FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
ขายป๋ยยูเรีย 46-0-0
210.246.192.2: 2553/02/20 10:47:38
งวดประจำเดือน  กย 51

แหล่งที่ 1                แหลมฉบัง  ตันละ  23200 .......................LC
                                                                      .......................ใบบริกรรมสนธิ
                                                                      ....................... แสดง BLที่ ธ.พร้อมทำสัญญญา


แหล่งที่ 2               โกดังลพบุรี  ตันละ  22000 ...................... ใบเสนอซื้อ แสดงจำนวนตัองการ
                                                                     ......................  แครเชียเช็กเต็มจำนวน
                                                                     ......................  สั่งจ่ายเช็ครายวันตามจำนวนขน

089-6860317   พ.อ.อ. พีระพร ฯ
อ่าน:365 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายป๋ยยูเรีย 46-0-0
210.246.192.2: 2553/02/20 10:47:38
งวดประจำเดือน  กย 51

แหล่งที่ 1                แหลมฉบัง  ตันละ  23200 .......................LC
                                                                      .......................ใบบริกรรมสนธิ
                                                                      ....................... แสดง BLที่ ธ.พร้อมทำสัญญญา


แหล่งที่ 2               โกดังลพบุรี  ตันละ  22000 ...................... ใบเสนอซื้อ แสดงจำนวนตัองการ
                                                                     ......................  แครเชียเช็กเต็มจำนวน
                                                                     ......................  สั่งจ่ายเช็ครายวันตามจำนวนขน

089-6860317   พ.อ.อ. พีระพร ฯ
อ่าน:406 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ขายพันธุ์ยางพารา
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
ขายและรับจอง พันธุ์ยางพารา PRIM600 , PRIT251 ,PBM235 ,PBM24
แปลงเพาะพันธุ์ยางอยู่จังหวัดตราด มีใบอนุญาตเพาะพันธุ์ยางเพื่อจำหน่าย 
สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกพันธุ์ยางให้เหมาะกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด และการจัดเตรียมพื้นที่ก่อนปลูก ได้ทุกขั้นตอน เนื่องจากเป็นเจ้าของสวนยางเอง มีประสบการทำพันธุ์ยาง ปลูกยางและกรีดยางมานาน 
จำหน่ายทั้งตอตาเขียว และยางชำถุง จัดส่งได้ทั่วประเทศ
สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือมาดูงานที่แปลงยาง หรือสวนยางที่กรีดได้ ก็มี
พีรพัฒน์ 089-8343987 ,081-2957374
อ่าน:374 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
 
       สภาพและปัจจัยที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลัง โดยมันสำปะหลังปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายเพราะจะลงหัวและเก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีค่าเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-8.0 ทนต่อสภาพความเป็นกรดสูงได้แม้ pH ของดินจะต่ำจนถึง 4.5 ก็ไม่ทำให้ผลผลิตลด แต่ไม่ทนต่อสภาพพื้นที่เป็นด่าง โดยไม่สามารถขึ้นได้ถ้า pH สูงถึง 8 ถ้าเป็นดินทรายสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่เกษตรกรมักนิยมปลูกปลายฤดูฝน เช่น แถบจังหวัดระยอง และชลบุรี ถ้าเป็นดินเหนียวจะนิยมปลูกต้นฤดูฝน เพราะถ้าเป็นฤดูแล้งการไถพรวนจะได้ดินก้อนใหญ่ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะแห้งตายก่อนที่จะงอก มันสำปะหลังเป็นพืชวันสั้น ผลผลิตจะลดลงถ้า
ช่วงแสงของวันยาวเกิน 10-12 ชั่วโมง ขึ้นได้ดีในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 10-30 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 500-2,500 มิลลิเมตรต่อปี
       ความต้องการธาตุอาหารของมันสำปะหลัง มันสำปะหลังมีความต้องการธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยในแต่ละฤดูการผลิตมันสำปะหลังจะต้องการธาตุไนโตรเจน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 6-10 กิโลกรัมต่อไร่ และต้องการโพแทสเซียม 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูก มันสำปะหลังจะตอบสนองต่อปริมาณธาตุไนโตรเจนที่ได้รับมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอุ้มน้ำของดินและปริมาณฝนที่ตกกระจายอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่วนธาตุฟอสฟอรัสนั้นถึงแม้จะมีปริมาณความต้องการน้อยกว่าธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม แต่ก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและปริมาณผลผลิตที่สำคัญอย่างยิ่ง ธาตุฟอสฟอรัสจะมีประโยชน์ต่อมันสำปะหลังมากที่สุดที่ระดับ pH ของดินเป็นกลางในระหว่าง 6-7 สำหรับธาตุโพแทสเซียมนั้นมีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายคาร์โบไฮเดรทจากส่วนใบและต้นไปยังราก เพิ่มปริมาณแป้งในหัวมัน และลดปริมาณไฮโดรไซยานิคในหัวมัน การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ผลผลิตหัวมันลดลงอย่างชัดเจน ใบแก่จะร่วงหล่นเร็วกว่าปกติ ใบเล็กแคบ และลำต้นแคระแกร็น

3.1 การเตรียมพื้นที่
   3.1.1 การเลือกพื้นที่ปลูก
   ควรเลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน ห่างจากถนนหลวงและมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังอย่างเพียงพอ มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง และห่างจากพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีการเกษตร พื้นที่ที่จะใช้ในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ต้องมีการวิเคราะห์สมบัติของดินและน้ำ เพื่อตรวจสอบหาสารพิษตกค้าง และทำประวัติการทำการเกษตรของพื้นที่ 

   3.1.2 การวางผังแปลง
       การทำไร่มันสำปะหลังอินทรีย์นั้นจะต้องมีการวางผังแปลงอย่างดี มีการจัดแบ่งพื้นที่ ระหว่างแปลงมีถนนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ในพื้นที่ราบควรวางแนวแปลงปลูกให้ขนานกับทางลำเลียง แต่ในบริเวณลาดเอียงปลูกขวางความลาดเอียงของพื้นที่เพื่อลดการชะล้างและสูญเสียหน้าดิน

   3.1.3 การปรับพื้นที่
       เน้นการปรับหน้าดินเพื่อไม่ให้น้ำขังในแปลง บริเวณที่ลุ่มเป็นแอ่งเล็กน้อย ควรปรับเอาดินข้างๆ มากลบ แต่ถ้าเป็นแอ่งลึกและกว้างควรแก้ไขโดยการระบายน้ำออก

   3.1.4 การปลูกพืชเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอกพื้นที่หรือทางอากาศ
       ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเพื่อเป็นแนวกันชน ป้องกันลม ป้องกันแมลงศัตรูพืชและสารเคมีจากพื้นที่อื่น ได้แก่ กระถิน แคฝรั่ง มะแฮะ เป็นต้น

   3.1.5 การเตรียมดิน
       มันสำปะหลังเป็นพืชหัว ผลผลิตที่ใช้ประโยชน์คือรากที่มีการสะสมอาหารจำพวกแป้งจนขยายใหญ่ขึ้นเป็นหัวอยู่ในดิน การเลือกพื้นที่ควรเลือกที่ดอน ดินเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียวต้องมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง และต้องมีหน้าดินลึกพอสมควร ก่อนปลูกควรไถและพรวนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อน และทำลายวัชพืชต่างๆ ให้ลดจำนวนลง การไถให้ใช้ผาน 3 ติดท้ายรถแทรกเตอร์ 1 ครั้ง ตามด้วยผาน 7 อีก 1 ครั้ง จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังและกำไรสูงสุด ถ้าพื้นที่มีความลาดชันต้องไถพรวนตามแนวขวาง เพื่อป้องกันการชะล้างของดิน และถ้าดินระบายน้ำไม่ดีต้องยกร่องปลูก


3.2 การบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ 
   การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และทำให้ดินมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ สามารถทำได้โดยการเพิ่มปริมาณซากพืช เพิ่มธาตุอาหารพืชในดิน และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางชีวภาพในดิน สามารถทำได้ดังนี้

   3.2.1 ไม่เผาตอซังมันสำปะหลัง และเศษวัสดุอินทรีย์ แต่ทำการไถกลบลงในพื้นที่เพาะปลูก 
   3.2.2 ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบ โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้าอัตรา 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ ระหว่างปลูกพืชปุ๋ยสดให้ทำการฉีดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ โดยเจือจางด้วยน้ำในสัดส่วน 1:500 หรือ 1:1,000 ไถกลบเมื่ออายุประมาณ 45 วัน หรือถั่วพุ่มอัตรา 6-8 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบเมื่ออายุประมาณ 35 วัน ซึ่งเป็นช่วงออกดอก ทิ้งไว้ 15 วัน ก่อนปลูกมันสำปะหลัง
   3.2.3 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1: 500 หรือ 1:1,000 ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง และฉีดพ่นให้แก่มันสำปะหลัง หลังจากปลูกแล้ว 15 วัน หลังจากนั้นให้ฉีดพ่นทุกๆ 1 เดือน จนกว่าจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง
   3.2.4 ปลูกพืชปุ๋ยสดแซมมันสำปะหลัง เช่น ถั่วพุ่ม หรือถั่วพร้า แซมในแถวมันสำปะหลัง โดยปลูกหลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วตัดคลุมดินช่วงพืชปุ๋ยสดออกดอก เพื่อเป็นการรักษาความชื้นในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน เมื่อเศษพืชปุ๋ยสดสลายตัว


3.3 วิธีการปลูก
   การเตรียมท่อนพันธุ์
       การปลูกมันสำปะหลังนิยมใช้ท่อนพันธุ์ โดยตัดลำต้นให้เป็นท่อนยาว 15-20 เซนติเมตร เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แก่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป แช่ท่อนพันธุ์ในปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เจือจาง 1:500 หรือ 1:1,000 เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วนำมาผึ่งท่อนพันธุ์ให้แห้ง ก่อนนำไปปลูก 

   วิธีปลูก
       การปลูกมันสำปะหลังทำได้โดยนำท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้ปักลงในดินให้ลึกประมาณ 2/3 ของท่อนพันธุ์ ควรระวังอย่าปักส่วนยอดลงดินเพราะตาจะไม่งอก การปักตรง 90 องศา หรือปักเฉียง 45 องศากับพื้นดิน ให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน และมันสำปะหลังจะงอกเร็ว สะดวกต่อการกำจัดวัชพืชและปลูกซ่อม และลงหัวด้านเดียวเป็นกลุ่ม ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว และให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบฝัง 10-15 เปอร์เซ็นต์ 

   ระยะปลูก
       พันธุ์ระยอง 1 โดยใช้ระยะ 100 x 100 เซนติเมตร ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 1,600 ต้น ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 
       ส่วนพันธุ์ระยอง 90 ควรใช้ระยะ 80 x 100 เซนติเมตร (2,000 ต้นต่อไร่) ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 
       พันธุ์ระยอง 60 ควรใช้ระยะ 60 x 100 เซนติเมตร (2,400 ต้นต่อไร่) ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์ 
       พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ควรใช้ระยะปลูก 80 x 100 เซนติเมตร ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม


3.4 การดูแลรักษาและกำจัดศัตรูพืชในระบบเกษตรอินทรีย์
   3.4.1 การป้องกันกำจัดโรคพืช
       มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก ซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว อาจพบได้ในบางกรณี เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคใบจุดไหม้ โรคใบจุดขาว สามารถป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อราจาก กระชาย ก้ามปู ตะไคร้ สมอดุ้ง เป็นต้น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคใบไหม้ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อแบคทีเรียจาก กระชาย ตะไคร้ ตีนเป็ดทะเล ฉัตรพระอินทร์ เป็นต้น

      โรคและการป้องกันกำจัด
       มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก อาจเนื่องมาจากส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว แต่เมื่อนำพันธุ์ใหม่เข้ามาปลูกโดยไม่มีการควบคุมที่ดีพอ อาจมีโรคร้ายแรงติดเข้ามาระบาดในประเทศได้โรคที่พบระบาดในประเทศไทย มีดังนี้

โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Crecosporidium henningsii อาการที่พบจะเป็นจุดที่ใบโดยเฉพาะใบแก่ รอยแผลจะเป็นเหลี่ยมตามเส้นใบ มีขอบชัดเจน สีเหลืองตรงกลางแผลจะแห้ง โรคนี้พบได้ในทุกพันธุ์ พันธุ์พื้นเมืองซึ่งเป็นพันธุ์ต้านทานปานกลาง โรคนี้ทำให้ผลผลิตลดลง 14-20 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อราจากกระชาย ก้ามปู ตะไคร้ สมอดุ้ง เป็นต้น
โรคใบไหม้ (cassava bacterial blight, CBB) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas camprestris pv. Manihotis อาการจะเกิดขึ้นที่ใบ เริ่มแรกเป็นจุดเหลี่ยมฉ่ำน้ำแล้วขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นใบไหม้ ใบเหี่ยวร่วงหล่น มียางไหล ต่อมาเกิดอาการยอดเหี่ยว และแห้งตายลงมา (die back) เป็นโรคที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่งซึ่งจะทำความเสียหายให้มันสำปะหลังได้ถึง 30-90 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทยพบอาการต้นเป็นโรคและไม่ระบาดรุนแรง อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในการระบาด และพันธุ์ที่แนะนำส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างต้านทานต่อโรคนี้ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากกระชาย ตะไคร้ ตีนเป็ดทะเล ฉัตรพระอินทร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถพบโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคใบจุดไหม้ (blight leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora viscosae โรคใบจุดขาว (white leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Phaeoramularia manihotis โรคลำต้นเน่า (stem rot) เกิดจากเชื้อ Glomerella cingulata และโรคหัวเน่า (root rot) ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อราหลายชนิด มักจะเกิดขึ้นเมื่อหัวมันสำปะหลังเป็นแผล

   3.4.2 การป้องกันกำจัดแมลง
       แมลงที่ทำลายมันสำปะหลังมักจะพบระบาดมากในช่วงที่อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง มักจะเป็นแมลงพวกปากดูด ได้แก่ ไรแดง เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว สามารถป้องกันกำจัดโดยพ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น เพื่อฆ่าแมลงและศัตรูพืชเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ระบาดรุนแรง

ไรแดง (red spider mite) ที่พบทำความเสียหายให้มันสำปะหลังมี 2 ชนิด ได้แก่ ไรแดงหม่อน (Tetranychus truncatus) จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบล่างๆ แล้วลามขึ้นมาขึ้นสู่ยอด และไรแดงมันสำปะหลัง (Oligonychus biharensis) จะดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบส่วนยอด แล้วขยายปริมาณลงสู่ส่วนล่างของต้น ถ้าไรแดงระบาดมากๆ ใบจะเหลืองซีด ม้วนงอ ส่วนยอดงองุ้ม ถ้ามันสำปะหลังมีขนาดเล็กอาจตายได้ หากระบาดมากต้องพ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น เพื่อฆ่าแมลงและศัตรูพืชเฉพาะบริเวณที่มีการระบาดรุนแรง
เพลี้ยแป้ง (stripped mealy bug) เป็นแมลงปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ และถ่ายมูลเหลวไว้ทำให้เกิดราดำ ถ้าระบาดมากต้นจะแคระแกร็น ยอดแห้งตาย หรือแตกพุ่ม ถ้าพบต้องตัดต้นไปทำลาย พ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น
แมลงหวี่ขาว (white fly) เป็นแมลงปากดูดจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนใต้ใบพืช และถ่ายมูลเหลวออกมาทำให้เกิดราดำ มักเกิดควบคู่กับการเข้าทำลายของไรแดง และเพลี้ยแป้ง พ่นสารสกัดจากขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น
แมลงปากกัดอื่นๆ พบบ้างแต่ไม่ทำความเสียหายมากนัก เช่น แมลงนูนหลวง ตัวหนอนจะทำลายกัดกินราก ต้นมันสำปะหลังที่มีขนาดเล็กอาจตายได้ ด้วงหนวดยาว ตัวหนอนจะกัดกินภายในเหง้าและต้นทำให้ต้นหักล้ม

   3.4.3 การควบคุมวัชพืช
       ในระยะแรกของการปลูกมันสำปะหลังจะมีวัชพืชขึ้นรบกวนมาก และระยะเวลาวิกฤตในการกำจัดวัชพืชจะอยู่ที่ 2-3 เดือนแรก เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่มันสำปะหลังกำลังลงหัว หลังจาก 4 เดือนไปแล้วมันสำปะหลังจะไม่มีการสร้างหัวเพิ่ม แต่จะขยายขนาดหัวให้ใหญ่ขึ้น ถ้ามีวัชพืชขึ้นรบกวนในช่วงนี้มากจะทำให้ผลผลิตลดลง การเริ่มกำจัดวัชพืชครั้งแรกต้องรีบกระทำ อาจเริ่มที่ 15 วันหลังจากปลูก ยิ่งล่าช้าออกไปผลผลิตจะยิ่งลดลง ควรกำจัดวัชพืชครั้งแรกให้เสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากปลูก และอาจต้องกำจัดวัชพืชอีก 2-3 ครั้ง จนกว่าพุ่มของใบมันสำปะหลังจะชิดกัน หรืออีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันวัชพืชได้คือการปลูกพืชปุ๋ยสดแซมในแปลงมันสำปะหลัง เป็นการคลุมดินป้องกันวัชพืชได้ในช่วงแรกๆ แล้วตัดวางคลุมดินไว้ หรือใช้สารสกัดจากควินิน แกง ชุมเห็ดไทย ตำแยแมว ชบา น้ำนมราชสีห์ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช



3.5 การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว
       มันสำปะหลังได้เปรียบพืชไร่ชนิดอื่นที่สามารถยืดหยุ่นอายุการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังตามความจำเป็น เช่น ราคา และแรงงาน แต่โดยปกติจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 10-12 เดือน เพราะผลผลิตมันสำปะหลังจะมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น หลังจากเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลัง ต้องตัดเหง้าและต้นออก และรีบส่งหัวมันสดเข้าโรงงานทันที หรืออย่างช้าไม่เกิน 3 วัน มิฉะนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ส่วนลำต้นต้องเก็บทันทีเพื่อใช้ทำพันธุ์ต่อไป โดยนำไปกองรวมกันแบบตั้งขึ้นให้โคนติดพื้นดินส่วนยอดตั้งขึ้นในร่ม วิธีนี้สามารถเก็บต้นได้นานถึง 30 วัน ส่วนของกิ่ง ก้าน และใบ และในส่วนที่เป็นวัสดุตอซังให้สับกลบลงสู่ดินทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

      

3.6 การบันทึกข้อมูล
       เพื่อให้ระบบการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ถูกต้องตามหลักการเกษตรอินทรีย์ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีปลอดภัยจากสารพิษ จำเป็นต้องมีระบบการบันทึกข้อมูลตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงการเก็บเกี่ยวที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับหลักการของระบบเกษตรอินทรีย์ 
อ่าน:2458 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำบอร์ด และจุดประสงค์
125.27.212.209: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรกรผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดนโกง โดนหลอกมา มาประกาศไว้ได้ในที่นี้เลยนะครับ เพื่อเป็นตัวอย่าง หรือกรณีศึกษา ให้เพื่อนเกษตรกรท่านอื่นๆ ได้อ่านไว้เป็นอุทาหรณ์ จะได้รู้ทันกลโกงของพวกมิจฉาชีพ และผู้ที่มีเจตนาไม่บริสุทธ์ ที่จะมาหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบพวกเราเกษตรกรครับ หรืออย่างน้อยก็ได้ระบายให้เพือนๆฟังก็ยังดีครับ
อ่าน:1933 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ”
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ เดินเครื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ” พัฒนาข้าว 5 จังหวัด พื้นที่ 2 แสนไร่ในภาคอีสาน สู่มาตรฐานอินทรีย์และ GAP  
    
                                นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานการประชุมเจรจาการผลิตและการตลาดวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิ ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ณ จังหวัดอุบลราชธานี  ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 105  ในเขตปฏิรูปที่ดิน 5 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่  ยโสธร  ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  สุรินทร์  และอุบลราชธานี    มีพื้นที่ดำเนินการ  200,000  ไร่  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการการผลิตข้าวหอมมะลิ  105  โดยได้รับความร่วมมือไตรภาคีกับภาคเอกชน  และเครือข่ายที่เป็นตลาดรองรับผลผลิต    ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เร่งดำเนินการจัดประชุมสัมมนาและอบรมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการตรวจสอบกระบวนการผลิตมาตรฐานระบบการผลิตข้าว GAP     การตรวจประเมินระบบการผลิตข้าว  GAP  รวมทั้งให้คำแนะนำในการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  สำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ร่วมโครงการ  จำนวน  16,283  ราย  เนื้อที่  240,472  ไร่  ในจำนวนนี้  มีเกษตรกรเข้าร่วมผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย  (GAP)  จำนวน  2,000  ราย  ซึ่งในขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ โดย ส.ป.ก.  ได้ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจข้าวหอมมะลิ”  จำนวน 1,000  ศูนย์  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทั้งระบบ  รวมทั้งวางแผนพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่  และได้ร่วมมือกับกรมการข้าวสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนพันธุ์ข้าวใหม่    ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี  100%  รวมถึงสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิ 15  ในเขตปฏิรูปที่ดิน รวม  35  กลุ่ม  ซึ่งหน่วยงานในสังกัด  อาทิ กรมพัฒนาที่ดิน  กรมการข้าว  กรมส่งเสริมการเกษตร  กรมส่งเสริมสหกรณ์  กรมตรวจบัญชีสหกรณ์  และภาคเอกชน คือ บริษัท  เจียเม้งมาร์เก็ตติ้ง  จำกัด ได้ร่วมมือบูรณาการงานจนประสบผลสำเร็จ  

                                “ผลจากโครงการดังกล่าว คาดว่าจะลดปัญหาการปลอมปน และสามารถพัฒนาการผลิตข้าวหอมมะลิ  ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ให้เกิดความร่วมมือ           ในการวางแนวทางพัฒนาศักยภาพข้าวหอมมะลิของไทยทั้งระบบ ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”นายสมพัฒน์  กล่าว
 
    
  วันที่ : 08/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:284 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ฟังกันมามากแล้ว ว่าประเทศไทยเป็นครัวของโลก แล้วทำไมชาวไทยยังจนกันอยู่อย่างนี้ล่ะครับ
125.24.8.20: 2553/02/20 10:47:38
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ที่กลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมันรวมตัวกันได้ และสามารถกำหนดราคาน้ำมัน ให้สูง หรือต่ำได้ตามใจชอบ ถึงแม้น้ำมันจะเป็นสิ่งจำเป็นก็จริง แต่เราไม่ได้กินน้ำมันเป็นอาหารนะครับ หลายคนอาจจะมาแย้งว่า ไม่มีน้ำมัน แล้วภาคขนส่ง โรงงานการผลิตจะขับเคลื่อนได้ยังไง ทำไม่เราไม่มองว่า หากประเทศเราไม่ผลิตของกิน แล้วใครมันจะทำงานได้ล่ะครับ จริงๆแล้วเรามีกันอยู่ไม่กี่ประเทศ ที่ส่งออกอาหารเป็นอันดับต้นๆของโลก ไหนจะพืชพลังงาน อย่าง มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และพืชเศรษฐกิจอย่างยางพารา ที่เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ แต่เราก็ไม่สามารถรวมกลุ่มกันให้เข็มแข็งอย่างโอเปคได้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ตัดราคายางพารากันเอง ต้องรอให้ไฟไหม้อินโดนีเซียก่อน ราคายางพาราในไทยถึงจะได้สูงขึ้นมา และยังมีข้าว ที่ส่งออกแข่งกับเวียดนาม

จริงๆหากเรารวมตัวกันได้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ เราน่าจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าของเราได้ ไม่ใช่ให้ผู้อื่นมาเป็นคนกำหนด แต่ใครล่ะจะเป็นคนเริ่มต้น ฝากคนที่มีอำนาจหน้าที่ช่วยดูแลด้วยแล้วกัน
อ่าน:1839 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ   จัดโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทาน  หวังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “วันไร่นาข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ณ   อ.พุทธมณฑล  จ.นครปฐม  ว่า  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้ดำเนินการจัดที่ดิน  พัฒนาปัจจัยพื้นฐาน  รวมทั้งจัดสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเขตที่ดินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานให้แก่เกษตรกร   โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเกษตรกรในเขตที่ดินพระราชทานให้มีอาชีพเกษตรกรรม  และมีรายได้ไม่ต่ำกว่าครอบครัวละ 50,000  บาทต่อเดือน   สำหรับจังหวัดนครปฐมนั้น  มีเกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินจำนวน  115  ราย  เนื้อที่ 940  ไร่  ในเขตพื้นที่ตำบลมหาสวัสดิ์  อำเภอพุทธมณฑล                   จังหวัดนครปฐม  ทั้งนี้  เพื่อให้การดำเนินงานปฏิรูปที่ดินและพัฒนาเกษตรกรในผืนดินพระราชทาน                           มีประสิทธิภาพ  และใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในผืนดินพระราชทาน  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  จึงจัดทำโครงการเพิ่มศักยภาพ               ข้าวหอมนครชัยศรีบนผืนดินพระราชทานขึ้น  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวบนผืนดินพระราชทาน   รวมทั้งแสดงคุณค่าของสายพันธุ์ข้าว  กระตุ้นให้เกิดเอกลักษณ์การผลิตข้าวของแต่ละท้องถิ่น   ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินพระราชทาน  

                                นายสมพัฒน์   กล่าวต่อไปว่า  สำหรับแนวทางการดำเนินงานโครงการดังกล่าวมี  4  แนวทาง  คือ 1) การเข้าถึงองค์ความรู้  โดยการใช้พันธุ์ข้าวคัดผ่านกระบวนการศูนย์เรียนรู้  การขับเคลื่อนบริการ  และ   การอบรม  2)  การเข้าถึงทรัพยากร  โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้และยอมรับ  โดยการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมนครชัยศรี  และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว    3)  การเข้าถึงแหล่งทุน  โดยการสนับสนุนเงินกองทุน           การปฏิรูปที่ดิน   และ 4)  การเข้าถึงตลาด  โดยสนับสนุนการรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน  และการร่วมมือกับภาคเอกชนด้านการรวบรวมผลผลิต  และการจำหน่าย  ตลอดจนการสร้างแบรนด์ของท้องถิ่น  

                                “ การดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว  จะช่วยสร้างโอกาสให้เกษตรกรภายใต้โครงการ                 เพิ่มศักยภาพข้าวบนผืนดินพระราชทาน  ได้เข้าถึงองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อผลิตข้าวหอม  นครชัยศรี  และเรียนรู้การพัฒนาการผลิต  เพื่อยกระดับการผลิตข้าวของชาวนาไทยให้สามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ  นอกจากนี้การจัดงาน “วันไร่นา          ข้าวหอมนครชัยศรี  บนผืนดินพระราชทาน”   ยังทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ร่วมกัน   และสามารถนำความรู้ด้านวิทยาการใหม่ ๆ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินของตนเองได้ต่อไป”   นายสมพัฒน์  กล่าว 

From: moac.go.th
อ่าน:452 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ผลิต และ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ 
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
เรามีปุ๋ย อินทรีย์ ที่ปราศจากสารเคมี และไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และเป็นปุ๋ยทีมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น มูลจากค้างคาว ซากพืช ซากสัตว์ และมีธาตุอาหารสำหรับ พืช ต้นไม้ครบครัน และเรามีสูตรเฉพาะ ต้นไม้หลากชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ผล เรามีบริการ ส่งถึงที ติดต่อได้ที่หมายเลข 0846697038  คุณโจ้ http://lekkrajai-wwwbloggercom.blogspot.com/ 
อ่าน:327 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยอินทรีย์ VS. ปุ๋ยเคมี
125.24.44.178: 2553/02/20 10:47:38
อยากทราบความคิดเห็นของทุกคนครับ ว่ามีความเห็นอย่างไร เมื่อจับเอา ปุ๋ยอินทรีย์ กับปุ๋ยเคมี มาเทียบประสิทธิภาพกันในทุกๆด้าน
อย่างเช่น
- ความรวดเร็วในการเห็นผลหลังใช้ ว่าอะไรดีกว่า
- เมื่อเห็นผลแล้ว ยังคงอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ เช่นเขียวนานไปกี่วัน
- ผลดีก็การปรับปรุงสภาพดินเป็นยังไง ให้ผลดีในระยะสั้น หรือยาวแค่ไหน ต่างกันอย่างไร
- ธาตุอาหารที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เที่ยบกันแล้วเป็นอย่างไร
ฯลฯ ถามแบบปลายเปิดครับ
อ่าน:807 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ยุทธวิธี เพิ่มผลผลิต โดยจ่ายเงินน้อย ปลอดภัยและไม่ผิดหวัง
124.157.216.222: 2553/02/20 10:47:38
รับปรึกษา ปัญหา พืช และสัตว์ / / 
ด้วยออมเงิน  ออมทอง ร่วมกับ ซีโฟร์ พืชและสัตว์นะ
 ราคา ไม่ถึง 1000 บาท ใช้ได้หลายไร่

