FarmKaset.ORG wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้
+ โพสเรื่องใหม่ | + ขยายข้อมูล | All contents
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี และเคมี  (รับตัวแทนจำหน่าย)
117.47.3.164: 2553/02/20 10:47:38
สวัสดีครับ 
บริษัท เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์ จำกัด จ.กำแพงเพชร
ดังนี้ครับ
ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เสริมสูตร สำหรับ ข้าว,ผลไม้,มัน,ยาง,สัปปะรด,ข้าวโพด,ส้ม ราคาลูกละ 630บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 36-0-0 กระสอบละ 870 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 กระสอบละ 980 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 17-9-9 กระสอบละ 860 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 กระสอบละ 820 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 กระสอบละ 960 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-27 กระสอบละ 1070 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 กระสอบละ 1120 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 กระสอบละ 1000 บาท
ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 กระสอบละ 1270 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 35-5-0 กระสอบละ 760 บาท
ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-8 กระสอบละ 970 บาท
โดยมีค่าส่งเสริมการขาย กระสอบละ 50 บาท
ฟรีค่าจัดส่ง ไม่ต้องโอนเงินก่อน จ่ายเงินเมื่อปุ๋ยถึง
โทรขอเอกสารแนะนำสินค้าได้ที่ฝ่ายการตลาด คุณเพชร 084-8193867

หมายเหตุ ราคาหน้าโรงานไม่ผ่านนายหน้า บริษัทฯเป็นผู้ผลิตและนำเข้าแม่ปุ๋ยเองมีใบจดทะเบียนรับรองครบถ้วน 
email;tanason103@hotmail.com


อ่าน:31107 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ยูคอม ประยุกต์ใช้บรอดแบนด์-มือถือ หนุนเกษตร
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
ยูคอม ต่อยอดความพร้อม เครือข่ายบรอดแบนด์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จากบริษัทในเครือ หนุนโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ช่วยเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้า 6-12 เดือน

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูไนเต็ดคอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือยูคอม กล่าวว่า ยูคอมและบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้นำโครงข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง ของบริษัท ยูไอเอช และโครงข่ายจีพีอาร์เอส รวมทั้งพื้นที่สถานีเครือข่ายดีแทค มาใช้ในโครงการโทรมาตร ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร

สำหรับโครงการนี้จะสนับสนุนให้สามารถประมวลผลข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มของแสง ความกดอากาศ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และวางแผนการเกษตรให้กับเกษตรกรล่วงหน้าระยะยาว 6 เดือน-12 เดือน

โดยจะติดตั้งอุปกรณ์วัดค่าอุตุนิยมวิทยาในสถานีเครือข่าย 200 แห่งของดีแทค ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมงบสนับสนุนพัฒนาอุปกรณ์ประมาณ 5 ล้านบาท และไม่คิดค่าใช้บริการเชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์ตรวจวัด ผ่านระบบเครือข่ายวงจรสื่อสัญญาณความเร็วสูง

สำหรับการรายงานผลทั้งในรูปแบบกราฟ ตารางและสรุปข้อมูลอุตุนิยมวิทยานั้นจะนำเสนอผ่านเวบไซต์ของสถาบันที่อยู่ระหว่างการจัดทำ โดยจะอัพเดทข้อมูลทุก 10 นาทีในทุกพื้นที่ ให้เกษตรกรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อมูลได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า โครงการโทรมาตรนี้จะเก็บข้อมูลดังกล่าวและอัพเดททุก 10 นาทีให้เจ้าหน้าที่หรือเกษตรกรตรวจสอบข้อมูลได้ที่เวบไซต์ของสถาบัน พร้อมทั้งเตรียมปรับรูปแบบให้เกษตรกรอ่านได้ง่ายขึ้นต่อไป

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเกษตรกร 50%-60% ของประชากรทั้งหมด และมีผลผลิตทางการเกษตร 10% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของประเทศ หรือไม่ถึง 1 ล้านล้านบาทจาก 7 ล้านล้านบาทต่อปี เนื่องจากผลผลิตเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม หรือบางพื้นที่เกิดฝนแล้ง

ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มยูคอมแล้ว บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้สนับสนุนงบประมาณเท่ากัน ช่วยโครงการในเขตภาคเหนือและภาคใต้ตอนบน.

ข่าว : สำนักข่าวไทย
อ่าน:367 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป
58.10.90.235: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ถกแผนปรับการผลิตข้าวเหนียว เล็งขยายตลาดต่างประเทศและการแปรรูป รองรับตลาดที่อาจจะผันผวนในอนาคต
    
ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้าวเหนียวมีราคาสูงขึ้น จากตันละ 7,000 บาท เป็น 12,000 – 13,000 บาท โดยเฉพาะใกล้ช่วงกีฬาโอลิมปิกที่จะมีการสั่งซื้อข้าวเหนียวจากประเทศจีนมากขึ้น จึงทำให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเหนียวและขยายพื้นที่ปลูกกันเป็นจำนวนมากตามไปด้วย ดังนั้น เพื่อให้กลไกตลาดเดินได้ตามปกติและไม่กระทบกับราคาข้าวเหนียวจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เตรียมหาแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านการผลิต และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดให้มีปริมาณการผลิตที่เหมาะสม โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่จะหารือร่วมกันในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป มากกว่าการส่งออกเป็นเพียงวัตถุดิบเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการตลาดอีกทางหนึ่ง รวมทั้งการขยายการส่งออกข้าวเหนียวไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ จากตลาดเดิมที่มีการส่งออกในปัจจุบันได้แก่ อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน ที่มีตัวเลขการส่งออกประมาณ 2 แสนตัน/ปี ...................................
    
   วันที่ : 31/January/2008
อ่าน:305 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำฟาร์มเพาะเห็ดฟาง "บัญชาฟาร์มเห็ดฟาง"
124.120.53.150: 2553/02/20 10:47:38
เป็นฟาร์มเพาะเห็ดฟางอย่างมืออาชีพ สามารถเข้าชมฟาร์ม ชมการเก็บผลผลิต (เริ่มเก็บ 5 โมงเย็นทุกวัน) ชมการขึ้นกองเห็ด และสาธิตการดูแลกองเพาะระหว่างรอเก็บผลผลิต (ใช้เวลาเพาะเพียง 7 วันก็เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว)
ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ http://www.twoplus11.com/banchafarm.htm
อ่าน:1747 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ
58.10.90.18: 2553/02/20 10:47:38
 สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

สำนักงาน ก.พ. จับมือกระทรวงเกษตรฯ  เปิดตัวศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลฯ   รองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ. ใหม่

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพิธีรับมอบหนังสือลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีนายพินิจ        กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน และที่ปรึกษาสถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และข้าราชการร่วมเป็นเกียรติในพิธี  ณ  ห้องศูนย์บริหารฯ ชั้น 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                นายพินิจ  กอศรีพร  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ             พลเรือนฉบับใหม่ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการรองรับการปรับใช้กฎหมายดังกล่าว   พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ มีสาระสำคัญในเรื่องการปรับปรุงระบบบริหารข้าราชการพลเรือน         ให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสอดคล้องกับภารกิจและการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ เพื่อส่งเสริมให้ข้าราชการพัฒนาและแสดงสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สอดคล้องกับผลการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้เกิดข้าราชการคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจของชาติให้บรรลุเป้าหมาย

                สำนักงาน ก.พ. ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำงานร่วมกับอีก 19 กระทรวง ซึ่งจะเป็นศูนย์เครือข่ายที่จะร่วมกันดำเนินงานดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 23-25 มกราคม 2551 ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท ถนนเพชรบุรี  สำนักงาน ก.พ.ได้จัดประชุมเพื่อเตรียมดำเนินการตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ และพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) โดยมีคุณหญิงทิพาวดี    เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมและหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทั้ง 19 กระทรวงเข้าร่วมงาน

                โอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจัดให้มีพิธีเปิดศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบงานทรัพยากรบุคคลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้น มีอำนาจหน้าที่พิจารณาจัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารงานทรัพยากรบุคคลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรองรับการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตามพ.ร.บ.ใหม่ อาทิ  การกำหนดตำแหน่ง  การกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทน  เป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล   การพัฒนาข้าราชการให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ  รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสาร  ประชาสัมพันธ์  สร้างความเข้าใจแก่ข้าราชการในกระทรวงเป็นสื่อกลางในการรับฟังปัญหาของข้าราชการ  โดยกระทรวงจะร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ. จัดทำแผนการปรับใช้ระบบบริหารทรัพยากรบุคคล ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่  ทำการวิเคราะห์สภาพปัญหาหาแนวทางแก้ไข  ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด  เพื่อให้การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่มีความทันสมัย  สัมฤทธิ์ผลสูงสุด  ข้าราชการสามารถแสดงศักยภาพในการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่   ได้รับค่าตอบแทนตามความสามารถ  และได้รับสิทธิประโยชน์

เหมือนเดิมทุกประการ      การปฏิบัติราชการแนวใหม่นี้ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของส่วนราชการมากยิ่งขึ้น               

                นายนนทิกร กาญจนะจิตรา ที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กล่าวว่าทางสำนักงาน ก.พ.จะเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในทางวิชาการ องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนของบุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  การวางหลักการพื้นฐานในเรื่องมาตรการเสริมสร้างประสิทธิผล ประสิทธิภาพและคุณภาพของงาน  มาตรการเสริมสร้างความเป็นธรรมและมาตรการการมีส่วนร่วม ซึ่งในระยะเริ่มแรกของการปรับเปลี่ยนจากระบบค่าตอบแทนเงินเดือนบัญชีเดียวเป็น 4 บัญชี แยกเป็นประเภททั่วไป วิชาการอำนวยการและบริหารจะเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมาย การมีเปิดศูนย์เครือข่ายของกระทรวงจะเป็นช่องทางในการตอบคำถามเหล่านี้ได้ตรง  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานก.พ.จะเข้ามาร่วมทำงานตรงนี้ร่วมกับกระทรวงด้วย

                “ระบบใหม่นี้มุ่งเน้นที่คุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงาน ฉะนั้นระบบการประเมินผลที่ออกเป็นระเบียบใหม่จะมีความเข้มข้น ค่าตอบแทนของงานจะมีความชัดเจน จากเงินที่เคยขึ้นเป็นขั้นก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์ ต้องสอดคล้องกับการปฏิบัติงานคนที่ทำงานมากกว่าและมีผลงานมากกว่าจะได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า โดยการประเมินจะทำในหลายรูปแบบ  ผู้ที่ทำการประเมินจะเป็นผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงผู้รับบริการต่างกับของเดิมที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ประเมิน หลายครั้งไม่ได้ประเมินตามผลงานประเมินตามลักษณะบุคคลและประเมินเพียงฝ่ายเดียว” นายนนทิกร กล่าว
    
   วันที่ : 31/January/2008

From: www.moac.go.th
อ่าน:417 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เรียนถามผู้รู้ เรื่องการใช้น้ำ ในสวนลำไย
202.57.141.22: 2553/02/20 10:47:38
คือผมอยากทราบว่า การให้น้ำในสวนลำไย ควรใช้ระบบไหนดี ขนาดปั๊ม และเครื่อง 
ผมมีที่อยู่ประมาณ 10 ไร่ ต้นลำไยอายุ เกือบ 10 ปี (แต่ไม่ได้ดูแลอย่างจริงจัง) ทรงพุ่มขนาด 6-7 เมตร ความลาดเอียงของพื้นที่ 30% มีบ่อน้ำอยู่ด้านล่างของแปลง
บ่อลึก 2 เมตร จากพื้นดินถึงผิวน้ำระดับ ประมาณ1-1.5 เมตร 
ขอคำแนะนำด้วยครับ 
อ่าน:328 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
“รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริม...
58.10.90.249: 2553/02/20 10:47:38
 “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่นราคาตก
    
   “รมช.ธีระชัย” ระบุราคามันสำปะหลังดี เกษตรกรแห่ปลูก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมตั้งรับส่งเสริมการปลูกพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง พร้อมมอบสศก.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สำรวจพื้นที่ และวางมาตรการรองรับหวั่น ราคาตก นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเข้าพบของนายสมชาย ศรีตระกูล นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและคณะ ว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตมันสำปะหลังมีปริมาณ 27 ล้านตัน พื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 7 ล้านไร่ และมีแนวโน้มมากขึ้นเป็น 28 ล้านตันในปี 2551 ขณะนี้ราคาจำหน่ายหัวมันสำปะหลังกิโลกรัมละ 2.40 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังฯ ได้นำเสนอข้อเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หาแนวทางพัฒนาการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างมั่นคง รักษาเสถียรติภาพทางด้านราคา และการเป็นผู้นำตลาดการส่งออกมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป ซึ่งถือเป็นประเทศ คู่ค้าและนำเข้าผลิตภัณฑ์มันเส้นและมันอัดเม็ดที่สำคัญของไทย เนื่องจากขณะนี้ราคามันสำปะหลังอยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรได้หันจากการปลูกพืชไร่ชนิดอื่น เช่น อ้อยมาปลูกมันสำปะหลังกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาต้นพันธุ์มันสำปะหลังขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ในปีต่อไปราคามันสำปะหลังอาจตกต่ำลง เกษตรกรจะได้รับความเดือดร้อนเพราะราคาไม่คงที่ในขณะที่ราคาปัจจัยการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น ปุ๋ยและสารเคมี นายธีระชัย กล่าวว่า จากข้อเรียกร้องดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต่อไร่ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคง รวมถึงการรักษาตลาดการเป็นผู้นำการส่งออกมันสำปะหลัง เบื้องต้นได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง สำรวจพื้นที่ปลูก จำนวนโรงงานแปรรูป และลานตากมันสำปะหลังทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งมีข้อมูลอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องทำการสำรวจและตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน นำมาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการ ทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้จะรับฟังข้อมูลจากตัวเกษตรกร และผู้ที่อยู่ในวงการมันสำปะหลัง ผู้ประกอบการ สมาคมและภาคเอกชน รวมถึงภาครัฐ สถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งมีข้อมูล งานวิจัย ตลอดจนผลการศึกษาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ เกี่ยวกับการปลูก การพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ นำไปต่อยอดความรู้และถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ได้นำไปพัฒนาและปฎิบัติได้จริง “แม้ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูง และองค์ความรู้ด้านการปลูกและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งอยู่ที่กรมวิชาการเกษตรเกษตร และสถาบันวิจัยต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้นำไปส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอย่างจริงจังและทั่วถึง จึงมีแผนที่จะส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับสภาพดินและพื้นที่ปลูก โดยจะนำร่องในพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ นครราชสีมา และสระแก้ว เมื่อได้ผลดีแล้วจะขยายผลออกไปในจังหวัดต่าง ๆ นอกจากนี้ภาครัฐจะเป็นเจ้าภาพดูแลการแก้ไขปัญหามันสำปะหลัง รวมทั้งจัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงให้ผู้ที่วงการมันสำปะหลัง ทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต โรงงานผู้แปรรูป และผู้ประกอบภาคอุตสาหกรรม ได้มีเวทีพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการผลิต การตลาด และการส่งออกร่วมกัน และรับจะไปผลักดันการขับเคลื่อนกลไกการทำงานของคณะกรรมการเพื่อพัฒนามันสำปะหลังซึ่งได้แต่งตั้งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ เพื่อให้สามารถดูแลแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้อย่างเป็นระบบต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
    
   วันที่ : 15/February/2008
อ่าน:335 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ตอบข้อข้องใจเรื่องปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
คำปรึกษาใน “ โครงการเกษตรอินทรีย์ “
โดย นาย สราวุธ  จงศิริ
ให้กับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
ณ.วันที่........................................
******************************************************

ทำไมต้อง...เกษตรอินทรีย์ ?
จากกระแสของการไม่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในภาคการเกษตร มีนัยสำคัญที่น่าสนใจและชวนให้ศึกษาลึกลงไปในรายละเอียด เนื่องจากมีการศึกษาและรายงานผลการวิจัยออกมามากมาย ถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีในภาคการเกษตรของนักวิชาการจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์ของห่วงโซ่อาหาร ผลเสียต่อสถานะการณ์ของโลกโดยเฉพาะการทำลายชั้นบรรยากาศ ผลกระทบทำให้โครงสร้างและคุณภาพของดินเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคอันเกิดจากการปนเปื้อน หรือสารพิษตกค้างในผลผลิตทางการเกษตร ทั้งหมดที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรของผู้บริโภค ตลอดจนผลักดันให้ปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดจากสารพิษตกค้างมีความคุ้มค่าทางการตลาดและการลงทุนสำหรับเรื่อง “ เกษตรอินทรีย์ “

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร ?
สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( I.F.O.A.M.  ได้ให้คำอธิบายถึงความหมายและคำจำกัดความไว้ว่า “ เกษตรอินทรีย์ เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ เน้นที่หลักการปรับปรุงและบำรุงดิน  ให้ความสำคัญต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศน์เกษตรกร ลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติเพื่อการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคและศัตรูของพืชและสัตว์เลี้ยง “ 
ที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นหลักสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพภูมิอากาศ และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน มีคำแนะนำที่แจกแจงเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่
   หลีกเลี่ยงหรืองดการใช้สารเคมี หรือ สารสังเคราะห์ใดๆในกระบวนการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี หรือ สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงการไม่ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม
   เลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีตามร่างกาย ทั้งจากภายในครัวเรือนหรือจากภายนอก
   พัฒนาระบบการผลิตที่นำไปสู่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน เน้นความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในกระบวนการผลิตในระยะยาว
   พัฒนาระบบการผลิตที่เน้นการพึ่งพาตนเอง หรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่มเรื่องปัจจัยการผลิต เช่น การจัดหาวัสดุทำปุ๋ยบำรุงดิน การจัดการเรื่องโรคศัตรูพืช พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แรงงาน และ เงินทุน เป็นต้น
   ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยพืชสดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนจัดให้มีการหมุนเวียนธาตุอาหารในแปลงเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
   ส่งเสริมให้มีการแพร่ขยายชนิดของสัตว์และแมลงที่เป็นประโยชน์ในระบบนิเวศน์ เพื่อรักษา สมดุลของระบบนิเวศน์ในไร่นา ตลอดจนลดปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลง
   มีมนุษยธรรมในการเลี้ยงสัตว์
“ เกษตรอินทรีย์ “ มีประโยชน์อย่างไร ?
ต้องมองย้อนกลับไปดูว่า สิ่งที่พืชต้องการใช้ในการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต คือ
   ธาตุอาหารหลัก ซึ่งประกอบด้วย ไนโตรเจน ( Nitrogen : N , ฟอสฟอรัส ( Phosphorus : P  และ โปแตสเซียม ( Potasium : K  สำหรับการพัฒนาระบบราก ลำต้น ใบ ดอก และผล
   ธาตุอาหารรอง ซึ่งประกอบด้วย แคลเซียม ( Calsium : Ca , แมกนีเซียม ( Magnesium : Mg  และ กำมะถัน ( Sulphur : S  สำหรับการพัฒนาสีสรร รส และกลิ่นหอม
   ธาตุอาหารเสริม ซึ่งประกอบด้วย เหล็ก ( Ferrus : Fe , มังกานีส ( Manganese : Mn , สังกะสี ( Zinc : Zn ,ทองแดง ( Cupper : Cu , บอรอน ( Boron : Bo , โมลิบนัม ( Molibnum : Mo , และ คลอริน ( Chlorine : Cl  สำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านทานโรค
ในขณะเดียวกัน ดิน ซึ่งเป็นวัตถุธาตุที่เกิดขึ้นเองเป็นชั้นๆตามธรรมชาติ จากแร่ธาตุต่างๆที่สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผสมรวมกับอินทรีย์วัตถุที่เน่าเปื่อยผุและย่อยสลายรวมกันเป็นชั้นบางๆห่อหุ้มผิวโลก และเมื่อมีอากาศและน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยทำให้พืชมีการก่อกำเนิดและเจริญเติบโต
องค์ประกอบของดินที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชที่ดี อนุมาณได้ ดังนี้
   อนินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 45 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนที่สลายตัวทางเคมี ฟิสิกส์ และทางชีวเคมีของแร่และหินชนิดต่างๆ ประโยชน์หลักคือเป็นธาตุอาหารของพืช
   อินทรีย์วัตถุ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 5 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่จะเป็นชิ้นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยของเศษซากพืชซากสัตว์ที่ผุพังทับถมกันอยู่ในดิน ประโยชน์หลักคือเป็นตัวเชื่อมประสานอนินทรีย์วัตถุให้จับตัวกัน รวมทั้งดูดซับและรักษาระดับความชื้นในดินเอาไว้
   น้ำ หรือ ความชื้น ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนหนึ่งจะแทรกตัวอยู่ตามช่องว่างของก้อนดิน ( เยื่อน้ำ  อีกส่วนหนึ่งจะซับอยู่ในอนุภาคของดิน
   อากาศ ซึ่งจะมีอยู่ร้อยละ 25 โดยปริมาตร ส่วนใหญ่เป็น ก๊าซออกซิเจน, ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ประโยชน์หลักคือช่วยเร่งกระบวนการย่อยสลายของซากพืชซากสัตว์ โดยการทำงานของจุลินทรีย์
   จุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหน่วยที่เล็กมากไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ส่วนใหญ่เป็นพวกเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ประโยชน์หลักคือช่วยย่อยสลายเศษซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอินทรีย์วัตถุ พร้อมกับปลดปล่อยแอมโมเนียม, ไนเตรท, และซัลเฟต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของพืช
ดังนั้น สรุปในใจความสำคัญได้ว่า “ ดินที่ดีที่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช คือ ดินที่มีธาตุอาหารครบตามที่พืชต้องการ มีอินทรีย์วัตถุ มีความชื้นในดินที่เหมาะสม สภาพดินร่วน โปร่ง มีอากาศถ่ายเทได้ดี “ ซึ่งเกษตรอินทรีย์สามารถปรับสภาพทำให้ดินเกิดสภาพดังที่กล่าวมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของการคืนสภาพดังกล่าวให้กับดิน คือ “ ปุ๋ยอินทรีย์ “

 
ปุ๋ยอินทรีย์ กับ ปุ๋ยเคมี แตกต่างกันอย่างไร ?
ปุ๋ยเคมี หรือ ปุ๋ยสังเคราะห์ เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาจากสารอนินทรีย์ต่างๆที่เป็นธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ซึ่งในที่นี้ก็คือธาตุอาหาร N – P – K โดยจะมีกรรมวิธีและกระบวนการผลิตที่จะปรุงแต่งสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวไปตามความชนิดและช่วงอายุของพืช ทั่วไปจะเรียกกันว่า “ สูตรปุ๋ย ” ซึ่งความหมายของสูตรปุ๋ยจะหมายถึงสัดส่วนของธาตุอาหารหลักแต่ละตัวที่มีอยู่ในเนื้อปุ๋ยรวมทั้งสิ้น 100 ส่วน  ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 ให้คำอธิบายได้ว่า ในเนื้อปุ๋ย 100 ส่วนจะมี ไนโตรเจน ( N  อยู่ 15 ส่วน, ฟอสฟอรัส ( P  อยู่ 15 ส่วน และมี โปแตสเซียม ( K  อยู่ 15 ส่วน รวมเป็น 45 ส่วน และอีก 55 ส่วนที่เหลือจะเป็นสารเติมแต่งอื่นๆ ซึ่งในที่นี้คือ ดินขาว หรือ สูตร 16 – 8 – 8 จะหมายถึงว่ามีเนื้อปุ๋ยที่เป็นธาตุอาหารรวมแล้วเพียง 32 ส่วน ที่เหลือก็จะเป็นดินขาว ดังนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่าอย่างน้อย 40 ส่วนใน 100 ส่วนของปุ๋ยเคมีจะเป็นดินขาว เพราะดินขาวจะมีส่วนช่วยในการปั้นเม็ดให้กลมสวย ทำให้เม็ดปุ๋ยมีความแข็งไม่แตกร่วนในขณะเก็บไว้นานๆ รวมถึงช่วยเหนี่ยวรั้งไนโตรเจน ( N  ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักตัวหนึ่งในเนื้อปุ๋ย ไม่ให้สลายตัวไปกับอากาศเร็วเกินไป แต่ดินขาวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อต้นพืช
ในขณะที่ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือ หากจะให้นึกภาพได้ชัดเจนก็คือ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้จากมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรและวัชพืช ที่ผ่านการหมักให้เน่าเปื่อยผุพังอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจนสลายตัวกลายเป็นอินทรีย์วัตถุ ธาตุอาหารที่พืชจะได้รับจากปุ๋ยอินทรีย์ มาจากแร่ธาตุต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ เศษซากพืชซากสัตว์ เศษผลผลิตเหลือใช้จากการเกษตรหรือวัชพืช ซึ่งจะมีธาตุอาหารสำหรับพืชอยู่ครบทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะเพียงธาตุอาหารหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ธาตุอาหารที่ได้จากปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถกำหนดเป็นสูตรอาหารที่ชัดเจนและแน่นอนได้ ทั้งนี้เพราะสัดส่วนของธาตุอาหารที่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นปุ๋ยอะไรและได้จากอะไร เท่าที่มีการตรวจสอบคุณค่าทางอาหารของปุ๋ยอินทรีย์โดยกองเกษตรเคมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เคยวัดค่า N – P – K ได้สูงสุดไม่เกิน 6 – 10 – 2 เท่านั้น

