที่เช่า Server ฯลฯ และมาแจ้งต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ที่ dsi @ dsi.go.th เพราะภายหลังที่ทำการแจ้งความแล้ว เว็บไซต์ดังกล่าวมักจะมีการปิดตัวของธุรกิจเหล่านี้ลง หลักฐานต่างๆ อาจถูกทำลาย

หากเป็นไปได้ ขอความกรุณาช่วยกัน เผยแพร่คำเตือนนี้ ไปในวงกว้าง จักเป็น อนิสงค์ที่แรงกล้า และขอขอบพระคุณยิ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ผมหวังไว้ว่า ไม่ขอให้มีผู้ใดถูกหลอกลวง จากกลุ่มมิจฉาชีพ เหล่านี้เลยจะดีกว่า

ด้วยความปรารถดี

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน

ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI กระทรวงยุติธรรม

../ พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน * 
อ่าน:1060 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขอความรู้เรื่องปุ๋ยหน่อยครับ................
124.157.224.86: 2553/02/20 10:47:38
1.ปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับ
 -ข้าวนาปี
-ข้าวนาปรัง
-อ้อย
ยางพารา

2.ช่วงเวลาในการใส่ปุ๋ย
3.ดินต้องเป็นอย่างไรแยกตามคุณสมบัติของปุ๋ยนะครับ


อ่าน:10455 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ - ชีวภาพใช้ดีมากมีส่วนผสมมูลค้างคาว
117.47.235.168: 2553/02/20 10:47:38
ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ภัณฑ์ 25 กก สูตรเม็ด
 คุณสมบัติ
1.ให้ธาตุอาหารครบทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม
2.ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
3.ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย การระบายน้ำและอากาศในดิน พร้อมปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ยังมีกรดฮิวมิค และแร่เพอไลต์ ที่ช่วยในการจับปุ๋ยและปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสมบูรณ์ช่วยให้การขยายรากได้เร็ว และลำต้นแข็งแรงไม่โค้นล้มง่าย
4.เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั่วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก, ออกผลมาก)
5.ช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
6.ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตมีน้ำหนักและรสชาติดีขึ้น
 ส่วนประกอบ
ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรองแคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, โบรอน
ธาตุอาหารเสริมทองแดง, เหล็ก, แมงกานีส, โมลิบดินั่ม, สังกะสี
องค์ประกอบฮิวมิดฟอร์ม, อินทรียวัตถุ, ตัวย่อยสลาย
ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัมราคา 365 บ.
เจริญอินทรีย์ภัณฑ์ 
 
อาหารเสริมพืชชีวภาพชนิดน้ำ-ทางใบ
เป็นธาตุอาหารพืชชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ โดยการสกัดจากกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชทุกชนิด เป็นกระบวนการสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาให้เกษตรกรรู้จักใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพไม่เป็นอันตรายต่อดิน เกษตรกร และผู้บริโภค มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถละลายน้ำได้ดี ไม่เกิดการตกตะกอนของธาตุอาหารต่าง ๆ จึงทำให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มสิ่งมีชีวิตในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ เป็นผลให้พืชสามารถผสมเกสรได้ดี ไม่หลุดร่วง ติดดอกออกผล ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี พืชจึงเจริญงอกงามได้ในระยะเวลาอันสั้น
 คุณประโยชน์ :
1. ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง ยากต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณหนอนและแมลงศัตรูพืชลงไปได้มาก
2. ช่วยทำให้การออกดอกและติดผลเร็วขึ้น สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าเดิมมาก
3. ช่วยเพิ่มจำนวนดอก ผล ขนาด คุณภาพสี และ รสชาติของผลผลิต
4. ช่วยทำให้พืชฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะพืชที่ปลูกใหม่ หรือพืชที่ยังเล็กอยู่
5. ช่วยป้องกัน และขจัดปัญหาโรคขาดธาตุอาหารของพืช
6. ช่วยร่นอายุการเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าเดิม
7. ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ด หรือท่อนพันธุ์ โดยใช้แช่หรือชุบก่อนปลูก
8. ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย
9. เมื่อใช้ควบคู่กับปุ๋ยเดิมที่เคยใช้อยู่ จะช่วยประหยัดค่าปุ๋ยได้มาก และยังสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างอัศจรรย์ โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิต
 ปริมาณสุทธิ : 1 ลิตรราคา 350 บ.
จำหน่ายโดย บริษัท เจริญโอสถ อินเตอร์เนลชั่นเนล เน็ตเวริค จำกัด เบอร์โทรติดต่อ 085-0715902 หรือ 042-340350 
คุณสิทธิพงษ์, รับสมัครตัวแทนจำหน่ายจำนวนมาก


อ่าน:2859 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ขายขี้วัวนมตากแห้ง ราคาถูกมาก ปลอดสารพิษแน่นอน
58.9.66.185: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยคอกราคาถูกมาก  เป็นปุ๋ยจากขี้วัวนม ตากแห้งเรียบร้อย  บรรจุกระสอบปุ๋ย  และเย็บปากถุงเรียบร้อย  น้ำหนักโดยประมาณ  10 กิโลกรัมต่อ 1 กระสอบ  เหมาะสำหรับใช้บำรุงต้นไม้และปรับปรุงสภาพดิน  ราคา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 15 บาทต่อ 1 กระสอบ  ราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่ง  มารับสินค้าที่ จ.
ราชบุรี  มีหน้าร้านขายอยู่ที่บางบอน ราคาลูกละ 25 บาท

สนใจติดต่อ  นายอดิเรก  08-6789-8491
อ่าน:4445 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ข่าวดี..ราคาปุ๋ยลดแล้วสั่งได้เลยครับมากน้อยไม่ว่า
222.123.174.226: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ราคาขายส่ง / กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง 520 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0 650 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27 1050 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21 980 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24 1250 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8 850 บาท ***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลางเหมาะสำหรับร้านค้าหรือเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทีละมากๆ ***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้*** เงื่อนไข 1. ราคานี้เป็นราคาเงินสด 2. ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว 3. บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า 4. แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน 5. จัดส่งฟรี ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด ตัวจริงครับ ขอย้ำ 
อ่าน:1426 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
การทำปุ๋ยใช้เอง 
58.10.90.77: 2553/02/20 10:47:38
การทำปุ๋ยใช้เอง 

ชื่อเรื่อง/ประเด็นหลัก การทำปุ๋ยใช้เอง

เนื้อหา องค์ความรู้/บทความ/เรื่องเล่าประสบการณ์

เรื่องที่ 1 การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ สาธิตและฝึกปฎิบัติ

1. การทำปุ๋ยหมัก

ส่วนผสม

1. มูลสัตว์แห้ง 3 ส่วน

2. แกลบดิบ/เปลือกถั่ว/ก้อนเห็ดเก่า 3 ส่วน

3. แกลบดำ 1 ส่วน

4. รำละเอียด 1 ส่วน

5. น้ำหมักชีวภาพ 3-4 ช้อนแกงผสมน้ำ 10 ลิตร

6. กากน้ำตาล

วิธีทำ

นำส่วนผสมต่างๆ คลุกเคล้าด้วยกัน รดด้วยน้ำหมักชีวภาพที่ผสมน้ำและกากน้ำตาลพอชุ่ม หมักกองไว้ในที่ร่ม ทิ้งไว้ 5-7 วันโดยจะกองกับพื้นดินและคลุมด้วยกระสอบต้องมีการกลับกองปุ๋ยหมักด้วย

หรือจะบรรจุกระสอบปิดปากถุงก็ได้ ถ้ามีใยสีขาวและมีกลิ่นหอมแสดงว่าสามารถใช้งานได้

2. การทำน้ำหมักชีวภาพ 

ส่วนผสม จากพืชหรือจากสัตว์

1. เศษพืช ผัก ผลไม้ตัดเป็นชิ้นเล็ก 3 ส่วน

ถ้าจากสัตว์ใช้หอยเชอรี่ทุบละเอียดหรือปลา 2 ส่วน

2. กากน้ำตาล 1 ส่วน

3. เปลือกสับปะรด 1 ส่วน

4. น้ำมะพร้าว (ถ้ามี) 1 ส่วน

วิธีทำ

นำพืชหรือหอยเชอรี่ กากน้ำตาล เปลือกสับปะรด และน้ำมะพร้าว ตามอัตราส่วนผสมคลุกเคล้าด้วยกัน บรรจุลงในถังหมักพลาสติก ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มนาน 15 -30 วัน จึงสามารถนำไปใช้ได้

ประโยชน์/วิธีใช้

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->การเจริญเติบโตของพืชผัก พืชไร่ ไม้ผล ใช้น้ำหมักชีวภาพ 2-3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน 

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้เป็นสารเร่งและเพิ่มคุณภาพปุ๋ยหมัก ใช้กำจัดกลิ่นน้ำเสียหรือในคอกปศุสัตว์ใช้น้ำหมักชีวภาพ 15-20 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) ราดให้ชุ่ม

<!--[if !supportLists]-->· <!--[endif]-->ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ก่อนเพาะปลุก 12 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มเปอร์เซนต์ความงอก ใช้น้ำหมักชีวภาพ 3 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร (1 ปี๊บ) แช่เมล็ดพันธุ์


เรื่องที่ 2 ฝึกปฎิบัติการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ 

วิทยากร- คณะเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและเกษตรกร ได้ร่วมกันทำปุ๋ยหมักชีวภาพ จากนั้นก็แจกจ่ายให้ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคน

หลักการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ 

การใช้ปุ๋ยเป็นการลงทุน ซึ่งหวังจะได้รับคืนมาในรูปของผลผลิตพืช ดังนั้นจึงควรที่จะใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือให้พืชได้ใช้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปมากที่สุดโดยมีการสูญเสียน้อยที่สุด ควรปฏิบัติดังนี้

<!--[if !supportLists]-->1. <!--[endif]-->ปรับปรุงดินก่อนใช้ปุ๋ย เช่น การใส่ปูนขาวเพื่อแก้ความเป็นกรดของดินหรือการไถขวางแนวลาดชัน เพื่อป้องกันการชะล้างเป็นต้น

<!--[if !supportLists]-->2. <!--[endif]-->กำจัดวัชพืชก่อนการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชแย่งปุ๋ยไปจากพืชที่ปลูก

<!--[if !supportLists]-->3. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารมากน้อยแตกต่างกัน จึงควรใช้ปุ๋ยสูตรที่นักวิชาการแนะนำ หรือสูตรอื่นที่มีอัตราส่วนธาตุอาหารเหมือนกัน

<!--[if !supportLists]-->4. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกอัตราการใช้ปุ๋ยในปริมาณที่น้อย หรือมากเกินไปจะไม่ทำให้เกิดผลดีจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด อัตราปุ๋ยที่แนะนำจะเป็นช่วงๆ ในกรณีที่เสี่ยงมากให้ใช้ปุ๋ยอัตราต่ำ ในกรณีที่ไม่เสี่ยงให้ใช้ปุ๋ยอัตราสูง

<!--[if !supportLists]-->5. <!--[endif]-->ใส่ปุ๋ยให้ถูกเวลาในแต่ละช่วงอายุของพืช



(ลงชื่อ)......................................เจ้าของเรื่อง/ผู้เล่า

(....นายปราโมตร..อุปสัย..)

ตำแหน่ง..เจ้าพนักงานการเกษตร..6.. 

(ลงชื่อ)......................................ผู้จดบันทึก

(..นางพรรณี......พิมพ์พันธ์..)

ตำแหน่ง..นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร..4


ที่มา: http://contact.doae.go.th/cts/index.jsp
อ่าน:526 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
รับให้คำปรึกษาแนะนำ   การแก้ปัญหา ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญปัญหายางพาราและปาล์ม มากว่า 10 ปี
115.67.0.41: 2553/02/20 10:47:38
 
รับให้คำปรึกษาแนะนำ   การแก้ปัญหา ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญปัญหายางพาราและปาล์ม มากว่า 10 ปี

เกษตรกรที่ปลูกยางพารา  และ ปาล์ม พบปัญหาเหล่านี้ ?