ปัญหาพืช 
หน้ายางตาย ดอกร่วงมาก  ราในท้องนา เพลี้ยลง  ผลผลิตน้อย  ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ  แมลงรบกวน  รากสั้น
ปัญหาสัตว์   ใช้เพียง 300 บาท 
 เป็นโรค  น้ำหนักน้อย  ท้องร่วง  สีไม่สวย  อาหารเปลือง  เบื่ออาหาร  มีแต่ไขมัน  ออกลูกน้อย  โตช้า  ถ่ายออกมากลิ่นเหม็น

เราช่วยท่านได้ ปรึกษาติดต่อ 086 9553 778
อ่าน:347 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หลักการทำไร่อ้อย
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
การทำไร่อ้อย มีหลักใหญ่ ๆ อยู่ประมาณ 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ขั้นตอนที่ 2. การปลูกอ้อย
ขั้นตอนที่ 3. การดูแล – รักษา
ขั้นตอนที่ 4. การเก็บเกี่ยว

 
ขั้นตอนที่ 1. การเตรียมดิน
ชาวไร่ที่จะเริ่มปลูกอ้อยใหม่ไม่ว่าจะปลูกในที่แปลงใหม่ที่ที่ยังไม่เคยปลูกอ้อยมาก่อนเลย หรือแปลงอ้อยเก่าล้างทิ้งเพื่อปลูกใหม่ ก็ต้องมีการเตรียมการเกี่ยวกับดินในแปลงที่จะปลูก การเตรียมอ้อยของชาวไร่ปลูกอ้อยกัน ตั้งแต่หลังฤดูตัดอ้อยเข้าโรงงานแล้ว อยู่ประมาณเดือนมีนาคม – มิถุนายน เพราะเป็นช่วงหน้าแล้งต่อฤดูฝน จะได้มีเวลาเตรียมดินและเตรียมปลูกอ้อยก่อนฤดูฝนมีฝนตกมาก ๆจะมาถึง

วิธีการเตรียมดินในแปลงที่จะปลูกอ้อย  ควรจะกำจัดใบอ้อยหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่ตกค้างอยู่ในแปลง
โดยการเผาทำลายหรือขนทิ้งเสีย หลังจากนั้นใช้รถไถดินเข้าไปไถในแปลงครั้งแรกนี้ เรียกว่า “ไถดะ” เสร็จแล้วทิ้งดินตากแดดไว้อย่างน้อย 15 วันเพื่อให้วัชพืชพร้อมทั้ง แมลงศัตรูอ้อยที่ฝังตัวอยู่ในดินพลิกขึ้นมาถูกแดดเผาทำลายเสีย หากเป็นไปได้รอให้ฝนตกลงมาจะทำให้ดินในแปลงที่ไถดะเอาไว้ถูกน้ำฝน ดินจะแตกออกและชื้นนุ่มหลังจากนั้นใช้รถไถดินกลับเข้าไปไถอีกครั้งเรียกว่า “ไถแปร” การไถแปรนี้หากไถไปแล้วหนึ่งครั้ง สังเกตเห็นว่าดินในแปลงยังก้อนใหญ่อยู่ ยังไม่ร่วนซุยพอ ก็สมควรที่จะต้องแปรเพิ่มอีกหนึ่งครั้งเพราะถ้าหากทำดินไม่ดี จะมีผลต่อการงอกและเจริญเติบโตของอ้อยคือ ถ้าดินก้อนใหญ่เกินไป ดินจะไม่กระชับท่อนพันธุ์อ้อยทำให้อ้อยไม่แตกราก ไม่งอกในเวลาอันสมควร แต่ถ้าดินร่วนซุยดี ดินจะเข้าไปกระชับติดกับลำอ้อยท่อนพันธุ์ ความชื้นมากทำให้อ้อยแตกรากเร็ว งอกเร็ว เติบโต ได้ดี ซึ่งจะมีผลต่อการดูแล – รักษา และบำรุงเพิ่มผลผลิตต่อไป

ขั้นตอนที่ 2 การปลูกอ้อย
อ้อยที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทย เพื่อผลิตน้ำตาลในขณะนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็เหมาะกับพื้นดินแต่ละพื้นที่ โดยส่วนมากชาวไร่จะ นิยมปลูกอ้อยที่เห็นว่าเหมาะสมกับพื้นที่มีอยู่ประมาณ 4 – 5 พันธุ์ เช่น เค 84 – 200  เค 88 – 92 เค 90 – 77 พันธุ์อู่ทอง 1 และอื่นๆ พันธุ์อ้อยเหล่านี้ ชาวไร่ปลูกแล้วได้ผลผลิตต่อไร่สูง ให้ความหวานสูง ดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวง่าย จึงนิยมปลูกกันมาก

เมื่อชาวไร่พันธุ์อ้อยแล้ว ฝนตกมีความชื้นดีแล้วสมควรปลูก การปลูกอ้อยของกลุ่มชาวไร่อ้อยมีปลูกกันอยู่ 2 วิธีด้วยกันคือ 1. ใช้แรงงานคนปลูกโดยตรง 2. ใช้รถไถมีเครื่องปลูก

วิธีที่ 1 การใช้แรงงานคนปลูก ชาวไร่จะต้องใช้รถไถเข้าไปยกร่องในแปลงปลูกให้เป็นร่อง ๆ แต่ละร่องห่างกันประมาณ 1.00 เมตร ถึง 1.50 เมตร แล้วแต่ความชอบของชาวไร่แต่ ละคน เรียบร้อยแล้วใช้คนงานนำพันธุ์อ้อยใส่ลงในร่องทั้งลำ หรือตัดเป็นท่อน ๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ในกรณีปลูกโดยอาศัยน้ำฝนควรจะรอให้ฝนตกลงมา มีความชื้นในร่องอ้อยมากพอก่อนจึงปลูก แต่ถ้ามีน้ำสูบเองก็ปลูกได้เลย

วีธีที่ 2 ใช้รถไถมีเครื่องปลูก วิธีนี้กลุ่มชาวไร่นิยมปลูกกันมาก เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา และเครื่องปลูกยังสามารถใส่ปุ๋ยในดินไปพร้อมกับปลูกอ้อยไปด้วยเลย การปลูกโดยวิธีที่ 2 นี้ ควรปลูกหลังจากฝนตกลงมาความชื้นในดินมีมากพอ

ขั้นตอนที่ 3 การดูแล – รักษา
การดูแลรักษาอ้อยให้เจริญงอกงามนั้น เป็นภาระอันสำคัญของชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักหลักก็คือ เรื่องวัชพืชที่ขึ้นมาแย่งอาหารของอ้อย แมลงศัตรูกัดทำลายต้นอ้อย และโรคระบาดของอ้อย

อ้อยปลูกใหม่ไม่ว่าจะปลูกโดยแรงงานคน หรือ ใช้รถปลูก ควรจะใช้สารคุมวัชพืชไว้ก่อน หากไม่ทำไว้เสียฝนตกลงมา วัชพืชจะโตเร็วกว่าอ้อย จะคลุมหน่ออ้อยแย่งอาหาร ทำให้อ้อยหยุดเจริญเติบโต ต้องเสียทั้งค่ากำจัดวัชพืชเพิ่ม ค่าปุ๋ยเพิ่มอีก โดยเฉพาะผลผลิตจะต่ำ ฉะนั้นการดูแลรักษาจะต้องกระทำไปตลอด จนกว่าจะตัดอ้อยเข้าโรงงาน ส่วนเรื่องแมลงทำลายอ้อยและโรคระบาดอ้อย

ส่วนของอ้อยตอ การดูแล รักษาก็คงเหมือนกันกับอ้อยใหม่ โดยเฉพาะอ้อยตอ หลังจากตัดอ้อยแล้ว ใบอ้อยที่ตกค้างอยู่ในไร่จะเป็นตัวช่วยป้องกันความชื้นในดินไม่ให้ระเหยไปเร็ว พร้อมเป็นตัวปิดบังคับความเจริญของวัชพืชอีกด้วย แต่ในกรณีที่อ้อยตอไฟไหม้ในแปลง ทำให้พื้นดินไม่มีใบอ้อยปิดบัง ควรจะต้องดูแลแบบอ้อยปลูกใหม่ ที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเป็นอ้อยปลูกใหม่หรืออ้อยตอก็ดี ชาวไร่จะต้องดูแลบำรุง รักษา เรื่องน้ำ วัชพืช ตลอดไปจนถึงแมลงและโรคระบาด โดยเฉพาะไฟไหม้อ้อยอันเกิดจากความประมาทหรือบังเอิญก็แล้วแต่ จนกว่าจะถึงวันตัดอ้อยได้ หากไม่เช่นนั้นผลผลิตและผลลัพธ์จะไม่เป็นดังที่ท่านตั้งความหวังไว้

การเพิ่มผลผลิตอ้อย ไม่ว่าจะพยายามลดต้นทุนหรือลดการใช้สารเคมี แต่การใส่ปุ๋ยอ้อยในขณะนี้ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เหตุเพราะว่า  ปลูกอ้อยกันมานาน บางแปลงปลูกมานาน 10  ปีกว่าแล้ว ธาตุอาหารในดินสำหรับอ้อยย่อมหมดไป จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตปุ๋ยที่ชาวไร่ ใช้กันอยู่มีทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด ปุ๋ยอินทรีย์ใส่แล้วให้ผลช้าแต่ไม่ทำลายดิน ปุ๋ยเคมีให้ผลเร็วทันใจแต่มักเป็นผลเสียต่อดิน มีสารตกค้างสิ่งแวดล้อมเสีย สิ่งนี้ชาวไร่เราทราบดี แต่จำเป็นต้องใส่ ซึ่งก็พยายามใส่ปุ๋ยอินทรีย์กันมากขึ้น

ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวหรือตัดอ้อย
1. ใช้แรงงานคน
2. ใช้รถตัดอ้อย
การตัดอ้อยทำน้ำตาล  จะเริ่มเปิดหีบตั้งแต่ประมาณ เดือนธันวาคม - เดือนเมษายน ฉะนั้นชาวไร่จะต้องเริ่มตัดอ้อยกัน

http://ayutthaya.doae.go.th/latbualuang/ee.htm
อ่าน:21912 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
หน้ายางเป็นโรคเส้นดำ หน้ายางแข็ง กรีดยางไม่ออก เปลือกเน่า ถามหา อีเรเวอร์วัน
125.25.133.194: 2553/02/20 10:47:38
อีเรเซอร์วัน สารฆ่าเชื้อโรคอย่างเฉียบพลัน บริเวณหน้ายาง 
พาร์ทเวย์     สารตั้งต้นในการผลิตน้ำยาง
ใช้ผสมน้ำอย่าง 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณหน้ายาง หมดค่าใช้จ่ายต้นละ 10 สต.
ต้องการศูนย์จำหน่ายทั่วประเทศ ลงทุนเปิดศูนย์เพียง 15,000 บาท รับผลประโยชน์ กว่า 40% สนใจติดต่อ 089-4229138 ศุภการ
อ่าน:22078 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่าย ปุ๋ย น้ำ ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ คุณภาพดี พิสูจน์ได้
58.147.48.203: 2553/02/20 10:47:38
จากการเปิดตัวเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในภาคใต้ ทางบริษัทมาขานรับนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงมากในปัจจุบัน
ทางบริษัทจะพัฒนาสูตรปุ๋ยซึ่งผ่านการพิสูจน์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จากสวนยาง นาข้าว และสวนผลไม้ต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร ว่าได้ผลจริงและเพิ่มผลผลิตเป็นที่พอใจของเกษตรกร และคืนกำไรแก่สมาชิกในรูปของเงินปันผลที่ได้รับ แบบไม่มีจำกัด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีของท่านที่จะลองศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นช่องทางทำรายได้ " ปุ๋ยดีรายได้เยี่ยม "

ยางพารา

รองก้นหลุม
ยางเล็ก 1- 5 ปี 1 ช้อนแกง -0.3กก./ ต้น ช่วยให้โตเร็ว ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง
ยางใหญ่ 0.5 – 1 กก./ต้น หรือ 1- 2 กก./ต้น ใบเขียว เปลือกนิ่ม รักษาโรคหน้ายางตายนึ่งได้ดี สามารถมีน้ำยางกลับมากรีดได้อีก

ปาล์มน้ำมัน
ปาล์มอายุ 1-2 ปี รองก้นหลุม 1 ช้อนแกง / ต้น

นาข้าว

ช่วงอายุ 3 -30 วัน 25- 50 กก. / ไร่ ช่วยให้ข้าวแตกกอดี และลำต้นแข็งแรง

ช่วงระยะตั้งท้อง 25- 50 กก. / ไร่ รวงใหญ่ ไม่มีเมล็ดลีบ น้ำหนักดี ทนต่อ โรคและ แมลงเมล็ดข้าวมีความหอมตามธรรมชาติ

พืชไร่ เช่นอ้อย ยาสูบ แตงโม ข้าวโพด สัปปะรด ฯลฯ 
รองก้อนหลุม 1 ช้อนแกง/ต้น
ใช้บำรุงต้น 1-2 ช้อนแกง / ต้น
หรือ 30-50 ก./ไร่
ช่วยให้โตเร็ว ผลผลิตต่อไร่สูง เพิ่มน้ำหนัก แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง 


เขียนโดย chalong ที่ 7:04 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น  
จุดเด่นที่ต้องบอกต่อ
 
ปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ hotline 089-7344828


เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มีคุณค่าทั้งทางบำรุงพืช บำรุงดินมีคุณค่าทางธาตุอาหารพืชสูง มีส่วนประกอบ
เช่น ชานอ้อย แกลบดำ ฮิวมัส ฟอสฟอรัส น้ำโมลาส สารฮามิ โคโรไมท์ ส่าเหล้า และใช้หินผุจากถ้ำค้างคาว กัวโนฟอสเฟตฯลฯ
และใช้ปู๋ยอินทรีย์น้ำ แทนน้ำเปล่าในการคลุกเคล้าผสม


ในปุ๋ยได้รับการจดทะเบียนสินทรัพย์ทางปัญญาเลขที่ ค.249572 ในการใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิดผสมอยู่ในปุ๋ย คือ

1. ไรโซเบี่ยม ทำหน้าที่ ตรึงอากาศและไนโตรเจนให้เป็นปุ๋ยไนเตรท
2.ไมโครไรซ่า ทำหน้าที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของต้นไม้ในการดูดธาตุฟอสเฟต
3.ไตรโคเดอร์ม่าร์ ทำหน้าที่ ช่วยป้องกันโรคพืชอันเนื่องจากเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า

สำหรับส่วนประกอบที่สำคัญใน “ ปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ ” มี 4 ส่วน คือ

ส่วนประกอบที่ 1 ( จากแหล่งอินทรีย์สาร ใต้มหาสมุทร)
ธาตุอาหารหลัก : ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)
ธาตุอาหารรอง : แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) โบรอน (B)
ธาตุอาหารเสริม : ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn)
โมลิบดินั่ม (Mo) สังกะสี (Zn)
องค์ประกอบ : ฮิวมัส (Humic) อินทรีย์วัตถุ (Om)
ส่วนประกอบที่ 2 ( จากแหล่งอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง)
Growth Hormone + Enzyme โกร๊ธฮอร์โมน + เอ็นไซม์

ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารได้เร็วกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึม

ช่วยเพิ่มการสะสมอาหารของพืชพร้อมออกดอกเร็ว

ส่วนประกอบที่ 3 ( สารสกัดจากแหล่งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สูง)
สารอาหารโมเลกุลเล็ก ที่สกัดได้จากจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ดีที่สุด
วิตามิน B1, B2, B3, B6, B12, B-Complex
โปรตีนและกรดอะมิโน 18 ชนิด

ส่วนประกอบที่ 4 ( สารไล่แมลง ที่สกัดจากพืชออกฤทธิ์ต้านแมลงกินพืช 
สะเดา ตะไคร้หอมว่านหนอนตายหยาก 
เขียนโดย chalong ที่ 7:03 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น  
ปุ๋ยเยี่ยม รายได้งาม
 
จุดเด่นของปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ :

1.ด้านคุณภาพ มีกรดฮิวมิค เป็นตัวที่ผสมอยู่ในปุ๋ย เพื่อจะทำให้ปุ๋ยคงสภาพใช้ได้นานเพื่อช่วยในการย่อยสลายอย่างช้าๆ เพื่อให้ พืชได้ดูดซึมได้อย่างคุ้มค่ามีสารอลูมินั่ม ทำหน้าที่ดึงปุ๋ยให้ยึดติดกับดิน
มีซีโอไลท์ ทำหน้าที่จับตรึงปุ๋ย หากพืชต้องการใช้รากพืชจะดูดไปใช้เอง มีซิลิกา เป็นสารปรับสภาพดิน ที่ทำให้ดินร่วนซุย ชุ่มชื้น และจะไม่ทำให้หน้าดินแข็งกระด้าง มีจุลินทรีย์ กว่า 500 ชนิด ที่ผสมอยู่ในปุ๋ยซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต เพื่อจะไปสร้างจุลินทรีย์ในดินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เพื่อที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ ทำให้ดินมีอากาศและเป็นอาหารของสัตว์ได้ด้วย เช่น ไส้เดือน ฯลฯ
มีเชื้อจุลินทรีย์ ในน้ำชีวภาพ 3 ชนิด ที่ทำหน้าที่ตรึงอากาศและเปลี่ยนไนโตรเจนให้เป็นปุ๋ยไนเตรท ทำหน้าที่ปลดปล่อย ธาตุฟอสเฟส ที่เกิดจากการจับตรึงของฟิลเลอร์ ซึ่งมีสภาพเป็นกรด รวมถึงช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจาก เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
** ปุ๋ยที่ดี ต้องละลายน้ำได้ดี เพื่อพืชจะดูดซึมได้ง่าย และจะละลายช้าอย่างต่อเนื่อง
และจะไม่มีตะกอนตกค้าง **

ประโยชน์ของปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์

ให้ธาตุอาหารพืชครบ (ธาตุอาหารหลัก,ธาตุอาหารรอง,ธาตุอาหารเสริม)
ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย และการระบายน้ำอากาศในดิน
ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช
ช่วยในการขยายรากเร็ว ลำต้นแข็งแรง ไม่โค่นล้มง่าย
เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั้วเหนียว บำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก,ออกผลเร็วและมาก) ช่วยป้องกันโรครากเน่า,โคนเน่า,โรคเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย
ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ผลผลิตมีคุณภาพ

ปริมาณบรรจุ : 25 กก. ต่อ 1 กระสอบราคาสมาชิก : 350 บาทราคาขายปลีก : 450 บาท


2.ด้านผลตอบแทน ซื้อปุ๋ยก็มีกำไร แนะนำเพื่อนก็ได้เงินใช้

จากด้านคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเกษตรกร ทั้งสวนยาง ปาล์ม สวนผลไม้ พืชผัก เรายังได้รายได้ที่ไม่จำกัดจากการสั่งซื้อ และสมาชิกในกลุ่มสั่งซื้อ
การสั่งทุกๆ 1 ตัน มีส่วนลดค่าขนส่ง 500 บาท
ผลตอบแทนเมื่อแบบขายส่ง เมื่อสั่งครั้งแรกครบ 40 กระสอบแล้ว ท่านมีสิทธ์รับเงินปันผลรายวัน ทุกๆ 1 ตันของสมาชิกภายใต้องค์กรของท่าน
ท่านยังได้รายได้จากการสั่งซื้อของท่านต่อครั้งดังนี้คือ
อ่าน:585 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มุกดาหาร - สารวัตรเกษตรกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมุกดาหารตรวจยึดปุ๋ยปลอมที่จัดเก็บในโกดัง สตก.มุกดาหาร รวมกว่า 9 ตัน
125.24.31.119: 2553/02/20 10:47:38
มุกดาหาร - สารวัตรเกษตรกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมุกดาหารตรวจยึดปุ๋ยปลอมที่จัดเก็บในโกดัง สตก.มุกดาหาร รวมกว่า 9 ตัน
       
       เมื่อบ่ายวานนี้ (16 มิ.ย.) นายบุญธรรม ศรีหล้า เจ้าหน้าที่บริหารงาน ศูนย์วิชาการด้านพืช และปัจจัยการผลิตมุกดาหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย นำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังเลขที่ 8/3 หมู่ 5 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ภายหลังได้รับแจ้งจากเกษตรกรว่ามีการจำหน่ายปุ๋ยปลอม
       
       จากการเข้าตรวจสอบพบว่า เป็นโกดังเก็บปุ๋ยของ สหกรณ์การเกษตร เพื่อการตลาด ธกส.มุกดาหาร หรือ สกต. โดยในโกดังพบปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ยี่ห้อดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นปุ๋ยที่กรมวิชาการเกษตร ขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยปลอม และสั่งการให้จังหวัดต่างๆทำการตรวจยึด รวม 41 กระสอบ ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 112 หมู่4 ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
       
       โดยเป็นบ้านของนายงาม ปัญญาวงศ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงมอน ภายหลังได้รับแจ้งจากเกษตรกรเช่นกันว่า บ้านดังกล่าวมีการจำหน่ายปุ๋ยในราคาถูก ซึ่งน่าจะเป็นปุ๋ยปลอม จากการตรวจสอบพบปุ๋ยเคมี ยี่ห้อซุปเปอร์กระต่ายทอง สูตรต่างๆ รวม 143 กระสอบ โดยจำหน่ายในราคากระสอบละ 560 บาท ในขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดจำหน่ายในราคากระสอบละ 1,200 บาท ซึ่งเป็นเหตุเชื่อว่าน่าจะเป็นปุ๋ยปลอม
       
       จากการสอบสวนนายงาม ทราบว่าปุ๋ยดังกล่าวมีตัวแทนบริษัทปุ๋ย ที่จดทะเบียน หจก.นันทิชา แอคริคัลเจอร์ มาติดต่อให้วางจำหน่าย โดยให้ค่าตอบแทนกระสอบละ 20 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจอายัดปุ๋ยทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบ
       
หากพบว่าเป็นปุ๋ยปลอมก็จะได้ติดตามบริษัทผลิตปุ๋ยปลอมดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับปุ๋ยปลอมกว่า 9 ตันในโกดัง สกต.มุกดาหาร โดย ผู้จัดการออนไลน์ 
อ่าน:3624 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ย-ยาฆ่าหญ้าปลอมระบาดอุดรธานี สั่งอายัดแล้ว75ร้าน-ลุยปิดโรงงานไปแล้ว7แห่ง 
125.24.49.201: 2553/02/20 10:47:38
นายสาโรจน์ เราวิลัย ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันปุ๋ยเคมีมีราคาแพงและขาดตลาด ปรากฏว่าในขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต ทำปุ๋ยเคมี และยาฆ่าหญ้าปลอม ออกจำหน่ายในหลายท้องที่ของจังหวัดอุดรธานี เช่น ที่อำเภอเพ็ญ บ้านดุง บ้านผือ กุมภวาปี วังสามหมอ เป็นต้น ส่วนมากจะเป็นปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 จำหน่ายในชื่อของยี่ห้อต่างๆ เช่น ต้นแก้ว ไก่ทองคำ สำเภาทอง

ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีกล่าวว่า ปุ๋ยเหล่านี้เมื่อนำไปตรวจวิเคราะห์แล้วจะพบเปอร์เซ็นต์ธาตุอาหารน้อยกว่าที่ระบุไว้ข้างกระสอบปุ๋ย นอกจากนี้ยังพบการจำหน่ายยาฆ่าหญ้าปลอม โดยใช้ชื่อว่า "ไกลโฟเซท" อีกด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรได้ออกเก็บตัวอย่างปุ๋ยจากร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีทั้งจังหวัดจำนวน 270 ร้าน ดำเนินการไปแล้ว 150 ร้าน และได้ส่งอายัดปุ๋ยเคมีปลอมไปแล้วมากกว่า 75 ร้าน ปุ๋ยเหล่านี้ส่วนมากผลิตจากภาคกลาง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้สั่งปิดโรงงานปุ๋ยปลอมไปแล้วถึง 7 โรง

นายสาโรจน์กล่าวว่า ดังนั้นจึงขอฝากเตือนไปยังเกษตรกรว่า อย่าได้ซื้อปุ๋ยเคมีจากพ่อค้าเร่ที่จำหน่ายในราคาถูกหรือมีของแถมต่างๆ เป็นเครื่องจูงใจให้ซื้อ แต่ถ้าหากเกษตรกรประสงค์จะซื้อก็ควรซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้ กระสอบปุ๋ยต้องระบุสูตรปุ๋ย แหล่งผลิต และเลขทะเบียนอนุญาตข้างกระสอบที่ชัดเจน หากมีข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพหรือสงสัยว่าจะเป็นปุ๋ยปลอม ขอให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการด้านพืชและปัจจัยการผลิตอุดรธานี หมายเลขโทรศัพท์ 08-6450-1503 หรือเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกแห่ง

นอกจากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานียังขอแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยกันสอดส่องดูแลและดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายปุ๋ยปลอมให้หนัก เพราะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้เดือดร้อนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยให้ใช้กฎหมายทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค, พ.ร.บ.วัตถุมีพิษและปุ๋ยเคมี รวมทั้งคดีอาญาทุกกรณีโดยไม่ละเว้น

จาก: ข่าวสด
อ่าน:1428 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ แก้วิกฤติแล้ง มั่นใจมีปริมาณน้ำอีก 2 พันกว่าล้าน ลบ.ม ใช้ในฤดูแล้ง ด้าน"สมศักดิ์" สั่งตั้งฐานฝนหลวงที่ จ.ตากเพิ่มเริ่มปฏิบัติการ 1 เมษา พร้อมเตรียมอัดงบปี'52 เพิ่มเครื่องบินและประสิทธิภาพการทำฝนหลวง  
    
  วันที่ 27 มีนาคม 2551 นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมสถานการณ์ภัยแล้ง จ.ตาก และจ.อุตรดิตถ์ ว่า  จากปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งภาคการเกษตร  การอุปโภค-บริโภค และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มขื้น  ทางกรมชลประทานได้ปรับแผนดำเนินการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการส่งน้ำให้ภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม  8,700 ล้าน ลบ.ม เป็น  9,000 ล้าน ลบ.ม  แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพล 5,300 ล้าน ลบ.ม และเขื่อนสิริกิติ์ 3,700 ลบ.ม  ซึ่งยังเหลือปริมาณน้ำที่ใช้การได้และจะต้องระบายอีก 2.100 ล้าน ลบ.ม ภายในสิ้นเดือนเมษายนซึ่งเป็นปลายฤดูแล้ง   และ คาดว่าเมื่อสิ้นเดือน พ.ค. 51 จะมีปริมาตรน้ำต้นทุนเหลืออยู่ในอ่างทั้งสองรวมกัน 3,900  ล้าน ลบ.ม. โดยภาพรวมแล้วอยู่ในเกณฑ์ที่วางใจได้  สามารถรับมือได้

                สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งประเทศ ขณะนี้เกินกว่าเป้าหมายจำนวน 11.9 ล้านไร่ ไปถึง 13.31 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 111% แล้ว   แยกเป็น แยกเป็น นาปรัง 8.68 ล้านไร่  (115%) พืชไร่-พืชผัก 0.74 ล้านไร่

(82%) และไม้ผลไม้ยืนต้นบ่อกุ้งบ่อปลา  3.88 ล้านไร่(112%) ซึ่งอาจจะประสบปัญหาในการจัดสรรน้ำได้อย่างเพียงพอและทั่วถึงไม่เต็ม 100% เนื่องจากผลิตผลทางการเกษตรราคาสูงขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  เกษตรกรที่ทำนาปรังไปแล้วทางกรมชลประทานก็จะดูแลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด  ส่วนที่ยังไม่ลงมือปลูกก็จะขอความร่วมมือให้ระงับการทำนาปรังครั้งที่ 2 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จะส่งให้พื้นทีเพาะปลูกมีจำนวนจำกัด และมอบกรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนพืชใช้น้ำน้อยเพื่อเสริมรายได้ให้เกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง 

                             นอกจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบหมายให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร  เพิ่มศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.ตาก อีก 1 ศูนย์ เนื่องจากมีปัญหาภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง และมีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน นี้  รวมถึงจะพิจารณาความจำเป็นและความต้องการเครื่องบินและอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงให้เพียงพอและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะเรื่องเครื่องบินฝนหลวงที่ขณะนี้ใช้การได้เพียง 22 เครืองซึ่งเป็นเครื่องเก่า ก็จะมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรดูแลเรื่องงบประมาณในปี 2552 ในการดำเนินการโดยเร่งด่วน ส่วนในระยะสั้นที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งและปัญหาหมอกควันจะจัดสรรงบประมาณดำเนินจากงบปกติหรืองบกลาง เพื่อดูแลในส่วนนี้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน
 
    
  วันที่ : 27/March/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:322 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำเปิดกระดานครับ
125.24.25.158: 2553/02/20 10:47:38
กระดานซื้อขายเครื่องมือการเกษตรมือสอง ได้เปิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำแนะนำจาก คุณ udom

ด้านล้างนี้เป็นข้อความที่ คุณ udom sawaddee ได้ส่งมาทาง info@farmkaset.com
ฟาร์มเกษตร ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับคำแนะนำครับ และเรากำลังพยายาม ทำตามคำแนะนำของคุณ udom อยู่ครับผม