แล้วปุ๋ยเคมี ไม่ดีตรงไหน ?
สิ่งที่พืชต้องการมากที่สุดในการเจริญเติบโต ก็คือธาตุอาหารทุกๆกลุ่มอย่างเพียงพอ เพื่อที่จะผลิตออกมาเป็นดอกเป็นผลให้กับเกษตรกรผู้ปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธาตุอาหารหลักหรือ N – P – K ปุ๋ยเคมีเองก็สามารถให้ธาตุอาหารหลักที่เป็นประโยชน์แก่พืชได้มากเท่าที่พืชต้องการ สิ่งนี้เป็นส่วนที่ดีของปุ๋ยเคมี 
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ธาตุอาหารหลักไม่ได้เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ในปุ๋ยเคมี  ในทางกลับกัน ปุ๋ยเคมีแต่ละสูตรที่ใช้กันในภาคการเกษตรมีสัดส่วนของธาตุอาหารหลักทุกตัวรวมกันแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ( ชี้แจงไว้แล้วในข้างต้น  ส่วนที่เหลือเป็นดินขาว ( Clay  ซึ่งเป็นสารเติมแต่งทั้งหมด และดินขาวนี้เองที่เป็นข้อเสียของปุ๋ยเคมี เพราะดินขาวซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กจะแทรกตัวไปอัดแน่นอยู่ในช่องว่างของดิน เมื่อดินขาวได้รับหรือดูดความชื้นจากดิน ก็จะเปลี่ยนไปมีสภาพคล้ายน้ำแป้งและยึดเกาะเม็ดดินให้จับตัวกันแน่นขึ้น พร้อมกับขับไล่อากาศที่มีอยู่ในดินออกไปจนหมดหรือเหลืออยู่น้อยมาก  ดังนั้น แปลงเกษตรที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีติดต่อกันมาโดยตลอด ดินจะมีการเปลี่ยนสภาพเป็นแข็งกระด้าง ระบบรากและลำต้นของพืชไม่แข็งแรง เพาะปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดี 

http://www.wayai.com/smfBB/index.php?topic=12.0;prev_next=next
อ่าน:551 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น
58.10.90.61: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA ปี 2 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551  
    
  กระทรวงเกษตรฯ  พิจารณาหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสดไปญี่ปุ่น เพื่อรองรับความตกลงภายใต้กรอบ JTEPA  ปี 2  ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2551

 

                                นายยุคล  ลิ้มแหลมทอง  รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพืชสวนว่า  จากการพิจารณาหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไข                  การจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วยภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น  (JTEPA) ปี 2  ซึ่งญี่ปุ่นจะให้โควตาส่งออกกล้วยสดแก่ไทย จำนวน 5,000  ตัน   และจะเริ่มมี         ผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2551 -31 มีนาคม 2552 นั้น  ที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขการจัดสรรโควตาส่งออกสินค้ากล้วย  ดังนี้  1) ผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรโควตาส่งออกกล้วยสด   ต้องมีคุณสมบัติ  คือ 1.1 ต้องเป็นนิติบุคคล  และเป็นผู้ประกอบการกิจการ             สินค้ากล้วย   1.2  ผู้ส่งออกกล้วยสดต้องใช้กล้วยสดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย   2)  ปริมาณ  หลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขในการจัดสรร    มีปริมาณการจัดสรร รวม 5,000 ตัน  โดยแบ่ง         การจัดสรรโควตาเป็น 3 ส่วน  คือ  1) โควตากลาง  คิดเป็นร้อยละ 15    2) โควตาสำหรับผู้ส่งออกรายใหม่  ซึ่งไม่เคยมีประวัติการส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง (ปี 2548 - 2550)  คิดเป็น ร้อยละ 15  3)  โควตาสำหรับผู้ส่งออกที่มีประวัติส่งออกไปญี่ปุ่น 3 ปี ย้อนหลัง  คิดเป็น ร้อยละ 70   นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ส่งออกที่ได้รับการจัดสรรโควตารายงานผลการดำเนินงานให้กรมวิชาการรับทราบภายหลังจากมีการส่งออกแล้ว  15 วัน  เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับใช้ในการจัดสรรโควตา                ปีต่อไป    โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิจารณาจัดสรรโควตาสินค้ากล้วย  และรายงานให้กรมการค้าต่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ทราบ  เพื่อจะสามารถออกประกาศได้ก่อนที่ความตกลง JTEPA ปีที่ 2  จะเริ่มมีผลบังคับใช้  

                                ทั้งนี้  คาดว่าการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตาดังกล่าว  นอกจากจะทำให้การดำเนินงานภายใต้กรอบ  JTEPA เป็นไปอย่างต่อเนื่องแล้ว  ยังช่วยลดปัญหาการยื่นจองสิทธิประโยชน์โดยไม่มีการปฏิบัติจริง  ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้ผู้ส่งออกรายอื่นไม่สามารถได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ด้วย
 
    
  วันที่ : 19/February/2008  
http://www.moac.go.th/builder/moac06/#
อ่าน:315 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ เร่งปิดบัญชีปัญหาเขื่อนน้ำอูน เตรียมเสนอเข้าครม.ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอีก 782 ราย ชดเชยในอัตรารายละ 1.5 แสนบาท
    
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนครว่า โดยส่วนใหญ่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำอูนได้รับการชด เชยและให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ยังคงเหลือจำนวนเพียง 782 รายที่คณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก การดำเนินงานโครงการของรัฐ ได้มีมติพิจารณาจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรรายละ 15 ไร่ จำนวนไร่ละ 1 หมื่นบาท รวมเป็นเงินจำนวน 1.5 แสนบาท/ราย ซึ่งในที่ประชุมได้แจ้งให้แก่ตัวแทนเกษตรกรได้รับทราบแล้ว และจะนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรโดยเร็ว นอกจากนี้ ตัวแทนเกษตรกรเขื่อนน้ำอูนยังได้แจ้งเพิ่มเติมถึงจำนวนเกษตรกรที่ยังตกค้าง อีก 38 ราย เนื่องจากไม่ได้มาแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำ อูน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวไปสำรวจข้อมูล และข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคราชการและผู้แทนเกษตรกรที่ได้รับผล กระทบจากการดำเนินงานโครงการของรัฐชุดใหม่ โดยขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำร่างคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พิจารณา เพื่อลงนามในคำสั่งแต่งตั้งแทนคณะกรรมการฯชุดเดิมที่หมดวาระ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติกรณีผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้าง เขื่อนน้ำอูนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว รวมทั้งโครงการอื่นๆ ของกรมชลประทานที่ยังคั่งค้างอยู่ด้วยเช่นกัน
    
   วันที่ : 25/February/2008 

http://www.moac.go.th
อ่าน:372 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน
124.121.241.101: 2553/02/20 10:47:38
ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรย์และไคโตซาน ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่... 
  คุณ สุธาสินี 086-993-4111 /02-9446851
อ่าน:404 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า
58.10.90.129: 2553/02/20 10:47:38
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี  
    
  กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าผลักดันภาคอีสานเป็นโอเปคไทยใน 4 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาหนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำ 3 กรม 2 รัฐวิสาหกิจในกำกับ จับมือทำงานร่วมกันเห็นผลงานใน 1 ปี นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกร โดยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสร้างรายได้ของเกษตรกรให้ดีขึ้น ประกอบกับความต้องการพืชพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งจัดเตรียมพันธุ์อ้อย และพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตพืชทั้ง 2 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะพื้นที่มีศักยภาพเหมาะสมปลูก ควบคู่ไปกับเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนการผลิตเอทานอล และอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากพืชพลังงาน โดยตั้งเป้าภายใน 1 ปี จะสามารถสนับสนุนให้มีการนำผลผลิตอ้อย และมันสำปะหลังอย่างน้อยร้อยละ 30 ของผลผลิตทั้งหมดไปผลิตเป็นเอทานอล จากนั้นใน “4 ปีข้างหน้าจะผลักดันภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เป็นโอเปคของไทย” เพื่อสร้างทางเลือกด้านพลังงานให้กับประเทศต่อไป “ในเบื้องต้น กระทรวงเกษตรฯจะเร่งหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการใช้เอทานอล แผนการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล และมาตรการเรื่องพลังงานทดแทนทั้งระบบ จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาจัดทำแผนการผลิตและกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการทำ Zoning ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงานผลิตเอทานอลในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ภาคเอกชนที่ลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าจะมีผลผลิตที่เพียงพอ ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงผลผลิตมันสำปะหลัง และอ้อยกับภาคการบริโภคอีกด้วย” นายธีระชัย กล่าว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งรณรงค์ให้ความรู้เรื่องการจัดทำบัญชีฟาร์ม และบัญชีครัวเรือนกับสมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรทราบสถานะทางการเงินของตน และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ อันจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคต ส่วนเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรโดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินนั้น ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวม และประเมินผลดำเนินงานที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงานใน 4 หัวข้อได้แก่ 1)มาตรการที่ผ่านมาของแต่ละหน่วยงาน 2)แผนงานการพักชำระหนี้ในปีงบประมาณ 2551 3)ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และ 4)แนวทางแก้ไขปัญหา-อุปสรรคที่เกิดขึ้น จากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาวิเคราะห์และประเมินผลจัดทำแผนบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน  
    
  วันที่ : 03/March/2008  
www.moac.go.th
อ่าน:410 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้นตะกู จำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ทั่วประเทศ
58.9.95.25: 2553/02/20 10:47:38
ต้นตะกู (พันธุ์ก้านแดง)ไม้โตเร็ว พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ คุณภาพใกล้เคียงไม้สัก
ไม้ตะกูอยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่า ไม้กระทุ่มหรืกระทุ่มบก (ภาคกลางและภาคเหนือ) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้) ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ แตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย
ไม้ตะกูสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี
การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง
นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

มีกล้าพันธุ์ต้นตะกู จำหน่ายทั้งส่งและปลีก  รวมทั้งประกันราคารับซื้อคืนผลผลิต
สนใจดูรายเอียดเพิ่มเติม  หรือติดต่อตัวแทนจำหน่าย (ตามที่อยู่ในเวปไซด์)
www.tagoo.igetweb.com
1. คุณธนิตศักย์  จันทร์เจนระวี
   79/10 หมู่ 2 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000
   โทร  086 670 5983 แฟกซ์  053 115 711
2. คุณสราวุฒิ  วรพงษ์ 
    อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 58000 
    โทร 084 040 9739
3. คุณทินกร  สุขสุวรรณ
    49/24 ถนนเจษฏาบดินทร์ ต.ท่าอิฐ
    อ.เมือง  จ.อุตรดิตถ์ 53000
    โทร  081 474 1747, 055 411 663
4. คุณประเชาวน์  เชาวน์จันทร์ทุ่ง
   120/16 หมู่บ้านแกรนด์เฮ้าส์ ถนนบ้านเหล่า ต.หมากแข้ง
   อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
  โทร 086 2419421, 042 240992
5. คุณดายุทธ  รักมะณี
    26 บ้านน้อยหัวคู หมู่ 7 ต.ขมิ้น
    อ.เมือง จ.สกลนคร 47220
    โทร  081 911 1764
6. คุณรัชรุจ บุญครอง
   21 ซอยพิชิตรังสรรค์ ถนนพิชิตรังสรรค์ ต.ในเมือง
   อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000
  โทร  085 011 8603
7. คุณสามารถ  สิงหรา
    242 หมู่ 4 ต.กันจุ 
    อ. บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ 67160
    โทร  089 022 7684  
8. คุณบรรจงสิทธิ์  วิญญรัตน์
    70/1 ซอยทางไผ่ 1 ถนนริมน้ำ ต.ท่าประดู่
    อ.เมือง  จ.ระยอง 21000
    โทร  089 121 9954 
สำนักงานใหญ่
บริษัท  แกรนด์บิซ จำกัด
36/51 หมู่ 2 ถนนเลียบคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ 10170
โทร  084 0123451,  086 789 8845
คุณวรภัทร  ทรวงแสวง
อ่าน:1036 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
ดินเกษตร(ดินผสมปุ๋ยอินทรีย์)
118.174.199.128: 2553/02/20 10:47:38
ดินเกษตรที่ใช้สำหรับใส่ถุงเพาะชำมีขาย(ราคาส่ง)ที่ไหนบ้างอยู่ภาคอีสาน  ตอนนี้ผสมเองใช้ ปุ๋ยคอก+หน้าดิน+แกลบเผา แต่เหนื่อยมาก
อ่าน:590 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน
202.91.18.205: 2553/02/20 10:47:38
“ที่ปรึกษา รมว.กษ.” ยืนยัน ไม่ทิ้งภาคเกษตรกรรมยั่งยืน เตรียมเดินหน้าจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์โดยตรง หวังวางเป็นเจ้าภาพบูรณาการแผนงาน แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ ขับเคลื่อนพัฒนาจากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม  
    
                                นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในการเป็นประธานและร่วมการเสวนาในงานมหกรรม 2 ทศวรรษคืนชีวิตให้แผ่นดิน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง  จ.ชลบุรี ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าการทำเกษตรกรรมในลักษณะดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเป็นวิธีที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต         เป็นทางออกในการลดหนี้ มีรายได้ต่อเนื่องที่เหมาะสม  อีกทั้งยังถือเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติและพื้นที่การเกษตรเสี่อมโทรมหลายล้านไร่ที่เกิดจากการใช้สารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิมอีกด้วย

                                โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ตระหนักถึงความสำคัญของเกษตรอินทรีย์เช่นเดียวกัน ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และเตรียมการที่จะจัดตั้งหน่วยงานดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์โดยตรง  อาจมีการบริหารในรูปแบบองค์กรหรือสำนัก เพื่อทำหน้าที่บูรณาการทั้งในส่วนของแผนงาน  แผนงบประมาณ และแผนดำเนินการ  ตลอดจนการวางกลยุทธ์และแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานในลักษณะนี้จะทำให้     มีเจ้าภาพรับผิดชอบที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวที่จะขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวให้เกิดความก้าวหน้า               กลุ่มเกษตรกรที่เดิมมีการสร้างเครือข่ายระหว่างกันอยู่แล้วก็จะได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนขึ้นจากภาครัฐ ทั้งด้านการอบรม  การติดตามผล  และการนำไปใช้ประโยชน์   รวมถึงการต่อยอดสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน      ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน  ได้ร่วมกันผลักดันและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้สมกับที่ได้รับการประกาศเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย

                                “ การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นรูปแบบของเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เกษตรกรทำการเกษตรอย่าง     รู้เท่าทัน มีการสร้างองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและประสบการณ์ที่ตนเองหรือกลุ่มได้พบเจอแล้วนำมาถ่ายทอดให้กับเครือข่าย เป็นแนวทางที่นำชีวิตหวนคืนสู่การพึ่งพาตนเอง  ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายฝ่าย      ทั้งภาควิชาการ คือ สถาบันหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชน และสื่อสารมวลชน มีความตื่นตัวและ     ขานรับแนวคิดข้างต้นอย่างต่อเนื่องแพร่หลายมากขึ้นในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงจะเร่งเตรียมความพร้อมจัดตั้งองค์กร เพื่อดูแลเรื่องเกษตรอินทรีย์และผลักดันเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด” นายประพัฒน์ กล่าว
 
    
  วันที่ : 17/March/2008  
ที่มา: www.moac.go.th
อ่าน:286 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
117.47.232.246: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A ซุปเปอร์/ปุ๋ยยางพารา/ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ 
เราขาย รับสมัคร ผู้แทนฝ่ายขายปุ๋ยประจำจังหวัด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเพศ - วัย- วุฒิการศึกษา – งานฟรีแลนด์ ไม่ผูกมัด มีประสบการณ์ยิ่งดี    ควรมียานพาหนะเป็นของตนเองงานจะคล่อง ต้องการตัวแทนจำหน่ายทุกจังหวัด   มีออร์เดอร์ลูกค้าเก่า เป็นลูกค้าเงินสด จังหวัดละ 5,000 – 7,000 กระสอบ กว่า 4 ปี ที่เราทำตลาดขายตรงกับเกษตรกร ยอดจำหน่ายปีละ หลายหมื่นตัน ทำให้สินค้าของเรามีชื่อเสียงอย่างมากกับเกษตรกรโดยตรง แต่เรา ยังไม่วางหน้าร้านเลย ปี 2551 นี้เราต้องการหาเอเย่น ประจำจังหวัดเพื่อกระจายสินค้า..............โอกาสดีเพียงท่านรีบโทรหาเรา หจก.เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย เจ้าของและเป็นผู้จัดจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ เกรด A พิเศษ มาตรฐาน Q ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยเคมี ต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ดำเนินการผลิตและจำหน่ายมา 4 ปี ลูกค้าตอบรับทั่วประเทศ รับสินค้าโดยตรงจากโรงงาน ราคาหน้าโรงงาน เพราะเรามีโรงงานผลิตสินค้าเอง โอกาสดีที่สุด ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติอต่อ สายด่วน 085-0005379 , 043-343731 คุณปุ๊ก ผจก.ฝ่ายการตลาด หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 433/151 ม.2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000  สนใจติดต่อคุณ : ปุ๊กกี้ e-mail : thaifertilize@yahoo.com  หรือดูรายละเอียดที่เว็ปไซต์  http://www.geocities.com/thaifertilize 
อ่าน:425 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ไทย-อินโดฯ เจรจาสถานการณ์ซื้อขายปุ๋ย พร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงระหว่างสองประเทศ
125.24.215.59: 2553/02/20 10:47:38
ไทย-อินโดฯ เจรจาสถานการณ์ซื้อขายปุ๋ย พร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงระหว่างสองประเทศ  
    
  นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ ฯพณฯ อิบราฮิม ยูซูป เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทยว่า ประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้ คือ การเจรจาขอซื้อปุ๋ยจากอินโดนีเซีย เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาราคาปุ๋ยแพง และภาวการณ์ขาดแคลนปุ๋ยในนาข้าว ซึ่งราคาปุ๋ยจากอินโดนีเซียในขณะนี้อยู่ที่หนึ่งหมื่นบาทเศษ/ตัน โดยทางอินโดนีเซียจะเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวว่าหากมีการจำหน่ายให้กับไทยจริง จะมีเงื่อนไขทางด้านราคาหรือปริมาณเท่าใด อย่างไร และจะเร่งแจ้งท่าทีมายังไทยประมาณวันที่ 17 เมษายน นี้ นอกจากนี้ ยังได้เจรจาเกี่ยวกับความร่วมมือด้านประมงของไทยและอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้านการทำประมง โดยฝ่ายไทยได้ขอให้อินโดนีเซียแจ้งรายละเอียดและกฎข้อบังคับอันใหม่ของกระทรวงกิจการทะเลและประมงซึ่งได้ประกาศใช้ไปเมื่อต้นปี พ.ศ. 2551 เพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ สำหรับการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการประมงระหว่างไทยและอินโดนีเซียนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งคาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว และจะสามารถพัฒนาความร่วมมือด้านการประมงระหว่างทั้งสองประเทศให้มีความแนบแน่นและยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต รวมถึงได้หารือถึงสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปยังประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ น้ำตาล ข้าว สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป และกึ่งสำเร็จรูป ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหารประเภทอื่นๆ ที่อาจมีลู่ทางการส่งออกเพิ่มเติมในภาพรวมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีมูลค่า คิดเป็น 164,227.80 ล้านบาท ตลอดจนแสวงหาความร่วมมือในรูปแบบการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรและอาหารระหว่างสองประเทศต่อไป  
    
  วันที่ : 11/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:300 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง
58.10.90.186: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง
    
ก.เกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พร้อมพิจารณาการออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ มุ่งเดินไปทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

                ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ( คพช.) ว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 เห็นชอบแผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  ทั้งนี้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯที่เสนอให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จากเดิมที่เป็นส่วนราชการให้เป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระ โดยสามารถพิจารณาเทียบเคียงลักษณะองค์กรได้จากกรณีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งจัดตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้การศึกษาดังกล่าวควรให้หน่วยงานที่มีความเป็นกลางหรือหน่วยงานอิสระเป็นผู้เป็นผู้ดำเนินการเนื่องจากสามารถศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาหรือกระบวนการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจว่าจ้างสถาบันการศึกษาทำการวิจัยโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับ ดูแล และพัฒนาสหกรณ์ว่าสมควรเป็นส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานประเภทใดที่สามารถพัฒนากิจการของสหกรณ์ให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จสูงสุด ทางกระทรวงฯได้เตรียมการในการดำเนินการขบวนการขับเคลื่อนแผนฯในเบื้องต้นแล้ว โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1) จัดพิมพ์แผนพัฒนาการสหกรณ์ฉบับที่ 2 ( พ.ศ.2550 – 2554  เพื่อแจกจ่ายให้สหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนปฎิบัติการแล้ว   2)  ประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงานที่กำกับดูแลและพัฒนาสหกรณ์ ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังพิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว

                  ศ.ดร.ธีระ กล่าวต่อว่า สหกรณ์จัดตั้งขึ้นย่อมมีวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไปตามลักษณะกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์ แต่ปัจจุบันสหกรณ์แต่ละประเภทมีความต้องการดำเนินธุรกิจค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งบางครั้งไม่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่มสมาชิกและประเภทของสหกรณ์แต่เนื่องจากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่ละประเภทให้ชัดเจนทำให้ยากต่อการส่งเสริมสหกรณ์และมีปัญหาในการตีความ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่และขอบเขตการทำงานของสหกรณ์อย่างชัดเจน โดยสหกรณ์ที่จะจัดตั้งขึ้นประเภทใดให้เป็นไปตามความหมายและกำหนดวัตถุประสงค์ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อที่จะทำให้สหกรณ์ต่างๆได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน 
    
   วันที่ : 30/January/2008

From: moac.go.th
อ่าน:366 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ชงเหลียวหลังดูแลเกษตรกรผู้ผลิตข้าว หวั่นเกษตรกรหดหายถาวร 
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ชงเหลียวหลังดูแลเกษตรกรผู้ผลิตข้าว หวั่นเกษตรกรหดหายถาวร หันหาจุดคุ้มทุนกำหนดราคาข้าวเปลือกแทนข้าวสาร เพื่อสร้างระดับราคาให้คงเสถียรภาพในระยะยาว  
    
                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง สถานการณ์ข้าวไทย ว่า ขณะที่ราคาข้าวพุ่งสูงขื้น ซึ่งเป็นราคาของข้าวสารเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการและผู้ส่งออกต้องพิจารณาถึงรายได้ของเกษตรกรที่เป็นต้นทางการผลิต นั่นคือ การกำหนดจุดคุ้มทุนที่ราคาข้าวเปลือกซึ่งจะเป็นผลกำไรจากการลงทุนจริงของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาวะที่ปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นอยู่ในขณะนี้  ไม่ว่าจะเป็นการนำวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่เป็นเครื่องทุ่นแรงให้แก่เกษตรกรไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำนา จนถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ที่ส่งผลทำให้ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรสูงขึ้น ดังนั้น  การจะกำหนดราคาที่จะเป็นธรรมต่อเกษตรกรและข้าวขายได้ราคาหรือไม่นั้น ควรพิจารณากันที่ราคาข้าวเปลือกเป็นหลัก หากนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารแล้วสามารถจำหน่ายได้ราคาที่สูงขึ้นไปอีก ก็จะย้อนกลับมาเป็นผลกำไรให้เกษตรกรอย่างแท้จริง  ซึ่งการกำหนดราคานั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของกระทรวงเกษตรฯ

                                สำหรับกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเร่งสนับสนุนการผลิต ทั้งการเพิ่มปริมาณและคุณภาพรองรับความต้องการของตลาดโลกที่มีความต้องการข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันการหดหายของประชากรภาคเกษตรที่นับจะลดน้อยลงก่อนจะกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศ ขณะเดียวกัน จะให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตในเรื่องแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์วิกฤตอาหารโลกและพืชพลังงาน ที่จะอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยผลิต และตลาด โดยประมาณสัปดาห์หน้าจะเริ่มมีการประชุมเพื่อกำหนดแผนการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ส่วนในเรื่องการจัดสรรที่ดินเพื่อทำการเกษตร ซึ่งขณะนี้พบว่าได้เริ่มมีปรับเปลี่ยนพื้นที่รกร้าว และปลูกพืชชนิดอื่นมาปลูกข้าวเพิ่มขึ้น รวมถึงที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ที่มีพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ประมาณ 1 ล้านไร่ มาปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้มีความเหมาะสมทางด้านการเกษตร ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกัน เพื่อทำพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ โดยการให้เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเช่าในราคาถูกและสามารถนำไปเพาะปลูกที่มีความเหมาะสมและสร้างให้เกิดรายได้ต่อไป
 
    
  วันที่ : 24/April/2008  
from : moac.go.th
อ่าน:686 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ  เร่งขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน  หวังแก้ปัญหาปุ๋ยแพง
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
ก.เกษตรฯ  เร่งขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน  หวังแก้ปัญหาปุ๋ยแพง  ตั้งเป้าปี 51 ผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์ได้กว่า 5  หมื่นตัน พร้อมเตรียมเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน

                  นายสมพัฒน์  แก้วพิจิตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ   ชุมชน”  ว่า  จากปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็น             อย่างมาก    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมพัฒนาที่ดิน  ได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากการที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงขึ้น     โดยได้ดำเนินการส่งเสริม   สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิตภาคการเกษตรเคมีเป็นระบบเกษตรที่ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร   รวมทั้งสร้างเครือข่ายขยายผลให้เกษตรกรเข้าใจและเห็นความสำคัญในการผลิตและใช้              ปุ๋ยอินทรีย์  เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี    ฟื้นฟูปรับปรุงทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์    และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน     นอกจากนี้  กรมพัฒนาที่ดินยังได้ดำเนินโครงการโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  ชุมชน  ซึ่งได้รับงบประมาณจากงบบูรณาการจังหวัด (CEO) อย่างต่อเนื่อง  โดยมีเป้าหมายจัดสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชน   จำนวน   362   โรง  ในพื้นที่  45  จังหวัด   โดยกรมพัฒนาที่ดินจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านวิชาการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์      และให้การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์      รวมทั้งบูรณาการ   ประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและกลุ่มเกษตรกรผู้บริหารโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์     ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชน  ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน     