- ปัญหายางพารา เช่น ยางหน้าตาย  ตายนึ่ง  รากเน่า  โคนเน่า  โรคใบร่วง
- ใส่ปุ๋ยแล้ว ผลผลิตไม่เพิ่ม
- ปัญหา  ดินแน่น ดินเข็ม
- ปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่ม  ปุ๋ยแพง
- ต้องการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย เคมี ในปาล์มน้ำมัน 
- ต้องการเพิ่มผลผลิต ในยางพารา และปาล์มน้ำมัน

รับให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านปัญหายางพารา  ปาล์ม มากว่า 10 ปี
สนใจติดต่อ 

เอนก  ผู้อำนวยการศูนย์นครศรี 0894283487
วิชาการ
คุณมานพ  วาฬสินธุ
มือถือ  085-655217, 0841895550
บริษัท  ไอออนิค  จำกัด
โทร.  02-881-8872    
www.ionique.co.th
nop_utopia@hotmail.com
 
 
อ่าน:5296 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ”
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ” พัฒนาข้าว 5 จังหวัด พื้นที่ 2 แสนไร่ในภาคอีสาน สู่มาตรฐานอินทรีย์และ GAP  
    
                                นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมเจรจาการผลิตและการตลาดวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิ ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ณ จังหวัดอุบลราชธานี  ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105  ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  ยโสธร  ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และอุบลราชธานี    มีพื้นที่ดำเนินการ  200,000  ไร่  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการการผลิตข้าวหอมมะลิ  105  โดยได้รับความร่วมมือไตรภาคีกับภาคเอกชน  และเครือข่ายที่เป็นตลาดรองรับผลผลิต    ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการจัดประชุมสัมมนาและอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการตรวจสอบกระบวนการผลิตมาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP     การตรวจประเมินระบบการผลิตข้าว  GAP  รวมทั้งให้คำแนะนำในการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการ  จำนวน  16,283  ราย  เนื้อที่  240,472  ไร่  ในจำนวนนี้  มีเกษตรกรเข้าร่วมผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  (GAP)  จำนวน  2,000  ราย  ซึ่งในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก.  ได้ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ”  จำนวน 1,000  ศูนย์  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทั้งระบบ  รวมทั้งวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่  และได้ร่วมมือกับกรมการข้าวสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่    ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี  100%  รวมถึงสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 15  ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวม  35  กลุ่ม  ซึ่งหน่วยงานในสังกัด  อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน  กรมการข้าว  กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  และภาคเอกชน คือ บริษัท  เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง  จำกัด ได้ร่วมมือบูรณาการงานจนประสบผลสำเร็จ  

                                “ผลจากโครงการดังกล่าว คาดว่าจะลดปัญหาการปลอมปน และสามารถพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ  ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ให้เกิดความร่วมมือ           ในการวางแนวทางพัฒนาศักยภาพข้าวหอมมะลิของไทยทั้งระบบ ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”นายสมพัฒน์  กล่าว
 
    
  วันที่ : 08/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:279 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยปลาตราชาวประมง
112.142.50.238: 2553/02/20 10:47:38
หจก. พรจันทร์มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป 
จำหน่ายปุ๋ยปลาปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตราชาวประมง 
ปุ๋ยปลา คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็น สารละลายเข้มข้น ที่ได้จากปลาสดโดยกระบวนการหมักซึ่งมีกลุ่มจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย มีธาตุอาหารหลักและรองครบตามที่พืชต้องการ
วัตถุดิบ
ปลาสดจากทะเล : ให้ ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แก่ต้นพืช
ส่าเหล้า : สารอินทรีย์ และ อนินทรีย์ มีสีน้ำตาลเข้ม และมีธาตุอาหาร N: P: K ซึ่งเป็นสารอาหารที่พืชต้องการ 
จุลลินทรีย์ : สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นตัวกลางช่วยเร่งปฏิกิริยาการดูดซึมธาตุอาหารของพืชได้เร็วขึ้น 

ใช้ได้กับทุกชนิดพืช ไม้ผล,ไม้ดอก-ไม้ประดับ,พืชสวน,พืชไร่,พืชผัก,นาข้าว,โรงเพาะเห็ด,หัวเชื้อในการทำปุ๋ยหมักแห้ง, ปาล์มน้ำมัน, ยางพารา

ประโยชน์ของปุ๋ยปลาตราชาวประมง
- ปรับสภาพดินและฟื้นฟูสภาพดินที่เสื่อมโทรมจากการทำเกษตกรรมมายาวนาน และจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกินขนาด ช่วยให้ดินโปรง ร่วนซุย
- ปรับความเป็นกรด-ด่างในดิน สร้างความต้านทานโรครากเน่าโคนเน่า
- ช่วยเปิดรากพืชเสริมการดูดซึมธาตุอาหารแก่พืช
- เพิ่มความเขียวสดเป็นมันวาวให้ไม้ใบ ยืดอายุการบานของไม้ดอก
- มีกลิ่นและสารช่วยไล่แมลง พวกแทนนิน ลิกนิน

มีจำหน่ายขนาด 1 ลิตร 20 ลิตร มีทั้งราคาส่งและปลีก

อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อมานะครับ ขอบคุณครับ
ภาคใต้   ติดต่อ คุณกัญญา สารแก้ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร โทร 077-541347’544473
 หรือ คุณสามารถ แสงจันทร์  โทร 0831062524 
ภาคอิสาน กรุงเทพฯและปริมณฑล  ติดต่อ คุณโกรัน คำโสภา 0819794783
http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?board=25.0

พร้อมจัดส่ง

เราขอเสนอขายปุ๋ยปลาเพื่อเป็นหัวเชื้อในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แห้ง และรับผลิตปุ๋ยปลาตามสูตรของท่าน ในราคาต่ำ สนใจติดต่อฝ่ายขาย คุณ สามารถ แสงจันทร์ 0831062524
อ่าน:49553 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แก้ปัญหาเชื้อราใน มันสัมปะหลัง  เพิ่มขนาดของมันสัมปะหลัง  ขอซีดี  ตัวอย่างการใช้ได้ที่  085-869 5682 เหมียวค่ะ
222.123.18.89: 2553/02/20 10:47:38
อาหาร เสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติ น คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืช สวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกไม้ประดั...  


นิวเคลียร์ COS  

สกัดจากธรรมชาติ 100 %

ไคโตซาน
อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไค ติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้ เหมาะ สำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกและไม้ประดับ 

ประโยชน์ของไคโตซาน 
1. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เสริมสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้แข็งแรง
2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น
3. ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืช ทำให้ออกดอก และติดผลมากขึ้น
4. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคพืชต่าง ๆ
6. กระตุ้นให้พืชสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
7. ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์
8. ช่วยทำลายการฟักตัวของแมลง
9. ช่วยลดอัตราการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงได้ 2 ใน 3 ส่วน

จุดประสงค์ อัตราการใช้ วิธีการใช้
เพื่อปรับปรุงสภาพดิน 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหน้าดินให้ทั่วพื้นที่ 1 ไร่
เพื่อช่วยเพาะเมล็ดพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำ
ไปเพาะ ช่วยเพิ่มอัตราการงอก
เพื่อ เพื่อช่วยขยายพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ส่วนที่นำไปปักชำหรือขยายพันธุ์ 
1-3 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการแตกราก
เร่งการเจริญเติบโต
• พืชผัก
• พืชไร่
• ไม้ผล
• ไม้ดอกไม้ประดับ 
10-15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
5-10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน


• นาข้าว 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นครั้งแรกพร้อมยาคลุมหญ้า
ฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวอายุ 1 เดือน
ฉีดพ่นครั้งที่สามเมื่อข้าวอายุ 2 เดือน
ฉีดพ่นครั้งสุดท้ายตอนข้าวออกรวง เมล็ดเต่ง น้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นและไม่เป็นเชื้อรา

เพื่อช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ชุบเคลือบให้ทั่วเมล็ด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา
10. ช่วยลดการใช้สารจับใบ

รหัส รายการ ขายปลีก / สมาชิก
Ag 001 C4 พืช 1 ขวด 240 / 200
Ag 002 C4 พืช 12 ขวด 2,880 / 2,400
Ag 003 C4 พืช 24 ขวด 5,760 / 3,500
ขนาดบรรจุ 1 ขวด 500 มิลลิลิตร ( ซีซี)


สนใจติดต่อ  ขนิษฐา  จันทร์ติ๊บ  http://farmkaset.org/wb/images/emotion/4.gif
โทร 085- 869 5682
อ่าน:2766 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
เมื่อผลผลิตปาล์มลดลง
115.67.110.225: 2553/02/20 10:47:38
IONIQUE GROUP (IG) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ทำการศึกษา วิจัยและค้นคว้าด้านปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ และปัจจัยทางการเกษตรสมัยใหม่ในรูปแบบปลอดสารเคมี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 บริษัท ไอออนิค จำกัด เป็นบริษัทของคนไทย ที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2547 โดยคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 88% และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศ ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 และด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของเรา กองทุนร่วมทุน สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงเข้าร่วมลงทุนกับทางบริษัทฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 เพื่อช่วยกันยกระดับการเกษตรกรรมไทย 

     *ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาทางบริษัทได้เข้าไปดูแลเกษตรกรสวนยางและสวนปาล์มในภาคใต้ทั้งวิชาการและการนำไปใช้จริง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและสามารถลดการใช้ปุ๋ยลง จนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและบริษัทเอกชน โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นที่สนใจและยอมรับกันกว้างขวาง สามารถชมแปลงของเกษตรกรได้ที่จ.  สุราษฏร์ธานี 
โทรปรึกษา เอนก 089-4283487 

เพิ่มเติม        http://www.hinlotom.com/showdetail.asp?boardid=80
อ่าน:3458 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการขาย  รถไถ  60000  บาท  ซื้อมาเพราะต้องการทำการเกษตร   แต่เงินทุนหมดก่อนเลยไปทำอย่างอื่นแทน  (ต่อลองกันได้ร้อนเงิน) สภาพ 98 เปอรเซนต์
202.183.203.4: 2553/02/20 10:47:38
อยากขาย  รถไถคูโบต้า  ที่60000 บาท ซื้อมาใช้ไปแค่ ไม่เกิน 30 ชั่วโมง  ขายเพราะโครงการทำการเกษตรล้มเลิก  สนใจติดต่อกลับที่  086-001-0043
คุณภากร
อ่าน:5002 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมพบปะกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางพารา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโรคซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำยางไม่ออก
113.53.166.250: 2553/02/20 10:47:38
เมื่อวันที่ 24 - 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ฟาร์มเกษตรเข้าพบเกษตรกรทำสวนยางพารา ที่ป่าติ้วจังหวัดยโสธร นิคมคำสร้อยจังหวัดมุกดาหาร และชานุมานจังหวัดอำนาจเจริญตามลำดับ 

ที่ป่าติ้วจังหวัดยโสธร พบปัญหาโรคเปลือกแข็งมีลักษณะเปลือกแตกที่ลำต้น และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราทำให้ต้นยางพาราอ่อนแอ 

ที่อำเภอนิคมคำสร้อยพบปัญหาที่เกิดจากเกษตรกรกรีดยางลึกเกินไป จึงทำให้หน้ายางไม่เรียบ และพบปัญหาใบร่วงและโรคที่เกิดจากเชื้อราบ้างเล็กน้อย

ที่อำเภอชานุมานเป็นยางเล็ก ไม่พบปัญหา

ทั้งนี้ทางนักวิชาการของเราได้แนะนำวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับเกษตรกรให้กับเกษตรกร และในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. นี้จะเข้าไปทำการแก้ปัญหาและจะนัดติดตามผลอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคม 
อ่าน:414 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
           ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันพันธุ์คอสตาริก้า Costa Rica
115.67.166.109: 2553/02/20 10:47:38
..........เมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันคอสตาริกา ที่เรานำเข้ามาเพื่อการเพาะพันธุ์ต้นกล้าคอสตาริกาจำหน่ายแก่เกษตรกร ทุกเมล็ด คือ 
         การเอาใจใส่ดูแลอย่างดีที่สุด เพื่อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนถึงขั้นตอนการบรรจุลงถุงเพาะต้นกล้าที่สั่งผลิตเป็นกรณีพิเศษ ด้วยพลาสติกเหนียวเคลือบสารป้องกันรังสีอัตตร้าไวโอเลต ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อถูกแสง และ น้ำ ตลอดเวลาการเพาะจนได้อายุ 8 เดือน แม้แต่ดินที่เราใช้เพื่อการเพาะเมล็ดของเรา เราเฟ้นหาเนื้อดินที่ดีที่สุดของประเทศไทย และพบว่า ดินในเขตอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการยืนยันว่า มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมที่สุดกับการเจริญเติบโตของต้นกล้าปาล์มน้ำมันมากที่สุด และเราได้เลือกใช้เป็นดินหลักในการเพาะต้นกล้าของเรา 
           ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันพันธุ์ Costa Rica คือสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ได้รับการพัฒนาโดยสถาบัน ASD ตั้งอยู่ที่ประเทศ Costa Rica |   www.asd-cr.com  ภายใต้เงินทุนของประเทศอเมริกานับพันล้านดอลลาห์ สำหรับเทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุกรรมพืชการโคลนนิ่ง(CLONING)ใช้กับปาล์มน้ำมันเพื่อให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศ คือ ต้นเตี้ย ลูกดก ทนร้อน ทนแล้ง ทนหนาว ให้น้ำมันมากต่อ น้ำหนักผล และมีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนานถึง 40 - 45 ปี ทุกเมล็ดทุกต้นกล้าของพันธุ์ปาล์มน้ำมันคอสตาริกา จึงคุ้มค่าให้ผลตอบแทนสูงสุดและปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศที่กล้ายืนยันด้วยรายงานผลการทดลองปลูกในพื้นที่ทุรกันดารเป็นรายแรกของประเทศไทย
http://www.cospat.com/seedinfo.html
               