---------------------------------------------------------------------------------
ถ้า มีโอกาศและจังหวะ อยากให้ทางคุณ
เป็นสื่อกลาง ให้คนอยากขายและอยากซื้อ เครื่องมือการเกษตรมือสอง
ที่ชาวสวน ชาวไร่ จำเป็นต้องใช้
       
นับถือ
---------------------------------------------------------------------------------
อ่าน:1954 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หนุนใช้เทคโนโลยีผลิตอ้อย มันสำปะหลัง 15-30 ตันต่อไร่
125.24.15.14: 2553/02/20 10:47:38
 กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รองรับความต้องการของโรงงานผลิตเอธานอลและไบโอดีเซล นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขยายผลผลิตพืชพลังงานทดแทน โดยเน้นการรักษาระดับพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง สำหรับปาล์มน้ำมันมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกในเขตเหมาะสมปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันผลผลิตพืชทั้ง 3 ชนิดมีเพียงพอกับความต้องการใช้บริโภค การขยายการผลิตจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการเพื่อผลิตพลังงาน ดังนั้น แนวทางในการขยายการผลิตจึงเน้นการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 
                
                โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตลอดจนให้ความรู้และแนะนำการทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีเป้าหมายผลผลิตต่อไร่ อย่างน้อยร้อยละ 10 ในกลุ่มพืชพลังงาน นายธีระชัย กล่าวว่า ความต้องการพืชพลังงานเพื่อการผลิตพลังงานตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คาดว่าในปี 2552 ความต้องการเอธานอล มีประมาณ 1.58 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความต้องการ ใช้มันสำปะหลังจำนวน 8.5 แสนตันต่อปี กากน้ำตาลจำนวน 1.73 ล้านตันต่อปี ในส่วนไบโอดีเซล คาดว่ามีมีความต้องการประมาณ 1.35 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความปาล์มน้ำมันดิบจำนวน 3.5 แสนตันต่อปี ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเสรีการตั้งโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล และให้การสนับสนุนการลงทุนด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 45 ราย กำลังการผลิต รวม 12 ล้านลิตร/วัน ส่วนไบโอดีเซลมีโรงงานที่ผลิตแล้ว 9 โรงงานและได้รับการส่งเสริมการลงทุนอีก 19 โรงงาน รวมทั้งหมด 28 โรงงานกำลังผลิต 6.68 ล้านลิตรต่อวัน 

                “ปัจจุบันพันธุ์อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน ที่เกษตรกรปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ยังไม่เหมาะสม ตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ การดูแลรักษา ให้ปุ๋ย น้ำ ทำให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ สำหรับเกษตรกรที่มีการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีเตรียมการปลูกที่ดี ให้น้ำ ปุ๋ย อย่างเหมาะสม จะได้รับผลผลิต่อไร่สูงขึ้นมาก ดังนั้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงที่พืชต้องการน้ำ จะเป็นปัจจัยที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร” นายธีระชัย กล่าว

ต้นฉบับข่าวจาก: http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=26934&lyo=1

----------------------------------------------------------------------------------

แนะนำผลิตภัณฑ์ฟาร์มเกษตร ที่สอดคล้องกับกระทรวงเกษตร

เชิญผู้สนใจ ชมแปลงสาธิตอ้อยน้ำตาลมิตรผล, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน ที่มีผลผลิตสูงสุด

ฟาร์มเกษตร เชิญชวนผู้ผลิตอ้อย และมันสำปะหลัง เข้าชมแปลงสาธิต

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตมันสำปะหลัง
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิตมันสำปะหลัง ที่มีผลผลิตสูงถึง 15-30 ตันต่อไร่ สามารถเลือกชมแปลงสาธิตได้สองแห่ง คือที่ สี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และที่เอี่ยมบูรพา จังหวัดสระแก้ว ในขณะเยี่ยมชม จะมีการให้ข้อมูลความรู้ อย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน ไปจนได้รับผลผลิต 15-30 ตันต่อไร่ ว่ามีวิธีการปลูก การดูแลอย่างไร

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตอ้อย
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิต ที่บริษัทไอออนิค ประเทศไทย ร่วมมือกับ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ทำแปลงสาธิตอ้อย ณ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ไปดูอ้อยความสูง 4 เมตร ให้ความรู้วิธีการปลูกอย่างละเอียด การดูแล ให้ได้ผลิตผลสูงสุด
มี VDO ที่ทางเราได้ไปถ่ายทำไว้ที่ มิตรผล เชิญชมก่อนไปดูแปลงสาธิตจริงได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00081

ผลิตภัณฑ์ของเรา ปุ๋ย ตรานกอินทรีย์คู่ ใช้ในการทำแปลงสาธิต รัฐบาลร่วมลงทุน โดย สสว. และได้รับการส่งเสริมจาก BOI ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00083

VDO แนะนำผลิตภัณฑ์ แนะนำโดยผู้บริหารไอออนิค เคยออกอากาศ ทาง ช่อง 5 รายการ SME ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ชมได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00080

VDO การสาธิตการใช้ ในสวนยาง และสวนปาล์ม โดยคุณมานพ ผู้จัดการภาคใต้ ชมได้ที่ 
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00082

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หรือติดต่อขอดูแปลงสาธิตได้ที่ 
คุณ ปิยะมาศ 
โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com 
อ่าน:5730 | ความคิดเห็น:11 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
125.24.93.83: 2553/02/20 10:47:38
ผมเป็นเกษตรกรรายใหญ่ อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
อ่าน:3792 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยยูเรีย
125.26.214.129: 2553/02/20 10:47:38
มียูเรีย จำหน่าย ราคา 24500 บาท/ตัน 
เงื่อนไขเงินสด 
ถอยรถเข้ามาในโรงงานเลยแล้วก็ชำระเงินด้วยเงินสดหรือเงินโอนผ่านธนาคาร พอทางเราเช็คว่าเงินเข้าระบบเรียบร้อยก็ขนของขึ้นรถ สบายใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
สนใจติต่อ 086-6403532  loginmoto@hotmail.com
อ่าน:761 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
สินค้าเกษตรคุณภาพ ตราภูเขาทอง
เหมาะสำหรับ พืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชทุกชนิด
ปุ๋ยเคมีตราภูเขาทอง ผสมกรดซิลิคอน
กรดซิลิคอนสามารถละลายน้ำได้ พืชสามารถดูดขึ้นไปพร้อมกับการดูดน้ำ ต่อมาน้ำระเหยออกทางผิวพืชแต่ซิลิคอนไม่ระเหย จึงสะสมที่ผิวพืช เมื่อมากเข้าก็กลายเป็นผลึกควอร์ทซ์ โอปอล หรือเปลี่ยนเป็นซิลิเกต ซึ่งทำให้ผิวพืชแข็งแกร่ง ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น
กรดซิลิคอน เป็นกรดซึ่งเกิดตามธรรมชาติสามารถพบได้จาก ดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ป่าตามธรรมชาติ กรดตัวนี้เมื่อพืชนำมาใช้แล้วจะหมดไปตามธรรมชาติ ไม่สามารถสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนเพื่อตอบสนองความต้องการของพืชได้ทัน จึงต้องใส่กรดซิลิคอนผสมลงในปุ๋ย เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชได้เพียงพอต่อความต้องการ เราจึงนำกรดซิลิคอนผสมกับปุ๋ยเคมีตราภูเขาทองทุกสูตร
คุณประโยชน์ที่ได้รับจาก กรดซิลิคอน
ช่วยป้องกันโรคพืช แมลงศัตรูพืช ต้านทานต่อเพลี้ย หนอน รา ไร ไส้เดือนฝอยดีขึ้น รักษาหน้าดินให้อุดมสมบูรณ์เหมือนป่าที่อุดมสมบูรณ์และที่สำคัญช่วยเพิ่มผลผลิต และรสชาติที่ดีขึ้นอีกด้วย
ปุ๋ยเคมี ตราภูเขาทองผสมกรดซิลิคอน สูตรต่างๆที่มีจำหน่าย
สูตร 15-15-15 สูตร 25-7-7 สูตร 12-8-36 สูตร 16-8-8 สูตร 36-0-0 สูตร 20-8-20
สูตร 13-13-21 สูตร16-20-0 สูตร18-12-6 สูตร 16-16-8 สูตร 15-7-18 สูตร 8-24-24

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อ บริษัท ทวีผลเกษตรธรรมชาติ จำกัด
โทร. 081-9354335, 081-6228499 คุณทวีเกียรติ (ผู้จัดการฝ่ายขาย)
โทร. (034) 824563-4
E-MAIL : tvpagri@hotmail.com
อ่าน:537 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยขี้ไก่ ราคากันเอง
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยขี้ไก่ ราคากันเอง
สามารถไปส่งได้ถึงที่
สนใจติดต่อ  080-3193736 นัชชา
อ่าน:3256 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
โรตารี่ คูโบต้า มือสองจากญี่ปุ่น 1.4,1.45,1.5,1.6,1.7 เมตร
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
โรตารี่ คูโบต้า มือสองจากญี่ปุ่น 1.4 m, 1.45 m, 1.5m, 1.6m, 1.7 m. สภาพสวย สนใจติดต่อ 089-8118807
อ่าน:2018 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย Super Big, Super Chito "นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"
202.28.78.134: 2553/02/20 10:47:38
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย Super Big, Super Chito "นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"


สารอาหารเสริมเข้มข้นจากธรรมชาติที่ฉีดพ่นทางใบ 

"นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"

คุณสมบัติของ Super Big



• ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยหรือสามารถใช้แทนปุ๋ยได้เลย

• ลดการใช้ยาฆ่าแมลงเพราะ Super Big มีสารจากธรรมชาติที่ไล่แมลงอยู่แล้ว

• ลดการใช้ฮอร์โมนต่างๆ เพราะ Super Big มีสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว

• ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมและไม่มีสารตกค้างเพราะสกัดจากธรรมชาติ100%

• พืชแข็งแรงโตไวให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะปลูกสั้น

• ต้นทุนในการใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้ปู๋ยเคมี 2-6 เท่า

• สามารถใช้กับพืชได้ทุกชนิด


สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย 

ขอรายละเอียดได้ที่ E-mail gmsuperbig@hotmail.com

หรือติดต่อได้ที่ โทร. (คุณพรฤดี) 087-7192333
Website: http://www.siambig.com/shop/index.php?shop=GM-AMATA
หจก. จี.เอ็ม.อมตะซัพพลาย 98/42 หมู่ 3 ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
อ่าน:20187 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ร้านขายแทรค์เตอร์คูฐต้า มือสองเปิดใหม่ ที่ ฉะเชิงเทรา อยู่ด้านตรงข้าม ห้างคอมเพล็ก สภาพรถสวยมากๆ
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
มีร้านเขายแทรกเตอร์เปิดใหม่ที่ บางตีนเป็ด  ฉะเชิงเทรา. 
รถสภาพสวย มีทั้งคูโบต้า และรถใหม่อย่างอีเซกิ ราคาไม่แพงเลย
อ่าน:4642 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายโรตารี่ หรือ จอบหมุน นำเข้าจากญี่ปุ่น , ที่ดันดิน,ที่เจาะหลุม, ผานจาน  และ อะหลั่ยคูโบต้า 
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
ขายโรตารี่ หรือ จอบหมุน นำเข้าจากญี่ปุ่น , ที่ดันดิน,ที่เจาะหลุม, ผานจาน  และ อะหลั่ยคูโบต้า ที่บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา ร้านบิ๊กเค แทรกเตอร์
ลงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงไป 200 เมตร หรือ โทร 089-8118807.
อ่าน:7638 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
บทความมาใหม่: การปลูกหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์
125.26.140.248: 2553/02/20 10:47:38
“ หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ ” เป็นพืชผักที่มีบทบาทสำคัญของประเทศตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงนื่องจาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความมั่นใจในระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีความปลอดภัย สูง หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ประกอบด้วย วิตามินเอ ซี บี บีคอมเพล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็กสูง ปลูกมากที่จังหวัด สระแก้วและกาญจนบุรี  การ.....

อ่านทั้งหมดที่: http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00230
อ่าน:4116 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการปุ๋ยหมัก 30 ตัน 
61.91.224.202: 2553/02/20 10:47:38
สนใจติดต่อทาง Email dol_hun@hotmail.com
 หากมีรูปกระบวนการหมักด้วยก็ดีครับ 
อ่าน:21686 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายรถพรวนดินเดินตามสภาพเหมือนใหม่ มือสองครับ
125.27.128.152: 2553/02/20 10:47:38
สภาพสวยยังใหม่อยู่ เครื่องติดง่าย ใบมีดปั่นดิน (พรวนดิน)สามารถปรับความเร็วได้ 2 ระดับล้อยางประคองใหญ่ปรับล้อให้เข้าออกได้ทำให้สามารถเข้าในที่แคบๆได้
บังคับ บีบเลี้ยวเป็นรถพรวนดินขนาดกลาง เครื่องยนต์ สี่จังหวะ ใช้เบนซิล
เครื่องยนต์ของ อิเซกิ จากโรงงานเครื่องเดิมๆ
สภาพพร้อมใช้งาน
ใบมีดพรวนดิน 12 ใบ
ขายราคา 33,000 (สามหมื่นสามพันบาท)
สนใจติดต่อ 0813773909 ธาดา
รถอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว
คันนี้เลย
อ่าน:4886 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
รับตัวแทนจำหน่าย อาหารเสริมเข้มข้นของพืชSuper Big, Super Chito  “ ฉีดอะไร ก็โต” 
202.28.78.134: 2553/02/20 10:47:38
รับตัวแทนจำหน่าย อาหารเสริมเข้มข้นของพืชSuper Big, Super Chito  “ ฉีดอะไร ก็โต” 
สารอาหารเสริมเข้มข้นจากธรรมชาติที่ฉีดพ่นทางใบ 

"นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"
• ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสามารถใช้แทนปุ๋ยเคมีได้เลย

• ลดการใช้ยาฆ่าแมลงเพราะ Super Big มีสารจากธรรมชาติที่ไล่แมลงอยู่แล้ว

• ลดการใช้ฮอร์โมนต่างๆ เพราะ Super Big มีสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว

• ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมและไม่มีสารตกค้างเพราะสกัดจากธรรมชาติ100%

• พืชแข็งแรงโตไวให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะปลูกสั้น

• ต้นทุนในการใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้ปู๋ยเคมี 2-6 เท่า

• สามารถใช้กับพืชได้ทุกชนิด
สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย 

ติดต่อได้ที่ E-mail gmsuperbig@hotmail.com

หรือ โทร. (คุณพรฤดี) 087-7192333
http://www.shopdd.in.th/web/index.php?url=superbig&type=
อ่าน:746 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ขอราคาอะไหล่รถไถ ฟอร์ด รุ่น 6600
58.9.92.39: 2553/02/20 10:47:38
1.ลูกปืนรับน้ำหนัก R-L 2 ชุด
2. ปลอกบูชสลักคอม้า บน-ล่าง,R-L  4 ปลอก
3. ลูกปืนล้อหน้าตัวนอก,ใน  2 ชุด
4. ลูกยางหุ้มเพลาล้อหน้า  R-L  2  ชุด
5. สกูร+น็อต ครบชุดสำหรับยึดกะทะล้อหน้า แบบชุบแข็ง  6ชุด

ติดต่อ คุณจุฬาพร  โทร.02-431-0536,Fax:02-813-1547
E-mail:ptwforklift@yahoo.com
อ่าน:6704 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ขอราคาอะไหล่รถไถ ฟอร์ด รุ่น 6600
58.9.92.39: 2553/02/20 10:47:38
1.ลูกปืนรับน้ำหนัก R-L 2 ชุด
2. ปลอกบูชสลักคอม้า บน-ล่าง,R-L  4 ปลอก
3. ลูกปืนล้อหน้าตัวนอก,ใน  2 ชุด
4. ลูกยางหุ้มเพลาล้อหน้า  R-L  2  ชุด
5. สกูร+น็อต ครบชุดสำหรับยึดกะทะล้อหน้า แบบชุบแข็ง  6ชุด

ติดต่อ คุณจุฬาพร  โทร.02-431-0536,Fax:02-813-1547
E-mail:ptwforklift@yahoo.com
อ่าน:4802 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
รถเกี่ยวนวดข้าว คูโบต้า มือสอง นำเข้าจากญี่ปุ่น
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
รถเกี่ยวนวดข้าว คูโบต้า มือสอง นำเข้าจากญี่ปุ่น มาแล้ว สภาพดี รถสวยมาก
สามารถสับฟางได้ สนใจ ติดต่อ 089-8118807. ราคาไม่แพง
อ่าน:8179 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกร
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
ยินดีต้อนรับสู่กระดานสนทนา เกษตรกรครับ
อ่าน:993 | ความคิดเห็น:27 | แสดงความคิดเห็น
ขายแทรกเตอร์ ฮิโนโมโต้ รุ่น C172  
110.49.82.5: 2553/02/20 10:47:38
เป็นรถเล็ก 17 แรง  สภาพสวย คล่องตัว กะทัดรัด  ราคาไม่แพง สนใจติดต่อ 089-771 2088 
อ่าน:3075 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร บรรยายความรู้เรื่องพืช ณ ศาลากลางบ้าน คำปลาฝา อ.เมือง กาฬสิน
113.53.164.195: 2553/02/20 10:47:38
คุณกิ่งมอบของที่ระลึกให้กับผู้ใหญ่บ้าน
อ่าน:2103 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยเคมีหลายยี่ห้อ ราคาตั๋วโรงงาน
118.172.227.215: 2553/02/20 10:47:38
มีทั้ง เรือใบไวกิ้ง ไข่มุกไพลิน ยารา กังหันลม ตะวันดาว มงกุฏ

ติดต่อสอบถามราคาได้ที่ 081-6946297

ณัฐวุฒิ

ขอบคุณครับ
อ่าน:1271 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รับปรึกษาปัญหา ยางพารา  ปาล์ม  อ้อย  มันสำปะหลัง ข้าว  และพืชการเกษตรทุกชนิด
124.120.101.165: 2553/02/20 10:47:38
หากเกษตรกรประสพปัญหาเหล่านี้ ?

- ปัญหายางพารา  ยางหน้าตาย  ตายนึ่ง  รากเน่า  โคนเน่า  โรคใบร่วง
- ปัญหา ปาล์มไม่ติดดอก  ช่อดอกไม่สมบูรณ์  ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย เคมี  
- การเพิ่มผลผลิตใน ไร่อ้อย เพิ่มค่าความหวาน  CCS,
- การเพิ่มผลผลิตในมันสำปะหลัง  เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง
- ปัญหา   ดินเปรี้ยว  ดินแน่น  ดินเค็ม  ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
- การใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับดิน   และการเจริญเติบโตของพืช

ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการเกษตรมากว่า  10  ปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :
คุณศุภานัน  สระบัว  
086-3081046
ชมรมส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่
www.tarad.com/agronomythai
อ่าน:13724 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รถไถคูโบต้า มือสอง จากญี่ปุ่น รุ่นเล็ก L2000, L2201 สภาพสวย 
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
รถไถคูโบต้า มือสอง จากญี่ปุ่น รุ่นเล็ก L2000, L2201 สภาพสวย นำเข้ามาทั้งคัน ไม่ได้แยกเป็นชิ้นส่วน สนใจติดต่อ 089-8118807
อ่าน:11626 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เราพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดให้ดีกว่าเคมีได้
58.147.0.186: 2553/02/20 10:47:38
       ปรับปรุงคุณภาพปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด “ตราไก่คู่ทีทีวี” สู่การพัฒนาคุณภาพที่สุดยอด

ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ตราไก่คู่ทีทีวี ผลิตโดยโรงงาน ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร  ผลิตจากมูลไก่แท้ๆ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน หมักด้วยหัวเชื้อ EM สูตรพิเศษโดยผู้ชำนาญการจากต่างประเทศมากกว่า 12 เดือน ผ่านการฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา อบไอน้ำ ดูดกลิ่น ดูดความชื้น เก็บได้นานกว่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ และที่สำคัญ  เพิ่ม สูตร 3 พลังเร่ง สูตรใหม่ที่ให้คุณค่าอาหารต่อพืชโดยตรงมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ช่วยปรับปรุงดิน ให้คุณค่าอาหารต่อพืชที่ได้ผลเร็วกว่าเดิม ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย พร้อมการอัดเม็ดที่ได้คุณภาพด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มาตรฐานยุโรป ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และการรับรองผลที่สูงกว่ามาตรฐานมากมายไม่มีใครเทียบได้ ไม่ผสมดิน แกลบ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 4 ปี รับรองผลเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า และกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ พิสูจน์คุณภาพได้แล้ววันนี้ กับสูตร 3 พลังเร่งสูตรใหม่ ที่ให้ผลมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า  แต่ราคายุติธรรม (พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไม่เอาเปรียบสังคม)
          ราคาจำหน่าย ตันละ 4,000 บาท (กระสอบละ 200 บาท) บรรจุถุงละ 50Kg ไม่รวมค่าขนส่ง
สิทธิพิเศษสำหรับตัวแทนขาย ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสุด { ไก่คู่ทีทีวี  }   
สั่งครบ 1,000 กระสอบ รับสิทธิ์ เป็น ตัวแทน1อำเภอ1ราย พร้อมประชาสัมพันธ์ใน Website โรงงานฟรี
ดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com หรือ http://www.pui-in-see.com

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
หรือ            083-4633350 ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร daranew90@gmail.com 
    ------------------------------------------------
อ่าน:1124 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
บ้านสิงห์รางกล ผลิต/จำหน่าย อุปกรณ์เลี้ยงสุกร(หมู) ครบวงจร !!
222.123.152.160: 2553/02/20 10:47:38
บ้านสิงห์รางกล

ที่อยู่ 115 ม.6 บ้านสิงห์ โพธาราม ราชบุรี 70120

ติดต่อ คุณ พัชวรรณ 081-982-3458

สินค้านอกเหนือจากรายการสามารถสั่งทำได้ !!

ติดตามดูรูปรายการสิรค้าได้ที่ http://bansingrangkon.hi5.com

ราคา : ไม่ระบุ

ประเภทสินค้า : สินค้าใหม่ - สินค้ามือสอง

การชำระเงิน : ผ่านธนาคาร จ่ายด้วยตนเอง

การรับส่งสินค้า : รับด้วยตนเอง ขนส่ง

ชื่อ : พัชวรรณ

เบอร์โทรศัพท์ : 032356839

โทรศัพท์มือถือ : 081-9823458

ที่อยู่ : 115 ม.6 บ้านสิงห์ โพธาราม

จังหวัด : ราชบุรี
อ่าน:5839 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายฟิลเลอร์ สำหรับผสมปุ๋ยมีฟิลเลอรืดำ รับจ้างปั้นปุ๋ย ยิบซั่ม
112.142.151.97: 2553/02/20 10:47:38
รับจ้างปั้นอินทรีย์ ยิบซั่ม
ขายฟิลเลอร์ดำ  
ฟิลเลอร์ขาว  
เม็ดสารปรับสภาพดินและน้ำ 
เม็ดสวยขนาดดี ไม่มีฝุ่นและความชื้น 
 และโดโลไมท์ผง  
ธีรพงษ์ 087-0727884 (โรงงานผลิต) 
อ่าน:867 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายข้าว ผักสลัด ผักสด ข้าวโพดหวาน ผลไม้ FULLY ORGANIC มีใบรับประกันว่าสารพิษตกค้าง 0%
58.9.62.157: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย ข้าว ผักสลัด ผักสด  ผลไม้  FULLY ORGANIC

เช่น  ข้าวหอม  ข้าวกล้อง  ข้าวนิลดำ  ข้าวโพดหวาน

ผักสลัดต่างๆ  ผักสด  ผลไม้สด

ของแท้ มีใบรับประกัน  จำหน่ายปลีกส - ส่ง   มีบริการจัดส่งทั่วประเทศ

  ติดต่อสอบถามและขอดูแคตตาล็อกได้ทุกวันที่  083-5558414
อ่าน:27043 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
นวัตกรรมใหม่ทดแทนการปลูกพืชแบบน้ำหยด ไม่ใช้ ไฟฟ้า,ไม่ใช้ปั้มน้ำ นำเข้าจาก อังกฤษ
58.8.170.150: 2553/02/20 10:47:38
     Thai AutoPot เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของ AutoPot จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่คิดค้น เพื่อการปลูกพืชโดยควบคุมการจ่ายน้ำให้ต้นพืชอย่างเป็นระบบภายใต้แนวคิดที่ ระบบสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้า,ปั้ม หรือตัวตั้งเวลาในการทำงานโดยอาศัยเพียงแรงดึงดูดโดยธรรมชาติเท่านั้น
     สินค้าทุกอย่างของ AutoPot ไม่ใช้ไฟฟ้า ปั๊ม เครื่องสร้างแรงดันน้ำ หรือเครื่องตั้งเวลาอัตโนมัติในการทำงาน แรงโน้มถ่วงจากแท็งก์น้ำหรือท่อเป็นสิ่งเดียวที่คุณต้องการ
    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบของเราง่ายต่อการใช้งานและสามารถปล่อยทิ้งให้ทำงานเองเป็นอาทิตย์ๆ ตามประสิทธิภาพของ AQUAvalve ที่จะส่งสิ่งที่พืชต้องการ ปัจจุบัน AutoPot เป็นผู้นำเกี่ยวกับระบบชลประทานในตลาด และได้รับชื่อเสียงและการยอมรับจากทั่วโลกสำหรับเทคโนโลยีการจ่ายน้ำที่ทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รองรับการปลูกพืชแบบต่างๆ

ข้อมูลเพื่มเติม www.thaiautopot.com
อ่าน:13210 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า จากญี่ปุ่น รุ่นใหม่ GL25
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
ขาย แทรค์เตอร์ คูโบต้า จากญี่ปุ่น รุ่นใหม่ GL25 ภาพสวย สนใจติดต่อ 089-7712088.
อ่าน:1706 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ข้อมูล ยาง ปาล์ม
115.67.93.252: 2553/02/20 10:47:38
 เรียนรู้ที่      http://www.yangpalm.com



ขอบคุณน้องปริมที่น่ารัก
อ่าน:1956 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขาย เครื่องมือช่วยห่อและเก็บผลไม้ "มือวิเศษ"ระบบ TWO IN ONE
125.26.154.201: 2553/02/20 10:47:38
“มือวิเศษ” เครื่องมือช่วยห่อและเก็บผลไม้ระบบ TWO IN ONE

ช่วยห่อผลไม้ป้องกันแมลงวันทอง และใช้เก็บก็ได้ในชุดเดียวกัน
สูง 5-6 เมตร ก็ไม่ต้องปีน หรือใช้บันได  ไม่เสี่ยงกับอุบัติเหตุ  

ไปซื้อเอง เรามี “มือวิเศษ” พร้อมใช้งานไว้ให้เลือก ดังนี้
1. แบบA 175 บาท กระบอกห่อปรับไม่ได้  
2. แบบB 200 บาท กระบอกปรับได้รอบตัว 360องศา
3. ด้ามอะลูมิเนียม ยาวหลายขนาด  60-150 บาท

บริการทางไปรษณีย์ ยินดีจัดส่งสินค้า แบบB  ให้ในราคา
ชุดละ 150 บาท พร้อมค่าส่งพัสดุธรรมดา ดังนี้
ค่าส่ง50รวม 200บาท ในกล่อง ง(D) เฉพาะกระบอก 3” 1 ชุด
ค่าส่ง70รวม 220บาท ในกล่อง จ(E) 3”หรือ4” ตามที่สั่ง 1 ชุด
ค่าส่ง100รวม 400บาท ในกล่อง จ(E) 3”หรือ4” ตามที่สั่ง 2 ชุด

สนใจฝากเงินผ่าน ธนาคารกรุงไทย สาขานครราชสีมา  
ประเภทเงินออมทรัพย์   บัญชีเลขที่ 301-0-37480-1  
ชื่อบัญชี นายสมโภชน์ ชื่นจันทน์แดง   แล้วแจ้งรายละเอียด โดย
1.โทร.081-2827267 หรือ     
2.e-mailbsp1@hotmail.com หรือ
3.Fax 044-353250 หรือ       
4.จดหมายที่ 3003 ถ.สืบศิริ47 ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา30000 
เมื่อข้อมูลถูกต้อง จะจัดส่งสินค้าให้ท่านได้ทันที ซื่อตรง ตรวจสอบได้ 

อนุสิทธิบัตร/สินค้าของ  นายสมโภชน์  ชื่นจันทน์แดง
อดีต รองผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสระแก้ว  นครราชสีมา

ปล. ท่านที่ปลูกไม้ผล เช่น มะม่วง กระท้อน ชมพู่  แม้จะปลูกเพียงต้นสองต้น
ก็ควรรีบซื้อ "มือวิเศษ" ไว้ห่อป้องกันแมลงวันทอง โดยด่วนตั้งแต่วันนี้นะครับ
เพราะช่วงเดือน มีนาคม - เมษายน อาจไม่สะดวกในการสั่งซื้อทางไปรษณีย์
อ่าน:1557 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยขี้วัวแห้งบรรจุกระสอบ ไม่มีสารเคมี ราคาถูกมาก 
58.9.54.55: 2553/02/20 10:47:38
ขายขี้วัวนมตากแห้ง เป็นของเกษตรกรโดยตรง ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับต้นไม้ทุกชนิดเพราะจะทำให้ดินร่วนซุย ประหยัดค่าปุ๋ยได้มากในช่วงสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ 