                                นายสมพัฒน์  กล่าวต่อไปว่า  ผลการดำเนินงานในปัจจุบันมีโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ดำเนินการผลิตแล้ว จำนวน   323  โรง   คิดเป็น 90%  สำหรับแผนการผลิตในปี  2551  ตั้งเป้าที่จะผลิตปุ๋ยหมักให้ได้ประมาณ  51,000  ตัน   และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ   ประมาณ   1.5  ล้านลิตร   ทั้งนี้ โรงงานส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เต็มตามศักยภาพของกำลังการผลิต       เนื่องจากปัจจัยหลายประการ   เช่น    ปัญหาการขาดวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์    กลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ด้านวิธีการผลิต    การบริหารจัดการโรงงานและขาดความรู้ในด้านการหาตลาด  เป็นต้น  สำหรับโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังไม่เริ่มดำเนินการผลิต   มีจำนวน   39   โรง   คิดเป็น10 %   ซึ่งมีสาเหตุสำคัญ    คือ  ไม่มีไฟฟ้าขนาด  3 เฟส     ขาดเงินทุนหมุนเวียน     กลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์  เป็นต้น    ทั้งนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว  เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปอย่างต่อเนื่อง   และคาดว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้  จะช่วยสร้าง              ความเข้าใจในการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการขับเคลื่อนโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ  ชุมชน     เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจด้านนโยบายการดำเนินงานอย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน    สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานของโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพ ชุมชนทุกโรง  และทำให้แต่ละโรงปุ๋ยสามารถขยายเป้าหมายการผลิตให้ได้มากที่สุดเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน

 
 
    
  วันที่ : 24/April/2008  

from: moac.go.th
อ่าน:527 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
รมช.ธีระชัย สั่งลุย หยุดผู้ค้าผู้ผลิตปุ๋ยปลอมหลังพบมีการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในท้องตลาดจำนวนมาก  
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
“รมช.ธีระชัย” สั่งลุยตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ระดมสารวัตรเกษตร อาสาสมัครทุกหน่วยงานในสังกัด ประสานกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงอุตสาหกรรม หยุดผู้ค้าผู้ผลิตปุ๋ยปลอมหลังพบมีการจำหน่ายปุ๋ยปลอมในท้องตลาดจำนวนมาก  
    
  นายธีระชัย  แสนแก้ว  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจติดตามและตรวจสอบปุ๋ยปลอมว่า  จากกรณีที่มีปุ๋ยปลอมระบาดในท้องตลาด กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้น 1 ชุด เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาปุ๋ยปลอมและสารเคมีปลอมระบาด โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายและวิชาการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและรัดกุมที่สุด นอกจากนี้ได้ตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน  คณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย อัยการจังหวัด  ตลอดจนเจ้าหน้าและอาสาสมัครในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดูแล ติดตามและตรวจตราร้านค้าหรือผู้ผลิตปุ๋ยเคมีในพื้นที่ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกษตรกร  โดยจะจัดให้มีการประชุมผู้นำเกษตรกร ผู้นำชุมชน และฝึกอบรมเกษตรกรในทุกจังหวัด เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับปุ๋ยกับเกษตรกร

                “ปัญหาที่พบในขณะนี้ คือ การบังคับใช้กฎหมายของกรมวิชาการเกษตร อาทิ พ.ร.บ.ปุ๋ย       พ.ศ. 2518 และพ.ร.บ.ปุ๋ย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550 ซึ่งยังไม่เข็มแข็ง ทำให้การดำเนินคดีกับผู้ค้า และ ผู้ผลิตปุ๋ยปลอมไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร แนวทางการแก้ไขได้หารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม      เพื่อจะได้นำกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมมาใช้ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำผิดด้วย เพราะโรงงานผลิตปุ๋ยจะมีการใช้วัสดุ อุปกรณ์และเครื่องจักรกลต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรเพิ่มความเข็มงวด กวดขันและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดให้มากขึ้น และได้สั่งการให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ อาทิ กรมส่งเสริมการเกาตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมปศุสัตว์ ให้มีการสนธิกำลังของสารวัตรเกษตร อาสาสมัคร พนังงานการเกษตรในระดับพื้นที่  เพื่อเป็นหูเป็นตาร่วมกันป้องปรามการกระทำผิดของผู้ผลิตปุ๋ยปลอมและไม่ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้มีการนำปุ๋ยดังกล่าวมาจำหน่ายในท้องตลาดได้” นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 18/April/2008  
from moac.go.th
อ่าน:337 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ท้าพิสูจน์...ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ  สำหรับยางพารา  นาข้าว มันสำปะหลัง และพืชอื่นๆ
58.8.154.171: 2553/02/20 10:47:38
ถ้าสนใจปุ๋ยตย.  หรือต้องการทดลองใช้เพื่อทำการพิสูจน์แปลงต่อแปลง  
ติดต่อได้โดยตรงที่ 089-2311614 พิมณัฎฐา ค่ะ

****ไม่เห็นผล  หรือผลผลิตไม่ได้ตามที่แจ้ง  เก็บกระสอบไว้  ทางเรายินดีคืนเงินเต็มตามราคาซื้อค่ะ****

ปุ๋ยของเราผลิตได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร  มีใบรับรองจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน
และปุ๋ยทุกเม็ดสามารถนำไปตรวจสอบได้เลยค่ะ 
อ่าน:593 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
บริการรถรับจ้าง รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนส่ง ขนย้าย แพ็คกิ้ง ทั่วไทย
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
รถรับจ้าง AA ***Yard Service 24 hours รถปิคอัพ รถ6ล้อ ขนย้าย ขนส่ง แพ็คกิ้ง ทั่วไทย *** จะขน จะย้าย อะไร เราบริการให้ 24 ชั่วโมง*** ยาร์ดเซอร์วิส   24 ชั่วโมง  เราเป็นธุรกิจด้านบริการ  รถปิคอัพ   รถ  4 ล้อใหญ่   รถ 6 ล้อหลายขนาด ให้เลือกใช้งาน  ย้ายบ้าน ย้ายห้อง ย้ายสำนักงาน ขนส่งสินค้าทุกชนิด  แพ็คกิ้ง  เราภูมิใจขอเสนอการบริการที่สุภาพ ซื่อสัตย์ ราคาพิเศษ เรามีหัวหน้างานที่ใส่ใจดูแลคุณ พร้อมทีมงานขนย้ายไว้คอยให้เรียกใช้บริการ
(ราคาเริ่มต้นที่ 400 บาท)

- บริการรถขนส่งสินค้าทุกชนิด
- บริการรถขนย้ายที่อยู่อาศัย, สำนักงาน
- บริการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์
- บริการขนอุปกรณ์งานแสดงสินค้า
- บริการแพ็คกิ้ง
- บริการถอด - ประกอบเฟอร์นิเจอร์น็อกดาวน์
- บริการพนักงานยกของ
- บริการทั่วกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

NEW !!! โปรโมชั่นพิเศษขอแสดงความขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจใช้บริการของเรา  เมื่อ ขนย้าย  หรือ  ขนส่ง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดต่าง ๆ   ในอัตราพิเศษสุด   กิโลเมตรละ   12 บาท นับจากจุดขึ้นของจนถึงจุดลงของ    สำหรับระยะทางตั้งแต่  600 กิโลเมตรขึ้นไป  เรามีส่วนลดค่าขนส่งอัตราพิเศษสุด  ขอเชิญท่านสอบถามรายละเอียดได้ทางหมายเลข  Hotline  (โปรโมชั่นนี้เฉพาะรถปิคอัพเท่านั้น)

เช่น จาก กรุงเทพ ไป ระยอง ระยะทางทั้งหมดจนถึงจุดลงของ 160 กิโลเมตร ในราคาเพียง 1,920บาท เท่านั้น
*** นอกเหนือจากนี้ ท่านสามารถสอบถามและตกลงราคาพิเศษได้อีก

Yard Service 24 Hours
รับงานประเภทแบบขนส่งทั่วไป , แบบรับเหมาทั้งคัน , แบบเหมาเป็นเที่ยว

HOTLINE : 089-076-5588  Fax :  02-736-8391 http://www.tarad.com/yardservice24hours/
อ่าน:471 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
พลังงานชีวมวล จากปลูกสวนป่าต้นตะกู
58.9.100.70: 2553/02/20 10:47:38
เชิญแลกเปลี่ยนความรู้ เกี่ยวกับพลังงานชีวมวล จากปลูกสวนป่าต้นตะกู

www.biomassenergy.igetweb.com

email: biomass.energy@hotmail.com
อ่าน:331 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา
202.91.19.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.
    
“เกษตรฯ-พาณิชย์”เคาะราคาปุ๋ยพบสูงผิดปกติส่อเอาเปรียบเกษตรกร เตรียมเจรจาผู้นำเข้าปุ๋ยปรับลดราคา ชงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดตามเกณฑ์สินค้าควบคุม พร้อมสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอต่อที่ประชุมครม.

                                นายสมศักดิ์   ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมของคณะกรรมการปุ๋ยที่ประกอบด้วยตัวแทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับปัญหาราคาปุ๋ยแพงในขณะนี้  ได้มีข้อสรุปร่วมกัน 4 ประเด็นสำคัญ คือ 1 การคงโครงสร้างอัตราการกำหนดราคาปุ๋ยเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันในสัดส่วนค่าต้นทุนปุ๋ย 95 % ค่าการบริหารจัดการและค่าบรรจุ  5 % นำมารวมกับผลต่างก็คือกำไรอีก 2% เนื่องจากปริมาณปุ๋ยที่นำเข้ามาในแต่ละล๊อตมีจำนวนมาก ดังนั้น การกำหนดผลต่างด้านราคาเพียง 2 % จึงมีความเหมาะสม เนื่องจากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยแต่ละล็อตมีจำนวนมาก การคิดผลต่างกำไรอัตรา 2 % นั้น ทั้งสองกระทรวงก็เห็นพ้องกันว่ามีความเหมาะสมแล้ว 

                                2. การพิจารณาในส่วนที่มาของราคาปุ๋ยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปสู่การคิดราคาต้นทุน โดยจากการตรวจสอบที่มาของราคาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียสูตร 46 -0 – 0 ของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ไม่ต่างกัน อยู่ประมาณ 12,000 บาท/ตัน ในขณะที่การนำเข้าปุ๋ยสูตรอื่น ได้แก่ ปุ๋ยสูตร 16-20-0  และปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งเป็นปุ๋ยสูตรที่เกษตรกรใช้เป็นจำนวนมาก ทางกระทรวงเกษตรฯ พบข้อมูลว่าปุ๋ยทั้งสองสูตรนั้นมีส่วนต่างของที่มา ระหว่างราคาที่ทางกระทรวงเกษตรฯตรวจสอบ กับราคา CIF ในใบอินวอยส์ที่บริษัทผู้นำเข้านำเสนอมีราคาที่ต่างกัน ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่มีอำนาจในการกำกับดูแลราคาปุ๋ย  ซึ่งถือเป็นสินค้าควบคุมเพื่อหาแนวทางในการเจรจาปรับลดราคาปุ๋ยกับเอกชนผู้นำเข้า โดยจะเร่งดำเนินการหารือร่วมกับเอกชนผู้นำเข้าปุ๋ยโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้คาดว่าจะมีการหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องการปรับลดราคาและแก้ปัญหาราคาปุ๋ยต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารหน้า

                                3.  ทางกระทรวงพาณิชย์ จะเร่งดำเนินการเช็คสต๊อคปุ๋ยอย่างละเอียด ทั้งระยะเวลาที่ดำเนินการสั่งซื้อ  และปริมาณการสั่งซื้อ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการค้ากำไรปุ๋ยเกินควรหรือไม่ ขณะเดียวกันก็จะสามารถทราบสาเหตุของการที่ทำให้ราคาปุ๋ยขยับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ และประเด็นสุดท้าย คือ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานเรื่องปุ๋ยประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการร่วมกันตรวจสอบปริมาณความต้องการการใช้ปุ๋ยภายในประเทศ และช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยมาก เพื่อป้องกันปุ๋ยขาดตลาด

                                “จากข้อมูลราคาปุ๋ยที่กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจพบ พบข้อสังเกตว่าราคาปุ๋ยปี 2550 กับปัจจุบันมีความต่างกันมาก จากปริมาณการนำเข้าปุ๋ยสูตร  16-20-0  ในปีผ่านมามีการนำเข้า 4 แสนกว่าตัน ราคาต้นทุนตันละ 8,177 บาท เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการ 5% และกำไร 2 % แล้ว ราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10,700 บาท แต่ปัจจุบันกลับพบว่าราคาปุ๋ยขายปลีกอยู่ที่ตันละ 17,700 เมื่อนำมาขายให้แก่เกษตรกรอยู่ที่ตันละ 18,000 ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน ส่วนข้อมูลการนำเข้าปุ๋ยสูตร 15-15-15  ปีที่แล้วจำนวน 3.6 แสนตัน เฉลี่ยต้นทุนตันละ 14,517 บาท  เมื่อรวมกับค่าบริหารจัดการและกำไรจะอยู่ที่ 16,000/ตัน  แต่ปัจจุบันราคาปุ๋ยสูตร 15-15-15 อยู่ที่ 19,300 บาท และขายให้แก่เกษตรกรในราคา 19,500 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป็นราคาที่มีความผิดปกติและไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร ” นายสมศักดิ์ กล่าว

                                ทั้งนี้ หากผลการเจรจากับเอกชนนำเข้าปุ๋ย ซึ่งมีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่ประมาณ 3 – 4 รายไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ หรือเป็นราคาที่เกษตรกรได้รับความเดือนร้อน กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้เตรียมมาตรการเสริมที่จะนำเข้าปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตปุ๋ยโดยตรง เพื่อนำเข้าปุ๋ยราคาที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกัน จะเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้ปริมาณปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ที่สามารถผลิตเองได้ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
    
วันที่ : 20/March/2008
moac.go.th
อ่าน:343 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
สำหรับผู้สนใจ  ต้องการหาตัวแทน จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในเวียตนาม 
58.9.93.196: 2553/02/20 10:47:38
สำหรับผู้สนใจ ต้องการหาตัวแทน จำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชในเวียตนาม 

ติดต่อดูรายละเอียดได้จากเวป

www.grand-biz.com

อ่าน:256 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
 ก.เกษตรฯ หนุนภาคเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ย้ำให้สิทธิพิเศษและมาตรการจูงใจภาคอุตสาหกรรม มุ่งเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  
    
  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดและราคายางพารา  ขณะนี้พบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ราคาตลาดล่วงหน้าของยางแผ่นรมครัวชั้น 3 ในช่วงปลายปี 2550 ถึงต้นปี 2551 อยู่ที่กิโลกรัมละ     80-90 บาท สูงกว่าในช่วงปลายปี 2549 ถึงกลางปี 2550 จึงจูงใจให้เกษตรกรกรีดยางเพิ่มขึ้น และมีการบำรุงดูแลรักษาดี จึงคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะสูงขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตภาพรวมของผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย           อย่างไรก็ดี  แม้ว่าไทยจะผู้ผลิตและส่งออกยางเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ 90 % ของผลผลิตทั้งหมดส่งออกในรูปของยางดิบ ที่เหลือจำนวน 10 % นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางใช้ในประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพาราของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  

                                กระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง  เพื่อใช้ในประเทศให้มากขึ้น จากเดิม 10 % เป็น 20 %  โดยส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง  ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีและสิทธิพิเศษอื่นๆ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจภาคอุตสาหกรรมเพิ่มการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศอย่างจริงจัง  นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายลดการส่งออกยางดิบให้เหลือ 60% และอีก 40 %  แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางส่งออก  โดยมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อต่อยอดและขยายผลการใช้ยางในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะเป็นรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นอีกนับหลายแสนล้านบาท

                                “ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย สร้างรายได้เข้าประเทศในภาพรวมปีละไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรไม่กี่ชนิดที่มีการซื้อขายในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า ราคายางที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศตื่นตัวสนใจปลูกยางพารามากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้มั่นคงและยั่งยืน เพราะยางพาราเมื่อปลูกแล้วสามารถ        เก็บผลผลิตได้นานหลายสิบปี  ส่งผลให้ขณะนี้มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศมากกว่า 14 ล้านไร่ ทั้งในภาคใต้ ตะวันออก เหนือและภาคอีสาน  เป็นพื้นที่ที่เปิดกรีดได้แล้วประมาณ 11 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2550 จำนวน  92,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.83  คิดเป็นผลผลิตรวม 3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.2 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5  หากนโยบายดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ นอกจากเกษตรกรจะมีรายเพิ่มขึ้นแล้ว ไทยจะเป็นผู้นำการส่งออกยางแผ่นดิบและผลิตภัณฑ์ยางในเวทีการค้าโลกในอนาคตอีกด้วย”  นายธีระชัย  กล่าว
 
    
  วันที่ : 10/April/2008  
from: moac.go.th
อ่าน:411 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
2551ปีทองมันสำปะหลังไทย ผลผลิต27ล้านตันดันราคาพุ่ง

คณะสำรวจผลผลิตมัน 4 สมาคมคาดการณ์ตัวเลขผลผลิตปี 2550/51 ไว้ที่ 27.619 ล้านตันหัวมันสด หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1 ล้านตัน ราคาอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง จากความต้องการใช้มันในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลหัวมันสดไม่ต่ำกว่า 1.50 บาท มันเส้นราคาน่าจะวิ่งขึ้นไปถึง 4 บาท
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานผลการสำรวจภาวะการผลิตการค้ามันสำปะหลังประจำปี 2550/2551 ของคณะสำรวจภาวะการผลิตและการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งประกอบไปด้วย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย-สมาคมโรงงานผู้ผลิตมัน สำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย และมูลนิธิสถาบันพัฒนามัน สำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยออกสำรวจในแหล่งปลูกมันสำปะหลัง 36 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา
ผลปรากฏ หากดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหัวมันสำปะหลัง คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งสิ้น 7.302 ล้านไร่ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน (2549/2550) ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 7.201 ล้านไร่ ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3.782 ตัน จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังปีนี้เท่ากับ 27.619 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีผลผลิต 26.411 ล้านตัน
โดยจังหวัดที่มีผลผลิตหัวมันสดเกินกว่า 500,000 ตันขึ้นไป ได้แก่ กำแพงเพชร 1,629,320 ตัน, พิษณุโลก 637,256 ตัน, นครสวรรค์ 902,429 ตัน, อุทัยธานี 751,253 ตัน, อุดรธานี 644,540 ตัน, บุรีรัมย์ 731,038 ตัน, กาฬสินธุ์ 1,009,056 ตัน, ขอนแก่น 760,989 ตัน, ชัยภูมิ 1,329,967 ตัน, นครราชสีมา 7,263,167 ตัน, ฉะเชิงเทรา 1,120,464 ตัน, สระแก้ว 1,347,320 ตัน, จันทบุรี 1,016,756 ตัน, ชลบุรี 1,285,836 ตัน และกาญจนบุรี 1,141,089 ตัน
แหล่งข่าวในวงการค้ามันสำปะหลัง ให้ความเห็นกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงผลผลิตหัวมันสดที่ปริมาณ 27.619 ล้านตันว่า ผลผลิตที่ออกมายัง "ต่ำกว่า" ความต้องการที่คาดว่า จะมีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาหัวมันสดในปีหน้าอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องจากปีนี้ โดยคาดการณ์ว่า สหภาพยุโรป จะมีความต้องการมันเม็ดไม่ต่ำกว่า 2 ล้านตัน, จีน ต้องการมันเส้นไม่ต่ำกว่า 4 ล้านตัน และโรงงานอาหารสัตว์ภายในประเทศจะใช้มันอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 ล้านตัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้มันเส้น-มันเม็ดไปแล้วถึง 7 ล้านตัน หรือ 15 ล้านตันหัวมันสด
ในขณะที่อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง มีความต้องการใช้มันไม่ต่ำกว่า 15 ล้านตัน เนื่องจากราคาแป้งอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากมาตลอด ทั้งหมดนี้ทำให้วงการค้ามันสำปะหลังคาดการณ์ว่า ราคามันในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2551 ไม่น่าจะต่ำกว่า 1.50 บาท ขณะที่ราคามันปัจจุบันอยู่ระหว่าง 1.90-2 บาท ส่วนมันเส้นราคาน่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4 บาท

from: http://agro.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1251&Itemid=113
อ่าน:336 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง
202.91.18.204: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรฯ ลุยนำเข้าปุ๋ยนำร่อง 2 หมื่นตัน หลัง ครม.ไฟเขียว หวังช่วยกดราคาปุ๋ยลง  
    
  นายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรฯ  นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศพร้อมอนุมัติงบประมาณรอบแรก 300 ล้านบาท  เพื่อใช้จัดซื้อปุ๋ย 20,000 ตัน  และเป็นการตรวจสอบราคาที่แท้จริงในตลาด  เพื่อใช้พิจารณาจัดซื้อปุ๋ยรอบต่อไป  ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะสรุปความต้องการปุ๋ยของเกษตรกรแต่ละสูตร เพื่อจัดซื้อเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

                สำหรับงบประมาณ 300 ล้านบาทที่ ครม.อนุมัติ จาก 10%  ของวงเงินที่ขอ  เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทดลองตลาดก่อนนั้น  โดยสำนักงบประมาณจะพิจารณาแหล่งเงินทุน ว่าจะใช้เงินกู้รัฐบาลหรือเงินจากคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้  ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อ  ให้สอดคล้องกับข้อมูลความต้องการปุ๋ยแต่ละสูตรเพื่อเร่งจัดซื้อให้เร็วที่สุด  โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดูแลเรื่องการจำหน่ายปุ๋ยราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างการแข่งขันกดดันราคาในท้องตลาดให้ลดลงได้ในที่สุด  

                “ก่อนหน้านี้  กระทรวงเกษตรฯ  และกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกผู้จำหน่ายปุ๋ยในประเทศมาเจรจา  โดยผู้ประกอบการตกลงจะปรับลดราคาลง  200 – 1,000  บาทต่อตัน  แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเพราะปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการได้ลดเพียง  200  บาทต่อตัน  ส่วนปุ๋ยที่จะลดราคา  1  พันบาทต่อตันนั้น  เป็นปุ๋ยสูตรที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้  กระทรวงเกษตรฯ  จึงตัดสินใจนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศเพื่อช่วยลดต้นทุนของเกษตรกร”  นายสมศักดิ์กล่าว

                นายสมศักดิ์  กล่าวว่า  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งประสานไปยังประเทศผู้ผลิตปุ๋ย  เพื่อขอข้อมูลจำนวนและราคาปุ๋ย  มาพิจารณาสั่งซื้อต่อไป  ส่วนที่  ครม.  อนุมัติงบฯ  300  ล้านบาท  เป็นเพียงการทดลองนำร่องเพื่อหยั่งราคาของประเทศผู้ผลิตว่าจะขายสินค้าในราคาเท่าไร  และความต้องการของเกษตรกรมีจำนวนเท่าไร  รูปแบบจะเป็นอย่างไร  เพื่อที่จะได้นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการสั่งซื้อปุ๋ยล็อตใหญ่ที่จะมีขึ้นในอนาคต
 
    
  วันที่ : 09/April/2008  
From: moac.go.th
อ่าน:285 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
หจก. แต้กีกวง ขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)
203.152.57.5: 2553/02/20 10:47:38
หจก. แต้กีกวง (TAEKEWUNG Ltd.,Partnership) 859หมู่2 ถนนแจ้งสนิท ต.แจระแม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทร (66)-45315-469 มือถือ081-762-3071 โทรสาร (66)45-315-748 A_K_P_MEE@HOTMAIL.COM เรื่อง : แนะนำขนส่งสินค้า ทาง หจก. แต้กีกวง ได้ดำเนินธุรกิจในการขนส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศ(ไทย-ลาวด่านมุกดาหาร อุบล นครพนม หนองคาย ประเทศเวียดนามและกัมพูชา)พร้อมบริการชิปปิ้ง รับบรรทุกสินค้าข้ามภาคเช่น อีสานปลายทางภาคเหนือ หรือภาคอีสานลงใต้ เป็นต้น บริการ Export - Import service, Logistics service provider, บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โกดังเก็บสินค้า งานบริการผ่านพิธีการศุลกากร บริการเครนยกตู้คอนเทรนเนอร์ ที่ประเทศลาว ด่านมุกดาหาร มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับท่าน โดยขอแจ้งรายละเอียดการติดต่อประสานงานดังนี้ คุณเอกชัย และคุณเปีย email address:kanungnit_pear@hotmail.com ฝ่ายจัดส่งมือถือ 081-762-3071 , 081-762-3078 โทร (66)-45315-469 โทรสาร (66)-45-315-748 ทาง หจก. แต้กีกวง ทำการบรรทุกสินค้าโดยมีประกันภัยสินค้าเต็มมูลค่าสินค้า น้ำหนักในการบรรทุกสินค้า - ประเภทรถบรรทุก รถสิบล้อ 15 – 16 ตัน - ประเภทรถพ่วง 28-30 ตัน - ประเภทรถเทรลเลอร์ 28-30 ตัน - รถปิ๊กอั๊พ ทางห้างฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คงมีโอกาสได้ร่วมงานกับท่านและขอขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้
อ่าน:1187 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
ทางเลือกใหม่ปุ๋ยของเกษตรกร ปุ๋ยจีไลฟ์ ราคากระสอบละ 680 บาท
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38