                 ปัจจุบันมีเรื่องน่ายินดีที่การปลูกปาล์มน้ำมันในบ้านเราได้มีความก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง ผศ.ดร.ศิริชัย อุ่นศรีส่ง รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มน้ำมันจาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นเทคโนโลยีใหม่ของประเทสไทย ต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นต้นกล้าที่ผ่านการคัดเลือกอย่างดีที่สุดมาจากต้นแม่ " คอมแพค " ที่มีคุณสมบัติดีเด่น ผลผลิตสูงและมีการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ได้ดำเนินการทดสอบ, ศึกษาและวิจัย, เปรียบเทียบพันธุ์ปาล์มน้ำมันจากต้นกล้าเพาะเมล็ด กับ ต้นกล้าที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าชนิดไหนมีความดีเด่นกว่ากัน ในอนาคตการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกปาล์มน้ำมันที่ใช้ต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเป็นอีกทางเลือกใหม่ เช่นเดียวกับในต่างประเทศ เช่น ประเทศคอสตาริกา ไนจีเรีย และ กาน่า เป็นต้น ที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 80% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดใช้ต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 
อาจารย์ศิริชัย ยังได้บอกว่า การปลูกปาล์มน้ำมันจากต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในประเทศคอสตาริกา จะใช้ระยะปลูก 7.2 x 6.2 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 35 ต้น และให้ผลผลิตประมาณ 7 ตัน ต่อ ไร่ ( 7,000 กิโลกรัม  นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ยังได้นำต้นปาล์มเพาะเลียงเนื้อเยื่อตระกูล"คอมแพค" เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งจัดเป็นสายพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูง, ต้นเตี้ย ทางใบสั้น  โดยวิธีการเริ่มต้นจากเก็บข้อมูลลักษณะดีเด่น เช่น อัตราการเจริญเติบโตต่อปี, ผลผลิตทะลายสดต่อต้นต่อปี, ความต้านทานโรค ซึ่งจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลอย่างน้อย 6 - 8 ปี เมื่อได้ข้อมูลแน่ชัดว่า ต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวที่ได้คัดเลือกไว้มีคุณสมบัติตรงที่นักปรับปรุงพันธุ์ต้องการ จึงเข้าสู่ขั้นตอนการโคลนนิ่ง โดยจะนำชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของช่อดอกอ่อน นำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงนำลงไปปลูกในแปลงต่อไป 



อ่าน:3113 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ด่วน! ขายไร่อ้อยทำเลเยี่ยม 60 ไร่ติดถนนสายหลักโคราช-สุรินทร์ ห่างจากเทศบาลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
115.67.207.117: 2553/02/20 10:47:38
ด่วน! ขายไร่อ้อยทำเลเยี่ยม 60 ไร่ติดถนนสายหลักโคราช-สุรินทร์ ห่างจากเทศบาลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
ที่ดินทำเลสวยมาก ยื่นกู้ได้วงเงินดีเพราะเป็นที่ดินในเขตเทศบาล ติดต่อขอรับภาพถ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
มาร์ค 0848289494/ 0843535300
อ่าน:10606 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขอใบเสนอเราคาปุ๋ยตรานกอินทรีย์คู่หน่อยค่ะ
113.53.160.121: 2553/02/20 10:47:38
ขอใบเสนอเราคาปุ๋ยตรานกอินทรีย์คู่ วันเดอร์เขียว วันเดอร์แดง และวันเดอร์ส้มหน่อยค่ะอย่างละ 10 ตัน รวม 30 ตัน ส่งมาที่อีเมล์ nucha_jangat@hotmail.com นะคะ

ขอบคุณค่ะ
อ่าน:1989 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
รักษาภาวะโรค....ขี้ลืม ด้วยสารสกัด'พริกไทยดำ' 
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
“อัลไซเมอร์” หรือความจำเสื่อม เป็นโรคที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันเริ่มเป็นกันมากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมี “ต้นสายปลายเหตุ” มาจากภาวะ “เครียดสั่งสม” ทั้งจากปัญหาสิ่งแวดล้อม อาหาร ขาดการออกกำลังกาย รวมทั้ง “โหม” งานหนัก พักผ่อนน้อย 

ส่งผลให้ สมองเกิดความล้า จำเหตุการณ์ และ ช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ขี้หลงขี้ลืมในระยะแรกๆ ต่อมาพฤติกรรม บุคลิกเริ่มเปลี่ยน ความทรงจำความนึกคิด การมีเหตุมีผล (cognitive) เริ่มลดน้อยถอยลง 

เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว รศ.ดร. อรุณศรี ปรีเปรม คณะเภสัชศาสตร์ รศ.ดร.สมเดช กนกเมธากุล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงนำพริกไทยดำมาสกัด เพื่อใช้ “รักษาภาวะความจำบกพร่อง” 

รศ.ดร.อรุณศรี บอกว่า โครงการดังกล่าวทีมวิจัยได้ทำการศึกษามาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเริ่มแรกนั้น คณะแพทยศาสตร์ ทำการศึกษาสมุนไพรหลายชนิดคือ หัวหอม ใบบัวบก ขิง พริกไทย เพื่อเอามาคัดว่าสารกลุ่มไหนมีโอกาสสามารถนำมาใช้ได้ดีที่สุด 

และพบว่า “พริกไทยดำ” จะมีสาร พิเพอร์ลีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้สมองส่วนที่บกพร่องสามารถกู้กลับคืนมาได้ ต่อมา รศ.ดร.สมเดช หนึ่งในทีมวิจัยฯ จึงเริ่มเสาะหาวัตถุดิบในหลายๆพื้นที่มาวิเคราะห์จึงได้ข้อมูลว่า พริกไทย ดำจากจังหวัดจันทบุรีมี สาร พิเพอร์ลีน คุณภาพยอดเยี่ยม 
อ่าน:2029 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ
125.24.22.179: 2553/02/20 10:47:38
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ ราคาประมาณเท่าไหร่
อ่าน:28942 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
อาหารไทย อาหารสุขภาพ
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
อาหารไทยถือว่ามีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ มีอาหารตามธรรมชาติที่มี ลักษณะพิเศษตามภูมิอากาศและภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดทั้งปี รวมทั้งคนไทยมีศิลปะอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว จึงแสดงออกซึ่งศิลปวิทยาของตนในรูปแบบการปรุงแต่งและการกินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ ตั้งแต่เรื่องการผสมกลม กลืนในการปรุงแต่งกลิ่น รส ให้กลมกล่อมอร่อยและรสจัดอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ ในเรื่องการจัดรูปแบบและแกะสลัก ตบแต่งสีสันสวยงามวิจิตรบรรจง ในเรื่องการผสมผสานทางคุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ สูงสุดทั้งในแง่การป้องกัน การบำรุงและการรักษา ตลอดจนการใช้อาหารเป็นเครื่องแสดงความผูกพันในหมู่ญาติมิตร และเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม รวมทั้งการใช้อาหารเป็นสื่อทางความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ 


เครื่องปรุงอาหารไทยที่สะท้อนให้เห็นสรรพคุณทางยาและสมุนไพรที่เรากินกันบ่อย ก็เช่น 
อ่าน:1873 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
เปิดตัวปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด "ไก่คู่ทีทีวี" สำหรับตัวแทนขายเท่านั้น
117.47.174.85: 2553/02/20 10:47:38
       เปิดตัวปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ดคุณภาพสูง ตราไก่คู่ทีทีวี สำหรับตัวแทนขายเท่านั้น

ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ตราไก่คู่ทีทีวี จำหน่ายให้เฉพาะร้านค้า หรือตัวแทนขายเท่านั้น โดยโรงงาน ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร  ผลิตจากมูลไก่แท้ๆ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผ่านกรรมวิธีหมัก 8-12 เดือน การฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา อบไอน้ำ ดูดกลิ่น ดูดความชื้นจนแห้ง รักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ เพิ่ม สูตร 3 พลังเร่ง ที่ให้คุณค่าอาหารแก่พืชโดยตรง ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย พร้อมการอัดเม็ดที่ได้คุณภาพด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มาตรฐานยุโรป อีกทั้ง ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และการรับรองผลที่สูงกว่ามาตรฐานมากมายไม่ผสมดิน แกลบ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 3 ปี รับรองผลเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า และกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
          ขายให้เฉพาะตัวแทนขายตันละ 3,400 บาท (กระสอบละ 170 บาท) ถุงละ 50Kg ไม่รวมค่าขนส่ง
สิทธิพิเศษสำหรับตัวแทนขายช่วงเปิดตัว ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง { ไก่คู่ทีทีวี  }   
สั่งครบ 1,000 กระสอบ รับส่วนลดทันที 10,000 บาท พร้อมการได้สิทธิ์ เป็น ตัวแทน1อำเภอ1ราย
สั่งครบ 5,000 กระสอบ รับส่วนลดเพิ่มอีก 50,000 บาท และสิทธิ์ในการได้ส่วนลด 15 บาท / กระสอบ ในการสั่งครั้งต่อๆไป (สะสมถึง 1,000 กระสอบก่อนได้สิทธิ์ก่อนนะครับ ราคาเดียวจำหน่ายทั่วประเทศ)
สิ่งที่ต้องบันทึก
1. เลขหมายที่ติดต่อ 2. บัตรประจำตัวประชาชน 3. ชื่อร้านค้า (ถ้ามี) 4. ที่อยู่ อำเภอ จังหวัด 5.จำนวนที่สั่งซื้อสะสม
คุณสมบัติเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com 

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
หรือ            083-4633350 ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร daranew90@gmail.com 
    ------------------------------------------------                
อ่าน:1674 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 
125.24.14.251: 2553/02/20 10:47:38
ไปอ่านจากเว็บไซต์ของ สสว. ครับ เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้สนใจ เลยเอามาให้อ่านกันครับผม

แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 

ในบรรดาของฝากจากเชียงใหม่ หนึ่งในสินค้าท็อปฮิต คือ อาหารเหนือ และในบรรดาอาหารเหนือ จะต้องมีแหนมติดอันดับต้นๆของฝากยอดนิยม และเมื่อเอ่ยถึงแหนม "ป้าย่น" คือ หนึ่งในใจของผู้นิยมบริโภคแหนม จนครองความเป็นเจ้าตลาดแหนมของเชียงใหม่มายาวนาน 

หลายคนคงเคยตั้งคำถามในใจถึงที่มาของแหนมป้าย่นว่า เป็นมาเช่นไร ทำไมถึงยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดของฝากที่สูงมาก ทั้งที่มีสินค้าเพียงอย่างเดียว คือ แหนม แถมไม่มีร้านขายปลีกของตัวเอง ทำขายส่งอย่างเดียว ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ผู้ผลิตแหนมชีวภาพ รับหน้าที่ไขข้อข้องใจดังกล่าว 

แหนมป้าย่น เริ่มต้นจากคุณแม่(อุ๊ยย่น)ที่แต่เดิมมีอาชีพทำอาหารพื้นเมืองขาย เช่น ไส้อั่ว แกงโฮะ แกงฮังเล ตำขนุน ขายที่ตลาดสันป่าข่อย และทำแหนมหรือชิ้นส้มตามภาษาถิ่นขายด้วย ขายมานานๆเข้าพบว่า แหนมขายดี ประกอบกับคุณแม่(อุ๊ยย่น)เริ่มอายุมากขึ้น จึงตัดสินใจหยุดเรื่องอาหาร ทำเฉพาะแหนมอย่างเดียว โดยมีลูกๆเป็นคนทำ โดยแบ่งเป็น 2 สาย คือ ลูกป้าย่น และลูกสะใภ้ป้าย่น แต่ใช้ชื่อเหมือนกัน คือ แหนมป้าย่น แต่แยกกันคนละกระเป๋า 

เดิมทีทำและขายกันที่บ้านในเมือง ต่อมามีปัญหาด้านมลพิษ ทางเทศบาลจึงขอให้ย้ายออกไปทำนอกเมือง เลยตัดสินใจไปซื้อที่นอกเมืองริมถนนเชียงใหม่-เชียงรายประมาณไร่ครึ่ง แต่จะซื้อคนเดียว เงินก็ไม่พอ จึงร่วมหุ้นกับพี่สะใภ้ซื้อ และเปิดเป็นรูปบริษัทขึ้นมาดำเนินการ ภายใต้ชื่อ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ขณะนั้นราวปี 2537 พร้อมกับกู้เงินธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)มาประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารโรงงานและซื้อเครื่องจักรมาทำการผลิต