- ขนาดกระสอบบรรจุ 12-15 ก.ก. เย็บปากถุงเรียบร้อยตาม ราคากระสอบละ 20 บาท
- ขายแบบชั่งกิโล ขายตันละ 1,800 บาทต่อ 1 ตัน

สนใจติดต่อ สุภาพร 08-9134-4153 
อ่าน:6799 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยดีมีคุณภาพ "ปุ๋ยตราเทพประทาน"
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
ท่านที่ต้องการใส่ปุ๋ยยางพาราหรือปาล์มน้ำมันในช่วงนี้ ขอแนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ"ปุ๋ยตราเทพประทาน"ซึ่งปัจจุบันนี้เป้นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แก่เกษตรกร รับรองคุณภาพ 100%

ติดต่อ : นุ้ย
โทรศัพท์ : 075-294069
มือถือ : 089-6499296
อ่าน:902 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
หญ้าดอกขาว 
222.123.160.103: 2553/02/20 10:47:38
ถ้าเกษตรกร เจอหญ้าดอกขาวที่เรียกว่าหญ้าดอกขาวดื้อยา 
เรียกว่าใช้สาร ฟีน๊อก ฉีดแล้วไม่ตาย 
มีสารตัวไหนที่พอจะใช้แทนได้หรือเป่า หรือว่า มีสารตัวไหนที่พอ จะผสมแล้วใช้ฆ่าได้บ้าง 
อ่าน:1189 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อ
125.24.8.20: 2553/02/20 10:47:38
อยากทราบราคาปุ๋ยหลายๆที่ เพื่อที่จะเอาไปเปรียบเทียบ เพื่อตัดสินใจซื้อครับ
อ่าน:1276 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ขอความรู้เรื่องปุ๋ยหน่อยครับ................
124.157.224.86: 2553/02/20 10:47:38
1.ปุ๋ยสูตรที่เหมาะสมกับ
 -ข้าวนาปี
-ข้าวนาปรัง
-อ้อย
ยางพารา

2.ช่วงเวลาในการใส่ปุ๋ย
3.ดินต้องเป็นอย่างไรแยกตามคุณสมบัติของปุ๋ยนะครับ


อ่าน:10461 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
รับสมัครตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ - ชีวภาพใช้ดีมากมีส่วนผสมมูลค้างคาว
117.47.235.168: 2553/02/20 10:47:38
ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ภัณฑ์ 25 กก สูตรเม็ด
 คุณสมบัติ
1.ให้ธาตุอาหารครบทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม
2.ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
3.ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย การระบายน้ำและอากาศในดิน พร้อมปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ยังมีกรดฮิวมิค และแร่เพอไลต์ ที่ช่วยในการจับปุ๋ยและปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสมบูรณ์ช่วยให้การขยายรากได้เร็ว และลำต้นแข็งแรงไม่โค้นล้มง่าย
4.เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั่วเหนียวบำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก, ออกผลมาก)
5.ช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
6.ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิตมีน้ำหนักและรสชาติดีขึ้น
 ส่วนประกอบ
ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม
ธาตุอาหารรองแคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, โบรอน
ธาตุอาหารเสริมทองแดง, เหล็ก, แมงกานีส, โมลิบดินั่ม, สังกะสี
องค์ประกอบฮิวมิดฟอร์ม, อินทรียวัตถุ, ตัวย่อยสลาย
ขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัมราคา 365 บ.
เจริญอินทรีย์ภัณฑ์ 
 
อาหารเสริมพืชชีวภาพชนิดน้ำ-ทางใบ
เป็นธาตุอาหารพืชชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ โดยการสกัดจากกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชทุกชนิด เป็นกระบวนการสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาให้เกษตรกรรู้จักใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพไม่เป็นอันตรายต่อดิน เกษตรกร และผู้บริโภค มีคุณสมบัติพิเศษ สามารถละลายน้ำได้ดี ไม่เกิดการตกตะกอนของธาตุอาหารต่าง ๆ จึงทำให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อใช้ต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มสิ่งมีชีวิตในดิน ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ เป็นผลให้พืชสามารถผสมเกสรได้ดี ไม่หลุดร่วง ติดดอกออกผล ทนทานต่อโรคและแมลงได้ดี พืชจึงเจริญงอกงามได้ในระยะเวลาอันสั้น
 คุณประโยชน์ :
1. ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง ยากต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลง เมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณหนอนและแมลงศัตรูพืชลงไปได้มาก
2. ช่วยทำให้การออกดอกและติดผลเร็วขึ้น สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าเดิมมาก
3. ช่วยเพิ่มจำนวนดอก ผล ขนาด คุณภาพสี และ รสชาติของผลผลิต
4. ช่วยทำให้พืชฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะพืชที่ปลูกใหม่ หรือพืชที่ยังเล็กอยู่
5. ช่วยป้องกัน และขจัดปัญหาโรคขาดธาตุอาหารของพืช
6. ช่วยร่นอายุการเก็บเกี่ยว ทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วกว่าเดิม
7. ช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ด หรือท่อนพันธุ์ โดยใช้แช่หรือชุบก่อนปลูก
8. ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย
9. เมื่อใช้ควบคู่กับปุ๋ยเดิมที่เคยใช้อยู่ จะช่วยประหยัดค่าปุ๋ยได้มาก และยังสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างอัศจรรย์ โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในการผลิต
 ปริมาณสุทธิ : 1 ลิตรราคา 350 บ.
จำหน่ายโดย บริษัท เจริญโอสถ อินเตอร์เนลชั่นเนล เน็ตเวริค จำกัด เบอร์โทรติดต่อ 085-0715902 หรือ 042-340350 
คุณสิทธิพงษ์, รับสมัครตัวแทนจำหน่ายจำนวนมาก


อ่าน:2864 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ข่าวดี..ราคาปุ๋ยลดแล้วสั่งได้เลยครับมากน้อยไม่ว่า
222.123.174.226: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัดจำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรได้รับใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเสนอปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตร เรามีความยินดีและขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความสนใจในตัวปุ๋ยของทางบริษัท และใคร่ขอเสนอราคาปุ๋ยอินทรีย์เสริมเคมีและปุ๋ยเคมีเต็มสูตรซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ออกจากบริษัทโดยตรงเพื่อช่วยบรรเทาราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ราคาขายส่ง / กระสอบ ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตรามันข้าวรวงทอง 520 บาท ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ตราราชาผลไม้ทอง 520 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 36-0-0 650 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-15-15 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 17-9-9 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-8-8 690 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-20-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 15-7-18 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 12-12-27 1050 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 13-13-21 980 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 25-7-7 860 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 8-24-24 1250 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 35-0-0 850 บาท ปุ๋ยเคมี ตราม้าคู่กระต่าย สูตร 16-16-8 850 บาท ***หมายเหตุ**ราคานี้ไม่ผ่านคนกลางเหมาะสำหรับร้านค้าหรือเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยทีละมากๆ ***ปุ๋ยทุกสูตรมีใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตรไม่มีปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอมสามารถขอดูได้*** เงื่อนไข 1. ราคานี้เป็นราคาเงินสด 2. ราคานี้รวมค่าขนส่งและลงสินค้าแล้ว 3. บริการส่งของถึงบ้าน/ร้านค้า 4. แจ้ง order ล่วงหน้าก่อนรับสินค้าอย่างน้อย 2 วัน 5. จัดส่งฟรี ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 เจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการตลาดของบริษัทเกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด ตัวจริงครับ ขอย้ำ 
อ่าน:1430 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ขายขี้วัวนมตากแห้ง ราคาถูกมาก ปลอดสารพิษแน่นอน
58.9.66.185: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยคอกราคาถูกมาก  เป็นปุ๋ยจากขี้วัวนม ตากแห้งเรียบร้อย  บรรจุกระสอบปุ๋ย  และเย็บปากถุงเรียบร้อย  น้ำหนักโดยประมาณ  10 กิโลกรัมต่อ 1 กระสอบ  เหมาะสำหรับใช้บำรุงต้นไม้และปรับปรุงสภาพดิน  ราคา ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 15 บาทต่อ 1 กระสอบ  ราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่ง  มารับสินค้าที่ จ.
ราชบุรี  มีหน้าร้านขายอยู่ที่บางบอน ราคาลูกละ 25 บาท

สนใจติดต่อ  นายอดิเรก  08-6789-8491
อ่าน:4449 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายอะไหล่รถคีบอ้อย Bell Atam  ตั๊กแตน  max
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายอะไหล่ Spareparts รถคีบอ้อยสามล้อ ทุกยี่ห้อ  
อะไหล่ Bell มีอะไหล่ทุกชิ้น ทุกต้ว นำเข้าเอง มีทั้งอะไหล่ bell รุ่นเก่า Vicker ไปจนถึงรุ่นใหม่ Bell 125  Eaton hyd 
อะไหล่ Atam ปั๊ม Saurer danfoss    
อะไหล่ Eaton / Vickers / Saurer    
อะไหล่ Gearbox  Auburn Gear  รุ่นใหม่ทดแทน ดุมรุ่นเก่าใน atam ใสได้เลยไม่ต้องแปลง
อะไหล่เครื่องยนต์ Deutz  มีทุกชิ้น เครื่องยนต์ ราคา สองแสนต้นๆ ไม่จุกจิกเหมือนเครื่องยนต์เก่า

แนะนำว่าซื้อรถคีบอ้อยที่เครื่องยนต์เก่าระวังจะบานปลายภายหลัง เพราะเราไม่รู้ว่าภายในเป็นอย่างไร
บวกกับ อะไหล่เครื่องยนต์บ้านเราก็เรียกว่าเทียมซะ 90% แล้ว  

081-9444009 
081-7363009
อ่าน:7747 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
โรงงานลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดที่ได้มาตรฐาน ตรา "ชาวไร่" เหมาะสำหรับใส่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ผักและผลไม้ต่างๆ "ชาวไร่" 
125.26.107.72: 2553/02/20 10:47:38
โรงงานผลิต และ จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ได้มาตรฐาน ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด แท้ ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ผลิตภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก กระทรงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444 ลดต้นทุนของเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มพูนผลผลิต พิชิตความยากจน ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ได้รับความเชื่อใจจากโครงอยู่ดีมีสุข และ SML ฯลฯ 
บรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 130 บาท [ตันละ 2,800 บาท> ไม่รวมค่าขนส่ง

สนใจติดต่อ นายนที มีมาก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราช พี.เอส.แอล.กรุ๊ป
เลขทะเบียนโรงงาน  จ 3-43(1)-2/45 นม
อนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี/Tax I.D.  0303539003000
Add : 222/13-14 หมู่ 2 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30280
Tel : 084-832-8025 [ คุณนที > 
Tel : 081-901-3393 [ คุณตุ๊ > Fax : 044-190-155
E-mail : nisara0203@hotmail.com
http://farmer2550.blogspot.com

อ่าน:862 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
โรงงานลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดที่ได้มาตรฐาน ตรา "ชาวไร่" เหมาะสำหรับใส่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ยางพารา ผักและผลไม้ต่างๆ "ชาวไร่" 
125.26.107.72: 2553/02/20 10:47:38
โรงงานผลิต และ จำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ได้มาตรฐาน ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด แท้ ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ผลิตภายใต้การถ่ายทอดเทคโนโลยี จาก กระทรงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444 ลดต้นทุนของเกษตรกร ลดต้นทุน เพิ่มพูนผลผลิต พิชิตความยากจน ราคาถูกเป็นราคาหน้าโรงงาน ไม่ผ่านนายหน้า ได้รับความเชื่อใจจากโครงอยู่ดีมีสุข และ SML ฯลฯ 
บรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม ราคากระสอบละ 130 บาท [ตันละ 2,800 บาท> ไม่รวมค่าขนส่ง

สนใจติดต่อ นายนที มีมาก
ห้างหุ้นส่วนจำกัด โคราช พี.เอส.แอล.กรุ๊ป
เลขทะเบียนโรงงาน  จ 3-43(1)-2/45 นม
อนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร เลขที่ กษ 0913/002/1444
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี/Tax I.D.  0303539003000
Add : 222/13-14 หมู่ 2 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30280
Tel : 084-832-8025 [ คุณนที > 
Tel : 081-901-3393 [ คุณตุ๊ > Fax : 044-190-155
E-mail : nisara0203@hotmail.com
http://farmer2550.blogspot.com
อ่าน:3143 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกข้าว 5 ไร่พอกิน
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
คนปลูกข้าว ต้องซื้อข้าวกิน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรในบ้านเรา ชาวไร่ ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ที่ตลาดต้องการ เอาเงินไปซื้อข้าวพันธุ์ที่ตนเองชอบกิน เพราะในปัจจุบันเกษตรกรไทยคำนึงถึงการมีรายได้ มากกว่าการมีพออยู่พอกิน 

แต่ที่บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ชาวนา ชาวไร่ หลายครอบครัว ให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวเพื่อพอกินเป็นอันดับแรก เป็นที่มาของโครงการ “ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ดังตัวอย่างจากครอบครัวของ “พี่นึก”

ครอบครัวของพี่นึก

พี่นึก หรือ นายสมนึก อิ่มสิน เป็นชาวนครสวรรค์โดยกำเนิด ภรรยาของเขาเป็นชาวลพบุรี ปี พ.ศ.2524 พวกเขาพากันมาซื้อที่ดินในบ้านหนองใหญ่ จ.ชัยภูมิ เนื้อที่ 108 ไร่ ราคาเพียง 20,000 บาท เขาปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปอ เดือย ส่งขายโรงงานเหมือนชาวบ้านคนอื่น ๆ 

“ผมทำตามกระแส ใครว่าอะไรดีก็ทำ อยากรวย” พี่นึกเริ่มเล่า

ผืนป่านายางกลัก ที่ตั้งของบ้านหนองใหญ่ เคยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน มีไม้ใหญ่ และสัตว์ป่านานาชนิด “ชาวบน” เป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แต่เดิม ดำรงชีวิตด้วยการเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ และเพาะปลูกเล็ก ๆ น้อย 

เมื่อเข้าสู่ยุคของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก ในต้นทศวรรษ 2500 รัฐก็เริ่มนโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เกษตรกรจากทุกสารทิศ หลั่งไหลเข้าไปบุกเบิกจับจองพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพื่อทำการเกษตร จนกระทั่งมีคำกล่าวขานถึงดินแดนแถบภาคอีสานว่า “มันมาป่าแตก ปอมาป่าเตียน อ้อยมาป่าเหี้ยน” 

พื้นที่ป่านายางกลักถูกทำลายครั้งแรก โดยบริษัททำไม้เพื่อการค้าที่ได้รับใบสัมปทานจากรัฐ ราวปี 2502-2503 และถูกสัมปทานไม้เผาถ่านซ้ำอีกครั้ง ช่วงปี 2517-2525 ไม้ขนาดใหญ่ และกลางถูกโค่น เปิดทางให้ชาวบ้านเข้าไปปรับพื้นที่เพาะปลูกได้ง่ายขึ้น ประมาณปี 2513 ชาวบ้านหลายจังหวัดเดินตามรอยถนนชักลากไม้เข้าไปจับจองป่า จนกระทั่งตั้งเป็นชุมชนหนองใหญ่ 

ปี 2535 –2536 ทางการในนามของ โครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ (คจก.) ขับไล่ชาวบ้านหนองใหญ่ออกจากพื้นที่ มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และป่าไม้ บังคับไล่รื้อ จนชุมชนแตกกระจัดกระจาย 

พี่นึกพาครอบครัวระเหเร่ร่อนเข้ากรุงเทพ ขายปลาทูนึ่ง เป็นกรรมกรก่อสร้างทำทาง ฯลฯ ในที่สุดก็กลับมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องคนอื่น ๆ เรียกร้องให้ยกเลิก คจก. จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และได้กลับคืนถิ่นฐานเดิมในปี 2541 และช่วยกันก่อตั้งชุมชนใหม่ใช้ชื่อว่า “บ้านเทพพนา”

ปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน

เมื่อชุมชนเทพพนากลับคืนถิ่น มีโครงการพัฒนามากมายทั้งจากภาครัฐ และเอกชนให้การช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรมทางเลือก ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พาไปศึกษาดูงาน จนกระทั่งมีการตั้งกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นในชุมชน โดยมีพี่นึกเป็นประธานกลุ่ม

2 ปีก่อน กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ริเริ่มโครงการ “โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน” ด้วยแนวคิดว่า พื้นที่ 5 ไร่ เป็นขนาดการผลิตที่สามารถจัดการได้ภายในครอบครัว ทั้งด้านแรงงาน และปัจจัยการผลิต ผลผลิตที่ได้ก็เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนตลอดปี 

“ถ้าปลูกเกิน 5 ไร่ เกินกำลัง ปลูก 5 ไร่ มีแรงงานประมาณ 3 คน มาทำงานอาทิตย์ละ 2 วัน ก็พอ มีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่น”

ปีแรกมีสมาชิกเข้าร่วม 25 ราย ปีต่อมาเพิ่มเป็น 57 ราย จากชาวบ้านในชุมชน ประมาณ 90 หลังคาเรือน สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ มีสิทธิกู้เงินเพื่อไถพื้นที่ในวงเงิน 3,000 บาท และเสียดอกเบี้ยอัตราต่ำ กลุ่มฯจะจัดหา และจัดจ้างรถไถราคาถูกให้แก่สมาชิก ค่าไถบุกเบิกที่ใหม่ ไร่ละ 500 บาท ถ้าเป็นพื้นที่ที่เคยทำกินมาแล้ว ไร่ละ 150-200 บาท 

“เราได้สมาชิกเพิ่มเพราะชาวบ้านมักจะถูก “ตกเขียว” กู้เงินเขามาไถ หรือ จ้างรถไถแล้วติดเงินไว้ สัญญาว่าจะชดใช้เป็นข้าวเปลือก พอเก็บเกี่ยวนายทุนจะตีราคาข้าวต่ำมาก ขนข้าวไปเกือบหมดจนชาวบ้านเหลือไม่พอกิน” พี่นึกเล่า

พันธุ์ข้าวที่ชาวบ้านเทพพนาปลูก ส่วนใหญ่เป็นข้าวเจ้าพื้นบ้าน ได้มาจากคนดง หรือ “ชาวบน” ปลูกประมาณ 3 เดือนครึ่ง ได้ผลผลิตไร่ละ 3 กระสอบ ข้าวพันธุ์นี้น้ำหนักไม่ดี แต่เมล็ดข้าวอ่อน นุ่มลิ้น ชาวบ้านชอบกิน 

พี่นึกบอกว่าต้นข้าวจะแข็งแรง ต้านทานโรค ถ้าคนปลูกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชาวบ้านหลายคนเห็นแก่ความสบาย ใช้สารเคมี แล้วข้าวก็เป็นโรคใบพัน ไม่ออกรวง พี่นึกไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ใช้จอบดายหญ้าพรวนดินไปในตัว ข้าวไม่เคยเป็นโรคสักที

พี่นึกไม่นิยมพันธุ์ข้าวที่รัฐส่งเสริม ถึงแม้ผลผลิตดีกว่าข้าวพื้นเมือง แต่จะทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองไม่ได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง 

ปีนี้กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ไม่ได้หาเงินกู้จ้างรถไถปลูกข้าวเหมือนปีก่อน เพราะชาวบ้านหลายคนไปกู้เงินกองทุนหมู่บ้านละล้าน และกองทุน กขคจ. กลุ่มฯไม่อยากให้ชาวบ้านมีหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านหลายคนยังคงปลูก “ข้าว 5 ไร่ พอกิน” ต่อไป นับเป็นความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกในการเสิรมสร้างแนวคิดการพึ่งพาตนเอง

นักอนุรักษ์พันธุ์ข้าว

ปัจจุบัน พี่นึกเหลือที่ทำกินมากกว่า 70 ไร่ เขาแบ่งทำสวนไม้ผล 10 ไร่ มีกล้วยและลำไยเป็นหลัก ทำนา 5 ไร่ ทำไร่ข้าว 5 ไร่ และเป็นปลงอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวอีก 3 ไร่ พื้นที่ที่เหลือใช้ เลี้ยงวัว เขากำลังพัฒนาระบบการเพาะปลูกของตนเองให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน โดยคำนึงถึงการพออยู่พอกิน มากกว่าความร่ำรวย

ตั้งแต่ได้กลับคืนถิ่น ใน ปี พ.ศ. 2541 พี่นึกก็เริ่มสะสมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ปัจจุบันมีประมาณ 12 พันธุ์ เช่น ข้าวหอมดง เป็นพันธุ์ข้าวกึ่งไร่ กึ่งนา ข้าวเหลืองทอง เนื้อแข็ง เอาไว้ทำขนมจีน หรือลอดช่อง 

ทุกปี เขาจะคัดเมล็ดข้าวแต่ละพันธุ์ไว้ประมาณ 2 ลิตร เพื่อนำไปปลูกในปีถัดไป ใช้พื้นที่ปลูกพันธุ์ละ 1 งาน แยกต่างหากจากบริเวณที่ปลูกข้าวไว้กิน 

“ผมเคยเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้ชาวไร่ต้องซื้อพันธุ์ข้าวโพดซีพี ผมกลัวว่าต่อไปเราจะต้องซื้อพันธุ์ข้าวเหมือนกัน” พี่นึกบอกเหตุผลของการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว

พีนึกปันเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะสมไว้ให้กับเพื่อนบ้านที่มาขออยู่เสมอ เขายินดี ถ้าสิ่งที่ทำอยู่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้าง ยังมีเกษตรกรไทยอีกหลายคนที่อนุรักษ์พันธุกรรมแบบพี่นึกทำ เก็บรักษาพันธุกรรมไว้ในแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ คัดเลือก และพัฒนาพันธุ์ด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านต่างกับพวกนักวิทยาศาสตร์พ่อค้า ที่เก็บพันธุ์ไว้ในห้องทดลอง ตัดต่อพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปจดสิทธิบัตร แล้วนำมาค้ากำไรกับชาวไร่ ชาวนาอีกทีหนึ่ง 

เกษตรพอเพียง

“กินอิ่ม-นุ่งอุ่น” เป็นหลักประกันพื้นฐานของชีวิตที่ใครก็ต้องการ แต่ผู้ที่จะมีหลักประกันนี้ต้องรู้จักคำว่า “พอ” โครงการปลูกข้าว 5 ไร่ พอกิน เป็นตัวอย่างการทำเกษตรแบบพอเพียง ไม่ละโมบโลภมากจนเกินกำลัง อย่างน้อย มีพอสำหรับกินอิ่มท้อง นอกเหนือจากนั้น จึงค่อย ๆ ทำเพิ่มเติม จะปลูกไม้ผล เลี้ยงวัว หรือปลูกพืชขายเป็นรายได้เสริม ก็ค่อย ๆ ทำไป แบบพอตัว 

หากทำได้เช่นนี้ “ความยั่งยืน” ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากเย็น 

เกษตรกรไทย มีองค์ความรู้อันทรงคุณค่ามาช้านาน แต่ภูมิปัญญาของพวกเขา ถูกเบียดบัง ทำลายโดยเทคโนโลยี-ธุรกิจการเกษตรสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้ยัดเยียดให้ พร้อม ๆ กับการกระหน่ำซ้ำเดิมด้วยการกีดกันมิให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรอันเป็นปัจจัยการผลิต

ความล้มเหลวผิดพลาดในอดีต เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาหันมาฟื้นฟูภูมิปัญญาของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง โอกาส และการสนับสนุน คือ สิ่งที่เกษตรกรต้องการ เพื่อให้พวกเขากลับมา ยืนหยัดเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแรงของชาติอีกครั้งหนึ่ง. 

ข้อมูลจาก: http://www.thaico.net/b_pnews/sc(36).htm
อ่าน:3820 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
เปิดตัวปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด "ไก่คู่ทีทีวี" สำหรับตัวแทนขายเท่านั้น
117.47.174.85: 2553/02/20 10:47:38
       เปิดตัวปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ดคุณภาพสูง ตราไก่คู่ทีทีวี สำหรับตัวแทนขายเท่านั้น

ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ตราไก่คู่ทีทีวี จำหน่ายให้เฉพาะร้านค้า หรือตัวแทนขายเท่านั้น โดยโรงงาน ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร  ผลิตจากมูลไก่แท้ๆ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน ผ่านกรรมวิธีหมัก 8-12 เดือน การฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา อบไอน้ำ ดูดกลิ่น ดูดความชื้นจนแห้ง รักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ เพิ่ม สูตร 3 พลังเร่ง ที่ให้คุณค่าอาหารแก่พืชโดยตรง ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย พร้อมการอัดเม็ดที่ได้คุณภาพด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มาตรฐานยุโรป อีกทั้ง ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และการรับรองผลที่สูงกว่ามาตรฐานมากมายไม่ผสมดิน แกลบ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 3 ปี รับรองผลเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า และกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
          ขายให้เฉพาะตัวแทนขายตันละ 3,400 บาท (กระสอบละ 170 บาท) ถุงละ 50Kg ไม่รวมค่าขนส่ง
สิทธิพิเศษสำหรับตัวแทนขายช่วงเปิดตัว ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง { ไก่คู่ทีทีวี  }   
สั่งครบ 1,000 กระสอบ รับส่วนลดทันที 10,000 บาท พร้อมการได้สิทธิ์ เป็น ตัวแทน1อำเภอ1ราย
สั่งครบ 5,000 กระสอบ รับส่วนลดเพิ่มอีก 50,000 บาท และสิทธิ์ในการได้ส่วนลด 15 บาท / กระสอบ ในการสั่งครั้งต่อๆไป (สะสมถึง 1,000 กระสอบก่อนได้สิทธิ์ก่อนนะครับ ราคาเดียวจำหน่ายทั่วประเทศ)
สิ่งที่ต้องบันทึก
1. เลขหมายที่ติดต่อ 2. บัตรประจำตัวประชาชน 3. ชื่อร้านค้า (ถ้ามี) 4. ที่อยู่ อำเภอ จังหวัด 5.จำนวนที่สั่งซื้อสะสม
คุณสมบัติเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com 

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
หรือ            083-4633350 ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร daranew90@gmail.com 
    ------------------------------------------------                
อ่าน:1677 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ชุดไบโอดีเซลชุมชนแบบง่าย
113.53.160.80: 2553/02/20 10:47:38
โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (งบยุทธศาสตร์) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล โดยได้ทำการปรับปรุงอาคารเดิมของคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (อาคารไพรัช พืชพันธ์) เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และเป็นแหล่งฝึกอบรม เรียนรู้ของชุมชน โดยได้ติดตั้งเครื่องจักรผลิตน้ำมันไบโอดีเซลขนาด 300 ลิตร/ครั้ง นอกจากนั้นยังได้ออกแบบชุดผลิตน้ำมันไบโอดีเซลชุมชนขนาด กำลังการผลิตครั้งละ 20 ลิตร   

ชุดไบโอดีเซลชุมชนแบบง่าย (กำลังการผลิต 20 ลิตร/ครั้ง)
อ่าน:3412 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยยูเรียราคาถูกครับ
124.121.65.3: 2553/02/20 10:47:38
46-0-0 ตันละ 11000 บาท
สนใจติดต่อเชนครับ
0848796633
0818230662
อ่าน:2121 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
รับให้คำปรึกษาแนะนำ   การแก้ปัญหา ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญปัญหายางพาราและปาล์ม มากว่า 10 ปี
115.67.0.41: 2553/02/20 10:47:38
 
รับให้คำปรึกษาแนะนำ   การแก้ปัญหา ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยผู้เชี่ยวชาญปัญหายางพาราและปาล์ม มากว่า 10 ปี

เกษตรกรที่ปลูกยางพารา  และ ปาล์ม พบปัญหาเหล่านี้ ?