   การปลูกพืชซ้ำๆ กันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ปุ๋ยหรือธาตุอาหารพืชและอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดินก็จะค่อยๆหมดไป ทั้งที่ติดไปกับผลผลิตและการสลายตัวตามธรรมชาติ จึงต้องเติมปุ๋ยลงไปในดิน เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารที่เพียงพอและเหมาะสมกับการเจริญเติบโต  หากเป็นการเพาะปลูกเพื่อขาย ก็ต้องเพิ่มผลผลิตให้สูงมากขึ้น และต้องลดต้นทุนให้น้อยลงได้จึงคุ้มค่าในการผลิต สภาวะตลาดปุ๋ยในปัจจุบันนี้มีราคาที่สูงมาก เพราะราคาสารเคมีที่ใช้เป็นแม่ปุ๋ยแพงขึ้น ทำให้ราคาปุ๋ยเคมีแพงขึ้นตามไปด้วย   ซึ่งเมื่อเทียบราคาปีที่แล้วกับปีนี้เกษตรกรต้องซื้อปุ๋ยแพงขึ้นถึง 7 พันบาท/ตัน  
บ. จีไลฟ์ ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรา กรีนไลฟ์ ขอเสนอทางเลือกใหม่ที่ราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมี ประสิทธิภาพดี เร่งการเจริญเติบโต ป้องกันพืช โดยลองหันมาใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จีไลฟ์ ได้ตระหนักและให้ความสำคัญถึง“คุณภาพของปุ๋ย” เป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกษตรกรไทยได้นำปุ๋ยราคาถูก และ ดีมีคุณภาพไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กรีนไลฟ์ปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์
-ราคาถูกกว่าเคมี
-ให้ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการอย่างครบถ้วน
-มีจุลินทรีย์ ที่ดีต่อพืช ช่วยตรึงแร่ธาตุและสารอาหาร และป้องกันโรคพืช
-เพิ่มปริมาณเม็ดดิน
-ปรับสภาพดินให้ดี ร่วนซุย กรด-ด่าง พอเหมาะ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว
ปุ๋ยกรีนไลฟ์
เป็นปุ๋ยเชิงผสมระหว่างแม่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์แท้ผสมแร่ธาตุต่างๆประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริม วิตามิน ฮอร์โมนต่างๆครบถ้วน อินทรียวัตถุได้จากพืช มูลสัตว์ และกระดูกป่น ย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และต้นผ่านขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยทำให้คงคุณสมบัติของสารเคมีอย่างครบถ้วนจากธรรมชาติโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร 
ปุ๋ยกรีนไลฟ์ 
เป็นปุ๋ยที่ได้นำแม่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ แร่ธาตุต่างๆมาผสมกันและเคลือบเม็ดปุ๋ยทั้งหมดด้วยไตรโคซาน เพื่อเพิ่มคุณภาพปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนี้
กลุ่มธาตุอาหารหลัก
ไนโตรเจน(N) -ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ต้นใบเขียว ช่วยฟื้นฟูสภาพต้นโทรม
ฟอสฟอรัส(P) -กระตุ้นการเจริญเติบโตในระยะยาว ช่วยสะสมอาหาร น้ำตาลในต้นพืช
โปรตัสเซียม(K) -สร้างแป้งและน้ำตาล กระตุ้นการออกดอก ติดผลดก

ธาตุอาหารได้จากแม่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยูเรีย, 21-0-0 แอมโมเนียซัลเฟต, 18-46-0 ไดแอมโมเนียฟอสเฟต 0-0-60 โปรตัสเซียมคลอไรด์

กรีนไลฟ์ สูตร 1 เตรียมดิน บำรุงต้น เพิ่มการเจริญเติบโต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 680 บาท
กรีนไลฟ์ สูตร 2 บำรุงดอก เพิ่มผลผลิต  บรรจุ 50 กิโลกรัม/กระสอบ ราคา 750 บาท

อ่าน:423 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
คาดปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกราคาดี ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุดเมืองจันทบุรี แห่จองออร์เดอร์ เกรด AA
202.91.18.206: 2553/02/20 10:47:38
คาดปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกราคาดี ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุดเมืองจันทบุรี แห่จองออร์เดอร์ เกรด AA หวั่นไม่พอส่งออก กระทรวงเกษตรฯเตือนเกษตรกรระวังปุ๋ยและยาเคมีปลอมระบาดช่วงบำรุงไม้ผล  
    
  คาดปีนี้ผลไม้ภาคตะวันออกราคาดี  ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุดเมืองจันทบุรี แห่จองออร์เดอร์ เกรด AA หวั่นไม่พอส่งออก  กระทรวงเกษตรฯเตือนเกษตรกรระวังปุ๋ยและยาเคมีปลอมระบาดช่วงบำรุงไม้ผล

 

นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าสถานการณ์ผลไม้ของจังหวัดจันทบุรี เช่น ทุเรียน มังคุด และเงาะ จะไม่มีปัญหาด้านราคาและผลผลิตล้นตลาด   อีกทั้งผลผลิตส่วนใหญ่มีคุณภาพดี  โดยทุเรียนจะมีผลผลิตประมาณ 1.8 แสนตัน มังคุดประมาณ 7 หมื่นตัน และเงาะประมาณ 2 แสนตัน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเงาะแม้ว่าในปีนี้ผลผลิตจะลดลงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 3%  แต่เนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ  ระหว่างวันที่ 10 - 25 พฤษภาคม จึงจำเป็นจะต้องเร่งระบายผลผลิตให้เร็วที่สุด  ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ประสานการทำงานร่วมกันทางจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแกนหลัก ดำเนินการกระจายผลผลิตเงาะผ่านเครือข่ายของสหกรณ์อำเภอขลุงไปยังภาคเหนือ กลาง อีสานและใต้ โดยใช้เงินกองทุนสหกรณ์เป็นทุนหมุนเวียนและบริหารจัดการผลผลิต   ขณะนี้ราคาจำหน่ายเงาะที่สหกรณ์อำเภอขลุง อยู่ที่กิโลกรัมละ 35 บาท โดยทางสหกรณ์ได้ทำสัญญาซื้อขายกับ ห้างโมเดลเทรดรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 35 บาท

ในส่วนของทุเรียนเริ่มต้นฤดูกาล  ชะนีและกระดุมราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ส่วนหมอนทองจะเริ่มเข้าสู่ตลาดประมาณเดือนพฤษภาคม โดยปีนี้ผลผลิตทั้งทุเรียนและมังคุดมีคุณภาพดี ผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในเกรด AA ทำให้ในขณะนี้ราคามังคุดส่งออกช่วงต้นฤดูราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 105 บาท ซึ่งผู้นำเข้าจากประเทศจีนได้     เข้ามาตั้งโรงคัดเกรดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการส่งออกยังมีความกังวลว่าผลผลิตอาจไม่เพียงพอในการส่งออก

นายธีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปีนี้ผลไม้มีราคาดี เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก ซึ่งเป็นโอกาสที่ร้านค้าจะฉวยโอกาสนำปุ๋ยปลอม และยาเคมีที่ไม่ได้คุณภาพมาจำหน่าย     ขณะนี้ได้รับรายงานมีการระบาดของปุ๋ยและยาปลอมเป็นจำนวนมากในจังหวัดจันทบุรี ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการตรวจสอบปุ๋ย และยาเคมีที่จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียงแล้ว

 “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายที่จะเร่งให้มีการปราบปรามผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ ปุ๋ย พ.ศ.2518 และ  2550 ภายใต้การควบคุมของกรมวิชาการเกษตรอย่างจริงจัง ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการตรวจสอบปู๋ยและยาเคมีที่จำหน่ายในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียงโดยเร็ว เพราะตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้  สถาบันการเงินหลายแห่งจะเริ่มปล่อยสินเชื่อให้กับเกษตรกร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการปรับปรุงบำรุงดิน และซื้อปัจจัยการเกษตรต่างๆ หากราคาผลไม้ในฤดูกาลนี้มีราคาดี เกษตรกรคาดว่าจะมีรายได้จากการจำหน่ายผลไม้มาก ก็จะนำเงินไปลงทุนในพื้นที่ของตน เมื่อเกษตรกรได้ปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพ ยาหรือปุ๋ยเคมีปลอมก็จะส่งผลต่อผลผลิตในฤดูกาลต่อไป ทำให้ได้ผลผลิตลดลงหรือผลผลิตด้อยคุณภาพตกเกรดได้ ราคาการจำหน่ายลดลงตามไปด้วย  ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยและยามากเพื่อบำรุงต้นไม้ เนื่องจากเห็นว่าราคาผลไม้ดี และคาดหวังว่าในปีต่อไปผลไม้จะมีราคาดีเช่นเดียวกับปีนี้ ดังนั้น ในช่วงนี้จึงจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้อง   เร่งลงพื้นที่และเพิ่มการกวดขันในการตรวจสอบปุ๋ยและยาเคมีให้มากขึ้น และอยากขอความร่วมมือหากมีผู้ใด       พบเห็นหรือมีข้อมูลร้านค้าใดจำหน่ายปุ๋ยหรือยาเคมีปลอมให้แจ้งเจ้าหน้าที่การเกษตรในจังหวัด เพื่อจะได้เข้าไปตรวจสอบและดำเนินคดีกับร้านค้าดังกล่าวต่อไป” นายธีระชัย กล่าว
 
    
  วันที่ : 16/April/2008  
from: moac.go.th
อ่าน:539 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยยูเรีย
125.26.214.129: 2553/02/20 10:47:38
มียูเรีย จำหน่าย ราคา 24500 บาท/ตัน 
เงื่อนไขเงินสด 
ถอยรถเข้ามาในโรงงานเลยแล้วก็ชำระเงินด้วยเงินสดหรือเงินโอนผ่านธนาคาร พอทางเราเช็คว่าเงินเข้าระบบเรียบร้อยก็ขนของขึ้นรถ สบายใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
สนใจติต่อ 086-6403532  loginmoto@hotmail.com
อ่าน:770 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยดีมีคุณภาพ "ปุ๋ยตราเทพประทาน"
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
ท่านที่ต้องการใส่ปุ๋ยยางพาราหรือปาล์มน้ำมันในช่วงนี้ ขอแนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ"ปุ๋ยตราเทพประทาน"ซึ่งปัจจุบันนี้เป้นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ คุณภาพเป็นที่ประจักษ์แก่เกษตรกร รับรองคุณภาพ 100%

ติดต่อ : นุ้ย
โทรศัพท์ : 075-294069
มือถือ : 089-6499296
อ่าน:908 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ผลิต และ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ 
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
เรามีปุ๋ย อินทรีย์ ที่ปราศจากสารเคมี และไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และเป็นปุ๋ยทีมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น มูลจากค้างคาว ซากพืช ซากสัตว์ และมีธาตุอาหารสำหรับ พืช ต้นไม้ครบครัน และเรามีสูตรเฉพาะ ต้นไม้หลากชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ผล เรามีบริการ ส่งถึงที ติดต่อได้ที่หมายเลข 0846697038  คุณโจ้ http://lekkrajai-wwwbloggercom.blogspot.com/ 
อ่าน:332 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยขี้ไก่ ราคากันเอง
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยขี้ไก่ ราคากันเอง
สามารถไปส่งได้ถึงที่
สนใจติดต่อ  080-3193736 นัชชา
อ่าน:3262 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
สำหรับท่านที่แนะนำมาว่าให้ฟาร์มเกษตรปรับปรุงหน้า สถิติส่งออก-นำเข้า สินค้าที่สำคัญของไทย เราปรับปรุงตามคำแนะนำแล้ว
125.26.152.44: 2553/02/20 10:47:38
สำหรับท่านที่แนะนำมาว่าให้ฟาร์มเกษตรปรับปรุงหน้า สถิติส่งออก-นำเข้า สินค้าที่สำคัญของไทย เราปรับปรุงตามคำแนะนำแล้ว

ที่ http://farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00123

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ
อ่าน:579 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
หน้ายางเป็นโรคเส้นดำ หน้ายางแข็ง กรีดยางไม่ออก เปลือกเน่า ถามหา อีเรเวอร์วัน
125.25.133.194: 2553/02/20 10:47:38
อีเรเซอร์วัน สารฆ่าเชื้อโรคอย่างเฉียบพลัน บริเวณหน้ายาง 
พาร์ทเวย์     สารตั้งต้นในการผลิตน้ำยาง
ใช้ผสมน้ำอย่าง 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณหน้ายาง หมดค่าใช้จ่ายต้นละ 10 สต.
ต้องการศูนย์จำหน่ายทั่วประเทศ ลงทุนเปิดศูนย์เพียง 15,000 บาท รับผลประโยชน์ กว่า 40% สนใจติดต่อ 089-4229138 ศุภการ
อ่าน:22084 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่าย ปุ๋ย น้ำ ปุ๋ยเม็ดอินทรีย์ คุณภาพดี พิสูจน์ได้
58.147.48.203: 2553/02/20 10:47:38
จากการเปิดตัวเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรในภาคใต้ ทางบริษัทมาขานรับนโยบายส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ทดแทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงมากในปัจจุบัน
ทางบริษัทจะพัฒนาสูตรปุ๋ยซึ่งผ่านการพิสูจน์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จากสวนยาง นาข้าว และสวนผลไม้ต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร ว่าได้ผลจริงและเพิ่มผลผลิตเป็นที่พอใจของเกษตรกร และคืนกำไรแก่สมาชิกในรูปของเงินปันผลที่ได้รับ แบบไม่มีจำกัด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ดีของท่านที่จะลองศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นช่องทางทำรายได้ " ปุ๋ยดีรายได้เยี่ยม "

ยางพารา

รองก้นหลุม
ยางเล็ก 1- 5 ปี 1 ช้อนแกง -0.3กก./ ต้น ช่วยให้โตเร็ว ลำต้นสมบูรณ์แข็งแรง
ยางใหญ่ 0.5 – 1 กก./ต้น หรือ 1- 2 กก./ต้น ใบเขียว เปลือกนิ่ม รักษาโรคหน้ายางตายนึ่งได้ดี สามารถมีน้ำยางกลับมากรีดได้อีก

ปาล์มน้ำมัน
ปาล์มอายุ 1-2 ปี รองก้นหลุม 1 ช้อนแกง / ต้น

นาข้าว

ช่วงอายุ 3 -30 วัน 25- 50 กก. / ไร่ ช่วยให้ข้าวแตกกอดี และลำต้นแข็งแรง

ช่วงระยะตั้งท้อง 25- 50 กก. / ไร่ รวงใหญ่ ไม่มีเมล็ดลีบ น้ำหนักดี ทนต่อ โรคและ แมลงเมล็ดข้าวมีความหอมตามธรรมชาติ

พืชไร่ เช่นอ้อย ยาสูบ แตงโม ข้าวโพด สัปปะรด ฯลฯ 
รองก้อนหลุม 1 ช้อนแกง/ต้น
ใช้บำรุงต้น 1-2 ช้อนแกง / ต้น
หรือ 30-50 ก./ไร่
ช่วยให้โตเร็ว ผลผลิตต่อไร่สูง เพิ่มน้ำหนัก แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง 


เขียนโดย chalong ที่ 7:04 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น  
จุดเด่นที่ต้องบอกต่อ
 
ปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ hotline 089-7344828


เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ มีคุณค่าทั้งทางบำรุงพืช บำรุงดินมีคุณค่าทางธาตุอาหารพืชสูง มีส่วนประกอบ
เช่น ชานอ้อย แกลบดำ ฮิวมัส ฟอสฟอรัส น้ำโมลาส สารฮามิ โคโรไมท์ ส่าเหล้า และใช้หินผุจากถ้ำค้างคาว กัวโนฟอสเฟตฯลฯ
และใช้ปู๋ยอินทรีย์น้ำ แทนน้ำเปล่าในการคลุกเคล้าผสม


ในปุ๋ยได้รับการจดทะเบียนสินทรัพย์ทางปัญญาเลขที่ ค.249572 ในการใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิดผสมอยู่ในปุ๋ย คือ

1. ไรโซเบี่ยม ทำหน้าที่ ตรึงอากาศและไนโตรเจนให้เป็นปุ๋ยไนเตรท
2.ไมโครไรซ่า ทำหน้าที่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของต้นไม้ในการดูดธาตุฟอสเฟต
3.ไตรโคเดอร์ม่าร์ ทำหน้าที่ ช่วยป้องกันโรคพืชอันเนื่องจากเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า

สำหรับส่วนประกอบที่สำคัญใน “ ปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ ” มี 4 ส่วน คือ

ส่วนประกอบที่ 1 ( จากแหล่งอินทรีย์สาร ใต้มหาสมุทร)
ธาตุอาหารหลัก : ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K)
ธาตุอาหารรอง : แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) กำมะถัน (S) โบรอน (B)
ธาตุอาหารเสริม : ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn)
โมลิบดินั่ม (Mo) สังกะสี (Zn)
องค์ประกอบ : ฮิวมัส (Humic) อินทรีย์วัตถุ (Om)
ส่วนประกอบที่ 2 ( จากแหล่งอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินสูง)
Growth Hormone + Enzyme โกร๊ธฮอร์โมน + เอ็นไซม์

ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารได้เร็วกว่าปกติ ช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึม

ช่วยเพิ่มการสะสมอาหารของพืชพร้อมออกดอกเร็ว

ส่วนประกอบที่ 3 ( สารสกัดจากแหล่งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สูง)
สารอาหารโมเลกุลเล็ก ที่สกัดได้จากจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ดีที่สุด
วิตามิน B1, B2, B3, B6, B12, B-Complex
โปรตีนและกรดอะมิโน 18 ชนิด

ส่วนประกอบที่ 4 ( สารไล่แมลง ที่สกัดจากพืชออกฤทธิ์ต้านแมลงกินพืช 
สะเดา ตะไคร้หอมว่านหนอนตายหยาก 
เขียนโดย chalong ที่ 7:03 หลังเที่ยง 0 ความคิดเห็น  
ปุ๋ยเยี่ยม รายได้งาม
 
จุดเด่นของปุ๋ยเจริญอินทรีย์ภัณฑ์ :

1.ด้านคุณภาพ มีกรดฮิวมิค เป็นตัวที่ผสมอยู่ในปุ๋ย เพื่อจะทำให้ปุ๋ยคงสภาพใช้ได้นานเพื่อช่วยในการย่อยสลายอย่างช้าๆ เพื่อให้ พืชได้ดูดซึมได้อย่างคุ้มค่ามีสารอลูมินั่ม ทำหน้าที่ดึงปุ๋ยให้ยึดติดกับดิน
มีซีโอไลท์ ทำหน้าที่จับตรึงปุ๋ย หากพืชต้องการใช้รากพืชจะดูดไปใช้เอง มีซิลิกา เป็นสารปรับสภาพดิน ที่ทำให้ดินร่วนซุย ชุ่มชื้น และจะไม่ทำให้หน้าดินแข็งกระด้าง มีจุลินทรีย์ กว่า 500 ชนิด ที่ผสมอยู่ในปุ๋ยซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิต เพื่อจะไปสร้างจุลินทรีย์ในดินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เพื่อที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ ทำให้ดินมีอากาศและเป็นอาหารของสัตว์ได้ด้วย เช่น ไส้เดือน ฯลฯ
มีเชื้อจุลินทรีย์ ในน้ำชีวภาพ 3 ชนิด ที่ทำหน้าที่ตรึงอากาศและเปลี่ยนไนโตรเจนให้เป็นปุ๋ยไนเตรท ทำหน้าที่ปลดปล่อย ธาตุฟอสเฟส ที่เกิดจากการจับตรึงของฟิลเลอร์ ซึ่งมีสภาพเป็นกรด รวมถึงช่วยป้องกันโรครากเน่า โคนเน่า ที่เกิดจาก เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
** ปุ๋ยที่ดี ต้องละลายน้ำได้ดี เพื่อพืชจะดูดซึมได้ง่าย และจะละลายช้าอย่างต่อเนื่อง
และจะไม่มีตะกอนตกค้าง **

ประโยชน์ของปุ๋ยเม็ดเจริญอินทรีย์ภัณฑ์

ให้ธาตุอาหารพืชครบ (ธาตุอาหารหลัก,ธาตุอาหารรอง,ธาตุอาหารเสริม)
ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีที่ตกค้างในดินกลับมาเป็นธาตุอาหารของพืช
ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย และการระบายน้ำอากาศในดิน
ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของพืช
ช่วยในการขยายรากเร็ว ลำต้นแข็งแรง ไม่โค่นล้มง่าย
เสริมสร้างผนังเซลล์ของพืช ทำให้พืชแข็งแรง ช่วยให้ขั้วเหนียว บำรุงต้นให้เจริญเติบโต (ออกดอก,ออกผลเร็วและมาก) ช่วยป้องกันโรครากเน่า,โคนเน่า,โรคเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย
ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ผลผลิตมีคุณภาพ

ปริมาณบรรจุ : 25 กก. ต่อ 1 กระสอบราคาสมาชิก : 350 บาทราคาขายปลีก : 450 บาท


2.ด้านผลตอบแทน ซื้อปุ๋ยก็มีกำไร แนะนำเพื่อนก็ได้เงินใช้

จากด้านคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเกษตรกร ทั้งสวนยาง ปาล์ม สวนผลไม้ พืชผัก เรายังได้รายได้ที่ไม่จำกัดจากการสั่งซื้อ และสมาชิกในกลุ่มสั่งซื้อ
การสั่งทุกๆ 1 ตัน มีส่วนลดค่าขนส่ง 500 บาท
ผลตอบแทนเมื่อแบบขายส่ง เมื่อสั่งครั้งแรกครบ 40 กระสอบแล้ว ท่านมีสิทธ์รับเงินปันผลรายวัน ทุกๆ 1 ตันของสมาชิกภายใต้องค์กรของท่าน
ท่านยังได้รายได้จากการสั่งซื้อของท่านต่อครั้งดังนี้คือ
อ่าน:591 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มุกดาหาร - สารวัตรเกษตรกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมุกดาหารตรวจยึดปุ๋ยปลอมที่จัดเก็บในโกดัง สตก.มุกดาหาร รวมกว่า 9 ตัน
125.24.31.119: 2553/02/20 10:47:38
มุกดาหาร - สารวัตรเกษตรกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมุกดาหารตรวจยึดปุ๋ยปลอมที่จัดเก็บในโกดัง สตก.มุกดาหาร รวมกว่า 9 ตัน
       
       เมื่อบ่ายวานนี้ (16 มิ.ย.) นายบุญธรรม ศรีหล้า เจ้าหน้าที่บริหารงาน ศูนย์วิชาการด้านพืช และปัจจัยการผลิตมุกดาหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรนิคมคำสร้อย นำกำลังเข้าตรวจค้นโกดังเลขที่ 8/3 หมู่ 5 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ภายหลังได้รับแจ้งจากเกษตรกรว่ามีการจำหน่ายปุ๋ยปลอม
       
       จากการเข้าตรวจสอบพบว่า เป็นโกดังเก็บปุ๋ยของ สหกรณ์การเกษตร เพื่อการตลาด ธกส.มุกดาหาร หรือ สกต. โดยในโกดังพบปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ ยี่ห้อดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นปุ๋ยที่กรมวิชาการเกษตร ขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยปลอม และสั่งการให้จังหวัดต่างๆทำการตรวจยึด รวม 41 กระสอบ ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 112 หมู่4 ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
       
       โดยเป็นบ้านของนายงาม ปัญญาวงศ์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดงมอน ภายหลังได้รับแจ้งจากเกษตรกรเช่นกันว่า บ้านดังกล่าวมีการจำหน่ายปุ๋ยในราคาถูก ซึ่งน่าจะเป็นปุ๋ยปลอม จากการตรวจสอบพบปุ๋ยเคมี ยี่ห้อซุปเปอร์กระต่ายทอง สูตรต่างๆ รวม 143 กระสอบ โดยจำหน่ายในราคากระสอบละ 560 บาท ในขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีในท้องตลาดจำหน่ายในราคากระสอบละ 1,200 บาท ซึ่งเป็นเหตุเชื่อว่าน่าจะเป็นปุ๋ยปลอม
       
       จากการสอบสวนนายงาม ทราบว่าปุ๋ยดังกล่าวมีตัวแทนบริษัทปุ๋ย ที่จดทะเบียน หจก.นันทิชา แอคริคัลเจอร์ มาติดต่อให้วางจำหน่าย โดยให้ค่าตอบแทนกระสอบละ 20 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจอายัดปุ๋ยทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจสอบ
       
หากพบว่าเป็นปุ๋ยปลอมก็จะได้ติดตามบริษัทผลิตปุ๋ยปลอมดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับปุ๋ยปลอมกว่า 9 ตันในโกดัง สกต.มุกดาหาร โดย ผู้จัดการออนไลน์ 
อ่าน:3632 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ย-ยาฆ่าหญ้าปลอมระบาดอุดรธานี สั่งอายัดแล้ว75ร้าน-ลุยปิดโรงงานไปแล้ว7แห่ง 
125.24.49.201: 2553/02/20 10:47:38
นายสาโรจน์ เราวิลัย ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันปุ๋ยเคมีมีราคาแพงและขาดตลาด ปรากฏว่าในขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต ทำปุ๋ยเคมี และยาฆ่าหญ้าปลอม ออกจำหน่ายในหลายท้องที่ของจังหวัดอุดรธานี เช่น ที่อำเภอเพ็ญ บ้านดุง บ้านผือ กุมภวาปี วังสามหมอ เป็นต้น ส่วนมากจะเป็นปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 จำหน่ายในชื่อของยี่ห้อต่างๆ เช่น ต้นแก้ว ไก่ทองคำ สำเภาทอง

ประชาสัมพันธ์จังหวัดอุดรธานีกล่าวว่า ปุ๋ยเหล่านี้เมื่อนำไปตรวจวิเคราะห์แล้วจะพบเปอร์เซ็นต์ธาตุอาหารน้อยกว่าที่ระบุไว้ข้างกระสอบปุ๋ย นอกจากนี้ยังพบการจำหน่ายยาฆ่าหญ้าปลอม โดยใช้ชื่อว่า "ไกลโฟเซท" อีกด้วย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรได้ออกเก็บตัวอย่างปุ๋ยจากร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีทั้งจังหวัดจำนวน 270 ร้าน ดำเนินการไปแล้ว 150 ร้าน และได้ส่งอายัดปุ๋ยเคมีปลอมไปแล้วมากกว่า 75 ร้าน ปุ๋ยเหล่านี้ส่วนมากผลิตจากภาคกลาง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้สั่งปิดโรงงานปุ๋ยปลอมไปแล้วถึง 7 โรง

นายสาโรจน์กล่าวว่า ดังนั้นจึงขอฝากเตือนไปยังเกษตรกรว่า อย่าได้ซื้อปุ๋ยเคมีจากพ่อค้าเร่ที่จำหน่ายในราคาถูกหรือมีของแถมต่างๆ เป็นเครื่องจูงใจให้ซื้อ แต่ถ้าหากเกษตรกรประสงค์จะซื้อก็ควรซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้ กระสอบปุ๋ยต้องระบุสูตรปุ๋ย แหล่งผลิต และเลขทะเบียนอนุญาตข้างกระสอบที่ชัดเจน หากมีข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพหรือสงสัยว่าจะเป็นปุ๋ยปลอม ขอให้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการด้านพืชและปัจจัยการผลิตอุดรธานี หมายเลขโทรศัพท์ 08-6450-1503 หรือเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกแห่ง

นอกจากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานียังขอแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยกันสอดส่องดูแลและดำเนินคดีกับผู้ที่จำหน่ายปุ๋ยปลอมให้หนัก เพราะเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้เดือดร้อนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยให้ใช้กฎหมายทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค, พ.ร.บ.วัตถุมีพิษและปุ๋ยเคมี รวมทั้งคดีอาญาทุกกรณีโดยไม่ละเว้น

จาก: ข่าวสด
อ่าน:1438 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
แนะนำเปิดกระดานครับ
125.24.25.158: 2553/02/20 10:47:38
กระดานซื้อขายเครื่องมือการเกษตรมือสอง ได้เปิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำแนะนำจาก คุณ udom

ด้านล้างนี้เป็นข้อความที่ คุณ udom sawaddee ได้ส่งมาทาง info@farmkaset.com
ฟาร์มเกษตร ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงสำหรับคำแนะนำครับ และเรากำลังพยายาม ทำตามคำแนะนำของคุณ udom อยู่ครับผม

---------------------------------------------------------------------------------
ถ้า มีโอกาศและจังหวะ อยากให้ทางคุณ
เป็นสื่อกลาง ให้คนอยากขายและอยากซื้อ เครื่องมือการเกษตรมือสอง
ที่ชาวสวน ชาวไร่ จำเป็นต้องใช้
       
นับถือ
---------------------------------------------------------------------------------
อ่าน:1965 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
อยากให้มีรายชื่อผู้จำหน่ายผักปลอดสารพิษ เพราะตอนนี้หาซื้อยากมากๆ
124.122.83.176: 2553/02/20 10:47:38
อยากให้ช่วยรวบรวมรายชื่อ ผู้ที่ผลิต และจำหน่ายผักปลอดสารสิษ ขึ้นบนเว็บไซต์ ให้ผู้ต้องการซื้อ มาเลือกซื้อได้สะดวก เพราะตอนนี้หาผู้จำหน่ายยากเหลือเกิน
อ่าน:1645 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
125.24.93.83: 2553/02/20 10:47:38
ผมเป็นเกษตรกรรายใหญ่ อยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลัง การเพิ่มผลผลิตครับ
อ่าน:3800 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายป๋ยยูเรีย 46-0-0
210.246.192.2: 2553/02/20 10:47:38
งวดประจำเดือน  กย 51

แหล่งที่ 1                แหลมฉบัง  ตันละ  23200 .......................LC
                                                                      .......................ใบบริกรรมสนธิ
                                                                      ....................... แสดง BLที่ ธ.พร้อมทำสัญญญา


แหล่งที่ 2               โกดังลพบุรี  ตันละ  22000 ...................... ใบเสนอซื้อ แสดงจำนวนตัองการ
                                                                     ......................  แครเชียเช็กเต็มจำนวน
                                                                     ......................  สั่งจ่ายเช็ครายวันตามจำนวนขน

089-6860317   พ.อ.อ. พีระพร ฯ
อ่าน:415 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยอินทรีย์ VS. ปุ๋ยเคมี
125.24.44.178: 2553/02/20 10:47:38
อยากทราบความคิดเห็นของทุกคนครับ ว่ามีความเห็นอย่างไร เมื่อจับเอา ปุ๋ยอินทรีย์ กับปุ๋ยเคมี มาเทียบประสิทธิภาพกันในทุกๆด้าน
อย่างเช่น
- ความรวดเร็วในการเห็นผลหลังใช้ ว่าอะไรดีกว่า
- เมื่อเห็นผลแล้ว ยังคงอยู่ไปอีกนานเท่าไหร่ เช่นเขียวนานไปกี่วัน
- ผลดีก็การปรับปรุงสภาพดินเป็นยังไง ให้ผลดีในระยะสั้น หรือยาวแค่ไหน ต่างกันอย่างไร
- ธาตุอาหารที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เที่ยบกันแล้วเป็นอย่างไร
ฯลฯ ถามแบบปลายเปิดครับ
อ่าน:818 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
รักษาภาวะโรค....ขี้ลืม ด้วยสารสกัด'พริกไทยดำ' 
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
“อัลไซเมอร์” หรือความจำเสื่อม เป็นโรคที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันเริ่มเป็นกันมากโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมี “ต้นสายปลายเหตุ” มาจากภาวะ “เครียดสั่งสม” ทั้งจากปัญหาสิ่งแวดล้อม อาหาร ขาดการออกกำลังกาย รวมทั้ง “โหม” งานหนัก พักผ่อนน้อย 

ส่งผลให้ สมองเกิดความล้า จำเหตุการณ์ และ ช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ขี้หลงขี้ลืมในระยะแรกๆ ต่อมาพฤติกรรม บุคลิกเริ่มเปลี่ยน ความทรงจำความนึกคิด การมีเหตุมีผล (cognitive) เริ่มลดน้อยถอยลง 

เพื่อลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว รศ.ดร. อรุณศรี ปรีเปรม คณะเภสัชศาสตร์ รศ.ดร.สมเดช กนกเมธากุล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงนำพริกไทยดำมาสกัด เพื่อใช้ “รักษาภาวะความจำบกพร่อง” 

รศ.ดร.อรุณศรี บอกว่า โครงการดังกล่าวทีมวิจัยได้ทำการศึกษามาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเริ่มแรกนั้น คณะแพทยศาสตร์ ทำการศึกษาสมุนไพรหลายชนิดคือ หัวหอม ใบบัวบก ขิง พริกไทย เพื่อเอามาคัดว่าสารกลุ่มไหนมีโอกาสสามารถนำมาใช้ได้ดีที่สุด 

และพบว่า “พริกไทยดำ” จะมีสาร พิเพอร์ลีน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้สมองส่วนที่บกพร่องสามารถกู้กลับคืนมาได้ ต่อมา รศ.ดร.สมเดช หนึ่งในทีมวิจัยฯ จึงเริ่มเสาะหาวัตถุดิบในหลายๆพื้นที่มาวิเคราะห์จึงได้ข้อมูลว่า พริกไทย ดำจากจังหวัดจันทบุรีมี สาร พิเพอร์ลีน คุณภาพยอดเยี่ยม 
อ่าน:2044 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
10 เรื่องง่ายๆในชีวิต เพื่อสุขภาพ
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
10 เรื่องง่ายๆ ในชีวิต เพื่อทำให้สุขภาพดีได้ไม่ยาก 

1. สำรองผลไม้ไว้ในตู้เย็น 

ได้แก่กะหล่ำปลี แครอท ส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะได้ไดเอตแล้ว การรับประทานผัก & ผลไม้ประจำ ยังช่วยลด 

ความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย 

2. เหงือกดีด้วยน้ำชายามเช้า 

องค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่าการบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก 

เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของฟันผุ 

3. ดื่มน้ำมาก ๆ 

อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50% เชียวล่ะ 

4. เปลือยเท้า คลายเคลียด 

การย่ำเท้าเปล่าไปบนทรายนุ่มๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด 

5. รับแสงแดดอ่อน 

มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิง 

ที่อยู่ในเมืองที่มีแดด เนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย เราควรรับแดดอ่อนๆ ในช่วงเย็น 

6. หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะ 

สำหรับอาหารว่างยามบ่าย แทนที่จะทานคุ๊กกี้หรือเค็ก เปลี่บนมาทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น 

รับรองว่า จะช่วยให้คุณมีกำลังวังชา และยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ำ 

7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำ 

ใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลงๆ ลืมๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่า หรืออาหารเมนูปลารวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 

เช่น ไข ถั่วเหลือง นม นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดี ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้ 

8. เดินไวๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรง 

ลองเดินให้ไวขึ้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือด 

หัวใจให้แข็งแรง และยังให้หุ่นสลิมสมส่วนเป็นของแถม 

9. เติมไขมันดีๆ ให้ร่างกาย 

ไขมันไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพราะมีไขมันหลายชนิดที่เป็นมิตรกับร่างกายนะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อ 

การดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก 

น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรง ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจด้วย 

10. JUST DO NOTHING 

ลองหยุดภาระวุ่นๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชม. ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ให้เวลาอยู่คนเดียว 

ตามลำพัง จะช่วยให้คุณรู้สึกสงบ อาจจะฟังเพลงเงียบๆ หรืออาบน้ำอุ่นๆ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ชมดอกไม้ 

เป็นการเติมความรื่นรมย์ทางด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่น และมีความสุข และให้ห่างไกลจากโรครีบร้อน เร่งรีบ 

จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง 

ลองทำดูนะคะ แล้วคุณจะดูดีขึ้น และยังห่างไกลจากโรคภัยอีก
อ่าน:3837 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
อาหารไทย อาหารสุขภาพ
125.24.16.239: 2553/02/20 10:47:38
อาหารไทยถือว่ามีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเป็นอู่ข้าว อู่น้ำ มีอาหารตามธรรมชาติที่มี ลักษณะพิเศษตามภูมิอากาศและภูมิประเทศที่หลากหลายตลอดทั้งปี รวมทั้งคนไทยมีศิลปะอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว จึงแสดงออกซึ่งศิลปวิทยาของตนในรูปแบบการปรุงแต่งและการกินอาหารที่มีลักษณะเฉพาะ ตั้งแต่เรื่องการผสมกลม กลืนในการปรุงแต่งกลิ่น รส ให้กลมกล่อมอร่อยและรสจัดอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ ในเรื่องการจัดรูปแบบและแกะสลัก ตบแต่งสีสันสวยงามวิจิตรบรรจง ในเรื่องการผสมผสานทางคุณค่าอาหารและสรรพคุณทางยาเพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพ สูงสุดทั้งในแง่การป้องกัน การบำรุงและการรักษา ตลอดจนการใช้อาหารเป็นเครื่องแสดงความผูกพันในหมู่ญาติมิตร และเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม รวมทั้งการใช้อาหารเป็นสื่อทางความเชื่อและพิธีกรรมต่าง ๆ 


เครื่องปรุงอาหารไทยที่สะท้อนให้เห็นสรรพคุณทางยาและสมุนไพรที่เรากินกันบ่อย ก็เช่น 
อ่าน:1892 | ความคิดเห็น:12 | แสดงความคิดเห็น
แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 
125.24.14.251: 2553/02/20 10:47:38
ไปอ่านจากเว็บไซต์ของ สสว. ครับ เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้สนใจ เลยเอามาให้อ่านกันครับผม

แหนมป้าย่น สุดยอดการตลาดฉบับชาวบ้าน 

ในบรรดาของฝากจากเชียงใหม่ หนึ่งในสินค้าท็อปฮิต คือ อาหารเหนือ และในบรรดาอาหารเหนือ จะต้องมีแหนมติดอันดับต้นๆของฝากยอดนิยม และเมื่อเอ่ยถึงแหนม "ป้าย่น" คือ หนึ่งในใจของผู้นิยมบริโภคแหนม จนครองความเป็นเจ้าตลาดแหนมของเชียงใหม่มายาวนาน 

หลายคนคงเคยตั้งคำถามในใจถึงที่มาของแหนมป้าย่นว่า เป็นมาเช่นไร ทำไมถึงยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดของฝากที่สูงมาก ทั้งที่มีสินค้าเพียงอย่างเดียว คือ แหนม แถมไม่มีร้านขายปลีกของตัวเอง ทำขายส่งอย่างเดียว ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ผู้ผลิตแหนมชีวภาพ รับหน้าที่ไขข้อข้องใจดังกล่าว 

แหนมป้าย่น เริ่มต้นจากคุณแม่(อุ๊ยย่น)ที่แต่เดิมมีอาชีพทำอาหารพื้นเมืองขาย เช่น ไส้อั่ว แกงโฮะ แกงฮังเล ตำขนุน ขายที่ตลาดสันป่าข่อย และทำแหนมหรือชิ้นส้มตามภาษาถิ่นขายด้วย ขายมานานๆเข้าพบว่า แหนมขายดี ประกอบกับคุณแม่(อุ๊ยย่น)เริ่มอายุมากขึ้น จึงตัดสินใจหยุดเรื่องอาหาร ทำเฉพาะแหนมอย่างเดียว โดยมีลูกๆเป็นคนทำ โดยแบ่งเป็น 2 สาย คือ ลูกป้าย่น และลูกสะใภ้ป้าย่น แต่ใช้ชื่อเหมือนกัน คือ แหนมป้าย่น แต่แยกกันคนละกระเป๋า 

เดิมทีทำและขายกันที่บ้านในเมือง ต่อมามีปัญหาด้านมลพิษ ทางเทศบาลจึงขอให้ย้ายออกไปทำนอกเมือง เลยตัดสินใจไปซื้อที่นอกเมืองริมถนนเชียงใหม่-เชียงรายประมาณไร่ครึ่ง แต่จะซื้อคนเดียว เงินก็ไม่พอ จึงร่วมหุ้นกับพี่สะใภ้ซื้อ และเปิดเป็นรูปบริษัทขึ้นมาดำเนินการ ภายใต้ชื่อ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด ขณะนั้นราวปี 2537 พร้อมกับกู้เงินธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน)มาประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารโรงงานและซื้อเครื่องจักรมาทำการผลิต

กลยุทธ์สร้างแบรนด์ฉบับชาวบ้าน

เมื่อมีการตั้งบริษัทขึ้นดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมา คือ ตราสินค้า หรือโลโก ในเมื่อชื่อ ป้าย่น เป็นที่จดจำของตลาดเป็นอย่างดีแล้ว จึงใช้รูปอุ๊ยย่นเป็นโลโกไปเลย ส่วนการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำนั้น ชวนเล่าว่า

"ผมใช้กลยุทธ์ ปากต่อปาก ผมจะเข้าไปเรียนหนังสือ โรงเรียนดังๆทั้งนั้น อย่างมงฟอร์ต วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ วิทยาลัยครู"

สาเหตุที่เลือกเรียนสถาบันเหล่านี้ อย่างวิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ จบออกมา ก็จะไปเป็นเกษตรอำเภอ ปลัดพัฒนา กระจายไปอยู่ทั่วประเทศ ส่วนวิทยาลัยครู จบออกมาก็ไปเป็นศึกษานิเทศก์ เป็นครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ตรงนี้เกิดประโยชน์ต่อการทำการค้ามาก เพราะมีเพื่อนเยอะกระจายอยู่ทั่วประเทศ 

คนเหล่านี้พอมาเชียงใหม่ หรือมีคนมาเชียงใหม่ ก็มักจะมาอุดหนุนสินค้าของเพื่อน(แหนมป้าย่น) หรือพอเติบใหญ่ในหน้าที่การงาน พอลูกน้องเห็นนายซื้อ ก็ซื้อตาม 

ก็เลยเป็นการทำตลาดแบบปากต่อปาก กลายเป็นที่จดจำและรู้จักไปทั่วประเทศ

ทำธุรกิจอย่างพอเพียง

คำถามหนึ่งที่มักได้ยินเสมอๆ คือ ทำไมไม่ทำผลิตภัณฑ์อย่างอื่นบ้าง หรือทำไมไม่เปิดร้านขายเองบ้าง "ผมไม่เคยคิดเปิดร้านหรือโชว์รูมขายเอง เพราะถ้าทำ ก็เหมือนผมเอาก้นไปผูกติดกับเก้าอี้ ไปไหนไม่ได้เลย ต้องคอยเฝ้าร้าน ไม่มีกำไรให้ชีวิต เป็นทาสของเงิน ผมเหนื่อยมามากแล้ว พอแค่นี้ ขอให้รางวัลกับชีวิตบ้าง"ชวนไขข้อข้องใจ 

นอกจากความพอเพียงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่คิดเปิดร้านขายเอง เพราะถ้าเปิดขายเอง คนอื่นก็ไม่ได้ขาย ต้องการให้คนอื่นได้ขายบ้าง ส่วนที่ไม่คิดทำอย่างอื่นบ้าง เพราะคิดว่า ขอทำแหนมอย่างเดียวดีกว่า ทำให้โด่ง(ดัง)ไปเลย แม้ตนเองจะไม่ทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะปิดกั้น รุ่นลูกจะทำ ก็ได้ ไม่ได้ห้าม

"รุ่นผม พอแค่นี้ แต่รุ่นลูก ผมไม่ปิดกั้น อยากจะทำอะไรก็เอา นี่ก็เห็นกำลังศึกษาเรื่องของไส้กรอกอยู่"

ถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า แล้วธุรกิจไม่ประสบปัญหาบ้างหรือ ชวนเล่าว่า "ปัญหาทางการค้า การเบี้ยวหนี้ มีบ้าง เป็นเรื่องปกติ จึงใช้วิธีขายเงินสดอย่างเดียว แต่ที่ประสบปัญหามาหลายครั้ง คือ การเพิ่มขึ้นของต้นทุน โดยเฉพาะราคาเนื้อหมู แต่ไม่สามารถปรับราคาได้ ผู้บริโภคไม่ยอมรับ จึงต้องใช้วิธีลดไซซ์" 

ชวน แย้มไต๋ถึง สิ่งที่ทำให้แหนมป้าย่นสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ท่ามกลางแข่งขันที่รุนแรงในตลาดของฝากว่า

 1.ความอร่อย สิ่งที่ยืนยันความอร่อยได้ คือ ยอดขายที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 70% และอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องการันตีความอร่อยได้เป็นอย่างดี คือ บรรดาโมเดิร์นเทรดหลายค่ายต่างวิ่งเข้าหา เพื่อขอให้ผลิตป้อนให้ แต่ถูกปฏิเสธ เพราะไม่อยากเป็นมือปืนรับจ้างผลิต

2.มนุษยสัมพันธ์ที่ดีของเจ้าของ และสุดท้าย ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ทุกคนมีสิทธิกินแหนมป้าย่นได้หมด แม้แต่จะมาซื้อถึงที่ ทั้งที่ประกาศตัวว่า ขายส่ง แต่เมื่อมาถึงที่ ซื้อแท่งเดียว ก็ขาย แถมราคาเดียวกับที่รับไปขายครั้งละมากๆ อีกต่างหาก

แหนมป้าย่น คือ หนึ่งบทพิสูจน์ การตลาดแบบปากต่อปาก ว่ายังให้ได้ผลเป็นอย่างดี แต่ต้องมีดีให้บอกต่อๆกันไป

 

            ที่มา : ชวน นิรัติศยาวานิช ประธานกรรมการ บริษัท อุ๊ยย่น จำกัด
 
อ่าน:2186 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ- sell raw cotton shopping bag  
203.147.0.44: 2553/02/20 10:47:38
--ขายถุงผ้าฝ้ายดิบ รับทำถุงผ้าฝ้ายดิบ ขายกระเป๋าผ้าฝ้าย รับทำกระเป๋าผ้าฝ้าย  - sell raw cotton shopping bag  
 ทำได้ทุกขนาด  พร้อม พรินท์ โลโก้ บนกระเป๋าผ้า  เหมาะเป็นสินค้าพรีเมี่ยม  
สินค้าธรรมชาติ หัตถกรรมไทย  reuseable bag, friendly environment bag, 
http://www.geocities.com/witservice11/bag/bagshopping-cotton.htm
สนใจติดต่อ thaihandmade22@yahoo.com , witservice11@yahoo.com  tel.0846867054
อ่าน:1462 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ผลิต...ไบโอดีเซลชุมชน ซีพีเอฟนำร่องประหยัด พลังงาน
125.24.39.151: 2553/02/20 10:47:38
โลกยุคปัจจุบัน”...ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติพลังงาน เนื่องจาก น้ำมันปิโตรเลียมดีดราคา จนสูงโด่งและขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอันเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจขยับสูงขึ้น 

...หลายหน่วยงานจึงพยายามหาแนวทาง ลดต้นทุน และ หันมาสนใจกับพลังงานทดแทน จากธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังจากแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ... 

...นอกจากนั้นพึ่งพา พลังงานทดแทนจากทรัพยากรบนดิน คือ ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งมีหลายชนิดที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตใช้งานได้ แต่ถ้าเข้าสู่เชิงธุรกิจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากพอสมควร 

อย่างไรก็ตาม....มีการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมาใช้กันอย่างประหยัด โดยนำวัสดุ หรือ ของเหลือใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาดัดแปลงเข้าสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านพลังงานอีก... 

...บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นหน่วยงานหนึ่งของภาคเอกชนที่นำเอาน้ำมัน ที่ใช้แล้ว ผันเข้าสู่ขบวนการผลิต “ไบโอดีเซล” 

...ไบโอดีเซล หมายถึง เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ ที่ผลิตได้จากน้ำมันพืช หรือไขมันสัตว์ ทั้งที่ยังใหม่และผ่านการใช้งานแล้ว มาทำปฏิกิริยาทางเคมี (transesterification) กับเมทานอล ด่าง จนเกิดเป็นสารเอสเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล... 
อ่าน:1560 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ
125.24.22.179: 2553/02/20 10:47:38
ชุดตรวจสอบสภาพดิน หาซื้อได้ที่ไหนครับ ราคาประมาณเท่าไหร่
อ่าน:28955 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง จากกระแสนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ 
125.24.83.137: 2553/02/20 10:47:38
ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นไปเป็น ผู้นำในการผลิตและการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้ ถ้าหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันขจัดปัญหาที่เป็น อุปสรรคในการขยายตัวของปุ๋ยอินทรีย์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :   แนวโน้มความต้องการปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เติบโต อย่างรวดเร็วตามการเติบโตของความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ท่ามกลาง กระแสการหันมาบริโภคสินค้าเกษตรที่มีการผลิตอิงธรรมชาติ หรือสินค้าอาหารที่ปลอดจากสารเคมีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ยังมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ ส่งผลให้ในปัจจุบันไทยต้องมีการนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งน่าจะมีปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพียงพอ

   ดังนั้นแนวนโยบายที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในระดับ ไร่นา และส่งเสริมภาคเอกชนในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิด ประโยชน์อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมีในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นการส่งเสริมนโยบายการขยายการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยอีกด้วย ในอนาคตไทยน่าจะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นประเทศผู้นำในการส่งออกปุ๋ยอินทรีย์และ สินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคนี้ได้อีกด้วย 
อ่าน:1576 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
มีใบมันสำปะหลังแห้งขาย(ป่น)
203.147.0.44: 2553/02/20 10:47:38
มีใบมันสำปะหลังแห้งป่นขาย โปรตีน 20 ค่าสารสี660 mg/kg  สนใจโทรสอบถามข้อมูลได้ครับ...โดม 081-1726700(e-mail dome_brich@yahoo.com)
อ่าน:847 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หนุนใช้เทคโนโลยีผลิตอ้อย มันสำปะหลัง 15-30 ตันต่อไร่
125.24.15.14: 2553/02/20 10:47:38
 กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รองรับความต้องการของโรงงานผลิตเอธานอลและไบโอดีเซล นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขยายผลผลิตพืชพลังงานทดแทน โดยเน้นการรักษาระดับพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง สำหรับปาล์มน้ำมันมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกในเขตเหมาะสมปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันผลผลิตพืชทั้ง 3 ชนิดมีเพียงพอกับความต้องการใช้บริโภค การขยายการผลิตจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการเพื่อผลิตพลังงาน ดังนั้น แนวทางในการขยายการผลิตจึงเน้นการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต 
                
                โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตลอดจนให้ความรู้และแนะนำการทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยมีเป้าหมายผลผลิตต่อไร่ อย่างน้อยร้อยละ 10 ในกลุ่มพืชพลังงาน นายธีระชัย กล่าวว่า ความต้องการพืชพลังงานเพื่อการผลิตพลังงานตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน คาดว่าในปี 2552 ความต้องการเอธานอล มีประมาณ 1.58 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความต้องการ ใช้มันสำปะหลังจำนวน 8.5 แสนตันต่อปี กากน้ำตาลจำนวน 1.73 ล้านตันต่อปี ในส่วนไบโอดีเซล คาดว่ามีมีความต้องการประมาณ 1.35 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความปาล์มน้ำมันดิบจำนวน 3.5 แสนตันต่อปี ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเสรีการตั้งโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล และให้การสนับสนุนการลงทุนด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตเอทานอลทั้งสิ้น 45 ราย กำลังการผลิต รวม 12 ล้านลิตร/วัน ส่วนไบโอดีเซลมีโรงงานที่ผลิตแล้ว 9 โรงงานและได้รับการส่งเสริมการลงทุนอีก 19 โรงงาน รวมทั้งหมด 28 โรงงานกำลังผลิต 6.68 ล้านลิตรต่อวัน 

                “ปัจจุบันพันธุ์อ้อย มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน ที่เกษตรกรปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ยังไม่เหมาะสม ตั้งแต่การเตรียมพันธุ์ การดูแลรักษา ให้ปุ๋ย น้ำ ทำให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ สำหรับเกษตรกรที่มีการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีเตรียมการปลูกที่ดี ให้น้ำ ปุ๋ย อย่างเหมาะสม จะได้รับผลผลิต่อไร่สูงขึ้นมาก ดังนั้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงที่พืชต้องการน้ำ จะเป็นปัจจัยที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร” นายธีระชัย กล่าว

ต้นฉบับข่าวจาก: http://www.chiangmainews.co.th/viewnews.php?id=26934&lyo=1

----------------------------------------------------------------------------------

แนะนำผลิตภัณฑ์ฟาร์มเกษตร ที่สอดคล้องกับกระทรวงเกษตร

เชิญผู้สนใจ ชมแปลงสาธิตอ้อยน้ำตาลมิตรผล, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน ที่มีผลผลิตสูงสุด

ฟาร์มเกษตร เชิญชวนผู้ผลิตอ้อย และมันสำปะหลัง เข้าชมแปลงสาธิต

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตมันสำปะหลัง
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิตมันสำปะหลัง ที่มีผลผลิตสูงถึง 15-30 ตันต่อไร่ สามารถเลือกชมแปลงสาธิตได้สองแห่ง คือที่ สี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และที่เอี่ยมบูรพา จังหวัดสระแก้ว ในขณะเยี่ยมชม จะมีการให้ข้อมูลความรู้ อย่างละเอียด ตั้งแต่เริ่มเตรียมดิน ไปจนได้รับผลผลิต 15-30 ตันต่อไร่ ว่ามีวิธีการปลูก การดูแลอย่างไร

สำหรับผู้สนใจแปลงสาธิตอ้อย
ฟาร์มเกษตร เชิญชมแปลงสาธิต ที่บริษัทไอออนิค ประเทศไทย ร่วมมือกับ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ทำแปลงสาธิตอ้อย ณ บริษัทน้ำตาลมิตรผล ไปดูอ้อยความสูง 4 เมตร ให้ความรู้วิธีการปลูกอย่างละเอียด การดูแล ให้ได้ผลิตผลสูงสุด
มี VDO ที่ทางเราได้ไปถ่ายทำไว้ที่ มิตรผล เชิญชมก่อนไปดูแปลงสาธิตจริงได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00081

ผลิตภัณฑ์ของเรา ปุ๋ย ตรานกอินทรีย์คู่ ใช้ในการทำแปลงสาธิต รัฐบาลร่วมลงทุน โดย สสว. และได้รับการส่งเสริมจาก BOI ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00083

VDO แนะนำผลิตภัณฑ์ แนะนำโดยผู้บริหารไอออนิค เคยออกอากาศ ทาง ช่อง 5 รายการ SME ตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ชมได้ที่
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00080

VDO การสาธิตการใช้ ในสวนยาง และสวนปาล์ม โดยคุณมานพ ผู้จัดการภาคใต้ ชมได้ที่ 
http://www.farmkaset.com/contents/default.aspx?content=00082

ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หรือติดต่อขอดูแปลงสาธิตได้ที่ 
คุณ ปิยะมาศ 
โทร: 0894599003
6.00 น. - 21.00 น.