กลยุทธ์สร้างแบรนด์ฉบับชาวบ้าน

เมื่อมีการตั้งบริษัทขึ้นดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมา คือ ตราสินค้า หรือโลโก ในเมื่อชื่อ ป้าย่น เป็นที่จดจำของตลาดเป็นอย่างดีแล้ว จึงใช้รูปอุ๊ยย่นเป็นโลโกไปเลย ส่วนการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำนั้น ชวนเล่าว่า

"ผมใช้กลยุทธ์ ปากต่อปาก ผมจะเข้าไปเรียนหนังสือ โรงเรียนดังๆทั้งนั้น อย่างมงฟอร์ต วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ วิทยาลัยครู"

สาเหตุที่เลือกเรียนสถาบันเหล่านี้ อย่างวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ จบออกมา ก็จะไปเป็นเกษตรอำเภอ ปลัดพัฒนา กระจายไปอยู่ทั่วประเทศ ส่วนวิทยาลัยครู จบออกมาก็ไปเป็นศึกษานิเทศก์ เป็นครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ตรงนี้เกิดประโยชน์ต่อการทำการค้ามาก เพราะมีเพื่อนเยอะกระจายอยู่ทั่วประเทศ 

คนเหล่านี้พอมาเชียงใหม่ หรือมีคนมาเชียงใหม่ ก็มักจะมาอุดหนุนสินค้าของเพื่อน(แหนมป้าย่น) หรือพอเติบใหญ่ในหน้าที่การงาน พอลูกน้องเห็นนายซื้อ ก็ซื้อตาม 

ก็เลยเป็นการทำตลาดแบบปากต่อปาก กลายเป็นที่จดจำและรู้จักไปทั่วประเทศ

ทำธุรกิจอย่างพอเพียง

คำถามหนึ่งที่มักได้ยินเสมอๆ คือ ทำไมไม่ทำผลิตภัณฑ์อย่างอื่นบ้าง หรือทำไมไม่เปิดร้านขายเองบ้าง "ผมไม่เคยคิดเปิดร้านหรือโชว์รูมขายเอง เพราะถ้าทำ ก็เหมือนผมเอาก้นไปผูกติดกับเก้าอี้ ไปไหนไม่ได้เลย ต้องคอยเฝ้าร้าน ไม่มีกำไรให้ชีวิต เป็นทาสของเงิน ผมเหนื่อยมามากแล้ว พอแค่นี้ ขอให้รางวัลกับชีวิตบ้าง"ชวนไขข้อข้องใจ 

นอกจากความพอเพียงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่คิดเปิดร้านขายเอง เพราะถ้าเปิดขายเอง คนอื่นก็ไม่ได้ขาย ต้องการให้คนอื่นได้ขายบ้าง ส่วนที่ไม่คิดทำอย่างอื่นบ้าง เพราะคิดว่า ขอทำแหนมอย่างเดียวดีกว่า ทำให้โด่ง(ดัง)ไปเลย แม้ตนเองจะไม่ทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะปิดกั้น รุ่นลูกจะทำ ก็ได้ ไม่ได้ห้าม

"รุ่นผม พอแค่นี้ แต่รุ่นลูก ผมไม่ปิดกั้น อยากจะทำอะไรก็เอา นี่ก็เห็นกำลังศึกษาเรื่องของไส้กรอกอยู่"

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า แล้วธุรกิจไม่ประสบปัญหาบ้างหรือ ชวนเล่าว่า "ปัญหาทางการค้า การเบี้ยวหนี้ มีบ้าง เป็นเรื่องปกติ จึงใช้วิธีขายเงินสดอย่างเดียว แต่ที่ประสบปัญหามาหลายครั้ง คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุน โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู แต่ไม่สามารถปรับราคาได้ ผู้บริโภคไม่ยอมรับ จึงต้องใช้วิธีลดไซซ์" 

ชวน แย้มไต๋ถึง สิ่งที่ทำให้แหนมป้าย่นสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางแข่งขันที่รุนแรงในตลาดของฝากว่า

 1.ความอร่อย สิ่งที่ยืนยันความอร่อยได้ คือ ยอดขายที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70% และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องการันตีความอร่อยได้เป็นอย่างดี คือ บรรดาโมเดิร์นเทรดหลายค่ายต่างวิ่งเข้าหา เพื่อขอให้ผลิตป้อนให้ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่อยากเป็นมือปืนรับจ้างผลิต

2.มนุษยสัมพันธ์ที่ดีของเจ้าของ และสุดท้าย ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ทุกคนมีสิทธิกินแหนมป้าย่นได้หมด แม้แต่จะมาซื้อถึงที่ ทั้งที่ประกาศตัวว่า ขายส่ง แต่เมื่อมาถึงที่ ซื้อแท่งเดียว ก็ขาย แถมราคาเดียวกับที่รับไปขายครั้งละมากๆ อีกต่างหาก

แหนมป้าย่น คือ หนึ่งบทพิสูจน์ การตลาดแบบปากต่อปาก ว่ายังให้ได้ผลเป็นอย่างดี แต่ต้องมีดีให้บอกต่อๆกันไป

 

            ที่มา : ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด
 
อ่าน:2163 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 เงินสด
58.10.96.48: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ด้วยเงินสด ระบบเงินสดทั้งหมด  รับเอกสารประกอบการจอง POP และ
รับเช็คคืนจาก บ. เพื่อค้ำประกันเท่าจำนวนเงินวางสด  รับของ 19-20-21 มิย 51
รับ POP วันทำสัญญา  รับ B/L วันที่ 15 สำหรับลูกค้าที่จองแล้วและวางเงินสดเท่านั้น
ราคาตันละ 16,500 บ.1-500 ตัน  และ  1000 ตันขึ้น  16,000 บ.
อ่าน:1248 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยยูเรียราคาถูกครับ
124.121.65.3: 2553/02/20 10:47:38
46-0-0 ตันละ 11000 บาท
สนใจติดต่อเชนครับ
0848796633
0818230662
อ่าน:2107 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยขี้วัวแห้งบรรจุกระสอบ ไม่มีสารเคมี ราคาถูกมาก 
58.9.54.55: 2553/02/20 10:47:38
ขายขี้วัวนมตากแห้ง เป็นของเกษตรกรโดยตรง ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับต้นไม้ทุกชนิดเพราะจะทำให้ดินร่วนซุย ประหยัดค่าปุ๋ยได้มากในช่วงสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ 

- ขนาดกระสอบบรรจุ 12-15 ก.ก. เย็บปากถุงเรียบร้อยตาม ราคากระสอบละ 20 บาท
- ขายแบบชั่งกิโล ขายตันละ 1,800 บาทต่อ 1 ตัน

สนใจติดต่อ สุภาพร 08-9134-4153 
อ่าน:6786 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอิทรีย์เคมีเต็มสูตร
125.26.48.186: 2553/02/20 10:47:38
บ.ภูริวรรณการเกษตร จก. ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เคมีเต็มสูตร ยี่ห้อไชโย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกร ทุกสูตรได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรทุกสูตร โดยผลิตดังนี้
1.สูตร 9-0-0 สำหรับรองพื้น
2.สูตร 15-0-0 สำหรับรองพื้นหรือบำรุงต้น
3.สูตร 25-0-0 สำหรับบำรุงต้น
4.สูตร 35-0-0 สำหรับบำรุงต้น
สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-5726891 หรือเมล์ tanon26@hotmail.com
อ่าน:643 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ- sell raw cotton shopping bag  
203.147.0.44: 2553/02/20 10:47:38
--ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ ขายกระเป๋าผ้าฝ้าย รับทำกระเป๋าผ้าฝ้าย  - sell raw cotton shopping bag  
 ทำได้ทุกขนาด  พร้อม พรินท์ โลโก้ บนกระเป๋าผ้า  เหมาะเป็นสินค้าพรีเมี่ยม  
สินค้าธรรมชาติ หัตถกรรมไทย  reuseable bag, friendly environment bag, 
http://www.geocities.com/witservice11/bag/bagshopping-cotton.htm
สนใจติดต่อ thaihandmade22@yahoo.com , witservice11@yahoo.com  tel.0846867054
อ่าน:1450 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ในเมื่อมีรายละเอียดของสินค้าเยอะแล้ว ควรจะมีราคาของสินค้าด้วย
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
น่าจะมีราคาของสินค้า เช่นพวกปุ๋ยทุกยี่ห้อ ที่มีรายละเอียดอยู่ ไม่ค่อยมีราคาเลยครับ คนมาอ่านดู จะได้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วย 
อ่าน:1930 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ผลิต...ไบโอดีเซลชุมชน ซีพีเอฟนำร่องประหยัด พลังงาน
125.24.39.151: 2553/02/20 10:47:38
โลกยุคปัจจุบัน”...ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติพลังงาน เนื่องจาก น้ำมันปิโตรเลียมดีดราคา จนสูงโด่งและขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอันเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจขยับสูงขึ้น 

...หลายหน่วยงานจึงพยายามหาแนวทาง ลดต้นทุน และ หันมาสนใจกับพลังงานทดแทน จากธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ... 

...นอกจากนั้นพึ่งพา พลังงานทดแทนจากทรัพยากรบนดิน คือ ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งมีหลายชนิดที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตใช้งานได้ แต่ถ้าเข้าสู่เชิงธุรกิจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากพอสมควร 

อย่างไรก็ตาม....มีการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้กันอย่างประหยัด โดยนำวัสดุ หรือ ของเหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาดัดแปลงเข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานอีก... 

...บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นหน่วยงานหนึ่งของภาคเอกชนที่นำเอาน้ำมัน ที่ใช้แล้ว ผันเข้าสู่ขบวนการผลิต “ไบโอดีเซล” 

...ไบโอดีเซล หมายถึง เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ ที่ผลิตได้จากน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ ทั้งที่ยังใหม่และผ่านการใช้งานแล้ว มาทำปฏิกิริยาทางเคมี (transesterification) กับเมทานอล ด่าง จนเกิดเป็นสารเอสเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล... 
อ่าน:1544 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-3267399
124.121.38.31: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณอนันต์ แซ่กว้าง  081-3267399
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
อ่าน:388 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกูก้านแดงราคาถูกที่ศูนย์ขอนแก่น
203.144.140.251: 2553/02/20 10:47:38
ทางเราได้จัดศูนย์ส่ง่ต้นกล้าตะกูก้านแดง ขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น หน้าตลาดกลาง ธกส. มีต้นกล้าตะกูก้านแดง แข็งแรงพร้อมปลูกทุกต้น มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทของเรามาอธิบายให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของต้นตะกู ของเราเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับโรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้อยู่แล้ว ไปดูได้ที่สาขา ราชบุรี และ สาขาชลบุรี เราวางต้นกล้าไว้ที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของเราอยู่แล้ว ทางเรา  www.tagutree.com  จึงได้จัดศูนย์ส่งต้นกล้าตะกูก้านแดงให้ชาวอีสาน ไม่ต้องถูกหลอกให้ซื้อต้นกล้าในราคาแพงมาก และทางเรามีพร้อม ทั้งไม้ตะกูขนาด 12 ปี ที่เราแปรรูปมาให้ดู มี่ต้นก้านเหลือง ที่กำลังเอามาหลอกขายให้ชาวอีสานกันตอนนี้ ในราคาถูก ๆ เรามีข้อมูลให้ดูพร้อมหมด เรารับประกันได้ว่าต้นไม้ตะกูของเราเป็นก้านแดงอย่างเดียว
ศูนย์ส่งที่ขอนแก่นตอนนี้จัดราคาสำหรับชาวบ้านครับ

1. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง              1-499 ต้น      ราคาต้นละ    15   บาท
2. ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง      500 - 3999 ต้น      ราคา ต้นละ   12   บาท
3.  ซื้อต้นกล้าตะกูก้านแดง            4000 ต้นขึ้นไป ราคา ต้นละ  10  บาท

หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่      wwww.tagutree.com
ติดต่อคุณวัฒน์  089-1130940 

อ่าน:563 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ชุดไบโอดีเซลชุมชนแบบง่าย
113.53.160.80: 2553/02/20 10:47:38
โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (งบยุทธศาสตร์) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยได้ทำการปรับปรุงอาคารเดิมของคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (อาคารไพรัช พืชพันธ์) เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และเป็นแหล่งฝึกอบรม เรียนรู้ของชุมชน โดยได้ติดตั้งเครื่องจักรผลิตน้ำมันไบโอดีเซลขนาด 300 ลิตร/ครั้ง นอกจากนั้นยังได้ออกแบบชุดผลิตน้ำมันไบโอดีเซลชุมชนขนาด กำลังการผลิตครั้งละ 20 ลิตร   