- ปัญหายางพารา เช่น ยางหน้าตาย  ตายนึ่ง  รากเน่า  โคนเน่า  โรคใบร่วง
- ใส่ปุ๋ยแล้ว ผลผลิตไม่เพิ่ม
- ปัญหา  ดินแน่น ดินเข็ม
- ปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่ม  ปุ๋ยแพง
- ต้องการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย เคมี ในปาล์มน้ำมัน 
- ต้องการเพิ่มผลผลิต ในยางพารา และปาล์มน้ำมัน

รับให้คำปรึกษาแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านปัญหายางพารา  ปาล์ม มากว่า 10 ปี
สนใจติดต่อ 

เอนก  ผู้อำนวยการศูนย์นครศรี 0894283487
วิชาการ
คุณมานพ  วาฬสินธุ
มือถือ  085-655217, 0841895550
บริษัท  ไอออนิค  จำกัด
โทร.  02-881-8872    
www.ionique.co.th
nop_utopia@hotmail.com
 
 
อ่าน:5300 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขอใบเสนอเราคาปุ๋ยตรานกอินทรีย์คู่หน่อยค่ะ
113.53.160.121: 2553/02/20 10:47:38
ขอใบเสนอเราคาปุ๋ยตรานกอินทรีย์คู่ วันเดอร์เขียว วันเดอร์แดง และวันเดอร์ส้มหน่อยค่ะอย่างละ 10 ตัน รวม 30 ตัน ส่งมาที่อีเมล์ nucha_jangat@hotmail.com นะคะ

ขอบคุณค่ะ
อ่าน:1994 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ด่วน! ขายไร่อ้อยทำเลเยี่ยม 60 ไร่ติดถนนสายหลักโคราช-สุรินทร์ ห่างจากเทศบาลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
115.67.207.117: 2553/02/20 10:47:38
ด่วน! ขายไร่อ้อยทำเลเยี่ยม 60 ไร่ติดถนนสายหลักโคราช-สุรินทร์ ห่างจากเทศบาลประมาณ 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
ที่ดินทำเลสวยมาก ยื่นกู้ได้วงเงินดีเพราะเป็นที่ดินในเขตเทศบาล ติดต่อขอรับภาพถ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
มาร์ค 0848289494/ 0843535300
อ่าน:10610 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
           ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันพันธุ์คอสตาริก้า Costa Rica
115.67.166.109: 2553/02/20 10:47:38
..........เมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันคอสตาริกา ที่เรานำเข้ามาเพื่อการเพาะพันธุ์ต้นกล้าคอสตาริกาจำหน่ายแก่เกษตรกร ทุกเมล็ด คือ 
         การเอาใจใส่ดูแลอย่างดีที่สุด เพื่อให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนถึงขั้นตอนการบรรจุลงถุงเพาะต้นกล้าที่สั่งผลิตเป็นกรณีพิเศษ ด้วยพลาสติกเหนียวเคลือบสารป้องกันรังสีอัตตร้าไวโอเลต ไม่เปื่อยยุ่ยเมื่อถูกแสง และ น้ำ ตลอดเวลาการเพาะจนได้อายุ 8 เดือน แม้แต่ดินที่เราใช้เพื่อการเพาะเมล็ดของเรา เราเฟ้นหาเนื้อดินที่ดีที่สุดของประเทศไทย และพบว่า ดินในเขตอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ที่ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการยืนยันว่า มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสมที่สุดกับการเจริญเติบโตของต้นกล้าปาล์มน้ำมันมากที่สุด และเราได้เลือกใช้เป็นดินหลักในการเพาะต้นกล้าของเรา 
           ความสำเร็จของปาล์มน้ำมันพันธุ์ Costa Rica คือสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ได้รับการพัฒนาโดยสถาบัน ASD ตั้งอยู่ที่ประเทศ Costa Rica |   www.asd-cr.com  ภายใต้เงินทุนของประเทศอเมริกานับพันล้านดอลลาห์ สำหรับเทคโนโลยีการตัดแต่งพันธุกรรมพืชการโคลนนิ่ง(CLONING)ใช้กับปาล์มน้ำมันเพื่อให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่มีคุณสมบัติเป็นเลิศ คือ ต้นเตี้ย ลูกดก ทนร้อน ทนแล้ง ทนหนาว ให้น้ำมันมากต่อ น้ำหนักผล และมีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนานถึง 40 - 45 ปี ทุกเมล็ดทุกต้นกล้าของพันธุ์ปาล์มน้ำมันคอสตาริกา จึงคุ้มค่าให้ผลตอบแทนสูงสุดและปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศที่กล้ายืนยันด้วยรายงานผลการทดลองปลูกในพื้นที่ทุรกันดารเป็นรายแรกของประเทศไทย
http://www.cospat.com/seedinfo.html
               

                 ปัจจุบันมีเรื่องน่ายินดีที่การปลูกปาล์มน้ำมันในบ้านเราได้มีความก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง ผศ.ดร.ศิริชัย อุ่นศรีส่ง รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า การปลูกปาล์มน้ำมันจาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นเทคโนโลยีใหม่ของประเทสไทย ต้นกล้าที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นต้นกล้าที่ผ่านการคัดเลือกอย่างดีที่สุดมาจากต้นแม่ " คอมแพค " ที่มีคุณสมบัติดีเด่น ผลผลิตสูงและมีการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ได้ดำเนินการทดสอบ, ศึกษาและวิจัย, เปรียบเทียบพันธุ์ปาล์มน้ำมันจากต้นกล้าเพาะเมล็ด กับ ต้นกล้าที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าชนิดไหนมีความดีเด่นกว่ากัน ในอนาคตการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกปาล์มน้ำมันที่ใช้ต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเป็นอีกทางเลือกใหม่ เช่นเดียวกับในต่างประเทศ เช่น ประเทศคอสตาริกา ไนจีเรีย และ กาน่า เป็นต้น ที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 80% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมดใช้ต้นกล้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 
อาจารย์ศิริชัย ยังได้บอกว่า การปลูกปาล์มน้ำมันจากต้นที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในประเทศคอสตาริกา จะใช้ระยะปลูก 7.2 x 6.2 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 35 ต้น และให้ผลผลิตประมาณ 7 ตัน ต่อ ไร่ ( 7,000 กิโลกรัม  นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ยังได้นำต้นปาล์มเพาะเลียงเนื้อเยื่อตระกูล"คอมแพค" เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูก ซึ่งจัดเป็นสายพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูง, ต้นเตี้ย ทางใบสั้น  โดยวิธีการเริ่มต้นจากเก็บข้อมูลลักษณะดีเด่น เช่น อัตราการเจริญเติบโตต่อปี, ผลผลิตทะลายสดต่อต้นต่อปี, ความต้านทานโรค ซึ่งจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลอย่างน้อย 6 - 8 ปี เมื่อได้ข้อมูลแน่ชัดว่า ต้นปาล์มน้ำมันดังกล่าวที่ได้คัดเลือกไว้มีคุณสมบัติตรงที่นักปรับปรุงพันธุ์ต้องการ จึงเข้าสู่ขั้นตอนการโคลนนิ่ง โดยจะนำชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของช่อดอกอ่อน นำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี จึงนำลงไปปลูกในแปลงต่อไป 



อ่าน:3122 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมพบปะกลุ่มเกษตรกรทำสวนยางพารา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโรคซึ่งเป็นสาเหตุของน้ำยางไม่ออก
113.53.166.250: 2553/02/20 10:47:38
เมื่อวันที่ 24 - 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ฟาร์มเกษตรเข้าพบเกษตรกรทำสวนยางพารา ที่ป่าติ้วจังหวัดยโสธร นิคมคำสร้อยจังหวัดมุกดาหาร และชานุมานจังหวัดอำนาจเจริญตามลำดับ 

ที่ป่าติ้วจังหวัดยโสธร พบปัญหาโรคเปลือกแข็งมีลักษณะเปลือกแตกที่ลำต้น และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราทำให้ต้นยางพาราอ่อนแอ 

ที่อำเภอนิคมคำสร้อยพบปัญหาที่เกิดจากเกษตรกรกรีดยางลึกเกินไป จึงทำให้หน้ายางไม่เรียบ และพบปัญหาใบร่วงและโรคที่เกิดจากเชื้อราบ้างเล็กน้อย

ที่อำเภอชานุมานเป็นยางเล็ก ไม่พบปัญหา

ทั้งนี้ทางนักวิชาการของเราได้แนะนำวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ให้กับเกษตรกรให้กับเกษตรกร และในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. นี้จะเข้าไปทำการแก้ปัญหาและจะนัดติดตามผลอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคม 
อ่าน:417 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการขาย  รถไถ  60000  บาท  ซื้อมาเพราะต้องการทำการเกษตร   แต่เงินทุนหมดก่อนเลยไปทำอย่างอื่นแทน  (ต่อลองกันได้ร้อนเงิน) สภาพ 98 เปอรเซนต์
202.183.203.4: 2553/02/20 10:47:38
อยากขาย  รถไถคูโบต้า  ที่60000 บาท ซื้อมาใช้ไปแค่ ไม่เกิน 30 ชั่วโมง  ขายเพราะโครงการทำการเกษตรล้มเลิก  สนใจติดต่อกลับที่  086-001-0043
คุณภากร
อ่าน:5007 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
เมื่อผลผลิตปาล์มลดลง
115.67.110.225: 2553/02/20 10:47:38
IONIQUE GROUP (IG) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ทำการศึกษา วิจัยและค้นคว้าด้านปุ๋ยอินทรีย์ธรรมชาติ และปัจจัยทางการเกษตรสมัยใหม่ในรูปแบบปลอดสารเคมี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 บริษัท ไอออนิค จำกัด เป็นบริษัทของคนไทย ที่ซึ่งจัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2547 โดยคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ถึง 88% และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศ ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 และด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของเรา กองทุนร่วมทุน สำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงเข้าร่วมลงทุนกับทางบริษัทฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 เพื่อช่วยกันยกระดับการเกษตรกรรมไทย 

     *ตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาทางบริษัทได้เข้าไปดูแลเกษตรกรสวนยางและสวนปาล์มในภาคใต้ทั้งวิชาการและการนำไปใช้จริง ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและสามารถลดการใช้ปุ๋ยลง จนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและบริษัทเอกชน โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นที่สนใจและยอมรับกันกว้างขวาง สามารถชมแปลงของเกษตรกรได้ที่จ.  สุราษฏร์ธานี 
โทรปรึกษา เอนก 089-4283487 

เพิ่มเติม        http://www.hinlotom.com/showdetail.asp?boardid=80
อ่าน:3462 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
แก้ปัญหาเชื้อราใน มันสัมปะหลัง  เพิ่มขนาดของมันสัมปะหลัง  ขอซีดี  ตัวอย่างการใช้ได้ที่  085-869 5682 เหมียวค่ะ
222.123.18.89: 2553/02/20 10:47:38
อาหาร เสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติ น คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืช สวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกไม้ประดั...  


นิวเคลียร์ COS  

สกัดจากธรรมชาติ 100 %

ไคโตซาน
อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไค ติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้ เหมาะ สำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกและไม้ประดับ 

ประโยชน์ของไคโตซาน 
1. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เสริมสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้แข็งแรง
2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น
3. ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืช ทำให้ออกดอก และติดผลมากขึ้น
4. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคพืชต่าง ๆ
6. กระตุ้นให้พืชสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
7. ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์
8. ช่วยทำลายการฟักตัวของแมลง
9. ช่วยลดอัตราการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงได้ 2 ใน 3 ส่วน

จุดประสงค์ อัตราการใช้ วิธีการใช้
เพื่อปรับปรุงสภาพดิน 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหน้าดินให้ทั่วพื้นที่ 1 ไร่
เพื่อช่วยเพาะเมล็ดพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำ
ไปเพาะ ช่วยเพิ่มอัตราการงอก
เพื่อ เพื่อช่วยขยายพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ส่วนที่นำไปปักชำหรือขยายพันธุ์ 
1-3 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการแตกราก
เร่งการเจริญเติบโต
• พืชผัก
• พืชไร่
• ไม้ผล
• ไม้ดอกไม้ประดับ 
10-15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
5-10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน


• นาข้าว 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นครั้งแรกพร้อมยาคลุมหญ้า
ฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวอายุ 1 เดือน
ฉีดพ่นครั้งที่สามเมื่อข้าวอายุ 2 เดือน
ฉีดพ่นครั้งสุดท้ายตอนข้าวออกรวง เมล็ดเต่ง น้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นและไม่เป็นเชื้อรา

เพื่อช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ชุบเคลือบให้ทั่วเมล็ด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา
10. ช่วยลดการใช้สารจับใบ

รหัส รายการ ขายปลีก / สมาชิก
Ag 001 C4 พืช 1 ขวด 240 / 200
Ag 002 C4 พืช 12 ขวด 2,880 / 2,400
Ag 003 C4 พืช 24 ขวด 5,760 / 3,500
ขนาดบรรจุ 1 ขวด 500 มิลลิลิตร ( ซีซี)


สนใจติดต่อ  ขนิษฐา  จันทร์ติ๊บ  http://farmkaset.org/wb/images/emotion/4.gif
โทร 085- 869 5682
อ่าน:2769 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยปลาตราชาวประมง
112.142.50.238: 2553/02/20 10:47:38
หจก. พรจันทร์มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป 
จำหน่ายปุ๋ยปลาปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตราชาวประมง 
ปุ๋ยปลา คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็น สารละลายเข้มข้น ที่ได้จากปลาสดโดยกระบวนการหมักซึ่งมีกลุ่มจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย มีธาตุอาหารหลักและรองครบตามที่พืชต้องการ
วัตถุดิบ
ปลาสดจากทะเล : ให้ ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แก่ต้นพืช
ส่าเหล้า : สารอินทรีย์ และ อนินทรีย์ มีสีน้ำตาลเข้ม และมีธาตุอาหาร N: P: K ซึ่งเป็นสารอาหารที่พืชต้องการ 
จุลลินทรีย์ : สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นตัวกลางช่วยเร่งปฏิกิริยาการดูดซึมธาตุอาหารของพืชได้เร็วขึ้น 

ใช้ได้กับทุกชนิดพืช ไม้ผล,ไม้ดอก-ไม้ประดับ,พืชสวน,พืชไร่,พืชผัก,นาข้าว,โรงเพาะเห็ด,หัวเชื้อในการทำปุ๋ยหมักแห้ง, ปาล์มน้ำมัน, ยางพารา

ประโยชน์ของปุ๋ยปลาตราชาวประมง
- ปรับสภาพดินและฟื้นฟูสภาพดินที่เสื่อมโทรมจากการทำเกษตกรรมมายาวนาน และจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่เกินขนาด ช่วยให้ดินโปรง ร่วนซุย
- ปรับความเป็นกรด-ด่างในดิน สร้างความต้านทานโรครากเน่าโคนเน่า
- ช่วยเปิดรากพืชเสริมการดูดซึมธาตุอาหารแก่พืช
- เพิ่มความเขียวสดเป็นมันวาวให้ไม้ใบ ยืดอายุการบานของไม้ดอก
- มีกลิ่นและสารช่วยไล่แมลง พวกแทนนิน ลิกนิน

มีจำหน่ายขนาด 1 ลิตร 20 ลิตร มีทั้งราคาส่งและปลีก

อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อมานะครับ ขอบคุณครับ
ภาคใต้   ติดต่อ คุณกัญญา สารแก้ว อ.หลังสวน จ.ชุมพร โทร 077-541347’544473
 หรือ คุณสามารถ แสงจันทร์  โทร 0831062524 
ภาคอิสาน กรุงเทพฯและปริมณฑล  ติดต่อ คุณโกรัน คำโสภา 0819794783
http://www.paknamlangsuan.com/forum/index.php?board=25.0

พร้อมจัดส่ง

เราขอเสนอขายปุ๋ยปลาเพื่อเป็นหัวเชื้อในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แห้ง และรับผลิตปุ๋ยปลาตามสูตรของท่าน ในราคาต่ำ สนใจติดต่อฝ่ายขาย คุณ สามารถ แสงจันทร์ 0831062524
อ่าน:49557 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การปลูกยางพารา
58.10.90.189: 2553/02/20 10:47:38
พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกร

    พันธุ์ยางที่แนะนำสำหรับเกษตรกรทั่วไป  
          สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้ออกคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2536 สำหรับเกษตรกรทั่วไปไว้ดังนี้  
    พันธุ์ยางชั้น 1 ได้แก่       ยางพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยไม่จำกัดพื้นที่ปลูก  
    พันธุ์ยางชั้น 2 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยจำกัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  
    พันธุ์ยางชั้น 3 ได้แก่ ยางพันธุ์ดี       แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยกำจัดพื้นที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกยางที่ถือครองแต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่  

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก)  
    พันธุ์ยางชั้น 1 BPM 24, สงขลา 36 2/, RRIM 600, GT 1, PR 255, PR 261  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 217, RRIC 110, RRIC 100, PB 260, PB 255, PB 235  
    พันธุ์ยางชั้น 3 KRS 251, PR 305, PR 302, RRIC 101, BPM 1, RRIM 712, KRS 250, KRS 226, KRS 225, KRS 218, PB 311, RRIC 121 

    พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางใหม่ (ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) 
    พันธุ์ยางชั้น 1 RRIM 600, GT 1, สงขลา 36, BPM 24, PR 255  
    พันธุ์ยางชั้น 2 PB 235, PB 260

   

การเตรียมพื้นที่ปลูกยาง

    ความเตรียมพื้นที่ปลูกยาง  
          ในพื้นที่ที่เป็นสวนยางเก่า ป่า หรือมีไม้ยืนต้นอื่นขึ้นอยู่ จะต้องโค่นไม้ เหล่านั้นเสียก่อน การโค่นจะใช้วิธีตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูง 40-50 เซนติเมตร แล้วทำลายตอไม้เหล่านั้นให้ผุสลายในภายหลัง โดยใช้สาร เคมีไทรโคลเปอร์ หรือการ์ลอน 4 (ชื่อการค้า) ในอัตรา 5 ซี.ซี. ผสมน้ำ 95 ซี.ซี. ต่อตอ โดยทาก่อนหรือหลังตัดต้นไม้ 1-7 วันก็ได้  หรือจะใช้ รถแทรกเตอร์ไถต้นไม้ออกจากแปลงให้หมดก็ได้เช่นกัน  
          หลังจากโค่นต้นยางเก่า หรือต้นไม้อื่นๆ แล้วต้องเก็บไม้ใหญ่ออก จากนั้นเก็บเศษไม้รวมเป็นกองๆ เรียงเป็นแนวตามพื้นที่ ตากให้แห้ง ทำแนวกันไฟแล้วเผา หลังจากเผาเสร็จควรเก็บปรนที่ยังไหม้ไม่หมดรวมกันเผาอีกครั้ง 


การเตรียมหลุมปลูก

          หลุมปลูกยางโดยทั่วไปจะมีขนาดกว้าง x ยาวxลึก เท่ากับ 50 x 50 x 50 เซนติเมตร การขุดหลุมปลูกควรแยกดินบนและดินล่างไว้คนละส่วน ตากดินทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นย่อยดินบนให้ร่วนแล้วผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟต อัตรา 170 กรัมต่อหลุมี

การปลูกซ่อม

          หลังจากปลูกแล้วอาจมีต้นยางบางต้นตายไปเนื่องจากอากาศแห้งแล้ง ถูกโรคและแมลงทำลาย หรือต้นที่ปลูกไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องปลูกซ่อม ซึ่งควรทำให้เสร็จภายในช่วงฤดูฝน ต้นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกซ่อม คือ ยางชำถุง เพราะจำทำให้ต้นยางที่ปลูกในแปลงมีขนาดไล่เลี่ยกัน ส่วนต้นยางที่มีอายุเกิน 1 ปี ไปแล้วไม่ควรปลูกซ่อม เพราะจะถูกบังร่มไม่สามารถเจริญเติบโตทันต้นอื่นได้

การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชทำได้ 3 วิธีคือ 
1. ใช้จอบถากหรือแทรกเตอร์ไถ วิธีนี้เกษตรกรนิยมใช้มากแต่มีข้อเสียคือจะกระทบกระเทือนต่อราก ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต 
2. ใช้วิธีปลูกพืชคลุมดิน โดยนำเมล็ดพืชคลุมดินแต่ละชนิดมาผสมกันแล้วนำไปปลูกโดยใช้เมล็ดพืชคลุมดินในอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่ ยกเว้นในท้องที่แห้งแล้งใช้อัตรา 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ 
 
อัตราการผสมเมล็ดพืชคลุมดิน 
ภาคใต้และภาคตะวันออก 
- คาโลโปโกเนียม 2 ส่วน เซนโตรซีม่า 2 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
-  คาโลโปโกเนียม 5 ส่วน เซนโตรซีม่า 4 ส่วน เพอราเรีย 1 ส่วน 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
-  คาโลโปโกเนียม 1 ส่วน  เพอราเรีย 1 ส่วน 
โดยก่อนปลูกควรนำเมล็ดพืชคลุมดินไปแช่ในน้ำอุ่น (น้ำร้อน 2 ส่วนผสมกับน้ำ เย็น 1 ส่วน) ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วเทน้ำทิ้ง ปล่อยให้เมล็ดแห้งพอหมาด จากนั้นนำเมล็ดไปคลุกกับปุ๋ยร้อคฟอสเฟตในปริมาณที่เท่ากันโดยน้ำหนัก แล้วจึงนำไปปลูกได้ 
- วิธีการปลูกพืชคลุมดิน ให้ใช้จอบขุดดินเป็นร่องลึกประมาณ 2-3 นิ้ว ให้เป็นแถว 3 แถว โดยให้แถวริม ที่อยู่ชิดแถวยางอยู่ห่างจากแถวยางข้างละ 2 เมตร ส่วนแถวกลางให้อยู่ระหว่างกลางของแถวริมทั้งสอง นำเมล็ดพืชคลุมดิน โรยลงในร่องแล้วเกลี่ยดินกลบเมล็ด 
การปลูกพืชคลุมดินนี้ จะลงมือปลูกพืชคลุมดินก่อน หรือจะปลูกพร้อมๆกับ ปลูกยาง หรือหลังปลูกยางแล้ว ก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกและง่าย ต่อการกำจัด วัชพืชควรปลูกพืชคลุมดินหลังจาก ได้เตรียมดินวางแนว และกะระยะปลูกยาง เสร็จเรียบร้อยแล้ว 
หลังจากปลูกพืชคลุมดินจนกระทั่งเมล็ดงอกเป็นต้นกล้าเล็กๆแล้ว ควรดูแลกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งพืชคลุมดินเริ่มทอดเถาเลื้อย ไปคลุมดินจึงใส่ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ในอัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อบำรุงพืช คลุมดิน 
 
3. การใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ให้ผลดี ประหยัดแรงงาน และเวลา นิยมใช้กับต้นยางที่มีอยายุ 1 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินมากกว่า 75 เซนติเมตรไปแล้ว ส่วนต้นยางที่มีเปลือกบริเวณโคนต้นเป็นสีน้ำตาลสูงจากพื้นดินน้อยกว่า 75 เซนติเมตรไม่ควรใช้วิธีนี้ 
 
การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับยางอ่อน  
การปลูกยางโดยใช้ต้นตอตาหรือยางชำถุง จะใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในแถวยาง ได้อย่างปลอดภัยต่อเมื่อต้นยางมีเปลือก สีน้ำตาลที่บริเวณ โคนต้นสูงจากพื้นดิน 75 เซนติเมตร 
สารเคมีที่ใช้ในสวนยางอ่อนมีอยู่หลายสูตร แต่จะแนะนำเฉพาะบางสูตรที่หา ได้ง่ายเช่น 
สูตรที่ 1 ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ระวังอย่าให้สารเคมี ถูกใบหรือส่วนที่เป็นสีเขียวของต้น สูตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป สามารถคุมวัชพืชได้นาน 3-5 สัปดาห์ โดยหลังจากพ่นสารเคมี แล้วยภายใน 2-3 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 
สูตรที่ 2 ใช้ดาลาพอน 800 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ ฉีดพ่น และหลังจากนั้นอีก 21 วัน ให้พ่นซ้ำด้วยพาราควอท 40 กรัม (เนื้อสาร บริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ อีกครั้งหนึ่ง สูตรนี้เหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงเดี่ยว 
สูตรที่ 3 ใช้พาราควอท 60 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) และ 2,4-ดี  150 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สุตรนี้จะเหมาะกับต้นยาง ที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะใช้กำจัดวัชพืชพวกใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งพืชคลุม ที่เลื้อยเข้าไปพันต้นยาง 
สูตรที่ 4 ใช้ไกลโฟเสท 205 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ สามารถ กำจัดวัชพืชได้หลายชนิดโดยไม่มีพิษตกค้างในดิน สามารถคุมวัชพืช ได้นาน 2 เดือน สูตรนี้เหมาะกับต้นยางที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยหลังจากพ่น สารเคมีแล้วภายใน 6 ชั่วโมง จะต้องไม่มีฝนตก การใช้สารเคมีจึงจะได้ผลสมบูรณ์ 

การใช้สารเคมีกำจัดพืชสำหรับสวนยางที่กรีดแล้ว  
ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 50 ลิตรฉีดพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีเหลือง 

การกำจัดหญ้าคา  
การใช้สารเคมีกำจัดหญ้าคานับว่าเป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ ผลดีกว่าวิธีอื่นๆ โดยมีสูตรการใช้สารเคมีให้เลือก 3 สูตรคือ 
สูตรที่ 1 ใช้ดาราพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้หัวฉีดสีแดง หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้ดาลาพอนในอัตราเดิม ฉีดพ่นซ้ำอีกครั้ง จากนั้นประมาณ 3-4 เดือน หากมีหญ้าคางอกหรือหลงเหลืออยู่ ควรฉีดพ่นสารเคมี อีกครั้งในอัตราเดิม 
สูตรที่ 2 ถ้าต้นยางมีอายุตั้งแต่ 2 ปี ลงมาและมีหญ้าคาขึ้นบริเวณโคนต้น ให้ฉีดพ่น ด้วยด้วยดาลาพอน 1.6 กิโลกรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ หลังจากฉีดพ่นแล้ว 21 วัน ให้ใช้พาราควอท 80 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อลดอันตรายของต้นยางอ่อนซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดาลาพอน 
สูตรที่ 3 ใช้ไกลโฟเสท 410 กรัม (เนื้อสารบริสุทธิ์) ผสมน้ำ 100 ลิตรต่อพื้นที่ 1 ฉีดพ่นเพียงครั้งเดียว 
ข้อสังเกต การกำจัดหญ้าคาควรฉีดพ่นสารเคมีในช่วงที่หญ้าคากำลัง เจริญเติบโต (ต้นฤดูฝน) จะได้ผลดีที่สุด การกำจัดหญ้าคาด้วยไกลโฟเสทให้ผลดีกว่า ดาลาพอน ซึ่งดาลาพอนต้องพ่นถึง 2 ครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบทางด้านค่าใช้จ่ายแล้วการใช้ดาลาพอนจะประหยัดกว่า 
หมายเหตุ : เนื้อสารบริสุทธิ์ หมายถึง ปริมาณสารออกฤทธิ์ซึ่งจะต้องปรากฏ ในฉลาก ที่ภาชนะบรรจุเป็นภาษาไทย ตามพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ. 2510 มาตรา 21 
 

บริเวณที่ใส่ปุ๋ย

          ระยะแรกหลังจากปลูกยาง รากของต้นยางจะแผ่ออกเป็นวงกลมรอบลำต้น ประมาณปีที่ 4 รากจึงจะแผ่ขยายออกไปจนถึงกึ่งกลางระหว่างแถวยาง และเมื่อต้นยางมีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป รากก็จะแผ่ขยายเพิ่มขึ้นและหนาแน่น อยู่ในบริเวณห่างจากลำต้น ประมาณ 60 เซนติเมตร จนถึง 3 เมตร ดังนั้นเพื่อให้การ ดูดอาหารของต้นยางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรใส่ปุ๋ยบริเวณ ที่มีรากดูดอาหาร หนาแน่นคือเมื่อต้นยางยังเล็กควรใส่ปุ๋ยเป็นวงกลม รอบลำต้น ส่วนต้นยาง ที่มีออายุตั้งแต่ 17 เดือนขึ้นไป ให้หว่านปุ๋ยกระจายสม่ำเสมอเป็นแถบยาว ไปให้แถวยาง ห่างจากโคน ต้นยางข้างละ 1 เมตร เมื่อยางมีอายุ 5 ปีขึ้นไปให้หว่านปุ๋ยเป็นแถบกว้างห่าง จากโคนต้นยางอย่างน้อย 50 เซนติเมตร และขยายออกไปถึง 3 เมตร สำหรับยาง ที่เปิดกรีด แล้วให้หว่านปุ๋ยทั่วแปลงห่างจากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร


    บริเวณที่ใส่ปุ๋ยให้ต้นยางก่อนเปิดกรีด

การกรีดยาง

การกรีดยางต้องยึดหลักที่ว่า เมื่อกรีดแล้วจะต้องได้น้ำยางมากที่สุด เปลือกเสียหายน้อยที่สุด กรีดได้นาน 25-30 ปี และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด 

ขนาดของต้นยางที่เปิดกรีดได้ 
1. ขนาดของต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดต้องมีเส้นรอบต้นไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร วัดที่ความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร 
2. เปิดกรีดครั้งแรกเมื่อมีจำนวนต้นยางที่พร้อมเปิดกรีดในสวนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ของต้นยาง ทั้งหมดในสวน 
3. ต้นยางติดตา สามารถเปิดกรีดครั้งแรกได้ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50, 75, 100, 125, หรือ 150 เซนติเมตรระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าเปิดกรีดต่ำจะได้รับผลผลิตมากกว่า 



วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง 

เวลาที่เหมาะสมในการกรีดยาง 
ควรจะเริ่มกรีดยางตั้งแต่ตอนเช้า ประมาณ 06.00-08.00 น. เพราะจะทำให้ปฏิบัติงานได้สะดวก เนื่องจากมองเห็นชัดเจนกว่ากลางคืนและผลผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับการ กรีดในตอนกลางคืน 