แฟกซ์: 045-511273
e-mail: piyamas@farmkaset.com
info@farmkaset.com 
อ่าน:5741 | ความคิดเห็น:11 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกต้นไม้กันดีกว่า ต้นตะกูราคาถูกเริ่มต้นที่ 1._ เมล็ด 800 / กก. T.087-999-6296
61.91.240.178: 2553/02/20 10:47:38
โครงการ  ”ปลูกไม้มงคลต้นตะกู”   มหาเศรษฐีตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทุกภาคส่วนหันมาปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ “ ตะกู ” ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ใช้เป็นวัตถุดิบในโรงไฟฟ้าไบโอชีวมวล อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกต้นตะกูเชิงธุรกิจ แนะนำให้ข้อมูลการเพาะเมล็ดกล้า, การปลูกต้นตะกู และแหล่งขายไม้ตะกู

ปลูกต้นไม้กันดีกว่า  ต้นกล้า (พันธุ์ก้านแดง) และเมล็ดพันธุ์ต้นตะกู  ราคาถูกเริ่มต้นที่ 1 บาท เมล็ดราคา 800 / กก.   ยินดีให้คำปรึกษาเกี่ยวกับต้นตะกู  


คุณพลอย Tel. 087-999-6296, 086-411-0768
อ่าน:2242 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขาย KUBOTA ZL3202DTM  4X4 + โรตารี่ ราคา 185,000
125.27.181.42: 2553/02/20 10:47:38
ขาย KUBOTA ZL3202DTM  4X4 + โรตารี่ ราคา 185,000 Tel 081-704-6462

ชมภาพที่นี่ 
http://upload.mwake.com/v3.php?id=Gc/NKOkHk0cWJ.jpg
อ่าน:815 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการคนรุ่นใหม่ขายเคมีเกษตร
203.153.170.224: 2553/02/20 10:47:38
ต้องการรับสมัครคนรุ่นใหม่ขายเคมีเกษตร ทางเรานำเข้าเคมีเกษตรจากต่างประเทศมาจำหน่าย เพียงแต่ท่านสามารถขายสินค้าได้ ทางเราจะเป็นผู้ผลิตสินค้า และ เป็นโกดังเก็บของให้กับท่านโดยท่านไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการสต๊อกสินค้า และ เจ้าหน้าที่ในการดูแลสินค้า สนใจกรุณาติดต่อ 081-903-2563 บอส หรือ ไม้ดอกคลอง15 www.maidokklong15.com
อ่าน:19091 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
กรีนไลฟ์ จำหน่ายปุ๋ย อินทรีย์ เคมีผสมอินทรีย์ ชีวภาพ
124.121.189.201: 2553/02/20 10:47:38

บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ยตรากรีนไลฟ์
   * กรีนไลฟ์เม็ด เคมีผสมอินทรีย์ ทดแทนปุ๋ยสูตร
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค ปุ๋ยอินทรีย์เต็มประสิทธิภาพ
   * สารเสริมประสิทธิภาพในพืช เร่งดอก เร่งออกรวง เร่งน้ำยาง เร่งหัวใญ่

ต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ย 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย
 ติดต่อ เปรมยุดา 086-892-3393
อ่าน:9022 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่าย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,300/ตัน ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
117.47.84.170: 2553/02/20 10:47:38
เกษตรยุคใหม่ใส่ใจธรรมชาติของดิน-ปุ๋ย-สิ่งแวดล้อม
ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เพื่อนเกษตรยุคใหม่

จำหน่าย ปลีกและส่ง มูลไก่ไข่  มูลเป็นไข่
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

ราคาขายส่ง  1,300/ตัน   1.30ส.ต /กิโลกรัม
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
โอนเงินพร้อมรับสินค้า

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345 
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อ่าน:363 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการทำธุรกิจขายปุ๋ยสำหรับนาข้าวค่ะ
203.146.35.50: 2553/02/20 10:47:38
แถวบ้านทำนากันสวนใหญ่และหาซื้อปุ๋ยยาก เพราะเป็นตำบลเล็กๆ ก็เลยอยากเป็นตัวแทนจำหน่าย ท่านใดพอจะแนะนำมือใหม่บ้างค่ะ

อ่าน:637 | ความคิดเห็น:11 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ และเคมีทุกสูตร คุณภาพดีราคาถูก ตราม้าคู่กระต่าย
117.47.91.133: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ และเคมีทุกสูตร คุณภาพดีราคาถูก ไม่ผ่านเซล์
 

จัดจำหน่ายปุ๋ยจาก บ. เกษตรพัฒนารุ่งโรจน์จำกัด

รับรองคุณภาพปุ๋ยแท้  ราคาผู้ผลิต

จัดส่งฟรีทั่วประเทศ.....ติดต่อสอบถาม คุณรุ่ง 0879373973 
อ่าน:573 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
อาหารพืชทางใบ พาวเวอร์ไลฟ์
222.123.104.196: 2553/02/20 10:47:38
หัวข้อ : สุดยอดอาหารพืชทางใบ
ข้อความ : อาหารพืชชนิดน้ำ ตรา พาวเวอร์ไลฟ์ 
คุณสมบัติ 
อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ มีสารอาหาร ชนิดพิเศษ มีคุณภาพสูง ประกอปด้วยวัติถุดิบทางธรรมชาติที่ได้จากการค้นคว้าทดลอง ตามแนววิทยาศาสตร์การเกษตรแผนใหม่ ซึ่งเป็นส่วนประกอปสำคัญ ในการเจริญเติบโตของพืชอย่างยิ่ง มีส่วนเพื่มเติมจากธาตุอาหารหลัก N-P-K 
ที่ใช้กันมาแต่เดิม อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ อุดมด้วยธาตุอาหารที่พืชต้องการอย่างครบครัน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเริม วิตามิน กรดอะมิโน สารสกัดพิเศษจากธรรมชาติ 
เช่น สะเดา สาตะใคร้หอม ข่า ฯลฯ ช่วยทำให้ดินร่วนซุย เป็นผลดีต่อดินในระยะยาวอีกด้วย 
คือช่วยเร่งการเจริญเติบโต สะสมอาหาร ทำให้พืชแข็งแรง 
ประสิทธิภาพ 
อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ มีส่วนประกอปทางกายภาพที่สามารถโอบอุ้มน้ำและเก็บกักธาตุอาหารที่จำเป้นสำหรับพืชให้อยู่ในดินได้ตามกำหนดเวลา และพืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่สูญเปล่าไปตั้งแต่แรก นอกจากนี้คุณสมบัติพิเศษ ของสารสกัดพิเศษจากธรรมชาติจะก่อให้เกิดปฏิกริยาภายในลำต้นอย่างสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ เช่นกระบวนการสังเคราะห์แสง การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ระบบการลำเลียง การแผ่ขยายราก และอื่นๆ ทำให้พืชเจริญเติบโตในทุกๆด้าน อย่างมีประสิทธิภาพ 
ประสิทธิผล 
จากการศึกาการใช้สารเคมีและยาปราบศัตรูพืชเป็นประจำเวลานานๆพบว่า ทำให้พืชเจริญเติบโต ให้ผลผลิต ปริมาณ คุณภาพ รสชาติ และสีสัน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในทางลบมาก 
เนื่องจากก่อให้เกิดความเป็นกรดด่างในเนื้อดิน ธาตุอาหารในดินขาดความสมดุลบางอย่างมากเกินไป หรือไม่มีเลย เกิดดินสภาพแข็ง ขาดคุณสมบัติที่จะช่วยอุ้มน้ำหรือพยุงแร่ธาตุอาหารในดิน 
ที่มีไม่ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาการของพืชในทุกๆด้าน นอกจากนี้สารเคมี ยังส่งผมกระทบอย่างใหญ่หลวง ทั้งต่อพืช สัตว์ มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม 

“อาหารพืชชนิดน้ำพาวเวอร์ไลฟ์” ที่อุดมด้วยธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่สำคัญ และจำเป็นตามกำหนดเวลาพัฒนาการของต้นไม้ ปราศจากสารพิษ และเคมีสังเคราะห์ทั้งหมดมีส่วนประกอปของวัตถุดิบทางธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกษตรแผนใหม่ ดังนั้นจากผลการใช้ อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ จึงช่วยแก้ปัญหาต่างๆของเกษตรได้ครบวงจร ช่วยเพื่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยเพื่มรายได้ ที่สำคัญ อย่างยิ่งคือ ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและในน้ำ ให้กลับคืนมา พร้อมความอุดมสมบูรณ์ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 
อาหารพืชชนิดน้ำ ตรา พาวเวอร์ไลฟ์ 

เป็นอาหารพืชชนิดน้ำ สำหรับฉีดพ่นทางใบ ปรับปรุงแต่งด้วยขึ้นด้วยกรรมวิธีตามแนววิทยาศาสตร์แผนใหม่ มีคุณสมบัติพิเศษผสมกับน้ำได้ดี เนื่องจากมีส่วนประกอป ของสารคีเลทเชิงซ้อน ทำให้ไม่เกิดการตกตะกอนส่งผลให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารต่างๆไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุด 

ส่วนประกอปที่สำคัญ 

1. ธาตุอาหาร N,P2O5 ,K2O ,Ca ,Mg ,S ,Fe ,Zn ,Cu ,Mn ,B ,Ci..............6-10% 
2. โปรตีน ................................................................................3-5% 
3. วิตามินบีรวม...........................................................40-70 มิลลิลิคร / 200มิลลิลิตร 
4. กรดอะมิโนธรรมชาติ................................................................................16ชนิด 
5. สารสกัดพิเศษจากธรรมชาติ..............................................30-50 มิลลิลิตร/200มิลลิลิตร 

คำแนะนำ 
1. อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ หลังจากผสมน้ำตามอัตตราส่วนที่กำหนดแล้ว สามารถฉีดพ่นในทุกส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช โดนเฉพาะใบ บริเวณใต้ใบจะมีปากใบเป็นจำนวนมาก สามารถดูดซับแร่ธาตุให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
2. ไม้ผลช่วงระหว่างที่ออกดอกควรงดใช้ เพราะอาจทำให้ลัดใบอ่อนได้ในพืชไม้ผลบางชนิด 
3. ขณะที่พืชกำลังให้ผลผลิตอาจให้อาหารพืชด้วย วิธีการรดทางราก โดย ใช้ปริมาณเข้มข้นกว่าเดิม2-3เท่า 
4. พืชขนาดเล็ก ไม่ควรใช้ปริมาณมาก อาจทำให้ขอบใบใหม้ได้ เนื่องจากความเข้มข้นของธาตุอาหาร 
5. ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น ในเวลาที่อากาศไม่ร้อน ลมพัดไม่แรง ไม่มีฝนตก 
6. ขณะที่พ่นพืชต้องไม่เหี่ยวเฉา หรือขาดน้ำ 
7. เก็บรักษาในที่ร่ม 
คุณประโยชน์ 
1. ช่วยทำให้พืชเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคแมลง เมื่อใช้ตั้งแต่เริ่มแรก และต่อเนื่องประจำ จะช่วยลดปริมาณหนอนแมลง ศัตรูพืชลงไปได้มาก 
2. มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยโอบอุ้มธาตุอาหารต่างๆไว้ได้นานทำให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ไปใช้ได้มากกว่า 
3. ช่วยเร่งการออกดอก ติดผลได้ก่อนกำหนด และสามารถให้ผลผลิตก่อนฤดูกาล 
4. ช่วยเพื่มผลผลิตได้สุงกว่าปกติมาก ทั้งขนาดปริมาณ คุณภาพ รสชาติและสีสัน 
5. ช่วยร่นอายุการเก็บเกี่ยว ทำให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากกว่าปกติ ทั้งยังยืดระยะเวลาการเก็บรักษาพืชผลได้นานขึ้นอีกด้วย 
6. ลดการเสื่อมโทรม และระยะเวลาการพักฟื้นของพืช เพราะมีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์หล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา 
7. สามารถเพื่มการงอกของเมล็ดหรือท่อนพันธ์ โดนแช่หรือชุบก่อนปลูก 
8. ช่วยเพื่มความสมบูรณ์ในดิน ทำให้ดินร่วนซุย 
9. ช่วยให้พืชที่ปลูกใหม่อายุน้อย ฟิ้นตัวและเติบโตได้ไว 
10. สามารถลดค่าใช้จ่ายและเพื่มรายได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะประหยัดทั้ง ปุ๋ยและยากำจัดแมลง 
วิทยาศาตร์การเกษตรแผนใหม่ 

จากการศึกษาค้นคว้าทดลอง เรื่องพืชพันธุ์ต่างๆ ตามแนววิทยาศาตร์ การเกษตรแผนใหม่ พบว่า นอกจากพืชจะต้องการธาตุอารหลัก คือ ไนโตรเจน (N) , ฟอสฟอรัส (P) , โปรแทสเซี่ยม (K) แล้ว พืชยังต้องการวิตามิน ,กรดอะมิโน และเกลือแร่ต่างๆอีกมากมาย ในปริมาณและสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไปของพืชตและชนิด ผลการวิจัยได้พบว่าพืชเกือบทุกชนิด 
ต้องการ 
ไนโตรเจน (N) โดยเฉลี่ยเพียง 1.5% 
ฟอสฟอรัส (P) โดยเฉลี่ยเพียง 0.5% 
โปรแทสเซี่ยม (K) โดยเฉลี่ยเพียง 1.0% 
ฉะนั้นการที่เราให้ธาตุอาหารตามสูตรเดิมคือ15-15-15 , 16-16-16 , 46-0-0 ฯลฯ 
จึงเป้นการให้ธาตุอาหารหลักเกินความจำเป็น ทำให้มีสารตกค้างอยู่ในดินเป็นจำนวนมาก ก่อใก้เกิดการสะสมของแร่ธาตุทำให้เกิดปฏิกริยากัน เป็นสาเหตุให้ดินจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง มีผลเสียหายต่อดินในระยะยาว อนาคตพื้นดินบริเวณนั้นก็จะไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกอีกต่อไป 

ด้วยความเจริญก้าวหน้าวิทยาศาตร์การเกษตรแผนใหม่ จึงได้มีการคิดค้นปรับปรุง ปุ๋ยที่ใช้ในปัจจุบัน ให้มีประสิทธิภาพในการเจริญเติบโต การเพื่มผลผลิตของพืชมากที่สุด และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดด้วย นั้นคือการผลิต อารหารพืช ซึ่งมีแร่ธาตุอาหารครบทุกชนิดที่พืต้องการ 
ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรอง โดยเน้นในปริมาณที่เหมาะสม ตลอดอายุการเจริญเติบโตของพืช ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และอีกประการหนึ่งส่วนผสมในการผลิตอาหารพืชขะต้องเป็นสารอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติสามารถกักเก็บน้ำและแร่ธาตุหล่อเลี้ยงพืชได้นานและยังมีสารอินทรีย์ที่มีประโยนช์ต่อพืชในอนาคตไม่ทำให้ดินเสื่อสภาพอีกด้วย 

จากหลักการดังกล่าว เราได้จึงได้ผลิตอาหารเสริมพืช ชนิดน้ำ “ตราพาวเวอร์ไลฟ์” ขึ้น ซึ่งมีคุณสมบัติ ทุกข้อ ตามแนววิทยาศาตร์เกษตรแผนใหม่ และแจกจ่ายไปในเกษตรกรหลายภูมิภาคได้ทดลอง ปรากฏว่า อาหารพืชพาวเวอร์ไลฟ์ ให้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก ทั้งปริมาณและคุณภาพ คือ จำนวน น้ำหนัก ขนาด รสชาติ และสีสัน เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถเพื่มรายได้ให้อีกหลายเท่าตัว และยังไม่ส่งผลกระทบต่อดินและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว 
อัตราการใช้ ไม้ล้มลุก 1-2cc. ต่อน้ำ20ลิตร 
ไม้ผลยืนต้น 2-4cc. ต่อน้ำ20ลิตร 
ติดต่อ คุณพฤธา ศุภฤกษ์โกศล 0841431144,0863779002บริษัทด้วยกันตลอดไปจำกัด จันทบุรี plusmania@gmail.com
อ่าน:431 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
มีเรื่องมาเผาคุณปริมครับ
202.91.18.192: 2553/02/20 10:47:38
มีอยู่วันนึง ผมนั่งคุยกับคุณปริมทาง MSN คุณปริมบอกว่าจะส่ง Link ของ products ให้ดู แต่พอเปิด link แล้ว สิงที่เห็นก็เป็นอย่างในรูปครับ

(สงสัยจะหิวจนตาลาย 555)
อ่าน:2318 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายมูลไก่ไข่คุณภาพราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทรายแกลบไม่มีโซดาไฟ ที่จ.นครปฐมโทร.081-9797345 
222.123.79.44: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย ปลีกและส่ง มูลไก่ไข่  มูลเป็นไข่
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345
ชื่อบัญชี   วรรณโณ  แซ่กว้าง   เลขที่บัญชี  251-2-48081-3  ธนาคารกสิกรไทย  สาขาพุนพินประเภทบัญชีออมทรัพย์  
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อ่าน:317 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร แนะนำระบบใหม่ อำนวยความสะดวกมากขึ้นสำหรับผู้ขายสินค้า หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ คลิกอ่านรายละเอียดนะครับ
125.24.31.197: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตรได้สร้างระบบรองรับ ให้ผู้ต้องการจะแนะนำผลิตภัณฑ์ สามารถเพิ่มสินค้าของท่าน ขึ้นบนหน้าแรก ของเว็บไซต์ฟาร์มเกษตรได้ทันที

สามารถเข้าไปจัดการเพิ่มรายละเอียดสินค้าของท่านได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ "ช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน" ที่
http://www.farmkaset.com/webadmin

ข้อแนะนำ
1. ควรเตรียบข้อความรายละเอียดสินค้าของท่านให้เรียบร้อย
2. เตรียบรูปของสินค้าไว้ จำนวนกี่รูปก็ได้ ตามความต้องการของท่าน และเหมาะสมกับเนื้อหา ขนาดรูปที่เราแนะนำ คือขนาด กว้างไม่เกิน 400 พิกเซล จะทำให้สวยงามและเหมาะสมที่จะแสดงบนเทมเพลตของเว็บไซต์นี้
3. เตรียมรูปขนาด 90 x 90 พิกเซล ไว้ 1 รูปเพื่อเป็น ไอคอน แสดงบนหน้าแรกของ FarmKaset.com 
4. เริ่มเข้าไปเพิ่มข้อมูลได้เลยที่ http://www.farmkaset.com/webadmin ซึ่งวิธีใช้งานง่ายมากๆ และมีวิธีใช้งาน สำหรับผู้เริ่มทำครั้งแรกอยู่ด้านล่างของหน้าเพิ่มข้อมูล (หน้าเดียวกันเลย เลือนลงไปดูวิธีใช้งาน วิธีแทรกรูปภาพด้านล่างได้ทันที)
5. เสร็จเรียบร้อย ก็ตรวจสอบบทความของท่าน บนหน้าแรกของ FarmKaset.com ได้เลย
6. มีปัญหาในการใช้งาน สอบถามได้ที่ info@farmkaset.com
7. ขอบคุณครับ

ช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน
"ความรู้ด้านเกษตรกรรม สู่เพื่อนเกษตรกร" อย่าปล่อยให้ความรู้ด้านเกษตรกรรม ที่ท่านมีอยู่ ติดอยู่กับตัวท่านเพียงคนเดียว ฟาร์มเกษตร ได้ริเริ่มเปิดโครงการ "ช่วยกันคิด ช่วยกันเขียน" เพื่ออยากให้ทุกคนในวงการเกษตร ได้เผยแพร่ความรู้ที่ท่านมีอยู่ ให้กับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน โดยไม่จำกัดว่าเป็นความรู้แขนงใดๆ ขอให้เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมเท่านั้น เพื่อให้พวกเราทุกคน ได้มีส่วนผลักดันองค์ความรู้ทางการเกษตร ให้วงการเกษตรกรรมไทย ได้พัฒนาไปพร้อมๆกัน 
* อย่ากังวล ว่าสิ่งที่ท่านอยากเขียนนั้น เป็นเพียงความรู้เพียงน้อยนิด ใครๆก็รู้ เพราะเราเชื่อว่า มีอีกหลายคนไม่รู้ และอยากรู้สิ่งที่ท่านเขียน
* ไม่ต้องเขิน(นะจ๊ะ) ที่จะเล่าถึงประวัติของตัวท่านเอง แล้วเลือกไว้ในหัวข้อ "เกษตรกรตัวอย่าง" เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชมที่สุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เว็บไซต์ฟาร์มเกษตร ต้องการสนับสนุนหัวข้อนี้มากที่สุด
* ถึงแม้จะเป็นความรู้ทั่วไป เราก็สามารถเขียนได้ เพราะยังมีอีกหลายคน อาจจะยังไม่เคยรู้ หากนำแหล่งข้อมูลมาจากที่อื่น หรือเว็บไซต์อื่น ให้ทำลิงค์กลับไปยังเว็บไซต์เจ้าของข้อมูล หรืออ้างถึงแหล่งที่มา ของข้อมูลต้นฉบับด้วยนะจ๊ะ
* เกษตรกร เท่ห์สุดๆ
อ่าน:1863 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
 
       สภาพและปัจจัยที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลัง โดยมันสำปะหลังปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายเพราะจะลงหัวและเก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีค่าเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-8.0 ทนต่อสภาพความเป็นกรดสูงได้แม้ pH ของดินจะต่ำจนถึง 4.5 ก็ไม่ทำให้ผลผลิตลด แต่ไม่ทนต่อสภาพพื้นที่เป็นด่าง โดยไม่สามารถขึ้นได้ถ้า pH สูงถึง 8 ถ้าเป็นดินทรายสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่เกษตรกรมักนิยมปลูกปลายฤดูฝน เช่น แถบจังหวัดระยอง และชลบุรี ถ้าเป็นดินเหนียวจะนิยมปลูกต้นฤดูฝน เพราะถ้าเป็นฤดูแล้งการไถพรวนจะได้ดินก้อนใหญ่ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะแห้งตายก่อนที่จะงอก มันสำปะหลังเป็นพืชวันสั้น ผลผลิตจะลดลงถ้า
ช่วงแสงของวันยาวเกิน 10-12 ชั่วโมง ขึ้นได้ดีในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 10-30 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 500-2,500 มิลลิเมตรต่อปี
       ความต้องการธาตุอาหารของมันสำปะหลัง มันสำปะหลังมีความต้องการธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยในแต่ละฤดูการผลิตมันสำปะหลังจะต้องการธาตุไนโตรเจน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 6-10 กิโลกรัมต่อไร่ และต้องการโพแทสเซียม 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูก มันสำปะหลังจะตอบสนองต่อปริมาณธาตุไนโตรเจนที่ได้รับมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอุ้มน้ำของดินและปริมาณฝนที่ตกกระจายอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่วนธาตุฟอสฟอรัสนั้นถึงแม้จะมีปริมาณความต้องการน้อยกว่าธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม แต่ก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและปริมาณผลผลิตที่สำคัญอย่างยิ่ง ธาตุฟอสฟอรัสจะมีประโยชน์ต่อมันสำปะหลังมากที่สุดที่ระดับ pH ของดินเป็นกลางในระหว่าง 6-7 สำหรับธาตุโพแทสเซียมนั้นมีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายคาร์โบไฮเดรทจากส่วนใบและต้นไปยังราก เพิ่มปริมาณแป้งในหัวมัน และลดปริมาณไฮโดรไซยานิคในหัวมัน การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ผลผลิตหัวมันลดลงอย่างชัดเจน ใบแก่จะร่วงหล่นเร็วกว่าปกติ ใบเล็กแคบ และลำต้นแคระแกร็น

3.1 การเตรียมพื้นที่
   3.1.1 การเลือกพื้นที่ปลูก
   ควรเลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน ห่างจากถนนหลวงและมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังอย่างเพียงพอ มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง และห่างจากพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีการเกษตร พื้นที่ที่จะใช้ในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ต้องมีการวิเคราะห์สมบัติของดินและน้ำ เพื่อตรวจสอบหาสารพิษตกค้าง และทำประวัติการทำการเกษตรของพื้นที่ 