ชุดไบโอดีเซลชุมชนแบบง่าย (กำลังการผลิต 20 ลิตร/ครั้ง)
อ่าน:3403 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
10 เรื่องง่ายๆในชีวิต เพื่อสุขภาพ
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
10 เรื่องง่ายๆ ในชีวิต เพื่อทำให้สุขภาพดีได้ไม่ยาก 

1. สำรองผลไม้ไว้ในตู้เย็น 

ได้แก่กะหล่ำปลี แครอท ส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะได้ไดเอตแล้ว การรับประทานผัก & ผลไม้ประจำ ยังช่วยลด 

ความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย 

2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้า 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่าการบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก 

เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ 

3. ดื่มน้ำมาก ๆ 

อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50% เชียวล่ะ 

4. เปลือยเท้า คลายเคลียด 

การย่ำเท้าเปล่าไปบนทรายนุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด 

5. รับแสงแดดอ่อน 

มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิง 

ที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย เราควรรับแดดอ่อนๆ ในช่วงเย็น 

6. หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะ 

สำหรับอาหารว่างยามบ่าย แทนที่จะทานคุ๊กกี้หรือเค็ก เปลี่บนมาทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น 

รับรองว่า จะช่วยให้คุณมีกำลังวังชา และยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ำ 

7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำ 

ใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่า หรืออาหารเมนูปลารวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 

เช่น ไข ถั่วเหลือง นม นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดี ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้ 

8. เดินไวๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง 

ลองเดินให้ไวขึ้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือด 

หัวใจให้แข็งแรง และยังให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม 

9. เติมไขมันดีๆ ให้ร่างกาย 

ไขมันไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพราะมีไขมันหลายชนิดที่เป็นมิตรกับร่างกายนะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อ 

การดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก 

น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรง ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจด้วย 

10. JUST DO NOTHING 

ลองหยุดภาระวุ่นๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชม. ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ให้เวลาอยู่คนเดียว 

ตามลำพัง จะช่วยให้คุณรู้สึกสงบ อาจจะฟังเพลงเงียบๆ หรืออาบน้ำอุ่นๆ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ชมดอกไม้ 

เป็นการเติมความรื่นรมย์ทางด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่น และมีความสุข และให้ห่างไกลจากโรครีบร้อน เร่งรีบ 

จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง 

ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะดูดีขึ้น และยังห่างไกลจากโรคภัยอีก
อ่าน:3827 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำฟาร์มเพาะเห็ดฟาง "บัญชาฟาร์มเห็ดฟาง"
124.120.53.150: 2553/02/20 10:47:38
เป็นฟาร์มเพาะเห็ดฟางอย่างมืออาชีพ สามารถเข้าชมฟาร์ม ชมการเก็บผลผลิต (เริ่มเก็บ 5 โมงเย็นทุกวัน) ชมการขึ้นกองเห็ด และสาธิตการดูแลกองเพาะระหว่างรอเก็บผลผลิต (ใช้เวลาเพาะเพียง 7 วันก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว)
ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.twoplus11.com/banchafarm.htm
อ่าน:1734 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปาล์มน้ำมัน ยางพารา  ภาคใต้ เป็นที่ยอมรับทั้งภาครัฐและเอกชน
115.67.151.253: 2553/02/20 10:47:38
บ.ไอออนิค จำกัด  ภาคใต้   รัฐบาลร่วมลงทุน(สสว.) มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์  ไทย  วิจัยพัฒนา (r&d)
 ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น ปาล์มน้ำมันมีความสมบูรณ์ ลูกดก ทะลายมาก
ปาล์มน้ำมันมีแปลงที่ประสบความสำเร็จให้ดู ที่สุราษ / กระบี่
รับดูแลทั้งระบบ    50ไร่ อัพ
  4 รอบการใช้หรือ 18 เดือน เห็นผลทันตา    
www.tarad.com/wungkasat
  เกษตรแผนใหม่
   ให้คำปรึกษา
  เอนก 0894283487
อ่าน:3398 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน
113.53.161.124: 2553/02/20 10:47:38
วายพี อะโกร เทค ขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรชีวภาพทุกประเภท เช่น ไส้เดือนดิน ไส้เดือนพันธุ์ ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยอินทรีย

สินค้าแต่ละชนิดมีหลายแบบหลายขนาดให้เลือกตามความต้องการ อาทิเช่น...
เฟอร์นิเจอร์ สำนักงาน โต๊ะทำงาน โต๊ะคอมพิวเตอร์ โต๊ะอเนกประสงค์ ตู้เอกสาร ตู้ล็อคเกอร์ เก้าอี้สำนักงาน เก้าอี้ชนิดต่างๆ กระดานไวท์บอร์ด ชั้นวางของ ฉากกั้นห้อง  รับซ่อมเก้าอี้ โซฟา เปลี่ยนกุญแจ และอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์สำนักงานทุกชนิด

เยี่ยมชมสินค้าและสั่งซื้อ ได้ที่.. http://www.dfurmax.com
 
ติดต่อ  K.supoj T: 089-6163113,086-3699844

E-MAIL : supoj_fur@hotmail.com
อ่าน:1974 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46%
58.136.49.13: 2553/02/20 10:47:38
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46% รับรองคุณภาพทั้งจากประเทศไทยและเวียดนาม ทีใบรับรองการตรวจสอบคุณภาพ มาตราฐานส่งออก UAE และทั่วโลก
 50 กิโลกรัมต่อถุง
ราคาส่ง 550 บาทต่อถุง
อ่าน:42246 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายส่งปุ๋ยยูเรีย  N-46% เม็ดเล็ก
58.136.49.13: 2553/02/20 10:47:38
นำเข้าและตรวจสอบ โดย SGS
ตันละ 15,000 บาท สัญญา 12,500 ตันต่อเดือนสัญญา 1 ปี
อ่าน:5502 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เปิดให้บริการแล้ว!   www.VayoTradeCenter.com
124.157.236.135: 2553/02/20 10:47:38
ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย  ลงประกาศโฆษณาสินค้า ฟรี
เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า /บริการ เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ปลอดความเสี่ยงจากการจำหน่ายสินค้าแล้วลูกค้าไม่ชำระค่าสินค้า ลดขั้นตอนการส่งออก ที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน
ประโยชน์ที่ผู้ซื้อสินค้า / บริการ จาก www.VayoTradeCenter.com  จะได้รับ
อยากซื้ออะไรก็มี หาอะไรก็เจอ สินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม มีระบบ QC ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนถึงมือผู้ซื้อ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย 
www.VayoTradeCenter.com  ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย 
สามารถตอบโจทย์คุณได้ คลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.VayoTradeCenter.com
อ่าน:531 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน
124.121.241.101: 2553/02/20 10:47:38
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่... 
  คุณ สุธาสินี 086-993-4111 /02-9446851
อ่าน:393 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% ราคาถูก
110.169.1.153: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% รับประกันคุณภาพ  เพื่อผลผลืตทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ ที่เจริญเติบโต แข็งแรงเพิ่มมากขึ้นสนใจติดต่อ คุณนก 086-3936542  ยินดีให้บริการทุกท่านค่ะ เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี
อ่าน:2990 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ตอบข้อข้องใจเรื่องปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
คำปรึกษาใน “ โครงการเกษตรอินทรีย์ “
โดย นาย สราวุธ  จงศิริ
ให้กับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
ณ.วันที่........................................
******************************************************

ทำไมต้อง...เกษตรอินทรีย์ ?
จากกระแสของการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในภาคการเกษตร มีนัยสำคัญที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียด เนื่องจากมีการศึกษาและรายงานผลการวิจัยออกมามากมาย ถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร ผลเสียต่อสถานะการณ์ของโลกโดยเฉพาะการทำลายชั้นบรรยากาศ ผลกระทบทำให้โครงสร้างและคุณภาพของดินเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคอันเกิดจากการปนเปื้อน หรือสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ทั้งหมดที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรของผู้บริโภค ตลอดจนผลักดันให้ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดจากสารพิษตกค้างมีความคุ้มค่าทางการตลาดและการลงทุนสำหรับเรื่อง “ เกษตรอินทรีย์ “

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร ?
สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( I.F.O.A.M.  ได้ให้คำอธิบายถึงความหมายและคำจำกัดความไว้ว่า “ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เน้นที่หลักการปรับปรุงและบำรุงดิน  ให้ความสำคัญต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศน์เกษตรกร ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติเพื่อการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคและศัตรูของพืชและสัตว์เลี้ยง “ 
ที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นหลักสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพภูมิอากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน มีคำแนะนำที่แจกแจงเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่
   หลีกเลี่ยงหรืองดการใช้สารเคมี หรือ สารสังเคราะห์ใดๆในกระบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี หรือ สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการไม่ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม
   เลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีตามร่างกาย ทั้งจากภายในครัวเรือนหรือจากภายนอก
   พัฒนาระบบการผลิตที่นำไปสู่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในกระบวนการผลิตในระยะยาว
   พัฒนาระบบการผลิตที่เน้นการพึ่งพาตนเอง หรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาวัสดุทำปุ๋ยบำรุงดิน การจัดการเรื่องโรคศัตรูพืช พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แรงงาน และ เงินทุน เป็นต้น
   ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยพืชสดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   ส่งเสริมให้มีการแพร่ขยายชนิดของสัตว์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในระบบนิเวศน์ เพื่อรักษา สมดุลของระบบนิเวศน์ในไร่นา ตลอดจนลดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลง
   มีมนุษยธรรมในการเลี้ยงสัตว์
“ เกษตรอินทรีย์ “ มีประโยชน์อย่างไร ?
ต้องมองย้อนกลับไปดูว่า สิ่งที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต คือ
   ธาตุอาหารหลัก ซึ่งประกอบด้วย ไนโตรเจน ( Nitrogen : N , ฟอสฟอรัส ( Phosphorus : P  และ โปแตสเซียม ( Potasium : K  สำหรับการพัฒนาระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และผล
   ธาตุอาหารรอง ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม ( Calsium : Ca , แมกนีเซียม ( Magnesium : Mg  และ กำมะถัน ( Sulphur : S  สำหรับการพัฒนาสีสรร รส และกลิ่นหอม
   ธาตุอาหารเสริม ซึ่งประกอบด้วย เหล็ก ( Ferrus : Fe , มังกานีส ( Manganese : Mn , สังกะสี ( Zinc : Zn ,ทองแดง ( Cupper : Cu , บอรอน ( Boron : Bo , โมลิบนัม ( Molibnum : Mo , และ คลอริน ( Chlorine : Cl  สำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านทานโรค
ในขณะเดียวกัน ดิน ซึ่งเป็นวัตถุธาตุที่เกิดขึ้นเองเป็นชั้นๆตามธรรมชาติ จากแร่ธาตุต่างๆที่สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผสมรวมกับอินทรีย์วัตถุที่เน่าเปื่อยผุและย่อยสลายรวมกันเป็นชั้นบางๆห่อหุ้มผิวโลก และเมื่อมีอากาศและน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยทำให้พืชมีการก่อกำเนิดและเจริญเติบโต
องค์ประกอบของดินที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชที่ดี อนุมาณได้ ดังนี้
   อนินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 45 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่สลายตัวทางเคมี ฟิสิกส์ และทางชีวเคมีของแร่และหินชนิดต่างๆ ประโยชน์หลักคือเป็นธาตุอาหารของพืช
   อินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 5 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยของเศษซากพืชซากสัตว์ที่ผุพังทับถมกันอยู่ในดิน ประโยชน์หลักคือเป็นตัวเชื่อมประสานอนินทรีย์วัตถุให้จับตัวกัน รวมทั้งดูดซับและรักษาระดับความชื้นในดินเอาไว้
   น้ำ หรือ ความชื้น ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนหนึ่งจะแทรกตัวอยู่ตามช่องว่างของก้อนดิน ( เยื่อน้ำ  อีกส่วนหนึ่งจะซับอยู่ในอนุภาคของดิน
   อากาศ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็น ก๊าซออกซิเจน, ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ประโยชน์หลักคือช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ โดยการทำงานของจุลินทรีย์
   จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยที่เล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่เป็นพวกเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ประโยชน์หลักคือช่วยย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอินทรีย์วัตถุ พร้อมกับปลดปล่อยแอมโมเนียม, ไนเตรท, และซัลเฟต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของพืช
ดังนั้น สรุปในใจความสำคัญได้ว่า “ ดินที่ดีที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช คือ ดินที่มีธาตุอาหารครบตามที่พืชต้องการ มีอินทรีย์วัตถุ มีความชื้นในดินที่เหมาะสม สภาพดินร่วน โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดี “ ซึ่งเกษตรอินทรีย์สามารถปรับสภาพทำให้ดินเกิดสภาพดังที่กล่าวมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการคืนสภาพดังกล่าวให้กับดิน คือ “ ปุ๋ยอินทรีย์ “