ขนาดของงานกรีดยาง 
คนกรีดยาง 1 คน จะสามารถกรีดยางในสวนยางที่ปลูกในพื้นที่ราบ ตามระบบครึ่งลำต้นวันเว้นวัน  
ได้ประมาณ 400-450 ต้นต่อวัน 

วิธีการกรีดยาง 
ควรกรีดยางโดยใช้วิธีกระตุกข้อมือหรือการซอย พร้อมกับย่อตัวและสลับเท้าไปตามรอยกรีด ของต้นยาง อย่ากรีดโดยวิธีใช้ท่อนแขนลากหรือกระชากเป็นอันขาด การกรีดโดยวิธีกระตุกข้อมือจะทำให้กรีดได้เร็ว ควบคุมการกรีดง่าย กรีดเปลือกได้บาง แม้จะกรีดบาดเนื้อไม้ก็จะบาดเป็นแผลเล็กๆเท่านั้น 

ระบบการกรีดยาง 
เนื่องจากในระยะ 2-3 ปีแรกของการกรีด ต้นยางยังอยู่ในระยะการเจริญเติบโตค่อนข้างสูง การกรีดยาง มากเกินไปจะทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นจึงควรกรีดยางในระบบครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยหยุดกรีดในช่วงผลัดใบและไม่มีการกรีดชดเชยเพื่อ ทดแทน วันที่ฝนตกจนกระทั่งปีที่ 4 ของการกรีดเป็นต้นไป จึงสามารถกรีดชดเชยได้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันนี้ใช้ได้กับยาง เกือบทุกพันธุ์ ยกเว้นบางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่ายเท่านั้นที่ควรใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้น วันเว้นสองวัน 

ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง 
1. ควรกรีดยางตอนเช้าหลังจากที่มีแสงสว่างแล้ว 
2. กรีดยางเฉพาะต้นที่ได้ขนาดแล้ว 
3. รอยกรีดจะต้องเริ่มจากซ้ายบนมาขวาล่าง เอียงประมาณ 30 องศากับแนวระดับ 
4. อย่ากรีดเปลือกหนา เพราะจะทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหาย 
5. อย่ากรีดเปลือกหนา ภายใน 1 เดือน ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 2.5 เซนติเมตร หรือภายใน 1 ปี ไม่ควรกรีดให้เปลืองเปลือกเกิน 25 เซนติเมตร 
6. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบหรือเป็นโรคหน้ายาง 
7. มีดกรีดยางต้องคมอยู่เสมอ 
8. การเปิดกรีดยางหน้าที่สองและหน้าต่อไปให้เปิดกรีดที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร  

การกรีดยางหน้าสูง  
การกรีดยางหน้าสูง หมายถึง การกรีดยางหน้าบนเหนือหน้ากรีด ปกติซึ่งเป็นส่วน ที่ไม่เคยกรีดยางมาก่อน ต้นยางที่เหมาะสมที่จะทำการกรีดยางหน้าสูงคือ ต้นยางก่อนโค่นซึ่งมีอายุมาก หรือหน้ากรีดปกติเสียหาย 
โดยทั่วไปการกรีดยางหน้าสูงจะต้องใช้สารเคมีเร่งน้ำยาควบคู่กันไปด้วย เพื่อต้องการให้ได้รับยาง มากที่สุดก่อนที่จะโค่นยางเก่าเพื่อปลูกแทน 2-4 ปี โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางอีเทรล 2.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเร่ง 

การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับรอยกรีดหน้าล่าง  
วิธีนี้เหมาะสำหรับต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยใช้สารเคมีเร่งน้ำยางเข้มข้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ ทาเหนือรอยกรีดหน้าล่างทุก 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องขูดเปลือกและลอกขี้ยาง แต่ต้องกรีดครึ่งต้น วันเว้นสองวันโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดอาการ โรคเปลือกแห้ง ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี เร่งน้ำยายางกับยางที่เพิ่งเปิดกรีดใหม่ ยกเว้นยางบางพันธุ์ที่มักจะให้น้ำยางน้อย ในช่วงแรก ของการเปิดกรีด เช่น พันธุ์จีที (GT) 1 อาจใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ทาในรอยกรีด โดยลอกขี้ยางออกก่อนจากที่เปิดกรีดไปแล้ว 1 เดือนก็ได้และทาสารเคมีเร่งน้ำยางทุก 3-4 เดือน หรือปีละ 3-4 ครั้ง ใช้ระบบกรีดครึ่งลำต้นวันเว้นสองวัน แต่ในปีถัดไปถ้าผลผลิตสูงขึ้น แล้วควรหยุดใช้ สารเคมีเร่งน้ำยาง 

สรุปคำแนะนำการกรีดยางและการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง  
เรื่อง  คำแนะนำ
การเปิดกรีด
- ต้นติดตา  - เปิดกรีดเมื่อเส้นรอบวงของลำต้นมีขนาดตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป โดยวัดตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 เซนติเมตร
- รอยกรีดทำมุม 30 องศากับแนวระดับ เอียงจากซ้ายบนลงมาขวาล่าง
- หน้าที่ 1 เปิดกรีดที่ระดับ 50, 75, 100, 125 หรือ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน ระดับใดระดับหนึ่งก็ได้ แต่หน้าที่ 2 และเปลือกงอกใหม่เปิดกรีดที่ระดับ 150 เซนติเมตรจากพื้นดิน
ระบบกรีด
-กรีดยางหน้าล่าง  - กรีดครึ่งลำต้นวันเว้นวันสำหรับ ยางทุกพันธุ์ยกเว้น บางพันธุ์ที่เป็นโรคเปลือกแห้งได้ง่าย เช่น พันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 628, พีบี 28/59, พีบี 5/63
-กรีดยางหน้าสูง  - การกรีดมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่ง ในสามของลำต้นวันเว้นวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดน้อยกว่า 2 ปี ใช้ระบบกรีดขึ้นหนึ่งในสี่ของลำต้น 2 รอย กรีดสลับรอยทุกวัน ควบคู่กับการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง
- การกรีดหักโหม ( 6 เดือนก่อนโค่น) ใช้ระบบกรีด ขึ้นครึ่งลำต้น 2 รอยสลับวันกัน ควบคู่กับการใช้สารเคม ีเร่งน้ำยางเมื่อถึงเดือนสุดท้ายก่อนโค่น ให้กรีดทั้ง 2 รอยพร้อมกัน
การใช้สารเคมีเร่งน้ำยางกับการกรีดยางหน้าล่าง
-ใช้กัเปลือกงอกใหม่  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ เหนือรอยกรีดทา เป็นรอยกว้าง 1.25 เซนติเมตรใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ใส่ปุ๋ยเป็นประจำทุกปี
-ใช้กับเปลือกเดิม  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยวิธีลอกขี้ยางออกแล้วทาในรอยกรีด ใช้ปีละ 3-4 ครั้ง
- ควรกรีดวันเว้นสองวัน
- ทาสารเคมีเร่งน้ำยางทันทีที่ลอกขี้ยางเสร็จ
-การกรีดยางหน้าสูง  - ทาสารเคมีเร่งน้ำยาง 2.5 เปอร์เซ็นต์ บนรอยขูดเปลือกในแนวตั้ง 3 รอย ความยาวของรอยที่ขูด 40-50 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร
- ทาทุก 1-2 เดือน

**ควรใช้เฉพาะกับยางพันธุ์จีที (GT) 1 ในช่วง 1-3 ปีแรกของการเปิดกรีด 

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการปลูกยาง

    ยางพาราจะสามารถปลูกได้และให้ผลดีถ้ามีสภาพแวดล้อมบางประการ ที่เหมาะสมดังนี้  
    1. พื้นที่ปลูกยาง  
    - ไม่ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 200 เมตร และไม่ควรมีความลาดเทเกิน 45 องศา หากจะปลูกยางในพื้นที่ที่มีความลาดเทเกิน 15 องศาขึ้นไป ควรปลูกแบบขั้นบันได  
    2. ดิน  
    - ควรมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร โดยไม่มีชั้นของหินแข็งหรือดินดาน ซึ่งจะขัดขวางการเจริญเติบโตของราก เนื้อดินควรเป็นดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนเหนียวปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีการระบายน้ำและอากาศดี น้ำไม่ท่วมขัง ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตร ไม่เป็นดินเค็มและมีความเป็นกรดเป็นด่าง 4.0-5.5  
    3. น้ำฝน  
    - มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,350 มิลลิเมตรต่อปี และมีฝนตกไม่น้อยกว่า 120 วันต่อปี  
    4. ความชื้นสัมพันธ์  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่น้อยกว่า 65 เปอร์เซ็นต์  
    5. อุณหภูมิ  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่แตกต่างกันมากนัก ควรมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24-27 องศาเซลเซียส  
    6. ความเร็วลม  
    - เฉลี่ยตลอดปีไม่เกิน 1 เมตรต่อวินาที  
    7. แหล่งความรู้  
    - ควรมีแหล่งความรู้เรื่องยางไว้ให้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

การเตรียมดิน

          เมื่อเผาปรนเสร็จให้เตรียมดินโดยการไถ 2 ครั้ง พรวน 1 ครั้ง ในกรณีที่เป็น พื้นที่ลาดเทมาก เช่น เนินเขาชันเกิน 15 องศา จะต้องทำขั้นบันไดหรือชานดิน เพื่อป้องกันมิให้น้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินไหลไปตามน้ำ อาจทำเฉพาะต้นหรือ ทำยาวเป็นแนวเดียวกัน ล้อมเป็นวงกลมรอบไปตามไหล่เขาหรือเนินก็ได้ โดยให้ระดับขนานไปกับพื้นดิน ขั้นบันไดควรกว้างน้อยที่สุด 1.50 เมตร แต่ละขั้น ให้ตัดดินลึกและเอียงเข้าไปในทางเนินดิน ตรงขอบด้านนอกทำเป็นคันดินสูงประมาณ 30 เซนติเมตร กว้าง 60-70 เซนติเมตร ระยะระหว่างขั้นบันไดประมาณ 8-10 เมตร

ชนิดของต้นพันธุ์ยาง

    1. ต้นตอตา  
    คือ ต้นกล้ายางที่ได้รับการติดตาด้วยยางพันธุ์ดีหลังจากที่ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงถอนขึ้นมาตัดแต่งราก และตัดต้นเดิม เหนือแผ่นตาประมาณ 2 ฝ นิ้วทิ้ง แล้วนำต้นตอที่ได้ไปปลูกทันที ต้นตอตาจะเป็นต้นพันธุ์ที่ไม่มีดินห่อหุ้มรากหรือเรียกว่าต้นเปลือกราก  

    2. ต้นติดตาชำในถุงพลาสติกหรือยางชำถุง  
    คือ ต้นตอตาที่น้ำมาชำในถุงพลาสติกขนาดกว้าง 4 ฝ นิ้วยาว 14 นิ้ว หรือขนาดใหญ่กว่านี้ที่บรรจุดินไว้เรียบร้อยแล้ว ดูแลบำรุงรักษา จนตาแตกออกมาเป็นใบได้ขนาด 1-2 ฉัตร อายุประมาณ 3-5 เดือน และมีใบในฉัตรยอดแก่เต็มที่  

    3. ต้นยางที่ปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลง   
    คือการปลูกสร้างสวนยางโดยใช้เมล็ดปลูกในแปลงโดยตรง เมื่อเมล็ดเจริญเติบโตเป็นต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมจึงทำการติดตาในแปลงปลูก  

    ต้นพันธุ์ยางทั้ง 3 ชนิดดังที่กล่าวมาแล้วเหมาะสมที่จะปลูกในภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแนะนำให้ปลูกด้วยต้นยางชำถุง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  
     

การใส่ปุ๋ย

    สูตรปุ๋ยยางพาราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้อยู่ในปัจจุบันมี 6 สูตร แต่ละสูตรจะเหมาะสมกับเนื้อดิน และอายุของ ต้นยางแตกต่างกัน ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

        ตารางที่ 3 แสดงสูตรปุ๋ยที่มีความเหมาะสมกับเนื้อดินและอายุของต้นยาง

    ปุ๋ยสูตรที่
    
    สูตรปุ๋ย
    
    ชนิดของดิน
    
    อายุของต้นยาง
     ปุ๋ยเม็ด 
    ปุ๋ยผสม
    1  18-10-6  8-14-3  ดินร่วน  2 - 41 เดือน
    2  18-4-5  13-9-4  ดินร่วน  47 - 71 เดือน
    3  16-8-14  8-13-7  ดินทราย  2 - 41 เดือน
    4  14-4-19  11-10-7  ดินทราย  47 - 71 เดือน
    5  -  15-0-18  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังจากเปิดกรีดซึ่งเคยปลูกพืชคลุมดิน และใส่ปุ๋ยฟอสเฟต บำรุงพืชคลุมดิน
    6  15-7-18  12-5-14  ดินทุกชนิด  ต้นยางหลังเปิดกรีด ซึ่งไม่เคยปลูกพืชคลุมดินมาก่อน


    หมายเหตุ 
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยเม็ดเป็นค่าของฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์
    - ฟอสฟอรัสในสูตรปุ๋ยผสมเป็นค่าของฟอสฟอรัสทั้งหมด

    - ดินทราย คือดินที่มีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย อุ้มน้ำไม่ดี ถูกชะล้างได้ง่ายตรึงธาตุอาหารได้น้อย
    มีโปแตสเซียมต่ำ
    -ดินร่วน คือดินที่มีเนื้อดินละเอียดพอสมควร อุ้มน้ำได้ดี มีการระเหยน้ำและถ่ายเทอากาศพอเหมาะ  
    ตรึงธาตุอาหารได้มากพอสมควร มีโปแตสเซียมตั้งแต่ปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ
    - ปุ๋ยเม็ด คือปุ๋ยที่ได้จากการนำวัตถุดิบให้กำเนิดปุ๋ยไปผ่านกรรมวิธีการผลิตทางเคมีตามขั้นตอนต่างๆ
    ปุ๋ยที่ได้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ปุ๋ยแต่ละเม็ดจะมีองค์ประกอบของธาตุเหมือนๆ กัน เช่นปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 จัดเป็นปุ๋ยเคมีตามพระราชบัญญัติปุ๋ย เป็นปุ๋ยที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดและมีผู้นิยมใช้มากที่สุด
    - ปุ๋ยผสม คือ ปุ๋ยที่ได้จากการนำแม่ปุ๋ยหรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผสมด้วยวิธีกลโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางเคมี เช่น
    นำเอาปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ปุ๋ยร้อคฟอสเฟตและปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์มาผสมคลุกเคล้ากันในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารตามต้องการ แล้วนำไปใช้ทันที เป็นต้น

    ปุ๋ยผสมสำหรับสวนยางจะใช้แม่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตร้อคฟอสเฟตและโปแตสเซียมคลอไรค์ผสมกันในอัตราส่วน
    ที่แตกต่างกันไปตามสูตรปุ๋ยทั้ง 6 สูตร ดังแสดงไว้ในตารางที่ 4

            ตารางที่ 4 แสดงปริมาณธาตุอาหารและส่วนผสมของแม่ปุ๋ยในปุ๋ยผสมสูตรต่างๆ อัตรา 100 กิโลกรัม

    ปุ๋ยผสมสูตรที่  ปริมาณธาตุอาหาร (%)  น้ำหนักของแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสม (กิโลกรัม)
    ไนโตรเจน (N)  ฟอสเฟต 
    (P2 O5)  โปแตสเซี่ยม (K2O)  แอมโมเนียมซัลเฟต (21%N)  ร้อคฟอสเฟต (25%P25)  โปแตสเซี่ยมคลอไรด์
    (60%K20)
    1  8  14  3  38  57  5
    2  13  9  4  60  34  6
    3  8  13  7  36  53  11
    4  11  10  7  50  38  12
    5  15  -  18  71  -  29
    6  12  5  14  57  20  23


    หมายเหตุ - ควรผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ โดยคลุกเคล้าแม่ปุ๋ยที่ใช้ผสมให้สม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อผสมแล้ว ควรใช้ทันที ปุ๋ยจะไม่แข็งตัว และควรผสมให้ใช้หมดภายในครั้งเดียว

วิธีการใส่ปุ๋ย

    วิธีการใส่ปุ๋ย 
    วิธีการใส่ปุ๋ยที่ดีจะต้องเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการปฏิบัติใส่แล้วพืชสามารถ ดูดไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยมีวิธีการใส่ปุ๋ยดังนี้ 

    ใส่รองพื้น- นิยมใช้ปุ๋ยร้อคฟอสเฟต ซึ่งเป็นปุ๋ยที่เคลื่อนไหวได้ยาก เพราะถูกตรึ่งด้วยแร่ธาตุต่างๆ ในดิน โดยคลุกเคล้าปุ๋ยกับดินแล้วใส่ลงในหลุมก่อนปลูกยาง 

    ใส่แบบหว่าน - เป็นการหว่านปุ๋ยให้ทั่วบริเวณที่ใส่ปุ๋ย เหมาะสำหรับใช้กับพื้นที่ที่เป็นที่ราบ และมีการกำจัดพืชด้วยสารเคมีเพราะเศษซากพืชที่เหลือจะช่วยป้องกัน การชะล้างปุ๋ยในช่วงที่มีฝนตก แต่ถ้าเป็นที่ราบที่กำจัดพืชด้วยวิธีถาก ควรคราดให้ปุ๋ยเข้ากับดินด้วย เพื่อป้องกันน้ำฝนชะล้างปุ๋ย 

    ใส่แบบเป็นแถบ - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยโรยเป็นแถบไปตามแนวแถว ต้นยางในร่องที่เซาะไว้ แล้วกลบ วิธีนี้จะใช้กับต้นยางที่มีอายุ 17 เดือนขึ้นไป และยังเหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความลาดเทเล็กน้อยหรือพื้นที่ทำขั้นบันได้ด้วย 

    ใส่แบบเป็นหลุม - เป็นการใส่ปุ๋ยโดยการขุดหลุมบริเวณรอบโคนหรือสองข้าง ของต้นยางประมาณ 2-4 หลุมต่อต้น แล้วใส่ปุ๋ยลงในหลุมกลบให้เรียบร้อย เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ลาดเท และไม่ได้ทำขั้นบันได 

    นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงเพื่อให้การใส่ปุ๋ยม ีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ ควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้งหรือฝนตกชุกมากเกินไป และควรกำจัดพืชก่อนใส่ปุ๋ยทุกครั้ง ถ้าต้องการให้ต้นยางสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตดีสามารถเปิดกรีดได้เร็ว ให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีการใส่ปุ๋ยให้กับต้นยางสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงก่อนโค่น 3-5 ปี โดยปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

โรคและแมลงศัตรูยางพารา

    1. โรครากขาว 
    เป็นโรคร้ายแรงโรคหนึ่งที่เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้กับยางทั่วไปทั้งยางอ่อนและยางแก่ 
    ลักษณะอาการ 
    จะสังเกตเห็นพุ่มใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมส้ม ใบร่วงหมดทั้งต้น ขอบใบม้วนเข้าด้านใน ถ้าตรวจดูที่รากจะเห็นเส้นใยของเชื้อราแตกสาขาเป็นร่างแหจับติดแน่นและแผ่คลุมผิวรากที่เป็นโรค ลักษณะของเส้นใย มีสีขาวปลายแบน เมื่อเส้นใยอายุมากขึ้นจะนูนกลมและกลายเป็นสีเหลืองจนถึงสีน้ำตาลแห้งซีด ในช่วงที่มีฝนตกจะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นตรงบริเวณโคนต้นหรือส่วนรากที่โผล่พ้นดิน ลักษณะดอกเห็ดจะซ้อนกันหลายชั้น ผิวบนสีเหลืองแกมส้ม ขอบสีขาว ส่วนผิวล่างมีสีส้มแดงหรือน้ำตาล ถ้าตัดดอกเห็นตามขวางจะเห็นชั้นบนเป็นสีขาวและชั้นล่างเป็นสีน้ำตาลแดงชัดเจน 
    การป้องกันและรักษา 
    1. การเตรียมพื้นที่ปลูกยางจะต้องทำการถอนรากและเผาทำลายตอไม้ ท่อนไม้ให้หมด เพื่อทำลายเชื้อราอันอาจทำให้เกิด 
    โรครากขาวได้ 
    2. หลังจากปลูกยางไปแล้วประมาณ 1 ปี หมั่นตรวจดูต้นที่เป็นโรค หากไม่พบต้นที่เป็นโรคให้ป้องกันด้วยการทาสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% เคลือบไว้ที่โคนต้นตรงคอดิน รากแก้ว และฐานของรากแขนงแขนง 
    3. หากพบต้นที่เป็นโรคบริเวณโคนต้น โคนรากและรากแขนงให้ตัดหรือเฉือนทิ้ง แล้วทาด้วยสารเคมีพีซีเอ็นบี (PCNB) 20% ผสมน้ำและควรทำการตรวจซ้ำในปีต่อไป 
    4. ถ้าพบโรครากขาวในต้นยางอายุน้อยให้ทำการขดรากที่เป็นโรคขึ้นมาเผาทำลาย 

    2. โรคเส้นดำ 
    เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า เป็นโรคที่ทำอันตรายต่อหน้ากรีดยางมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตที่มีความชื้นสูง ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุนแรงจนกรีดซ้ำหน้าเดิมไม่ได้ ต้นยางจึงให้ผลผลิตสั้นลงโดยอาจกรีดได้เพียง 8-16 ปีเท่านั้น 
    ลักษณะอาการ 
    จะปรากฏอาการเหนือรอยกรีด โดยในระยะแรกเปลือกจะซ้ำมีสีผิดปกติ ต่อมารอยช้ำจะเปลี่ยนเป็นรอยบุ๋มสีดำ ขยายตัวในแนวตั้ง ถ้าเฉือนเปลือกออกดูจะพบลายเส้นดำบนเนื้อไม้ อาการในขั้นรุนแรงจะทำให้เปลือกบริเวณนั้นปริและมีน้ำยางไหลตลอดเวลา เปลือกจะเน่าหลุดไปในที่สุด เปลือกงอกใหม่จะมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่า ทำให้กรีดยางต่อไปไม่ได้ 
    การป้องกัน 
    1. อย่าเปิดหน้ายางหรือขึ้นหน้ายางใหม่ในระหว่างฤดูฝน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีฝนตก และอย่ากรีดลึกจนถึงเนื้อไม้เพราะจะทำให้หน้ายางเสียหาย โอกาสที่เชื้อจะเข้าทำลายมีมากขึ้น 
    2. ตัดแต่งกิ่งยางและปราบวัชพืชให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้หน้ายางแห้งเร็วขึ้น และเป็นการลดความรุนแรงของโรคได้ 
    3. การกรีดยางในฤดูฝนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่มีโรคใบร่วงระบาด ควรทาหน้ายางด้วยสารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้รักษา 
    การรักษา  
    เมื่อพบหน้ากรีดยางเริ่มแสดงอาการให้ใช้สารเมตาแลคซิลอัตรา 7-14 กรัม (1/2 - 1ช้อนแกง) ต่อน้ำ 1 ลิตร ผสมสารแผ่กระจายและจับติด จำนวน 2 ซี.ซี. ( ฝ  ช้อนชา) ใช้สารอย่างใดอย่างหนึ่งทาหน้ากรีดยางทุก 7 วัน ประมาณ 3-4 ครั้ง จะสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้แต่ถ้าหากฝนตกชุกติดต่อกันควรทาสารเคมีต่อไปอีกจนกว่าโรคนี้จะหาย 

    3. โรคเปลือกเน่า  
    เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ระบาดรุนแรงมากในฤดูฝน ทำให้เปลือกงอกใหม่เสียหายรุ่นแรงจนกรีดซ้ำไม่ได้ 
    ลักษณะอาการ 
    ระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกงอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทา ขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่น เหลือแต่เนื้อไม้สีดำ 
    การป้องกัน  
    1. เนื่องจากโรคนี้มักเกิดในแหล่งปลูกยางที่มีความชื้นสูงมาก ๆ ดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงยางจะได้ลดลง 
    2. ถ้าพบว่าต้นยางเป็นโรคเปลือกเน่า ควรหยุดกรีดยางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อแพร่ไปติดต้นอื่น 

    4. โรคเปลือกแห้ง  
    สาเหตุสำคัญเกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษา และการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในทอน้ำยางเองด้วย 
    ลักษณะอาการ  
    หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุดๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้ายังกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและ หลุดออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา 
    การป้องกันและรักษา  
    โรคนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ากรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมโรคกับต้นยางที่เปิดยางแล้ว จึงใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบยางต้นใดที่เป็นโรคนี้เพียงบางส่วน จะต้องทำร่องโดยการใช้สิ่วเซาะร่องให้ลึกถึงเนื้อไม้โดยรอบบริเวณที่เป็นโรค โดยให้ร่องที่ทำนี้ห่างจากบริเวณที่เป็นโรคประมาณ 2 เซนติเมตร หลังจากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ แต่ในการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่เป็นโรค เปลี่ยนระบบกรีดใหม่ให้ถูกต้องและหยุดกรีดในช่วงผลัดใบ 
    การเอาใจใส่บำรุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์แข็งแรงตั้งแต่เริ่มปลูกใส่ปุ๋ยถูกต้องตามจำนวน และระยะเวลาที่ทางวิชาการแนะนำ ใช้ระบบกรีดให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันมิให้ยาวเป็นโรคเปลือก แห้งได้มาก 


    5. โรคใบร่วงและผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทร่า  
    ลักษณะอาการ  
    ผลที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ส่วนอาการที่ใบจะพบว่าใบร่วงทั้ง ๆ ที่ยังมีสีเขียวมีรอยช้ำสีดำอยู่ที่ก้านใบและตรงกลางรอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดอยู่ด้วย ถ้านำใบยางที่ร่วงมาสลัดเบาๆ ใบย่อยจะหลุดทันที โรคนี้จะสัมพันธุ์กับโรคเส้นดำด้วย เนื่องจากเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกัน เมื่อเกิดโรคนี้จะทำให้ใบร่วงโกร๋นทั้งสวน ผลผลิตยางจะลดลงแต่ก็ไม่ทำให้ต้นยางตาย 
    การป้องกันและรักษา   
    ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่ต้านทานโรคนี้ ถ้าเป็นยางพันธุ์อาร์อาร์ไอเอ็ม 600 ซึ่งอ่อนแอต่อโรคใบร่วงควรติดตาเปลี่ยนยอดด้วยพันธุ์ทีจี 1 และในสวนยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ให้ใช้แคปตาโฟล 80% ในอัตรา 2 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร ฉีดพุ่มใบทุกสัปดาห์ในระหว่างที่โรคกำลังระบาด ส่วนในสวนยางที่มีต้นยางขนาดใหญ่การใช้สารเคมีป้องกันจะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย จึงไม่แนะนำให้ทำแต่จะแนะนำให้ใช้วิธีป้องกันรักษาโรคเส้นดำที่บริเวณหน้ากรีดแทน และหยุดกรีดระหว่างที่เกิดโรคระบาดเท่านั้น 

    6. ปลวก  
    จะทำลายต้นยางโดยการกัดกินส่วนรากและภายในลำต้นจนเป็นโพรง ทำให้ต้นยางยืนต้นตายโดยไม่สามารถสังเกตเห็นจากภายนอกได้จนกว่าจะขุดรากดู 
    การป้องกันและรักษา  
    ใช้สารเคมีกำจังแมลง ได้แก่ ออลดริน ดีลดริน เฮพตาคลอ หรือ คลอเดนในรูปของเหลว ราดที่โคนต้นให้ทั่วบริเวณรากของต้นที่ถูกทำลายและต้นข้างเคียง 

    7.   หนอนทราย  
    เป็นหนอนของด้วงชนิดหนึ่งลักษณะลำตัวสั้นป้อม ใหญ่ขนาดนิ้วชี้  สีขาวนวล มีจุดเป็นแถวข้างลำตัว เมื่อนำมาวางบนพื้นดินตัวหนอนจะงอคล้ายเบ็ดตกปลา หนอนทรายจะเริ่มทำลายรากต้นยางขนาดเล็ก มีพุ่มใบ 1-2 ฉัตร ทำให้พุ่มใบมีสีเหลืองเพราะระบบรากถูกทำลายเมื่อขุดต้นยางต้นนั้นมาดูจะพบตัวหนอนทราย 

    8. โคนต้นไหม้  
    เป็นอาการผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อม เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งจัดและถูกแสงแดดเผา ทำให้โคนต้นยางตรงรอยติดตาทางทิศตะวันตกมีอาการไหม้ เปลือกไหม้ เปลือกแห้ง อาการจะลุกลามไปทางส่วนบนและขยายบริเวณไปรอบๆ ต้น จนแห้งตาย 
    การป้องกันและรักษา  
    ควรปลูกยางเป็นแถวในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อนเข้าฤดูแล้งให้ใช้ปูนขาวทารอบโคนต้น จากระดับ พื้นดินสูงขึ้นไปจนถึงระดับ 1 เมตร แล้วใช้วัสดุคลุมดินรอบโคนต้นและใช้สีน้ำมันทารอยแผล 