   3.1.2 การวางผังแปลง
       การทำไร่มันสำปะหลังอินทรีย์นั้นจะต้องมีการวางผังแปลงอย่างดี มีการจัดแบ่งพื้นที่ ระหว่างแปลงมีถนนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ในพื้นที่ราบควรวางแนวแปลงปลูกให้ขนานกับทางลำเลียง แต่ในบริเวณลาดเอียงปลูกขวางความลาดเอียงของพื้นที่เพื่อลดการชะล้างและสูญเสียหน้าดิน

   3.1.3 การปรับพื้นที่
       เน้นการปรับหน้าดินเพื่อไม่ให้น้ำขังในแปลง บริเวณที่ลุ่มเป็นแอ่งเล็กน้อย ควรปรับเอาดินข้างๆ มากลบ แต่ถ้าเป็นแอ่งลึกและกว้างควรแก้ไขโดยการระบายน้ำออก

   3.1.4 การปลูกพืชเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอกพื้นที่หรือทางอากาศ
       ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเพื่อเป็นแนวกันชน ป้องกันลม ป้องกันแมลงศัตรูพืชและสารเคมีจากพื้นที่อื่น ได้แก่ กระถิน แคฝรั่ง มะแฮะ เป็นต้น

   3.1.5 การเตรียมดิน
       มันสำปะหลังเป็นพืชหัว ผลผลิตที่ใช้ประโยชน์คือรากที่มีการสะสมอาหารจำพวกแป้งจนขยายใหญ่ขึ้นเป็นหัวอยู่ในดิน การเลือกพื้นที่ควรเลือกที่ดอน ดินเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียวต้องมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง และต้องมีหน้าดินลึกพอสมควร ก่อนปลูกควรไถและพรวนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อน และทำลายวัชพืชต่างๆ ให้ลดจำนวนลง การไถให้ใช้ผาน 3 ติดท้ายรถแทรกเตอร์ 1 ครั้ง ตามด้วยผาน 7 อีก 1 ครั้ง จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังและกำไรสูงสุด ถ้าพื้นที่มีความลาดชันต้องไถพรวนตามแนวขวาง เพื่อป้องกันการชะล้างของดิน และถ้าดินระบายน้ำไม่ดีต้องยกร่องปลูก


3.2 การบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ 
   การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และทำให้ดินมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ สามารถทำได้โดยการเพิ่มปริมาณซากพืช เพิ่มธาตุอาหารพืชในดิน และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางชีวภาพในดิน สามารถทำได้ดังนี้

   3.2.1 ไม่เผาตอซังมันสำปะหลัง และเศษวัสดุอินทรีย์ แต่ทำการไถกลบลงในพื้นที่เพาะปลูก 
   3.2.2 ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบ โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้าอัตรา 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ ระหว่างปลูกพืชปุ๋ยสดให้ทำการฉีดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ โดยเจือจางด้วยน้ำในสัดส่วน 1:500 หรือ 1:1,000 ไถกลบเมื่ออายุประมาณ 45 วัน หรือถั่วพุ่มอัตรา 6-8 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบเมื่ออายุประมาณ 35 วัน ซึ่งเป็นช่วงออกดอก ทิ้งไว้ 15 วัน ก่อนปลูกมันสำปะหลัง
   3.2.3 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1: 500 หรือ 1:1,000 ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง และฉีดพ่นให้แก่มันสำปะหลัง หลังจากปลูกแล้ว 15 วัน หลังจากนั้นให้ฉีดพ่นทุกๆ 1 เดือน จนกว่าจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง
   3.2.4 ปลูกพืชปุ๋ยสดแซมมันสำปะหลัง เช่น ถั่วพุ่ม หรือถั่วพร้า แซมในแถวมันสำปะหลัง โดยปลูกหลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วตัดคลุมดินช่วงพืชปุ๋ยสดออกดอก เพื่อเป็นการรักษาความชื้นในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน เมื่อเศษพืชปุ๋ยสดสลายตัว


3.3 วิธีการปลูก
   การเตรียมท่อนพันธุ์
       การปลูกมันสำปะหลังนิยมใช้ท่อนพันธุ์ โดยตัดลำต้นให้เป็นท่อนยาว 15-20 เซนติเมตร เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แก่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป แช่ท่อนพันธุ์ในปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เจือจาง 1:500 หรือ 1:1,000 เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วนำมาผึ่งท่อนพันธุ์ให้แห้ง ก่อนนำไปปลูก 

   วิธีปลูก
       การปลูกมันสำปะหลังทำได้โดยนำท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้ปักลงในดินให้ลึกประมาณ 2/3 ของท่อนพันธุ์ ควรระวังอย่าปักส่วนยอดลงดินเพราะตาจะไม่งอก การปักตรง 90 องศา หรือปักเฉียง 45 องศากับพื้นดิน ให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน และมันสำปะหลังจะงอกเร็ว สะดวกต่อการกำจัดวัชพืชและปลูกซ่อม และลงหัวด้านเดียวเป็นกลุ่ม ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว และให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบฝัง 10-15 เปอร์เซ็นต์ 

   ระยะปลูก
       พันธุ์ระยอง 1 โดยใช้ระยะ 100 x 100 เซนติเมตร ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 1,600 ต้น ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 
       ส่วนพันธุ์ระยอง 90 ควรใช้ระยะ 80 x 100 เซนติเมตร (2,000 ต้นต่อไร่) ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 
       พันธุ์ระยอง 60 ควรใช้ระยะ 60 x 100 เซนติเมตร (2,400 ต้นต่อไร่) ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์ 
       พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ควรใช้ระยะปลูก 80 x 100 เซนติเมตร ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม


3.4 การดูแลรักษาและกำจัดศัตรูพืชในระบบเกษตรอินทรีย์
   3.4.1 การป้องกันกำจัดโรคพืช
       มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก ซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว อาจพบได้ในบางกรณี เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคใบจุดไหม้ โรคใบจุดขาว สามารถป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อราจาก กระชาย ก้ามปู ตะไคร้ สมอดุ้ง เป็นต้น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคใบไหม้ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อแบคทีเรียจาก กระชาย ตะไคร้ ตีนเป็ดทะเล ฉัตรพระอินทร์ เป็นต้น

      โรคและการป้องกันกำจัด
       มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก อาจเนื่องมาจากส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว แต่เมื่อนำพันธุ์ใหม่เข้ามาปลูกโดยไม่มีการควบคุมที่ดีพอ อาจมีโรคร้ายแรงติดเข้ามาระบาดในประเทศได้โรคที่พบระบาดในประเทศไทย มีดังนี้

โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Crecosporidium henningsii อาการที่พบจะเป็นจุดที่ใบโดยเฉพาะใบแก่ รอยแผลจะเป็นเหลี่ยมตามเส้นใบ มีขอบชัดเจน สีเหลืองตรงกลางแผลจะแห้ง โรคนี้พบได้ในทุกพันธุ์ พันธุ์พื้นเมืองซึ่งเป็นพันธุ์ต้านทานปานกลาง โรคนี้ทำให้ผลผลิตลดลง 14-20 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อราจากกระชาย ก้ามปู ตะไคร้ สมอดุ้ง เป็นต้น
โรคใบไหม้ (cassava bacterial blight, CBB) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas camprestris pv. Manihotis อาการจะเกิดขึ้นที่ใบ เริ่มแรกเป็นจุดเหลี่ยมฉ่ำน้ำแล้วขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นใบไหม้ ใบเหี่ยวร่วงหล่น มียางไหล ต่อมาเกิดอาการยอดเหี่ยว และแห้งตายลงมา (die back) เป็นโรคที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่งซึ่งจะทำความเสียหายให้มันสำปะหลังได้ถึง 30-90 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทยพบอาการต้นเป็นโรคและไม่ระบาดรุนแรง อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในการระบาด และพันธุ์ที่แนะนำส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างต้านทานต่อโรคนี้ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากกระชาย ตะไคร้ ตีนเป็ดทะเล ฉัตรพระอินทร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถพบโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคใบจุดไหม้ (blight leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora viscosae โรคใบจุดขาว (white leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Phaeoramularia manihotis โรคลำต้นเน่า (stem rot) เกิดจากเชื้อ Glomerella cingulata และโรคหัวเน่า (root rot) ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อราหลายชนิด มักจะเกิดขึ้นเมื่อหัวมันสำปะหลังเป็นแผล

   3.4.2 การป้องกันกำจัดแมลง
       แมลงที่ทำลายมันสำปะหลังมักจะพบระบาดมากในช่วงที่อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง มักจะเป็นแมลงพวกปากดูด ได้แก่ ไรแดง เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว สามารถป้องกันกำจัดโดยพ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น เพื่อฆ่าแมลงและศัตรูพืชเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ระบาดรุนแรง

ไรแดง (red spider mite) ที่พบทำความเสียหายให้มันสำปะหลังมี 2 ชนิด ได้แก่ ไรแดงหม่อน (Tetranychus truncatus) จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบล่างๆ แล้วลามขึ้นมาขึ้นสู่ยอด และไรแดงมันสำปะหลัง (Oligonychus biharensis) จะดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบส่วนยอด แล้วขยายปริมาณลงสู่ส่วนล่างของต้น ถ้าไรแดงระบาดมากๆ ใบจะเหลืองซีด ม้วนงอ ส่วนยอดงองุ้ม ถ้ามันสำปะหลังมีขนาดเล็กอาจตายได้ หากระบาดมากต้องพ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น เพื่อฆ่าแมลงและศัตรูพืชเฉพาะบริเวณที่มีการระบาดรุนแรง
เพลี้ยแป้ง (stripped mealy bug) เป็นแมลงปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ และถ่ายมูลเหลวไว้ทำให้เกิดราดำ ถ้าระบาดมากต้นจะแคระแกร็น ยอดแห้งตาย หรือแตกพุ่ม ถ้าพบต้องตัดต้นไปทำลาย พ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น
แมลงหวี่ขาว (white fly) เป็นแมลงปากดูดจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนใต้ใบพืช และถ่ายมูลเหลวออกมาทำให้เกิดราดำ มักเกิดควบคู่กับการเข้าทำลายของไรแดง และเพลี้ยแป้ง พ่นสารสกัดจากขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น
แมลงปากกัดอื่นๆ พบบ้างแต่ไม่ทำความเสียหายมากนัก เช่น แมลงนูนหลวง ตัวหนอนจะทำลายกัดกินราก ต้นมันสำปะหลังที่มีขนาดเล็กอาจตายได้ ด้วงหนวดยาว ตัวหนอนจะกัดกินภายในเหง้าและต้นทำให้ต้นหักล้ม

   3.4.3 การควบคุมวัชพืช
       ในระยะแรกของการปลูกมันสำปะหลังจะมีวัชพืชขึ้นรบกวนมาก และระยะเวลาวิกฤตในการกำจัดวัชพืชจะอยู่ที่ 2-3 เดือนแรก เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่มันสำปะหลังกำลังลงหัว หลังจาก 4 เดือนไปแล้วมันสำปะหลังจะไม่มีการสร้างหัวเพิ่ม แต่จะขยายขนาดหัวให้ใหญ่ขึ้น ถ้ามีวัชพืชขึ้นรบกวนในช่วงนี้มากจะทำให้ผลผลิตลดลง การเริ่มกำจัดวัชพืชครั้งแรกต้องรีบกระทำ อาจเริ่มที่ 15 วันหลังจากปลูก ยิ่งล่าช้าออกไปผลผลิตจะยิ่งลดลง ควรกำจัดวัชพืชครั้งแรกให้เสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากปลูก และอาจต้องกำจัดวัชพืชอีก 2-3 ครั้ง จนกว่าพุ่มของใบมันสำปะหลังจะชิดกัน หรืออีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันวัชพืชได้คือการปลูกพืชปุ๋ยสดแซมในแปลงมันสำปะหลัง เป็นการคลุมดินป้องกันวัชพืชได้ในช่วงแรกๆ แล้วตัดวางคลุมดินไว้ หรือใช้สารสกัดจากควินิน แกง ชุมเห็ดไทย ตำแยแมว ชบา น้ำนมราชสีห์ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช



3.5 การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว
       มันสำปะหลังได้เปรียบพืชไร่ชนิดอื่นที่สามารถยืดหยุ่นอายุการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังตามความจำเป็น เช่น ราคา และแรงงาน แต่โดยปกติจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 10-12 เดือน เพราะผลผลิตมันสำปะหลังจะมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น หลังจากเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลัง ต้องตัดเหง้าและต้นออก และรีบส่งหัวมันสดเข้าโรงงานทันที หรืออย่างช้าไม่เกิน 3 วัน มิฉะนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ส่วนลำต้นต้องเก็บทันทีเพื่อใช้ทำพันธุ์ต่อไป โดยนำไปกองรวมกันแบบตั้งขึ้นให้โคนติดพื้นดินส่วนยอดตั้งขึ้นในร่ม วิธีนี้สามารถเก็บต้นได้นานถึง 30 วัน ส่วนของกิ่ง ก้าน และใบ และในส่วนที่เป็นวัสดุตอซังให้สับกลบลงสู่ดินทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

      

3.6 การบันทึกข้อมูล
       เพื่อให้ระบบการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ถูกต้องตามหลักการเกษตรอินทรีย์ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีปลอดภัยจากสารพิษ จำเป็นต้องมีระบบการบันทึกข้อมูลตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงการเก็บเกี่ยวที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับหลักการของระบบเกษตรอินทรีย์ 
อ่าน:2465 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ผลิตภัณฑ์หมากเม่าแปรรูปภูพานเพชร ไวน์หมากเม่าภูพานเพชร แยมหมากเม่าภูพานเพชร น้ำหมากเม่าภูพานเพชร
58.9.107.3: 2553/02/20 10:47:38
"ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
PhuPhanPhet - Leading MaMao Market

หมากเม่า (มะเม่า เม่าเสี้ยน มัดเซ) เป็นผลไม้ชั้นนำในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ส่วนภาคอื่นๆ เรียกว่า "เม่า"  ชื่อวิทยาศาสตร์  Antidesma velutinosum Blume ในวงศ์ Stilaginaceae. เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม และผลจะสุกในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 
  
ประโยชน์ “หมากเม่า” 
1. ผลดิบสีเขียวอ่อน ประกอบอาหารคล้ายส้มตำเม่า 
2. ผลแก่สีแดงมีรสเปรี้ยว ส่วนผลแก่จัดสีดำม่วง จะมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผลไม้สด 
3. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบายและบำรุงสายตา ใบสดนำมาอังไฟเพื่อใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว เปลือกต้นเม่าใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบ 
4. ผลหมากเม่าสุก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด  แคลเซียม เหล็ก สังกะสี  วิตามิน B1 B2 C และ E
5. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น น้ำผลไม้  ไวน์เม่า แยม กวน  สีธรรมชาติผสมอาหาร ฯลฯ 
6. น้ำเม่าสกัดเข้มข้น 100%  มีสารอาหาร วิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมทั้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
7.ไวน์หมากเม่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง 
8.กัมมาลและคณะ (2546) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียของสมุนไพรไทย 5 ชนิด คือ มะเม่า ฟ้าทลายโจร หญ้าแห้วหมู ผักเป็ดแดง และสายน้ำผึ้ง พบว่า มะเม่า สายน้ำผึ้ง และหญ้าแห้วหมู มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ได้ 

หจก.ภูพานเพชร มีทั้งต้นพันธุ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป
หมากเม่า “ภูพานเพชร “
1. ลักษณะเด่น หมากเม่า สายพันธุ์ "ภูพานเพชร"  
    *  ต้นสูงประมาณ 12 - 15 เมตร
    *  ลักษณะใบ กว้างมนใหญ่ มีทั้งใบยาว และใบสั้น
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 15 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่ 
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ 
 2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานเพชร”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานเพชร”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.3  แยมหมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.4  น้ำผลไม้เข้มข้น หมากเม่า "ภูพานเพชร"
 

หมากเม่า “ภูพานทอง”
1. ลักษณะเด่น หมากเม่าสายพันธุ์ "ภูพานทอง"  
    *  ต้นสูงประมาณ 10 - 12 เมตร
    *  ลักษณะใบ แคบเล็กยาว ใบห่าง
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 12 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานทอง”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานทอง”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานทอง" 
    2.3 แยมหมากเม่า "ภูพานทอง"
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้นหมากเม่า "ภูพานทอง"
 
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม

www.phuphanphet.com

Tel: 081 839 0015  คุณเอมอร สาระขันธ์
อ่าน:488 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายพันธุ์ยางพารา
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
ขายและรับจอง พันธุ์ยางพารา PRIM600 , PRIT251 ,PBM235 ,PBM24
แปลงเพาะพันธุ์ยางอยู่จังหวัดตราด มีใบอนุญาตเพาะพันธุ์ยางเพื่อจำหน่าย 
สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกพันธุ์ยางให้เหมาะกับพื้นที่ของแต่ละจังหวัด และการจัดเตรียมพื้นที่ก่อนปลูก ได้ทุกขั้นตอน เนื่องจากเป็นเจ้าของสวนยางเอง มีประสบการทำพันธุ์ยาง ปลูกยางและกรีดยางมานาน 
จำหน่ายทั้งตอตาเขียว และยางชำถุง จัดส่งได้ทั่วประเทศ
สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดหรือมาดูงานที่แปลงยาง หรือสวนยางที่กรีดได้ ก็มี
พีรพัฒน์ 089-8343987 ,081-2957374
อ่าน:384 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายปุ๋ยเคมีสูตรในราคาส่ง
125.27.211.226: 2553/02/20 10:47:38
ขายปุ๋ยเคมีสูตรในราคาส่ง




ต้องการขายปุ๋ยเคมีสูตรจำนวนมากในราคาส่งจากโรงงาน มีบริการจัดส่งให้ ติดต่อขอรายละเอียดและใบเสนอราคาได้ที่

คุณต้น 085-0394566

 



อ่าน:467 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ปุ๋ยปลากับพืชทุกชนิด
117.47.111.103: 2553/02/20 10:47:38
หจก. พรจันทร์มาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป 
จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำชีวภาพ  ตราชาวประมง เป็นปุ๋ยปลาสกัดเข้มข้น สามารถปรับปรุงดินให้มีคุณภาพจากการทำการเกษตรติดต่อมาเป็นเวลายาวนานคืนความสมบูรณ์แก่ดิน มีส่วนประกอบของกากส่าเหล้าที่มีธาตุอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ตามความ ต้องการของพืช มีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลาย เหมาะสมกับพืชทุกชนิด เช่นไม้ดอกไม้ประดับไม้ผลปาล์มน้ำมันยางพารา ปุ๋ยปลายังวิจัยพบว่า ทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็ว แข็งแรงต้านทานโรค เช่นโรครากเน่าโคนเน่า ในทุเรียนได้อีกด้วยเป็นต้น  
ราคาอยู่ที่ลิตร ละ40 บาท มีตั้งแต่ 1 ลิตร  5 ลิตร 20 ลิตร มีทั้งราคาส่งและปลีก แต่ถ้าราคาส่งจะอยู่ประมาณ30 กว่าบาท อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อมานะครับ ขอบคุณครับ
สนใจติดต่อ คุณปอ คุณอัญชรี 077-541347’544473 อ.หลังสวน จ.ชุมพร 
หรือ คุณวิรัตน์ หมวดแทน 089-6455239 
คุณสามารถ 083-1062524
อ่าน:7381 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ไม่ใช่เพียงแค่ เคมีเกษตร เชิญเยี่ยม www.cropmaster.net
58.9.101.93: 2553/02/20 10:47:38
เชิญเยี่ยม www.cropmaster.net 
เคมีเกษตรคุณภาพ ราคาประหยัด ราคาปลีก/ส่ง

รวมถึงชีวภัณฑ์ป้องกันโรคพืชและแมลงปลอดสารพิษเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ เชิญเข้าชมเวปไซด์ของ บริษัทคร็อพมาสเตอร์ จำกัด
อ่าน:587 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายและต้องการตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์
117.47.134.183: 2553/02/20 10:47:38
ข่าวดีสำหรับผู้สนใจ   

หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย 
ขอเสนอทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร

ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ตรา เกษตรชาวบ้าน เกรด A พิเศษ
คุณสมบัติ
• เป็นปุ๋ยรองพื้น
• ปรับสภาพดินที่ใช้ปุ๋ยเคมีมานานหลายปี
• เพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช
• สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีได้

สินค้าของเรามีจำหน่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศ
โอกาสดี !! เพียงท่านโทรติดต่อหาเรา คุณคือ
คนสำคัญของเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา
สนใจสินค้าเพื่อวางจำหน่ายในร้านหรือเป็นตัวแทนจำหน่าย
ติดต่อได้ที่
หจก. เฟอร์ทิไลซ์ปุ๋ยไทย
433/151 ม. 2 ต. ศิลา อ.เมือง จ. ขอนแก่น 40000
คุณปุ๊กกี้ 085-0005379, 043343731
(http://www.geocities.com/thaifertilize/) 
(E-mail:Thaifertilize@yahoo.com// 
ขออภัยที่รบกวนเวลาของท่าน
อ่าน:659 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
ขาย มูลไก่ไข่คุณภาพ ราคา 1,450/ตัน ไม่ได้ผสมดินหินทราย แกลบโซดาไฟ  จ.นครปฐมโทร.081-9797345 
117.47.200.245: 2553/02/20 10:47:38
จำหน่าย มูลไก่ไข่ ราคาส่งหน้าฟาร์ม  
ไม่ได้ผสม ดินหินทราย  แกลบ หรือวัสดุอื่นๆ ไม่มีโซดาไฟ มีแต่เนื้อมูลไก่ไข่อย่างเดียว 100%  
มูลไก่ไข่ มูลเป็นไข่ จากฟาร์มระบบปิด คุณภาพดีมาก 
ปลอดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อ ตน สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม

มูลไก่ผง  ราคาขายส่ง  1,450/ตันน้ำหนักกระสอบละ 25-35 กก. 
มูลไก่อัดเม็ด ราคาขายส่ง 5,400/ตันน้ำหนักกระสอบละ 50 กก.    
ราคาสินค้าขึ้นลงตามราคาตลาด โปรดโทรสอบถามราคาสินค้าก่อน  ราคานี่ไม่รวมค่าขนส่ง
สั่งซื้อสินค้าจำนวน 15ตันขึ้นไป โอนเงินพร้อมรับสินค้า   รับสินค้าได้ที่ จ. นครปฐม 

สนใจติดต่อ  คุณวรรณโณ  081-9797345
โทร. 077-253379 แฟกซ์. 077-253257  E-mail  karuna_agritech@hotmail.com
เลี้ยงดิน ให้ดิน เลี้ยงพืช
อ่าน:5728 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
อยากได้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงนกคทา 
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
อยากได้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงนกคทา และไข่นกคทา
อ่าน:2121 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
การใส่ปุ๋ยยางพารา
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
แนะนำให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2ครั้ง

ครั้งที่1 ต้นฤดูฝน ประมาณเดือน เมษายน สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี
ครั้งที่2 ปลายฤดูฝน ประมาณเดือน ตุลาคม สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี อัตราการใช้: ต้นละ ประมาณ 500-600กรัม 1ไร่ ใช้ปุ๋ยประมาณ 1กระสอบ (กรณียางราคาไม่ค่อยดี แนะนำให้ใช้ปุ๋ยรุ่งอรุณ15-7-18/รุ่งอรุณ20-8-20)
อ่าน:8654 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ เปิดตัวข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ผู้นำด้านวิจัยพัฒนา และผลิตข้าวโพดหวานของไทย ได้เปิดตัวข้าวโพดหวาน 3 พันธุ์ใหม่ หลังจากปล่อยให้ “ไฮ-บริกซ์ 3” ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน นำร่องติดอันดับขายดีครองตลาดข้าวโพดฝักสด และอุตสาหกรรมข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง โดยคาดการณ์ตลาดอุตสาหกรรมในอนาคตยอดความต้องการของตลาดฝักสดอาจเพิ่มถึง 5 แสนตันต่อปี และยอดขายอาจสูงถึง 8 แสนตันต่อปี 

(8ก.ย.)นายพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด กล่าวถึงข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ว่า การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานไม่ได้มุ่งตอบสนอง เฉพาะข้าวโพดหวานเพื่ออุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว ยังมุ่งตลาดฝักสดที่ชอบลักษณะเด่นของฝักสวย เป็นจุดขายของตลาดผู้บริโภคที่สำคัญด้วย 

โดยบริษัทที่ทำการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดหวานจะต้องมีพันธุ์ใหม่ๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในทุกปี ให้มีฝักใหญ่ เมล็ดติดปลายสุด สีสวยขึ้น และรสชาดอร่อยยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมในเขตร้อนให้มีคุณภาพไม่น้อยหน้าพันธุ์ข้าวโพดหวานจากยุโรป 

ในอดีตที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของข้าวโพดหวานในเขตร้อนนั้น ผู้บริโภคมองว่า เมล็ดไม่หวานนุ่ม ในการพัฒนาพันธุ์สามารถทำให้มีคุณภาพทัดเทียมต่างประเทศได้ ทั้งรสหวาน และความนุ่มของเมล็ด 

ซึ่งปัจจุบันปริมาณการใช้ข้าวโพดหวานในประเทศรวมแล้วประมาณ 450 ตัน โดยคาดการณ์ว่าอีก 3-5 ปี จะเพิ่มปริมาณเป็น 550-600 ตันต่อปี 

ดังนั้น การเปิดตัว ข้าวโพดหวานพันธุ์ “ไฮ-บริกซ์ 9” ข้าวโพดหวานสองสี “แฟนซี สวีท” และข้าวโพดข้าวเหนียว “ซุปเปอร์แชมป์” คือข้าวโพดพันธุ์น้องใหม่ของไทย แต่อนาคตไกล หลังจากผ่านการทดสอบในห้องวิจัยมานานกว่า 3 ปีก่อนจะปล่อยออกสู่ตลาด มุ่งเน้นคุณภาพข้าวโพดฝักสดไม่ด้อยกว่าพันธุ์จากยุโรป 