 
ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยเคมี แตกต่างกันอย่างไร ?
ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารอนินทรีย์ต่างๆที่เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ซึ่งในที่นี้ก็คือธาตุอาหาร N – P – K โดยจะมีกรรมวิธีและกระบวนการผลิตที่จะปรุงแต่งสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวไปตามความชนิดและช่วงอายุของพืช ทั่วไปจะเรียกกันว่า “ สูตรปุ๋ย ” ซึ่งความหมายของสูตรปุ๋ยจะหมายถึงสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวที่มีอยู่ในเนื้อปุ๋ยรวมทั้งสิ้น 100 ส่วน  ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 ให้คำอธิบายได้ว่า ในเนื้อปุ๋ย 100 ส่วนจะมี ไนโตรเจน ( N  อยู่ 15 ส่วน, ฟอสฟอรัส ( P  อยู่ 15 ส่วน และมี โปแตสเซียม ( K  อยู่ 15 ส่วน รวมเป็น 45 ส่วน และอีก 55 ส่วนที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งในที่นี้คือ ดินขาว หรือ สูตร 16 – 8 – 8 จะหมายถึงว่ามีเนื้อปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรวมแล้วเพียง 32 ส่วน ที่เหลือก็จะเป็นดินขาว ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อย 40 ส่วนใน 100 ส่วนของปุ๋ยเคมีจะเป็นดินขาว เพราะดินขาวจะมีส่วนช่วยในการปั้นเม็ดให้กลมสวย ทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วนในขณะเก็บไว้นานๆ รวมถึงช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจน ( N  ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักตัวหนึ่งในเนื้อปุ๋ย ไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
ในขณะที่ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ หากจะให้นึกภาพได้ชัดเจนก็คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช ที่ผ่านการหมักให้เน่าเปื่อยผุพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจนสลายตัวกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์ มาจากแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรหรือวัชพืช ซึ่งจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเพียงธาตุอาหารหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรอาหารที่ชัดเจนและแน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะสัดส่วนของธาตุอาหารที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปุ๋ยอะไรและได้จากอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบคุณค่าทางอาหารของปุ๋ยอินทรีย์โดยกองเกษตรเคมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคยวัดค่า N – P – K ได้สูงสุดไม่เกิน 6 – 10 – 2 เท่านั้น

แล้วปุ๋ยเคมี ไม่ดีตรงไหน ?
สิ่งที่พืชต้องการมากที่สุดในการเจริญเติบโต ก็คือธาตุอาหารทุกๆกลุ่มอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะผลิตออกมาเป็นดอกเป็นผลให้กับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุอาหารหลักหรือ N – P – K ปุ๋ยเคมีเองก็สามารถให้ธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์แก่พืชได้มากเท่าที่พืชต้องการ สิ่งนี้เป็นส่วนที่ดีของปุ๋ยเคมี 
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธาตุอาหารหลักไม่ได้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในปุ๋ยเคมี  ในทางกลับกัน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรที่ใช้กันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนของธาตุอาหารหลักทุกตัวรวมกันแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ( ชี้แจงไว้แล้วในข้างต้น  ส่วนที่เหลือเป็นดินขาว ( Clay  ซึ่งเป็นสารเติมแต่งทั้งหมด และดินขาวนี้เองที่เป็นข้อเสียของปุ๋ยเคมี เพราะดินขาวซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กจะแทรกตัวไปอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน เมื่อดินขาวได้รับหรือดูดความชื้นจากดิน ก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพคล้ายน้ำแป้งและยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นขึ้น พร้อมกับขับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไปจนหมดหรือเหลืออยู่น้อยมาก  ดังนั้น แปลงเกษตรที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาโดยตลอด ดินจะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นแข็งกระด้าง ระบบรากและลำต้นของพืชไม่แข็งแรง เพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดี 

http://www.wayai.com/smfBB/index.php?topic=12.0;prev_next=next
อ่าน:539 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
“รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริม...
58.10.90.249: 2553/02/20 10:47:38
 “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่นราคาตก
    
   “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่น ราคาตก นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของนายสมชาย ศรีตระกูล นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและคณะ ว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังมีปริมาณ 27 ล้านตัน พื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 7 ล้านไร่ และมีแนวโน้มมากขึ้นเป็น 28 ล้านตันในปี 2551 ขณะนี้ราคาจำหน่ายหัวมันสำปะหลังกิโลกรัมละ 2.40 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังฯ ได้นำเสนอข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หาแนวทางพัฒนาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างมั่นคง รักษาเสถียรติภาพทางด้านราคา และการเป็นผู้นำตลาดการส่งออกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป ซึ่งถือเป็นประเทศ คู่ค้าและนำเข้าผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ดที่สำคัญของไทย เนื่องจากขณะนี้ราคามันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรได้หันจากการปลูกพืชไร่ชนิดอื่น เช่น อ้อยมาปลูกมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาต้นพันธุ์มันสำปะหลังขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ในปีต่อไปราคามันสำปะหลังอาจตกต่ำลง เกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อนเพราะราคาไม่คงที่ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยและสารเคมี นายธีระชัย กล่าวว่า จากข้อเรียกร้องดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคง รวมถึงการรักษาตลาดการเป็นผู้นำการส่งออกมันสำปะหลัง เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำรวจพื้นที่ปลูก จำนวนโรงงานแปรรูป และลานตากมันสำปะหลังทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องทำการสำรวจและตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำมาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการ ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้จะรับฟังข้อมูลจากตัวเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในวงการมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการ สมาคมและภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐ สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีข้อมูล งานวิจัย ตลอดจนผลการศึกษาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการปลูก การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นำไปต่อยอดความรู้และถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ได้นำไปพัฒนาและปฎิบัติได้จริง “แม้ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูง และองค์ความรู้ด้านการปลูกและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งอยู่ที่กรมวิชาการเกษตรเกษตร และสถาบันวิจัยต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำไปส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างจริงจังและทั่วถึง จึงมีแผนที่จะส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพดินและพื้นที่ปลูก โดยจะนำร่องในพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ นครราชสีมา และสระแก้ว เมื่อได้ผลดีแล้วจะขยายผลออกไปในจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ภาครัฐจะเป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง รวมทั้งจัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ที่วงการมันสำปะหลัง ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต โรงงานผู้แปรรูป และผู้ประกอบภาคอุตสาหกรรม ได้มีเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการผลิต การตลาด และการส่งออกร่วมกัน และรับจะไปผลักดันการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของคณะกรรมการเพื่อพัฒนามันสำปะหลังซึ่งได้แต่งตั้งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ เพื่อให้สามารถดูแลแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเป็นระบบต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
    
   วันที่ : 15/February/2008
อ่าน:325 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไอออนิค-ฟาร์มเกษตร ร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
125.24.44.113: 2553/02/20 10:47:38
บริษัทไอออนิค จำกัด และฟาร์มเกษตร เข้าร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พฤจิกายน 2551
อ่าน:1430 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
3 หน่วยงานหนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อ ผลิตปุ๋ยหมักจากมูลโคปรับปรุงดิน... 
125.24.58.100: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดรวม 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมปศุสัตว์และกรมพัฒนาที่ดิน บูรณาการร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่และพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์โคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้ระบบการสร้าง ธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่ ประจำปี 2551 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการระบบโลจิสติกส์และการตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรของรัฐบาล เบื้องต้นได้สนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ รวมกลุ่มจัดตั้งและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้เลี้ยงโคเนื้อแล้วทั้งสิ้น 1,498 กลุ่ม สมาชิก 19,227 ราย 
 
ในด้านของ ส.ป.ก.นั้นได้ปล่อย สินเชื่อกองทุนปฏิรูปที่ดิน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนแล้ว วงเงินรวมกว่า 643.13 ล้านบาท โคเนื้อ 58,946 ตัว อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดที่ดิน 379,829 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 834 กลุ่ม สมาชิก 11,542 ราย สินเชื่อกองทุนฯ จำนวน 373.09 ล้านบาท โคเนื้อ 27,102 ตัว กระจายอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 212,410 ไร่ และปัจจุบันได้นำวิสาหกิจชุมชนภาคใต้มาพบปะกับเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อให้เกิดการเจรจาซื้อขายโคเพื่อนำไปเลี้ยงในสวนปาล์มน้ำมัน ล่าสุดได้มีการนัดหมาย  ส่งมอบและเคลื่อนย้ายโคเนื้อ เข้าสู่สวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ เป้าหมายไม่น้อยกว่า 1,000 ตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท
อ่าน:3797 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ
58.10.90.18: 2553/02/20 10:47:38
 สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ  เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ   รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีรับมอบหนังสือลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีนายพินิจ        กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน และที่ปรึกษาสถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และข้าราชการร่วมเป็นเกียรติในพิธี  ณ  ห้องศูนย์บริหารฯ ชั้น 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ             พลเรือนฉบับใหม่ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการปรับใช้กฎหมายดังกล่าว   พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารข้าราชการพลเรือน         ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสอดคล้องกับภารกิจและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาและแสดงสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้เกิดข้าราชการคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของชาติให้บรรลุเป้าหมาย

                สำนักงาน ก.พ. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกับอีก 19 กระทรวง ซึ่งจะเป็นศูนย์เครือข่ายที่จะร่วมกันดำเนินงานดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2551 ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท ถนนเพชรบุรี  สำนักงาน ก.พ.ได้จัดประชุมเพื่อเตรียมดำเนินการตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ และพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีคุณหญิงทิพาวดี    เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทั้ง 19 กระทรวงเข้าร่วมงาน

                โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดให้มีพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น มีอำนาจหน้าที่พิจารณาจัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารงานทรัพยากรบุคคลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตามพ.ร.บ.ใหม่ อาทิ  การกำหนดตำแหน่ง  การกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน  เป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล   การพัฒนาข้าราชการให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ  รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสาร  ประชาสัมพันธ์  สร้างความเข้าใจแก่ข้าราชการในกระทรวงเป็นสื่อกลางในการรับฟังปัญหาของข้าราชการ  โดยกระทรวงจะร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. จัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่  ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาหาแนวทางแก้ไข  ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่มีความทันสมัย  สัมฤทธิ์ผลสูงสุด  ข้าราชการสามารถแสดงศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่   ได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ  และได้รับสิทธิประโยชน์

เหมือนเดิมทุกประการ      การปฏิบัติราชการแนวใหม่นี้ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของส่วนราชการมากยิ่งขึ้น               

                นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กล่าวว่าทางสำนักงาน ก.พ.จะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในทางวิชาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  การวางหลักการพื้นฐานในเรื่องมาตรการเสริมสร้างประสิทธิผล ประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน  มาตรการเสริมสร้างความเป็นธรรมและมาตรการการมีส่วนร่วม ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการปรับเปลี่ยนจากระบบค่าตอบแทนเงินเดือนบัญชีเดียวเป็น 4 บัญชี แยกเป็นประเภททั่วไป วิชาการอำนวยการและบริหารจะเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมาย การมีเปิดศูนย์เครือข่ายของกระทรวงจะเป็นช่องทางในการตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานก.พ.จะเข้ามาร่วมทำงานตรงนี้ร่วมกับกระทรวงด้วย

                “ระบบใหม่นี้มุ่งเน้นที่คุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงาน ฉะนั้นระบบการประเมินผลที่ออกเป็นระเบียบใหม่จะมีความเข้มข้น ค่าตอบแทนของงานจะมีความชัดเจน จากเงินที่เคยขึ้นเป็นขั้นก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ ต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติงานคนที่ทำงานมากกว่าและมีผลงานมากกว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า โดยการประเมินจะทำในหลายรูปแบบ  ผู้ที่ทำการประเมินจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงผู้รับบริการต่างกับของเดิมที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมิน หลายครั้งไม่ได้ประเมินตามผลงานประเมินตามลักษณะบุคคลและประเมินเพียงฝ่ายเดียว” นายนนทิกร กล่าว
    
   วันที่ : 31/January/2008

From: www.moac.go.th
อ่าน:403 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
มหาสารคาม ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ
125.24.58.100: 2553/02/20 10:47:38
มหาสารคาม - ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ส่งผลให้เกษตรกรในมหาสารคามเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวที่กำลังจะเสียหายจากการจมน้ำ ต้องตากข้าวไว้บนคันนา และถนนทางเข้าหมู่บ้าน ด้านโรงสีไม่รับซื้อข้าวอ้างความชื้นสูง
       
       เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ข้าวที่กำลังใกล้เก็บเกี่ยวถูกฝนและลมทำให้ข้าวล้ม และเน่าจากการทับกันของข้าว เกษตรกรต้องเร่งเก็บเกี่ยวข้าวแล้วนำไปตากไว้บนคันนา บางส่วนที่สีแล้วก็นำไปตากไว้บนถนนตามหมู่บ้าน เพื่อลดความชื้น ก่อนนำไปบรรจุกระสอบเก็บไว้เพื่อรอขาย
อ่าน:4420 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ผลิต และ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ 
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
เรามีปุ๋ย อินทรีย์ ที่ปราศจากสารเคมี และไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และเป็นปุ๋ยทีมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น มูลจากค้างคาว ซากพืช ซากสัตว์ และมีธาตุอาหารสำหรับ พืช ต้นไม้ครบครัน และเรามีสูตรเฉพาะ ต้นไม้หลากชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ผล เรามีบริการ ส่งถึงที ติดต่อได้ที่หมายเลข 0846697038  คุณโจ้ http://lekkrajai-wwwbloggercom.blogspot.com/ 
อ่าน:325 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
58.10.90.186: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง
    
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

                ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ( คพช.) ว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 เห็นชอบแผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  ทั้งนี้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯที่เสนอให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จากเดิมที่เป็นส่วนราชการให้เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ โดยสามารถพิจารณาเทียบเคียงลักษณะองค์กรได้จากกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งจัดตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้การศึกษาดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางหรือหน่วยงานอิสระเป็นผู้เป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากสามารถศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาหรือกระบวนการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาทำการวิจัยโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ว่าสมควรเป็นส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานประเภทใดที่สามารถพัฒนากิจการของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จสูงสุด ทางกระทรวงฯได้เตรียมการในการดำเนินการขบวนการขับเคลื่อนแผนฯในเบื้องต้นแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) จัดพิมพ์แผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  เพื่อแจกจ่ายให้สหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฎิบัติการแล้ว   2)  ประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับดูแลและพัฒนาสหกรณ์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

                  ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อว่า สหกรณ์จัดตั้งขึ้นย่อมมีวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไปตามลักษณะกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์ แต่ปัจจุบันสหกรณ์แต่ละประเภทมีความต้องการดำเนินธุรกิจค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งบางครั้งไม่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์แต่เนื่องจากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่ละประเภทให้ชัดเจนทำให้ยากต่อการส่งเสริมสหกรณ์และมีปัญหาในการตีความ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่และขอบเขตการทำงานของสหกรณ์อย่างชัดเจน โดยสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้นประเภทใดให้เป็นไปตามความหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อที่จะทำให้สหกรณ์ต่างๆได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน 
    
   วันที่ : 30/January/2008

From: moac.go.th
อ่าน:353 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ เปิดตัวข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ผู้นำด้านวิจัยพัฒนา และผลิตข้าวโพดหวานของไทย ได้เปิดตัวข้าวโพดหวาน 3 พันธุ์ใหม่ หลังจากปล่อยให้ “ไฮ-บริกซ์ 3” ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน นำร่องติดอันดับขายดีครองตลาดข้าวโพดฝักสด และอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง โดยคาดการณ์ตลาดอุตสาหกรรมในอนาคตยอดความต้องการของตลาดฝักสดอาจเพิ่มถึง 5 แสนตันต่อปี และยอดขายอาจสูงถึง 8 แสนตันต่อปี 

(8ก.ย.)นายพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวถึงข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ว่า การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานไม่ได้มุ่งตอบสนอง เฉพาะข้าวโพดหวานเพื่ออุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว ยังมุ่งตลาดฝักสดที่ชอบลักษณะเด่นของฝักสวย เป็นจุดขายของตลาดผู้บริโภคที่สำคัญด้วย 

โดยบริษัทที่ทำการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดหวานจะต้องมีพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในทุกปี ให้มีฝักใหญ่ เมล็ดติดปลายสุด สีสวยขึ้น และรสชาดอร่อยยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมในเขตร้อนให้มีคุณภาพไม่น้อยหน้าพันธุ์ข้าวโพดหวานจากยุโรป 

ในอดีตที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของข้าวโพดหวานในเขตร้อนนั้น ผู้บริโภคมองว่า เมล็ดไม่หวานนุ่ม ในการพัฒนาพันธุ์สามารถทำให้มีคุณภาพทัดเทียมต่างประเทศได้ ทั้งรสหวาน และความนุ่มของเมล็ด 

ซึ่งปัจจุบันปริมาณการใช้ข้าวโพดหวานในประเทศรวมแล้วประมาณ 450 ตัน โดยคาดการณ์ว่าอีก 3-5 ปี จะเพิ่มปริมาณเป็น 550-600 ตันต่อปี 

ดังนั้น การเปิดตัว ข้าวโพดหวานพันธุ์ “ไฮ-บริกซ์ 9” ข้าวโพดหวานสองสี “แฟนซี สวีท” และข้าวโพดข้าวเหนียว “ซุปเปอร์แชมป์” คือข้าวโพดพันธุ์น้องใหม่ของไทย แต่อนาคตไกล หลังจากผ่านการทดสอบในห้องวิจัยมานานกว่า 3 ปีก่อนจะปล่อยออกสู่ตลาด มุ่งเน้นคุณภาพข้าวโพดฝักสดไม่ด้อยกว่าพันธุ์จากยุโรป 

โดยข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ ไฮ-บริกซ์ 9 มีคุณภาพฝักสด และความหวานสูง จากการร่วมทดสอบพันธุ์กับทางโรงงาน อุตสาหกรรม พบว่าเหมาะกับการบรรจุกระป๋อง และแช่แข็ง มีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือสีของเมล็ด หลังจากผ่านกระบวนการบรรจุกระป๋อง หรือแช่แข็งแล้วจะมีสีเหลืองสวยสดใสถูกใจตลาด พร้อมกันนั้นข้าวโพดหวานสองสี ถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของตลาดข้าวโพดหวานเช่นกัน โดยใช้ชื่อ “แฟนซี สวีท” 

ซึ่ง ข้าวโพดหวานสองสี จุดเด่นอยู่ที่เมล็ดมีสีเหลืองสลับขาวภายในฝักเดียวกัน ขนาดฝักใหญ่ เมล็ดติดเต็มถึงปลาย มีคุณภาพฝักสดสูง รสชาติหวานไม่แพ้ไฮ-บริกซ์ 9 และยังให้ผลผลิตสูงอีกด้วย ซึ่งในสถานีวิจัยให้ผลผลิตสูงถึง 4 ตันต่อไร่ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกร และผู้บริโภค 

ส่วนข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสม ในชื่อ “ซุปเปอร์แชมป์” มีจุดเด่นด้านคุณภาพที่เหนียวนุ่ม มีรสหวาน ให้ผลผลิตสูง สามารถให้ผลผลิตทั้งเปลือกสูงกว่า 2 ตันต่อไร่ ขนาดฝักใหญ่ และเมล็ดสีขาวติดเต็มถึงปลาย โดยสามารถเก็บเกี่ยวที่อายุ 16-18 วันหลังออกไหมในขณะที่กาบฝักยังเขียวอยู่ ซึ่งพันธุ์ ”ซุปเปอร์แชมป์” จะเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่โดดเด่นในตลาดข้าวโพดหวานในอนาคตอันใกล้” 

ด้านนายยงค์ยุทธ ปานสูง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “แนวโน้มในอนาคต ตลาดข้าวโพดหวานของไทยจะเป็นคู่แข่งตัวจริงของยุโรป ซึ่งผู้ผลิตจากต่างประเทศอาจย้ายฐานการผลิตมาไทย เนื่องจากเป็นแหล่งวัตถุดิบ สภาพพื้นที่เหมาะแก่การปลูก สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีต้นทุนการผลิตต่ำ 

โดยเฉพาะด้านวิจัยเมล็ดพันธุ์ของไทยได้ถูกปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนใกล้เคียงกับพันธุ์ของประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันประเทศในแถบยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ฮังการี มองไทยเป็นคู่แข่งคนสำคัญในตลาดข้าวโพดหวานที่ไม่อาจมองข้าม”
อ่าน:2731 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการขายปุ๋ย
222.123.171.108: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการขายปุ๋ยที่ยังไม่ได้อัดเม็ดไม่ทราบมีใครสนใจบ้างค่ะติดต่อ
คุณเบ็นซ์
081-5340833
คุณต้อง
081-5338810
อ่าน:1271 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ
222.123.151.209: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ เป็นทางเลือกที่ดีของเกษตรกรในต่อนนี่ ธาตุอาหารครบถ้วน ทุกเม็ด ขึ้นทะเบียนรับรอง มาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้อง ทุกสูตร คุณภาพคงที่+ประสิทธิภาพเกินราคา สนใจติดต่อ กรุณาการเกษตร 081-9797345 
อ่าน:3997 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยตัวอย่าง
58.8.45.48: 2553/02/20 10:47:38
ท่านใดที่ต้องการตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจริง ๆ  ที่ได้รับรองจากกรมวิชาการเกษตรตามหนังสือที่ กษ  0913/002/3903
peerantorn@hotmail.com
084-1469950

ท่านสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการหาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพได้ในคุณภาพใกล้เคียงกัน เช่น  ลักษณะเม็ด  สี   เมื่อใช้กับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นผล 3-4 วัน
อ่าน:522 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกเพียง 3-5 ปี จะได้ไม้ยืนต้นสูงขนาด 15-30 เซนติเมตร สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้กระดาน ทำผ้าเพดาน เสาบ้าน หน้าต่างไม้อัด ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด 

สนใจปลูกต้นตะกู และต้องการซื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปรับปรุงแท้  ราคาไม่แพง

อาจารย์สมาน  รัญระนา 87 ซอย 2 บ้านท่าสะอาด อำเภอ พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 

โทร : 087-2187991
อ่าน:4006 | ความคิดเห็น:10 | แสดงความคิดเห็น
ขาย ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย 
เราเป็นเจ้าของคอกม้าจากนิวซีแลนด์ 
สามารถจะหาพันธุ์ม้าดี ๆ ให้ท่านจาก 
นิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้ ขณะนี้ 
เรามีม้าอยู่ในคอกของตัวเองสามารถจะ 
จัดส่งได้หลังจากที่ตกลงกันแล้ว 
ประมาณ 50 ตัว 
เป็นม้าที่อายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป 
หรือม้าที่กำลังใช้แข่งอยู่ 
หรือม้าที่ไม่ใช้แข่งแล้วอายุ 
ประมาณ 5-6 ปี 
ซึ่งจะมีราคาที่ถูกพอสมควร 
ซึ่งม้าตั้งแต่ 5-6 ปีดังกล่าวสามารถ 
ส่งได้ทันที ทางเราจะมีรูปภาพและ 
ประวัติม้าทุกตัว หากท่านสนใจ 
หรือต้องการพันธุ์ม้าใด 
โปรดติดต่อคุยกับเราได้ที่ 
asian@mthai.com asian@mthai.com 
หรือฟอร์มเมล์ 
http://www.thaimanage.com/mail/horse/ 

หรือมาชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 

http://horse.boxchart.com/ 
อ่าน:8226 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
มีปุ๋ยยางจำหน่าย ราคาถูก
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
สนใจติดต่อ  คุณเพชร  084-8193867
อ่าน:24060 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ไคโตซาน ซี 4
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
P7301483 อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกไม้ประดั...  