    9. อาการตายจากยอด  
    อาการตายจากยอดมักเกิดกับยางอายุระหว่าง 1-6 ปี หลังจากประสบกับปัญหาสภาพอากาศแห้งแล้งจัดเป็นเวลานานติดต่อกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความร้อนระอุของพื้นดิน ตลอดจนพิษตกค้างของสารเคมีในดิน เช่น สารเคมีปราบวัชพืช สารกำจัดตอ หรือใส่ปุ๋ยมากเกินไป ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น มีชั้นของหินแข็งหรือดินดานอยู่ใต้ดินอาการตายจากยอดจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนหลังจากปลูกยางไปแล้ว 3 ปี 
    ลักษณะอาการ  
    กิ่ง ก้าน ยอด จะแห้งตายจากปลายกิ่ง ปลายยอด แล้วลุกลามลงมาทีละน้อย ๆ จนถึงโคนต้น และยืนต้นตายในที่สุด แต่ถ้าผ่านสภาวะแห้งแล้งไปแล้วต้นยังไม่ตาย ลำต้นหรือส่วนที่ยังไม่ตายจะแตกกิ่งแขนงออกมาใหม่ สำหรับส่วนที่แห้งตายไปแล้ว เปลือกจะล่อนออกถ้าแกะดูจะปรากฏเชื้อราเกิดขึ้นซ้ำทั่วบริเวณเปลือกด้านใน 
    การป้องกันและรักษา  
    ถ้าสภาพดินเลวและแห้งแล้งจัดอาจให้น้ำช่วยตามความจำเป็น หรือใช้วัสดุคลุมโคนต้นจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของอาการตายจากยอดได้ ควรให้ปุ๋ยตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด 
     

ระยะปลูก

    ระยะปลูก  
    1. พื้นที่ราบ  
    ถ้าต้องการปลูกพืชแซมในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 8 เมตร จะได้จำนวน 80 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    ถ้าต้องการปลูกพืชคลุมดินในระหว่างแถวของต้นยาง  
    - ในภาคใต้และภาคตะวันออกให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 2.50 เมตร ระหว่างแถว 7 เมตร จะได้จำนวน 91 ต้นต่อไร่  
    - ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 6 เมตร จะได้จำนวน 88 ต้นต่อไร่  
    2. พื้นที่ลาดหรือพื้นที่เชิงเขา   
    ตั้งแต่ความชัน 15 องศาขึ้นไปต้องทำแนวขั้นบันไดโดยใช้ระยะระหว่างขั้นบันไดอย่างน้อย 8 เมตร ระยะระหว่างต้น 2.50 หรือ 3 เมตร  
    เมื่อกำหนดระยะปลูกได้แล้วก็ทำการวางแนวและปักไม้ทำแนวเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป แนวปลูกควรวางตามทิศทางลม 

วิธีปลูก

    การปลูกยางพาราจะแตกต่างกันไปตามชนิดของต้นพันธุ์ยางซึ่งในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการปลูกด้วยต้น ตอตาและต้นยางชำถุงเท่านั้น เนื่องจากการปลูกด้วยเมล็ดแล้วติดตาในแปลงมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามาก จึงไม่ค่อยมีผู้นิยมทำกันในปัจจุบัน

    1. การปลูกด้วยต้นตอตา   
    นำดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุมแล้วกลบหลุมให้เต็มด้วยดินล่าง จากนั้นใช้เหล็กหรือไม้แหลมขนาดเล็กกว่าต้นตอตาเล็กน้อยปักนำเป็นรูตรงกลางหลุมให้ลึกเท่ากับ ความยาวของรากแก้ว แล้วนำต้นตอปักลงไป กดดินให้แน่น พูนดินบริเวณโคนต้นเล็กน้อยอย่าให้กลบแผ่นตา พยายามให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นอยู่ระดับปากหลุมพอดี  

    2. การปลูกด้วยต้นยางชำถุง  
    2.1 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกและภาคใต้   
    นำดินที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตเรียบร้อยแล้วใส่รองก้นหลุม จากนั้นนำต้นยางชำถุงไปตัดดินที่ก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอแล้ววางลงไปในหลุม โดยให้ดินปากถุงหรือรอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับพื้นดินปากหลุมพอดี ถ้าต่ำเกินไปให้ใส่ดินรองก้นหลุมเพิ่ม หรือถ้าสูงเกินไปให้เอาดินในหลุมออก จัดต้นยางให้ตรงกับแนวต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินล่างที่เหลือลงไปจนเกือบเต็มหลุม อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆดึงถุงพลาสติกที่กรีดไว้แล้วออกอัดดินข้างถุงให้แน่น แล้วกลบดินเพิ่มจนเต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง พูนโคนเล็กน้อยเพื่อป้องกันน้ำขัง จากนั้นปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางไว้เพื่อป้องกันลมโยก  

    2.2 วิธีปลูกยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   
    ให้ปลูกแบบลึก โดยใช้มีดคมๆ ตัดดินก้นถุงออกประมาณ 1 นิ้ว เพื่อตัดปลายรากที่คดงอจากนั้นวางยางชำถุงลงในหลุมปลูกให้ถุงแนบชิดกับดินเดิมก้นหลุมจัดต ให้ตรงแนวกับต้นอื่น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงพลาสติกจากก้นถุงถึงปากถุงให้ขาดจากกัน กลบดินบนที่ผสมปุ๋ยร้อคฟอสเฟตแล้วลงในหลุมประมาณครึ่งหนึ่งของถุง อย่างเพิ่งกดแน่น ค่อยๆ ดังถุงพลาสติกที่กรีดไว้ออก อัดดินที่ถมข้างถุงให้แน่นแล้วกลบดินเพิ่มให้เต็มหลุม อัดให้แน่นอีกครั้ง หลังจากปลูกต้นยางชำถุงเสร็จแล้ว ควรปักไม้หลักและใช้เชือกผูกยึดต้นยางเพื่อป้องกันลมโยกและหาเศษวัชพืชคลุมดินบริเวณโคนต้นไว้ด้วย

ระยะเวลาและอัตราการใส่ปุ๋ย

    ต้นยางก่อนเปิดกรีด ในระยะตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงต้นยางอายุประมาณ 17 เดือน จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้จึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยให้บ่อยครั้งในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของต้นยางหลังจากที่ต้นยางมีอายุ  
    เกิน 17 เดือนขึ้นไปแล้ว จะใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ดังแสดงไว้ในตารางที่5 และ6  

    ตารางที่ 5 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก

    อายุ
    ต้นยาง
    (เดือน)
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่ (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    สูตร 1 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 3 (ดินทราย)
    
    สูตร 2 (ดินร่วน)
    และ
    สูตร 4 (ดินทราย)
    
    ปุ๋ยผสม
    2  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 30 เซนติเมตร
    4  60     130  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    6  90     200  ใส่รอบต้นรัศมี 40 เซนติเมตร
    11  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 50 เซนติเมตร
    14  120     260  ใส่รอบต้นรัศมี 60 เซนติเมตร
    17  120     260  ใส่เป็นแถบในแถวยาง ห่าง  
    จากโคนต้นยางข้างละ 1 เมตร
    23  190     400
    29  190     400
    35  190     400
    41  190     400
    47     250  530
    53     250  530
    59     250  530
    65     250  530  ใส่เป็นแถบกว้าง 2.5 เมตร  
    ห่างจากโคนต้นยางข้างละ  
    อย่างน้อย 50 เซนติเมตร
    71     250  530
    77     250  530
    83     250  530


    ตารางที่ 6 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

    อายุต้นยางหรือเดือนที่ใส่ปุ๋ย
    
    สูตรปุ๋ยที่ใช้กับชนิดของดิน
    
    อัตราปุ๋ย (กรัมต่อต้น)
    ดินร่วน
    
    ดินทราย
    
    ปุ๋ยเม็ด
    
    ปุ๋ยผสม
    1 เดือนหลังปลูก 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-10-6
    หรือปุ๋ยผสม
    8-14-3
    
    ปุ๋ยเม็ด
    16-8-14
    หรือปุ๋ยผสม
    8-13-7
     45  100
    4 เดือน (ต.ค.)  70  150
    11 เดือน (พ.ค.)  90  200
    16 เดือน (ต.ค.)  90  200
    23 เดือน (พ.ค.)  135  300
    28 เดือน (ต.ค.)  135  300
    35 เดือน (พ.ค.)  135  300
    40 เดือน (ต.ค.)  135  300
    47 เดือน (พ.ค.) 
    ปุ๋ยเม็ด
    18-4-5
    หรือปุ๋ยผสม
    13-9-4
    
    ปุ๋ยเม็ด
    14-4-9
    หรือปุ๋ยผสม
    11-10-7
     190  400
    52 เดือน (ต.ค.)  190  400
    59 เดือน (พ.ค.)  190  400
    64 เดือน (ต.ค.)  190  400
    71 เดือน (พ.ค.)  190  400
    76 เดือน (ต.ค.)  190  400


    หมายเหตุ เดือนที่ใส่ปุ๋ยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป  

    ต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว จะใส่ปุ๋ย 2 ครั้งในอัตรา 1-1.2 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี (แล้วแต่สูตรปุ๋ยที่ใช้) โดยใส่ครั้งแรกหลังจากที่ยาง 
    ผลัดใบแล้วในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ครั้งที่สองใส่ในช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม  
    ดังแสดงไว้ในตารางที่ 7  

    ตารางที่ 7 แสดงระยะเวลาการใส่ปุ๋ยและอัตราการใส่ปุ๋ยสำหรับยางที่เปิดกรีดแล้ว  

    เวลาที่ใส่ปุ๋ย
    สำหรับยางที่
    เปิดกรีดแล้ว
    
    ชนิดของปุ๋ย
    
    จำนวนปุ๋ยที่ใส่
    (กรัมต่อต้น)
    
    บริเวณที่ใส่ปุ๋ย
    ปุ๋ยเม็ด  ปุ๋ยผสม
    ครั้งที่ 1
    -ใส่ต้นฤดูฝนประมาณ 
    เดือนพฤษภาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  

    500  

    500
     500  

    600  

    -
     ใส่ทั่วแปลงยาง โดยหว่านให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6 
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ
    ครั้งที่ 2
    -ใส่ปลายฤดูฝนประมาณ 
    เดือนกันยายน  
    ถึงเดือนตุลาคม  ปุ๋ยผสมสูตร 5  -  500  ใส่ทั่วแปลงยางโดยหว่านให้ให้ห่างจาก 
    แถวยางประมาณ 1 เมตร
    ปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยผสมสูตร 6  500  600
    ปุ๋ยเม็ดอื่นๆ  500  -


    หมายเหตุ ยางแก่ก่อนโค่น 3-5 ปี ควรงดใส่ปุ๋ย

อ้างอิง: http://www.sisaket.go.th/WEB_ldd/Plant/Page04.htm
อ่าน:1993 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor  (สามล้อ)  
117.47.71.175: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายรถคีบอ้อย Logliftor ระบบการทำงาน  hydrostat 
ราคาจำหน่าย 1,200,000  บาท 
เครื่องจักรสร้างได้มารฐาน ส่งออก   

การชำระแบ่งชำระ 4 งวด 
ดาว 40% ที่เหลือ 15%  15%  15%  15%+ดอกเบี้ย   
ภายใน 2 ปี

ติดต่อคุณ  ปลา
081-7632790

บจก.อินเตอร์แม็คคานิค
อ่าน:43923 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำฟาร์มเพาะเห็ดฟาง "บัญชาฟาร์มเห็ดฟาง"
124.120.53.150: 2553/02/20 10:47:38
เป็นฟาร์มเพาะเห็ดฟางอย่างมืออาชีพ สามารถเข้าชมฟาร์ม ชมการเก็บผลผลิต (เริ่มเก็บ 5 โมงเย็นทุกวัน) ชมการขึ้นกองเห็ด และสาธิตการดูแลกองเพาะระหว่างรอเก็บผลผลิต (ใช้เวลาเพาะเพียง 7 วันก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว)
ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.twoplus11.com/banchafarm.htm
อ่าน:1741 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไคโตซาน ซี 4
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
P7301483 อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกไม้ประดั...  


 


C4
ซี โฟ ไคโตซาน
สกัดจากธรรมชาติ 100 %

ซี 4 ไคโตซาน
อาหารเสริมทางใบชนิดเข้มข้น เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ประกอบด้วย ไคโตซาน ไคติน คลอโรฟิลล์ คีเลต เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ไม่มีสารพิษเจือปน ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง และปลอดภัยต่อผู้ใช้ เหมาะสำหรับ นาข้าว พืชผัก พืชสวน พืชไร่ ไม้ผล ข้าว ไม้ดอกและไม้ประดับ 

ประโยชน์ของไคโตซาน 
1. ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เสริมสร้างท่อน้ำเลี้ยงให้แข็งแรง
2. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้น
3. ส่งเสริมความสมบูรณ์ของต้นพืช ทำให้ออกดอก และติดผลมากขึ้น
4. กระตุ้นการเกิดรากของกิ่งปักชำ
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคพืชต่าง ๆ
6. กระตุ้นให้พืชสร้างภูมิต้านทานโรคและแมลง
7. ปรับสภาพดินให้สมบูรณ์
8. ช่วยทำลายการฟักตัวของแมลง
9. ช่วยลดอัตราการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงได้ 2 ใน 3 ส่วน

จุดประสงค์ อัตราการใช้ วิธีการใช้
เพื่อปรับปรุงสภาพดิน 1 ลิตร ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นหน้าดินให้ทั่วพื้นที่ 1 ไร่
เพื่อช่วยเพาะเมล็ดพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่เมล็ดพันธุ์ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำ
ไปเพาะ ช่วยเพิ่มอัตราการงอก
เพื่อ เพื่อช่วยขยายพันธุ์ 10 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตร แช่ส่วนที่นำไปปักชำหรือขยายพันธุ์ 
1-3 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการแตกราก
เร่งการเจริญเติบโต
• พืชผัก
• พืชไร่
• ไม้ผล
• ไม้ดอกไม้ประดับ 
10-15 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
15-20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน
5-10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว ทุก 7-10 วัน


• นาข้าว 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นครั้งแรกพร้อมยาคลุมหญ้า
ฉีดพ่นครั้งที่สองเมื่อข้าวอายุ 1 เดือน
ฉีดพ่นครั้งที่สามเมื่อข้าวอายุ 2 เดือน
ฉีดพ่นครั้งสุดท้ายตอนข้าวออกรวง เมล็ดเต่ง น้ำหนักเพิ่มสูงขึ้นและไม่เป็นเชื้อรา

เพื่อช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร ชุบเคลือบให้ทั่วเมล็ด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา
10. ช่วยลดการใช้สารจับใบ

รหัส รายการ ขายปลีก / สมาชิก
Ag 001 C4 พืช 1 ขวด 240 / 200
Ag 002 C4 พืช 12 ขวด 2,880 / 2,400
Ag 003 C4 พืช 24 ขวด 5,760 / 3,500
ขนาดบรรจุ 1 ขวด 500 มิลลิลิตร ( ซีซี 

 
ราคา : 240 บาท 
สนใจติดต่อคุณ 0848193867
 
อ่าน:3876 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46%
58.136.49.13: 2553/02/20 10:47:38
ขายส่งปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตรามังกรหยก เกรดยูเรีย 46% รับรองคุณภาพทั้งจากประเทศไทยและเวียดนาม ทีใบรับรองการตรวจสอบคุณภาพ มาตราฐานส่งออก UAE และทั่วโลก
 50 กิโลกรัมต่อถุง
ราคาส่ง 550 บาทต่อถุง
อ่าน:42250 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายส่งปุ๋ยยูเรีย  N-46% เม็ดเล็ก
58.136.49.13: 2553/02/20 10:47:38
นำเข้าและตรวจสอบ โดย SGS
ตันละ 15,000 บาท สัญญา 12,500 ตันต่อเดือนสัญญา 1 ปี
อ่าน:5506 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เปิดให้บริการแล้ว!   www.VayoTradeCenter.com
124.157.236.135: 2553/02/20 10:47:38
ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย  ลงประกาศโฆษณาสินค้า ฟรี
เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า /บริการ เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ปลอดความเสี่ยงจากการจำหน่ายสินค้าแล้วลูกค้าไม่ชำระค่าสินค้า ลดขั้นตอนการส่งออก ที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน
ประโยชน์ที่ผู้ซื้อสินค้า / บริการ จาก www.VayoTradeCenter.com  จะได้รับ
อยากซื้ออะไรก็มี หาอะไรก็เจอ สินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม มีระบบ QC ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนถึงมือผู้ซื้อ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย 
www.VayoTradeCenter.com  ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย 
สามารถตอบโจทย์คุณได้ คลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.VayoTradeCenter.com
อ่าน:536 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอีก 782 ราย ชดเชยในอัตรารายละ 1.5 แสนบาท
    
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนครว่า โดยส่วนใหญ่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำอูนได้รับการชด เชยและให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ยังคงเหลือจำนวนเพียง 782 รายที่คณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก การดำเนินงานโครงการของรัฐ ได้มีมติพิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรรายละ 15 ไร่ จำนวนไร่ละ 1 หมื่นบาท รวมเป็นเงินจำนวน 1.5 แสนบาท/ราย ซึ่งในที่ประชุมได้แจ้งให้แก่ตัวแทนเกษตรกรได้รับทราบแล้ว และจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรโดยเร็ว นอกจากนี้ ตัวแทนเกษตรกรเขื่อนน้ำอูนยังได้แจ้งเพิ่มเติมถึงจำนวนเกษตรกรที่ยังตกค้าง อีก 38 ราย เนื่องจากไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำ อูน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวไปสำรวจข้อมูล และข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผล กระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐชุดใหม่ โดยขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำร่างคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พิจารณา เพื่อลงนามในคำสั่งแต่งตั้งแทนคณะกรรมการฯชุดเดิมที่หมดวาระ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติกรณีผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว รวมทั้งโครงการอื่นๆ ของกรมชลประทานที่ยังคั่งค้างอยู่ด้วยเช่นกัน
    
   วันที่ : 25/February/2008 

http://www.moac.go.th
อ่าน:368 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น
58.10.90.61: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA ปี 2 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551  
    
  กระทรวงเกษตรฯ  พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA  ปี 2  ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551

 

                                นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวนว่า  จากการพิจารณาหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไข                  การจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วยภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น  (JTEPA) ปี 2  ซึ่งญี่ปุ่นจะให้โควตาส่งออกกล้วยสดแก่ไทย จำนวน 5,000  ตัน   และจะเริ่มมี         ผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2551 -31 มีนาคม 2552 นั้น  ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขการจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วย  ดังนี้  1) ผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสด   ต้องมีคุณสมบัติ  คือ 1.1 ต้องเป็นนิติบุคคล  และเป็นผู้ประกอบการกิจการ             สินค้ากล้วย   1.2  ผู้ส่งออกกล้วยสดต้องใช้กล้วยสดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย   2)  ปริมาณ  หลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขในการจัดสรร    มีปริมาณการจัดสรร รวม 5,000 ตัน  โดยแบ่ง         การจัดสรรโควตาเป็น 3 ส่วน  คือ  1) โควตากลาง  คิดเป็นร้อยละ 15    2) โควตาสำหรับผู้ส่งออกรายใหม่  ซึ่งไม่เคยมีประวัติการส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง (ปี 2548 - 2550)  คิดเป็น ร้อยละ 15  3)  โควตาสำหรับผู้ส่งออกที่มีประวัติส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง  คิดเป็น ร้อยละ 70   นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ส่งออกที่ได้รับการจัดสรรโควตารายงานผลการดำเนินงานให้กรมวิชาการรับทราบภายหลังจากมีการส่งออกแล้ว  15 วัน  เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการจัดสรรโควตา                ปีต่อไป    โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิจารณาจัดสรรโควตาสินค้ากล้วย  และรายงานให้กรมการค้าต่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ทราบ  เพื่อจะสามารถออกประกาศได้ก่อนที่ความตกลง JTEPA ปีที่ 2  จะเริ่มมีผลบังคับใช้  

                                ทั้งนี้  คาดว่าการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาดังกล่าว  นอกจากจะทำให้การดำเนินงานภายใต้กรอบ  JTEPA เป็นไปอย่างต่อเนื่องแล้ว  ยังช่วยลดปัญหาการยื่นจองสิทธิประโยชน์โดยไม่มีการปฏิบัติจริง  ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ผู้ส่งออกรายอื่นไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วย
 
    
  วันที่ : 19/February/2008  
http://www.moac.go.th/builder/moac06/#
อ่าน:310 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% ราคาถูก
110.169.1.153: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยมูลไส้เดือนแท้ 100% รับประกันคุณภาพ  เพื่อผลผลืตทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ยืนต้น พืชเศรษฐกิจ ที่เจริญเติบโต แข็งแรงเพิ่มมากขึ้นสนใจติดต่อ คุณนก 086-3936542  ยินดีให้บริการทุกท่านค่ะ เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ลดการใช้สารเคมี
อ่าน:2998 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ตอบข้อข้องใจเรื่องปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
คำปรึกษาใน “ โครงการเกษตรอินทรีย์ “
โดย นาย สราวุธ  จงศิริ
ให้กับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
ณ.วันที่........................................
******************************************************

ทำไมต้อง...เกษตรอินทรีย์ ?
จากกระแสของการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในภาคการเกษตร มีนัยสำคัญที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียด เนื่องจากมีการศึกษาและรายงานผลการวิจัยออกมามากมาย ถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร ผลเสียต่อสถานะการณ์ของโลกโดยเฉพาะการทำลายชั้นบรรยากาศ ผลกระทบทำให้โครงสร้างและคุณภาพของดินเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคอันเกิดจากการปนเปื้อน หรือสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ทั้งหมดที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรของผู้บริโภค ตลอดจนผลักดันให้ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดจากสารพิษตกค้างมีความคุ้มค่าทางการตลาดและการลงทุนสำหรับเรื่อง “ เกษตรอินทรีย์ “

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร ?
สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( I.F.O.A.M.  ได้ให้คำอธิบายถึงความหมายและคำจำกัดความไว้ว่า “ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เน้นที่หลักการปรับปรุงและบำรุงดิน  ให้ความสำคัญต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศน์เกษตรกร ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติเพื่อการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคและศัตรูของพืชและสัตว์เลี้ยง “ 
ที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นหลักสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพภูมิอากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน มีคำแนะนำที่แจกแจงเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่
   หลีกเลี่ยงหรืองดการใช้สารเคมี หรือ สารสังเคราะห์ใดๆในกระบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี หรือ สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการไม่ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม
   เลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีตามร่างกาย ทั้งจากภายในครัวเรือนหรือจากภายนอก
   พัฒนาระบบการผลิตที่นำไปสู่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในกระบวนการผลิตในระยะยาว
   พัฒนาระบบการผลิตที่เน้นการพึ่งพาตนเอง หรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาวัสดุทำปุ๋ยบำรุงดิน การจัดการเรื่องโรคศัตรูพืช พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แรงงาน และ เงินทุน เป็นต้น
   ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยพืชสดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   ส่งเสริมให้มีการแพร่ขยายชนิดของสัตว์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในระบบนิเวศน์ เพื่อรักษา สมดุลของระบบนิเวศน์ในไร่นา ตลอดจนลดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลง
   มีมนุษยธรรมในการเลี้ยงสัตว์
“ เกษตรอินทรีย์ “ มีประโยชน์อย่างไร ?
ต้องมองย้อนกลับไปดูว่า สิ่งที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต คือ
   ธาตุอาหารหลัก ซึ่งประกอบด้วย ไนโตรเจน ( Nitrogen : N , ฟอสฟอรัส ( Phosphorus : P  และ โปแตสเซียม ( Potasium : K  สำหรับการพัฒนาระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และผล
   ธาตุอาหารรอง ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม ( Calsium : Ca , แมกนีเซียม ( Magnesium : Mg  และ กำมะถัน ( Sulphur : S  สำหรับการพัฒนาสีสรร รส และกลิ่นหอม
   ธาตุอาหารเสริม ซึ่งประกอบด้วย เหล็ก ( Ferrus : Fe , มังกานีส ( Manganese : Mn , สังกะสี ( Zinc : Zn ,ทองแดง ( Cupper : Cu , บอรอน ( Boron : Bo , โมลิบนัม ( Molibnum : Mo , และ คลอริน ( Chlorine : Cl  สำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านทานโรค
ในขณะเดียวกัน ดิน ซึ่งเป็นวัตถุธาตุที่เกิดขึ้นเองเป็นชั้นๆตามธรรมชาติ จากแร่ธาตุต่างๆที่สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผสมรวมกับอินทรีย์วัตถุที่เน่าเปื่อยผุและย่อยสลายรวมกันเป็นชั้นบางๆห่อหุ้มผิวโลก และเมื่อมีอากาศและน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยทำให้พืชมีการก่อกำเนิดและเจริญเติบโต
องค์ประกอบของดินที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชที่ดี อนุมาณได้ ดังนี้
   อนินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 45 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่สลายตัวทางเคมี ฟิสิกส์ และทางชีวเคมีของแร่และหินชนิดต่างๆ ประโยชน์หลักคือเป็นธาตุอาหารของพืช
   อินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 5 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยของเศษซากพืชซากสัตว์ที่ผุพังทับถมกันอยู่ในดิน ประโยชน์หลักคือเป็นตัวเชื่อมประสานอนินทรีย์วัตถุให้จับตัวกัน รวมทั้งดูดซับและรักษาระดับความชื้นในดินเอาไว้
   น้ำ หรือ ความชื้น ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนหนึ่งจะแทรกตัวอยู่ตามช่องว่างของก้อนดิน ( เยื่อน้ำ  อีกส่วนหนึ่งจะซับอยู่ในอนุภาคของดิน
   อากาศ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็น ก๊าซออกซิเจน, ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ประโยชน์หลักคือช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ โดยการทำงานของจุลินทรีย์
   จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยที่เล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่เป็นพวกเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ประโยชน์หลักคือช่วยย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอินทรีย์วัตถุ พร้อมกับปลดปล่อยแอมโมเนียม, ไนเตรท, และซัลเฟต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของพืช
ดังนั้น สรุปในใจความสำคัญได้ว่า “ ดินที่ดีที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช คือ ดินที่มีธาตุอาหารครบตามที่พืชต้องการ มีอินทรีย์วัตถุ มีความชื้นในดินที่เหมาะสม สภาพดินร่วน โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดี “ ซึ่งเกษตรอินทรีย์สามารถปรับสภาพทำให้ดินเกิดสภาพดังที่กล่าวมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการคืนสภาพดังกล่าวให้กับดิน คือ “ ปุ๋ยอินทรีย์ “

 
ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยเคมี แตกต่างกันอย่างไร ?
ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารอนินทรีย์ต่างๆที่เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ซึ่งในที่นี้ก็คือธาตุอาหาร N – P – K โดยจะมีกรรมวิธีและกระบวนการผลิตที่จะปรุงแต่งสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวไปตามความชนิดและช่วงอายุของพืช ทั่วไปจะเรียกกันว่า “ สูตรปุ๋ย ” ซึ่งความหมายของสูตรปุ๋ยจะหมายถึงสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวที่มีอยู่ในเนื้อปุ๋ยรวมทั้งสิ้น 100 ส่วน  ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 ให้คำอธิบายได้ว่า ในเนื้อปุ๋ย 100 ส่วนจะมี ไนโตรเจน ( N  อยู่ 15 ส่วน, ฟอสฟอรัส ( P  อยู่ 15 ส่วน และมี โปแตสเซียม ( K  อยู่ 15 ส่วน รวมเป็น 45 ส่วน และอีก 55 ส่วนที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งในที่นี้คือ ดินขาว หรือ สูตร 16 – 8 – 8 จะหมายถึงว่ามีเนื้อปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรวมแล้วเพียง 32 ส่วน ที่เหลือก็จะเป็นดินขาว ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อย 40 ส่วนใน 100 ส่วนของปุ๋ยเคมีจะเป็นดินขาว เพราะดินขาวจะมีส่วนช่วยในการปั้นเม็ดให้กลมสวย ทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วนในขณะเก็บไว้นานๆ รวมถึงช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจน ( N  ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักตัวหนึ่งในเนื้อปุ๋ย ไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
ในขณะที่ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ หากจะให้นึกภาพได้ชัดเจนก็คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช ที่ผ่านการหมักให้เน่าเปื่อยผุพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจนสลายตัวกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์ มาจากแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรหรือวัชพืช ซึ่งจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเพียงธาตุอาหารหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรอาหารที่ชัดเจนและแน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะสัดส่วนของธาตุอาหารที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปุ๋ยอะไรและได้จากอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบคุณค่าทางอาหารของปุ๋ยอินทรีย์โดยกองเกษตรเคมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคยวัดค่า N – P – K ได้สูงสุดไม่เกิน 6 – 10 – 2 เท่านั้น