โดยข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่ ไฮ-บริกซ์ 9 มีคุณภาพฝักสด และความหวานสูง จากการร่วมทดสอบพันธุ์กับทางโรงงาน อุตสาหกรรม พบว่าเหมาะกับการบรรจุกระป๋อง และแช่แข็ง มีจุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือสีของเมล็ด หลังจากผ่านกระบวนการบรรจุกระป๋อง หรือแช่แข็งแล้วจะมีสีเหลืองสวยสดใสถูกใจตลาด พร้อมกันนั้นข้าวโพดหวานสองสี ถูกผลิตขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของตลาดข้าวโพดหวานเช่นกัน โดยใช้ชื่อ “แฟนซี สวีท” 

ซึ่ง ข้าวโพดหวานสองสี จุดเด่นอยู่ที่เมล็ดมีสีเหลืองสลับขาวภายในฝักเดียวกัน ขนาดฝักใหญ่ เมล็ดติดเต็มถึงปลาย มีคุณภาพฝักสดสูง รสชาติหวานไม่แพ้ไฮ-บริกซ์ 9 และยังให้ผลผลิตสูงอีกด้วย ซึ่งในสถานีวิจัยให้ผลผลิตสูงถึง 4 ตันต่อไร่ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกร และผู้บริโภค 

ส่วนข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสม ในชื่อ “ซุปเปอร์แชมป์” มีจุดเด่นด้านคุณภาพที่เหนียวนุ่ม มีรสหวาน ให้ผลผลิตสูง สามารถให้ผลผลิตทั้งเปลือกสูงกว่า 2 ตันต่อไร่ ขนาดฝักใหญ่ และเมล็ดสีขาวติดเต็มถึงปลาย โดยสามารถเก็บเกี่ยวที่อายุ 16-18 วันหลังออกไหมในขณะที่กาบฝักยังเขียวอยู่ ซึ่งพันธุ์ ”ซุปเปอร์แชมป์” จะเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่โดดเด่นในตลาดข้าวโพดหวานในอนาคตอันใกล้” 

ด้านนายยงค์ยุทธ ปานสูง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “แนวโน้มในอนาคต ตลาดข้าวโพดหวานของไทยจะเป็นคู่แข่งตัวจริงของยุโรป ซึ่งผู้ผลิตจากต่างประเทศอาจย้ายฐานการผลิตมาไทย เนื่องจากเป็นแหล่งวัตถุดิบ สภาพพื้นที่เหมาะแก่การปลูก สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และมีต้นทุนการผลิตต่ำ 

โดยเฉพาะด้านวิจัยเมล็ดพันธุ์ของไทยได้ถูกปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนใกล้เคียงกับพันธุ์ของประเทศสหรัฐฯ ปัจจุบันประเทศในแถบยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ฮังการี มองไทยเป็นคู่แข่งคนสำคัญในตลาดข้าวโพดหวานที่ไม่อาจมองข้าม”
อ่าน:2749 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ขายป๋ยยูเรีย 46-0-0
210.246.192.2: 2553/02/20 10:47:38
งวดประจำเดือน  กย 51

แหล่งที่ 1                แหลมฉบัง  ตันละ  23200 .......................LC
                                                                      .......................ใบบริกรรมสนธิ
                                                                      ....................... แสดง BLที่ ธ.พร้อมทำสัญญญา


แหล่งที่ 2               โกดังลพบุรี  ตันละ  22000 ...................... ใบเสนอซื้อ แสดงจำนวนตัองการ
                                                                     ......................  แครเชียเช็กเต็มจำนวน
                                                                     ......................  สั่งจ่ายเช็ครายวันตามจำนวนขน

089-6860317   พ.อ.อ. พีระพร ฯ
อ่าน:370 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
ปลูกดาวเรืองขายส่งลูกเรียน อาชีพทำเงิน "สำรวย ถันทอง"
125.24.26.83: 2553/02/20 10:47:38
จาก: http://www.komchadluek.net/2008/12/12/x_agi_b001_323934.php?news_id=323934

แม้สามีของ "สำรวย ถันทอง" เสาหลักของครอบครัวจะรับราชการครู มีเงินเดือนประจำที่จุนเจือครอบครัวได้โดยไม่ต้องดิ้นรนมากนัก แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกๆ ทั้ง 3 คน ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนทำให้เธอจำต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย รวมทั้งการปลูก "ดอกดาวเรือง" ส่งขายปากคลองตลาด กรุงเทพฯ


สำรวย ในวัย 42 ปี ชาวบ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า ทำนามาหลายสิบปี แต่รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรง และด้วยภาระค่าใช้จ่ายของลูกชาย 1 คน และลูกสาวฝาแฝดอีก 1 คู่ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนระดับอุดมศึกษาที่ต่อเดือนนั้นสูงมาก จึงจำต้องหาอาชีพเสริมและเห็นคนในหมู่บ้านปลูกดอกดาวเรืองแล้วส่งไปขายที่ปากคลองตลาดมีรายได้ดี จึงศึกษารายละเอียดและนำมาทดลองปลูก ถึงขณะนี้ปลูกขายมาได้ 5 ปีแล้ว

 สำรวย เล่าถึงต้นทุนในการปลูกดาวเรืองว่า แม้จะค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถขยายปลูกเองได้ ต้องลงทุนซื้อใหม่ทุกรอบ ตกเมล็ดละ 1 บาท ซึ่งตนเองปลูก 3  ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.3 หมื่นเมล็ด จากนั้นก็จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่ารถไถ เตรียมแปลง ค่าจ้างแรงงาน ค่าไฟฟ้า ค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และยาเร่งดอกต่างๆ แต่รายได้นั้นก็ถือว่าดีทีเดียว

 สำรวย บอกอีกว่า ระยะที่เก็บดอกขายได้คือราว 4 เดือนหลังปลูก โดยจ้างคนงานเก็บวันละ 150 บาท/คน ซึ่งจะเก็บส่งขายปากคลองตลาด 2 วัน/เที่ยว แต่ละเที่ยวจะส่ง 2-3 หมื่นดอก แต่เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ก็จะรวมกับเพื่อนบ้านคนอื่นไปส่งพร้อมกัน ตกเที่ยวละ 7-8 หมื่นดอก โดยตลาดปากคลองจะรับซื้อดอกละ 40-50 สต.

 "บางครั้งราคาดีก็จะขายได้ดอกละ 70-80 สต. ซึ่งการส่งดอกดาวเรืองไปขายที่ปากคลองตลาด แต่ละครั้งหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วก็จะเหลือกำไรเที่ยวละอย่างต่ำ 1 หมื่นบาท"

 ถึงเวลานี้ สำรวย บอกว่าการปลูกดอกดาวเรืองขายถือเป็นอาชีพหลักเลยก็ว่าได้ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งเสียลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนหนังสือก็มาจากเงินที่ขายดอกดาวเรืองทั้งหมด  
อ่าน:6200 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
หมากเม่า "ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
58.9.107.3: 2553/02/20 10:47:38
"ภูพานเพชร" ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
PhuPhanPhet - Leading MaMao Market

หมากเม่า (มะเม่า เม่าเสี้ยน มัดเซ) เป็นผลไม้ชั้นนำในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ส่วนภาคอื่นๆ เรียกว่า "เม่า"  ชื่อวิทยาศาสตร์  Antidesma velutinosum Blume ในวงศ์ Stilaginaceae. เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม และผลจะสุกในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 
  
ประโยชน์ “หมากเม่า” 
1. ผลดิบสีเขียวอ่อน ประกอบอาหารคล้ายส้มตำเม่า 
2. ผลแก่สีแดงมีรสเปรี้ยว ส่วนผลแก่จัดสีดำม่วง จะมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผลไม้สด 
3. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบายและบำรุงสายตา ใบสดนำมาอังไฟเพื่อใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว เปลือกต้นเม่าใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบ 
4. ผลหมากเม่าสุก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด  แคลเซียม เหล็ก สังกะสี  วิตามิน B1 B2 C และ E
5. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น น้ำผลไม้  ไวน์เม่า แยม กวน  สีธรรมชาติผสมอาหาร ฯลฯ 
6. น้ำเม่าสกัดเข้มข้น 100%  มีสารอาหาร วิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมทั้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
7.ไวน์หมากเม่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง 
8.กัมมาลและคณะ (2546) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียของสมุนไพรไทย 5 ชนิด คือ มะเม่า ฟ้าทลายโจร หญ้าแห้วหมู ผักเป็ดแดง และสายน้ำผึ้ง พบว่า มะเม่า สายน้ำผึ้ง และหญ้าแห้วหมู มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ได้ 

หจก.ภูพานเพชร มีทั้งต้นพันธุ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป
หมากเม่า “ภูพานเพชร “
1. ลักษณะเด่น หมากเม่า สายพันธุ์ "ภูพานเพชร"  
    *  ต้นสูงประมาณ 12 - 15 เมตร
    *  ลักษณะใบ กว้างมนใหญ่ มีทั้งใบยาว และใบสั้น
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 15 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่ 
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ 
 2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานเพชร”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานเพชร”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.3  แยมหมากเม่า "ภูพานเพชร"  
    2.4  น้ำผลไม้เข้มข้น หมากเม่า "ภูพานเพชร"
 

หมากเม่า “ภูพานทอง”
1. ลักษณะเด่น หมากเม่าสายพันธุ์ "ภูพานทอง"  
    *  ต้นสูงประมาณ 10 - 12 เมตร
    *  ลักษณะใบ แคบเล็กยาว ใบห่าง
    *  ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 12 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
       สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานทอง”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานทอง”  ความสูง 50,   80,  100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า "ภูพานทอง" 
    2.3 แยมหมากเม่า "ภูพานทอง"
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้นหมากเม่า "ภูพานทอง"
 
สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม

www.phuphanphet.com

Tel: 081 839 0015  คุณเอมอร สาระขันธ์
อ่าน:1868 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
โรตารี่ คูโบต้า มือสองจากญี่ปุ่น 1.4,1.45,1.5,1.6,1.7 เมตร
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
โรตารี่ คูโบต้า มือสองจากญี่ปุ่น 1.4 m, 1.45 m, 1.5m, 1.6m, 1.7 m. สภาพสวย สนใจติดต่อ 089-8118807
อ่าน:2026 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ร้านขายแทรค์เตอร์คูฐต้า มือสองเปิดใหม่ ที่ ฉะเชิงเทรา อยู่ด้านตรงข้าม ห้างคอมเพล็ก สภาพรถสวยมากๆ
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
มีร้านเขายแทรกเตอร์เปิดใหม่ที่ บางตีนเป็ด  ฉะเชิงเทรา. 
รถสภาพสวย มีทั้งคูโบต้า และรถใหม่อย่างอีเซกิ ราคาไม่แพงเลย
อ่าน:4652 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายโรตารี่ หรือ จอบหมุน นำเข้าจากญี่ปุ่น , ที่ดันดิน,ที่เจาะหลุม, ผานจาน  และ อะหลั่ยคูโบต้า 
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
ขายโรตารี่ หรือ จอบหมุน นำเข้าจากญี่ปุ่น , ที่ดันดิน,ที่เจาะหลุม, ผานจาน  และ อะหลั่ยคูโบต้า ที่บางตีนเป็ด ฉะเชิงเทรา ร้านบิ๊กเค แทรกเตอร์
ลงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกงไป 200 เมตร หรือ โทร 089-8118807.
อ่าน:7647 | ความคิดเห็น:6 | แสดงความคิดเห็น
บทความมาใหม่: การปลูกหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์
125.26.140.248: 2553/02/20 10:47:38
“ หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ ” เป็นพืชผักที่มีบทบาทสำคัญของประเทศตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูงนื่องจาก ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความมั่นใจในระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีความปลอดภัย สูง หน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ประกอบด้วย วิตามินเอ ซี บี บีคอมเพล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็กสูง ปลูกมากที่จังหวัด สระแก้วและกาญจนบุรี  การ.....

อ่านทั้งหมดที่: http://www.farmkaset.org/contents/default.aspx?content=00230
อ่าน:4138 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ต้องการปุ๋ยหมัก 30 ตัน 
61.91.224.202: 2553/02/20 10:47:38
สนใจติดต่อทาง Email dol_hun@hotmail.com
 หากมีรูปกระบวนการหมักด้วยก็ดีครับ 
อ่าน:21696 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายรถพรวนดินเดินตามสภาพเหมือนใหม่ มือสองครับ
125.27.128.152: 2553/02/20 10:47:38
สภาพสวยยังใหม่อยู่ เครื่องติดง่าย ใบมีดปั่นดิน (พรวนดิน)สามารถปรับความเร็วได้ 2 ระดับล้อยางประคองใหญ่ปรับล้อให้เข้าออกได้ทำให้สามารถเข้าในที่แคบๆได้
บังคับ บีบเลี้ยวเป็นรถพรวนดินขนาดกลาง เครื่องยนต์ สี่จังหวะ ใช้เบนซิล
เครื่องยนต์ของ อิเซกิ จากโรงงานเครื่องเดิมๆ
สภาพพร้อมใช้งาน
ใบมีดพรวนดิน 12 ใบ
ขายราคา 33,000 (สามหมื่นสามพันบาท)
สนใจติดต่อ 0813773909 ธาดา
รถอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว
คันนี้เลย
อ่าน:4895 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
รับตัวแทนจำหน่าย อาหารเสริมเข้มข้นของพืชSuper Big, Super Chito  “ ฉีดอะไร ก็โต” 
202.28.78.134: 2553/02/20 10:47:38
รับตัวแทนจำหน่าย อาหารเสริมเข้มข้นของพืชSuper Big, Super Chito  “ ฉีดอะไร ก็โต” 
สารอาหารเสริมเข้มข้นจากธรรมชาติที่ฉีดพ่นทางใบ 

"นวตกรรมทางเลือกสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ ยุคใหม่"
• ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสามารถใช้แทนปุ๋ยเคมีได้เลย

• ลดการใช้ยาฆ่าแมลงเพราะ Super Big มีสารจากธรรมชาติที่ไล่แมลงอยู่แล้ว

• ลดการใช้ฮอร์โมนต่างๆ เพราะ Super Big มีสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว

• ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมและไม่มีสารตกค้างเพราะสกัดจากธรรมชาติ100%

• พืชแข็งแรงโตไวให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะปลูกสั้น

• ต้นทุนในการใช้ต่ำมากเมื่อเทียบกับการใช้ปู๋ยเคมี 2-6 เท่า

• สามารถใช้กับพืชได้ทุกชนิด
สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย 

ติดต่อได้ที่ E-mail gmsuperbig@hotmail.com

หรือ โทร. (คุณพรฤดี) 087-7192333
http://www.shopdd.in.th/web/index.php?url=superbig&type=
อ่าน:756 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ขอราคาอะไหล่รถไถ ฟอร์ด รุ่น 6600
58.9.92.39: 2553/02/20 10:47:38
1.ลูกปืนรับน้ำหนัก R-L 2 ชุด
2. ปลอกบูชสลักคอม้า บน-ล่าง,R-L  4 ปลอก
3. ลูกปืนล้อหน้าตัวนอก,ใน  2 ชุด
4. ลูกยางหุ้มเพลาล้อหน้า  R-L  2  ชุด
5. สกูร+น็อต ครบชุดสำหรับยึดกะทะล้อหน้า แบบชุบแข็ง  6ชุด

ติดต่อ คุณจุฬาพร  โทร.02-431-0536,Fax:02-813-1547
E-mail:ptwforklift@yahoo.com
อ่าน:6717 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
ขอราคาอะไหล่รถไถ ฟอร์ด รุ่น 6600
58.9.92.39: 2553/02/20 10:47:38
1.ลูกปืนรับน้ำหนัก R-L 2 ชุด
2. ปลอกบูชสลักคอม้า บน-ล่าง,R-L  4 ปลอก
3. ลูกปืนล้อหน้าตัวนอก,ใน  2 ชุด
4. ลูกยางหุ้มเพลาล้อหน้า  R-L  2  ชุด
5. สกูร+น็อต ครบชุดสำหรับยึดกะทะล้อหน้า แบบชุบแข็ง  6ชุด

ติดต่อ คุณจุฬาพร  โทร.02-431-0536,Fax:02-813-1547
E-mail:ptwforklift@yahoo.com
อ่าน:4813 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
รถเกี่ยวนวดข้าว คูโบต้า มือสอง นำเข้าจากญี่ปุ่น
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
รถเกี่ยวนวดข้าว คูโบต้า มือสอง นำเข้าจากญี่ปุ่น มาแล้ว สภาพดี รถสวยมาก
สามารถสับฟางได้ สนใจ ติดต่อ 089-8118807. ราคาไม่แพง
อ่าน:8192 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้การปลูกมันสำปะหลัง ในการประชุมจัดตั้งหมู่บ้านนิคมเกษตร จ.อุบลราชธานี ที่ปรึกษา รมต. กระทรวงเกษตรเข้าร่วม
125.24.73.214: 2553/02/20 10:47:38
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้การปลูกมันสำปะหลัง ในการประชุมจัดตั้งหมู่บ้านนิคมเกษตร จ.อุบลราชธานี ณ โรงเรียนบ้านนาเจริญ ตำบล ดอนจิก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี คุณแท่งทอง ชูวาธิวัฒน์ ที่ปรึกษาของ รัฐมลตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, อาจารย์ ประภาส สุทธิอาคาร นายกสมาคมเกษตรกรไทยและ รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน, นาย ยอดยุทร เดชรุ่งเรือง รองนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด อุบลราชธานี, คุณ จารุรัตน์, คุณปิยะมาศ ผู้บริหารฟาร์มเกษตร และผู้อำนวยการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัทไอออนิคจำกัด ประเทศไทย เข้าร่วมบรรยาย
อ่าน:1680 | ความคิดเห็น:5 | แสดงความคิดเห็น
ขายแทรกเตอร์ ฮิโนโมโต้ รุ่น C172  
110.49.82.5: 2553/02/20 10:47:38
เป็นรถเล็ก 17 แรง  สภาพสวย คล่องตัว กะทัดรัด  ราคาไม่แพง สนใจติดต่อ 089-771 2088 
อ่าน:3084 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ฟาร์มเกษตร บรรยายความรู้เรื่องพืช ณ ศาลากลางบ้าน คำปลาฝา อ.เมือง กาฬสิน
113.53.164.195: 2553/02/20 10:47:38
คุณกิ่งมอบของที่ระลึกให้กับผู้ใหญ่บ้าน
อ่าน:2119 | ความคิดเห็น:8 | แสดงความคิดเห็น
จำหน่ายปุ๋ยเคมีหลายยี่ห้อ ราคาตั๋วโรงงาน
118.172.227.215: 2553/02/20 10:47:38
มีทั้ง เรือใบไวกิ้ง ไข่มุกไพลิน ยารา กังหันลม ตะวันดาว มงกุฏ

ติดต่อสอบถามราคาได้ที่ 081-6946297

ณัฐวุฒิ

ขอบคุณครับ
อ่าน:1284 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รับปรึกษาปัญหา ยางพารา  ปาล์ม  อ้อย  มันสำปะหลัง ข้าว  และพืชการเกษตรทุกชนิด
124.120.101.165: 2553/02/20 10:47:38
หากเกษตรกรประสพปัญหาเหล่านี้ ?

- ปัญหายางพารา  ยางหน้าตาย  ตายนึ่ง  รากเน่า  โคนเน่า  โรคใบร่วง
- ปัญหา ปาล์มไม่ติดดอก  ช่อดอกไม่สมบูรณ์  ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย เคมี  
- การเพิ่มผลผลิตใน ไร่อ้อย เพิ่มค่าความหวาน  CCS,
- การเพิ่มผลผลิตในมันสำปะหลัง  เพิ่มเปอร์เซ็นต์แป้ง
- ปัญหา   ดินเปรี้ยว  ดินแน่น  ดินเค็ม  ดินขาดความอุดมสมบูรณ์
- การใส่ปุ๋ยให้เหมาะกับดิน   และการเจริญเติบโตของพืช

ให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการเกษตรมากว่า  10  ปี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :
คุณศุภานัน  สระบัว  
086-3081046
ชมรมส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่
www.tarad.com/agronomythai
อ่าน:13735 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รถไถคูโบต้า มือสอง จากญี่ปุ่น รุ่นเล็ก L2000, L2201 สภาพสวย 
146.82.26.108: 2553/02/20 10:47:38
รถไถคูโบต้า มือสอง จากญี่ปุ่น รุ่นเล็ก L2000, L2201 สภาพสวย นำเข้ามาทั้งคัน ไม่ได้แยกเป็นชิ้นส่วน สนใจติดต่อ 089-8118807
อ่าน:11636 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
เราพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ดให้ดีกว่าเคมีได้
58.147.0.186: 2553/02/20 10:47:38
       ปรับปรุงคุณภาพปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด “ตราไก่คู่ทีทีวี” สู่การพัฒนาคุณภาพที่สุดยอด

ปุ๋ยอินทรีย์มูลไก่อัดเม็ด 100% ตราไก่คู่ทีทีวี ผลิตโดยโรงงาน ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร  ผลิตจากมูลไก่แท้ๆ 100% จากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน หมักด้วยหัวเชื้อ EM สูตรพิเศษโดยผู้ชำนาญการจากต่างประเทศมากกว่า 12 เดือน ผ่านการฆ่าเชื้อ ป้องกันเชื้อรา อบไอน้ำ ดูดกลิ่น ดูดความชื้น เก็บได้นานกว่า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษทางอากาศ และที่สำคัญ  เพิ่ม สูตร 3 พลังเร่ง สูตรใหม่ที่ให้คุณค่าอาหารต่อพืชโดยตรงมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ช่วยปรับปรุงดิน ให้คุณค่าอาหารต่อพืชที่ได้ผลเร็วกว่าเดิม ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย พร้อมการอัดเม็ดที่ได้คุณภาพด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่มาตรฐานยุโรป ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร และการรับรองผลที่สูงกว่ามาตรฐานมากมายไม่มีใครเทียบได้ ไม่ผสมดิน แกลบ หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ ผ่านการทดสอบคุณภาพร่วมกับเกษตรกรชุมชน มากว่า 4 ปี รับรองผลเรื่องคุณภาพที่เหนือกว่า และกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ พิสูจน์คุณภาพได้แล้ววันนี้ กับสูตร 3 พลังเร่งสูตรใหม่ ที่ให้ผลมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า  แต่ราคายุติธรรม (พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรไม่เอาเปรียบสังคม)
          ราคาจำหน่าย ตันละ 4,000 บาท (กระสอบละ 200 บาท) บรรจุถุงละ 50Kg ไม่รวมค่าขนส่ง
สิทธิพิเศษสำหรับตัวแทนขาย ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสุด { ไก่คู่ทีทีวี  }   
สั่งครบ 1,000 กระสอบ รับสิทธิ์ เป็น ตัวแทน1อำเภอ1ราย พร้อมประชาสัมพันธ์ใน Website โรงงานฟรี
ดูรายละเอียดหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://pui-in-see.pantown.com หรือ http://www.pui-in-see.com

สนใจติดต่อ 081-6601290 นนท์ นครราชสีมา daranewkung@hotmail.com
หรือ            083-4633350 ทีทีวี อินทรีย์การเกษตร daranew90@gmail.com 
    ------------------------------------------------
อ่าน:1131 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
บ้านสิงห์รางกล ผลิต/จำหน่าย อุปกรณ์เลี้ยงสุกร(หมู) ครบวงจร !!
222.123.152.160: 2553/02/20 10:47:38
บ้านสิงห์รางกล

ที่อยู่ 115 ม.6 บ้านสิงห์ โพธาราม ราชบุรี 70120

ติดต่อ คุณ พัชวรรณ 081-982-3458

สินค้านอกเหนือจากรายการสามารถสั่งทำได้ !!

ติดตามดูรูปรายการสิรค้าได้ที่ http://bansingrangkon.hi5.com

ราคา : ไม่ระบุ

ประเภทสินค้า : สินค้าใหม่ - สินค้ามือสอง

การชำระเงิน : ผ่านธนาคาร จ่ายด้วยตนเอง

การรับส่งสินค้า : รับด้วยตนเอง ขนส่ง

ชื่อ : พัชวรรณ

เบอร์โทรศัพท์ : 032356839

โทรศัพท์มือถือ : 081-9823458

ที่อยู่ : 115 ม.6 บ้านสิงห์ โพธาราม

จังหวัด : ราชบุรี
อ่าน:5856 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
ขายฟิลเลอร์ สำหรับผสมปุ๋ยมีฟิลเลอรืดำ รับจ้างปั้นปุ๋ย ยิบซั่ม
112.142.151.97: 2553/02/20 10:47:38
รับจ้างปั้นอินทรีย์ ยิบซั่ม
ขายฟิลเลอร์ดำ  
ฟิลเลอร์ขาว  
เม็ดสารปรับสภาพดินและน้ำ 
เม็ดสวยขนาดดี ไม่มีฝุ่นและความชื้น 
 และโดโลไมท์ผง  
ธีรพงษ์ 087-0727884 (โรงงานผลิต) 
อ่าน:875 | ความคิดเห็น:3 | แสดงความคิดเห็น
รู้หรือไม่?
เลือกซื้อสินค้ากับฟาร์มเกษตร ได้ถึง 4 ช่องทาง

1. ชอบซื้อกับลาซาด้า?
คลิกสินค้าที่คุณสนใจด้านล่าง สั่งซื้อบนเว็บลาซาด้าได้เลย!


2. ชอบแชทซื้อบนเฟสบุ๊ค?
ทักอินบ็อกสั่งซื้อเลย ที่เฟสบุ๊คเพจ ฟาร์มเกษตร
facebook.com/farmkaset/
(คลิกลิงค์ด้านบนเพื่อเข้าเฟสบุ๊ค และกดส่งข้อความ เพื่อเริ่มสอบถามหรือ สั่งซื้อ)

3. ชอบสั่งทางไลน์แอพ
แอดไลน์ไอดีเลย มีสองไอดีให้เลือก
ไลน์ไอดี FarmKaset
ไลน์ไอดี PrimPB
ไอดีไหนก็ได้ ตามสะดวกเลย!

4. ชอบโทรซื้อมากกว่า?
โทร 090-592-8614 สั่งซื้อได้เช่นกัน













© FarmKaset.ORG