 


C4
ซี โฟ ไคโตซาน
สกัดจากธรรมชาติ 100 %

ซี 4 ไคโตซาน
อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้ เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกและไม้ประดับ 

ประโยชน์ของไคโตซาน 
1. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เสริมสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้แข็งแรง
2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น
3. ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืช ทำให้ออกดอก และติดผลมากขึ้น
4. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคพืชต่าง ๆ
6. กระตุ้นให้พืชสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
7. ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์
8. ช่วยทำลายการฟักตัวของแมลง
9. ช่วยลดอัตราการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงได้ 2 ใน 3 ส่วน

จุดประสงค์ อัตราการใช้ วิธีการใช้
เพื่อปรับปรุงสภาพดิน 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหน้าดินให้ทั่วพื้นที่ 1 ไร่
เพื่อช่วยเพาะเมล็ดพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำ
ไปเพาะ ช่วยเพิ่มอัตราการงอก
เพื่อ เพื่อช่วยขยายพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ส่วนที่นำไปปักชำหรือขยายพันธุ์ 
1-3 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการแตกราก
เร่งการเจริญเติบโต
• พืชผัก
• พืชไร่
• ไม้ผล
• ไม้ดอกไม้ประดับ 
10-15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
5-10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน


• นาข้าว 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นครั้งแรกพร้อมยาคลุมหญ้า
ฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวอายุ 1 เดือน
ฉีดพ่นครั้งที่สามเมื่อข้าวอายุ 2 เดือน
ฉีดพ่นครั้งสุดท้ายตอนข้าวออกรวง เมล็ดเต่ง น้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นและไม่เป็นเชื้อรา

เพื่อช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ชุบเคลือบให้ทั่วเมล็ด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา
10. ช่วยลดการใช้สารจับใบ

รหัส รายการ ขายปลีก / สมาชิก
Ag 001 C4 พืช 1 ขวด 240 / 200
Ag 002 C4 พืช 12 ขวด 2,880 / 2,400
Ag 003 C4 พืช 24 ขวด 5,760 / 3,500
ขนาดบรรจุ 1 ขวด 500 มิลลิลิตร ( ซีซี 

 
ราคา : 240 บาท 
สนใจติดต่อคุณ 0848193867
 
อ่าน:3871 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
เรียนถามผู้รู้ เรื่องการใช้น้ำ ในสวนลำไย
202.57.141.22: 2553/02/20 10:47:38
คือผมอยากทราบว่า การให้น้ำในสวนลำไย ควรใช้ระบบไหนดี ขนาดปั๊ม และเครื่อง 
ผมมีที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ต้นลำไยอายุ เกือบ 10 ปี (แต่ไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง) ทรงพุ่มขนาด 6-7 เมตร ความลาดเอียงของพื้นที่ 30% มีบ่อน้ำอยู่ด้านล่างของแปลง
บ่อลึก 2 เมตร จากพื้นดินถึงผิวน้ำระดับ ประมาณ1-1.5 เมตร 
ขอคำแนะนำด้วยครับ 
อ่าน:323 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความ...
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ จัดสัมมนา พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 สร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการค้าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร  
    
  นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสัมมนา เรื่องพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่าพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 เป็นกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการผลิต การนำ หรือสั่ง ขาย และนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งธุรกิจเกี่ยวกับปุ๋ยและการใช้ปุ๋ยได้เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติบางส่วนในการควบคุมปุ๋ยเคมี และมีการควบคุมปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเดิมไม่มีความควบคุมผู้ประกอบการเกี่ยวกับปุ๋ยดังกล่าว ต้องประกอบกิจการภายใต้พระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจึงได้จัดให้มีการสัมมนา เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์บทบัญญัติและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวกับพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ให้ผู้ประกอบการกิจการได้รับทราบและสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องต่อไป ในการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการปุ๋ย จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 400 คน  

from: moac.go.th
อ่าน:689 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขานโรตารี่ สนใจติดต่อ 089-8118807 
64.213.88.83: 2553/02/20 10:47:38
ขานโรตารี่ และ เลื่อยยนต์ สนใจติดต่อ 089-8118807  หรือไปที่ บิ๊กเค แทรค์เตอร์ บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา 
อ่าน:874 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
สำหรับผู้สนใจ  ต้องการหาตัวแทน จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในเวียตนาม 
58.9.93.196: 2553/02/20 10:47:38
สำหรับผู้สนใจ ต้องการหาตัวแทน จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในเวียตนาม 

ติดต่อดูรายละเอียดได้จากเวป

www.grand-biz.com

อ่าน:248 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม มุ่งเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดและราคายางพารา  ขณะนี้พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ราคาตลาดล่วงหน้าของยางแผ่นรมครัวชั้น 3 ในช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 อยู่ที่กิโลกรัมละ     80-90 บาท สูงกว่าในช่วงปลายปี 2549 ถึงกลางปี 2550 จึงจูงใจให้เกษตรกรกรีดยางเพิ่มขึ้น และมีการบำรุงดูแลรักษาดี จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะสูงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมของผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย           อย่างไรก็ดี  แม้ว่าไทยจะผู้ผลิตและส่งออกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ 90 % ของผลผลิตทั้งหมดส่งออกในรูปของยางดิบ ที่เหลือจำนวน 10 % นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางใช้ในประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  

                                กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง  เพื่อใช้ในประเทศให้มากขึ้น จากเดิม 10 % เป็น 20 %  โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง  ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและสิทธิพิเศษอื่นๆ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายลดการส่งออกยางดิบให้เหลือ 60% และอีก 40 %  แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางส่งออก  โดยมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อต่อยอดและขยายผลการใช้ยางในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะเป็นรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นอีกนับหลายแสนล้านบาท

                                “ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย สร้างรายได้เข้าประเทศในภาพรวมปีละไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรไม่กี่ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ราคายางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศตื่นตัวสนใจปลูกยางพารามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืน เพราะยางพาราเมื่อปลูกแล้วสามารถ        เก็บผลผลิตได้นานหลายสิบปี  ส่งผลให้ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศมากกว่า 14 ล้านไร่ ทั้งในภาคใต้ ตะวันออก เหนือและภาคอีสาน  เป็นพื้นที่ที่เปิดกรีดได้แล้วประมาณ 11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน  92,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83  คิดเป็นผลผลิตรวม 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5  หากนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากเกษตรกรจะมีรายเพิ่มขึ้นแล้ว ไทยจะเป็นผู้นำการส่งออกยางแผ่นดิบและผลิตภัณฑ์ยางในเวทีการค้าโลกในอนาคตอีกด้วย”  นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 10/April/2008  
from: moac.go.th
อ่าน:398 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ข้าวแพงไม่กี่เดือน ราคาตกอีกแล้ว แถมโดนกดราคา เศร้า
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
นึกว่าจะได้มีตังเยอะๆกะเค้าบ้าง ราคาลดลงอีกแล้ว ตอนเอาไปขาย คนซื้อก็บอกว่า ข้าวชื้น กดราคาอีกสงสารพ่อจัง เซ็งประเทศไทย
อ่าน:2016 | ความคิดเห็น:9 | แสดงความคิดเห็น
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง

คณะสำรวจผลผลิตมัน 4 สมาคมคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตปี 2550/51 ไว้ที่ 27.619 ล้านตันหัวมันสด หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1 ล้านตัน ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง จากความต้องการใช้มันในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลหัวมันสดไม่ต่ำกว่า 1.50 บาท มันเส้นราคาน่าจะวิ่งขึ้นไปถึง 4 บาท
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลการสำรวจภาวะการผลิตการค้ามันสำปะหลังประจำปี 2550/2551 ของคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมัน สำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และมูลนิธิสถาบันพัฒนามัน สำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยออกสำรวจในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 36 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา
ผลปรากฏ หากดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหัวมันสำปะหลัง คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งสิ้น 7.302 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2549/2550) ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 7.201 ล้านไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3.782 ตัน จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังปีนี้เท่ากับ 27.619 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผลผลิต 26.411 ล้านตัน
โดยจังหวัดที่มีผลผลิตหัวมันสดเกินกว่า 500,000 ตันขึ้นไป ได้แก่ กำแพงเพชร 1,629,320 ตัน, พิษณุโลก 637,256 ตัน, นครสวรรค์ 902,429 ตัน, อุทัยธานี 751,253 ตัน, อุดรธานี 644,540 ตัน, บุรีรัมย์ 731,038 ตัน, กาฬสินธุ์ 1,009,056 ตัน, ขอนแก่น 760,989 ตัน, ชัยภูมิ 1,329,967 ตัน, นครราชสีมา 7,263,167 ตัน, ฉะเชิงเทรา 1,120,464 ตัน, สระแก้ว 1,347,320 ตัน, จันทบุรี 1,016,756 ตัน, ชลบุรี 1,285,836 ตัน และกาญจนบุรี 1,141,089 ตัน
แหล่งข่าวในวงการค้ามันสำปะหลัง ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลผลิตหัวมันสดที่ปริมาณ 27.619 ล้านตันว่า ผลผลิตที่ออกมายัง "ต่ำกว่า" ความต้องการที่คาดว่า จะมีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาหัวมันสดในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า สหภาพยุโรป จะมีความต้องการมันเม็ดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน, จีน ต้องการมันเส้นไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน และโรงงานอาหารสัตว์ภายในประเทศจะใช้มันอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 ล้านตัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้มันเส้น-มันเม็ดไปแล้วถึง 7 ล้านตัน หรือ 15 ล้านตันหัวมันสด
ในขณะที่อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้มันไม่ต่ำกว่า 15 ล้านตัน เนื่องจากราคาแป้งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากมาตลอด ทั้งหมดนี้ทำให้วงการค้ามันสำปะหลังคาดการณ์ว่า ราคามันในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2551 ไม่น่าจะต่ำกว่า 1.50 บาท ขณะที่ราคามันปัจจุบันอยู่ระหว่าง 1.90-2 บาท ส่วนมันเส้นราคาน่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4 บาท

from: http://agro.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1251&Itemid=113
อ่าน:328 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง  
    
  นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ  นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศพร้อมอนุมัติงบประมาณรอบแรก 300 ล้านบาท  เพื่อใช้จัดซื้อปุ๋ย 20,000 ตัน  และเป็นการตรวจสอบราคาที่แท้จริงในตลาด  เพื่อใช้พิจารณาจัดซื้อปุ๋ยรอบต่อไป  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะสรุปความต้องการปุ๋ยของเกษตรกรแต่ละสูตร เพื่อจัดซื้อเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

                สำหรับงบประมาณ 300 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติ จาก 10%  ของวงเงินที่ขอ  เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทดลองตลาดก่อนนั้น  โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาแหล่งเงินทุน ว่าจะใช้เงินกู้รัฐบาลหรือเงินจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้  ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อ  ให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการปุ๋ยแต่ละสูตรเพื่อเร่งจัดซื้อให้เร็วที่สุด  โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเรื่องการจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างการแข่งขันกดดันราคาในท้องตลาดให้ลดลงได้ในที่สุด  

                “ก่อนหน้านี้  กระทรวงเกษตรฯ  และกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกผู้จำหน่ายปุ๋ยในประเทศมาเจรจา  โดยผู้ประกอบการตกลงจะปรับลดราคาลง  200 – 1,000  บาทต่อตัน  แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการได้ลดเพียง  200  บาทต่อตัน  ส่วนปุ๋ยที่จะลดราคา  1  พันบาทต่อตันนั้น  เป็นปุ๋ยสูตรที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้  กระทรวงเกษตรฯ  จึงตัดสินใจนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศเพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร”  นายสมศักดิ์กล่าว

                นายสมศักดิ์  กล่าวว่า  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อต่อไป  ส่วนที่  ครม.  อนุมัติงบฯ  300  ล้านบาท  เป็นเพียงการทดลองนำร่องเพื่อหยั่งราคาของประเทศผู้ผลิตว่าจะขายสินค้าในราคาเท่าไร  และความต้องการของเกษตรกรมีจำนวนเท่าไร  รูปแบบจะเป็นอย่างไร  เพื่อที่จะได้นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการสั่งซื้อปุ๋ยล็อตใหญ่ที่จะมีขึ้นในอนาคต
 
    
  วันที่ : 09/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:277 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หจก. แต้กีกวง ขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
หจก. แต้กีกวง (TAEKEWUNG Ltd.,Partnership) 859หมู่2 ถนนแจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร (66)-45315-469 มือถือ081-762-3071 โทรสาร (66)45-315-748 A_K_P_MEE@HOTMAIL.COM เรื่อง : แนะนำขนส่งสินค้า ทาง หจก. แต้กีกวง ได้ดำเนินธุรกิจในการขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)พร้อมบริการชิปปิ้ง รับบรรทุกสินค้าข้ามภาคเช่น อีสานปลายทางภาคเหนือ หรือภาคอีสานลงใต้ เป็นต้น บริการ Export - Import service, Logistics service provider, บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โกดังเก็บสินค้า งานบริการผ่านพิธีการศุลกากร บริการเครนยกตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ประเทศลาว ด่านมุกดาหาร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่าน โดยขอแจ้งรายละเอียดการติดต่อประสานงานดังนี้ คุณเอกชัย และคุณเปีย email address:kanungnit_pear@hotmail.com ฝ่ายจัดส่งมือถือ 081-762-3071 , 081-762-3078 โทร (66)-45315-469 โทรสาร (66)-45-315-748 ทาง หจก. แต้กีกวง ทำการบรรทุกสินค้าโดยมีประกันภัยสินค้าเต็มมูลค่าสินค้า น้ำหนักในการบรรทุกสินค้า - ประเภทรถบรรทุก รถสิบล้อ 15 – 16 ตัน - ประเภทรถพ่วง 28-30 ตัน - ประเภทรถเทรลเลอร์ 28-30 ตัน - รถปิ๊กอั๊พ ทางห้างฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านและขอขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้
อ่าน:1177 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน













© FarmKaset.ORG