แล้วปุ๋ยเคมี ไม่ดีตรงไหน ?
สิ่งที่พืชต้องการมากที่สุดในการเจริญเติบโต ก็คือธาตุอาหารทุกๆกลุ่มอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะผลิตออกมาเป็นดอกเป็นผลให้กับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุอาหารหลักหรือ N – P – K ปุ๋ยเคมีเองก็สามารถให้ธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์แก่พืชได้มากเท่าที่พืชต้องการ สิ่งนี้เป็นส่วนที่ดีของปุ๋ยเคมี 
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธาตุอาหารหลักไม่ได้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในปุ๋ยเคมี  ในทางกลับกัน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรที่ใช้กันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนของธาตุอาหารหลักทุกตัวรวมกันแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ( ชี้แจงไว้แล้วในข้างต้น  ส่วนที่เหลือเป็นดินขาว ( Clay  ซึ่งเป็นสารเติมแต่งทั้งหมด และดินขาวนี้เองที่เป็นข้อเสียของปุ๋ยเคมี เพราะดินขาวซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กจะแทรกตัวไปอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน เมื่อดินขาวได้รับหรือดูดความชื้นจากดิน ก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพคล้ายน้ำแป้งและยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นขึ้น พร้อมกับขับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไปจนหมดหรือเหลืออยู่น้อยมาก  ดังนั้น แปลงเกษตรที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาโดยตลอด ดินจะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นแข็งกระด้าง ระบบรากและลำต้นของพืชไม่แข็งแรง เพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดี 

http://www.wayai.com/smfBB/index.php?topic=12.0;prev_next=next
อ่าน:544 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
“รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริม...
58.10.90.249: 2553/02/20 10:47:38
 “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่นราคาตก
    
   “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่น ราคาตก นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของนายสมชาย ศรีตระกูล นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและคณะ ว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังมีปริมาณ 27 ล้านตัน พื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 7 ล้านไร่ และมีแนวโน้มมากขึ้นเป็น 28 ล้านตันในปี 2551 ขณะนี้ราคาจำหน่ายหัวมันสำปะหลังกิโลกรัมละ 2.40 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังฯ ได้นำเสนอข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หาแนวทางพัฒนาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างมั่นคง รักษาเสถียรติภาพทางด้านราคา และการเป็นผู้นำตลาดการส่งออกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป ซึ่งถือเป็นประเทศ คู่ค้าและนำเข้าผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ดที่สำคัญของไทย เนื่องจากขณะนี้ราคามันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรได้หันจากการปลูกพืชไร่ชนิดอื่น เช่น อ้อยมาปลูกมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาต้นพันธุ์มันสำปะหลังขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ในปีต่อไปราคามันสำปะหลังอาจตกต่ำลง เกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อนเพราะราคาไม่คงที่ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยและสารเคมี นายธีระชัย กล่าวว่า จากข้อเรียกร้องดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคง รวมถึงการรักษาตลาดการเป็นผู้นำการส่งออกมันสำปะหลัง เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำรวจพื้นที่ปลูก จำนวนโรงงานแปรรูป และลานตากมันสำปะหลังทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องทำการสำรวจและตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำมาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการ ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้จะรับฟังข้อมูลจากตัวเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในวงการมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการ สมาคมและภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐ สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีข้อมูล งานวิจัย ตลอดจนผลการศึกษาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการปลูก การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นำไปต่อยอดความรู้และถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ได้นำไปพัฒนาและปฎิบัติได้จริง “แม้ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูง และองค์ความรู้ด้านการปลูกและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งอยู่ที่กรมวิชาการเกษตรเกษตร และสถาบันวิจัยต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำไปส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างจริงจังและทั่วถึง จึงมีแผนที่จะส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพดินและพื้นที่ปลูก โดยจะนำร่องในพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ นครราชสีมา และสระแก้ว เมื่อได้ผลดีแล้วจะขยายผลออกไปในจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ภาครัฐจะเป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง รวมทั้งจัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ที่วงการมันสำปะหลัง ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต โรงงานผู้แปรรูป และผู้ประกอบภาคอุตสาหกรรม ได้มีเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการผลิต การตลาด และการส่งออกร่วมกัน และรับจะไปผลักดันการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของคณะกรรมการเพื่อพัฒนามันสำปะหลังซึ่งได้แต่งตั้งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ เพื่อให้สามารถดูแลแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเป็นระบบต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
    
   วันที่ : 15/February/2008
อ่าน:329 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เรียนถามผู้รู้ เรื่องการใช้น้ำ ในสวนลำไย
202.57.141.22: 2553/02/20 10:47:38
คือผมอยากทราบว่า การให้น้ำในสวนลำไย ควรใช้ระบบไหนดี ขนาดปั๊ม และเครื่อง 
ผมมีที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ต้นลำไยอายุ เกือบ 10 ปี (แต่ไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง) ทรงพุ่มขนาด 6-7 เมตร ความลาดเอียงของพื้นที่ 30% มีบ่อน้ำอยู่ด้านล่างของแปลง
บ่อลึก 2 เมตร จากพื้นดินถึงผิวน้ำระดับ ประมาณ1-1.5 เมตร 
ขอคำแนะนำด้วยครับ 
อ่าน:325 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
บทความใหม่: พัฒนาผักไฮโดรโพนิคส์ แม่โจ้ก้าวหน้านำปลูกบน ไม้ไผ่  
113.53.160.208: 2553/02/20 10:47:38
“ไฮ โดรโพ นิคส์” เป็นเทคนิคการปลูกพืชในรูปแบบหนึ่ง...ซึ่งไม่ใช้ดินเป็นส่วนประกอบหลักเหมือ นทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่มักถูกปรับใช้กับสภาพข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือปัญหาสภาวะแวดล้อม

...ยกตัวอย่าง เช่น พื้นที่มีสภาพปัญหาเรื่องดินเลว หรือ.....

อ่านบทความคลิกลิงค์ด้านล่าง
อ่าน:1530 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ
58.10.90.18: 2553/02/20 10:47:38
 สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ  เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ   รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีรับมอบหนังสือลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีนายพินิจ        กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน และที่ปรึกษาสถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และข้าราชการร่วมเป็นเกียรติในพิธี  ณ  ห้องศูนย์บริหารฯ ชั้น 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ             พลเรือนฉบับใหม่ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการปรับใช้กฎหมายดังกล่าว   พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารข้าราชการพลเรือน         ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสอดคล้องกับภารกิจและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาและแสดงสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้เกิดข้าราชการคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของชาติให้บรรลุเป้าหมาย

                สำนักงาน ก.พ. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกับอีก 19 กระทรวง ซึ่งจะเป็นศูนย์เครือข่ายที่จะร่วมกันดำเนินงานดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2551 ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท ถนนเพชรบุรี  สำนักงาน ก.พ.ได้จัดประชุมเพื่อเตรียมดำเนินการตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ และพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีคุณหญิงทิพาวดี    เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทั้ง 19 กระทรวงเข้าร่วมงาน

                โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดให้มีพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น มีอำนาจหน้าที่พิจารณาจัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารงานทรัพยากรบุคคลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตามพ.ร.บ.ใหม่ อาทิ  การกำหนดตำแหน่ง  การกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน  เป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล   การพัฒนาข้าราชการให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ  รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสาร  ประชาสัมพันธ์  สร้างความเข้าใจแก่ข้าราชการในกระทรวงเป็นสื่อกลางในการรับฟังปัญหาของข้าราชการ  โดยกระทรวงจะร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. จัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่  ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาหาแนวทางแก้ไข  ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่มีความทันสมัย  สัมฤทธิ์ผลสูงสุด  ข้าราชการสามารถแสดงศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่   ได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ  และได้รับสิทธิประโยชน์

เหมือนเดิมทุกประการ      การปฏิบัติราชการแนวใหม่นี้ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของส่วนราชการมากยิ่งขึ้น               

                นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กล่าวว่าทางสำนักงาน ก.พ.จะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในทางวิชาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  การวางหลักการพื้นฐานในเรื่องมาตรการเสริมสร้างประสิทธิผล ประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน  มาตรการเสริมสร้างความเป็นธรรมและมาตรการการมีส่วนร่วม ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการปรับเปลี่ยนจากระบบค่าตอบแทนเงินเดือนบัญชีเดียวเป็น 4 บัญชี แยกเป็นประเภททั่วไป วิชาการอำนวยการและบริหารจะเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมาย การมีเปิดศูนย์เครือข่ายของกระทรวงจะเป็นช่องทางในการตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานก.พ.จะเข้ามาร่วมทำงานตรงนี้ร่วมกับกระทรวงด้วย

                “ระบบใหม่นี้มุ่งเน้นที่คุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงาน ฉะนั้นระบบการประเมินผลที่ออกเป็นระเบียบใหม่จะมีความเข้มข้น ค่าตอบแทนของงานจะมีความชัดเจน จากเงินที่เคยขึ้นเป็นขั้นก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ ต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติงานคนที่ทำงานมากกว่าและมีผลงานมากกว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า โดยการประเมินจะทำในหลายรูปแบบ  ผู้ที่ทำการประเมินจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงผู้รับบริการต่างกับของเดิมที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมิน หลายครั้งไม่ได้ประเมินตามผลงานประเมินตามลักษณะบุคคลและประเมินเพียงฝ่ายเดียว” นายนนทิกร กล่าว
    
   วันที่ : 31/January/2008

From: www.moac.go.th
อ่าน:411 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
3 หน่วยงานหนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อ ผลิตปุ๋ยหมักจากมูลโคปรับปรุงดิน... 
125.24.58.100: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดรวม 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมปศุสัตว์และกรมพัฒนาที่ดิน บูรณาการร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่และพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์โคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้ระบบการสร้าง ธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่ ประจำปี 2551 ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ จัดการระบบโลจิสติกส์และการตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ตามนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรของรัฐบาล เบื้องต้นได้สนับสนุนให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศ รวมกลุ่มจัดตั้งและจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้เลี้ยงโคเนื้อแล้วทั้งสิ้น 1,498 กลุ่ม สมาชิก 19,227 ราย 
 
ในด้านของ ส.ป.ก.นั้นได้ปล่อย สินเชื่อกองทุนปฏิรูปที่ดิน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนแล้ว วงเงินรวมกว่า 643.13 ล้านบาท โคเนื้อ 58,946 ตัว อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดที่ดิน 379,829 ไร่ ในจำนวนนี้เป็นวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 834 กลุ่ม สมาชิก 11,542 ราย สินเชื่อกองทุนฯ จำนวน 373.09 ล้านบาท โคเนื้อ 27,102 ตัว กระจายอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 212,410 ไร่ และปัจจุบันได้นำวิสาหกิจชุมชนภาคใต้มาพบปะกับเครือข่ายธุรกิจโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อให้เกิดการเจรจาซื้อขายโคเพื่อนำไปเลี้ยงในสวนปาล์มน้ำมัน ล่าสุดได้มีการนัดหมาย  ส่งมอบและเคลื่อนย้ายโคเนื้อ เข้าสู่สวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ เป้าหมายไม่น้อยกว่า 1,000 ตัว คิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านบาท
อ่าน:3802 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป
58.10.90.235: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป รองรับตลาดที่อาจจะผันผวนในอนาคต
    
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้าวเหนียวมีราคาสูงขึ้น จากตันละ 7,000 บาท เป็น 12,000 – 13,000 บาท โดยเฉพาะใกล้ช่วงกีฬาโอลิมปิกที่จะมีการสั่งซื้อข้าวเหนียวจากประเทศจีนมากขึ้น จึงทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเหนียวและขยายพื้นที่ปลูกกันเป็นจำนวนมากตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้กลไกตลาดเดินได้ตามปกติและไม่กระทบกับราคาข้าวเหนียวจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เตรียมหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านการผลิต และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดให้มีปริมาณการผลิตที่เหมาะสม โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่จะหารือร่วมกันในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป มากกว่าการส่งออกเป็นเพียงวัตถุดิบเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งการขยายการส่งออกข้าวเหนียวไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ จากตลาดเดิมที่มีการส่งออกในปัจจุบันได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน ที่มีตัวเลขการส่งออกประมาณ 2 แสนตัน/ปี ...................................
    
   วันที่ : 31/January/2008
อ่าน:299 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
58.10.90.186: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง
    
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

                ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ( คพช.) ว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 เห็นชอบแผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  ทั้งนี้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯที่เสนอให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จากเดิมที่เป็นส่วนราชการให้เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ โดยสามารถพิจารณาเทียบเคียงลักษณะองค์กรได้จากกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งจัดตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้การศึกษาดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางหรือหน่วยงานอิสระเป็นผู้เป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากสามารถศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาหรือกระบวนการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาทำการวิจัยโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ว่าสมควรเป็นส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานประเภทใดที่สามารถพัฒนากิจการของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จสูงสุด ทางกระทรวงฯได้เตรียมการในการดำเนินการขบวนการขับเคลื่อนแผนฯในเบื้องต้นแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) จัดพิมพ์แผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  เพื่อแจกจ่ายให้สหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฎิบัติการแล้ว   2)  ประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับดูแลและพัฒนาสหกรณ์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

                  ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อว่า สหกรณ์จัดตั้งขึ้นย่อมมีวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไปตามลักษณะกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์ แต่ปัจจุบันสหกรณ์แต่ละประเภทมีความต้องการดำเนินธุรกิจค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งบางครั้งไม่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์แต่เนื่องจากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่ละประเภทให้ชัดเจนทำให้ยากต่อการส่งเสริมสหกรณ์และมีปัญหาในการตีความ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่และขอบเขตการทำงานของสหกรณ์อย่างชัดเจน โดยสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้นประเภทใดให้เป็นไปตามความหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อที่จะทำให้สหกรณ์ต่างๆได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน 
    
   วันที่ : 30/January/2008

From: moac.go.th
อ่าน:357 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยตัวอย่าง
58.8.45.48: 2553/02/20 10:47:38
ท่านใดที่ต้องการตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจริง ๆ  ที่ได้รับรองจากกรมวิชาการเกษตรตามหนังสือที่ กษ  0913/002/3903
peerantorn@hotmail.com
084-1469950

ท่านสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการหาซื้อปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพได้ในคุณภาพใกล้เคียงกัน เช่น  ลักษณะเม็ด  สี   เมื่อใช้กับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นผล 3-4 วัน
อ่าน:528 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้ 
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้  
    
                                นายสมพัฒน์   แก้วพิจิตร   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อน “ธนาคารปุ๋ยเคลื่อนที่” สู่วิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันในเขตปฏิรูปที่ดินภาคใต้   ณ   ด่านกักกันสัตว์  อ.ชะอำ  จ.เพชรบุรี ว่า  จากการกำหนดนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะให้มีการวางระบบการถือครองที่ดิน และกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดินให้ทั่วถึงและเป็นธรรม  โดยใช้ข้อมูลระบบภูมิสารสนเทศภายใต้กระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วม  เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน  และประกอบอาชีพอย่างทั่วถึงพอเพียง   ทำให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  (ส.ป.ก.)   ต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย   ซึ่งการที่จะทำให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินสามารถพึ่งตนเองได้ มีอาชีพรายได้ที่มั่นคงและถาวรนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและที่ดิน   ดังนั้น  ส.ป.ก. จึงได้สร้างและพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดิน  ภายใต้ระบบการสร้างธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่ขึ้น ในปี 2551  โดยมีหลักการที่สำคัญ  คือ  1)  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินต่อหน่วย  โดยใช้โคเนื้อเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดปุ๋ยในที่ดิน   ซึ่ง ส.ป.ก. ได้สนับสนุนเกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อในเขตปฏิรูปที่ดินที่จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อแล้ว จำนวน 1,493  กลุ่ม  สมาชิกทั้งสิ้น  19,227 ราย  มีการเลี้ยงโคเนื้อจำนวน 58,946  ตัว  จำนวนสินเชื้อ 643.132  ล้านบาท    2)  เพิ่มศักยภาพของดิน เพื่อรองรับการผลิตพืชเศรษฐกิจและพืชพลังงานทดแทน  เช่น ข้าวหอมมะลิ  มันสำปะหลัง  ปาล์มน้ำมัน  อ้อย  เป็นต้น  โดยการสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อ             ในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วทุกภาคอันจะก่อให้เกิดธนาคารปุ๋ยคอกเคลื่อนที่   ซึ่งช่วยในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้   3)  สร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  การจัดการระหว่างชุมชน  การเข้าถึงหรือการทำการตลาดด้วยตนเองได้  4)  สนับสนุนและขยายโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนโคเนื้อเข้าถึงแหล่งทุน

                                “การดำเนินโครงการและการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก  ทำให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อการพึ่งพาตนเอง  พัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีพลัง  และสามารถแข่งขันทางการค้าในอนาคต   นอกจากนี้ยังถือเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้การจัดการ  และสร้างการตลาดระหว่างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อภาคใต้  ซึ่งขาดแคลนโคที่จะนำมาดำเนินงานในโครงการกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ซึ่งมีศักยภาพในการสนับสนุนโคให้ภาคใต้ได้”  นายสมพัฒน์  กล่าว
 
From: moac.go.th
อ่าน:373 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
มีพันธุ์ มันสำปะหลัง ห้วยบง 60  และเกษตรศาสตร์ 50  ขายนะค่ะ
124.120.84.241: 2553/02/20 10:47:38
มีพันธุ์มันสำปะหลัง เหลืออีกนิดน้อย ไม่ทราบว่ามีใครต้องการบ้างไหม? 

มี 2 พันธุ์นะค่ะ 

เกษตรศาสตร์ 50 ขาย ท่อนละ 1.50 บาท 

ห้วยบง 60 ขายท่อนละ 1.60 บาท 

ท่อนพันธุ์ยาวมาก ตั้งแต่ 1.50 - 2 เมตร 

พร้อมยินดีให้คำปรึกษา การเพิ่มผลผลิต ในมันสำปะหลัง 

8-15 ตัน/ไร่ 

สถานที่ แปลงมันสำปะหลัง 

อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา 

สนใจติดต่อ 

คุณศุภานัน สระบัว 

086-3081046, 085-8010027 
อ่าน:710 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
สมาคมดินฯ...แนะอินทรีย์ร่วมเคมี
125.25.199.135: 2553/02/20 10:47:38
เมื่อไม่กี่วันมานี้...นายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย "ประสาท เกศวพิทักษ์" ได้เข้าพบ
นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการฯ...
พร้อมกับยื่นข้อมูลสรุปการประชุมในเรื่อง "ปุ๋ยกับการเกษตรของชาติ" ระหว่างสมาคมฯกับ
สภาคณบดีสาขาเกษตรของประเทศไทย (ประกอบด้วยคณะเกษตรจาก 19 มหาวิทยาลัย/สถาบัน
ทั่วประเทศ).. โดยมีข้อมูลว่า
     โดยสรุป ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการส่งเสริม การใช้ปุ๋ยหมักชนิดน้ำและ
ปุ๋ยอินทรีย์  แทนปุ๋ยเคมีทั้งหมด...  หรือแม้แต่การหามาตรการที่จะนำไปสู่การงดนำเข้าปุ๋ยเคมี
ในอนาคต
     ทั้งนี้...เนื่องจากการเกษตรทั่วโลก  ยังไม่เคยมีประเทศใดเลยที่มีการผลิตสินค้าเกษตร
ระบบอินทรีย์ระบบเดียว สำหรับความเชื่อที่ว่า "ปุ๋ยเคมีทำให้ดินเสีย ทำให้ผลผลิตพืชที่ผลิตได้
ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค"...ไม่เป็นความจริง เพราะปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ
     ดังจะเห็นได้จาก...ผลผลิตของการปลูกพืชในสารละลาย(ไฮโดรโปนิค) ซึ่งเป็นการปลูกพืช
ในน้ำที่ผสมปุ๋ยเคมี ทั่วโลกก็ยังถือว่าเป็นผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัย (Green Product)
     นอกจากนี้ ไม่ว่าเราจะใสปุ๋ยเคมี หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในดิน พืชก็จะดูดธาตุอาหารที่ได้จาก
ปุ๋ยทั้งสองชนิดเข้าไปในรูปแบบที่เหมือนกันทุกประการ  เพียงแต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมี พืชจะดูดใช้ได้เลย
ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะต้องมีจุลินทรย์ในดินมาย่อยสลายเสียก่อน  พืชจึงจะดูดไปใช้ได้
     ดังนั้น ในการผลิตพืชเป็นการค้า เพื่อมุ่งสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเป็นเลิศ และมุ่งให้
ไทยเราสู่การเป็นครัวของโลก จำเป็นมากที่จักต้องมีการจัดการดินที่ถูกต้อง เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีและยั่งยืนไว้ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี...
ในลักษณะผสมผสมผสานร่วมกันอย่างเหมาะสม
     สำหรับ การกำหนดพื้นที่ทั้งจังหวัด ให้ผลิตพืขด้วยระบบอินทรีย์หมดพื้นที่นั้น สมควรมีการ ส่งเสริมเฉพาะบางส่วน บางพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นอันดับแรกจะดีกว่า  ส่วนการขยายพื้นที่จำนวนชนิดพืช
ที่ผลิตนั้น จำเป็นต้องพิจารนาด้วยความรอบคอบ และมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจน...เพื่อไม่ให้เกิดผล
กระทบต่อเกษตรกร
     นอกจากนี้...ยังได้ขอให้รัฐบาลมีการทบทวนวาระแห่งชาติที่ภาครัฐฯได้กำหนดไว้เฉพาะเรื่อง
ปุ๋ยอินทรียและปุ๋ยชีวภาพ โดยขอให้ปรับเป็นการจัดการธาตุอาหารพืชแบบบูรณาการ
     โดยให้มีการส่งเสริมและแนะนำในการใช้ปุ๋ยเชิงอนุรักษ์ ให้มีการใช้ปุ๋ยปรับปรุงดิน อย่างมี ประสิทธิภาพตามผลการวิเคราะห์ดิน และพืช เพื่อรักษาผลิตภาพดินให้ยั่งยืน...จะดีกว่า มุ่งเน้นปุ๋ย
อินทรีย์และชีวภาพทั้งหมด
....   ...ข้อความจาก ดอกสะแบง "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน" ไทยรัฐ 23 ธันวาคม 2547
อ่าน:600 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ
222.123.151.209: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ขี้ไก่อัดเม็ดแท้ไม่ปนดินแกลบ , ปุ๋ยเคมีปั้นเม็ดมีอินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบ ปุ๋ยดีปุ๋ยแท้ราคาถูกสุดๆๆ เป็นทางเลือกที่ดีของเกษตรกรในต่อนนี่ ธาตุอาหารครบถ้วน ทุกเม็ด ขึ้นทะเบียนรับรอง มาตรฐานจาก กรมวิชาการเกษตรอย่างถูกต้อง ทุกสูตร คุณภาพคงที่+ประสิทธิภาพเกินราคา สนใจติดต่อ กรุณาการเกษตร 081-9797345 
อ่าน:4031 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ 
58.10.90.153: 2553/02/20 10:47:38
   เกษตรฯ แจ้งพบหวัดนกในไก่เนื้อที่ จ.นครสวรรค์ ปศุสัตว์คุมเข้มพื้นที่และประสานทุกหน่วยในพื้นที่ร่วมติดตามเฝ้าระวังป้องกันระบาดเพิ่ม
    
 นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย  ศรีบุญซื่อ  อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า  จากการดำเนินงานตามโครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ และได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกป่วยตายส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งขณะนี้ได้มีผลการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก ชนิด H5 ซึ่งตรวจด้วยวิธี Real time RT PCR  เมื่อวันที่  22 มกราคม 2551 จากตัวอย่างซากไก่เนื้อ ที่ส่งตรวจโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์  ซึ่งผลการสอบสวนโรค และควบคุมโรคเบื้องต้นพบว่า พื้นที่พบเชื้อไข้หวัดนก  เป็นฟาร์มไก่เนื้อ  ศรีไพรฟาร์ม  ของนางศรีไพร  แก้วมณีฉาย  ต.พิกุล อ.ชุมแสง  จังหวัดนครสวรรค์ เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน  4 โรงเรือน จำนวนไก่เนื้อทั้งสิ้น 59,670 ตัว โดยโรงเรือนที่เกิดเหตุเป็นโรงเรือนหลังที่ 2 เลี้ยงบนบ่อปลา เลี้ยงไก่เนื้อ จำนวน 14,000 ตัว  ทั้งนี้  ฟาร์มดังกล่าวเป็นฟาร์มไก่เนื้อระบบปิด มีจำนวนทั้งสิ้น 4โรงเรือน  แบ่งเป็นโรงเรือนระบบปิดบนบ่อปลา จำนวน 2 โรงเรือน และโรงเรือนระบบปิดบนพื้นดิน จำนวน 2 โรงเรือน

  อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ไก่เนื้อจำนวนดังกล่าว เริ่มป่วยตายผิดปกติ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 จำนวน 4,085 ตัว โดยเจ้าของฟาร์มแจ้งไก่ป่วยตายกับปศุสัตว์อำเภอชุมแสงเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551  ซึ่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ทำการเก็บตัวอย่างซากไก่เนื้อ จำนวน 10 ตัวอย่าง ส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ ภาคเหนือ ตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2551   ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้มีการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค  และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกในพื้นที่รัศมี 5  กิโลเมตร รอบจุดเกิดโรค  ประกอบด้วยพื้นที่ จำนวน 35หมู่บ้าน 5 ตำบล 1 อำเภอที่มีจำนวนสัตว์ปีกทั้งสิ้น 182,240 ตัว เกษตรกร จำนวน 413 ราย  และได้เข้าทำลายไก่เนื้อบริเวณจุดเกิดโรคโรงเรือนที่  2  จำนวนทั้งสิ้น  9,915 ตัว เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 พร้อมทั้งพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มเกิดเหตุ  และบ้านที่เลี้ยงสัตว์ปีกในหมู่ 3 ตำบลพิกุล  อำเภอชุมแสง และ บริเวณหมู่บ้านใกล้เคียง โดยประสานงานกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอชุมแสง และองค์การบริหารส่วนตำบลพิกุล ในการดำเนินงาน

                                            นอกจากนี้  ได้มีสุ่มเก็บตัวอย่าง (cloacal swab) ในโรงเรือนที่เหลือของฟาร์ม และทุกหลังคาเรือนที่เลี้ยงสัตว์ปีกของหมู่ 3 ตำบลพิกุล  อำเภอชุมแสง และหมู่บ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดเกิดโรค หมู่บ้านละ 20 ตัวอย่าง และได้ประสานงานกับสาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ ในการเฝ้าระวังโรคโนคน และฝ่ายปกครอง  ในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกอย่างใกล้ชิด  เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปยังจุดอื่นเพิ่มเติม
    
   วันที่ : 24/January/2008

from: moac.go.th
อ่าน:317 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู ต้นไม้มหัศจรรย์ 

พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ปลูกเพียง 3-5 ปี จะได้ไม้ยืนต้นสูงขนาด 15-30 เซนติเมตร สามารถนำมาแปรรูปเป็นไม้กระดาน ทำผ้าเพดาน เสาบ้าน หน้าต่างไม้อัด ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด 

สนใจปลูกต้นตะกู และต้องการซื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปรับปรุงแท้  ราคาไม่แพง

อาจารย์สมาน  รัญระนา 87 ซอย 2 บ้านท่าสะอาด อำเภอ พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด 

โทร : 087-2187991
อ่าน:4014 | ความคิดเห็น:10 | แสดงความคิดเห็น
ขาย ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย
203.144.211.51: 2553/02/20 10:47:38
ขายม้าแข่งจากนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย 
เราเป็นเจ้าของคอกม้าจากนิวซีแลนด์ 
สามารถจะหาพันธุ์ม้าดี ๆ ให้ท่านจาก 
นิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้ ขณะนี้ 
เรามีม้าอยู่ในคอกของตัวเองสามารถจะ 
จัดส่งได้หลังจากที่ตกลงกันแล้ว 
ประมาณ 50 ตัว 
เป็นม้าที่อายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป 
หรือม้าที่กำลังใช้แข่งอยู่ 
หรือม้าที่ไม่ใช้แข่งแล้วอายุ 
ประมาณ 5-6 ปี 
ซึ่งจะมีราคาที่ถูกพอสมควร 
ซึ่งม้าตั้งแต่ 5-6 ปีดังกล่าวสามารถ 
ส่งได้ทันที ทางเราจะมีรูปภาพและ 
ประวัติม้าทุกตัว หากท่านสนใจ 
หรือต้องการพันธุ์ม้าใด 
โปรดติดต่อคุยกับเราได้ที่ 
asian@mthai.com asian@mthai.com 
หรือฟอร์มเมล์ 
http://www.thaimanage.com/mail/horse/ 

หรือมาชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ 

http://horse.boxchart.com/ 
อ่าน:8234 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
มีปุ๋ยยางจำหน่าย ราคาถูก
222.123.239.183: 2553/02/20 10:47:38
สนใจติดต่อ  คุณเพชร  084-8193867
อ่าน:24064 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ไอออนิค-ฟาร์มเกษตร ร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
125.24.44.113: 2553/02/20 10:47:38
บริษัทไอออนิค จำกัด และฟาร์มเกษตร เข้าร่วมงานประชุมสามัญประจำปี ของสมาคมชาวไร่อ้อยบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 10 พฤจิกายน 2551
อ่าน:1435 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน













© FarmKaset.ORG